WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 2, 2009

นโยบายเติมเงิน

ที่มา ไทยรัฐ

อย่าเพิ่งตื่นเต้นตกใจเป็นกระต่ายตื่นตูม เมื่อมีการเปิดเผยยอดเงินคงคลังของรัฐบาลมีเหลืออยู่แค่ห้าหมื่นสองพันล้านบาทเท่านั้นเอง

หมายความว่ารัฐบาลมีเงินสดในกระเป๋าไว้จ่ายเงินเดือนข้าราชการไม่ถึง 2 เดือน

ส่วนรายจ่ายจรอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึงให้เสียเวลา

แค่มีเงินพอจ่ายเงินเดือนข้าราชการก็บุญตายชักแล้วโยม

ที่น่าแปลกใจคือก่อนรัฐบาลใหม่จะเริ่มทำงานเต็มตัว ยอดเงินคงคลังยังเกินหนึ่งแสนล้านบาทอยู่เลย

เหตุไฉนเดือนเดียว เงินคงคลังจึงหายวูบเหมือนธรณีสูบไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์??

ยิ่งถ้าย้อนไปถึงช่วงต้นเดือนตุลาคม ยอดเงินคงคลังยังอยู่ที่สองแสนสามหมื่นล้านบาท สูงกว่าปัจจุบัน 4 เท่าตัว!!

นี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่ามรสุมเศรษฐกิจมาเร็วและมาแรงเกินห้ามใจ

การที่ยอดเงินคงคลังลดฮวบๆๆ แสดงว่าเงินไหลออกไปแล้วไหลกลับมาช้า และกลับมาแบบกะปริบกะปรอย

อาการแบบนี้ถือว่าเป็นโรคชํ้ารั่วทางการคลัง ถ้าไม่รีบรักษาให้หายขาดก็อาจจะเป็นอันตราย

แม่ลูกจันทร์ ต้องให้เครดิต พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.ประชาธิปัตย์ อดีต รมช. คลัง ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ ที่เค้นคอกระทรวงการคลังให้เปิดยอดเงินคงคลังของรัฐบาลให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบความจริง

แต่ขุนคลังคนใหม่ กรณ์ จาติกวณิช ยืนยันว่าอย่าตกใจกับยอดเงินคงคลังที่เหลือน้อยเป็นประวัติการณ์

การคลังของประเทศยังอยู่ในสภาพปลอดภัย

เนื่องจากเงินคงคลังมีเข้ามีออก มีเพิ่มมีลด มีขึ้นมีลง

ในกรณีที่เกิดปัญหาเงินสดขาดมือรัฐบาลก็มีวิธีแก้คือ กู้เงินมาแก้ขัดชั่วคราว เมื่อมีรายได้ไหลเข้ามาก็จะหมุนกลับไปใช้หนี้เงินกู้คืน

ถ้าเชื่อมั่น อภิสิทธิ์เชื่อมั่นประเทศไทย ต้องมั่นใจรัฐบาลว่ามีเงินจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการอย่างแน่นอน!!

แต่ที่ แม่ลูกจันทร์ไม่มั่นใจคือการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของรัฐบาลอาจจะตํ่ากว่าเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะตํ่ากว่าเป้าไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์

เพราะไตรมาสแรกก็ต่ำกว่าเป้าไปแล้ว 16 เปอร์เซ็นต์

ถ้าสถานการณ์ยังไม่กระเตื้อง ปีนี้จะเป็นปีที่งบประมาณรายจ่ายของประเทศจะขาดดุลหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์

ดีไม่ดีอาจจะติดลบถึงสี่แสนล้านบาทในปีเดียว??

อนึ่ง การที่รัฐบาลมั่นใจว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้โตได้ถึง 3 เปอร์เซ็นต์

แม่ลูกจันทร์ ฟันธงว่ายากยิ่งกว่าอุ้มช้างอาบน้ำ 3 ตัว!!

เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหนก็มีแต่ข้อมูลด้านลบอย่างเดียว

ถามว่ามีข้อมูลด้านบวกที่ฟังแล้วกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นบ้างหรือไม่??

คำตอบคือ ยังไม่มี”!!

เพราะรัฐบาลมั่นใจว่านโยบายอัดฉีดเงินคือยาวิเศษที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเห็นผลทันตา

เมื่อเงินในกระเป๋าไม่พอก็ต้องกู้เงินมาอัดฉีดเพิ่มเติม

โดยรัฐบาลจะกู้เงินต่างประเทศ (แบงก์ โลก เอดีบี ไจก้า) อีกเจ็ดหมื่นล้านบาท เพื่ออัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ และลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ระยะกลางและระยะยาว

เติมเงินอัดฉีดใส่เข้าไปอีกเพื่อให้ เกิดการจ้างงาน

เพราะตัวเลขคนว่างงานซึ่งตอนแรกคาดว่าจะไม่เกินห้าแสนคน แต่แนวโน้มขณะนี้ จะมีจำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างงานอาจสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้หลายเท่าตัว

ถ้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ผล อาจจะมีคนตกงานบานทะโร่ถึงสองล้านห้าแสนคน

อุแม่เจ้า...ฟังแล้วหัวใจจะวาย.

แม่ลูกจันทร์

ก้อนขี้ประวัติศาสตร์

ที่มา ไทยรัฐ

นิตยสารอาร์คีโอโลจี ฉบับต้นปี 2009 จัดอันดับ 10 สุดยอดการค้นพบด้านโบราณคดี ในปี 2551 ภาพเขียนสีฟ้า ของชาวมายา มาที่ 1 มัมมี่ใส่หน้ากาก ของเปรู มาที่ 2

ภาพเขียนสีน้ำมัน พบในถ้ำละแวกหุบเขาบามิยัน อัฟกานิสถาน ใกล้บริเวณที่เคยมีพระพุทธรูปยืนใหญ่ที่สุดในโลกบนหน้าผา ที่ถูกทหารตาลีบันระเบิดทำลาย ถูกจัดไว้เป็นอันดับที่ 5

ธนิก เลิศชาญฤทธิ์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร รายงานพิเศษไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ อธิบายว่า ภาพเขียนเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในถ้ำกว่า 1 พันถ้ำ แม้จะถูกบุกรุกทำลายไปมากมาย

แต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอยให้ศึกษา

ส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนบนผนังถ้ำ วาดเป็นรูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ภิกษุณี ภาพที่เด่นสะดุดตาคือภาพสุริยเทพ กำลังขี่รถม้าที่ลากด้วยม้ามีปีกสี่ตัว

เดิมทีนักโบราณคดีเชื่อกันว่า ผู้คนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในอดีต ใช้น้ำมันแห้งจากพืชเป็นส่วนผสมของยา เครื่องสำอาง และน้ำหอม

จนถึงศตวรรษที่ 12 ศิลปินยุคกลางในยุโรปจึงรู้จักนำน้ำมันแห้งมาผสมกับสีเพื่อเขียนภาพ

ภาพสีที่บามิยัน กำหนดอายุได้ถึงกลางศตวรรษที่ 7 เก่ากว่าภาพเขียนในยุโรปหลายร้อยปี ดังนั้น จึงสรุปว่า ประเพณีการเขียนภาพสีน้ำมันเกิดขึ้นในเอเชียก่อนยุโรป

ภาพชุดที่พบนี้ คือภาพที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

ผมอ่านข่าวการค้นพบภาพเขียนครั้งนี้ ด้วยความรู้สิึกยินดี นี่คือศิลปะเอเชีย ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา

แต่เนื่องจากจุดการค้นพบที่บามิยัน ทำให้ความรู้สึกเหงาๆเศร้าๆ ที่รู้ว่าพระพุทธรูปยืนศิลปะคันธาราฐ ที่ถือเป็นพระพุทธรูปยุคแรกของโลก เป็นพระยืนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกทำลาย...ยังไม่จางลงไป

ข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่กว่าพระยืน

ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นพระนอนที่เก่าที่สุดในโลก ใหญ่ที่สุดในโลก มีออกมาจางๆ ยังไม่ชัดเจน

พระนอนองค์นี้ มีในบันทึกของพระถังซำจั๋ง ซึ่งเคยจาริกผ่านในสมัยราชวงศ์ถัง ประมาณ 1,200 ปีที่แล้ว

ตามตำราซินแสจีน ปีนี้เป็นปีชง ผู้คนมากมายบ่าไหลไปไหว้พระนอน (แก้เคล็ด) ถ้ามีการค้นพบพระนอนองค์นี้ และสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองดีพอให้ไปไหว้กันได้ โดยไม่ลำบากเกินไป

ป่านนี้ทิวแถวชาวพุทธที่บ่าไหลไปไหว้พระองค์นี้ คงเป็นข่าวให้เห็นกันบ้าง

ย้อนกลับไปถึงการค้นพบ...อันดับที่ 4 ฟอสซิลก้อนอุจจาระที่เก่าที่สุดในอเมริกา พบในถ้ำแห่งหนึ่งในรัฐโอเรกอน อายุถึง 14,300 ปี

สมมติฐานเดิมมนุษย์อพยพจากไซบีเรียผ่านทะเลอลาสกา

เข้าอเมริกา ราว 12,000 ปีที่แล้ว

ผลการศึกษาก้อนอุจจาระชี้ว่าอินเดียนแดงเข้าอเมริกาเมื่อ 18,000 ปีที่แล้ว

ดูจากภาพถ่าย ก็ก้อนขี้แห้งๆที่เคยเห็น แต่นี่เป็นก้อนขี้ประวัติศาสตร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของมนุษยชาติ มีคุณูปการยิ่งใหญ่ ต่อการเรียนรู้ของชาวโลก

ก้อนขี้เก่าเล่าประวัติศาสตร์ ก้อนขี้ใหม่หมาหอม คนด้วยกันใช้ทำปุ๋ย แต่ปลากระป๋องเน่า...ชาวบ้านใช้ยังชีพเหมือนชื่อถุงที่ใส่... ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักฐาน ยืนยันผู้คนที่เกี่ยวข้อง

เกิดเป็นคนถูกนินทา จนชื่อเสียงเหม็นกว่าขี้ คนที่มีประโยชน์น้อยกว่าขี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดมาทำไม? อยู่ไปทำไม?

กิเลน ประลองเชิง

อย่าลบมาตรฐานตัวเอง

ที่มา ไทยรัฐ

ก็กลับจากการประชุม เศรษฐกิจโลก กับ ผู้นำระดับโลก ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตฯ เรียบร้อยแล้ว เรื่องแรกที่ผมอยากให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เร่งจัดการให้เสร็จไปโดยเร็วในวันสองวันนี้ก็คือ รัฐมนตรีที่มีข่าวอื้อฉาว เพื่อไม่ให้เป็น ตัวถ่วงรัฐบาล ในช่วงนี้ รัฐบาลจะได้มีเวลาไป แก้ปัญหาวิกฤติของชาติ โดยไม่ต้องคอยตอบคำถามเหล่านี้ให้เสียเวลา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก

จะให้ ลาออกเอง หรือ ปรับ ครม.ให้ออกไป ก็ว่ากันไป เรื่องไม่สมควรอย่างนี้ ผมอยากให้รีบทำเสียให้จบ ทิ้งไว้จะทำลายศรัทธารัฐบาลเปล่าๆ วันนี้ สังคมไทยรู้แล้วว่าอะไรควรไม่ควร นักการเมืองเองก็ควรจะมีสำนึกเสียบ้าง

ความจริง หลักปฏิบัติ 9 ข้อของ ครม. ที่ นายกฯอภิสิทธิ์ ได้ ประกาศต่อ ครม.ในการประชุมนัดแรก ควรจะทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไม่ให้รัฐมนตรีนอกลู่นอกทาง ซึ่งตอนนี้ รัฐมนตรีหลายกระทรวงเริ่มย่ำยีหัวใจของประชาชนอีกแล้ว ด้วยการ แต่งตั้งคนที่มีชนักติดหลังในเรื่องทุจริตคอรัปชันคาเขียง ป.ป.ช.ไปเป็น ที่ปรึกษา และ บอร์ดรัฐวิสาหกิจ กันเพียบ

ก็ไม่รู้ผ่าน ครม.ของ นายกฯอภิสิทธิ์ ออกมาได้อย่างไร โดยไม่มีใครทักท้วง

ผมขออนุญาตนำ หลักปฏิบัติ 9 ข้อของ ครม. ที่ นายกฯอภิสิทธิ์ บัญญัติไว้มาลงให้อ่านบางข้อ เผื่อนายกฯอภิสิทธิ์จะลืม เพื่อให้เห็นว่าพฤติกรรมของรัฐมนตรีหลายคน เข้าข่ายผิดหลักการปฏิบัติ 9 ข้อนี้หรือไม่ สมควรอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่

ข้อ 2 เน้นการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ทั้ง ของตัวเอง ผู้ใช้บังคับบัญชา และ ผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานให้รัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อเสถียรภาพรัฐบาล

ข้อ 6 รัฐมนตรีทุกคนเป็นบุคคลสาธารณะ และในภาวะที่มีทั้งปัญหาเศรษฐกิจและความขัดแย้งในสังคมสูง ขอให้ปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ไม่อยากให้มีเหตุการณ์นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นไม่ศรัทธา

ข้อ 9 รัฐมนตรีไม่มีสิทธิเหนือประชาชน ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย และ ความรับผิดชอบทางการเมืองมีมาตรฐานสูงกว่ากฎหมาย นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะประเมินว่า หากการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีคนใดเป็นอุปสรรค แม้จะไม่ได้กระทำผิด ขอให้ทุกคนยึดถือว่า ประโยชน์ ส่วนรวมมาก่อนส่วนตัวหรือรัฐบาล

ถ้า นายกฯอภิสิทธิ์ ยึดหลักการ 9 ข้อนี้อย่างเข้มแข็ง วันนี้ก็แทบไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว แต่อยู่ที่นายกฯจะกล้าตัดสินใจปฏิบัติตามหลักการ 9 ข้อนี้หรือไม่ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่จะต้องมาก่อนส่วนตัวหรือรัฐบาล

ระหว่างที่รอ นายกฯอภิสิทธิ์ ท่านไตร่ตรอง ผมก็มีตัวอย่างเรื่อง ความรับผิดชอบทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ มาเล่าสู่กันฟัง เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้เอง

วุฒิสภารัฐอิลลินอยส์ ลงมติเป็นเอกฉันท์ 59-0 ให้ นายร็อด บลาโกเจวิช พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ ในข้อหา ใช้อำนาจ ไปในทางที่ผิด เขาถูกกล่าวหาว่า พยายามขายตำแห่งวุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ ที่ว่างลง เนื่องจาก บารัก โอบามา วุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ ได้รับเลือกตั้งเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการอิมพีชเมนท์เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีของสหรัฐฯ

แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่วุฒิสภาอิลลินอยส์เห็นว่า พฤติกรรมที่ถูกกล่าวหา สร้างความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงต่อรัฐอิลลินอยส์ เขาจึงไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์อีกต่อไป

เรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ นักการเมือง จะต้องยึดถือยิ่งกว่าประชาชนทั่วไป อย่างที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เขียนไว้ในหลักปฏิบัติ 9 ข้อ ของ ครม. ว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องมีมาตรฐานสูงกว่ากฎหมายแม้กฎหมายเอาผิดไม่ได้ แต่ นายกรัฐมนตรี และ รัฐสภา สามารถใช้มาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรม เอาออกจากรัฐมนตรีได้ ก็ไม่รู้คนไทยจะมีโอกาสได้เห็น มาตรฐานการเมืองใหม่อย่างนี้หรือไม่.

ลม เปลี่ยนทิศ

คืนคำไม่ทันซะแล้ว!

ที่มา ไทยรัฐ

“งานเข้า” รับกันไม่ทันเลย

โดยอาการพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก รัฐบาลเส้นใหญ่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังตกที่นั่ง “ปีชง”

เคราะห์กรรมตามกระหน่ำ

“ปลากระป๋องเน่า” ของนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็ยังกลิ่นตลบอบอวล แม้เจ้าตัวจะประกาศเดิมพันด้วยการลาออก และยุติชีวิตทางการเมืองหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่าผิด ก็ยังดับกลิ่นไม่อยู่

เพราะโดยกระแสที่ถูกเปิดปมทีละขยัก นอกจากปลากระป๋องเน่าที่สาวกันด้วย ปริศนาอักษรย่อ ยังมีลำไยกระป๋องในโกดังที่รอแจก ไหนจะยาหมดอายุในถุงยังชีพ

กลายเป็นถุงปลิดชีพ

เอาเป็นว่า โดยอาการเพลี่ยงพล้ำของนายวิฑูรย์ ได้เปิดทางให้มวยใหม่หัดขับอย่างนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

สวนทางกับชะตาของนายวิฑูรย์ที่ส่อแววริบหรี่

แต่ที่พยายามยื้อชะตา ฝืนกระแสกันสุดลิ่มทิ่มประตู กับคิวของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่ต้นสังกัดพรรคภูมิใจไทย ลงทุนถึงขั้นใช้มติพรรคอุ้มกันว่าไม่มีความผิด ดักคอ “อภิสิทธิ์” ห้ามแตะ

ทั้งๆที่โดยพฤตินัยการควงเมียแจกเงินหลวงแนบนามบัตรในบ้านพักส่วนตัว แม้จะอ้างกันว่าเป็นแค่ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆในความตั้งใจช่วยเหลือประชาชนคนยากจน

แต่คนวงในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะรู้ระเบียบกันดีว่า งบช่วยเหลือคนชราหรืองบแจกช่วยเหลือคนยากจนจะมีกำหนดเพดานแจกไม่เกินคนละ 2,000 บาท และส่วนใหญ่ จะพิจารณาความเหมาะสมไม่ให้แจกน้อยเกินไปจนคนรับไม่พอยาไส้

การซอยเหลือแค่ 500 บาท มันส่อเจตนา

ราคาใกล้เคียงกับคืนหมาหอนก่อนวันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม โดยชะตากรรมของนายบุญจงที่ไม่ได้แตกต่างไปจากนายวิฑูรย์ แม้ต้นสังกัดพรรคภูมิใจไทยจะโอบอุ้มเต็มที่

แต่มันไม่ได้มีแค่เรื่องแจกเงินแนบนามบัตร ล่าสุดยังมีเรื่องที่หนังสือพิมพ์เปิดข้อมูลที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดองเรื่อง

หมกเม็ดใบแดงคดีทุจริตเลือกตั้งที่โคราช

โดยเงื่อนไขที่ดักอยู่ข้างหน้า เวลาบนเก้าอี้รัฐมนตรีของนายบุญจงคงเหลืออีกไม่นาน

และนั่นก็คงไม่มากไปกว่าเวลาของนายกฯอภิสิทธิ์ที่จะต้องรีบตัดสินใจปรับ ครม.

เพราะนอกจากคิวของนายวิฑูรย์และปมของนายบุญจง ก็ยังต้องเสียวกับคิวเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญของนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม ที่ร่วมโหวตรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

ขยับเนื้อขยับตัวลำบากเข้าไปใหญ่

สารพัดเงื่อนไขที่ถาโถมเข้าใส่ ในห้วงจังหวะม็อบเสื้อแดง ก็เร่งเกมหักดิบไฟต์เดิมพัน ต้องล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ โละวีซ่านายกฯอภิสิทธิ์ที่ว่ากันว่าจองโควตาไว้ 6 เดือน

โดยเงื่อนไขทางการเมืองที่พุ่งเข้าใส่ว่าหนักหนาแล้ว แต่ที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าน่าจะเป็นปมเศรษฐกิจร้อนๆล่าสุด กับตัวเลขเงินคงคลังเหลือแค่ 5.2 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลจริงๆที่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันกลางวงกรรมาธิการงบฯ เหลือพอจ่ายเงินประจำของข้าราชการแค่เดือนครึ่ง

ตะลึงไปตามๆกัน

นั่นก็เพราะความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หว่านประชานิยมบลัฟต้นตำรับ กับเดิมพันที่นายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศเสียงดังๆสิ้นปีเศรษฐกิจจะฟื้น

เจอตัวเลข “ตูดขาด” ส่อเค้าไม่มีแม้แต่เงินเดือนจ่ายข้าราชการ

จะคืนคำก็ไม่ทันซะแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

พท.ขู่นายกไม่เด้ง3รมต. ผิดฐานปกปิดรู้เห็นเป็นใจ

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (2 ก.พ.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธาน ส.ส.ภาค กทม. กล่าวว่า ปัจจัยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 1.ให้รัฐบาลทำงานในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งไม่ปฎิเสธว่าต้องมีการเดินหน้า 2.ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบเมื่อพบเหตุหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ต้องนำเสนอสู่สาธารณชน พร้อมเตือนไม่ยังรัฐบาลว่าบุคคลเหล่านี้มีความไม่ชอบธรรม ซึ่งอยู่ที่รัฐบาลว่าจมีการพิจารณาอย่างไร 3.สาธารณชนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มีความรู้สึกอย่างไร จึงนำไปสู่การถอดถอนซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่จะต้องพิจารณาในการยื่นญัตติดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยการกล่าวว่าจะมีการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีเมื่อวานนั้นอาจมีการพูดรวบรัดไป ซึ่งในช่วงนี้คงดูทางฝ่ายและพรรคจะว่าอย่างไร

นายวิชาญ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลหากปกป้องบุคคลที่กระทำผิดโดยไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ก็อาจเข้าข่ายมูลความผิดว่าการรู้อยู่แล้วเรื่องต่างๆ เหล่านี้มีความผิดชัดเจน ยังมีการปกปิดไม่การเปลี่ยนแปลง โดยพรรคเพื่อไทยมีแนวทางของตัวเองว่าการทำงานก็ต้องมีทั้งการตรวจสอบ การเปิดประเด็น การนำเสนอ และท้ายที่สุดก็จะแบ่งไปว่าใครไปทำหน้าที่อะไร สำหรับการรวบรวมความผิดของรัฐมนตรีที่อาจถูกยื่นถอดถอนนั้น นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดูจากผลที่เกิดขึ้น อย่างกรณีของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ อยู่ในเรื่องของความรู้สึก ความถูกต้อง ที่รัฐบาลเน้นย้ำเรื่องความสมานฉันท์ แต่การปล่อยให้บุคคลที่ตั้งแต่แรกเริ่มไม่มีความสง่างาม อยู่ในความแตกสามัคคี ความคิด เข้ามาทำงานทำหน้าที่ จึงเป็นเรื่องที่คิดว่าไม่น่ามาร่วมรัฐบาล อีกทั้งความผิดในอดีตนั้นเป็นความผิดทางอาญา ยิ่งไม่เหมาะสมไม่สมควรนำมาร่วมรัฐบาล โดยช้าเร็วกฎหมายก็คงตัดสินในแนวทางหากไม่มีอะไรบิดเบือน

นายวิชาญ กล่าวอีกว่า กรณีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ความผิดยังไม่ชัดเจน ต้องมีการตีความจาก กกต. ซึ่งก็ต้องรวบรวมข้อมูลก่อน ด้าน นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีความชัดเจน โดยหลังการชี้แจงกระทู้สดในสภา ที่ไม่ตรงกับคำถาม ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้สาธารณชนก็คงทราบว่ามีจำนวนของที่ไปแจกนั้นมีจำนวนมาก แต่กลับบอกว่ามาจากการบริจาคก็คงไม่ใช่ ทั้งนี้หากมีการยื่นถอดถอนก็คงหวังผลเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ คอมีข้อมูลหลักฐานความชัดเจน ที่นำเสนอแล้ว เป็นที่ยอมรับของสภาและสาธารณชนะ นอกจากนี้อยากให้พรรคประชาธิปัตย์มีการตรวจสอบบุคคลภายในพรรคที่มาร่วมรัฐานอกเหนือจากรัฐมนตรีทั้ง 3 คน อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่น่าจะทำได้ดีกว่าทางฝ่ายค้าน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววันเดียวกัน ทางสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น ถึงแนวทางการปรั บ ครม. ว่า ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กลับจากเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยัง ไม่ได้พบกัน และคุยกันเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม การปรับ ครม.แต่ละครั้งต้องมีประเด็นเหตุผลแต่ปัญหาใหญ่ คือ จะปรับเพื่ออะไร เพราะ เสียงเรียกร้อง ให้ปรับ ครม. หรือ ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. รวมทั้ง ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ สามารถทำได้ ซึ่งคำถามก็คือ กรณีไหน ใคร อย่างไร เนื่องจากมาตรฐานของรัฐบาล ยึดตามกรอบที่นายกรัฐมนตรี แถลงต่อประชุม ครม.ครั้งแรก 9 ข้อ เพราะการจะปรับคนออก ต้องมีเหตุ ว่า เพราะอะไร ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

วอชิงตันโพสต์ : New Thai Premier Seen as Leaning Right; Reformists Worry

ที่มา Thai E-News

โดย Tim Johnston
ที่มา เวบไซต์ Washington Post
2 กุมภาพันธ์ 2552

BANGKOK -- When Abhisit Vejjajiva became Thailand's prime minister last month, he promised to bridge the country's deep political divisions, but recent challenges have seen his administration move sharply to the right.

Abhisit's unquestioning support for the Thai military in the face of allegations that it recently towed hundreds of Burmese refugees out to sea on engineless barges and left them there with little food or water has convinced many people that the new leader's reformist agenda has been compromised. More than 500 refugees, all members of the Rohingya ethnic minority, reportedly died.

Political analysts say the government is paying the price for a Faustian bargain it made to get into power: It finds itself in thrall to an invigorated military, and its continued ability to run the country is dependent on placating the far-right groups that occupied Thailand's two main airports last year, with catastrophic economic consequences.

"It is the military's dividend for putting Abhisit in power: They can now dictate policy," says Thitinan Pongsudhirak, a political scientist at Bangkok's Chulalongkorn University.

Abhisit took office Dec. 17 after six months of right-wing street demonstrations had virtually crippled the previous government. He won a controversial parliamentary vote in which he managed to persuade enough ruling party lawmakers to cross the floor to support him.

The military is widely believed to have weighed in on Abhisit's side to encourage waverers, although the head of the army said at the time that he was merely advising lawmakers who came to his house, not interfering in the country's politics.

Abhisit now appears reluctant to criticize the military. Days after it emerged that groups of starving and dehydrated refugees who had been picked up by Indian and Indonesian authorities were accusing the Thai military of arresting them before taking them back out to sea, the prime minister issued a blanket denial.

Let's be clear that Thailand has not violated the human rights of the refugees," Abhisit said. "The military has maintained that it has not breached any humanitarian principles on this issue."
Continuing revelations have forced him to order an investigation, but the Internal Security Operations Command, the body he has appointed to carry it out, is part of the national security apparatus that is accused of playing a key role in the scandal.

By early this week, the government had modified its line.

"If officers are found guilty of these alleged violations, they will be prosecuted," Abhisit's spokesman, Panitan Wattanayagorn, said Tuesday. But analysts held out little hope of getting to the bottom of the scandal.

"He appears to have done things correctly, but in fact he has done nothing at all," Chris Baker, the author of several books on Thailand's convoluted politics, said of Abhisit. "I doubt very much anyone in the military will suffer for this."

Thailand's armed forces have a long history of avoiding prosecution. No one has been held to account for the deaths of more than 30 insurgents who were killed by excessive force, according to a government report, at the Krue Se mosque in southern Thailand in April 2004, or for the deaths of 85 men at Tak Bai six months later, most of whom suffocated when they were stacked like cordwood in army trucks after being arrested.

Abhisit has also come under fire for his administration's enthusiastic support for the country's draconian "lèse majesté" laws, which are intended to protect the dignity of the royal family but which critics say are being used to muzzle political debate and intimidate opponents.
Several prominent people were recently charged under the law, which carries a mandatory jail sentence of three to 15 years for those found guilty.

Pirapan Salirathavibhaga, the justice minister, has said that protecting the royal family from insult is his top priority. "Whatever is deemed as affecting the monarchy must be treated as a threat to national security," he said.

Thitinan, the political scientist, says the government's conflation of lèse majesté and national security leads down a dangerous path.

"The witch hunt could get out of control and we could be looking at a new McCarthyism," he said.
Pirapan is not the only cabinet member irking Thailand's liberals. Many are also critical of Kasit Piromya, Abhisit's foreign minister, who was a prominent supporter of the People's Alliance for Democracy, the group whose campaign to paralyze the last government culminated in the airport sieges.

Although the People's Alliance has mostly watched from the sidelines since Abhisit came to power, Baker and other observers have said they believe that the party remains a potent force and that its members might return to the streets to press their agenda for reduced democracy if they think the prime minister has not met their demands.

For now, most Thais appear willing to allow Abhisit some leeway to cope with the country's economic problems, but analysts warn that the honeymoon may not last much longer.

"These cases are going to undermine his whole legitimacy and credibility," Thitinan said. "He's supposed to represent clean government and the rule of law, but the gap between rhetoric and reality is getting wider."

=========================

แปลโดย คุณ hectic101
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท

นักปฏิรูปกังวลว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยกำลังเอียงทางฝ่ายขวา

เมื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนที่แล้ว เขาได้สัญญาว่าจะป็นสะพานเชื่อมความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงของประเทศ แต่จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า ความเคลื่อนไหวในการปกครองของเขาจะไปทางฝ่ายขวาจัด

ไม่มีข้อสงสัยว่า อภิสิทธิ์สนับสนุนทหารที่กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ได้ผลักไสผู้อพยพชาวพม่านับร้อยคน ให้ออกสู่ทะเล โดยเรือที่ปราศจากเครื่องยนต์ ปล่อยให้พวกเขามีอาหารและน้ำเพียงเล็กน้อย ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า วาระการปฏิรูปของผู้นำคนใหม่นี้ มีการรอมชอม มีรายงานว่า ผู้อพยพกว่า 500 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญา ได้เสียชีวิตลง

นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า รัฐบาลกำลังชดใช้กรรมที่ได้ก่อขึ้นมา เพื่อเข้าครองอำนาจ รัฐบาลพบว่า ตนเองได้ถูกชักใยโดยอำนาจทหาร และจะคงอำนาจบริหารประเทศได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นกับความพอใจของกลุ่มขวาจัด ซึ่งได้ยึดสนามบินสำคัญของไทย 2 แห่ง เมื่อปีที่แล้ว และส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก

"ทหารทำให้อภิสิทธิ์ ได้อำนาจมาครอง และตอนนี้ทหาร ก็สามารถกำหนดนโยบาย" ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กรุงเทพกล่าว

อภิสิทธิ์เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม หลังจาก 6 เดือน ของการประท้วงบนถนนของฝ่ายขวา ได้ทำให้รัฐบาลชุดที่แล้ว ต้องล้มลุกคลุกคลาน เขาได้ชัยชนะจากการลงคะแนนเสียงในรัฐสภา ท่ามกลางความขัดแย้ง ด้วยการชักชวน ส.ส. ให้ย้ายข้างมาสนับสนุนเขา

เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า การที่ทหารอยู่ข้างอภิสิทธิ์ เป็นการกระตุ้นพวกที่ลังเล แม้ว่าผู้บัญชาการทหารจะกล่าวว่า เขาเพียงแต่ให้คำแนะนำ ส.ส. ที่มาพบเขาที่บ้าน ไม่ได้เป็นการเข้าไปยุ่งกับการเมือง

ตอนนี้ดูเหมือนว่า อภิสิทธิ์กระอักกระอ่วน ที่จะวิจารณ์ทหาร หลายวันหลังจากที่ปรากฏว่า กลุ่มผู้อพยพที่อดอยากและขาดน้ำ ที่ถูกผลักไสโดยทางการอินเดียและอินโดนีเซีย กำลังกล่าวหาว่า ทหารไทยจับพวกเขาแล้วไล่ลงทะเล นายกรัฐมนตรีก็ได้แต่ปฏิเสธด้วยการนิ่งเงียบ

"ขอให้ทราบอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้อพยพ" อภิสิทธิ์กล่าว ทหารยังไม่ได้ละเมิดหลักมนุษยธรรมในประเด็นดังกล่าว

การเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง บีบให้เขาต้องมีคำสั่งสอบสวน แต่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เขามีคำส่งให้ดำเนินการ ก็เป็นหน่วยงานทางด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการสำคัญในเรื่องอื้อฉาวนี้

ก่อนต้นสัปดาห์นี้ รัฐบาลก็ได้แก้ไขคำพูด

"หากพบว่าเจ้าหน้าที่มีความผิดตามข้อกล่าวหาเหล่านี้ พวกเขาจะถูกดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย" ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกของอภิสิทธิ์กล่าว แต่นักวิเคราะห์ไม่หวังว่า จะไปถึงเบื้องลึกของกรณีอื้อฉาวนี้

"ดูเหมือนว่าเขาจะได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ที่จริงเขาไม่ได้ทำอะไรเลย" คริส เบเกอร์ นักเขียนหนังสือหลายเล่ม เกี่ยวกับความยุ่งเหยิงในการเมืองของไทย กล่าวถึงอภิสิทธิ์ "ผมสงสัยยิ่งว่า จะมีทหารคนไหนถูกลงโทษในเรื่องนี้กันบ้าง"

นักรบของไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงการถูกดำเนินคดี ไม่มีใครต้องรับผิดชอบกรณีการตายของกองกำลัง 30 นาย ตามรายงานของรัฐบาล ที่มัสยิดกรือเซะทางภาคใต้ของไทย เมื่อเดือนเมษายน 2547 หรือความตายของคนจำนวน 85 คน ที่ตากใบในอีก 6 เดือนต่อมา ส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้ขาดอากาศ เมื่อพวกเขาถูกนำไปวางเรียงซ้อนกันเหมือนแผ่นไม้ บนรถบรรทุกของทหาร หลังจากที่พวกเขาถูกจับตัว

อภิสิทธิ์ถูกวิจารณ์อย่างหนัก กรณีที่รัฐบาลของเขา มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกฎหมายที่มีโทษรุนแรง อย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งต้องการจะปกป้องพระเกียรติของพระราชวงศ์ แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า กฎหมายนี้ กำลังถูกใช้เพื่อการดำเนินการทางการเมืองและข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้มีชื่อเสียงหลายคนถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี หากกระทำความผิด

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวว่า การปกป้องพระราชวงศ์ จากการดูหมิ่นเป็นงานที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุด "สิ่งใดที่กระทบต่อพระราชวงศ์ ถือว่ากระทบต่อความมั่นคงของชาติ" เขากล่าว

ฐิตินันท์ นักรัฐศาสตร์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลผนวกเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เข้ากับความมั่นคงของชาติ ถือว่าเป็นทางที่อันตราย

"วิธียัดข้อหาจะทำให้ควบคุมไม่ได้ และเราก็อาจจะได้เห็นลัทธิแมกคาร์ทียุคใหม่" (หมายเหตุจากผู้แปล :ลัทธิแมกคาร์ที-การรณรงค์ต่อต้านเพื่อให้เกิดความเกลียดและกลัวคอมมิวนิสต์ในสหรัฐอเมริกา โดยวุฒิสมาชิก McCarthy)

พีระพันธ์ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ที่กำลังรบกวนเสรีภาพของประเทศไทย หลายคนก็วิจารณ์เช่นนี้ต่อกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากพวกพันธมิตร กลุ่มที่ทำให้รัฐบาลชุดที่แล้วง่อยเปลี้ย และลงเอยด้วยการยึดสนามบิน

แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว พันธมิตรจะเฝ้ามองอยู่ริมขอบ หลังจากที่อภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจ แต่เบเกอร์และผู้สังเกตการณ์หลายคนเชื่อว่า กลุ่มนี้ยังมีศักยภาพ และพลพรรคของกลุ่มนี้ ก็อาจจะกลับมาบนท้องถนน เพื่อลดความเป็นประชาธิปไตย ตามแผนการของตน หากพวกเขาเห็นว่า นายกรัฐมนตรีไม่สนองความต้องการ

ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่ เต็มใจที่จะให้โอกาสอภิสิทธิ์ จัดการกับปัญหาเศรษฐกิจ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า ช่วงเวลาอันหอมหวานจะไม่ยืนยาวนัก

"เรื่องเหล่านี้ จะบั่นทอนความชอบธรรม และความน่าเชื่อถือของเขา" ฐิตินันท์กล่าว "เขาถูกตั้งความหวังว่า จะเป็นรัฐบาลที่สะอาดและถูกหลักนิติธรรม แต่ช่องว่างระหว่างคำพูด กับความเป็นจริง กำลังขยายกว้างขึ้นทุกที"

Straits Times: Red shirts send strong signal - เสื้อแดงส่งสัญญาณแรง

ที่มา Thai E-News

By Nirmal Ghosh
Straits Times Blogs
February 01, 2009
แปลไทยโดยไทยอีนิวส์

Nirmal Ghosh ได้เข้าสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ

การชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยของไทย ที่เรียกว่า "ชาวเสื้อแดง" เริ่มต้นขึ้นที่สนามหลวงราวๆตอนกลางวันของวันเสาร์ ผมได้เดินทางไปถึงที่นั้นตอนบ่ายห้าโมงครึ่ง และพบว่ามีคนอยู่ที่นั้นแล้วราวหนึ่งหมื่นคน และราวเวลาอีกสองชั่วโมงต่อมาตอนที่ผมกำลังเดินทางออกก็มีคนอยู่ที่นั้นแล้วราวสามหมื่นคน ทางผู้จัดได้แจ้งว่าผู้คนที่มาชุมนุมน่าจะถึงห้าหมื่นคน

ผมเข้าไปหาอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหลังเวที คุณจรัญ ดิษฐาอภิชัย ผู้ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง ระหว่างการสนทนา เขากล่าวว่า "แม้ว่าทักษิณจะหยุดสู้, คนเสื้อแดงจะยังสู้ต่อไป คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อผู้นำคนไหน พวกเขาต่อสู้เพื่ออุดมการณ์"

และขณะที่เรากำลังจากกัน เขาก็กล่าวเพิ่มอีกเป็นนัยๆ : "อุดมการณ์อันสูงสุด"

ต่อมาโปรเฟสเซอร์ใจ อึ้งภากรณ์ ก็พบกัน, เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับหมวกแก๊ปสีแดง เขากล่าวว่าเขามาร่วมกับการชุมนุมคนเสื้อแดงนานแล้ว

ผมได้สนทนากับเขานานพอตัวทีเดียว เขาเห็นด้วยว่าหลายๆประเด็นรวมถึงประเด็นเรื่องกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อยู่ภายใต้การเรียกร้องของกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง (โปรดดูรายงานของผมที่ ลิงก์)


ในระหว่างการสนทนาเกี่ยวกับความเป็นคนเสื้อแดง ใจ ผู้ซึ่งมักจะวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณมาอย่างสม่ำเสมอในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน กลับกล่าวว่า "การเป็นคนสนับสนุนคุณทักษิณ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นสมุนของทักษิณ หรือถูกซื้อโดยทักษิณ การรณรงค์เคลื่อนไหวครั้งนี้มันไปไกลเกินกว่าคุณทักษิณ มันเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และอนาคตที่ดีกว่า"

พวกรอยัลลิสต์พันธมิตรฯ มีฐานของผู้สนับสนุนเป็นกลุ่มคนชั้นกลาง "ซึ่งนำโดยพวกอุลตร้ารอยัลลิสต์ผู้ซึ่งยึดหลัก ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์. พวกเขานั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มอภิสิทธิ์ชน และก็ต้องการที่จะลดพื้นที่ประชาธิปไตย"



ผมได้ตามอาจารย์ใจขึ้นไปยังบนเวทีและถ่ายรูปเขาขณะกำลังทักทายคุณจักรภพ เพ็ญแข สำหรับผมแล้ว วินาทีนั้นถือเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในระยะสามปีของความยุ่งเหยิงทางการเมืองไทย โดยเฉพาะที่คุณจักรภพและอ.ใจ ทั้งคู่ต่างก็โดนกฏหมายหมิ่นเล่นงาน และโดยเฉพาะในเวลาที่กฏหมายหมิ่นได้กลายเป็นประเด็นที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องประชาธิปไตย

ไม่ช้านักผมก็ออกจากที่นั่นและกลับมาเขียนรายงานของผม เมื่อผมเขียนเสร็จผมก็ไปพบปะกับเพื่อนฝูงเพื่อพูดคุยนิดหน่อย แต่ทันใดนั้นก็มีเอสเอ็มเอสส่งเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งจากช่างกล้องอิสระ Nick Nostitz และ Dan Ten Kate จากบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นนักข่าวต่างประเทศไม่กี่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงกำลังเดินมาร์ชไปใกล้สะพานมัฆวาน ที่ซึ่งกำลังตำรวจได้ตั้งด่านรั้วลวดหนามสกัด

ผมลุกออกไปทันที และขณะที่เดินทางไปผมก็ได้รับแจ้งว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้ทะลวงผ่านแนวกั้นนั้นเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดและความยุ่งเหยิงพอตัว ได้มีใครบางคนใช้สเปรย์พริกไทยฉีดเข้าไปในบริเวณที่ปะทะ ผู้สื่อข่ารอยเตอร์ Adrees Latif โดนเข้าไปที่หน้าเต็มๆ แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าใครฉีด


ผมเดินทางไปถึงในช่วงตอนกลางของขบวนม๊อบที่กำลังเดินทางไปยังทำเนียบ, และก็เดินร่วมไปกับพวกเขาด้วยเลย มีรถบรรทุกหนึ่งคันที่บรรทุกแกนนำคนเสื้อแดงที่คอยพูดผ่านระบบเสียง เสียงที่ดังกังวาลไปในท้องถนนที่กลายเป็นทะเลแห่งคนเสื้อแดง หลายคนในกลุ่มคนประท้วงเป็นหญิง และก็มีบ้างที่พาลูกๆมาด้วย อารมณ์ของผู้คนในขณะนั้นเป็นอารมณ์ของม๊อบที่สงบ ไม่มีอาวุธใดๆปรากฏให้เห็น หลายๆคนจับมือประสานกัน เวลาขณะนั้นเป็นเวลา 11.30 น.

พวกเขาออกไปประชิดกับกองกำลังสกัดของตำรวจซึ่งนับเป็นด่านที่สองที่อยู่บริเวณสะพานใกล้ๆกับทำเนียบ ไม่กี่อึดใจถัดมาด่านสกัดกั้นก็เปิดออก คนเสื้อแดงก็เริ่มเดินทะลวงผ่านไป ผมก็ตามพวกเขาต่อไปและเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายต่างก็ยิ้มและหัวเราะ (ตำรวจเคยถูกบั่นทอนกำลังใจ เมื่อเคยต้องถูกสั่งให้ยอมให้กับกลุ่มผู้ประท้วงพันธมิตร และหลายๆคนเห็นชอบไปด้วยกันกับคนเสื้อแดง)



หลังจากนั้นวีระก็หายตัวไป อดีตโฆษกรัฐบาลนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกบด้วยจักรภพซึ่งใส่เสื้อยืดสีแดงมีตัวอักษรเขียนว่า ไม่เอาเผด็จการ ก็เริ่มต้นประกาศต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะที่ตนเองอยู่บนรถบรรทุกที่นำขบวน

ความตื่นเต้นก็ดูเหมือนจะเริ่มเกิดขึ้น และในช่วงวินาทีของที่ยงคืน ณัฐวุฒิก็ตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดังพร้อมๆกับเคลื่อนรถไป ขณะเดียวกับที่ฝูงชนเองก็บุกโรมรันไปข้างหน้าเข้าปะทะกับแนวรั้วกั้นซึ่งอยู่ห่างออกไปข้างหน้าเราเพียงไม่กี่ฟุต เราพยายามวิ่งออกอย่างชุลมุนเพื่อไม่ให้โดนลูกหลง นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อุบัติเหตุมอเตอร์ไซต์เมื่อ 12 ม.ค.ปีที่แล้วที่ผมต้องขาหัก ผมพบว่าผมเองขณะนั้นต้องวิ่งหนี!

เราหลบไปทางทำเนียบ ที่ซึ่งสนามหญ้าเพิ่งได้รับการฟื้นฟูหลังจากการบุกยึดของกลุ่มพันธมิตรฯนานหลายเดือนเมื่อปีที่แล้ว หญ้าที่นั้นยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะโตสมบูรณ์ใหม่



ที่บริเวณทำเนียบมีทหารจำนวนหลายร้อยนายที่มีอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนครบมือ ทหารมีท่าทีผ่อนคลายในบริเวณสนามหญ้าโดยจัดกองกำลังตั้งรับอยู่ภายในบริเวณรั้ว กลุ่มคนเสื้อแดงก็รวมตัวกันบริเวณถนนข้างนอก และบรรดาแกนนำผู้ประท้วงก็เริ่มที่จะอ่านข้อเรียกร้องของพวกเขา

แล้ว,ด้วยความปราศจากความพยายามใดๆที่จะเข้าบุกทำเนียบ,พวกเขาก็เริ่มสลายการชุมนุม รถบรรทุกสตาร์ทรถและเคลื่อนกลับออกไป รถทั้งหมดนับรวมได้สี่คันเดินทางออกไปพร้อมๆกับคลื่นฝูงชนคนเสื้อแดง

ไม่มีจุดใดเลยของการประท้วงที่มีลักษณะคุกคามและพัฒนาไปสู่การไร้การควบคุม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนเสื้อแดงไม่มีใครมีอาวุธเหมือนเช่นพันธมิตรฯที่เคยทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นจึงมีปัจจัยยั่วยุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอีกประการคือคนเสื้อแดงพยายามรักษามาตรฐานการประท้วงให้สูงไว้ด้วยการไม่บุกยึดทำเนียบแบบที่พวกพันธมิตรเคยทำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงต่อสาธารณะ

สีแดงมาแรง แดงทั้งแผ่นดิน ..... อ.ใจ ร่วมเพิ่มไฟแห่งสติปัญญา

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ Bally แปลโดย คุณ bbb
ที่มา เวบไซต์ Thai Intelligence News
1 กุมภาพันธ์ 2552

Intimidations Fails, Red Shirt Rebound Strongly - Jai Adds Intellectuaral Fire

  • You got to be there to believe it!

    About 3-40,000 Red Shirt showed up even with un-lawful government intimidation’s and actions of all types. But it wasn’t the leaders of the Red Shirt speeches that go the massive gathering roaring like lions looking for a kill, but it was a “poem” that tell of how the lower class Thais will not be put-down and treated like second class citizens anymore.

  • Jai Adds Intellectural Fire

    Added to what had always been missing from the Red Shirt, which is a sophisticated intellectual theory for their existence other than class struggle, Jai, the son of an icon of Thai liberal thinking Puey Ungpakorn, made a highly important five minutes showing on stage and quickly spelled out the direction Thai society will take-and that is Social-Democrat with a high dose of open-democracy, to which the Red Shirt roared in support.

  • Red Shirt Rebound Strongly, Remains Powerfult Political Force

    Whether or not the Red Shirt will succeed in their attempt to reach the government house and surround it, one thing is certain, the Red Shirt are back as a very powerful force in Thai politics, with the likes of Jai edging out Thaksin as the driving intellectual power of the movement. Jai is a highly popular socialist and libertarian that has a tight knit of great Thai thinkers working with him. Jai is also highly global and brings with him huge numbers of global intellectual peers.

  • Question Raised about Loyalty

    Jai is charged with lese majeste for his theory on the last military coup. Today the Red Shirt came out to say that they now support throwing out Thailand’s draconian lese majeste laws. About 1,000 people has signed petitions supporting Jai call for throwing out lese majeste. A drive at Red Shirt to support Jai is expected.

  • Better organized gathering
    Organization wise, the Red Shirt is also on a roll, with donation money coming from all over the place. There were long lines at places like a booth for people to get SMS from Red Shirt News. Satellite dish for D-TV also sold well, but there were great many demand for lower price. Books and CD on Thaksin was a hot cake, as was on Red Shirt movement and its leaders.

    Police carrying guns patrolled the area and mingled with the Red Shirt with no animosity. While Nation reported only that half of Sanam Luage was full, it was because the other half is being worked on relating to the King’s sister funeral and so was off limits. But the crowd spilled out on all side, however many complained that the sound system was so bad those further away can’t understand a word-and many were so pissed off they left cursing the organizers.
    Many bought their children along, and there were many many beautiful Red Shirt girls and womens walking in groups all over the place, with Red Shirt guys trying to make contact. There were no liquor drinking, but hawkers tried to sell beers. A great many guys wer really tough bad ass types that likely will even scare the heck even out of Yellow Shirt Guards.
  • No TV news vans or Thai reporters were seen

=========================================

  • คุณต้องอยู่ที่นั่นถึงจะเชื่อ

เสื้อแดงประมาณ 3 ถึง 4 หมื่นคน เข้าร่วมชุมนุม ถึงแม้ว่าจะมีการขมขู่และการกระทำอื่นที่มิชอบด้วยกฏหมายจากรัฐบาล แต่ไม่ใช่เพราะคำปราศรัยของผู้นำเสื้อสีแดง ที่ทำให้การรวมพลังอันยิ่งใหญ่นี้ ดังกระหึ่มเหมือนเสียงคำรามของสิงโต แต่เป็นเพราะกลอนบทหนึ่ง ที่บอกถึงการที่ชนชั้นล่างของไทยนั้น จะไม่ยอมถูกปฏิบัติเหมือนเป็นชนชั้นสองอีกต่อไป

  • อ.ใจ เพิ่มไฟแห่งสติปัญญา

และเสริมด้วยสิ่งที่โดยปกตินั้น ดูเหมือนจะขาดไปจากการชุมนุมของเสื้อแดง ก็คือหลักการซับซ้อนของการดำรงค์อยู่ของเสื้อแดง ที่นอกเหนือจากความขัดแย้งทางชนชั้น ก็คือการที่ อ. ใจ บุตรชายของนักคิดเสรีนิยม ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ปรากฏตัวบนเวที ถึงแม้ว่าจะแค่ 3 นาที แต่มีความหมายมาก เขาได้บรรยายถึงแนวทางที่ประเทศไทยควรจะเดิน นั่นก็คือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ผสมกับประชาธิปไตยแบบเปิดกว้าง ซึ่งก็ได้รับการปรบมือเห็นชอบจากผู้ชุมนุมสีแดง

  • เสื้อสีแดงตีกลับอย่างแรง และเป็นพลังทางการเมืองที่ยังมีอิทธิพลอยู่มาก

ไม่ว่าสีแดงจะสามารถที่จะเข้าไปถึงทำเนียบและปิดล้อมหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การกลับเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองของเสื้อสีแดง โดยเฉพาะจากการที่ อ. ใจ ผู้ซึ่งได้เปรียบทักษิณ ในฐานะผู้ขับเคลื่อนของขบวนการทางสติปัญญา อ.ใจเป็นนักสังคมนิยมและเสรีนิยมที่มีชื่อเสียงมาก และมีนักคิดที่มีความสามารถชาวไทยอยู่ในแวดวงที่สนิทสนมกันมาก ร่วมงานอยู่ด้วย อ.ใจ มีชื่อเสียงในนานาชาติ และมีเพื่อนที่มีความรู้จากรอบโลกอยู่มากมาย

  • มีการตั้งคำถามขึ้นเกี่ยวกับความจงรักภักดี

อ.ใจ ถูกตั้งข้อหาว่า หมิ่นฯ จากทฤษฎีที่เขาเขียนขึ้น เกี่ยวกับรัฐประหารที่แล้ว และในวันนี้ เสื้อสีแดงออกมาบอกว่า พวกเขาสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ที่เข้มงวด มีผู้เซ็นต์สนับสนุนแล้วกว่า 1000 คน และเชื่อว่า จะมีการรณรงค์เพื่อสนับสนุน อ.ใจ ในการชุมนุมเสื้อแดงต่อไป (ท่านสามารถลงชื่อโดยดูรายละเอียดได้จาก http://sites.google.com/site/prachathaiclub/Home/file-sharing - ไทยอีนิวส์)

  • การชุมนุมคราวนี้มีการเตรียมการที่ดีกว่า

การเตรียมการของเสื้อแดงคราวนี้ดีมาก โดยเฉพาะจากเงินสนับสนุนที่เข้ามาจากหลายแห่ง มีแถวยาวหน้าบู๊ท เพื่อลงทะเบียนรับข่าว SMS ของสีแดง และ จาน DTV ก็ขายดี แต่ก็มีการขอลดราคาด้วย หนังสือและ CD เกี่ยวกับทักษิณ และการเคลื่อนไหวของชาวสีแดง และผู้นำ ก็ขายดี

ตำรวจที่ถือปืนแถวนั้น ก็เข้ามาปะปนอยู่ในม๊อบ ปราศจากความเป็นปรปักษ์ ในขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น รายงานว่า มีผู้ชุมนุมครึ่งหนึ่งของพื้นที่สนามหลวง แต่จริงๆ แล้ว อีกครึ่งหนึ่ง ยังมีสิ่งของที่เกี่ยวกับงานของพระพี่นางวางอยู่ ไม่สามารถใช้พื้นที่ได้ แต่กลุ่มคนก็ล้นออกไปข้างๆ และบางคนก็บ่นว่า ระบบเสียงไม่ดีถ้าอยู่ไกล และบางคนก็กลับออกไปด้วยถ้อยคำต่อว่าผู้จัดเรื่องระบบเสียง

มีหลายคนที่เอาลูกไปด้วย และมีสาวสวยๆ มากมาย เดินเป็นกลุ่มๆ ไปมา และมีหนุ่มๆ เสื้อแดง ที่พยายามจะเข้าไปคุยด้วย ไม่มีการดื่มสุรา แต่มีคนพยายามจะขายเบียร์ และมีชายฉกรรจ์ที่ดูโหดๆ และดีไม่ดี สามารถจะทำให้การ์ดพันธมิตรสีเหลืองกลัวได้

  • ไม่เห็นมีวี่แววรถตู้ทำข่าว หรือสื่อมวลชนไทยเลย

บทความบก.ลายจุด: ตีโจทย์ "แดงทั้งแผ่นดิน"

ที่มา Thai E-News

โดย บก.ลายจุด
1 กุมภาพันธ์ 2552

Theme ของการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงของกลุ่มคนเสื้อแดง บนเวทีขึ้นข้อความว่า "แดงทั้งแผ่นดิน" ที่บริเวณรถขบวนก็ติดป้ายข้อความเดียวกัน

ประเด็นคือ แม้ว่าการชุมนุมที่สนามหลวงในครั้งนี้จะมีคนมาชุมนุมอย่างมากมาย หลายหมื่นคน แต่นั่นยังไม่อาจกล่าวได้ว่า จำนวนเป็นจำนวนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

ในขณะที่ช่องทางสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อกระแสหลัก ก็แทบไม่มีโอกาส ความหวังเดียวที่จะทำให้ "แดงทั้งแผ่นดิน" ได้นั้น จะต้องผ่านกลไก 2 กลไกสำคัญคือ

หนึ่ง...ช่องทางสื่อสีแดง ในนี้หมายถึงวิทยุชุมชน และ D-Station

สอง...การจัดตั้งสถาบันเสื้อแดง ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองของเสื้อแดง แต่ไม่ใช่พรรคการเมือง

ทั้งสองกลไก จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการศึกษาเรื่องประชาธิปไตยให้มากกว่าการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ใช้ช่องทางดังกล่าวในการจัดตั้งกลุ่มก้อนในระดับย่อยสุดคือ หมู่บ้าน

จัดตั้งกลุ่มแกนนำในพื้นที่ และให้แต่ละกลุ่มทำการหาสมาชิก และสร้างกิจกรรมที่เรียกว่า "ห้องเรียนประชาธิปไตย" โดยจะต้องมีการจัดทำหลักสูตรพื้นฐาน และนำไปจัดกระบวนการเรียนรู้ ขอเน้นย้ำว่า ไม่ใช่การสอน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการอธิบายและเผยแพร่การเรียนรู้นั้นให้กว้างขวางออกไป ให้องค์กรแห่งการเรียนรู้นี้ เป็นลักษณะกระจายอำนาจ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องส่งตรงเนื้อหามาจากส่วนกลางทั้งหมด เพราะเชื่อว่า คนที่เข้าใจประชาธิปไตยมีทุกหนแห่ง เพียงแต่ว่าส่วนกลางต้องช่วยหนุนเสริมเรื่องการจัดตั้ง และ สนับสนุนแนวทางด้านกระบวนการและหลักสูตรพื้นฐาน

การจัดตั้ง ควรมีเอกสารใบสมัครสมาชิกสถาบันเสื้อแดง คล้าย ๆ กับการรับสมัครสมาชิกพรรคการเมือง แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดลงฐานข้อมูลซึ่งจำแนกในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบาล หมู่บ้าน รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ในการติดต่อ พร้อมที่อยู่เพื่อจัดส่งเอกสารไปอย่างต่อเนื่อง

ควรให้มีการประชุมพบปะกันตั้งแต่ระดับจังหวัด เพื่อเช็คว่ามีใครอยู่ที่ไหนและเสนอแนวทางในการจัดตั้งกลุ่มย่อย หลังจากนั้นให้กลุ่มย่อยระดับหมู่บ้านไปรวบรวมผู้สนใจ แล้วจัดเวทีแบบนั่งคุยกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยอาจมีวิทยากรจากระดับจังหวัดหรืออำเภอไปปูทางให้ก่อน จากนั้นก็ดำเนินการไปได้เอง

ควรให้มีการพบปะสมาชิกสถาบันระดับหมู่บ้านทุกสัปดาห์ อาจจะใช้วันอาทิตย์(สีแดง) เป็นวันนัดหมาย นำคำถามอย่างเช่น "ประชาธิปไตยคืออะไร" แล้วให้สมาชิกได้อภิปรายกันเป็นเรื่องๆไป

ด้วยวิธีการดังกล่าว จะเป็นการขยับขยายมวลชนเสื้อแดง ในระดับปริมาณ และ คุณภาพ ทำไปต่อเนื่อง 1-2 ปี ก็จะเป็นฐานสำคัญในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเมืองไทย ถึงวันนั้นก็จะ "แดงทั้งแผ่นดิน" ตามโจทย์ที่ตั้งไว้

กลอนจักรภพ เมื่อคืน 31 มกราคม 2552

ที่มา thaifreenews

กลอนจักรภพ

เมื่อคืน 31 มกราคม 2552

..............................

ถอดความโดย...ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เขาบอกว่า อภิสิทธิ์ คือพระเอก

เพราะปลุกเสก มาแต่ไกล ให้ความหวัง

สื่อประโคม ว่าคนนี้ ดีเด่นดัง

เป็นความหวัง เรืองรอง ของคนไทย

แต่พอถาม เสื้อแดง ผู้แรงฤทธิ์

เห็นประเทศ เสียจริต ไม่สงสัย

ไร้ความดี ความงาม ความจริงใจ

ดูถูก คนไทย ทั่วแผ่นดิน

อภิสิทธิ์ มีดีบ้าง ก็ทางนี้

คือช่วยชี้ ว่าความชั่ว มันทั่วถิ่น

สกปรก รกชาติ รากแผ่นดิน

เป็นตัวแทน โจรทมิฬ กินหัวใจ

เพราะเหตุนี้ สีแดง แดงทั้งชาติ

ใครดูถูก ด่ากราด จะสวนใส่

ไม่เห็นหัว ประชาชน ปล้นดวงใจ

จึงออกมา โดยไว ทั้งแผ่นดิน

สีแดงคือ สีของ เลือดข้นข้น

ศักดิ์ศรีคน ได้สะท้อน ใช่ก้อนหิน

คนไทย ในวันนี้ มีชีวิน

ใช่ผู้อาศัย ในถิ่น แผ่นดินคุณ

เอาอภิสิทธิ์ มาแสดง ก็แจ้งชัด

ว่าอภิสัตย์ คนสั่ง มันนั่งหนุน

ประชาชน เลือกเอาไว้ ไล่หัวซุน

กลับมาหนุน คนรับใช้ ใต้บาทา

มันระบอบ อะไร ไทยวันนี้

ประชาชน คนดี ถูกไล่ฆ่า

ผู้นำที่ เขารัก ถูกหักคา

เอาไอ้บ้า มาขึ้นครอง รับของโจร

โจรชั่ว มารวมกัน วันละหนึ่ง

คนไทยซึ้ง เพราะได้เห็น มือเล่นโขน

เดี๋ยวนี้เห็น กันระนาว ออกขาวโพลน

หัวหน้าโจร ออกมาเอง ไม่เกรงใจ

สีแดงจะ เกรงใจ ทำไมเล่า

ประเทศชาติ ก็ของเรา เอาใจใส่

มันท้าทาย ประชาชน คนทำไม

ความจัญไร นี้ต้องสู้ ให้รู้กัน

ด้วยเหตุผล ให้เราแดง ทั้งแผ่นดิน

ความเกรงใจ สุดสิ้น ไม่ต้องฝัน

ความเป็นธรรม หาไม่ได้ ในสายพันธุ์

ก็ทำมัน ให้แดงฉาน ซ่านแผ่นดิน

จงจำไว้ ว่าวันนี้ เกิดมีได้

เพราะคุณรังแก คนไทย ด้วยใจหิน

เพราะคุณปล้น ประชาธิปไตย ในแผ่นดิน

และเขาสิ้น ศรัทธาทั่ว ในตัวคุณ

แดงทั้งแผ่นดิน จะบินยาว

ทั้งหนุ่มสาว เฒ่าชรา จะพาหนุน

เคยนึกว่า เมตตา แต่ทารุณ

จากพระคุณ เป็นพระเดช สังเวชใจ

ขอให้ช่วย กันแดง ทั้งแผ่นดิน

ตลอดสิ้น สังคม ให้สมสมัย

แดงคือชาติ ประชาชน คือคนไทย

ศรีศักดิ์ศรี ของหัวใจ ไร้ความกลัว

ขอให้ช่วย กันแดง ทั้งแผ่นดิน

ให้สีอื่น เขาได้ยิน กันถ้วนทั่ว

ถึงวันนี้ ขอให้รู้ กูไม่กลัว

เลิกสั่นหัว มาสว่าง อยู่อย่างไทย

---------------