WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 2, 2009

Straits Times: Red shirts send strong signal - เสื้อแดงส่งสัญญาณแรง

ที่มา Thai E-News

By Nirmal Ghosh
Straits Times Blogs
February 01, 2009
แปลไทยโดยไทยอีนิวส์

Nirmal Ghosh ได้เข้าสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ

การชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยของไทย ที่เรียกว่า "ชาวเสื้อแดง" เริ่มต้นขึ้นที่สนามหลวงราวๆตอนกลางวันของวันเสาร์ ผมได้เดินทางไปถึงที่นั้นตอนบ่ายห้าโมงครึ่ง และพบว่ามีคนอยู่ที่นั้นแล้วราวหนึ่งหมื่นคน และราวเวลาอีกสองชั่วโมงต่อมาตอนที่ผมกำลังเดินทางออกก็มีคนอยู่ที่นั้นแล้วราวสามหมื่นคน ทางผู้จัดได้แจ้งว่าผู้คนที่มาชุมนุมน่าจะถึงห้าหมื่นคน

ผมเข้าไปหาอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหลังเวที คุณจรัญ ดิษฐาอภิชัย ผู้ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง ระหว่างการสนทนา เขากล่าวว่า "แม้ว่าทักษิณจะหยุดสู้, คนเสื้อแดงจะยังสู้ต่อไป คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อผู้นำคนไหน พวกเขาต่อสู้เพื่ออุดมการณ์"

และขณะที่เรากำลังจากกัน เขาก็กล่าวเพิ่มอีกเป็นนัยๆ : "อุดมการณ์อันสูงสุด"

ต่อมาโปรเฟสเซอร์ใจ อึ้งภากรณ์ ก็พบกัน, เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับหมวกแก๊ปสีแดง เขากล่าวว่าเขามาร่วมกับการชุมนุมคนเสื้อแดงนานแล้ว

ผมได้สนทนากับเขานานพอตัวทีเดียว เขาเห็นด้วยว่าหลายๆประเด็นรวมถึงประเด็นเรื่องกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อยู่ภายใต้การเรียกร้องของกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง (โปรดดูรายงานของผมที่ ลิงก์)


ในระหว่างการสนทนาเกี่ยวกับความเป็นคนเสื้อแดง ใจ ผู้ซึ่งมักจะวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณมาอย่างสม่ำเสมอในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน กลับกล่าวว่า "การเป็นคนสนับสนุนคุณทักษิณ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นสมุนของทักษิณ หรือถูกซื้อโดยทักษิณ การรณรงค์เคลื่อนไหวครั้งนี้มันไปไกลเกินกว่าคุณทักษิณ มันเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และอนาคตที่ดีกว่า"

พวกรอยัลลิสต์พันธมิตรฯ มีฐานของผู้สนับสนุนเป็นกลุ่มคนชั้นกลาง "ซึ่งนำโดยพวกอุลตร้ารอยัลลิสต์ผู้ซึ่งยึดหลัก ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์. พวกเขานั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มอภิสิทธิ์ชน และก็ต้องการที่จะลดพื้นที่ประชาธิปไตย"



ผมได้ตามอาจารย์ใจขึ้นไปยังบนเวทีและถ่ายรูปเขาขณะกำลังทักทายคุณจักรภพ เพ็ญแข สำหรับผมแล้ว วินาทีนั้นถือเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในระยะสามปีของความยุ่งเหยิงทางการเมืองไทย โดยเฉพาะที่คุณจักรภพและอ.ใจ ทั้งคู่ต่างก็โดนกฏหมายหมิ่นเล่นงาน และโดยเฉพาะในเวลาที่กฏหมายหมิ่นได้กลายเป็นประเด็นที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องประชาธิปไตย

ไม่ช้านักผมก็ออกจากที่นั่นและกลับมาเขียนรายงานของผม เมื่อผมเขียนเสร็จผมก็ไปพบปะกับเพื่อนฝูงเพื่อพูดคุยนิดหน่อย แต่ทันใดนั้นก็มีเอสเอ็มเอสส่งเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งจากช่างกล้องอิสระ Nick Nostitz และ Dan Ten Kate จากบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นนักข่าวต่างประเทศไม่กี่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงกำลังเดินมาร์ชไปใกล้สะพานมัฆวาน ที่ซึ่งกำลังตำรวจได้ตั้งด่านรั้วลวดหนามสกัด

ผมลุกออกไปทันที และขณะที่เดินทางไปผมก็ได้รับแจ้งว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้ทะลวงผ่านแนวกั้นนั้นเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดและความยุ่งเหยิงพอตัว ได้มีใครบางคนใช้สเปรย์พริกไทยฉีดเข้าไปในบริเวณที่ปะทะ ผู้สื่อข่ารอยเตอร์ Adrees Latif โดนเข้าไปที่หน้าเต็มๆ แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าใครฉีด


ผมเดินทางไปถึงในช่วงตอนกลางของขบวนม๊อบที่กำลังเดินทางไปยังทำเนียบ, และก็เดินร่วมไปกับพวกเขาด้วยเลย มีรถบรรทุกหนึ่งคันที่บรรทุกแกนนำคนเสื้อแดงที่คอยพูดผ่านระบบเสียง เสียงที่ดังกังวาลไปในท้องถนนที่กลายเป็นทะเลแห่งคนเสื้อแดง หลายคนในกลุ่มคนประท้วงเป็นหญิง และก็มีบ้างที่พาลูกๆมาด้วย อารมณ์ของผู้คนในขณะนั้นเป็นอารมณ์ของม๊อบที่สงบ ไม่มีอาวุธใดๆปรากฏให้เห็น หลายๆคนจับมือประสานกัน เวลาขณะนั้นเป็นเวลา 11.30 น.

พวกเขาออกไปประชิดกับกองกำลังสกัดของตำรวจซึ่งนับเป็นด่านที่สองที่อยู่บริเวณสะพานใกล้ๆกับทำเนียบ ไม่กี่อึดใจถัดมาด่านสกัดกั้นก็เปิดออก คนเสื้อแดงก็เริ่มเดินทะลวงผ่านไป ผมก็ตามพวกเขาต่อไปและเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายต่างก็ยิ้มและหัวเราะ (ตำรวจเคยถูกบั่นทอนกำลังใจ เมื่อเคยต้องถูกสั่งให้ยอมให้กับกลุ่มผู้ประท้วงพันธมิตร และหลายๆคนเห็นชอบไปด้วยกันกับคนเสื้อแดง)



หลังจากนั้นวีระก็หายตัวไป อดีตโฆษกรัฐบาลนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกบด้วยจักรภพซึ่งใส่เสื้อยืดสีแดงมีตัวอักษรเขียนว่า ไม่เอาเผด็จการ ก็เริ่มต้นประกาศต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะที่ตนเองอยู่บนรถบรรทุกที่นำขบวน

ความตื่นเต้นก็ดูเหมือนจะเริ่มเกิดขึ้น และในช่วงวินาทีของที่ยงคืน ณัฐวุฒิก็ตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดังพร้อมๆกับเคลื่อนรถไป ขณะเดียวกับที่ฝูงชนเองก็บุกโรมรันไปข้างหน้าเข้าปะทะกับแนวรั้วกั้นซึ่งอยู่ห่างออกไปข้างหน้าเราเพียงไม่กี่ฟุต เราพยายามวิ่งออกอย่างชุลมุนเพื่อไม่ให้โดนลูกหลง นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อุบัติเหตุมอเตอร์ไซต์เมื่อ 12 ม.ค.ปีที่แล้วที่ผมต้องขาหัก ผมพบว่าผมเองขณะนั้นต้องวิ่งหนี!

เราหลบไปทางทำเนียบ ที่ซึ่งสนามหญ้าเพิ่งได้รับการฟื้นฟูหลังจากการบุกยึดของกลุ่มพันธมิตรฯนานหลายเดือนเมื่อปีที่แล้ว หญ้าที่นั้นยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะโตสมบูรณ์ใหม่



ที่บริเวณทำเนียบมีทหารจำนวนหลายร้อยนายที่มีอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนครบมือ ทหารมีท่าทีผ่อนคลายในบริเวณสนามหญ้าโดยจัดกองกำลังตั้งรับอยู่ภายในบริเวณรั้ว กลุ่มคนเสื้อแดงก็รวมตัวกันบริเวณถนนข้างนอก และบรรดาแกนนำผู้ประท้วงก็เริ่มที่จะอ่านข้อเรียกร้องของพวกเขา

แล้ว,ด้วยความปราศจากความพยายามใดๆที่จะเข้าบุกทำเนียบ,พวกเขาก็เริ่มสลายการชุมนุม รถบรรทุกสตาร์ทรถและเคลื่อนกลับออกไป รถทั้งหมดนับรวมได้สี่คันเดินทางออกไปพร้อมๆกับคลื่นฝูงชนคนเสื้อแดง

ไม่มีจุดใดเลยของการประท้วงที่มีลักษณะคุกคามและพัฒนาไปสู่การไร้การควบคุม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนเสื้อแดงไม่มีใครมีอาวุธเหมือนเช่นพันธมิตรฯที่เคยทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นจึงมีปัจจัยยั่วยุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอีกประการคือคนเสื้อแดงพยายามรักษามาตรฐานการประท้วงให้สูงไว้ด้วยการไม่บุกยึดทำเนียบแบบที่พวกพันธมิตรเคยทำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงต่อสาธารณะ

สีแดงมาแรง แดงทั้งแผ่นดิน ..... อ.ใจ ร่วมเพิ่มไฟแห่งสติปัญญา

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Bally แปลโดย คุณ bbb
ที่มา เวบไซต์ Thai Intelligence News
1 กุมภาพันธ์ 2552

Intimidations Fails, Red Shirt Rebound Strongly - Jai Adds Intellectuaral Fire

  • You got to be there to believe it!

    About 3-40,000 Red Shirt showed up even with un-lawful government intimidation’s and actions of all types. But it wasn’t the leaders of the Red Shirt speeches that go the massive gathering roaring like lions looking for a kill, but it was a “poem” that tell of how the lower class Thais will not be put-down and treated like second class citizens anymore.

  • Jai Adds Intellectural Fire

    Added to what had always been missing from the Red Shirt, which is a sophisticated intellectual theory for their existence other than class struggle, Jai, the son of an icon of Thai liberal thinking Puey Ungpakorn, made a highly important five minutes showing on stage and quickly spelled out the direction Thai society will take-and that is Social-Democrat with a high dose of open-democracy, to which the Red Shirt roared in support.

  • Red Shirt Rebound Strongly, Remains Powerfult Political Force

    Whether or not the Red Shirt will succeed in their attempt to reach the government house and surround it, one thing is certain, the Red Shirt are back as a very powerful force in Thai politics, with the likes of Jai edging out Thaksin as the driving intellectual power of the movement. Jai is a highly popular socialist and libertarian that has a tight knit of great Thai thinkers working with him. Jai is also highly global and brings with him huge numbers of global intellectual peers.

  • Question Raised about Loyalty

    Jai is charged with lese majeste for his theory on the last military coup. Today the Red Shirt came out to say that they now support throwing out Thailand’s draconian lese majeste laws. About 1,000 people has signed petitions supporting Jai call for throwing out lese majeste. A drive at Red Shirt to support Jai is expected.

  • Better organized gathering
    Organization wise, the Red Shirt is also on a roll, with donation money coming from all over the place. There were long lines at places like a booth for people to get SMS from Red Shirt News. Satellite dish for D-TV also sold well, but there were great many demand for lower price. Books and CD on Thaksin was a hot cake, as was on Red Shirt movement and its leaders.

    Police carrying guns patrolled the area and mingled with the Red Shirt with no animosity. While Nation reported only that half of Sanam Luage was full, it was because the other half is being worked on relating to the King’s sister funeral and so was off limits. But the crowd spilled out on all side, however many complained that the sound system was so bad those further away can’t understand a word-and many were so pissed off they left cursing the organizers.
    Many bought their children along, and there were many many beautiful Red Shirt girls and womens walking in groups all over the place, with Red Shirt guys trying to make contact. There were no liquor drinking, but hawkers tried to sell beers. A great many guys wer really tough bad ass types that likely will even scare the heck even out of Yellow Shirt Guards.
  • No TV news vans or Thai reporters were seen

=========================================

  • คุณต้องอยู่ที่นั่นถึงจะเชื่อ

เสื้อแดงประมาณ 3 ถึง 4 หมื่นคน เข้าร่วมชุมนุม ถึงแม้ว่าจะมีการขมขู่และการกระทำอื่นที่มิชอบด้วยกฏหมายจากรัฐบาล แต่ไม่ใช่เพราะคำปราศรัยของผู้นำเสื้อสีแดง ที่ทำให้การรวมพลังอันยิ่งใหญ่นี้ ดังกระหึ่มเหมือนเสียงคำรามของสิงโต แต่เป็นเพราะกลอนบทหนึ่ง ที่บอกถึงการที่ชนชั้นล่างของไทยนั้น จะไม่ยอมถูกปฏิบัติเหมือนเป็นชนชั้นสองอีกต่อไป

  • อ.ใจ เพิ่มไฟแห่งสติปัญญา

และเสริมด้วยสิ่งที่โดยปกตินั้น ดูเหมือนจะขาดไปจากการชุมนุมของเสื้อแดง ก็คือหลักการซับซ้อนของการดำรงค์อยู่ของเสื้อแดง ที่นอกเหนือจากความขัดแย้งทางชนชั้น ก็คือการที่ อ. ใจ บุตรชายของนักคิดเสรีนิยม ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ปรากฏตัวบนเวที ถึงแม้ว่าจะแค่ 3 นาที แต่มีความหมายมาก เขาได้บรรยายถึงแนวทางที่ประเทศไทยควรจะเดิน นั่นก็คือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ผสมกับประชาธิปไตยแบบเปิดกว้าง ซึ่งก็ได้รับการปรบมือเห็นชอบจากผู้ชุมนุมสีแดง

  • เสื้อสีแดงตีกลับอย่างแรง และเป็นพลังทางการเมืองที่ยังมีอิทธิพลอยู่มาก

ไม่ว่าสีแดงจะสามารถที่จะเข้าไปถึงทำเนียบและปิดล้อมหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การกลับเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองของเสื้อสีแดง โดยเฉพาะจากการที่ อ. ใจ ผู้ซึ่งได้เปรียบทักษิณ ในฐานะผู้ขับเคลื่อนของขบวนการทางสติปัญญา อ.ใจเป็นนักสังคมนิยมและเสรีนิยมที่มีชื่อเสียงมาก และมีนักคิดที่มีความสามารถชาวไทยอยู่ในแวดวงที่สนิทสนมกันมาก ร่วมงานอยู่ด้วย อ.ใจ มีชื่อเสียงในนานาชาติ และมีเพื่อนที่มีความรู้จากรอบโลกอยู่มากมาย

  • มีการตั้งคำถามขึ้นเกี่ยวกับความจงรักภักดี

อ.ใจ ถูกตั้งข้อหาว่า หมิ่นฯ จากทฤษฎีที่เขาเขียนขึ้น เกี่ยวกับรัฐประหารที่แล้ว และในวันนี้ เสื้อสีแดงออกมาบอกว่า พวกเขาสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ที่เข้มงวด มีผู้เซ็นต์สนับสนุนแล้วกว่า 1000 คน และเชื่อว่า จะมีการรณรงค์เพื่อสนับสนุน อ.ใจ ในการชุมนุมเสื้อแดงต่อไป (ท่านสามารถลงชื่อโดยดูรายละเอียดได้จาก http://sites.google.com/site/prachathaiclub/Home/file-sharing - ไทยอีนิวส์)

  • การชุมนุมคราวนี้มีการเตรียมการที่ดีกว่า

การเตรียมการของเสื้อแดงคราวนี้ดีมาก โดยเฉพาะจากเงินสนับสนุนที่เข้ามาจากหลายแห่ง มีแถวยาวหน้าบู๊ท เพื่อลงทะเบียนรับข่าว SMS ของสีแดง และ จาน DTV ก็ขายดี แต่ก็มีการขอลดราคาด้วย หนังสือและ CD เกี่ยวกับทักษิณ และการเคลื่อนไหวของชาวสีแดง และผู้นำ ก็ขายดี

ตำรวจที่ถือปืนแถวนั้น ก็เข้ามาปะปนอยู่ในม๊อบ ปราศจากความเป็นปรปักษ์ ในขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น รายงานว่า มีผู้ชุมนุมครึ่งหนึ่งของพื้นที่สนามหลวง แต่จริงๆ แล้ว อีกครึ่งหนึ่ง ยังมีสิ่งของที่เกี่ยวกับงานของพระพี่นางวางอยู่ ไม่สามารถใช้พื้นที่ได้ แต่กลุ่มคนก็ล้นออกไปข้างๆ และบางคนก็บ่นว่า ระบบเสียงไม่ดีถ้าอยู่ไกล และบางคนก็กลับออกไปด้วยถ้อยคำต่อว่าผู้จัดเรื่องระบบเสียง

มีหลายคนที่เอาลูกไปด้วย และมีสาวสวยๆ มากมาย เดินเป็นกลุ่มๆ ไปมา และมีหนุ่มๆ เสื้อแดง ที่พยายามจะเข้าไปคุยด้วย ไม่มีการดื่มสุรา แต่มีคนพยายามจะขายเบียร์ และมีชายฉกรรจ์ที่ดูโหดๆ และดีไม่ดี สามารถจะทำให้การ์ดพันธมิตรสีเหลืองกลัวได้

  • ไม่เห็นมีวี่แววรถตู้ทำข่าว หรือสื่อมวลชนไทยเลย

บทความบก.ลายจุด: ตีโจทย์ "แดงทั้งแผ่นดิน"

ที่มา Thai E-News

โดย บก.ลายจุด
1 กุมภาพันธ์ 2552

Theme ของการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงของกลุ่มคนเสื้อแดง บนเวทีขึ้นข้อความว่า "แดงทั้งแผ่นดิน" ที่บริเวณรถขบวนก็ติดป้ายข้อความเดียวกัน

ประเด็นคือ แม้ว่าการชุมนุมที่สนามหลวงในครั้งนี้จะมีคนมาชุมนุมอย่างมากมาย หลายหมื่นคน แต่นั่นยังไม่อาจกล่าวได้ว่า จำนวนเป็นจำนวนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

ในขณะที่ช่องทางสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อกระแสหลัก ก็แทบไม่มีโอกาส ความหวังเดียวที่จะทำให้ "แดงทั้งแผ่นดิน" ได้นั้น จะต้องผ่านกลไก 2 กลไกสำคัญคือ

หนึ่ง...ช่องทางสื่อสีแดง ในนี้หมายถึงวิทยุชุมชน และ D-Station

สอง...การจัดตั้งสถาบันเสื้อแดง ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองของเสื้อแดง แต่ไม่ใช่พรรคการเมือง

ทั้งสองกลไก จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการศึกษาเรื่องประชาธิปไตยให้มากกว่าการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ใช้ช่องทางดังกล่าวในการจัดตั้งกลุ่มก้อนในระดับย่อยสุดคือ หมู่บ้าน

จัดตั้งกลุ่มแกนนำในพื้นที่ และให้แต่ละกลุ่มทำการหาสมาชิก และสร้างกิจกรรมที่เรียกว่า "ห้องเรียนประชาธิปไตย" โดยจะต้องมีการจัดทำหลักสูตรพื้นฐาน และนำไปจัดกระบวนการเรียนรู้ ขอเน้นย้ำว่า ไม่ใช่การสอน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการอธิบายและเผยแพร่การเรียนรู้นั้นให้กว้างขวางออกไป ให้องค์กรแห่งการเรียนรู้นี้ เป็นลักษณะกระจายอำนาจ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องส่งตรงเนื้อหามาจากส่วนกลางทั้งหมด เพราะเชื่อว่า คนที่เข้าใจประชาธิปไตยมีทุกหนแห่ง เพียงแต่ว่าส่วนกลางต้องช่วยหนุนเสริมเรื่องการจัดตั้ง และ สนับสนุนแนวทางด้านกระบวนการและหลักสูตรพื้นฐาน

การจัดตั้ง ควรมีเอกสารใบสมัครสมาชิกสถาบันเสื้อแดง คล้าย ๆ กับการรับสมัครสมาชิกพรรคการเมือง แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดลงฐานข้อมูลซึ่งจำแนกในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบาล หมู่บ้าน รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ในการติดต่อ พร้อมที่อยู่เพื่อจัดส่งเอกสารไปอย่างต่อเนื่อง

ควรให้มีการประชุมพบปะกันตั้งแต่ระดับจังหวัด เพื่อเช็คว่ามีใครอยู่ที่ไหนและเสนอแนวทางในการจัดตั้งกลุ่มย่อย หลังจากนั้นให้กลุ่มย่อยระดับหมู่บ้านไปรวบรวมผู้สนใจ แล้วจัดเวทีแบบนั่งคุยกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยอาจมีวิทยากรจากระดับจังหวัดหรืออำเภอไปปูทางให้ก่อน จากนั้นก็ดำเนินการไปได้เอง

ควรให้มีการพบปะสมาชิกสถาบันระดับหมู่บ้านทุกสัปดาห์ อาจจะใช้วันอาทิตย์(สีแดง) เป็นวันนัดหมาย นำคำถามอย่างเช่น "ประชาธิปไตยคืออะไร" แล้วให้สมาชิกได้อภิปรายกันเป็นเรื่องๆไป

ด้วยวิธีการดังกล่าว จะเป็นการขยับขยายมวลชนเสื้อแดง ในระดับปริมาณ และ คุณภาพ ทำไปต่อเนื่อง 1-2 ปี ก็จะเป็นฐานสำคัญในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเมืองไทย ถึงวันนั้นก็จะ "แดงทั้งแผ่นดิน" ตามโจทย์ที่ตั้งไว้

กลอนจักรภพ เมื่อคืน 31 มกราคม 2552

ที่มา thaifreenews

กลอนจักรภพ

เมื่อคืน 31 มกราคม 2552

..............................

ถอดความโดย...ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เขาบอกว่า อภิสิทธิ์ คือพระเอก

เพราะปลุกเสก มาแต่ไกล ให้ความหวัง

สื่อประโคม ว่าคนนี้ ดีเด่นดัง

เป็นความหวัง เรืองรอง ของคนไทย

แต่พอถาม เสื้อแดง ผู้แรงฤทธิ์

เห็นประเทศ เสียจริต ไม่สงสัย

ไร้ความดี ความงาม ความจริงใจ

ดูถูก คนไทย ทั่วแผ่นดิน

อภิสิทธิ์ มีดีบ้าง ก็ทางนี้

คือช่วยชี้ ว่าความชั่ว มันทั่วถิ่น

สกปรก รกชาติ รากแผ่นดิน

เป็นตัวแทน โจรทมิฬ กินหัวใจ

เพราะเหตุนี้ สีแดง แดงทั้งชาติ

ใครดูถูก ด่ากราด จะสวนใส่

ไม่เห็นหัว ประชาชน ปล้นดวงใจ

จึงออกมา โดยไว ทั้งแผ่นดิน

สีแดงคือ สีของ เลือดข้นข้น

ศักดิ์ศรีคน ได้สะท้อน ใช่ก้อนหิน

คนไทย ในวันนี้ มีชีวิน

ใช่ผู้อาศัย ในถิ่น แผ่นดินคุณ

เอาอภิสิทธิ์ มาแสดง ก็แจ้งชัด

ว่าอภิสัตย์ คนสั่ง มันนั่งหนุน

ประชาชน เลือกเอาไว้ ไล่หัวซุน

กลับมาหนุน คนรับใช้ ใต้บาทา

มันระบอบ อะไร ไทยวันนี้

ประชาชน คนดี ถูกไล่ฆ่า

ผู้นำที่ เขารัก ถูกหักคา

เอาไอ้บ้า มาขึ้นครอง รับของโจร

โจรชั่ว มารวมกัน วันละหนึ่ง

คนไทยซึ้ง เพราะได้เห็น มือเล่นโขน

เดี๋ยวนี้เห็น กันระนาว ออกขาวโพลน

หัวหน้าโจร ออกมาเอง ไม่เกรงใจ

สีแดงจะ เกรงใจ ทำไมเล่า

ประเทศชาติ ก็ของเรา เอาใจใส่

มันท้าทาย ประชาชน คนทำไม

ความจัญไร นี้ต้องสู้ ให้รู้กัน

ด้วยเหตุผล ให้เราแดง ทั้งแผ่นดิน

ความเกรงใจ สุดสิ้น ไม่ต้องฝัน

ความเป็นธรรม หาไม่ได้ ในสายพันธุ์

ก็ทำมัน ให้แดงฉาน ซ่านแผ่นดิน

จงจำไว้ ว่าวันนี้ เกิดมีได้

เพราะคุณรังแก คนไทย ด้วยใจหิน

เพราะคุณปล้น ประชาธิปไตย ในแผ่นดิน

และเขาสิ้น ศรัทธาทั่ว ในตัวคุณ

แดงทั้งแผ่นดิน จะบินยาว

ทั้งหนุ่มสาว เฒ่าชรา จะพาหนุน

เคยนึกว่า เมตตา แต่ทารุณ

จากพระคุณ เป็นพระเดช สังเวชใจ

ขอให้ช่วย กันแดง ทั้งแผ่นดิน

ตลอดสิ้น สังคม ให้สมสมัย

แดงคือชาติ ประชาชน คือคนไทย

ศรีศักดิ์ศรี ของหัวใจ ไร้ความกลัว

ขอให้ช่วย กันแดง ทั้งแผ่นดิน

ให้สีอื่น เขาได้ยิน กันถ้วนทั่ว

ถึงวันนี้ ขอให้รู้ กูไม่กลัว

เลิกสั่นหัว มาสว่าง อยู่อย่างไทย

---------------

พรรคเรด (RED) พรรคการเมืองที่แท้จริงของเมืองไทยวันนี้

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny


อาจารย์ใหญ่ทางรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งเคยปรารภให้ลูกศิษย์ทั้งหลายฟังกันเมื่อหลายปีก่อนว่า เมืองไทยนั้นน่าจะถือได้ว่าเคยมีพรรคการเมืองมาเพียงสองพรรคเท่านั้น คือ คณะราษฎร และ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะทั้งคณะและพรรคทั้งสองนี้มีความชัดเจนในทางอุดมการณ์และนโยบายของผู้เข้าร่วม คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้สิ้นจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ พคท. ต้องการให้ประเทศเป็นสังคมนิยม เป็นเรื่องทางอุดมการณ์ที่แจ่มชัดจริง

ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่เหลือท่านเรียกว่า พรรคพวก เพราะต่างก็เป็นการรวมตัวของคนร้อยพ่อพันแม่ที่บังเอิญสมประโยชน์กันทางการเมือง สามารถพึ่งพิงกันและกันได้โดยเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมือง สมาชิกพรรคพวกเหล่านั้นไม่มีลักษณะเชื่อมั่นร่วมกันทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน เพราะทุกพรรคนโยบายแทบจะไม่ต่างกันทางหลักการ เพียงแต่วิธีใช้ถ้อยคำเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีนโยบายที่มุ่งเน้นด้านในด้านหนึ่งที่เน้นทางอุดมการณ์โดยเฉพาะ แค่รวบรวมผู้คนที่ คุยกันรู้เรื่อง มาช่วยกันทำงานทางการเมืองเท่านั้น นโยบายหลัก ๆ คือ ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เศรษฐกิจเสรีนิยม การต่างประเทศที่ยึดมั่นในหลักการของสหประชาชาติ ฯลฯ ไปอ่านกันได้เลย อาจมีคนเห็นว่าพรรคไทยรักไทยที่กลายเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้มีนโยบายที่ชัดเจนแตกต่างด้านประชาสังคมจากพรรคอื่น แต่สิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ พรรคนี้ก็ยังคงเป็นการรวมตัวกันของ พรรคพวก ที่มีความคิดใกล้เคียงกัน และยังคงมีกลุ่มนักเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่มุ่งหวังการเป็นเจ้าของอำนาจรัฐเป็นผู้เคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้น กรณี กลุ่มเพื่อนเนวิน วังบัวบาน วังพญานาค ก็จะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนข้างเปลี่ยนขั้วเพราะไม่ถูกกับกลุ่มอื่นก็จะเกิดยากในพรรค

แต่วันนี้อยากบอกว่ากำลังมีพรรคใหม่ที่เกิดขึ้นและเข้มแข็งอย่างยิ่งขึ้นทุกวัน ผู้คนมารวมกันเพราะความคิดที่ตรงกัน นั่นคือพรรคคนเสื้อแดงที่ผมอยากตั้งชื่อว่า พรรคเรด (RED PARTY) ที่ทำให้นึกถึง พรรคกรีน (GREEN PARTY) ในประเทศตะวันตก เพราะคือการรวมกลุ่มทางการเมืองของคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันแบบ พรรคพวก เหมือนพรรคการเมืองเก่า ๆ มีคนจากทุกชั้นชนเข้ามาร่วมกันเพื่อแนวความคิดเดียวกัน นั่นคือการทำให้เมืองไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็นคนกลุ่มที่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรมไม่ถูกต้องที่กำลังปรากฏในสังคม เรียกร้องความเสมอภาค และระบอบประชาธิปไตย

พรรคการเมืองสำหรับคำจำกัดความของระบบกฎหมายไทยนั้น ก็คือจดทะเบียนพรรค มีหัวหน้าพรรค กรรมการพรรค ระเบียบข้อบังคับที่กำหนดชัดเจน ฯลฯ แต่ผลที่เห็นกันชัดเจนก็คือ อำนาจแฝงในสังคมหาเรื่องยุบพรรคทิ้งได้ จำกัดสิทธิทางการเมืองกรรมการ ฯ ได้ เป็นการสร้างกับดักให้คนที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองต้องเปิดเผยตนเองในระบบที่พวกเขากำหนดเท่านั้น ทำให้ถูกกำจัดง่ายขึ้น ถ้าบังเอิญทำดีเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ไม่ถูกใจผู้ทรงอำนาจแฝง

แต่ พรรคเรด (RED PARTY) ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในวันนี้แตกต่างออกไป เป็นการมารวมกันเพราะความคิดทางการเมืองที่ตรงกัน ซึ่งนี่คือพื้นฐานที่แท้จริงของการก่อตั้งพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดในประเทศใดของโลก คุณต้องมีอุดมคติทางสังคมการเมืองที่ตรงกัน รวมกันด้วยความคิดเดียวกัน ไม่ใช่แค่ คนรู้จักกัน อย่างพรรคการเมืองอื่นของเมืองไทย ความจริงก็คือ คนในพรรคนี้(ถ้าเราถือว่าเป็นพรรค)ไม่รู้จักกันแบบสนิทชิดเชื้อหรือเป็นพรรคพวกกันแต่ประการใด สมาชิกที่มาร่วมก็ไม่ได้เข้ามาเพื่อแค่เพียงช่วย ๆ กัน แต่ร่วมกันเพราะคิดตรงกันเห็นตรงกัน นี่เกินกว่าพอแล้วในทางพรรคการเมือง วันนี้จึงไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนพรรคเพื่อให้เขายุบง่าย ๆ ไม่ต้องมีหัวหน้าพรรค กรรมการพรรค เป็นเป้านิ่ง แต่เคลื่อนไหวทางการเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องติดกับกฎระเบียบใด ๆ ที่จำกัดเสรีภาพของพรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญที่ใช้ควบคุมคนในประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ต้องล้มเลิกไปให้เร็วที่สุด

อยากเสนอความคิดเกี่ยวกับการที่คนเสื้อแดงจะรวมกันพัฒนาตัวเองเป็นพรรค RED พรรคที่ไม่มีวันถูกใครยุบ พรรคที่หัวขบวนพรรคทั้งหลายไม่ต้องกลัวจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตามกฎหมายเผด็จการ และรักษาสภาพเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าสถานการณ์จะมีความน่าเชื่อถือได้กว่านี้

คำว่า RED นั้น มาจากคำต่อไปนี้

R = Righteousness ความถูกต้อง (มิตรสหายบางคนเสนอว่าเป็น Revolution แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าความถูกต้องน่าจะเหมาะกว่า เป็นความเห็นส่วนตัวด้านการสร้างแนวร่วมและการยอมรับของมหาชน ไม่แสดงความรุนแรงเกินขนาด)

E = Equality ความเสมอภาค

D = Democracy ประชาธิปไตย

และให้ตั้งชื่อไทยว่า พรรคเรด (RED PARTY) ดูอินเตอร์และคนไทยทั่วไปน่าจะรับได้ดีกว่า พรรคแดง ที่พวกเวรทั้งหลายจะพยายามเอาคำว่า คอมมิวนิสต์ มาสาดโคลนเราตามฟอร์ม

พรรคเรดของคนไทยเสื้อแดงนี้ไม่ต้องมีอะไรตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมืองเลย แต่คนไทยเสื้อแดงทุกคนคือชาวพรรคเรด ที่กำลังต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาสู่ประเทศไทย

ประสงค์ วิสุทธิ์ (มติชน) ; วิเคราะห์ การทำงานของ กกต.

ที่มาจากมติชนออนไลน์ ...www.matichon.co.th/news_detail.php

ice angel ชวนอ่านบทวิเคราะห์ข่าวการทำงานของ กกต. กรณีที่นายบุญจง

ได้แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของกระทรวง พม.พร้อมแนบนามบัตร

"กกต." ร่อแร่กว่า "บุญจง"..โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

"กกต.น่าจะมีอาการร่อแร่ยิ่งกว่านายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เพราะมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการหมกเม็ดหรือเป่าคดีเพื่อช่วย นายบุญจง"

ในแวดวงการเมืองกำลังมองรัฐมนตรี 2 คนมีอาการร่อแร่คือ นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กรณีการแจกปลากระป๋องเน่าให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม และ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีการแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของกระทรวง พม.ให้แก่ชาวบ้านรายละ 500 บาทพร้อมนามบัตรของตัวเอง


แต่สำหรับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแล้ว คณะกรรมการการการเลือกตั้ง(กกต.) น่าจะมีอาการร่อแร่ยิ่งกว่า เพราะมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการหมกเม็ดหรือเป่าคดีเพื่อช่วย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ให้อยู่ในตำแหน่ง ส.ส.จนในที่สุดได้เป็นรัฐมนตรี


เรื่องดังกล่าวมีอยู่ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ในจังหวัดนครราชสีมา เขต 6 ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคเพื่อแผ่นดินกับนายบุญจง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายพลพีร์ ได้คะแนนสูงกว่า ขณะที่นายบุญจงแพ้

อย่างไรก็ตาม มีการร้องเรียนการไปมาระหว่าง 2 ฝ่าย จน กกต.ให้ใบเหลืองนายพลพีร์ (ให้มีการลงคะแนนใหม่ในวันที่ 20 มกราคม 2550 ) ผลปรากฏว่า นายบุญจงชนะเลือกตั้งและมีการประกาศผลเมื่อวันที่ 21 มกราคม จนนายบุญจงได้เป็น ส.ส.มาจนทุกวันนี้


แต่จากการที่นายพลพีร์ร้องเรียนนายบุญจงต่อ กกต.ไว้ในการลงคะแนนครั้งแรกนั้นได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวน จน กระทั่งกกต.มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551ในการประชุมครํ้งที่ 48/2551ว่า นายบุญจงมีพฤติการณ์หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จจริงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเพื่อจูงใจฯ(พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53(5)) ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญจง


ปรากฏว่า นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 10 เดือน กกต.ยังมิได้ดำเนินการใดๆแก่นายบุญจงตามที่ กกต.มีมติแต่อย่างใด ว่ากันว่าแม้แต่คำวินิจฉัยเพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนก็ยังร่างไม่เสร็จ


นอกจากนั้น ถ้าดูในแง่การใช้และการตีความกฎหมายของ กกต.แล้วยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า กกต.ต้องการช่วยเหลือและอุ้มนายบุญจงจริงหรือไม่


เพราะ การที่ กกต.มีมติว่า นายบุญจงกระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ หลังจากที่ประกาศผลเลือกตั้งแล้ว กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายบุญจงเป็นเวลา 5 ปี(พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ มาตรา 111)


มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กกต.มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ให้ใบแดง)ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้การเลือกตั้งหลายคดีดังนี้


หนึ่ง การประชุม กกต.ครั้งที่ 134/2551 เมื่อวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง) นายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์(ไม่ได้รับเลือกตั้ง) ตามมาตรา 236(5)และ (6)แห่งรัฐธรรมนูญฯและ มาตรา 10(10)และ(12)แพาง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และมาตรา 111 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯมาตรา 111(เอกสารแถลงข่าวสำนักงาน กกต.เลขที่ 210_2551X


สอง การประชุม กกต.ครั้งที่ 95/51 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)นางกิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ ผู้สม้คร ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้ง


สาม การประชุม กกต.ครั้งที่ 84/2551 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)นายกิตติพงศ์ พรหมชัยนันท์ ผู้สมัคร ส.ส.หมายเลข 8 เขต 3 จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งม่ได้รับเลือกตั้ง


สี่ การประชุม กกต.ครั้งที่ 106/2551 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)ผู้สมัคร ส.ว.สุโขทัยซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้ง


แต่ทำไมกรณีนายบุญจง กกต.ไม่ยอมให้ใบแดงและส่งคำร้องให้แก่ศาลฎีกาเหมือนกับหลายคดีข้างต้น กลับมีมติเพียงว่าให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญจงเท่านั้น และยังดองคดีอยู่นานเกือบ 1 ปี


นอกจากเรื่องนายบุญจงแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่สะท้อนการทำงานที่ล้มเหลวของ กกต. แต่แค่หนังตัวอย่างเท่านี้ ก็อาจต้องหามเข้าไอซียูแล้ว

ที่มา thaifreenews

แดงทั้งแผ่นดิน แดงกู้แผ่นดิน แดงนำธรรมะคืนแผ่นดิน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


ก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี สำหรับการชุมนุมที่สนามหลวง เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงสามารถรวมกำลังกันได้มากกว่า 50,000 คน จำนวนคนเกินครึ่งหนึ่งของสนามหลวง ซึ่งหากใครคำนวณจำนวนคนด้วยหลักการง่ายๆ คือ หากรู้ว่าพื้นที่ที่คนชุมนุมกันมีกี่ตารางเมตร แล้วหาความหนาแน่นของจำนวนคนต่อตารางเมตร ก็สามารถประมาณการจำนวนคนได้

พื้นที่สนามหลวงปัจจุบันสามารถใช้ Google Earth คำนวณได้ ซึ่งมีพื้นที่ 66 ไร่ ครึ่งหนึ่งคือ ประมาณ 30 ไร่ หรือ 48,000 ตารางเมตร จำนวนที่ยืนหรือนั่งครึ่งสนามหลวงก็ประมาณได้ว่า 1.5-2 คน ต่อตารางเมตร ดังนั้นเมื่อคืนนี้มีคนไปชุมนุมกันครึ่งหนึ่งของสนามหลวง น่าจะประมาณได้คร่าวๆว่า เกิน 50,000 คนขึ้นไป



จำนวนคนขนาดนี้ ท่ามกลางการสะกัดกั้น การต่อต้าน รวมทั้งการก่อกวนของกลุ่ม "เพื่อนเนวิน" ที่เคยเป็นพันธมิตรของคนเสื้อแดง นับว่า เป็นการชุมนุมที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง ฝ่ายตรงข้าม คือ "กลุ่มอำมาตยาธิปไตย" จะได้ตระหนักเสียทีว่า จำนวนคนที่ไม่พึงพอใจ ต่อการปกครองของพวกเขาเพิ่มจำนวนขึ้นมาก และไม่ลดลง การพยายามโฆษณาชวนเชื่อทำลายกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่มีผลต่อการทำลายการรวมตัวของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด

ก็อย่างที่ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า ประชาชนได้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้ว และการขัดแย้งครั้งนี้มันไปไกลเกินกว่าทักษิณมากแล้ว หากฝ่ายอำมาตย์ยังติดยึดอยู่แล้วว่า "คนเสื้อแดงสู้เพื่อนายใหญ่" คนเสื้อแดงทำเพื่อทักษิณ วันที่โดนประชาชนเอากิโยตินตัดศีรษะ ก็ยังคงไม่รู้ตัวว่า นี่คือการลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ ต่อสู้กับการทำให้ทุกคนเป็นไพร่ ประชาชนได้ประกาศความเป็นไท และต้องการเจตจำนงเสรี กำหนดใจตัวเอง โดยไม่ต้องมีพี่ใหญ่ Big Brothers หรือ คุณพ่อผู้หวังดี คอยมาชี้นำให้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ประชาชนโตแล้ว และต้องการตัดสินใจด้วยตนเอง

เมื่อวานนี้ การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากอาวุธ และปราศจากความรุนแรง และเมื่อได้เดินทางไปถึงบริเวณทำเนียบรัฐบาล ประมาณตีหนึ่ง กลุ่มมหาประชาชนเสื้อแดงก็ได้สลายตัวกลับ เพราะได้บรรลุเป้าหมายแล้วคือ “การแสดงแสนยานุภาพและโชว์พลัง” ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะยึดทำเนียบรัฐบาลเหมือนที่กลุ่ม พธม.เคยทำ

กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากเหมือนกันที่รู้สึกคับข้องใจว่า ทำไมพวกเราทำอะไรไม่ได้ พวกเราทำได้แค่นี้หรือ ทำไมเราไม่บุกเข้าไปยึดทำเนียบ ทำไมเราไม่ชุมนุมยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ออกไป เหมือนที่ “กลุ่มพันธมิตรหรือคนเสื้อเหลือง” เคยทำ ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คนเสื้อแดงหลายคนพยายามที่จะ “ก็อบปี้วิธีการของพันธมิตร” มาทำบ้าง โดยไม่ประเมินว่า แม้พันธมิตรจะชุมนุมขนาดนั้น มีตัวช่วยมากมาย มีเจ้าของม็อบที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ของประเทศ พันธมิตรก็ไม่สามารถไล่รัฐบาลได้สำเร็จ ที่รัฐบาลล้มลงไป เพราะการใช้อำนาจตุลาการวิบัติ ดำเนินการโดยผู้มีอิทธิพลต่างหาก

หากคนเสื้อแดงดำเนินการอย่างเดียวกับพันธมิตร ผลย่อมออกมาไม่เหมือนกันแน่ ทหารไม่ได้อยู่ข้างเรา ตุลาการไม่ได้อยู่ข้างเรา และที่สำคัญที่สุดคือ “เราไม่ใช่พวกมีเส้น” เราเป็นไพร่



ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การต่อชุมนุมประท้วง เป็นกระบวนการให้การศึกษาประชาชน สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน ให้ตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังต่อสู้ และแสดงให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ว่า คนที่อยู่ตรงข้ามพวกเขามีมากมาย

การแพ้ชนะทางการเมืองในเกมนี้อยู่ที่สนามเลือกตั้ง คนที่ตัดสินอยู่ที่ประชาชนในสนามเลือกตั้ง แม้จะโดนบิดเบือนไปบ้าง แต่คนที่บิดเบือนก็ต้องใช้ต้นทุน ศรัทธามากมายไปแลกเอากับการโกงประชาชน ยิ่งใช้บ่อยศรัทธายิ่งสูญสิ้นไป สุดท้ายพวกเขาอยู่ได้ ด้วย “ศรัทธา” เท่านั้น เพราะที่จริงแล้วพวกเขา “ไม่มีประโยชน์ต่อประชาธิปไตย” เป็นองค์กรที่เป็น “ใส้ติ่งของสังคม” แต่ที่ยังอยู่ได้ในหลายประเทศทั่วโลก เพราะสามารถสร้างศรัทธา ถึงการมีประโยชน์ต่อสังคม หากเป็นปรปักษ์ต่อสังคมแล้ว สุดท้ายก็ถูกทำลายไปจนได้

การที่จะทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนลงคะแนนให้ ต้องไม่ใช่การ Cheating การโกง หลอกลวง หากไม่มีของจริงอยู่แล้ว หมู่ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน ย่อมไม่มีทางถูกหลอกได้หมดสิ้น

พวกเขากล้าฝืนมติมหาชนในการอุ้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะพวกเขาคิดว่า เมื่อการเลือกตั้งมาถึงพวกเขาสามารถหลอกประชาชนทั้ง 30 ล้านคน (เฉพาะคนที่มีสิทธิลงคะแนน) ได้ต่อไป ด้วยเทพนิยายปกรณัมย์ จักรๆ วงศ์ๆ ทั้งหลาย แต่หาทราบไม่ว่า คนศตวรรษที่ 21 จะมีสักกี่เปอร์เซนต์ที่หลงในนิยายน้ำเน่าเหล่านั้น ที่เขาไม่มีปฎิกริยาในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะไม่ได้ทำอะไรเป็นปฎิปักษ์ต่อพวกเขามากกว่า แต่ปี 2552 สถานการณ์เป็นตรงกันข้าม ศรัทธาที่เป็น “เสาค้ำจุนหลัก” จึงพังทลายลงไปอย่างรวดเร็ว

กลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องสร้างเครือข่ายและรณรงค์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดชุมนุมอย่างสงบ พัฒนาผู้นำประชาชน สนับสนุนให้มีการตั้งกลุ่มประชาธิปไตยกลุ่มต่าง ๆ ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด และหากมีการชุมนุมใหญ่ ก็อาจมีหลายเวที ตามแกนนำของแต่ละกลุ่ม เพื่อเป็นการพัฒนาความหลากหลายของผู้เคลื่อนไหว และผู้นำประชาชน และเป็นการให้ประชาชนได้เรียนรู้ถึงการเคลื่อนไหวทางการเมือง และการปลุกเร้ามวลชน ซึ่งเมื่อพัฒนาต่อไปกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ก็จะเข็มแข็ง เป็น Cells หน่วยย่อยที่เชื่อมโยงกันด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่การดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งมาจากใคร แต่ละกลุ่มมีอิสระในการเคลื่อนไหวในหมู่ของตนเอง หากมีกิจกรรมใหญ่ แกนนำของกลุ่มย่อมมีช่องทางที่จะประสานติดต่อกันเอง จากเว็บบอร์ดต่างๆ ในดอินเตอร์เน็ตที่มีมากมาย ดังนั้นการระดมพลจึงไม่ยากนัก

ส่วนการโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมไม่อยากให้ใส่ใจหรือตั้งความหวังไว้กับเรื่องนี้มากนัก เพราะรัฐบาลที่พิกลพิการนี้ย่อมอยู่ไม่ได้นานด้วยตัวเองอยู่แล้ว และภายใต้ “กระแสวิกฤติทางเศรษฐกิจโลก” ที่เศรษฐกิจในประเทศอุตสาหกรรมเริ่มเข้าสู่ภาวะหดตัวแล้ว และจะรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม คนจะตกงาน วิกฤตการณ์ทางสังคมจะตามมา และวิกฤติครั้งนี้แรงกว่าปี 2540 เพราะเป็นขอบข่ายทั่วโลก และประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะเราอยู่ที่ส่วนหัวของพายุ และพายุลูกนี้เป็นอภิมหาวาตะภัย กว่าจะสงบกินเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี

ไม่ต้องโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แม้จะมี พลังอันยิ่งใหญ่คอยอุ้มอยู่ ก็ไม่อาจทานทนอยูได้ ยิ่งฝืนมติของประชาชน ยิ่งพังลงอย่างรวดเร็ว

การปฎิวัติสังคมทั่วโลก การลุกฮือขึ้นของประชาชนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้แต่การปฎิวัติของคณะราษฎร์ในปี 2475 (ค.ศ.1932) ก็เกิดจากการจุดฉนวนมาจาก วิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 1929 (The Great Depression) กลายเป็นสาเหตุให้คนลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองที่ไม่ชอบธรรม และไม่มีธรรมทั้งสิ้น

วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2008 แล้ว ผมเชื่อว่าจะส่งผลกระเทือนต่อโครงสร้างของสังคมไทยถึงรากฐานทีเดียว เพราะแผ่นดินได้สะเทือนล่วงหน้ามา 3 ปีแล้ว สถานการณ์ที่เริ่มเป็นฉนวนได้ลุกลามไปมากแล้ว

โชคดีของคนไทยที่พอพายุมาถึง พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยได้อุ้มนายมาร์กขึ้นรับกับพายุพอดี

ผลร้ายของวิกฤติการณ์ครั้งนี้ คนที่อุ้มนายมาร์กต้องรับกรรมไปทั้งหมด

เมื่อพายุผ่านไป จะทิ้งเอาไว้แต่ท้องฟ้าที่สดใส ฟ้าใหม่ที่ประชาชนมีเสรีภาพ และเป็นไทอย่างสมบูรณ์

Sunday, February 1, 2009

เสื้อแดงสลายชุมนุมที่ทำเนียบฯ แล้ว

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียคลิ้กที่นี่
ทำเนียบฯ 1 ก.พ. -กลุ่มเสื้อแดงและกลุ่ม นปช. สลายการชุมนุมแล้ว โดยให้เวลารัฐบาล 15 วัน เพื่อทำตามข้อเรียกร้อง หลังจากนำข้อเรียกร้องมาติดไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล. -สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-02-01 01:12:37

เสื้อแดงเคลื่อนพลถึงทำเนียบฯ เจรจาขอติดประกาศเรียกร้องรัฐบาล

ที่มา MCOT News คลิ้กชมรายละเอียด
ทำเนียบฯ 1 ก.พ. - ขณะนี้กลุ่มเสื้อแดงและกลุ่ม นปช.ได้เคลื่อนขบวนมาถึงบริเวณทำเนียบรัฐบาลแล้ว เบื้องต้นอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าหน้าที่เพื่อขอติดประกาศมาตรการในการเรียกร้องต่อรัฐบาล

กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เคลื่อนขบวนผ่านสะพานมัฆวานรังสรรค์มาถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลแล้ว หลังเผชิญหน้ากับตำรวจที่บริเวณดังกล่าว หลังจากการเจรจาเปิดทางไม่เป็นผล ทำให้ผู้ชุมนุมใช้กำลังฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้ถอยร่น ส่วนผู้ชุมนุมผลักแผงเหล็กโยนลงคลอง และใช้เวลาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเคลื่อนรถผู้ต้องขังที่จอดขวางถนนออกโดยใช้เวลาไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็ยอมให้รถของผู้ชุมนุมผ่านไปได้

ขณะที่ขบวนรถของนายวีระ มุสิกพงศ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ซึ่งแยกออกมาจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยใช้เส้นทางเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ผ่านแยกนางเลิ้ง เลี้ยงเข้าถนนพิษณุโลก บริเวณด้านหน้าโรงเรียนราชวินิต เข้าสู่สะพานชมัยมรุเชฐ โดยจอดรอกำลังเสริมจากกลุ่มเสื้อแดงที่จะเดินทางมาสมทบ ประกอบกับรอให้ขบวนรถของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งมาจากอีกฝั่งหนึ่งมาสมทบกัน ทั้งนี้ ตำรวจได้นำรถผู้ต้องขังมาจอดขวางบนถนนสะพานชมัยมรุเชฐ

ส่วนที่ถนนพิษณุโลก ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บริเวณแยกมิสกวันและสะพานชมัยมรุเชฐ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้า-ออก เนื่องจากพบว่ามีแนวร่วมบางส่วนใช้รถส่วนตัวเดินทางมาล่วงหน้า. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-01 00:24:41

เปิดใจ"ทวี สอดส่อง" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลั่นไม่หวั่นไหวหากเด้งพ้นเก้าอี้

ที่มา มติชน
โดย จตุพร พ่วงทอง
"อยากเรียกร้องว่าตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะต้องทำคดีปราบปรามผู้มีอิทธิพล การพูดหรือให้สัมภาษณ์อะไรที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในตำแหน่งอธิบดี เสมือนเป็นการสร้างความไม่เกรงกลัวให้เกิดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่"

กว่า 10 เดือนที่ "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" นั่งกุมบังเหงียน "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือดีเอสไอ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลถึง 3 ชุด

พลันที่อำนาจรัฐเปลี่ยนมือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำรัฐบาล ก็เกิดกระแสข่าวย้าย พ.ต.อ.ทวี พ้นเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอ ออกมาเป็นระลอก

แต่จนถึงขณะนี้ข่าวลือก็เป็นเพียงข่าวลือ จะเป็นจริงเมื่อไหร่คงต้องเฝ้าดูว่าหากย้ายจริง รัฐบาลจะอ้างเหตุผลอะไรมาอธิบายกับสังคมถึงความชอบธรรม

ซึ่ง "มติชน" มีโอกาสสัมภาษณ์ "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" ถึงความในใจ รวมถึงนโยบายที่ดำเนินการช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีสาระสำคัญดังนี้

นโยบายปราบปรามผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐหรือฮั้วประมูล ที่วางไว้ บรรลุเป้าแค่ไหน

- ผลการปราบปรามอยู่ในขั้นที่น่าพอใจและได้ผลักดันตั้ง ศูนย์การปราบปรามการฮั้วประมูล หรือการทุจริตเงินภาครัฐขึ้นมาอย่างเป็นระบบ มีข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมเป็นทีม ซึ่งทางคณะทำงานแบ่งประเภทการฮั้วประมูลออกเป็น 2 ลักษณะ ฮั้วประมูลแบบแห้ง คือ ดำเนินคดีหลังจากมีการฮั้วประมูลโครงการต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว และฮั้วประมูลแบบสด คือ เข้าตรวจสอบโครงการที่คาดว่า จะมีการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้น โดยจะแบ่งตามพื้นที่ และแบ่งตามกระทรวง

ขณะนี้คดีฮั้วประมูลอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนจำนวนมาก ทางดีเอสไอต้องร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงบประมาณ เพราะแต่ละปี สำนักงบประมาณจะวางแผนว่าจะตัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานใดบ้าง กรมบัญชีกลางที่ทำหน้าที่จ่ายเงิน และหน่วยงานภาคเอกชนอื่นๆ ที่ทำคดีฮั้วประมูล ขณะนี้ดีเอสไอมีกลุ่ม แก๊ง ที่เข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูลจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม คดีการฮั้วประมูลบางส่วนที่ดีเอสไอยังทำไม่เต็มที คือการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด ถ้าพบว่ามีการกระทำผิดชัดเจนต้องปรับเป็นเงิน 50 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการ เช่น ถ้าโครงการดังกล่าวมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ผู้กระทำผิดต้องเสียค่าปรับ 500 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ถือเป็นการป้องกันการฮั้วประมูลอีกขึ้นหนึ่ง สำหรับคดีฮั้วประมูลส่วนใหญ่ ที่ดีเอสไอเข้าดำเนินการจับกุม เรื่องจะถูกส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมทุจริตกับภาคเอกชน บางครั้งก็ล่าช้ากำลังหาแนวทางร่วมกับ ป.ป.ช.ว่า คดีที่มาถึง ป.ป.ช.จะทำอย่างไร ไม่ให้คดีค้างอยู่ที่ ป.ป.ช.เป็นเวลานาน เพราะขณะนี้มีหลายคดีอยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช.

นโนบายปราบปรามการบุกรุกป่า ที่ดินสาธารณะคืบหน้าแค่ไหน

- ช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งได้ประสานไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีที่ดินอยู่ในความดูแลเพื่อตรวจสอบว่ามีพื้นที่ของรัฐทั่วประเทศเท่าไหร่ พบว่ามีที่ดินกว่า 6 ล้านไร่ ถูกบุกรุก และในจำนวน 6 ล้านไร่ มีการออกเอกสารสิทธิประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและบางส่วนดีเอสไอดำเนินการตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ และบางส่วนเป็นคดีที่มีการร้องเรียน

ซึ่งแนวทางการทำงานดีเอสไอได้ร่วมกับภาคประชาชน โดยให้ประชาชนมาเป็นอาสาสมัครป้องกัน ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการทำโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ และให้ประชาชนร่วมสอบสวน ในฐานะที่ปรึกษา เช่น โครงการตรวจสอบข้อมูล ส.ค.1 ของหมู่ 10 ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา มีการตรวจสอบ 89 ราย ซึ่งปัญหาที่ตรวจพบเช่น เอกสาร ส.ค.1 ต้นฉบับหาย บางรายไม่รู้ว่าที่ดินเคยมีเอกสาร ส.ค.1 และจำนวนที่ดินมีมากกว่าตามที่แจ้งใน ส.ค.1 เป็นต้น ซึ่งต้องการให้ชาวบ้านเข้าใจว่า ส.ค.1 ที่มีอยู่นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม เพราะมีการออก ส.ค.1 ซ้ำซ้อน ทางดีเอสไอกับกรมที่ดินจะร่วมมือกันแก้ไข

นอกจากนี้ยังพบขบวนการซื้อขายที่ดินโดยคนต่างชาติ ซึ่งเปิดบริษัทซื้อขายที่ดินในประเทศโดยให้คนไทยถือหุ้นบางส่วน แต่นำที่ดินไปซื้อขายกันในต่างประเทศ ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จำนวนมาก ขณะนี้ตรวจพบกว่า 10 เรื่อง

ที่ดินบางแปลงที่บุกรุกมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนพยายามให้ออกเอกสารสิทธิ เพราะจากการสอบสวนพบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีราคาประเมินขายแปลงละ 20-30 ล้านบาท และบางแห่งมีการบุกรุกที่พื้นที่ของรัฐอย่างชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถทำอะไรได้ต้องส่งเรื่องให้ดีเอสไอเข้าไปดำเนินคดี เช่น ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มีหลายแปลง บางแปลงนำไปสร้างที่จอดเรือของบริษัทเอกชน

เอาผิดอย่างไร กับนักปั่นหุ้น เบียดบัง ยักยอก หรือไซฟ่อนเงิน ในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

- ทำงานร่วมกับสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งทาง ก.ล.ต.จะส่งบัญชีรายชื่อบุคคลมาให้ 50 คน ที่ต้องสงสัยเข้าข่ายปั่นหุ้นให้ตรวจสอบ ก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบทุกมิติของกลุ่มบุคคลดังกล่าว เช่น คดีบริษัท เอสอีซีซี จำกัด ดีเอสไอเข้าไปร่วมตรวจสอบหาหลักฐานตั้งแต่ต้นถึงแม้ว่าผู้ต้องหาหนีไปต่างประเทศก็ตาม สำหรับคดีปั่นหุ้นที่ดีเอสไอดำเนินการคิดว่ามีประสิทธิภาพและนำไปสู่การลงโทษจำคุกและปรับกว่า 6,000 ล้านบาท คือคดีทีพีไอ และตอนนี้ได้ทำงานเชิงรุกมากขึ้น

มองปัญหาการทำงานของบุคลากรในหน่วยอย่างไร

- ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ตั้งดีเอสไอขึ้นมา ผู้บริหารที่ผ่านมาๆ พยายามสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านสอบสวนคดีพิเศษจริงๆ ตอนแรกก็โอนจากหน่วยงานสหวิชาชีพมาร่วมกันทำงาน ซึ่งต้องฝึกอบรมด้านสืบสวนสอบสวนให้บุคลากรเหล่านั้น เพื่อหาความจริงได้อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ดีเอไอตั้งมาเป็นเวลา 5 ปี จำเป็นต้องสร้างมาตรฐานของพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะคนที่จะเข้าสู่มาตรฐานตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับ 8 ให้เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอร้องเรียนว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งพนักงานสอบสวน 8 นั้น ผมอยากให้มองว่าพนักงานสอบสวนระดับ 8 ต้องไปเป็นหัวหน้าของพนักงานสอบสวน เวลาทำงานระหว่างดีเอสไอกับพนักงานสอบสวนของตำรวจและ ป.ป.ช. ต้องเกิดความยอมรับ จึงจำเป็นต้องพิจารณาพิถีพิถัน คัดเลือกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ เข้ามาดำรงตำแหน่ง

ที่ผ่านมามีตำแหน่งพนักงานสอบสวน 8 ว่าง 22 ตำแหน่ง มีเจ้าหน้าที่ผ่านเกณฑ์ เพียง 6 คน ส่วนคนที่ไม่ได้ต้องเร่งสั่งสมประสบการณ์การทำงาน หาความเชี่ยวชาญเพิ่มเติ่ม ผมอยากบอกว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ต้องให้ความยุติธรรมกับบุคลากร ไม่สำคัญว่าคุณจะเคยเป็นตำรวจหรือไม่นั้นไม่สำคัญ หากต้องการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แล้วไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ไม่ผ่านเกณฑ์ก็ต้องไม่ได้ ผู้บริหารต้องใจแข็ง ถ้าผมยอมปล่อยไป เอาคนที่ไม่ผ่านเณฑ์มาเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มันก็ไม่ใช่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตอนนี้กำลังต้องทำแบบประเมินพนักงานสอบสวนที่เข้ามาในระยะแรก เพราะถ้าหากวันนี้คุณมาเป็นพนักงานสอบสวน 8 แล้วเขียนคำร้องขออนุมัติหมายจับกุมไม่ได้ สรุปสำนวนคดีไม่ได้ ต้องเปลี่ยนให้ไปทำหน้าที่อื่น ผมคาดว่าคงมีคนไม่พอใจอีกมาก แต่จำเป็นต้องเอามาตรฐานกลางเข้ามาประเมิน ไม่อยากนั้นองค์กรไม่พัฒนา

อยากให้ประเมินมาตรฐานของพนักงานสอบสวนแบบออกมาเป็นคะแนน

- ถ้าประเมินแบบตัวเลข หากคะแนนเต็ม 10 ผมให้ 5-7 คะแนน โดยเฉลี่ย เพราะบางคนเก่งมากโดดเด่น บางส่วนต้องฝึกอบรม ตอนนี้มีพนักงานสอบสวนว่างงานแฝงอยู่จำนวนมาก แต่อย่าลืมว่าตำแหน่งพนักงานสอบสวนมีเงินประจำตำแหน่งเพิ่มพิเศษ เพราะกฎหมายต้องการให้ทำงานอย่างสบายไม่เข้าไปรับผลประโยชน์อื่นๆ เมื่อมีเงินเพิ่มพิเศษจำนวนมากก็มีความคาดว่าคนเหล่านี้ต้องเก่งและเชี่ยวชาญจริงๆ แต่มีพนักงานสอบสวนบางกลุ่ม ไม่ทำงาน บางคนไปช่วยราชการ เรียกว่าทำงานยังไม่ถึงระดับสมควรที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ผมจำเป็นต้องสร้างระบบประเมิน เกณฑ์การทำงาน เช่น ในรอบ 1 ปี พนักงานสอบสวนต้องทำงานทั้งปริมาณ และคุณภาพ และมีผลคืนประโยชน์ให้กับรัฐอย่างไร ที่ผ่านมา ลงนามข้อตกลงกับสำนักงบประมาณว่า จะคืนประโยชน์ให้กับรัฐจำนวน 25,000 ล้านบาท

แสดงว่าบุคลากรที่เข้าสู่ตำแหน่งพนักงานสอบสวนก็ไม่ง่าย

- ใช่ ไม่ง่าย เพราะที่ผ่านมามีตำแหน่งว่างถึง 22 ตำแหน่ง แต่มีคนสอบผ่านเพียง 6 คน ถ้าผมยอมให้ผ่านทั้งหมดก็ได้แต่ปัญหามันจะเกิดตามมา และไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และถ้าผมยอมให้ผ่านองค์กรมันก็อยู่ไม่ได้

คิดอย่างไรที่สังคมมองว่าดีเอสไอเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาขา 2

- ยศของตำรวจเป็นยศพระราชทาน อยากให้สังคมให้ความเป็นธรรมกับคนที่มียศนำหน้า ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือ ตำรวจ ที่มาอยู่ดีเอสไอ เพราะผมคิดว่าคนเหล่านี้ยอมสละเครื่องแบบแล้วมาเป็นข้าราชการพลเรือน เป็นการตัดสินใจแน่วแน่แล้ว แต่หากจะมุ่งว่ามียศเป็นตำรวจแล้วถูกจำกัดโควต้า ผมไม่เห็นด้วย อยากให้มองที่ความรู้ความสามารถ เพราะรองอธิบดีทั้ง 3 คน ที่เป็นอดีตตำรวจก็ผ่านหลักเกณฑ์การประเมินตามระเบียบข้าราชการพลเรือน และทั้ง 3 คนมีคะแนนสูง อย่างไรตาม ตำแหน่งผู้เชี่ยวชายระดับ 9 หลายคนในดีเอสไอก็เป็นข้าราชการพลเรือนมาก่อน

อยากขอความเห็นใจให้คนมียศนำหน้า ไม่อยากให้มองว่าเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งที่ 2 และดีเอสไอ มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หลายคดีที่ดีเอสไอเข้าไปทำต้องยอมรับว่าเป็นภาระของอธิบดี โดยตรงที่ต้องคลี่คลาย จำเป็นต้องใช้พนักงานสอบสวนที่มีความเชี่ยวชาญลงไปทำ

คิดอย่างไร ที่ตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอหรือ ผบ.ตร.มักถูกมองว่าต้องเปลี่ยนตามรัฐบาล

- อยากบอกว่าตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอหรือ ผบ.ตร. เป็นตำแหน่งที่รัฐบาลต้องไว้วางใจ ซึ่งความไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจคงตอบไม่ได้ว่ารัฐบาลคิดอย่างไร แต่อยากเรียกร้องว่าตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะต้องทำคดีปราบปรามผู้มีอิทธิพลจำนวนมาก การพูดหรือการให้สัมภาษณ์อะไรที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในตำแหน่งอธิบดี เสมือนเป็นการสร้างความไม่เกรงกลัวให้เกิดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ซึ่งมันมีผลทางจิตวิทยา ตอนนี้คงทำได้เพียงใช้ศักยภาพทำงานตามอำนาจกฎหมาย หากมีการโยกย้ายเกิดขึ้นจริง คงไม่ได้หวั่นไหวอะไร..!!