WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 2, 2009

พรรคเรด (RED) พรรคการเมืองที่แท้จริงของเมืองไทยวันนี้

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny


อาจารย์ใหญ่ทางรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งเคยปรารภให้ลูกศิษย์ทั้งหลายฟังกันเมื่อหลายปีก่อนว่า เมืองไทยนั้นน่าจะถือได้ว่าเคยมีพรรคการเมืองมาเพียงสองพรรคเท่านั้น คือ คณะราษฎร และ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะทั้งคณะและพรรคทั้งสองนี้มีความชัดเจนในทางอุดมการณ์และนโยบายของผู้เข้าร่วม คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สิ้นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ พคท. ต้องการให้ประเทศเป็นสังคมนิยม เป็นเรื่องทางอุดมการณ์ที่แจ่มชัดจริง

ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่เหลือท่านเรียกว่า พรรคพวก เพราะต่างก็เป็นการรวมตัวของคนร้อยพ่อพันแม่ที่บังเอิญสมประโยชน์กันทางการเมือง สามารถพึ่งพิงกันและกันได้โดยเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมือง สมาชิกพรรคพวกเหล่านั้นไม่มีลักษณะเชื่อมั่นร่วมกันทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน เพราะทุกพรรคนโยบายแทบจะไม่ต่างกันทางหลักการ เพียงแต่วิธีใช้ถ้อยคำเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีนโยบายที่มุ่งเน้นด้านในด้านหนึ่งที่เน้นทางอุดมการณ์โดยเฉพาะ แค่รวบรวมผู้คนที่ คุยกันรู้เรื่อง มาช่วยกันทำงานทางการเมืองเท่านั้น นโยบายหลัก ๆ คือ ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เศรษฐกิจเสรีนิยม การต่างประเทศที่ยึดมั่นในหลักการของสหประชาชาติ ฯลฯ ไปอ่านกันได้เลย อาจมีคนเห็นว่าพรรคไทยรักไทยที่กลายเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้มีนโยบายที่ชัดเจนแตกต่างด้านประชาสังคมจากพรรคอื่น แต่สิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ พรรคนี้ก็ยังคงเป็นการรวมตัวกันของ พรรคพวก ที่มีความคิดใกล้เคียงกัน และยังคงมีกลุ่มนักเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่มุ่งหวังการเป็นเจ้าของอำนาจรัฐเป็นผู้เคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้น กรณี กลุ่มเพื่อนเนวิน วังบัวบาน วังพญานาค ก็จะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนข้างเปลี่ยนขั้วเพราะไม่ถูกกับกลุ่มอื่นก็จะเกิดยากในพรรค

แต่วันนี้อยากบอกว่ากำลังมีพรรคใหม่ที่เกิดขึ้นและเข้มแข็งอย่างยิ่งขึ้นทุกวัน ผู้คนมารวมกันเพราะความคิดที่ตรงกัน นั่นคือพรรคคนเสื้อแดงที่ผมอยากตั้งชื่อว่า พรรคเรด (RED PARTY) ที่ทำให้นึกถึง พรรคกรีน (GREEN PARTY) ในประเทศตะวันตก เพราะคือการรวมกลุ่มทางการเมืองของคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันแบบ พรรคพวก เหมือนพรรคการเมืองเก่า ๆ มีคนจากทุกชั้นชนเข้ามาร่วมกันเพื่อแนวความคิดเดียวกัน นั่นคือการทำให้เมืองไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็นคนกลุ่มที่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรมไม่ถูกต้องที่กำลังปรากฏในสังคม เรียกร้องความเสมอภาค และระบอบประชาธิปไตย

พรรคการเมืองสำหรับคำจำกัดความของระบบกฎหมายไทยนั้น ก็คือจดทะเบียนพรรค มีหัวหน้าพรรค กรรมการพรรค ระเบียบข้อบังคับที่กำหนดชัดเจน ฯลฯ แต่ผลที่เห็นกันชัดเจนก็คือ อำนาจแฝงในสังคมหาเรื่องยุบพรรคทิ้งได้ จำกัดสิทธิทางการเมืองกรรมการ ฯ ได้ เป็นการสร้างกับดักให้คนที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองต้องเปิดเผยตนเองในระบบที่พวกเขากำหนดเท่านั้น ทำให้ถูกกำจัดง่ายขึ้น ถ้าบังเอิญทำดีเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ไม่ถูกใจผู้ทรงอำนาจแฝง

แต่ พรรคเรด (RED PARTY) ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในวันนี้แตกต่างออกไป เป็นการมารวมกันเพราะความคิดทางการเมืองที่ตรงกัน ซึ่งนี่คือพื้นฐานที่แท้จริงของการก่อตั้งพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดในประเทศใดของโลก คุณต้องมีอุดมคติทางสังคมการเมืองที่ตรงกัน รวมกันด้วยความคิดเดียวกัน ไม่ใช่แค่ คนรู้จักกัน อย่างพรรคการเมืองอื่นของเมืองไทย ความจริงก็คือ คนในพรรคนี้(ถ้าเราถือว่าเป็นพรรค)ไม่รู้จักกันแบบสนิทชิดเชื้อหรือเป็นพรรคพวกกันแต่ประการใด สมาชิกที่มาร่วมก็ไม่ได้เข้ามาเพื่อแค่เพียงช่วย ๆ กัน แต่ร่วมกันเพราะคิดตรงกันเห็นตรงกัน นี่เกินกว่าพอแล้วในทางพรรคการเมือง วันนี้จึงไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนพรรคเพื่อให้เขายุบง่าย ๆ ไม่ต้องมีหัวหน้าพรรค กรรมการพรรค เป็นเป้านิ่ง แต่เคลื่อนไหวทางการเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องติดกับกฎระเบียบใด ๆ ที่จำกัดเสรีภาพของพรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญที่ใช้ควบคุมคนในประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ต้องล้มเลิกไปให้เร็วที่สุด

อยากเสนอความคิดเกี่ยวกับการที่คนเสื้อแดงจะรวมกันพัฒนาตัวเองเป็นพรรค RED พรรคที่ไม่มีวันถูกใครยุบ พรรคที่หัวขบวนพรรคทั้งหลายไม่ต้องกลัวจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตามกฎหมายเผด็จการ และรักษาสภาพเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าสถานการณ์จะมีความน่าเชื่อถือได้กว่านี้

คำว่า RED นั้น มาจากคำต่อไปนี้

R = Righteousness ความถูกต้อง (มิตรสหายบางคนเสนอว่าเป็น Revolution แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าความถูกต้องน่าจะเหมาะกว่า เป็นความเห็นส่วนตัวด้านการสร้างแนวร่วมและการยอมรับของมหาชน ไม่แสดงความรุนแรงเกินขนาด)

E = Equality ความเสมอภาค

D = Democracy ประชาธิปไตย

และให้ตั้งชื่อไทยว่า พรรคเรด (RED PARTY) ดูอินเตอร์และคนไทยทั่วไปน่าจะรับได้ดีกว่า พรรคแดง ที่พวกเวรทั้งหลายจะพยายามเอาคำว่า คอมมิวนิสต์ มาสาดโคลนเราตามฟอร์ม

พรรคเรดของคนไทยเสื้อแดงนี้ไม่ต้องมีอะไรตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมืองเลย แต่คนไทยเสื้อแดงทุกคนคือชาวพรรคเรด ที่กำลังต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาสู่ประเทศไทย

ประสงค์ วิสุทธิ์ (มติชน) ; วิเคราะห์ การทำงานของ กกต.

ที่มาจากมติชนออนไลน์ ...www.matichon.co.th/news_detail.php

ice angel ชวนอ่านบทวิเคราะห์ข่าวการทำงานของ กกต. กรณีที่นายบุญจง

ได้แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของกระทรวง พม.พร้อมแนบนามบัตร

"กกต." ร่อแร่กว่า "บุญจง"..โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

"กกต.น่าจะมีอาการร่อแร่ยิ่งกว่านายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เพราะมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการหมกเม็ดหรือเป่าคดีเพื่อช่วย นายบุญจง"

ในแวดวงการเมืองกำลังมองรัฐมนตรี 2 คนมีอาการร่อแร่คือ นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กรณีการแจกปลากระป๋องเน่าให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม และ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีการแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของกระทรวง พม.ให้แก่ชาวบ้านรายละ 500 บาทพร้อมนามบัตรของตัวเอง


แต่สำหรับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแล้ว คณะกรรมการการการเลือกตั้ง(กกต.) น่าจะมีอาการร่อแร่ยิ่งกว่า เพราะมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการหมกเม็ดหรือเป่าคดีเพื่อช่วย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ให้อยู่ในตำแหน่ง ส.ส.จนในที่สุดได้เป็นรัฐมนตรี


เรื่องดังกล่าวมีอยู่ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ในจังหวัดนครราชสีมา เขต 6 ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคเพื่อแผ่นดินกับนายบุญจง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายพลพีร์ ได้คะแนนสูงกว่า ขณะที่นายบุญจงแพ้

อย่างไรก็ตาม มีการร้องเรียนการไปมาระหว่าง 2 ฝ่าย จน กกต.ให้ใบเหลืองนายพลพีร์ (ให้มีการลงคะแนนใหม่ในวันที่ 20 มกราคม 2550 ) ผลปรากฏว่า นายบุญจงชนะเลือกตั้งและมีการประกาศผลเมื่อวันที่ 21 มกราคม จนนายบุญจงได้เป็น ส.ส.มาจนทุกวันนี้


แต่จากการที่นายพลพีร์ร้องเรียนนายบุญจงต่อ กกต.ไว้ในการลงคะแนนครั้งแรกนั้นได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวน จน กระทั่งกกต.มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551ในการประชุมครํ้งที่ 48/2551ว่า นายบุญจงมีพฤติการณ์หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จจริงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเพื่อจูงใจฯ(พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53(5)) ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญจง


ปรากฏว่า นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 10 เดือน กกต.ยังมิได้ดำเนินการใดๆแก่นายบุญจงตามที่ กกต.มีมติแต่อย่างใด ว่ากันว่าแม้แต่คำวินิจฉัยเพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนก็ยังร่างไม่เสร็จ


นอกจากนั้น ถ้าดูในแง่การใช้และการตีความกฎหมายของ กกต.แล้วยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า กกต.ต้องการช่วยเหลือและอุ้มนายบุญจงจริงหรือไม่


เพราะ การที่ กกต.มีมติว่า นายบุญจงกระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ หลังจากที่ประกาศผลเลือกตั้งแล้ว กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายบุญจงเป็นเวลา 5 ปี(พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ มาตรา 111)


มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กกต.มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ให้ใบแดง)ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้การเลือกตั้งหลายคดีดังนี้


หนึ่ง การประชุม กกต.ครั้งที่ 134/2551 เมื่อวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง) นายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์(ไม่ได้รับเลือกตั้ง) ตามมาตรา 236(5)และ (6)แห่งรัฐธรรมนูญฯและ มาตรา 10(10)และ(12)แพาง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และมาตรา 111 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯมาตรา 111(เอกสารแถลงข่าวสำนักงาน กกต.เลขที่ 210_2551X


สอง การประชุม กกต.ครั้งที่ 95/51 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)นางกิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ ผู้สม้คร ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้ง


สาม การประชุม กกต.ครั้งที่ 84/2551 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)นายกิตติพงศ์ พรหมชัยนันท์ ผู้สมัคร ส.ส.หมายเลข 8 เขต 3 จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งม่ได้รับเลือกตั้ง


สี่ การประชุม กกต.ครั้งที่ 106/2551 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)ผู้สมัคร ส.ว.สุโขทัยซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้ง


แต่ทำไมกรณีนายบุญจง กกต.ไม่ยอมให้ใบแดงและส่งคำร้องให้แก่ศาลฎีกาเหมือนกับหลายคดีข้างต้น กลับมีมติเพียงว่าให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญจงเท่านั้น และยังดองคดีอยู่นานเกือบ 1 ปี


นอกจากเรื่องนายบุญจงแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่สะท้อนการทำงานที่ล้มเหลวของ กกต. แต่แค่หนังตัวอย่างเท่านี้ ก็อาจต้องหามเข้าไอซียูแล้ว

ที่มา thaifreenews

แดงทั้งแผ่นดิน แดงกู้แผ่นดิน แดงนำธรรมะคืนแผ่นดิน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


ก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี สำหรับการชุมนุมที่สนามหลวง เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงสามารถรวมกำลังกันได้มากกว่า 50,000 คน จำนวนคนเกินครึ่งหนึ่งของสนามหลวง ซึ่งหากใครคำนวณจำนวนคนด้วยหลักการง่ายๆ คือ หากรู้ว่าพื้นที่ที่คนชุมนุมกันมีกี่ตารางเมตร แล้วหาความหนาแน่นของจำนวนคนต่อตารางเมตร ก็สามารถประมาณการจำนวนคนได้

พื้นที่สนามหลวงปัจจุบันสามารถใช้ Google Earth คำนวณได้ ซึ่งมีพื้นที่ 66 ไร่ ครึ่งหนึ่งคือ ประมาณ 30 ไร่ หรือ 48,000 ตารางเมตร จำนวนที่ยืนหรือนั่งครึ่งสนามหลวงก็ประมาณได้ว่า 1.5-2 คน ต่อตารางเมตร ดังนั้นเมื่อคืนนี้มีคนไปชุมนุมกันครึ่งหนึ่งของสนามหลวง น่าจะประมาณได้คร่าวๆว่า เกิน 50,000 คนขึ้นไป



จำนวนคนขนาดนี้ ท่ามกลางการสะกัดกั้น การต่อต้าน รวมทั้งการก่อกวนของกลุ่ม "เพื่อนเนวิน" ที่เคยเป็นพันธมิตรของคนเสื้อแดง นับว่า เป็นการชุมนุมที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง ฝ่ายตรงข้าม คือ "กลุ่มอำมาตยาธิปไตย" จะได้ตระหนักเสียทีว่า จำนวนคนที่ไม่พึงพอใจ ต่อการปกครองของพวกเขาเพิ่มจำนวนขึ้นมาก และไม่ลดลง การพยายามโฆษณาชวนเชื่อทำลายกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่มีผลต่อการทำลายการรวมตัวของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด

ก็อย่างที่ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า ประชาชนได้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้ว และการขัดแย้งครั้งนี้มันไปไกลเกินกว่าทักษิณมากแล้ว หากฝ่ายอำมาตย์ยังติดยึดอยู่แล้วว่า "คนเสื้อแดงสู้เพื่อนายใหญ่" คนเสื้อแดงทำเพื่อทักษิณ วันที่โดนประชาชนเอากิโยตินตัดศีรษะ ก็ยังคงไม่รู้ตัวว่า นี่คือการลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ ต่อสู้กับการทำให้ทุกคนเป็นไพร่ ประชาชนได้ประกาศความเป็นไท และต้องการเจตจำนงเสรี กำหนดใจตัวเอง โดยไม่ต้องมีพี่ใหญ่ Big Brothers หรือ คุณพ่อผู้หวังดี คอยมาชี้นำให้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ประชาชนโตแล้ว และต้องการตัดสินใจด้วยตนเอง

เมื่อวานนี้ การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากอาวุธ และปราศจากความรุนแรง และเมื่อได้เดินทางไปถึงบริเวณทำเนียบรัฐบาล ประมาณตีหนึ่ง กลุ่มมหาประชาชนเสื้อแดงก็ได้สลายตัวกลับ เพราะได้บรรลุเป้าหมายแล้วคือ “การแสดงแสนยานุภาพและโชว์พลัง” ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะยึดทำเนียบรัฐบาลเหมือนที่กลุ่ม พธม.เคยทำ

กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากเหมือนกันที่รู้สึกคับข้องใจว่า ทำไมพวกเราทำอะไรไม่ได้ พวกเราทำได้แค่นี้หรือ ทำไมเราไม่บุกเข้าไปยึดทำเนียบ ทำไมเราไม่ชุมนุมยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ออกไป เหมือนที่ “กลุ่มพันธมิตรหรือคนเสื้อเหลือง” เคยทำ ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คนเสื้อแดงหลายคนพยายามที่จะ “ก็อบปี้วิธีการของพันธมิตร” มาทำบ้าง โดยไม่ประเมินว่า แม้พันธมิตรจะชุมนุมขนาดนั้น มีตัวช่วยมากมาย มีเจ้าของม็อบที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ของประเทศ พันธมิตรก็ไม่สามารถไล่รัฐบาลได้สำเร็จ ที่รัฐบาลล้มลงไป เพราะการใช้อำนาจตุลาการวิบัติ ดำเนินการโดยผู้มีอิทธิพลต่างหาก

หากคนเสื้อแดงดำเนินการอย่างเดียวกับพันธมิตร ผลย่อมออกมาไม่เหมือนกันแน่ ทหารไม่ได้อยู่ข้างเรา ตุลาการไม่ได้อยู่ข้างเรา และที่สำคัญที่สุดคือ “เราไม่ใช่พวกมีเส้น” เราเป็นไพร่



ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การต่อชุมนุมประท้วง เป็นกระบวนการให้การศึกษาประชาชน สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน ให้ตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังต่อสู้ และแสดงให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ว่า คนที่อยู่ตรงข้ามพวกเขามีมากมาย

การแพ้ชนะทางการเมืองในเกมนี้อยู่ที่สนามเลือกตั้ง คนที่ตัดสินอยู่ที่ประชาชนในสนามเลือกตั้ง แม้จะโดนบิดเบือนไปบ้าง แต่คนที่บิดเบือนก็ต้องใช้ต้นทุน ศรัทธามากมายไปแลกเอากับการโกงประชาชน ยิ่งใช้บ่อยศรัทธายิ่งสูญสิ้นไป สุดท้ายพวกเขาอยู่ได้ ด้วย “ศรัทธา” เท่านั้น เพราะที่จริงแล้วพวกเขา “ไม่มีประโยชน์ต่อประชาธิปไตย” เป็นองค์กรที่เป็น “ใส้ติ่งของสังคม” แต่ที่ยังอยู่ได้ในหลายประเทศทั่วโลก เพราะสามารถสร้างศรัทธา ถึงการมีประโยชน์ต่อสังคม หากเป็นปรปักษ์ต่อสังคมแล้ว สุดท้ายก็ถูกทำลายไปจนได้

การที่จะทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนลงคะแนนให้ ต้องไม่ใช่การ Cheating การโกง หลอกลวง หากไม่มีของจริงอยู่แล้ว หมู่ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน ย่อมไม่มีทางถูกหลอกได้หมดสิ้น

พวกเขากล้าฝืนมติมหาชนในการอุ้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะพวกเขาคิดว่า เมื่อการเลือกตั้งมาถึงพวกเขาสามารถหลอกประชาชนทั้ง 30 ล้านคน (เฉพาะคนที่มีสิทธิลงคะแนน) ได้ต่อไป ด้วยเทพนิยายปกรณัมย์ จักรๆ วงศ์ๆ ทั้งหลาย แต่หาทราบไม่ว่า คนศตวรรษที่ 21 จะมีสักกี่เปอร์เซนต์ที่หลงในนิยายน้ำเน่าเหล่านั้น ที่เขาไม่มีปฎิกริยาในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะไม่ได้ทำอะไรเป็นปฎิปักษ์ต่อพวกเขามากกว่า แต่ปี 2552 สถานการณ์เป็นตรงกันข้าม ศรัทธาที่เป็น “เสาค้ำจุนหลัก” จึงพังทลายลงไปอย่างรวดเร็ว

กลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องสร้างเครือข่ายและรณรงค์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดชุมนุมอย่างสงบ พัฒนาผู้นำประชาชน สนับสนุนให้มีการตั้งกลุ่มประชาธิปไตยกลุ่มต่าง ๆ ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด และหากมีการชุมนุมใหญ่ ก็อาจมีหลายเวที ตามแกนนำของแต่ละกลุ่ม เพื่อเป็นการพัฒนาความหลากหลายของผู้เคลื่อนไหว และผู้นำประชาชน และเป็นการให้ประชาชนได้เรียนรู้ถึงการเคลื่อนไหวทางการเมือง และการปลุกเร้ามวลชน ซึ่งเมื่อพัฒนาต่อไปกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ก็จะเข็มแข็ง เป็น Cells หน่วยย่อยที่เชื่อมโยงกันด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่การดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งมาจากใคร แต่ละกลุ่มมีอิสระในการเคลื่อนไหวในหมู่ของตนเอง หากมีกิจกรรมใหญ่ แกนนำของกลุ่มย่อมมีช่องทางที่จะประสานติดต่อกันเอง จากเว็บบอร์ดต่างๆ ในดอินเตอร์เน็ตที่มีมากมาย ดังนั้นการระดมพลจึงไม่ยากนัก

ส่วนการโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมไม่อยากให้ใส่ใจหรือตั้งความหวังไว้กับเรื่องนี้มากนัก เพราะรัฐบาลที่พิกลพิการนี้ย่อมอยู่ไม่ได้นานด้วยตัวเองอยู่แล้ว และภายใต้ “กระแสวิกฤติทางเศรษฐกิจโลก” ที่เศรษฐกิจในประเทศอุตสาหกรรมเริ่มเข้าสู่ภาวะหดตัวแล้ว และจะรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม คนจะตกงาน วิกฤตการณ์ทางสังคมจะตามมา และวิกฤติครั้งนี้แรงกว่าปี 2540 เพราะเป็นขอบข่ายทั่วโลก และประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะเราอยู่ที่ส่วนหัวของพายุ และพายุลูกนี้เป็นอภิมหาวาตะภัย กว่าจะสงบกินเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี

ไม่ต้องโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แม้จะมี พลังอันยิ่งใหญ่คอยอุ้มอยู่ ก็ไม่อาจทานทนอยูได้ ยิ่งฝืนมติของประชาชน ยิ่งพังลงอย่างรวดเร็ว

การปฎิวัติสังคมทั่วโลก การลุกฮือขึ้นของประชาชนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้แต่การปฎิวัติของคณะราษฎร์ในปี 2475 (ค.ศ.1932) ก็เกิดจากการจุดฉนวนมาจาก วิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 1929 (The Great Depression) กลายเป็นสาเหตุให้คนลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองที่ไม่ชอบธรรม และไม่มีธรรมทั้งสิ้น

วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2008 แล้ว ผมเชื่อว่าจะส่งผลกระเทือนต่อโครงสร้างของสังคมไทยถึงรากฐานทีเดียว เพราะแผ่นดินได้สะเทือนล่วงหน้ามา 3 ปีแล้ว สถานการณ์ที่เริ่มเป็นฉนวนได้ลุกลามไปมากแล้ว

โชคดีของคนไทยที่พอพายุมาถึง พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยได้อุ้มนายมาร์กขึ้นรับกับพายุพอดี

ผลร้ายของวิกฤติการณ์ครั้งนี้ คนที่อุ้มนายมาร์กต้องรับกรรมไปทั้งหมด

เมื่อพายุผ่านไป จะทิ้งเอาไว้แต่ท้องฟ้าที่สดใส ฟ้าใหม่ที่ประชาชนมีเสรีภาพ และเป็นไทอย่างสมบูรณ์

Sunday, February 1, 2009

เสื้อแดงสลายชุมนุมที่ทำเนียบฯ แล้ว

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียคลิ้กที่นี่
ทำเนียบฯ 1 ก.พ. -กลุ่มเสื้อแดงและกลุ่ม นปช. สลายการชุมนุมแล้ว โดยให้เวลารัฐบาล 15 วัน เพื่อทำตามข้อเรียกร้อง หลังจากนำข้อเรียกร้องมาติดไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล. -สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-02-01 01:12:37

เสื้อแดงเคลื่อนพลถึงทำเนียบฯ เจรจาขอติดประกาศเรียกร้องรัฐบาล

ที่มา MCOT News คลิ้กชมรายละเอียด
ทำเนียบฯ 1 ก.พ. - ขณะนี้กลุ่มเสื้อแดงและกลุ่ม นปช.ได้เคลื่อนขบวนมาถึงบริเวณทำเนียบรัฐบาลแล้ว เบื้องต้นอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าหน้าที่เพื่อขอติดประกาศมาตรการในการเรียกร้องต่อรัฐบาล

กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เคลื่อนขบวนผ่านสะพานมัฆวานรังสรรค์มาถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลแล้ว หลังเผชิญหน้ากับตำรวจที่บริเวณดังกล่าว หลังจากการเจรจาเปิดทางไม่เป็นผล ทำให้ผู้ชุมนุมใช้กำลังฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้ถอยร่น ส่วนผู้ชุมนุมผลักแผงเหล็กโยนลงคลอง และใช้เวลาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเคลื่อนรถผู้ต้องขังที่จอดขวางถนนออกโดยใช้เวลาไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็ยอมให้รถของผู้ชุมนุมผ่านไปได้

ขณะที่ขบวนรถของนายวีระ มุสิกพงศ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ซึ่งแยกออกมาจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยใช้เส้นทางเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ผ่านแยกนางเลิ้ง เลี้ยงเข้าถนนพิษณุโลก บริเวณด้านหน้าโรงเรียนราชวินิต เข้าสู่สะพานชมัยมรุเชฐ โดยจอดรอกำลังเสริมจากกลุ่มเสื้อแดงที่จะเดินทางมาสมทบ ประกอบกับรอให้ขบวนรถของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งมาจากอีกฝั่งหนึ่งมาสมทบกัน ทั้งนี้ ตำรวจได้นำรถผู้ต้องขังมาจอดขวางบนถนนสะพานชมัยมรุเชฐ

ส่วนที่ถนนพิษณุโลก ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บริเวณแยกมิสกวันและสะพานชมัยมรุเชฐ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้า-ออก เนื่องจากพบว่ามีแนวร่วมบางส่วนใช้รถส่วนตัวเดินทางมาล่วงหน้า. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-01 00:24:41

เปิดใจ"ทวี สอดส่อง" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลั่นไม่หวั่นไหวหากเด้งพ้นเก้าอี้

ที่มา มติชน
โดย จตุพร พ่วงทอง
"อยากเรียกร้องว่าตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะต้องทำคดีปราบปรามผู้มีอิทธิพล การพูดหรือให้สัมภาษณ์อะไรที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในตำแหน่งอธิบดี เสมือนเป็นการสร้างความไม่เกรงกลัวให้เกิดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่"

กว่า 10 เดือนที่ "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" นั่งกุมบังเหงียน "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือดีเอสไอ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลถึง 3 ชุด

พลันที่อำนาจรัฐเปลี่ยนมือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำรัฐบาล ก็เกิดกระแสข่าวย้าย พ.ต.อ.ทวี พ้นเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอ ออกมาเป็นระลอก

แต่จนถึงขณะนี้ข่าวลือก็เป็นเพียงข่าวลือ จะเป็นจริงเมื่อไหร่คงต้องเฝ้าดูว่าหากย้ายจริง รัฐบาลจะอ้างเหตุผลอะไรมาอธิบายกับสังคมถึงความชอบธรรม

ซึ่ง "มติชน" มีโอกาสสัมภาษณ์ "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ถึงความในใจ รวมถึงนโยบายที่ดำเนินการช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีสาระสำคัญดังนี้

นโยบายปราบปรามผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐหรือฮั้วประมูล ที่วางไว้ บรรลุเป้าแค่ไหน

- ผลการปราบปรามอยู่ในขั้นที่น่าพอใจและได้ผลักดันตั้ง ศูนย์การปราบปรามการฮั้วประมูล หรือการทุจริตเงินภาครัฐขึ้นมาอย่างเป็นระบบ มีข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมเป็นทีม ซึ่งทางคณะทำงานแบ่งประเภทการฮั้วประมูลออกเป็น 2 ลักษณะ ฮั้วประมูลแบบแห้ง คือ ดำเนินคดีหลังจากมีการฮั้วประมูลโครงการต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว และฮั้วประมูลแบบสด คือ เข้าตรวจสอบโครงการที่คาดว่า จะมีการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้น โดยจะแบ่งตามพื้นที่ และแบ่งตามกระทรวง

ขณะนี้คดีฮั้วประมูลอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนจำนวนมาก ทางดีเอสไอต้องร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงบประมาณ เพราะแต่ละปี สำนักงบประมาณจะวางแผนว่าจะตัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานใดบ้าง กรมบัญชีกลางที่ทำหน้าที่จ่ายเงิน และหน่วยงานภาคเอกชนอื่นๆ ที่ทำคดีฮั้วประมูล ขณะนี้ดีเอสไอมีกลุ่ม แก๊ง ที่เข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูลจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม คดีการฮั้วประมูลบางส่วนที่ดีเอสไอยังทำไม่เต็มที คือการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด ถ้าพบว่ามีการกระทำผิดชัดเจนต้องปรับเป็นเงิน 50 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการ เช่น ถ้าโครงการดังกล่าวมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ผู้กระทำผิดต้องเสียค่าปรับ 500 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ถือเป็นการป้องกันการฮั้วประมูลอีกขึ้นหนึ่ง สำหรับคดีฮั้วประมูลส่วนใหญ่ ที่ดีเอสไอเข้าดำเนินการจับกุม เรื่องจะถูกส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมทุจริตกับภาคเอกชน บางครั้งก็ล่าช้ากำลังหาแนวทางร่วมกับ ป.ป.ช.ว่า คดีที่มาถึง ป.ป.ช.จะทำอย่างไร ไม่ให้คดีค้างอยู่ที่ ป.ป.ช.เป็นเวลานาน เพราะขณะนี้มีหลายคดีอยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช.

นโนบายปราบปรามการบุกรุกป่า ที่ดินสาธารณะคืบหน้าแค่ไหน

- ช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งได้ประสานไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีที่ดินอยู่ในความดูแลเพื่อตรวจสอบว่ามีพื้นที่ของรัฐทั่วประเทศเท่าไหร่ พบว่ามีที่ดินกว่า 6 ล้านไร่ ถูกบุกรุก และในจำนวน 6 ล้านไร่ มีการออกเอกสารสิทธิประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและบางส่วนดีเอสไอดำเนินการตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ และบางส่วนเป็นคดีที่มีการร้องเรียน

ซึ่งแนวทางการทำงานดีเอสไอได้ร่วมกับภาคประชาชน โดยให้ประชาชนมาเป็นอาสาสมัครป้องกัน ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการทำโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ และให้ประชาชนร่วมสอบสวน ในฐานะที่ปรึกษา เช่น โครงการตรวจสอบข้อมูล ส.ค.1 ของหมู่ 10 ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา มีการตรวจสอบ 89 ราย ซึ่งปัญหาที่ตรวจพบเช่น เอกสาร ส.ค.1 ต้นฉบับหาย บางรายไม่รู้ว่าที่ดินเคยมีเอกสาร ส.ค.1 และจำนวนที่ดินมีมากกว่าตามที่แจ้งใน ส.ค.1 เป็นต้น ซึ่งต้องการให้ชาวบ้านเข้าใจว่า ส.ค.1 ที่มีอยู่นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม เพราะมีการออก ส.ค.1 ซ้ำซ้อน ทางดีเอสไอกับกรมที่ดินจะร่วมมือกันแก้ไข

นอกจากนี้ยังพบขบวนการซื้อขายที่ดินโดยคนต่างชาติ ซึ่งเปิดบริษัทซื้อขายที่ดินในประเทศโดยให้คนไทยถือหุ้นบางส่วน แต่นำที่ดินไปซื้อขายกันในต่างประเทศ ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จำนวนมาก ขณะนี้ตรวจพบกว่า 10 เรื่อง

ที่ดินบางแปลงที่บุกรุกมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนพยายามให้ออกเอกสารสิทธิ เพราะจากการสอบสวนพบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาประเมินขายแปลงละ 20-30 ล้านบาท และบางแห่งมีการบุกรุกที่พื้นที่ของรัฐอย่างชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถทำอะไรได้ต้องส่งเรื่องให้ดีเอสไอเข้าไปดำเนินคดี เช่น ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มีหลายแปลง บางแปลงนำไปสร้างที่จอดเรือของบริษัทเอกชน

เอาผิดอย่างไร กับนักปั่นหุ้น เบียดบัง ยักยอก หรือไซฟ่อนเงิน ในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

- ทำงานร่วมกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งทาง ก.ล.ต.จะส่งบัญชีรายชื่อบุคคลมาให้ 50 คน ที่ต้องสงสัยเข้าข่ายปั่นหุ้นให้ตรวจสอบ ก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบทุกมิติของกลุ่มบุคคลดังกล่าว เช่น คดีบริษัท เอสอีซีซี จำกัด ดีเอสไอเข้าไปร่วมตรวจสอบหาหลักฐานตั้งแต่ต้นถึงแม้ว่าผู้ต้องหาหนีไปต่างประเทศก็ตาม สำหรับคดีปั่นหุ้นที่ดีเอสไอดำเนินการคิดว่ามีประสิทธิภาพและนำไปสู่การลงโทษจำคุกและปรับกว่า 6,000 ล้านบาท คือคดีทีพีไอ และตอนนี้ได้ทำงานเชิงรุกมากขึ้น

มองปัญหาการทำงานของบุคลากรในหน่วยอย่างไร

- ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ตั้งดีเอสไอขึ้นมา ผู้บริหารที่ผ่านมาๆ พยายามสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านสอบสวนคดีพิเศษจริงๆ ตอนแรกก็โอนจากหน่วยงานสหวิชาชีพมาร่วมกันทำงาน ซึ่งต้องฝึกอบรมด้านสืบสวนสอบสวนให้บุคลากรเหล่านั้น เพื่อหาความจริงได้อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ดีเอไอตั้งมาเป็นเวลา 5 ปี จำเป็นต้องสร้างมาตรฐานของพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะคนที่จะเข้าสู่มาตรฐานตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับ 8 ให้เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอร้องเรียนว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งพนักงานสอบสวน 8 นั้น ผมอยากให้มองว่าพนักงานสอบสวนระดับ 8 ต้องไปเป็นหัวหน้าของพนักงานสอบสวน เวลาทำงานระหว่างดีเอสไอกับพนักงานสอบสวนของตำรวจและ ป.ป.ช. ต้องเกิดความยอมรับ จึงจำเป็นต้องพิจารณาพิถีพิถัน คัดเลือกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ เข้ามาดำรงตำแหน่ง

ที่ผ่านมามีตำแหน่งพนักงานสอบสวน 8 ว่าง 22 ตำแหน่ง มีเจ้าหน้าที่ผ่านเกณฑ์ เพียง 6 คน ส่วนคนที่ไม่ได้ต้องเร่งสั่งสมประสบการณ์การทำงาน หาความเชี่ยวชาญเพิ่มเติ่ม ผมอยากบอกว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ต้องให้ความยุติธรรมกับบุคลากร ไม่สำคัญว่าคุณจะเคยเป็นตำรวจหรือไม่นั้นไม่สำคัญ หากต้องการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แล้วไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ไม่ผ่านเกณฑ์ก็ต้องไม่ได้ ผู้บริหารต้องใจแข็ง ถ้าผมยอมปล่อยไป เอาคนที่ไม่ผ่านเณฑ์มาเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มันก็ไม่ใช่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตอนนี้กำลังต้องทำแบบประเมินพนักงานสอบสวนที่เข้ามาในระยะแรก เพราะถ้าหากวันนี้คุณมาเป็นพนักงานสอบสวน 8 แล้วเขียนคำร้องขออนุมัติหมายจับกุมไม่ได้ สรุปสำนวนคดีไม่ได้ ต้องเปลี่ยนให้ไปทำหน้าที่อื่น ผมคาดว่าคงมีคนไม่พอใจอีกมาก แต่จำเป็นต้องเอามาตรฐานกลางเข้ามาประเมิน ไม่อยากนั้นองค์กรไม่พัฒนา

อยากให้ประเมินมาตรฐานของพนักงานสอบสวนแบบออกมาเป็นคะแนน

- ถ้าประเมินแบบตัวเลข หากคะแนนเต็ม 10 ผมให้ 5-7 คะแนน โดยเฉลี่ย เพราะบางคนเก่งมากโดดเด่น บางส่วนต้องฝึกอบรม ตอนนี้มีพนักงานสอบสวนว่างงานแฝงอยู่จำนวนมาก แต่อย่าลืมว่าตำแหน่งพนักงานสอบสวนมีเงินประจำตำแหน่งเพิ่มพิเศษ เพราะกฎหมายต้องการให้ทำงานอย่างสบายไม่เข้าไปรับผลประโยชน์อื่นๆ เมื่อมีเงินเพิ่มพิเศษจำนวนมากก็มีความคาดว่าคนเหล่านี้ต้องเก่งและเชี่ยวชาญจริงๆ แต่มีพนักงานสอบสวนบางกลุ่ม ไม่ทำงาน บางคนไปช่วยราชการ เรียกว่าทำงานยังไม่ถึงระดับสมควรที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ผมจำเป็นต้องสร้างระบบประเมิน เกณฑ์การทำงาน เช่น ในรอบ 1 ปี พนักงานสอบสวนต้องทำงานทั้งปริมาณ และคุณภาพ และมีผลคืนประโยชน์ให้กับรัฐอย่างไร ที่ผ่านมา ลงนามข้อตกลงกับสำนักงบประมาณว่า จะคืนประโยชน์ให้กับรัฐจำนวน 25,000 ล้านบาท

แสดงว่าบุคลากรที่เข้าสู่ตำแหน่งพนักงานสอบสวนก็ไม่ง่าย

- ใช่ ไม่ง่าย เพราะที่ผ่านมามีตำแหน่งว่างถึง 22 ตำแหน่ง แต่มีคนสอบผ่านเพียง 6 คน ถ้าผมยอมให้ผ่านทั้งหมดก็ได้แต่ปัญหามันจะเกิดตามมา และไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และถ้าผมยอมให้ผ่านองค์กรมันก็อยู่ไม่ได้

คิดอย่างไรที่สังคมมองว่าดีเอสไอเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาขา 2

- ยศของตำรวจเป็นยศพระราชทาน อยากให้สังคมให้ความเป็นธรรมกับคนที่มียศนำหน้า ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือ ตำรวจ ที่มาอยู่ดีเอสไอ เพราะผมคิดว่าคนเหล่านี้ยอมสละเครื่องแบบแล้วมาเป็นข้าราชการพลเรือน เป็นการตัดสินใจแน่วแน่แล้ว แต่หากจะมุ่งว่ามียศเป็นตำรวจแล้วถูกจำกัดโควต้า ผมไม่เห็นด้วย อยากให้มองที่ความรู้ความสามารถ เพราะรองอธิบดีทั้ง 3 คน ที่เป็นอดีตตำรวจก็ผ่านหลักเกณฑ์การประเมินตามระเบียบข้าราชการพลเรือน และทั้ง 3 คนมีคะแนนสูง อย่างไรตาม ตำแหน่งผู้เชี่ยวชายระดับ 9 หลายคนในดีเอสไอก็เป็นข้าราชการพลเรือนมาก่อน

อยากขอความเห็นใจให้คนมียศนำหน้า ไม่อยากให้มองว่าเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งที่ 2 และดีเอสไอ มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หลายคดีที่ดีเอสไอเข้าไปทำต้องยอมรับว่าเป็นภาระของอธิบดี โดยตรงที่ต้องคลี่คลาย จำเป็นต้องใช้พนักงานสอบสวนที่มีความเชี่ยวชาญลงไปทำ

คิดอย่างไร ที่ตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอหรือ ผบ.ตร.มักถูกมองว่าต้องเปลี่ยนตามรัฐบาล

- อยากบอกว่าตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอหรือ ผบ.ตร. เป็นตำแหน่งที่รัฐบาลต้องไว้วางใจ ซึ่งความไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจคงตอบไม่ได้ว่ารัฐบาลคิดอย่างไร แต่อยากเรียกร้องว่าตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะต้องทำคดีปราบปรามผู้มีอิทธิพลจำนวนมาก การพูดหรือการให้สัมภาษณ์อะไรที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในตำแหน่งอธิบดี เสมือนเป็นการสร้างความไม่เกรงกลัวให้เกิดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ซึ่งมันมีผลทางจิตวิทยา ตอนนี้คงทำได้เพียงใช้ศักยภาพทำงานตามอำนาจกฎหมาย หากมีการโยกย้ายเกิดขึ้นจริง คงไม่ได้หวั่นไหวอะไร..!!

"การเมือง"รอท่าที"อภิสิทธิ์" ประกาศจุดยืน"ปลากระป๋อง" พิสูจน์กฎเหล็ก 9 ข้อ

ที่มา มติชน
วิเคราะห์
พลันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามกรณี ความไม่ชอบมาพากลในการแจกปลากระป๋องเน่าให้ชาวบ้านผู้ประสบภัย ของกระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการ ทำนองว่า จะประกาศจุดยืนที่ชัดเจน หลังกลับจากการประชุมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เท่านั้นเองข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีก็สะพัดขึ้น

ยิ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์ตอกย้ำถึงกรณีปลากระป๋องว่าเบื้องต้นทราบว่า ยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินของราชการในการซื้อปลากระป๋อง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นกับประชาชนแล้ว

พร้อมย้ำว่า ยังยึดหลัก 9 ข้อที่ให้ไว้แก่คณะรัฐมนตรี

ยิ่งทำให้กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ เพราะแม้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่า วิถีทางการสลับขั้วแห่งอำนาจจากพรรคพลังประชาชนมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นวิถีทางที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพนัก

ทั้งนี้ เพราะ...

ประการแรก เนื่องจากศิษย์เก่าพรรคพลังประชาชนที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อย ย่อมไม่ยินยอมที่จะให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์บริหารราชการแผ่นดินได้อย่างสงบสุข

ดังนั้น ทุกจังหวะก้าวของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งรัฐมนตรี จึงไม่มีระยะเวลา "ฮันนีมูน"

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมและเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นจังหวะๆ ไม่ขาดสาย โดยยึดเอาแนวทาง "ประชานิยม" เพื่ออัดเงินลงสู่มือประชาชน โดยหวังให้ประชาชนใช้สอย และกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมา

กระทั่งล่าสุด งบประมาณกลางปีแสนกว่าล้านบาท ก็เป็นฝีมือการดำเนินการเร่งด่วนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ประการที่สอง เนื่องจากจุดหักเปลี่ยนอำนาจจากพรรคพลังประชาชนไปเป็นพรรคประชาธิปัตย์นั้นอยู่ตรงความเคลื่อนไหวของ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ซึ่งมีภาพลักษณ์ทางการเมืองไม่สู้ดีนัก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องสร้างความมั่นใจด้วยการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้แก่คณะรัฐมนตรี เพื่อการันตีต่อสังคมว่ารัฐบาลชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต

กฎ 9 ข้อประกอบด้วย 1.น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้กับคณะรัฐมนตรีในการถวายสัตย์ปฏิญาณโดยเฉพาะการปฏิบัติงาน ให้เกิดความเรียบร้อยและความสงบสุขในหมู่ประชาชน

2.ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ที่สำคัญคือจะต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคลากรที่มาช่วยงานรัฐมนตรีด้วย 3.ต้องถือว่านโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา เป็นเป้าหมายร่วมของรัฐบาล 4.การทำงานของรัฐบาลจะต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เอกภาพ 5.รัฐมนตรีทุกคนต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างสม่ำเสมอ

6.รัฐมนตรีทุกคนเป็นบุคคลสาธารณะ ขอให้ทุกคนปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ไม่อยากให้มีเงื่อนไขที่นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นและไม่ศรัทธา 7.จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม 8.รัฐบาลต้องพร้อมที่จะรับการตรวจสอบในเชิงนโยบายและด้านอื่นๆ ไม่สร้างอุปสรรคขัดขวางการตรวจสอบ ชี้แจงโดยใช้เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อมูล

และ 9.รัฐมนตรีทุกคนไม่มีสิทธิเหนือประชาชน ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองมีมาตรฐานสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย

ดังนั้น หากการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมาย หรือจะไม่ได้กระทำความผิดก็ขอให้รัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งตนด้วย ต้องยึดถือว่าประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ของตนและประโยชน์ของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชาชน ซึ่งภายหลังจากถูกยุบพรรค สมาชิกพรรคพลังประชาชนได้ไปรวมตัวกันที่พรรคเพื่อไทย และเริ่มต้นเปลี่ยนบทบาทจากฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายค้าน

ดังนั้น เมื่อเกิดกรณี "ปลากระป๋องเน่า" ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีนายวิฑูรย์ นามบุตร นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ

เมื่อนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นศิษย์โปรดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ทุกอย่างจึงเข้าทางฝ่ายค้าน!

ทั้งนี้ เพราะหากโครงการดังกล่าวมีพิรุธ มีคนของนักการเมืองเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้อง นายอภิสิทธิ์คงต้องใช้ความเป็นผู้นำ รักษากฎเหล็ก 9 ข้อ ด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นเบื้องต้น

แต่การปรับศิษย์รักของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค พ้นจากตำแหน่งไปทั้งๆ ที่ผลการสอบสวนเรื่องราวต่างๆ ยังไม่สำแดงผล ก็อาจจะสร้างความขุ่นเคืองภายใน "ประชาธิปัตย์" ขึ้นได้

ในทางกลับกัน หากนายอภิสิทธิ์นิ่งเฉยไม่ดำเนินการต่อกรณีดังกล่าว บรรดาฝ่ายค้านที่คอยจับจ้องเพื่อจ้วงแทง ก็จะแห่กันออกมาประณามภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เมื่อนายอภิสิทธิ์ลั่นวาจาจะประกาศจุดยืนเกี่ยวกับเรื่อง "ปลากระป๋องเน่า" ภายหลังกลับจากต่างประเทศ ผู้คนจะสนใจต่อจุดยืนที่นายอภิสิทธิ์จะประกาศ

เพราะจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ย่อมมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคตอันใกล้ของรัฐบาล

และมีความสำคัญต่อนายกรัฐมนตรีคนที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ด้วยเช่นกัน

"มาร์ค"ต้องรีบ ตัดไฟแต่ต้นลม

ที่มา ข่าวสด
ออกจากจุดสตาร์ตได้แค่เดือนเดียว

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "เทพประทาน" ที่แบกความหวังของคนไทยทั้งประเทศไว้

ก็เริ่มออกอาการเครื่องรวน

เรื่องปลากระป๋องเน่า"ของนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ กับเรื่องการแจกเงินหลวงแนบนามบัตรส่วนตัวของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาด ไทย

กลายเป็นวาระแทรกซ้อนไม่คาดฝัน

ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะนายกฯ จะต้องหาทาง "ตัดไฟแต่ต้นลม" โดยด่วน ก่อนจะขยายวงลุกลามไหม้วอดกันทั้งรัฐบาล

ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นมาท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ

ภาวะเศรษฐกิจทรุดต่ำลงอย่างน่าใจหาย การเมืองขัดแย้งแตกแยกรุนแรง ส่งผลให้สังคมเกิดความร้าวฉานแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตามไปด้วย

การที่ประชาชนในสังคมส่วนใหญ่พยา ยามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่

มองข้ามการดิ้นรนเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยสง่างาม

รวมถึงการเลือกเฟ้นคนเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรี บนเงื่อนไขต่างตอบ แทนกลุ่มคน 3-4 กลุ่ม ทำให้หน้าตารัฐมนตรีไม่ได้"ขี้เหร่"น้อยไปกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วมาเท่าใดนัก

ด้วยเพราะเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามายุติปัญหา นำพาบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

นายอภิสิทธิ์ประเดิมความเป็น"ผู้นำ" ด้วยการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อ เพื่อควบคุมการทำงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายพรรค

เนื้อหาหลักๆ คือเน้นย้ำเรื่องการปฏิ บัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

การทำงานต้องรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ ถึงจะเป็นรัฐบาลผสมแต่ต้องไม่แบ่งพรรค ต้องเป็นรัฐบาลที่รับผิดชอบร่วมกัน

ทั้งต้องพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งเชิงนโยบายหรืออื่นๆ

รัฐมนตรีไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่นในแง่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น

จะต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย

สังคมกำลังจับตา ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะหาทางออกจากมลภาวะ"สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ"นี้อย่างไร

การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งต่อกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากฎเหล็ก 9 ข้อที่วางไว้

เป็นจริงในทางปฏิบัติมากน้อยขนาดไหน

โดยเฉพาะที่ว่าความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องอยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมาย

พรรคประชาธิปัตย์เองในสมัยเป็นฝ่ายค้าน ก็ใช้มาตรฐานดังกล่าวเป็นหลักยึดมั่นในการตรวจสอบฝ่ายบริหารมาโดยตลอด

สำหรับพรรคเพื่อไทยถึงจะเป็นมือใหม่หัดค้าน แต่ก็มองออกว่ารัฐบาลกำลังเดินสะดุดขาตัวเอง และแน่นอนว่าในฐานะพรรคฝ่ายค้าน

ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสงามๆ เช่นนี้

หากนายกฯ ยังลังเลไม่ยอมจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

เชื่อว่าชื่อของนายวิฑูรย์และนายบุญจง จะถูกนำมาใส่ไว้เป็นชื่อต้นๆ ในบัญชีอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน

สำคัญกว่านั้นตัวนายกฯ เองยังอาจจะพลอยติดร่างแหไปด้วย หากเป็นอย่างนั้นก็จะเท่ากับว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ

กรณี"ปลากระป๋องเน่า"ของนายวิฑูรย์

น่าจะหมดสิทธิ์ไปเรียกร้องเอาอะไรจากเจ้าตัว ที่กล่าวยืนยันทั้งในสภาและนอกสภา ว่าจะรอผลชี้มูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ก่อน

เช่นเดียวกับการแจกเงินแถมนามบัตรของนายบุญจง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะได้ข้อสรุป

คำถามที่ตามมาคือระหว่างนี้ นายอภิสิทธิ์จะฝ่าแรงเสียดทานทั้งในสภาและจากสังคมภายนอกไปได้ด้วยวิธีใด และที่สำคัญคือจะต้องเป็นทางออก

ที่ไม่สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนด้วย

เนื่องจากนายวิฑูรย์ เป็นรมว.การพัฒนาสังคมฯ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

จึงเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนายอภิสิทธิ์ ทั้งในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าพรรค

ส่วนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นั้นถึงจะเป็นรมช.มหาดไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย แต่ในกฎเหล็กของนายอภิสิทธิ์ก็ระบุไว้ชัด

ว่าถึงจะเป็นรัฐบาลผสมแต่ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ขณะที่ประเทศกำลังประสบวิกฤตรุมเร้าหลายด้าน ความซื่อสัตย์สุจริตของคณะผู้บริหารประเทศ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลนำออกมาใช้

สภาเพิ่งจะผ่านพ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมกลางปีแสนกว่าล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายประชานิยม ที่เน้นการลด แลก แจก แถมสารพัด

ทั้งการแจกเงิน 2,000 บาท การแจกจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่จะต้องมีการแจกชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ฯลฯ

กรณีการแจกจ่ายถุงยังชีพบรรจุปลากระป๋องเน่า ให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม จ.พัทลุง และการแจกเงินช่วยคนจนแถมนามบัตรรัฐมนตรี ที่จ.นครราชสีมา

ถึงจะเป็นการฉวยโอกาสเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับสร้างความเสียหายให้กับรัฐบาลอย่างใหญ่หลวง

แถมยังเป็นการจุดชนวนความหวาดระแวง ให้สังคมต้องจับตาถึงการกระจายงบประมาณกลางปีระดับหมื่นล้านแสนล้าน ว่าเอาเข้าจริงแล้ว

จะเหลือตกถึงมือประชาชนมากน้อยเท่าไหร่ จะกลายเป็น"แท่งไอติม"ที่เหลือแค่ไม้ไอติมให้ชาวบ้านหรือไม่

บทเรียนเรื่องส.ป.ก.4-01 เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่นายกฯและรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนั้น พยายามปกป้องพวกเดียวกันเองจนทำให้รัฐบาลพังคามือ

ไม่ใช่บทเรียนล้าสมัย

ถ้าหากนายอภิสิทธิ์ ศึกษาบทเรียนนี้จนเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง

ก็น่าจะพบคำตอบสุดท้าย

ว่าจะหาทางออกจากปัญหาของรัฐ บาลในขณะนี้อย่างไร

งานเข้าแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาล อภิสิทธิ์ กำลังติดหล่มตัวเอง 2 รัฐมนตรีดูท่าจะรอดยาก อีก 3 รัฐมนตรีก็อยู่ในข่าย นายกฯ บอกกลับมาจากสวิสต้องคิดบัญชี ลูกพี่สั่งลุยทัพเสื้อแดงได้ทีชุมนุมใหญ่หวังล้มให้ได้

ข่าว เขย่าขวด สุดสัปดาห์นี้ดูเหมือนว่าการเมืองจะเดินเข้าสู่จุดอับอีกครั้งเมื่อกลุ่มเสื้อแดงเปิดฉากเล่นงานรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ

อยู่ที่ว่าจะกะเกณฑ์กันมาร่วมมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น เพราะมีการวางเป้าหมายชัดเจนแล้วจะไปล้อมทำเนียบฯเพื่อกดดันรัฐบาลด้วยข้อเรียกร้อง 3 ประการ

1. ให้ปลด กษิต ภิรมย์

2. ให้จัดการดำเนินคดีพันธมิตรฯปิดสนามบิน

3. ให้ยุบสภา

ได้มีการประกาศแล้วการชุมนุมครั้งนี้จะยืดเยื้อไม่ใช่ไปเช้ากลับเย็นอย่างที่ผ่านมา เรียกว่าให้รัฐบาลนับถอยหลังได้เลย

งานนี้ต้องบอกว่าวัดกำลังภายในหวังแพ้-ชนะกันเลยทีเดียว

หยุดตรงนี้ไว้ก่อนไปว่ากันถึงเวทีสำคัญการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะมีผู้นำโลก เจ้าของธุรกิจยักษ์ระดับ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง

ระดับครีมของโลก...ว่างั้นเถอะ

ในการนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกฯไทย ก็โผล่ไปร่วมประชุมด้วย นัยว่าจะแสดงวิสัยทัศน์ต่อวิกฤติเศรษฐกิจ แนวทางแก้ไข รวมถึงชี้แจงการแก้ปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจของไทยและเน้นว่าไทยอยู่ในภาวะปกติแล้ว

สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างไร พูดอะไรเพื่อให้นานาประเทศมั่นใจในประเทศไทยจะได้ กลับเข้ามาลงทุน เข้ามาท่องเที่ยว

เหนืออื่นใด เมื่อเวทีนี้เป็นเวทีโลก ขณะที่โลกกำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงก็ไม่ต้องแปลกใจที่สหรัฐฯถูกยำเละตามระเบียบ

ผู้นำรัสเซีย ผู้นำจีนประกาศชัดเจนสหรัฐฯคือต้นเหตุแห่งวิกฤติ

นายกฯปูติน แห่งรัสเซีย ระบุว่าวาณิชธนกิจที่เคยภาคภูมิใจของวอลล์ สตรีท ได้สูญพันธุ์จนหมดสิ้น หรือนายกฯเหวิน เจียเป่า แห่งจีนอัดสหรัฐฯว่าสถาบันการเงินที่แสวงหากำไรอย่าหน้ามืดตามัวและปราศจากวินัยของตนเอง

นั่นหมายถึงสหรัฐฯภายใต้การนำของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีที่พ้นจากเก้าอี้ไปแล้ว แต่ผู้นำคนใหม่อย่าง บารัก โอบามาได้ฟังก็คงหูชาเหมือนกัน

เพียงแต่ว่าไม่ได้มาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วยเท่านั้น

แต่ โอบามากำลังวุ่นอยู่กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ลุ้นสภาจะอนุมัติเงินกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ แต่ก็คงจะต้องผ่านเพราะไม่มีทางเลือกอย่างอื่น

แม้แต่จะผ่านงบก้อนใหญ่นี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือไม่ เพราะมันกินลึกเข้าไปในจุดสำคัญทั้งนั้น ล่าสุด โอบามา ไม่พอใจอย่างยิ่งที่สถาบันการเงินในวอลล์ สตรีท ยังจ่ายโบนัสให้ผู้บริหาร พนักงานในวงเงินมากพอสมควร

เพราะรัฐเพิ่งเอาเงินภาษีของประชาชน อุ้มสถาบันการเงินต่างๆที่กำลังจะล้ม แต่สถาบันการเงินกลับมาทำอย่างนี้มันสมควรหรือไม่

ก็อย่างเมืองไทยรัฐวิสาหกิจบางแห่งไม่ ยอมรับความจริงทางเศรษฐกิจยังพยายามจะจ่ายโบนัสกันอีกแบบนี้มันต้องประจานกันแล้ว

นายกฯไทยจะโชว์ทีเด็ดอย่างไรต้องรอดูชม แต่สภาพรัฐบาลที่บริหารมาได้ไม่กี่วันกลับเจอปัญหารอบด้าน 2 รัฐมนตรีโดนดีเรื่องปลากระป๋องเน่า แจกเงินพร้อมนามบัตรและใบสมัครสมาชิกพรรค

ดูท่าจะรอดยาก

หรือ 3 รัฐมนตรีดันไปยกมือสนับสนุนงบประมาณกลางปีก็ลำบากอีก ต่างๆเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาลโดยตรง แทนที่ จะเดินหน้าเพื่อเสถียรภาพของความมั่นคงกลับต้องมาเจอเรื่องไม่เข้าท่าอย่างที่กำลังเกิดขึ้น

แบบนี้ต้องเรียกว่าเข้าทาง แม้ว

ดังนั้น อย่าได้สงสัยว่ากลุ่มเสื้อแดงทำไมถึงคึกคัก พร้อมรบ และมั่นใจว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลได้ในอีกไม่ช้าไม่นานนี้

เพราะ เงื่อนไขมันเหมาะที่สุดที่จะทุ่มครั้งสุดท้าย!!!

ลิขิต จงสกุล

พรรคร่วมหงุดหงิด พรรคแกนกินรวบ

ที่มา ไทยรัฐ

เปิดฉาก ตีปี๊บ รัวกลอง นโยบายประชานิยม

มาตั้งแต่เริ่มต้นที่พลิกขั้วเข้ามาเป็นรัฐบาล

เปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยถูกกระแนะกระแหนว่าทำงานเชื่องช้า มาเป็นการทำงานที่รวดเร็วทันใจ

ล่าสุด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี 2552

วงเงินงบประมาณจำนวน 116,700 ล้านบาท

สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จำนวน 97,560 ล้านบาท และเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 19,139 ล้านบาท

โดยรัฐบาลระบุว่า มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และภาคธุรกิจ ลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ ดำเนินโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท

สำหรับการตั้งงบประมาณ ค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นๆ 97,560 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ดังนี้ คือ

1. ค่าใช้จ่ายตามมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ เป็นเงิน 2,652 ล้านบาท

2. ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชนบท เป็นเงิน 6,900 ล้านบาท

3. เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงิน 4,090 ล้านบาท

4. เงินเพิ่มจัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและแผนงานเสริมสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านสังคมของหน่วยงานต่างๆ เป็นเงิน 83,918 ล้านบาท

โดยสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในวาระแรก ขั้นรับหลักการ ตามที่รัฐบาลเสนอ

สำหรับกระบวนการต่อจากนี้ ก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่จะแปรญัตติ และเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2-3 ในสภาฯ และต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตั้งเป้าว่า จะพยายามให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรืองบฯกลางปี ผ่านวุฒิสภาปลายเดือนกุมภาพันธ์ และทันทีที่มีการประกาศใช้เป็นกฎหมาย เงินงบประมาณจะเริ่มลงไปสู่ระบบได้ในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

นั่นก็หมายความว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านโครงการประชานิยมสารพัดรูปแบบ อาทิ

การแจกเงิน 2,000 บาท ให้ผู้ประกันตนและข้าราชการที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ฝึกอบรมแรงงาน โครงการเรียนฟรี

จะเริ่มทยอยถึงมือชาวบ้านตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนนี้เป็นต้นไป

พูดง่ายๆ ช่วงสงกรานต์ปีนี้ชาวบ้านจะได้สัมผัสอภิมหาประชานิยม อย่างเป็นรูปธรรม

กระจายเงินไปทั่วตั้งแต่ผู้ใช้แรงงานยันข้าราชการ อัดฉีดเงินช่วยเด็กๆยันคนแก่

แจกสะบัดครบเครื่อง หวังให้มีความสุขกันถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม นโยบายอภิมหาประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะผ่านไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ ยังต้องเจอกับอุปสรรคอีกหลายประการ

อันดับแรกเลย ก็คือ อุปสรรคในระบบรัฐสภา

ก็อย่างที่เห็นๆ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในวาระแรก ขั้นรับหลักการ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ตรวจสอบละเอียดยิบทั้งด้านเนื้อหา และอภิปรายโจมตีไปถึงความเหมาะสมของรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ รวมไปถึงการเล่นเกมนับองค์ประชุม ทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องหัวหมุน ระดมคนเข้าห้องประชุมกันจ้าละหวั่นวันละหลายรอบ

เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็แน่นอนว่า จะต้องมีการตรวจสอบ รวมทั้งการต่อรองเกี่ยวกับการใช้งบประมาณลงพื้นที่ อย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน

และที่ยังตายใจไม่ได้ ก็คือ ส่วนผสมของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง

เพราะในการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมกลางปี 116,700 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้

เมื่อจำแนกออกมาแล้ว ปรากฏว่า กระทรวงที่คนของพรรคประชาธิปัตย์กำกับดูแล อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี

กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการจัดสรรงบประมาณไปทั้งสิ้น จำนวน 74,100 ล้านบาท

กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยในซีกของกลุ่มเพื่อนเนวิน กำกับดูแลคือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ได้รับงบฯ 14,000 ล้านบาท กลุ่มมัชฌิมาธิปไตยเดิม กำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์ ได้รับการจัดสรรงบฯ 1,000 ล้านบาท

กระทรวงที่พรรคชาติไทยพัฒนา กำกับดูแล ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับงบฯรวม 2,500 ล้านบาท

กระทรวงที่พรรคเพื่อแผ่นดิน กำกับดูแล คือกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับการจัดสรรงบฯ 300 กว่าล้านบาท

กระทรวงที่พรรคกิจสังคม กำกับดูแล คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับงบฯ 750 ล้านบาท

ชัดเจน งบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ กำกับดูแล ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กลายเป็นลูกเมียน้อย

งบฯกระจุก ไม่กระจาย

ทั้งที่กระทรวงบางกระทรวงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องเร่งหาตลาดส่งออก หรือกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ต้องเร่งฟื้นฟูเรื่องการท่องเที่ยวหาเงินเข้าประเทศ

แต่กลับได้รับการจัดสรรงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยมาก

ทั้งนี้ หากจะมองในแง่ที่พรรคแกนนำรัฐบาลกลัวจะเกิดปัญหาการถลุงงบฯ ก็มองได้ หรือจะมองในแง่พรรคแกนนำรัฐบาลต้องการรวบงบฯไว้เสียเอง ก็มองได้เช่นกัน

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ผลจากการจัดสรรงบฯกระจุกตัวในครั้งนี้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคเกิดความไม่พอใจ คุ

กรุ่น

จนอาจลามกลายเป็นสนิมเนื้อใน ไม่เป็นผลดีกับการเป็นรัฐบาลผสม

เพราะความไม่พอใจของพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมเกี่ยวโยงไปถึงเสียงสนับสนุนในสภาฯ

แน่นอน ฝ่ายค้านอาจสร้างความปั˜นป่วนทำให้การประชุมสภาฯสะดุด ด้วยการนับองค์ประชุม แต่สุดท้ายก็คงผ่านไปได้ ถ้ารัฐบาลคุมเสียงได้แน่นหนา ไม่แตกแยกกันเอง

นี่คือสิ่งที่แฝงอยู่ในงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

สำหรับอุปสรรคนอกสภา ชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเจอแน่ๆ ก็คือ

การเคลื่อนไหวต่อต้านจากม็อบเสื้อแดง โดย เฉพาะหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินประกาศลั่น

จะตามหาความเป็นธรรมไม่ว่าอยู่ในสวรรค์หรือในนรก

ม็อบเสื้อแดงรับลูกนัดรวมพลครั้งใหญ่วันที่ 31 มกราคม ประกาศเคลื่อนขบวนปิดล้อมทำเนียบฯ ความรุนแรงจะลุกลามไปถึงขั้นไหนยังไม่รู้

แต่เมื่อมีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน ต้องมีผลกระทบต่อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแน่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีงานสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นจากนานาชาติรออยู่ นั่นก็คือ การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

โดยล่าสุด รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือกรอบอาเซียนและประเทศคู่ค้า ที่เป็นเรื่องหลักๆ 19 กรอบ

มีเพียงกรอบการเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน และกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียน ที่ต้องรอการพิจารณาศึกษาในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

รัฐสภาไฟเขียว รัฐบาลเตรียมเดินหน้าจัดประชุมอาเซียนซัมมิต ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เต็มลูกสูบ

แต่ขณะเดียวกัน กลุ่มม็อบเสื้อแดง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ก็มีการขยับเคลื่อนไหว คัดค้านการประชุมอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

ด้วยการเดิน สายไปยื่นหนังสือ

คัดค้านการประชุมดังกล่าว ต่อสถานเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ

พร้อมทั้งส่งเสียงขู่จะเดินทางไปชุมนุมประท้วงคัดค้านการประชุมอาเซียนซัมมิตที่หัวหิน ปลายเดือนกุมภาพันธ์

เพื่อกดดันให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ กรณีร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และกดดันให้ยุบสภา

แน่นอน ถ้ามีการชุมนุมประท้วง จนเป็นเหตุให้การประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ต้องสะดุดหยุดลงความเชื่อมั่นของประเทศไทยก็คงรูดไปด้วย

เพราะนอกจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่ค้าที่เข้าร่วมประชุมแล้ว นานาชาติต่างก็ให้ความสนใจจับตามอง

โดยเฉพาะในภาวะที่ทุกประเทศต้องการความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่จ่อคอหอยอยู่

หากการประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพหนนี้ ต้องสะดุดอีก หลังจากเลื่อนมาจากปลายปีที่แล้ว

สมาชิกอาเซียนคงสุดทน นานาชาติก็คงสุดเอือม

ที่สำคัญ ถ้าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศมีปัญหาสะดุด ในขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีต่างประเทศล้มเหลว

หากสถานการณ์ไหลไปถึงจุดนั้นจริงๆ อาจจะถึงขั้นต้องปิดประเทศกันเลย.

ทีมการเมือง