WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 3, 2009

เมื่อคืนนี้ทำให้ผมรู้ว่าประชาธิปไตยจะไม่ตายไปจากประเทศนี้

ที่มา thaifreenews

เมื่อคืนนี้ทำให้ผมรู้ว่าประชาธิปไตยจะไม่มีวันตายไปจากประเทศนี้

เขียนโดนสายลมรัก

อึ้งรับประทานไปตาม ๆ กันแน่กับจำนวนเสรีชนคนรักประชาธิปไตยที่รวมพลังกันไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคนเมื่อคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่เหยียดหยามปรามาสว่า คนเสื้อแดงหมดราคาแล้ว ไร้กำลังแล้ว เพราะทักษิณประกาศถอดใจ แกนนำเสื้อแดงก็แตก ไม่มีคนจ่ายเงิน ตามข้อกล่าวหาที่ง่ายที่สุด บ่อยที่สุด และหยามเหยียดศักดิ์ศรีของความเป็นคนได้มากที่สุดเช่นกัน สื่อมวลชนหลายค่าย ทั้งสื่อแท้ สื่อเทียมหลายสำนักต่างฟันธงว่าอย่างเก่งก็แค่หมื่น เสรีชนคนเสื้อแดง ก็เป็นคนมีความรู้สึก สิ่งชี้นำเหล่านี้ย่อมกัดกร่อนจิตใจไม่มากก็น้อย รวมทั้งตัวของผมด้วยจนอดถามตัวเองว่าเราจะยกธงขาวแล้วหรือ

ยอมรับครับว่านั่งฟังวิทยุ FM 97.75 เวลาบ่ายสาม ของคลื่นปลุกระดม ได้ยินพิธีกรชายชื่อนายอมร กับผู้หญิงอีกคน ไม่รู้จักชื่อ รู้แต่เสียงแปร๊น ๆ พยายามพูดหยามเหยียด ชี้นำคนเสื้อแดงว่า หมดกำลัง ไร้ราคา อันธพาล ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ตัวเองพูดนั้นมันเป็นพฤติกรรมของม๊อบพันธมิตรที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างไม่ละอายปาก โดยได้พูดทำมาหารับประทานเรื่อง Power of love ราคา 1 พันบาท แถมมือตบ 1 อัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพณท่านสนธิไปใช้จ่ายกับสวา ๆ ที่ท่านชอบ และพรรคพวกใน ASTV ที่จังหวัดสระบุรี โดยคุยข่มเป็นรยะว่าขณะนี้เวลาบ่ายสาม สายของพันธมิตรรายงานว่าเสื้อแดงที่สนามหลวงมีไม่ถึงพันคน แล้วก็เยาะเย้ย ต่าง ๆ นา ๆ ไร้ราคา ไร้พลังมวลชนแล้ว

นาทีนั้นผมจึงจำเป็นต้องล้อหมุนก่อนกำหนด (ความตั้งใจเดิมจะเดินทางในเวลา 17.00 น.) จากบ้านพักย่านนครปฐม ไปยังสนามหลวง เพื่อดูความพ่ายแพ้ด้วยตาหลังจาก ฟังมาหลายกระแสแล้วว่า หมดเงินคงไม่มีใครมา หลังจากชุลมุนใน มธ. เนื่องจากมีการจัดคอนเสริท ทั้งสองหอประชุม (ไม่มีที่จอดรถ) เวลา 16.00 น. ผมออกมาสังเกตุการณ์ ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว
เสรีชนคนเสือแดงมีไม่มากจริง ๆ กะด้วยตาน่าจะไม่เกินสองพันคน ผมตัดสินใจเดินไปดูของที่ระลึก แถว ๆ ที่ขายของ เพื่อจะซื้อกลับบ้านสักชิ้นสองชิ้น สายตาเริ่มมองไปที่ป้ายรถเมล์

เชื่อมั้ยครับว่า รถเมล์แต่ละคันที่จอดป้ายสนามหลวงจะมีเสรีชนคนเสื้อแดง ทยอยเดินลงมาจนรถแทบว่าง เมื่อเคลื่อนออกไป รถส่วนตัวเริ่มทยอยจอดรอบ ๆ สนามหลวง เพราะไม่มีที่จอดจริง เกือบ 17.00 น.เริ่มมีคนเสื้อแดงเดินทางเข้ามาไม่ขาดสายเหมือนเม็ดฝนที่ตกลงมาให้หัวใจของเสรีชนอย่างผมชุ่มชื้นและมีกำลังใจในการต่อสู้ขึ้นมา ป้าย นปช. ทั่วสารทิศ ทุกจังหวัด ทุกเขต และเสรีชนคนเสื้อแดงที่ไม่แสดงตน ต่างทยอยเดินทางเข้าสู่สมรภูมิสนามหลวง...จากช่องว่างที่ 1 เต็มเลย ไปยังชองว่างที่ 2 และเต็มพื้นที่ไปจนถึงฝั่งจอดรถสุขา กทม. ซึ่งหากไม่เอามาตั้งกั้นไว้โน่นแหละ รับรองติดถนน ฝั่งวัดพระแก้วชัวร์

เผลอแป๊บเดียวเข้าสู่พื้นที่ตรงกลางไม่ได้แล้ว ก็ได้อาศัย เต๊นนักรบไซเบอร์ ที่ตั้งเรียงเป็นฐานบัญชาการไว้ได้แก่ แคมฟอรก ราชดำเนิน ปราบกบฏพันทิปราชดำเนิน และ Thaifreenews.com ซึ่งตั้งอยู่ในเต๊นท์เดียวกัน เพราะไม่แน่ใจว่าคืนนี้จะโดนอะไรบ้าง เนื่องจากมีการปล่อยข่าวหลายกระแสเหลือเกิน ปรากฏว่าเจอจริง ๆ ครับคืนนั้นกลุ่ม แคมฟอรก
ราชดำเนินไมรู้แกขนอะไรนักหนา หมี่ซั่ว น้ำดื่ม ขนมเค๊ก ผลไม้ ฯลฯ มาแจกชนิดที่ว่าถ้าผมกลับไปขนครอบครัวที่บ้านมากินยังไม่หมดเลยครับ ผมขอถือโอกาสขอบคุณในน้ำใจไมตรีของนักรบไซเบอร์กลุ่มหนึ่งของเรามา ณ โอกาสนี้

เวลาผ่านไป..จนค่ำ มวลชนที่เข้าสู่พื้นที่ใจกลางสนามหลวงไม่ได้ ก็เริ่มบานออกข้าง ๆ แทน เนื่องจากนั่งอยู่หลัง ๆ ไม่ค่อยได้ยินเสียงบนเวที (ซึ่งผมขอตำหนิมา ณ ที่นี้ ว่าเครื่องเสียงคุณภาพไม่ดีพอ เพราะแถวหลัง ๆ จะไม่ค่อยได้ยินเสียง) เริ่มออกมานั่งปูเสื่อข้างเต๊นท์ ออกไปจนถึงถนนรอบสนามหลวงเรา

22.00 น. พวกเราก็ได้รับสัญญาณจากแกนนำบนเวทีว่า เราจะเดินเท้าไปทำเนียบ..พร้อมกับบนเวทีได้ขอสัญญาหัวใจชาวเสื้อแดงไว้ว่า(คุณวีระ)

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นคืนนี้ เราเสื้อแดงจะสันติอหิงสา

เราจะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลในคืนนี้ด้วยหัวใจแน่วแน่ อย่างสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ

เสรีชน..กลุ่มคนไซเบอร์เริ่มประชุมกันบอกว่าเราอยู่ขบวนหลังสุดดีกว่า สงสัยกลัวแกสน้ำตา (ฮา) เพราะจะมีรถ 6 ล้อ 6 คันขับเคลื่อนกันไปช้า ๆ ก็เลยยืนรอให้จัดทัพกันอยู่ทีเตนท์ แล้วรอให้ทัพแดงในสนามหลวงเดินทางออกก่อน โดยมีกองทัพแดงที่เอารถส่วนตัวที่จอดไว้ ทั้งกลุ่มฮาร์เลย์ รถเก๋ง รถแท๊กซี่ ฯลฯ เคลื่อนตัวออกเป็นทัพหน้า กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษคือ พ่อค้าแม่ค้า ที่เคลื่อนที่ออกไปก่อน เพื่อไปรอดักลูกค้าข้างหน้า...ชนิดที่ว่าเป็นชิงไหวชิงพริบกันทุกนาที (ฮา)

จนคนเริ่มบางตา ไซเบอร์สีแดงเกือบ 30 รวมทั้งตัวผมก็เกาะกลุ่มกันไปโดยบอกว่าให้มาร์คไปที่น้องหมวกคาวบอยสีขาว หากหลง (ฮา) เดินไปยังทำเนียบรัฐบาลหันมามองพี่น้องของเรา มีอยู่ 1 ท่าน ขาเสีย ท่านต้องใช้ไม้เท้า ผมถามท่านว่าจะเดินหรือ ด้วยความเป็นห่วง (กะว่าจะฝากไปกับรถคันใดคันหนึ่ง)ท่านบอกว่าไม่เป็นไรครับผมทนได้ ผมอยากเดินกับพี่น้องของเรามากกว่า อึ้งเป็นครั้งที่สองครับ หัวใจครับ งานนี้หัวใจล้วน ๆ

ขบวนเริ่มเคลื่อนออกจากสนามหลวง โดยมีพี่น้องตำรวจ ออกมาอำนายความสะดวกได้อย่างไม่มีที่ติ ผ่านถนนราชดำเนิน ท่ามกลาง รถที่ติดอยู่ในถนนฝั่งตรงข้ามยาวเหยียด ไปเรื่อย ๆ มุ่งสู่ทำเนียบ ผมหันไปมองข้างหลังซึ่งเห็นได้แค่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ตอนนั้นอยู่หน้าหอศิลป ฝั่งตรงข้ามวัดราชนัดดา) ยังไม่เห็นปลายแถวของท้ายขบวน ซึ่งก็ยัง งง ว่าเรากะอยู่ท้ายสุด ทำไมยังไม่เห็นปลายขบวนเลย

พวกเราเดิน ๆ ๆ ไปด้วยรอยยิ้ม ผ่านถนนราชดำเนินหัวใจมุ่งมั่นไปยังทำเนียบโดยไม่มีด่านสกัด ท่ามกลางคนเสื้อแดงที่ไม่ได้ร่วมชุมนุมแถว ๆนั้นออกมายินให้กำลังใจริมถนนทั้งสองฝั่ง บางท่านนุ่งขาสั้นออกมายืนโบกเท้าตบ บางท่านจับกลุ่มมายืนตบมือให้กำลังใจ บางท่านวิ่งไปเอากล้องมาถ่ายรูปพวกเราเพื่อเก็บบรรยากาศ พร้อมชู 2 นิ้วให้กำลังใจพวกเราให้ได้รับชัยชนะ

พอมาถึงแยกเกือบถึงหน้า UN เราก็รู้ว่ากลุ่มข้างหน้าติดด่าน แกนนำจึงตัดสินใจให้เราเลี้ยวขวาอ้อมไปข้างหลังแทน ตอนนี้บรรยากาศน่ารักมาก ๆ รถที่ติดอยู่แถวนั้น ลดกระจบตบมือ ส่งรอยยิ้ม.แท๊กซี่บางคัน เอาธง ขึ้นมาโบกทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีผู้โดยสาร และที่ผมประหลาดใจคือ มีรถเก๋งปาเจโรสีดำ คันหนึ่ง พยายามวิ่งเข้ามาใกล้ ๆ แถวเดินของพวกเรา (แบบระแวงว่าน่าจะโกรธที่พวกเราทำให้รถติด) พอถึงระยะประชิด ก็ลดกระจกลง เป็นผู้ชายขับ ผุ้หญิงนั่งข้าง เธอโผล่ออกมาเลยครับครึ่งตัว พร้อมกับอาวุธ โบกสบัด (ตีนตบ) ตะโกนว่าแดง สู้ ๆ พวกเราสู้ อย่ายอมแพ้

อื้อหือ ทีนี้ เกิดศึกดวลตีนตบกันเลยครับ พวกเราที่เดินอยู่ต่างสะบัด ตีนตบ หัวใจ ตบ ส่งรอยยิ้มให้แก่สาวคนนั้น ด้วยความปลื้ม.......

พอถึงสนามม้า ขบวนเจอตำรวจอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้นับหรอก พวกเราก็เดินเลี้ยวซ้ายไปบรรจบกับกองทัพแดงส่วนหน้า...ที่มาถึงพวกเราก่อนแล้วที่หน้าทำเนียบ ท่ามกลางรถตำรวจสองคันที่เอามาขวางไว้ที่หน้าสะพานขบวนเราชะงัก..แกนนำในรถคันที่ 5 -6 ร้องขอให้เรานั่งลง

ผมนั่งทันทีเลยเพราะเมื่อย (ฮา) พี่เจี้ยบ ของพันทิปตะโกนแซวว่ายิงมาเลย แก๊สน้ำตา เจ๊จะหนีบ ดูสิแผลจะเหมือนวีรสตรีหรือเป่า (ฮา..มากกว่า)

แต่ขางหลังยาวเหยียดยังไม่นั่งเพราะไม่ได้ยิน...ผ่านไปซักสิบนาทีจึงเริ่มทยอยนั่งลง น้องสาลี จากกลุ่มปราบกบฏเริ่มซื้อเสบียงแจก ๆ ไอติม ครับพี่น้อง จากท่อน้ำเลี้ยงส่วนตัว ผมหันไปมองพี่ที่ขาเสีย เขาไม่นั่ง เพราะนั่งแล้วจะลุกอีกยากมาก บอกว่านั่งเหอะ พวกเราจะประคอง

พี่เขาบอกว่า ไม่เป็นไรครับ ผมทนได้ เพื่อประชาธิปไตยแท้จริง เรื่องนี้เล็กน้อย..


หลังจากเจรจาแป็บเดียวตำรวจเอารถออก พี่น้องเราบางส่วนพร้อมประชิดทำเนียบ หากต้องมีการปีน ท่ามกลางเสียงของคุณวีระบอกว่า อย่าทำแบบนั้นเป็นอันขาดเรามาอย่าสันติ พวกเราไม่ใช่อันธพาล อย่าเอาตัวอย่างเลว ๆ ที่พวกเขาทำมาใช้ เราจะเจรจาอย่างเดียว

ในระหว่างที่นั่งรอตำรวจเปิดทาง ก็มีสตรีแดงผู้หนึ่งเดินถือโทรศัพท์ มาถามผม ว่า น้อง ๆ ปั้ม ESSO อยู่ไหนเพื่อนพี่ตามมาขบวนหลังบอกท้ายติดอยู่ตรงนั้น พี่จะไปหาเพื่อน (เธอมาขบวนแรก) ผมหันไปมองที่แยก ซึงไกลมาก บอกไปว่าพี่เดินไปสุดแยกตรงสนามม้าแล้วเลี้ยวขวา

ปั้มน้ำมันอยู่ทางขวามือ แต่ไกลนะ เธอก็อึ้ง ๆ บอกไม่ไหวรออยู่ตรงนี้ดีกว่า ผมเลยถามว่า ขบวนหน้าหละคนมากไหม เธอบอกว่านั่งเต็มพื้นที่จนล้อมทำเนียบไว้ได้หมดเลย

คนมากจริง ๆ เรานั่งรอการเจรจา จนเจ้าหน้าที่ยอมให้เสรีชนบางส่วน ทั้งแกนนำ (คุณวีระ) เข้าไปอ่านแถลงการณ์ 3 ข้อ ในทำเนียบจนแล้วเสร็จ แกนนำก็ประกาศสลายตัว เพราะหากต้านรับรองพังแน่ ๆ คนเยอะขนาดนั้นให้ทหารมาอีกสองกองพลก็เอาไม่อยู่

พวกเราตัดสินใจกลับบ้าน โดยเดินย้อนออกมาอีกทางหนึ่ง ออกมาทางวัดเบญจมบพิตร..มา

รอรถแท็กซี่ ในระหว่างนั้นเจอเหตุการณ์สำคัญ คือทหารยืนเรียงเป็นแถวพร้อมชุดปราบจลาจลและโล่ เรียงกันอยู่บนสะพาน..เสรีชนเดินผ่าน ๆ ไปเมียงมอง พร้อมรอยยิ้มให้ ปรากฏว่าผู้คุมหน่วย น่าจะเป็นนายสิบสองนาย เห็นมีวิทยุสนามหลัง หันมาชักอาวุธ เล็งไปที่รถแท๊กซี่คันหนึ่ง ที่เสื้อแดงเหมาแท็กซี่ กำลังขับออกไปอาวุธที่นายสิบทั้งสอง ยิงเข้าใส่คือ กล้องถ่ายรูปครับ พ่อเจ้าประคุณ มีการบอกให้ Action สวย ๆ สาว ๆเสื้อแดงในรถ ก็ใช่ย่อย ชูสองนิ้ว ลดกระจก ยิ้มสู้กล้อง พร้อมกับคนที่เดินอยู่ก็เข้าไปถ่ายรูปกับน้อง ๆ ทหารที่เขาสั่งให้มาปราบ แบบพี่น้องกัน ผมหันไปเห็นน้องทหารคนหนึ่งกำลังหาว บอกว่าพี่ขอโทษนะน้องเหนื่อยหน่อยคืนนี้ น้องมันยิ้มบอกไม่เป็นไรครับพี่ พวกพี่น่ารักกันทุกคน พวกเราไม่เหนื่อยเลย..

บรรยากาศระหว่างผู้ประท้วง กับผู้ต้องสกัด เมื่อคืนนี้ มันบอกไม่ถูกเลยนะ ว่ามันเครียด หรือมีแต่รอยยิ้ม มันดีกว่าบางกลุ่มบางพวกเยอะเลย ไม่ต้องเอาด้ามธง มาไล่ทิ่มพุงกะทิกัน ไม่ต้องแยกเขี้ยวใส่กันผมว่านะ ทหาร ตำรวจ เมื่อคืนนี้ หัวใจสีแดงไม่น้อยเลย

เวลาเราจะเข้าเราก็บอกพวกเขาดี ๆ เขาก็เปิดทางให้

สัญญาก็เป็นสัญญา พวกเขาก็ไม่เดือดร้อน

ม๊อบไพร่นี่มันพูดจากันง่าย อิบเป๋งเลย

ตัดมาที่ยืนรอรถ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ตามคาดไม่มีรถ เพราะซับพลายไม่ดุลยภาพกับดีมาน เสรีชนเริ่มมองหน้ากันเลิกลั่ก เริ่มนโยบายเจรจา ทางเดียวกันไปด้วยกัน ตอนนั้นมันตี 1 แล้ว

เรารอกับพี่แกมากับสามี รวมเป็น 6 คนก็มีรถปิคอัพปราดเข้ามาจอด บอกขึ้นมาเลยไปหารถแถวสนามหลวง (แกแดงแจ๋ในขบวนเหมือนกัน) เราก็เลยพร้อมใจกันขอไปด้วย มาลงที่สนามหลวง พร้อมหารถแท๊กซี่แยกย้ายกันกลับบ้าน ผมถึงบ้านตีสองยี่สิบพอดี


ขอบคุณอีกครั้งครับ สำหรับบรรยากาศดี ๆ

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับจิตใจคนเสื้อแดง

ขอบคุณครับ สำหรับน้ำจิตน้ำใจ และความปราถนาดี การเข้าร่วมต่อสู้แสดงออกถึงหัวใจของเสรีชนทุกคน

ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่เราต้องการคงไม่ไกลเกินกว่าที่เราหวัง

วันนี้ทุกหยาดเหงื่อที่ท่านเสียสละได้จารึกลงในประวัติศาสตร์การต่อสู้ครั้งสำคัญของคนในชาติแล้ว

ด้วยจิตคาราวะ

จากหยดน้ำเล็ก ๆ หยดหนึ่ง ในแม่น้ำสายประชาธิปไตยเมื่อคืนนี้

Monday, February 2, 2009

สัมภาษณ์ รศ. ใจ อึ้งภากร ที่ท้องสนามหลวงวันที่ 31/1/2552

ที่มา cbnpress

เพื่อไทยพบประชาชน ดีเดย์วาเลนไทน์แฉปมใหม่

ที่มา ข่าวสด

สังคมการเมือง



... การวัดกำลังคนเสื้อแดงที่เคลื่อนขบวนปิดล้อมทำเนียบเมื่อคืนวันเสาร์ ไร้การปะทะหรือเหตุนองเลือด ทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ และนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ติดประชุมอยู่ที่สวิส ได้ยินข้อเรียกร้องของม็อบก็ประกาศเมินโดยไม่ต้องคิด อ้างแค่เรื่องเดิมๆ ทรรศนะต่าง

เครือข่ายนายใหญ่ไม่หยุดแค่นี้แน่

... ได้ใจจากวีรกรรมขุดคุ้ยเรื่องเหม็นๆ ในครม. พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย คุยโวจะเดินหน้าแฉต่อ บอกใบ้ว่าเรื่องต่อไปดีกรีความเด็ดไม่แพ้ 2 เรื่องที่แล้ว เกี่ยวกับการครอบครองที่ดินแถวเมืองคอนของคนหน้าตาดี ถือฤกษ์เทศกาลแห่งความรักเปิดโปงหมดเปลือก

เด็ดสมราคาคุยรึเปล่า ต้องติดตาม!!

... ขุดจิกรัฐบาลจนหนำใจ พรรคเพื่อไทยเล็งทำงานในพื้นที่ต่อ เปิดศูนย์ประสานงานส.ส.ทั่วประเทศ 187 แห่ง เท่ากับยอดส.ส.ของพรรค ตามโครงการ "เพื่อไทยพบประชาชน" พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนปัญหาปากท้องที่ตู้ปณ.222 และเว็บไซต์ www.ptp.or.th

ระวังจะมีแต่คู่กรณีเข้าไปป่วน

... วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นฝ่ายค้านดิบสมยุค ช่วงเกิด สุริยุปราคามีประชุมสภาพอดี เห็นส.ส.รัฐบาลแห่มาดูก็ตะโกนแซวให้ไปชะโงกดูในน้ำ จะเห็นเป็นดวงมืดๆ จากพิษปลาป๋องและเงินแนบนามบัตร แขวะต่อปลาป๋องไม่ได้เน่า ที่จริงคือปลาร้ากระป๋องเพราะรมต.สั่งตรงจากอีสาน

ไม่เหลือเค้าอดีตรมว.วัฒนธรรมเลยแฮะ

... ก่อนประเด็นฉาวของมท. บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แพลมออกมา 2 กกต. คือ สดศรี สัตยธรรม กับ สมชัย จึงประเสริฐ มีคิวพบปะเยี่ยมเยียนกกต.โคราช ซึ่งเป็นโปรแกรมล่วงหน้า พอถึงวันลงพื้นที่จริงเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากบรรลุภารกิจแล้วยังได้ข้อมูลฮอตติดมือมาด้วย

เก้าอี้มท.2 นั่งไม่เป็นสุขแล้ว

... ไอเดียนำเงินกองทุนประกันสังคม 1 พันล้านซื้อข้าวสารแจกผู้ประกันตนคนละถุง โดนสวดยับจนรมต. ไพฑูรย์ แก้วทอง สั่งพับโครงการ ล่าสุดบอร์ดสปส.เปิดประเด็นใหม่ให้สังคมจวกกันต่อ เมื่อเตรียมทุ่มงบ 20 ล้าน ปรับปรุงเว็บไซต์และจัดคอนเสิร์ต สวนกระแสคนตกงาน

สั่งสำลีอุดหูรอได้เลย

อย่า 2 มาตรฐาน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน



นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่กำกับดูทั้งทหารและตำรวจ แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวกับม็อบเสื้อแดงว่าถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องจับกุมดำเนินคดีไม่มีเว้น

นายสุเทพยังคาดโทษตำรวจด้วยว่าถ้าไม่ดำเนินการถือว่าละเว้นต่อหน้าที่ และยังกำชับด้วยว่าถ้าเอาไม่อยู่ให้ประสานกับฝ่ายทหาร

นั่นหมายความว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์วิตกกังวลว่าม็อบเสื้อแดง จะใช้วิธีแบบเดียวกับม็อบมีเส้น เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี

น่าตกใจอย่างมาก ก็ตรงที่นายสุเทพตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่ไม่จัดการกับม็อบพันธมิตร ที่กระทำการอุกอาจถึงขั้นยึดสนามบินว่าให้ไปถามรัฐบาลของพวกเขา ตอนนี้เป็นรัฐบาลของตน ตนก็มีวิธีการดำเนินการของตัวเอง

ตกลงพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับแล้วใช่ไหมว่ากลุ่มเสื้อแดง เป็นกลุ่มอื่น ที่ไม่ใช่ประชาชนของรัฐบาลนี้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่มีอาการหวาดผวากับวิทยุชุมชนในขณะนี้ ถึงขนาดระบุว่าถ้ามีการเข้าไปยึดทำเนียบก็จะมีความผิดฐานกบฏ

หากย้อนกลับไปถึงกรณีม็อบเสื้อเหลือง กลับมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปสนับสนุนให้กำลังใจอย่างเอิกเกริก

บางคนถึงขนาดบริจาคเงินสนับสนุนก็มี

หลายคนกินอยู่ในม็อบ

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายประพันธ์ คูณมี แม้แต่นายกษิต ภิรมย์ก็ขาประจำทั้งนั้น

แถมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเอง ก็เคยพาแกนนำเข้าไปจับไม้จับมือ

ยิ่งกรณีการบุกยึดสนามบิน ซึ่งไม่มีใครในโลกเขาทำกัน

นักการเมืองอาวุโสอย่างนายถวิล ไพรสณฑ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร ยังแก้ต่างแทนว่ากระทำได้ เพื่อบีบให้รัฐบาลลาออก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแกนนำม็อบเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพันธมิตร เชื่อว่าจะไม่เอาแบบที่พันธมิตรทำ

ไม่เช่นนั้นจะเข้าทำนองว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

สิ่งที่สำคัญต้องควบคุมมวลชนที่เข้าร่วมให้ได้ เพราะเชื่อว่าแต่ละคนเก็บกด อารมณ์ค้างกับม็อบเสื้อเหลืองมาทั้งนั้น

สำหรับรัฐบาล เมื่อนายสุเทพแสดงท่าทีแข็งกร้าว กดดันเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนขนาดนี้

จะมีเหตุการณ์ลุยตีม็อบเขื่อนสิรินธร ปล่อยหมากัด

หรือจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แบบเดียวกับกรณีชาวนาที่กำแพงเพชรหรือไม่

'เทพเทือก'ยืนยันขอสู้กกต.ถึงฎีกา

ที่มา เดลินิวส์

มั่นใจทำบุญไม่น่าผิด ก.ม.สุเมธปฏิเสธอุ้มคดีบุญจง

"เทพเทือก"ลั่นขอสู้ กกต.ถึงฎีกา มั่นใจไปทำบุญวันสงกรานต์ไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แจงเลิกแจกทุนการศึกษามานานแล้ว นายกฯอภิสิทธิ์ ยึด 9 กฎเหล็กจัดการ รมต.มีปัญหา ขณะที่กกต.เต้น “สุเมธ” ปฏิเสธอุ้มคดี “บุญจง” ฝ่ายเลขาฯกกต.ยอมรับสะสางคดีอืด เปลี่ยนถ่ายงานยังไม่ดีขึ้น รับไปแก้ไข โอดตกเป็นเป้าดึงไปถล่มทุกคราวยามการเมืองขัดแย้ง “เพื่อไทย” ปักธงตรวจสอบ กกต. พร้อมจองอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 รมต.ฉาว “สุรพงษ์” เรียกร้องรัฐบาลยุบสภา “พร้อมพงศ์” ขู่ลากไส้แก๊งปลากระป๋องเน่า ระบุ “เจ๊ บ.” กร่างคับกระทรวง นายกฯจ้อเข้าประชุมดาวอส เชื่อมั่นกู้ภาพลักษณ์สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนไหลเข้า ไทยกลับคืนได้ ให้มั่นใจประเทศมีเงินพอใช้ไม่ฝืดเคือง ส่วน “เพื่อไทย” ห่วงต้องกู้เงินนอกเข้ามาใช้

แจงไปทำบุญวันสงกรานต์

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุจะดำเนินคดีอาญากับตนฐานเป็นเหตุจูงใจในการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งนายกอบจ.สุราษฎร์ธานีว่า เป็นเรื่องเก่าก่อนที่จะจัดตั้งรัฐบาลนี้ ซึ่งกกต.มีคำวินิจฉัยออกมาเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนก็มีเพียงในฐานะที่เป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานี ไปร่วมงานสงกรานต์ที่ อ.เกาะสมุย โดยมี ส.ส. อีก 2 คนคือ นายชุมพล กาญจนะ และนายประพนธ์ นิลวัชรมณี ไปด้วย หลังร่วมทำบุญตนได้แจกผ้าขนหนูที่มีชื่อของ ส.ส.ทั้ง 3 คน ให้กับผู้ใหญ่ร้อยกว่าคนจากนั้นก็เดินทางกลับ ไม่มีการปราศรัยทางการเมืองใด ๆ เพียงแต่อวยพรสงกรานต์ปีใหม่ไทยเท่านั้น

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ต่อมามีคนไปร้องเรียนว่า นายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายของตนซึ่งลงรับสมัครนายกอบจ.สุราษฎร์ธานี และกล่าวหามาถึงตนว่าการที่ไปร่วมงานทำบุญดังกล่าวทำให้มีผลได้ผลเสียต่อคะแนนของน้องชายตน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เหตุเกิดที่ อ.เกาะสมุย ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของสุราษฎร์ฯต้องใช้เวลา เดินทางทางเรือ 2 ชั่วโมง ซึ่งนายธานีน้องของตนก็ไม่ได้เดินทางไปร่วมงานนี้ด้วย

เลิกแจกทุนให้ นร.นานแล้ว

“ส่วนเรื่องการแจกทุนการศึกษาเข้าใจว่าเขาจะฟังมาผิด มันจึงเป็นข้อหาที่ผิดเพราะผมไม่เคยไปแจกทุนการศึกษาที่เกาะสมุยเลย ที่ ไหนก็ไม่ได้แจก เพราะเรื่องนี้ระวังอยู่แล้ว เนื่องจากตอนหลังมีกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นออกมา จากเมื่อก่อนที่ผมเคยแจกทุนการศึกษาส่วนตัวส่งให้เด็ก ๆ เรียนปีละ 48 คน มาช่วงหลังก็ไม่ได้ให้ใครเลยเพราะกฎหมายห้ามไว้ว่า คนเป็น ส.ส.ให้เงินใครเกิน 3 พันบาทไม่ได้ ต้องระวัง” นายสุเทพ กล่าว

รองนายกฯ ยังระบุอีกว่า เรื่องการแจกทุนการศึกษา เป็นเรื่องที่น้องชายของตนให้ทุนการศึกษากับเด็กในนามของนายกอบจ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงที่เขาเป็นนายกอบจ.อยู่ ซึ่งเรื่องนี้ทางอนุกรรมการสอบสวนของกกต.ก็ยกคำร้องเรียนนี้ไปแล้ว เข้าใจว่าการให้ข่าวของกกต.คงจะสับสน แต่เรื่องนี้ไม่มีผลกระทบอะไรกับผมใน ระยะนี้ เพราะกกต.ต้องสรุปสำนวนใบเหลืองกับน้องชายของผมยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ก่อน

“เทพเทือก”ขอสู้กกต.ถึงฎีกา

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ถ้าศาลมีคำพิพากษาให้ใบเหลืองกับน้องชายตน โดยต้องมีการเลือกตั้งนายก อบจ.ใหม่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อถึงตอนนั้นกกต.ค่อยมาตั้งเรื่องการดำเนินคดีอาญากับตนในข้อหาทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ ซึ่งตนจะสู้คดีถึง 3 ศาล จนถึงชั้นฎีกา ทั้งนี้ หาก กกต.ชี้มูลแล้วตนก็จะไม่ลาออกเพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมืองที่พิสดารขนาดนั้น เพราะเป็นเรื่องไปทำบุญตามประเพณี ไม่ได้ไปทำ ผิดกฎหมายอะไร หรือไปฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ ได้ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอะไร และยังเป็นปัญหาที่ต้องตีความกันอีกว่า การไปทำบุญตาม ประเพณีมันผิดหรือไม่อย่างไร และตนไม่หนักใจในเรื่องนี้

นายสุเทพ กล่าวว่า ตนได้ชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อคืนวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนายกฯก็เข้าใจ แต่ยอมรับว่าต่อจากนี้ก็ต้องระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้ยกเรื่องของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ว่าทำผิดเช่นเดียวกับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และอาจมีผลถึงยุบพรรคภูมิใจไทย นายสุเทพ ตอบว่า ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพิ่งจะทราบจากข่าวเมื่อเช้านี้เอง และไม่ทราบรายละเอียดอะไร จึงไม่อยากวิจารณ์อะไรไปก่อน

ปัดหาคนเสียบแทน“วิฑูรย์”

นายสุเทพ ยังกล่าวถึงการแจกปลากระป๋องหมดอายุของนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว. การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า พวกตนตระหนักดีว่ากระทบกับความรู้สึกจริง ๆ ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่นายกฯเดินทางไปที่สวิต เซอร์แลนด์ จึงคิดว่าจะมาคุยเรื่องนี้ประมาณ วันที่ 2-3 ก.พ.นี้ โดยตนจะไม่ปกป้องคนผิด แม้แต่ตนเอง เพราะตั้งความหวังไว้ว่าเราจะต้องเป็นรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประชาชนให้ได้ ดังนั้นอะไรที่ต้องเสียสละก็ต้องทำ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีการเตรียมรายชื่อผู้เหมาะสมเป็นรัฐมนตรีไว้แต่อย่างใด อย่าไปคิดข้ามช็อต ตนม่มีการเตรียมรายชื่ออะไรไว้จนกว่าจะได้ข้อสรุป มาพูดกันอย่างนี้ตอนนี้นายวิฑูรย์ คงนอนฝันร้าย ไปแล้ว

นายกฯยึด9กฎเหล็กคุมรมต.

ที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ เวลา 15.25 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ครั้งที่ 39 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถึงการที่เคยระบุว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 วันภายหลังกลับจากเมืองดาวอส ในการจัดการ ปัญหากรณีความไม่โปร่งใสในการแจกถุงยังชีพของนายวิฑูรย์ และการแจกเงินพร้อมแนบนามบัตรของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่ จ.นครราชสีมาว่า เมื่อครบเวลาแล้วตนจะเรียนให้ทราบ โดยตนจะยึดประโยชน์ของส่วนรวมและหลักมาตรฐาน 9 ข้อเป็นหลัก

นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต.ชี้มูลว่านายสุเทพมีความผิดจากการแจกทุนการศึกษาในช่วงการเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ที่นายธานี เทือกสุบรรณ ลงสมัคร และเตรียมส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า ทราบว่ามีการร้องเรียนในช่วงเลือกตั้งนายก อบจ. ถ้าเข้าใจไม่ผิดเป็นการร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ แต่กระบวนการต้องขึ้นอยู่กับศาลอุทธรณ์ ตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าข้อยุติในส่วนของศาลอุทธรณ์และการดำเนินงานในกระบวนการทางอาญาจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อถามว่า นายสุเทพยังไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าว ว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรต้องรอให้ทุกอย่างเดินไปให้มีความชัดเจนก่อน

“สุเมธ”ปัดกระเตง“บุญจง”

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่กกต.เคยมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจงว่า ตนจำไม่ได้ว่า กกต.เคยมีมติดังกล่าวไปว่าอย่างไร และยังจำไม่ได้ว่าตนเองเคยให้ใบแดงกับนายบุญจงหรือไม่ เพราะเวลาวินิจฉัยตนไม่ได้สนใจชื่อผู้ถูกร้องมากนัก และไม่ได้ดูว่าใครสังกัดพรรคไหน อีกทั้งตอนกกต.วินิจฉัยสำนวนของนายบุญจงนั้น นายบุญจงเป็นผู้สมัครที่สอบตกจึงไม่ให้ความสนใจ และไม่คิดว่านายบุญจงจะได้มาเป็นรัฐมนตรีในอนาคต ทั้งนี้ ยืนยันว่ากกต.ไม่ได้อุ้มนายบุญจงตามที่เป็นข่าวอย่างแน่นอน

ส่วนข้อกล่าวหาว่า กกต.ดองเรื่องนี้ไว้ทั้ง ๆ ที่ กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจงตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2551 นั้น ขอเรียนว่าในขณะนั้นเรื่องดังกล่าวอยู่ที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน และช่วงเวลาดังกล่าวมีเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้การทำสำนวนต่าง ๆ ล่าช้า กระทั่งเดือน ก.ย. 2551 กกต.มีคำสั่งแต่งตั้งสำนักวินิจฉัยและคดีขึ้นมา ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้ตนเป็นผู้ควบคุมสำนักดังกล่าว โดยโอนสำนวนที่ค้างอยู่ในสำนักสืบสวนสอบสวน มาให้สำนักวินิจฉัยและคดีเป็นผู้ดูแลแทน ทั้งนี้จะเร่งรัดดำเนินการโดยเร็ว

กกต.ยอมรับสะสางคดีล่าช้า

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงมติ กกต.ให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง แต่กลับล่าช้าในการแจ้งข้อกล่าวหาที่มีความผิดตาม มาตรา 53 ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มา ซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 ว่า ก่อนหน้านั้นฝ่ายสืบสวนสอบสวนก็มีร่างคำวินิจฉัยสำนวนเลือกตั้งท้องถิ่นจำนวนมาก ทำให้เกิดความล่าช้า กกต. จึงตั้งสำนักวินิจฉัยและคดีขึ้นมาเมื่อเดือน ก.ย. 2551 ก็เพื่อให้การจัดทำคำวินิจฉัยส่งศาลมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น แต่ตั้งขึ้นมาแล้วก็ยังพบว่ามีปัญหาอยู่ก็ต้องหาทางปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น

นายสุทธิพล กล่าวว่า การที่สื่อบอกว่า กกต.มี 2 เสียงให้ใบแดงนายบุญจงนั้น ที่ตนชี้แจงก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงได้รับรายงานเข้ามา ยังไม่เห็นเอกสารมติดังกล่าวเลย และตนก็ทราบมาว่ากกต.ได้มีมติเอกฉันท์ให้ดำเนินคดีอาญานายบุญจงด้วย แต่ก็เข้าใจว่าอาจมี 2 เสียงของ กกต.ตามที่เป็นข่าวที่ยังให้ใบแดงนายบุญจงไปพร้อมกัน

โอดตกเป็นเป้าถล่มตลอด

นายสุทธิพล กล่าวถึงกรณีของนายสุเทพถูกแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีอาญานั้นเป็นเพียงกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ใช่การทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเข้าตามมาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญประกอบกับมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีผลถึงขั้นยุบพรรคการเมืองได้ เพราะกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นต่างกันใช้กับส.ส.ไม่ได้ ซึ่งนายสุเทพถูกข้อหาตามมาตรา 57 ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นและกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้เขียนให้เป็นผลเชื่อมโยงจนพรรคถูกยุบได้ การจะยุบพรรคได้ต้องทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้งส.ส.เท่านั้น ทั้งนี้นายสุเทพยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และยังต้องสู้กันต่อไปในกระบวนการหากศาลยืนตามมติ กกต.

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านและกลุ่มเสื้อแดงจะหยิบยกกรณีกกต.ดำเนินคดีอาญานายบุญจงล่าช้าขึ้นมาตรวจสอบ นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต.เป็นองค์กรอิสระที่ให้คุณให้โทษกับนักการเมือง เมื่อใดที่กกต.ไม่ให้โทษ กกต.ก็จะเพลี่ยงพล้ำทุกครั้ง ทุกยุคเมื่อเกิดปัญหาข้อโต้แย้งขึ้นมากกต.ก็ จะถูกลากเข้าไปให้ถูกตรวจสอบเสมอ

โฆษกมท.เชื่อกลการเมือง

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายบุญจงแจกเงินพร้อมแนบนามบัตรว่า ขอแสดงความเห็นในฐานะข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ตนเห็นว่าตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย นายบุญจงก็มีความใส่ใจในการปฏิบัติหน้าที่และการบริหารราชการเป็นอย่างดี แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นประเด็นทางการเมืองไปหมด เท่าที่ทราบการแจกของให้กับประชาชนวันนั้นก็อยู่ในสายตาข้าราชการและหลายฝ่าย โดยมีการประกาศให้ทุกส่วนรับรู้

โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ของที่แจกมีการแยกออกเป็นส่วน ไม่ได้นำนามบัตรแนบไปกับของที่แจกแต่อย่างใด ซึ่งคนที่แจกนามบัตรเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ตัวนายบุญจงแจกเอง ตนเห็นว่าไม่ควรมีการนำการเมืองมาพัวพันในทุกเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนผู้ยากไร้ ถ้ามองเป็นประเด็นการเมืองทุกเรื่องก็จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนในอนาคตเกิดปัญหา เพราะต้องพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ สุดท้ายแล้วผลกระทบจะตกอยู่ที่ประชาชนที่ขาดโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือ

พท.เดินหน้าตรวจสอบกกต.

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร และ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องดำเนินการตรวจสอบเรื่องการดองคดีของนายบุญจงและนายสุเทพในเรื่องนี้อย่างแน่นอน โดยการสัมมนาส.ส.ของพรรควันที่ 2 ก.พ.นี้ ตนจะหยิบยกเรื่องนี้เข้าหารือ ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าถ้ากกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญา ย่อมหมายความว่า กกต.ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลทั้ง 2 กระทำความผิดตามกฎหมายจริง จะต้องมีมติว่าจะเป็นอย่างไร จะให้ใบเหลือง ใบแดง หรือใบขาว แต่กรณีนี้ไม่ปรากฏมติเช่นนั้นมีเพียงให้ดำเนินคดีอาญาเท่านั้นซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อพิรุธอย่างหนึ่ง

นายพีรพันธุ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นนี้ปรากฏเป็นข่าวขึ้น ตนคิดไว้เลยว่าเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยจะต้องมีการพูดคุยกันเพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของกกต. ซึ่งการทำหน้าที่ของกกต.ที่แล้วมาไม่มีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้น หากจะมาอ้างว่าเป็นเรื่องงานธุรการคงไม่ใช่ เนื่องจากกกต.เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เมื่อสั่งแล้วหน่วยงานที่ส่งเรื่องไม่ดำเนินการต่อผู้เป็นกกต.ก็ต้องมีหน้าที่เร่งรัด อย่างไรก็ตาม หากมีความชัดเจนว่ากกต.ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่จะถือว่าคุณละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ซึ่งจะต้องดำเนินคดีทางอาญาต่อไป

ขึ้นบัญชีอภิปราย3รมต.

ที่พรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้แกนนำพรรคเพื่อไทย กำลังพิจารณาการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายที่พรรคกำลังพิจารณานั้นประกอบด้วย นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีเรื่องความผิดปกติกรณีการแจกถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ จ.พัทลุง นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่แจกเงินช่วยเหลือประชาชนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมแนบนามบัตรตนเอง ที่บ้านพักในจ.นครราชสีมา และนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ที่เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

นายวิชาญ กล่าวว่า จำนวนเสียงส.ส.ของพรรคเพื่อไทย 187 คนนั้นเพียงพอที่จะยื่นขอเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ส่วนจะยื่นเมื่อไรนั้นฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยกำลังพิจารณา หากนายอภิสิทธิ์ปรับครม.นำทั้ง 3 คนออกจากตำแหน่งก่อนเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลนั้นไม่สามารถหนีความรับผิดชอบไปได้ และการปรับ ครม.จะทำให้กระทบเสถียรภาพภายในของรัฐบาล

เรียกร้องรัฐบาลยุบสภา

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ นายอภิสิทธิ์ ต้องประกาศยุบสภาได้แล้ว เพราะหมดความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจ และที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์เคยเรียกร้องให้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ลาออกหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหว โดยอ้างว่าต้องฟังเสียงของประชาชน วันนี้เสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา นายอภิสิทธิ์ต้องฟังเสียงประชาชนโดยการยุบสภา ห้ามลาออก เพราะถ้าลาออกจากนายกฯปัญหาจะไม่จบ ไม่เกิดความปรองดองในชาติ นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่นายกฯต้องยุบสภา เนื่องจากบริหารงานยังไม่ถึง 1 เดือนปรากฏว่ามี รมต.หลายคนส่อทุจริตหากินจากโครงการต่าง ๆ

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรค นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการเพื่อไทยพบประชาชน โดยนายยงยุทธ กล่าวว่า พรรคได้เปิดตัวโครงการเพื่อไทยพบประชาชน 187 ศูนย์ทั้งประเทศซึ่งเท่ากับจำนวนส.ส.จะเปิดให้ครบ 400 ศูนย์ ในช่วงต่อไป พร้อมกันนี้ พรรคยังเปิดตู้ ป.ณ. 222 และเว็บไซต์ www.ptp.or.th โดยมีวัตถุประสงค์ให้ส.ส.ออกพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนเพื่อรับฟังและรวบรวมปัญหาความเดือดร้อนที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งจะให้ส.ส.ลงเก็บข้อมูลภาคสนามสอบถามถึงความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

ขู่ลากไส้ปลากระป๋อง

นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวว่า สำหรับเรื่องปลากระป๋อง ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคกำลังดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นเรื่องต่อป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการกับส.ส.หญิง ชื่อย่อ บ. ที่เป็นเจ๊ใหญ่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯว่า กระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ในเรื่องผลประโยชน์ขัดกันระหว่างอำนาจหน้าที่ของส.ส. ส่วนข้าราชการการเมืองชื่อ อ. ก็จะยื่นดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเรียกร้องให้นายกฯดำเนินการหาข้อเท็จจริงในเรื่องปลากระป๋องเน่า ไม่ว่าจะเป็นตัวของนายวิเชน สมมาตร ที่นายวิฑูรย์ ระบุว่าเป็นผู้บริจาค รวมถึงหลักฐานในการบริจาค หรือหากเป็นการจัดซื้อของกระทรวงก็ขอให้เอาหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษออกมา

นายพร้อมพงศ์ ยังระบุว่า ยังรวมทั้งเรื่องของป้าย พม.ที่ติดรูปนายวิฑูรย์ อันเป็นการเอางบราชการมาหาเสียงให้ตนเอง และที่จริงแล้วไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะยังไม่มีอำนาจสั่งการเนื่องจากไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หากนายกฯไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น

รายงานผลประชุมดาวอส

เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ซึ่งเป็นการบันทึกเสียงก่อนเดินทางกลับประเทศไทยหลังการเข้าร่วมประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (ดับบลิวอีเอฟ) ครั้งที่ 39 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวขอบคุณส.ส.และส.ว.ที่ให้ความเห็นชอบผ่านกรอบข้อตกลงอาเซียน 41 ฉบับที่จะลงนามในการประชุมผู้นำอาเซียนในปลายเดือน ก.พ.นี้ พร้อมขอบคุณการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 ที่ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 1 ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เล่าผลการเข้าร่วมประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส และการเชิญเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภาคพื้นยุโรปและแอฟริกาเหนือมาประชุม เพื่อให้รับทราบการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาและนำไปชี้แจงต่อมิตรประเทศของไทยใน 2 ภูมิภาคนี้ให้มีความเข้าใจว่าไทยกำลังเดินไปข้างหน้า และแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วันนี้ถือว่ากลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ และมีรัฐบาลที่สามารถเดินหน้าทำงานผลักดันนโยบายและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้

ชูท่องเที่ยวไทยยังแกร่ง

นายกฯ กล่าวว่า ตนได้รับเชิญให้กล่าวนำในเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยว ตนได้ยืนยันว่าธุรกิจการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อประเทศไทยในแง่ของการสร้างรายได้ของไทย อย่างไรก็ตาม ตนได้พูดถึงจุดแข็งของไทยในการเป็นประเทศที่สามารถท่องเที่ยวได้หลายรูปแบบ ซึ่งน่ายินดีว่ามีผู้บริหารขององค์กรที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวของโลกมาร่วมประชุมด้วย อยากให้การสนับสนุนประเทศไทยและจะพูดคุยกับรัฐบาลไทยต่อไปว่าเขาอาจทำเหมือนเป็นรายงานให้ประชาชนทั่วโลกรับทราบว่าประเทศไทยได้แก้ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนได้ร่วมกล่าวนำในการอภิปรายเรื่องธุรกิจอาหาร ซึ่งตนได้พูดถึงศักยภาพของไทยในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ และไม่ได้ประสบปัญหานี้ แต่จะมีโอกาสจากสภาพการณ์ ที่ความต้องการของโลกในเรื่องของอาหารมีสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนได้เรียกร้องถึงปัญหาการบิดเบือนตลาดและการปิดกั้นตลาดของหลายประเทศที่มีผลสำคัญต่อแรงจูงใจในเรื่องของเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้การผลิตอาหารมีน้อยกว่า ที่ควรจะเป็น รวมถึงการที่เราควรมีโอกาสได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีและทุน เพื่อทำให้เราสามารถปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรได้

หวังดึงนักลงทุนเข้าไทย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนได้พบกับบรรดาผู้นำภาครัฐของหลายประเทศ อาทิ การพบกับนางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กับนายไซยิด ยูซัฟ ราซา กิลลานี นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งได้พูดคุยถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และตนได้ขอบคุณที่ปากี สถานช่วยเหลือทำให้ประเทศมุสลิม มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย อีกทั้ง ตนได้เข้าเฝ้าฯเจ้าชายแอนดรูว์ แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งทรงสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับไทย และมีความเป็นไปได้สูงที่พระองค์จะเสด็จฯเยือนประเทศไทยในเร็ว ๆ นี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสรับประทานอาหารเย็นร่วมกับ นายฮัน เซือง ซู นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเขาเอง โดยได้พูดว่าเกาหลีใต้กำลังจะมาลงนามเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอาเซียน อีกทั้ง ตนยังได้พบปะกับนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ และนายคามาล นาถ รัฐมนตรีการค้าของอินเดีย โดยตนยืนยันว่าไทยจะจัดประชุมผู้นำอาเซียนช่วงเดือน ก.พ.นี้ ทางอินเดียพร้อมและยินดีลงนามข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย ซึ่งทั้งหมดนี้ตนคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการขยายความร่วมมือทางการค้าการลงทุน

เร่งอัดฉีดเงินเอสเอ็มแอล

ที่รัฐสภา เวลา 09.30 น. มีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 มีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นประธานฯ โดยเริ่มพิจารณาต่อในส่วนของงบประมาณโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน หรือโครงการเอสเอ็มแอลเดิม 15,000 ล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการฝ่ายค้านและรัฐบาลมีความเห็นสอดคล้องกันว่าหน่วยราชการไม่ควรวางหลักเกณฑ์อย่างเข้มงวดเกินไป แต่ควรให้อิสระชาวบ้านในแต่ละชุมนุมเสนอว่าโครงการใดจะเป็นประโยชน์สูงสุด ยกเว้นห้ามปล่อยกู้หรือเอาเงินไปแบ่งกันเองภายในหมู่บ้าน ให้ส่วนราชการคอยกำกับดูแลเท่านั้น แต่ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายความคิดของชาวบ้าน

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี กรรมาธิการฯจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถามถึงโครงการเอสเอ็มแอลเกือบ 1 หมื่นหมู่บ้าน วงเงินเดิมคือ 6,000 ล้านบาท เหตุใดจึงยังไม่มีการโอนเงินไปยังหมู่บ้าน โดยนายพงษ์เทพ ถิฐาพันธ์ ผอ. สำนักงานโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (พพพ.) ชี้แจงว่า มีเม็ดเงินพร้อมที่จะโอนให้อยู่แล้วเพียงแต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนถูกยุบไปเสียก่อน ทุกอย่างจึงหยุดชะงักหากรัฐบาลชุดนี้อนุมัติเม็ดเงินก็พร้อมจะลงไปยังหมู่บ้านทันที ทั้งนี้กรรมาธิการฯหลายคนจากพรรคเพื่อไทย ได้สงวนความเห็นที่จะอภิปรายในสภาเกี่ยวกับชื่อแผนงานที่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ โดยไม่มีการเสนอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้แต่อย่างใด

กังวลฝึกอบรมคนว่างงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาต่อในโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน 6,900 ล้านบาท นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ กรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เป้าหมายที่จะช่วยผู้ตกงานจำนวน 2.4 แสนคนนั้น เกรงว่าไม่น่าจะครอบคลุมเนื่องจากเชื่อว่าภายใน 2 ปีจะมีคนว่างงานจำนวน 1.2 ล้านคน อาจเกิดปัญหาในเรื่องความเป็นธรรมในการคัดสรรผู้ตกงานเข้าฝึกอบรม และเห็นว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ควรจะให้กระทรวงแรงงานเป็นแม่งานในการดำเนินโครงการมิใช่สำนักนายกฯ

เช่นเดียวกับ นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการฯจากพรรคเพื่อไทยได้อภิปรายแสดงความเป็นห่วงในเรื่องการคัดสรรกลุ่มเป้าหมายว่าจะใช้วิธีใดในการเลือกผู้ว่างงาน และบัณฑิตจบใหม่ และเป็นห่วงในเรื่องความเป็นธรรมในการคัดเลือกผู้เข้าอบรมด้วย อย่างไรก็ตาม หลังการชี้แจงรายละเอียดจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทางพรรคเพื่อไทย ได้ขอสงวนคำแปรญัตติ ที่ขอให้ตัดงบประมาณ 6,900 ล้านบาททั้งหมด เพื่อรอแต่ละกระทรวงทำกรอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อน

เป็นห่วงสถานะการคลัง

ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรค แถลงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย เนื่องจากขณะนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจส่อเค้าไม่ค่อยดี ทั้งขาดดุลการคลังและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อีกทั้งกระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุม ครม.ในวันที่ 3 ก.พ.นี้ เพื่อกู้เงินทั้งในและต่างประเทศเพิ่มอีก 2.7 แสนล้านบาท และเงินคงคลังลดวูบลงเหลือเพียง 5.2 หมื่นล้านบาท เหลือเพียงพอแค่จ่ายเงินเดือนข้าราชการแค่เดือนครึ่ง จึงขอให้นายกฯออกมาพูดความจริง เนื่องจากประชาชนเป็นห่วงที่รัฐบาลกำลังจะไปสร้างหนี้ให้กับประเทศเหมือนที่เคยทำไว้ในคราววิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

นายคณวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มนั้น ประชาชนฝากถามนายกฯว่า ได้ยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแล้วหรือยัง แล้วเหตุใดน้ำมันในตลาดโลกลดลง แต่น้ำมันในประเทศแพงขึ้น หรือว่าแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันของพรรคประชาธิปัตย์ทำไม่ได้จริง ที่ระบุว่าจะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แบบนี้สร้างความสับสนให้ประชาชน

นายกฯให้มั่นใจเงินพอใช้

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ครั้งที่ 39 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถึงปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศและเงินคงคลังที่ลดลงว่า เป็นเรื่องของกระแสเงินสด และตนเชื่อว่าไม่มีปัญหาในการบริหารจัดการ ขอให้มั่นใจตรงนั้น เมื่อถามว่าแต่รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้น้อย นายกฯ กล่าวว่า เราทราบมาตั้งแต่ต้นตอนที่วางแผนกรอบการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ตั้งสมมุติฐานแล้วว่าการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณร้อยละ 10

ต่อข้อถามถึงการที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุว่าต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรายังไม่ได้สรุปตรงนั้น และถ้าจะกู้เงินมาก็ไม่ใช่เพราะเราไม่มีเงินมาทำสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ แต่ถ้าจะกู้มาก็เพื่อนำมาทำงานเพิ่มเติม เพราะเราไม่มีปัญหาในการที่เราจะต้องกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อมาบริหารจัดการกับโครงการต่าง ๆ อีกทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศของเรามีอยู่เหลือเฟือ แต่เราไม่ได้นำออกมาใช้ และสิ่งที่รัฐบาลทำมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเงินฝืด.


ปชป.เสียว กกต.จ้องฟัน'เทพเทือก'

ที่มา เดลินิวส์

อย่าทำเป็นเล่นกับมติ กกต. เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 ที่สั่งให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานีใหม่ เพราะนายธานี เทือกสุบรรณ ผู้กำชัยชนะถูกร้องเรียนว่า แจกทุนการศึกษาในช่วงเลือกตั้ง

มติของ กกต. ในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้ว ยังจะ ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่ร่วมแจกทุนอีกหลายคน โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

พอดีในกฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องรวบรวมสำนวนส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า เห็นด้วยกับมติที่ให้จัดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ?? จึงมีเวลารอลุ้นอีกเฮือกใหญ่

ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นด้วย กกต. จะหันกลับมาคิดบัญชีกับผู้ที่ร่วมแจกทุนในทางอาญา ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 2 แสนบาท

แต่ตรงนี้ยังไม่น่าสนใจเท่ากับว่า กกต.จะต้องยื่นร้องต่อศาลให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

ในเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่ไปเกี่ยวข้องกับการลดแลกแจกแถมช่วงเลือกตั้งนั้น เคยมีตัวอย่างให้เห็นดั่งเช่นกรณีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ส่งผลให้พรรคพลังประชาชนต้องถูกยุบ และกรรมการบริหารคนอื่น ๆ พลอยถูกตัดสิทธิเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีไปด้วย

จึงต้องมาตีความกันให้ละเอียดว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นใช้มาตรฐานเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่??

ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์เท่าใด อย่างมากก็เปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคเพียงคนเดียว เท่านั้น

แต่หากตีความออกมาแล้วถือว่า เป็นเรื่องเดียวกัน

ก็จะเกิดความวุ่นวายโกลาหลทั้งพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เนื่องจากหลายคนโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ นั่งเป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่ด้วย หากมีการยุบพรรค คนเหล่านี้จะต้องหลุดจากตำแหน่งทางการเมืองทันที

เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง จะส่งผลให้รัฐมนตรีทุกคนหลุดจากตำแหน่งตามไปด้วย เป็นผลให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสรวบรวม ส.ส.จัดรัฐบาลขึ้นใหม่ทันที.

เผลอไปเตะชามข้าวใคร

ที่มา เดลินิวส์

ถ้าหากให้ผมเดาใจสิ่งแรกที่ “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อยากได้มากที่สุด หลังจากเดินทางกลับมาจากการประชุมเศรษฐกิจโลก ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือใบลาออกจากการเป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ของ“นายวิฑูรย์ นามบุตร”

มาถึงวันนี้อยากจะบอกกับนายวิฑูรย์ว่า แม้จะชี้แจงอย่างไรคนในสังคมก็ไม่ยอมรับแล้วครับ เพราะมีข้อพิรุธหลายประการผู้บริจาค “ปลากระป๋อง” ซึ่งนำมาสู่ปัญหาใหญ่ให้กับรัฐบาลขณะนี้ ยังไม่เคยปรากฏตัวเพื่อชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ให้คนในสังคมได้รับรู้ ยิ่งฝ่ายค้านเข้ามาขุดคุ้ยหรือหน่วยงานของรัฐอย่าง สำนักงานคณะกรรม การอาหารและยา (อย.) เข้าไปตรวจสอบก็พบความผิดปกติมากขึ้นทุกที

ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง บุคคลต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ว่าข้อมูลเบื้องต้นจะเป็นเพียงชื่อย่อ แต่วงในหรือคนที่ติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น เขารู้กันหมดว่า ใครมีส่วนพัวพันหรือ ทำให้เกิดปัญหา รู้แม้กระทั่งว่านักการเมืองคนไหนนำบริษัทเข้ามาเตรียมการจัดซื้อ “ถุงยังชีพ”

ผมว่าใครเข้ามาทำงาน เป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯคนใหม่ จะต้องเข้ามารื้อระบบจัดซื้อสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติกันทั้งหมดเลยครับ มี บริษัทไหน ทำตัวเป็นมาเฟียคุมการจัดซื้อจัดจ้างบ้าง และไม่รู้ว่าที่เกิดเหตุฉาวโฉ่ขึ้นมาครั้งนี้ เพราะ นักการเมืองบางคนมูมมาม หรือตะกละตะกลามจนเกินไป จึงเข้ามารื้อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างถุงยังชีพ ทั้งที่มีนักการเมือง หรือข้าราชการระดับบิ๊กบางคนดูแลอยู่แล้ว

เหมือนกับสำนวนที่ว่า “เผลอไปเตะชามข้าว” ของใครบางคน ซึ่งกำลังสวาปามงบประมาณหลวงด้วยความเอร็ดอร่อย งานนี้เลยได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ เผลอ ๆ อาจจะต้อง ล้างมือจากการเล่น การเมืองไปตลอดชีวิต ด้วยซ้ำ ยิ่งนายวิฑูรย์เพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกอีกด้วย แต่ที่น่าสนใจและน่าจะเป็นคำถามคือ ทำไมสิ่งของ บริจาคที่มีปัญหาจึงมีที่ “พัทลุง” จังหวัดเดียว จนทำให้คนเขาลือกันว่าเรื่องนี้มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นในพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของบ้านเรา

มีนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แอบส่งข้อมูลไปให้พรรคฝ่ายค้าน เพราะอยากให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี อย่างว่าละครับ เป็นฝ่ายค้านมา 8 ปีเต็ม เมื่อถึงเวลาได้เป็นรัฐบาล ใครก็อยากรับตำแหน่งซึ่งเทียบเท่ากับเสนาบดี

และถ้าหากใครสังเกตระยะหลัง เกมในสภาซึ่งต้องรับมือพรรคฝ่ายค้าน บรรดาขุนพลซึ่งเคยเป็นนักบู๊ของพรรคการเมืองเก่าแก่ หายหน้าหายตาไปหมด ไม่ว่าจะเป็น “นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ” หรือบรรดามือเก๋าเกมคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม จนทำให้รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ต้องลงมาทำหน้าที่ในการชี้แจง เวลา พรรคถูกพาด พิงในทางเสียหาย

ทำให้ “พรรคประชาธิปัตย์” ยุคมีนายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรคและ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นเลขาธิการพรรค ถูกมองว่าแตกต่างจากสมัยที่ “นายชวน หลีกภัย” เป็นผู้นำ และมี “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” เป็นเลขาธิการพรรค รับบทฝ่ายบริหารครั้งใดเมื่อมีการแต่งตั้งรัฐมนตรี ปัญหาทุกอย่างก็จบ ไม่มีใครมาทำตัวเป็นคลื่นใต้น้ำ เรียกว่า ใช้ทั้งความดีและบารมี สยบความไม่พอใจสมาชิกในพรรคได้

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ให้น้ำหนักเรื่องการบริหารประเทศ เนื่องจากต้องฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้การบริหารพรรค หรือ การ เลือกบุคคลให้มาดำรงตำแหน่ง ต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของนายสุเทพ ซึ่งมักจะถูกมองว่าให้น้ำหนักไปยังนักการเมืองในกลุ่มของตนเอง จึงทำให้สมาชิกพรรคหลายคน เกิดความรู้สึกไม่พอใจ

หรือว่าจะเป็น อาถรรพณ์ของพรรคการเมืองเก่าแก่ เป็นรัฐบาลทีไรถึงคราวต้องเกิดปัญหาขัดแย้งภายในทุกที งานนี้ต้องอาศัยบารมีของประธานที่ปรึกษาพรรคฯลงมาช่วยแก้ไขอีกครั้งแล้วมั้งครับ.

"เขื่อนขันธ์"

อย่าเอาประเทศเป็นตัวประกัน

ที่มา เดลินิวส์

ผมรู้เท่าๆกับที่คนไทยทุกคนรู้คือประเทศของเราอยู่ระหว่างป่วยหนัก สืบเนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากเชื้อโรคเศรษฐกิจภายนอกและเชื้อร้ายการเมืองสั่งสมอยู่ในตัวเราเอง

แต่ไม่ทราบรู้สึกเท่ากันหรือไม่ว่าประเทศไทยของเราคล้ายๆถูกฝ่ายการเมืองยึดเป็นตัวประกัน

ความรู้สึกดังกล่าวมีที่มาที่ไป...

แทบไม่น่าเชื่อรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีนักการเมืองลายครามเชี่ยวชาญในเกมการเมืองอย่างมากมาย มีประสบการณ์ช่ำชองในบทฝ่ายค้าน เป็นรัฐบาลเพียงช่วงสั้นๆปรากฏว่าถูกฝ่ายค้านมือใหม่หัดขับอย่างพรรคเพื่อไทยล่อซะเอียง เรือรัฐบาลไม่ทันตั้งลำก็เป็นข่าวหนาหูมีฝีพายถึง 5 คนอาจต้องพ้นหน้าที่ กลิ่นปรับครม.โชยมาเร็วมาก

คนแรก รมต.การพัฒนาสังคมฯวิฑูรย์ เด็กในคาถาเทพเทือกกรณีแจกปลากระป๋องเน่าที่พัทลุง คนที่ 2 รมช.มหาดไทยบุญจงสายเพื่อนเนวินแจกเงินสงเคราะห์พร้อมนามบัตรที่บ้านพักในโคราช

อีก 3 คนที่ฝ่ายค้านซึ่งถูกดูแคลนมีแต่มือสมัครเล่นขึ้นเขียงไว้ ก็รมต.ยุติธรรมพีระพันธุ์จากปชป. รมต.คมนาคมโสภณเพื่อนเนวินจากภูมิใจไทย รมช.คมนาคมเกื้อกูลชาติไทยพัฒนา ทั้ง 3 คนยกมือในสภาสนับสนุนพ.ร.บ.งบประมาณกลางปีแล้วถูกตั้งข้อสงสัยขัดรัฐธรรมนูญว่าด้วยผลประโยชน์ขัดแย้ง ว่ากันซื่อๆคือถูกหาว่าลงมติผ่านเงินมาใช้ในงานรับผิดชอบของตัวเอง

ผิดถูกก็ต้องพิสูจน์กันโดยเฉพาะ 2 รายแรกที่อาการร่อแร่กว่า ต่างรอขอคำวินิจฉัยของคณะกก.เลือกตั้งและคณะกก.ป.ป.ช.

จริงๆทั้ง 5 คนไม่ควรเป็นปัญหาหากผู้เกี่ยวข้องทั้งตัวรัฐมนตรีและพรรคสังกัดตั้งใจฟังองค์กรอิสระผู้มีหน้าที่วินิจฉัย ว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น หรือสำหรับหน้าบางบางคนที่รู้ตัวผิดพลาดเผอเรอก็อาจแสดงสปิริตยอมเป็นอวัยวะบูชายัญเพื่อรักษาร่างกาย

ผมรู้สึกว่ามีผู้พยายามเอาประเทศซึ่งป่วยไข้เป็นตัวประกัน ตอนได้ยินเสียงปกป้องพวกเดียวกันอย่างหนักแน่นยังไงๆต้องอยู่

บัญญัติไตรยางค์เป็นอย่างนี้...

ไม่ว่าพรรคใดหรือกลุ่มใดร่วมในรัฐบาลไม่พอใจในสถานการณ์ที่กระทบพรรคหรือกลุ่มตนแล้วประกาศถอนตัว ก็เมื่อนั้นรัฐบาลโดยแกนนำปชป.เดี้ยงทันทีเพราะปัจจุบันเสียงส.ส.ปริ่มน้ำ ฝ่ายค้านงัดอาวุธลับขอนับองค์ประชุมสภาทีไรไข้ขึ้นทุกทีไป

และถ้ารัฐบาลปชป.มีอันต้องพังพาบ ผลกระทบต่อประเทศก็ประมาณถูกบอมบ์ด้วยนิวเคลียร์

ความเชื่อมั่นเปราะบางและอ่อนไหวอยู่เดิมก็เสี่ยงถึงกาลอวสาน ไทยจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีรัฐบาลใดสามารถบริหารได้ ใครมาก็ทำงานไม่ได้ อยู่ไม่ได้

ผมเกรงว่ากลุ่มการเมืองเล็กหรือใหญ่ที่มองเห็นจุดอ่อนนี้จะใช้เป็นอำนาจต่อรอง พวกข้าใครอย่าแตะ เพราะเทียบบัญญัติไตรยางค์แบบข้ามไปที่บทสรุป กลุ่มเดียวถอนตัวจากรัฐบาล = ประเทศไทยพังคาที่ วันนี้ประเทศชาติคือลูกนกในกรงเล็บเสือการเมืองแค่ไม่กี่ตัว

จึงได้แต่อ้อนวอนพี่เสือ เมตตาคนไทย 63 ล้านด้วย.

แมงเม่า

จิตสำนึกผู้บริหาร

ที่มา เดลินิวส์

เป็นข่าวน่าสนใจ เมื่อ “บารัค โอบามา” ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา กล่าวตำหนิ และ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง เรื่องผู้บริหารในสถาบันการเงินของวอลสตรีต ได้ กอบโกยโบนัส เมื่อปีที่แล้วมากถึง 6.44 แสนล้านบาท

กอบโกยไป ทั้ง ๆ ที่ ประชาชนผู้เสียภาษีทั้งหลายต้อง เจียดเงิน มาช่วยธุรกิจการเงินซึ่ง กำลังพังพินาศ อยู่

“โอบามา” กล่าวว่า นี่คือ การกระทำ ที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุด

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่ น่าละอาย อีกด้วย เพราะว่าแทนที่กลุ่มคนที่วอลสตรีต ซึ่งกำลังร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจะแสดงถึง ความมัธยัสถ์ ตลอดจนแสดง ความมีวินัย และ ความรับผิดชอบ ให้เห็น การกลับเป็นว่า ถลุงได้ถลุงเอา โดยไม่ดูเลยว่าประเทศชาติกำลังประสบปัญหาอะไรบ้าง

“ซิตี้ กรุ๊ป” ก็โดน หางเลข ไปกับเขาด้วย

เพราะ “ซิตี้ กรุ๊ป” ได้ร้องขอความช่วยเหลือจาก แผนฟื้นฟูตลาดการเงิน มีมูลค่าสูงถึงสองร้อยกว่าล้านบาท แต่ในแผนดันมีการขอซื้อ เครื่องบินเจ็ต มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทด้วย ซึ่งแผนซื้อเครื่องบินได้ถูกยิงตกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ดั้งแต่เดิมมา ยอดเงินโบนัสของผู้บริหารในวอลสตรีต จะมีมูลค่าสูงถึง 1.15 ล้านล้านบาท

ปีที่แล้ว ถูกปรับลดลงมาเหลือเพียง 6.44 แสนล้านบาท ซึ่ง “โอบามา” มองว่า ยังสูงอยู่ดี เพราะมาจ่ายกัน ในช่วงที่ สหรัฐอเมริกากำลังมีปัญหาเศรษฐกิจอยู่

เป็นที่ทราบกันดีว่า สหรัฐอเมริกา ณ เวลานี้ กำลังอยู่ในสภาวะที่แย่เอามาก ๆ

ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วหดตัวมากที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอาร์กัสรีเสิร์ช กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ การใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ในภาวะที่ตกต่ำสูงสุด และ บริษัทเอกชนต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกามีการปลดคนงานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งแต่ประการใด

ปีนี้ คาดการณ์อีกว่า คนสหรัฐอเมริกาจะตกงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ล้านคน

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกประเทศ กำลังประสบปัญหาเหมือนกันหมด

คาดเดาว่า มาถึงปีนี้ คนทั้งโลกจะตกงานมากถึง 250 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา

การที่ “โอบามา” กล่าวตำหนิเหล่าผู้บริหารในสถาบันการเงินของวอลสตรีตนั้น เป็นการสมควร แล้ว

เพราะการเป็นผู้บริหารจะต้องคำนึงอย่างมากคือคำว่า “จิตสำนึก”

“จิตสำนึก” ที่กล่าวถึงนี้คือ ความเสียสละ และ ความรู้ดีรู้ชอบ

“เสียสละ” หมายถึงว่า แม้จะอยากได้ แม้จะควรได้ แต่ก็ไม่เอา ด้วยถ้าเอาแล้ว จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี

“รู้ดีรู้ชอบ” คือ รู้ว่าทำอะไรแล้ว “ดี” ทำอะไรแล้ว “ชอบ” และ “ดี” หรือ “ชอบ” นั้นต้องมองในแง่มุมของผู้อื่น ไม่ใช่ยึดติดเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง

ในองค์กรต่าง ๆ ผู้บริหารมีความสำคัญเป็นพิเศษ องค์กรจะเจริญ จะอยู่รอดไปได้หรือไม่ ขึ้นกับว่ามีผู้บริหารประเภทใด

ถ้ามีผู้บริหารที่ ไม่เสียสละ ไม่รู้ ดี รู้ชอบ พนักงานในระดับล่างและภายใต้ การบังคับบัญชา ก็จะเป็น “แพะ” ได้ใน ทุกเวลา

เมื่อ ผลประกอบการ ไม่ดี ก็จะไล่พนักงานออกไปก่อนทั้ง ๆ ที่ บุคคลที่เป็นผู้บริหารคือตัวจักรที่สำคัญทำให้ผลประกอบการไม่ได้รับความสำเร็จ แต่ผู้บริหารจะปัดความรับผิดชอบไปให้กับพนักงานก่อนเสมอ

ยามที่มีวิกฤติ เราต้องการผู้บริหารที่เสียสละ ไม่ว่าจะเป็นในองค์กร หรือระดับบ้านเมืองก็ตาม

ถ้าเราได้ผู้บริหารที่ไร้ซึ่ง จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ผลที่สังคมจะได้รับคือ วิกฤติจะวิกฤติมากขึ้น และ เราจะไม่สามารถ แก้ปัญหาวิกฤติอะไรได้เลย.

อนุภพ

ช่างกลผิดตรงไหน สังคมบีบให้เราตีกัน

ที่มา ไทยรัฐ

กลายเป็นแฟชั่นแก้ปัญหาเวอร์ชั่นใหม่ของประเทศไทยไปอีกขั้นแล้ว สำหรับการแก้ปัญหานักศึกษาอาชีวะยกพวกตีกัน

จากเวอร์ชั่นแก้ปัญหาแบบเดิมๆ...วัวหายล้อมคอก พัฒนามาเป็นไฟไหม้ฟาง ตามด้วยแก้ผ้าเอาหน้ารอด

ตอนนี้อัพเกรดเป็นจัดฉากปลูกผักชีโรยหน้าไปเป็นที่เรียบร้อย จากกรณีให้ตัวแทนนักศึกษา 2 สถาบัน อุเทนถวายกับช่างกลปทุมวัน มาจับมือยื่นดอกกุหลาบสมานฉันท์

หลายภาคส่วนเห็นตรงกัน...มันคงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรอก เพราะที่ผ่านมาเรื่องทำนองนี้มีให้เห็นเป็นประจำทุกปี เด็กยกพวกตีกันที มักจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องออกมาพูดเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ได้ยินได้ฟังกันทุกทีไป...แต่ไม่เคยแก้ปัญหาได้สักที

ถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผลอย่างแท้จริง ทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 5-6 ปี ถึงได้ผล

จะให้ตำรวจกับครูมาแก้ปัญหานี้ ไม่มีทางสำเร็จ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันถึงจะแก้ปัญหาได้

อาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคในกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับเด็กอาชีวะมาร่วม 40 ปี ตั้งแต่เป็นนักศึกษาหัวโจก ระดับมีดีกรีเป็นแค่รองประธานชมรมนักศึกษาภาคใต้ ในยุค ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ช่างกลเป็นใหญ่ในแผ่นดินให้ความเห็นแบบไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อ เพราะอาจล้ำเส้น ก้าวก่ายหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ที่สัมผัสชีวิตเด็กอาชีวะมาน้อยกว่า

เด็กอาชีวะที่ใครว่าซ่า ชอบยกพวกตีกัน โรงเรียนระดับที่มีนักศึกษาประมาณ 2,000 คน มีเด็กที่เป็นหัวโจกจริงๆ 50 คนเท่านั้นเอง เด็กส่วนใหญ่ ล้วนแต่เป็นเด็กดี เรียบร้อย ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากยกพวกไปตีกับใคร

และจริงๆแล้วพวกที่ซ่าๆ ยกพวกไปตีกัน ไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้นอะไรกันเท่าไรนักหรอก และไม่ได้ตีเพื่ออวดเก่ง แสดงความกล้าหาญอวดเพื่อนแต่อย่างใด เด็กพวกนี้กลัวเจ็บ กลัวตายเหมือนกัน

สังเกตได้การตีกันมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามมีน้อยกว่า แต่ถ้าฝ่ายตัวเองมีน้อยกว่ามักจะหนี พูดง่ายๆ ถ้าเห็นว่าฝ่ายตัวเองมีพวกมากกว่า ชนะได้ง่าย ถึงจะกล้าเข้าไปรุมกินโต๊ะอีกฝ่ายหรืออีกสถาบัน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กอาชีวะตีกัน เด็กเรียน เด็กเรียบร้อยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มักจะตกเป็นเหยื่อทุกครั้งไป

เนื่องจากเด็กเรียบร้อยมักจะไม่สุงสิงกับใคร ไปไหนไปลำพังไม่กี่คน...เลยกลายเป็นเหยื่อให้ถูกอีกฝ่ายรุมกินโต๊ะได้ง่าย

ในเมื่อทั้งหัวโจกต่างกลัวเจ็บเหมือนกัน ยกพวกตีกันไม่ได้ต้องการแก้แค้น...แล้วที่ตีกันทำเพื่ออะไร?

อดีตหัวโจกสมัยยังวัยคะนองเล่าว่า...บอกไม่ถูกว่าทำไม รู้แต่ว่าตีกันมาตั้งนานแล้ว จนกลายเป็นตำนานของแต่ละสถาบัน

มีบางคนว่า อาจจะมาจากสถาบันอาชีวะมีการนับถือเทวรูปต่างกัน...ฝ่ายช่างก่อสร้างนับถือพระวิษณุประทับในท่ายืน...ส่วนฝ่ายช่างกลนับถือพระวิษณุประทับในท่านั่ง

เพราะสังเกตจากเด็กตีกันมักจะแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ช่างก่อสร้างที่มีอุเทนถวายเป็นผู้นำ กับช่างกลที่มีช่างกลปทุมวันเป็นผู้นำ

แต่สิ่งหนึ่งรู้แน่ก็คือ ตอนเป็นนักศึกษาใหม่ ปีแรกที่เข้าไป รุ่นพี่ในสถาบันมักยกเอาวีรกรรมตีกันนี่แหละมาพูดมาเล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนเราได้ยกตัวไปตีกับใครที่ไหนบ้าง พูดด้วยการยกย่องสรรเสริญราวกับเป็นฮีโร่

เด็กปีหนึ่งได้ยินก็พลอยคล้อยตาม อยากเป็นฮีโร่...อยากสร้างตำนานอย่างรุ่นพี่ เพื่อให้ได้รับการยอมรับยกย่อง ตามประสาวัยรุ่น

ค่านิยมภูมิใจ ยกย่องในสิ่งไม่ดี เป็นปมสำคัญในการแก้ปัญหาเด็กอาชีวะ

เราต้องถามตัวเองก่อนว่า ทำไมเด็กอาชีวะถึงได้ภูมิใจในเรื่องแบบนี้...ทำไมเด็กเรียนสามัญถึงไม่เป็นแบบนี้

คำตอบก็คือ...จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนในสังคม ในครอบครัวด้วยกันเองมองและมีอคติกับเด็ก กับลูกหลานที่เรียนช่างกลหรือเปล่า

สังคมไทยมองเด็กช่างกลไม่ดีมาตลอด มีอะไรก็จะโทษ จะด่าจะว่าเด็กช่างกล ผมก็เจอมากับตัวเอง สมัยเรียน ม.ต้น เราก็เป็นเด็กเรียนดี เรียบร้อยเหมือนเพื่อน แต่พอมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ พักอยู่ที่เดียวกัน เรียนหนังสือกันคนละแห่ง

เพื่อนเรียนสามัญ เราเรียนช่างกล พอมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด ผู้ใหญ่ก็มักจะโทษว่าเราตัวก่อเหตุ

เรียนช่างกลมันผิดตรงไหน ไม่ดีตรงไหน เรียนสามัญ จบมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ แต่โกงบ้านโกงเมือง เรียนจบหมอเป็นฆาตกรฆ่าคน ผู้คนในสังคมไม่โกรธโทษ ไม่มีอคติกับสถาบันเหล่านั้น กลับยกย่องเสียอีก ต่างกับพวกเรียนอาชีวะ ถูกว่าถูกด่าตั้งแต่ต้น ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

สังคมมีอคติ คนในบ้าน คนข้างบ้านด่าดูถูกเด็กช่างกลไม่ดีมาตลอด นี่เอง ที่อาจารย์อดีตหัวโจกช่างกลบอกว่า...เป็นตัวการบีบให้เด็กช่างกลแสดงออกในทางที่ผิด

เด็กวัยรุ่นโดนดูถูกดูแคลน มันจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำตัวประชดสังคม เด็กช่างกลก็เหมือนกัน ทำตัวประชดสังคม ยกย่องสรรเสริญในสิ่งไม่ดี

สังคมลองมองเด็กอาชีวะ เลิกอคติ มองว่า เด็กช่างกลเด็กอาชีวะคือผู้สร้างสรรค์ ผู้สร้างโลก มองในแง่ดี เด็กช่างกลอาจจะเลิกตีกันก็ได้

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด อาจารย์ผู้นี้เล่าว่า ยุค 14 ตุลา ช่างกลเลิกตีกัน เพราะหลังจากรัฐบาลเผด็จการถูกโค่นล้มลงไป สังคมไทยมองเด็กอาชีวะในแง่ดี ยกย่องให้เป็นฮีโร่ เพราะเป็นหัวหอก เป็นแนวหน้าของขบวนการนักศึกษาในการกอบกู้ประชาธิปไตย

จนมีคำปลุกใจตามมาว่า...เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ช่างกลเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

แต่มายุคหลัง ฝ่ายทหารบางส่วนมองว่า ขบวนการนักศึกษาเข้มแข็งเกินไป จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาทำลายขบวนการนักศึกษา แยกเด็กช่างกลออกมาเป็นกระทิงแดง จนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เด็กอาชีวะถูกสังคมประณามอีกครั้ง ตีกันอีกจนมาถึงปัจจุบัน

นอกจากคนไทย สังคมไทยจะต้องมองเด็กอาชีวะใหม่แล้ว จะแก้ปัญหาเด็กตีกันให้ได้ผล...ต้องเลิกให้เด็กใส่เครื่องแบบ ยูนิฟอร์มทั้งหลายต้องยกเลิก

เลิกไปเพื่อปกป้องเด็กส่วนใหญ่ ที่เป็นดีเด็กเรียบร้อยไปไหนไม่กี่คน ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีสัญลักษณ์ พวกหัวโจกที่คอยหาเรื่องมารุมกินโต๊ะ จะได้ไม่รู้จะรุมกินโต๊ะใคร

ยุค 14 ตุลา เด็กอาชีวะไม่ตีกัน เหตุผลหนึ่งก็เพราะไม่ต้องใส่เครื่องแบบ แต่งตัวได้อิสระเหมือนเด็กมหาวิทยาลัย แต่ตอนหลังการเมืองเปลี่ยนไป ทหารเข้ามามีอำนาจ วิธีคิดแบบทหารปกครองคน มองแต่เพียงว่า ต้องมีระเบียบ ต้องมีวินัย มีเครื่องแบบ

การมีเครื่องแบบ มียูนิฟอร์ม ไม่ได้ช่วยให้ประเทศชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ดูฝรั่งซิ ไปเรียนไม่เครื่องแบบ บ้านเมืองพัฒนาไปไกลกว่าเรา ไม่ต้องอะไรมาเอาแค่เรื่องขึ้นรถเมล์เขามีการเข้าคิว

ส่วนเราเด็กนักเรียนใส่เครื่องแบบมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว เข้าคิวมีระเบียบวินัยหรือเปล่า ข้ามถนนก็ยังมั่วเลย

อีกมาตรการที่จะละเลยไม่ได้ อาจารย์อดีตหัวโจกบอกว่า...กระทรวงศึกษาฯควรมีกระบวนการทางจิตวิทยา มาคัดกรองเด็กหัวโจก เพื่อนำตัวเข้าสู่โครงการกล่อมเกลาจิตใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เด็กหัวโจกนั้นอยู่โรงเรียนเราไม่มีทางรู้เลย เพราะต่อหน้าครูจะเรียบร้อย ดูไม่ออก ฉะนั้น จำเป็นจะต้องพึ่งนักจิตวิทยามาช่วยทดสอบสภาพ เพื่อคัดกรองดึงเด็กหัวโจกออกมาเป็นการเฉพาะ

เมื่อดึงออกมาได้ให้แต่ละสถาบันนำพวกหัวโจกเหล่านั้นมาทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ใช่ไปฝึกแบบทหาร เพราะนั่นเป็นการฝึกแบบใช้อำนาจนิยม ยิ่งจะปลูกฝังให้พวกหัวโจกเหล่านี้มีปัญหามากขึ้น

แต่ควรให้ทำกิจกรรมในลักษณะช่วยเหลือสังคม เพื่อปรับสภาพจิตให้หัวโจกได้รู้สึกภาคภูมิใจยกย่องการทำความดี เสียสละให้กับสังคม

ฝึกทำอย่างนี้ไปอย่างต่อเนื่องสัก 5-6 ปี เพื่อให้หัวโจกรุ่นใหม่ได้สร้างตำนานที่ดีๆ เป็นเรื่องที่เล่าขานให้เด็กรุ่นน้องเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

พร้อมกับปล่อยให้หัวโจกที่จมปลักอยู่ในตำนานด้านมืด จบออกไป...จนหมดรุ่นที่จะสืบตำนานตีกันให้เล่าขาน

ทำได้อย่างนี้ ตำนานอาชีวะตีกันถึงจะมีสิทธิเปลี่ยนไป.