WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 7, 2009

พิษเอเน็ต-ประชดศธ. ขู่ฆ่าตัวตาย ม.6 บุกสภา

ที่มา ไทยรัฐ

ปัญหาการเข้าสอบเอเน็ตประจำปี 2552 เริ่มวุ่นอีกแล้ว โดยเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 6 ก.พ. ที่รัฐสภากลุ่มผู้ปกครองและเด็กนักเรียนชั้น ม.6 จากหลายโรงเรียน กว่า 10 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา ตรวจ สอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาศึกษาสอบสวนกรณีเด็กถูกตัดสิทธิเข้าสอบเอ-เน็ต โดย น.ส.ศุภรัตน์ หร่ายกลาง นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมัธยมศึกษาวัดบึงทองหลาง คลองกุ่ม กทม. เป็นตัวแทนเพื่อนนักเรียนกล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเป็นแพทย์ จึงสมัครเข้าศึกษาต่อสาขาแพทยศาสตร์ ผ่านกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) โดยมีผลคะแนนสอบอยู่ในระดับที่ทาง กสพท. จะรับพิจารณาเพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย โดยต้องใช้คะแนนโอ-เน็ต และ เอ-เน็ต ประกอบการพิจารณา

น.ส.ศุภรัตน์กล่าวต่อว่า ตนปฏิบัติเหมือนนักเรียนทั่วไปคือสมัครสอบ เอ-เน็ต ตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (สกอ.) บังคับที่ให้เด็กต้องสมัครสอบผ่านทางอินเตอร์เน็ต แต่ ใบสมัคร ซึ่งเป็นแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สกอ.กำหนดว่า การสมัครจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ชำระเงินค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ตนจึงปรินต์ใบสมัครแล้วนำเงินไปชำระผ่านที่ทำการไปรษณีย์ สาขาคลองจั่น เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2552 แต่เครื่องอ่านบาร์โค้ดไม่อ่านบาร์โค้ด เพราะรหัสไม่ชัดเจน เจ้าหน้าที่พยายามใช้วิธีอ่านจากตัวเลขแทนระบบยิงสแกน แต่ก็พบปัญหาอีกว่ารหัสตัวเลขตามแบบฟอร์มที่ทาง สกอ. ทำมามีตัวเลขไม่ครบ 38 ตัว ซึ่งตัวแรกเป็นเพียงขีดเท่านั้น จึงอ่านได้เพียง 37 ตัว

น.ส.ศุภรัตน์กล่าวอีกว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ สกอ. ซึ่งได้แนะนำว่า ให้ไปชำระเงินผ่านช่องทางอื่น ซึ่งตนก็พยายามที่จะชำระเงินตามธนาคารพาณิชย์สาขาต่างๆ แต่ไม่สามารถชำระเงินได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสแกนบาร์โค้ดได้ เมื่อชำระเงินไม่ได้ ก็พยายามไปขอชำระเงินแบบตรงกับเจ้าหน้าที่ สกอ. และพบว่าตนมีชื่ออยู่ในกลุ่มผู้มีสิทธิสมัครสอบ แต่ภายหลังทางเจ้าหน้าที่ สกอ.กลับบอกว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รับเงิน จึงทำให้ตนไม่มีสิทธิทดสอบ เอ-เน็ต และเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะคืนเงินจำนวน 500 บาท ให้ในภายหลัง จึงมีความกังวลและมีความทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกตัดสิทธิ เพราะเท่ากับว่าไม่สามารถเข้าศึกษาคณะแพทยศาสตร์ตามที่ตั้งใจ เพราะไม่มีผลคะแนนสอบ เอ-เน็ต มาประกอบการตัดสิทธิครั้งนี้เท่ากับตัดหนทางไม่ให้ตนเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

“ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นปีนี้ แต่เป็นมาหลายปีแล้ว โดยที่ สกอ. และกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ ดำเนินการแก้ไข แถมยังโทษหนูว่าทำไมใช้ระบบปรินต์ แบบอิงค์เจ็ต ต้องใช้ระบบเลเซอร์เจ็ต ถามว่าเด็กทุกคนจะมีระบบนี้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะไม่มีการชี้แจงรายละเอียดในขั้นตอนให้เด็กรับทราบ ตอนนี้ได้รับการประสานจากเพื่อนๆที่เจอปัญหาเดียวกันทั้งโทรศัพท์มาหา โพสต์ ข้อความในอินเตอร์เน็ตว่า รู้สึกกังวลว่าจะไม่ได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย หากผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็จะฆ่าตัวตาย” น.ส.ศุภรัตน์กล่าว

ด้านนายศุภชัย หร่ายกลาง บิดาของ น.ส.ศุภรัตน์ กล่าวว่า กรณีของลูกสาวตนและเพื่อนนักเรียนที่เจอในกรณีเดียวกันกว่า 20,000 คน ได้เคยไปยื่นเรื่องร้องเรียน ต่อนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ สกอ.แล้ว แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เด็กๆเตรียมความพร้อมกันมานาน เรียนกวดวิชากันกว่า 3 ปี เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยตามที่ใฝ่ฝัน แต่นายสุเมธกลับปัดสวะง่ายๆ ให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือในมหาวิทยาลัยเอกชนแทน การทำเช่นนี้ของภาครัฐถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการลิดรอนสิทธิการศึกษาที่ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งพวกตนจะไปยื่นเรื่องต่อทุกองค์กร ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน องค์ การสหประชาชาติ และการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน และให้มีคำสั่งคุ้มครองให้เด็กเข้าสอบเอเน็ต ให้ได้

เช่นเดียวกับ นายพิสิฐ กิตติเจริญฤกษ์ ผู้ปกครองนักเรียนอีกคนกล่าวว่า เคยไปยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการแล้ว แต่ได้รับคำตอบว่าต้องรอการตรวจสอบตามระเบียบข้อบังคับของ สกอ.ก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ และเด็กจะทันเข้าสอบหรือไม่ หากไม่ทัน การตัดสิทธิการศึกษาด้วยเงินเพียง 500 บาท ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายด้านการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก ก็อยากให้มีความจริงใจกับเรื่องการศึกษาให้จริงจังกว่านี้ อย่าเอาแค่ระเบียบปฏิบัติมาตัดสิทธิของเด็กแบบนี้ ซึ่งพวกเราจะต่อสู้ทุกวิถีทาง

ด้าน น.ส.รสนา กล่าวภายหลังรับเรื่องว่า จะเร่งพิจารณาในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด โดยจะประสานทางโทรศัพท์กับผู้เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกับนายสุเมธ เพื่อให้เด็กสามารถเข้าสอบทันในวันที่ 23 ก.พ.นี้ จากนั้นจะเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง แต่หากยังไม่มีความชัดเจน ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยเฉพาะตัวนายสุเมธเอง และอยากฝากถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าปล่อยปละละเลยเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เพราะรัฐบาลเองชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายสำคัญ แต่กลับเอากฎระเบียบเล็กน้อย เรื่องเงินเพียง 500 บาท มาสกัดกั้นอนาคตของเด็กเยาวชนของชาติ

ต่อมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แม้ส่วนตัวแล้วจะเห็นใจนักเรียนที่พลาดโอกาส แต่เรื่องนี้คงจะต้องยึดระเบียบกฎเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้ อีกทั้งจากที่ได้เคยมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นตรงกันว่า หากมีการขยายเวลาการสมัครเอเน็ต เพื่อให้เด็กที่ตกหล่นอยู่กว่า 2 หมื่นคน ก็จะกระทบต่อเด็กกลุ่มใหญ่ที่ปฏิบัติตามกฎกติกาอีกกว่า 1.9 แสนคน ที่สมัครและชำระเงินทันตามเวลาที่กำหนด ซึ่งแต่ละปีก็มีปัญหานี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยในปี 2549 มีนักเรียนที่ไม่ได้ชำระเงินค่าสมัครเอเน็ตจำนวน 5.1 หมื่นคน และในปี 2550 มีจำนวน 2.7 หมื่นคน ซึ่งในปีที่ผ่านมา สกอ.ไม่ได้เปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้มาใช้สิทธิได้ แต่เพื่อไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอีก สกอ.คงจะต้องประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ก็เป็นปัญหาส่วนตัวของนักเรียนด้วย ที่บางคนสมัครสอบตรงเผื่อไว้หลายแห่ง จึงไม่ชำระเงินค่าสมัครเอเน็ต แต่เมื่อพลาดจากสอบตรงแล้วก็ต้องการมาสอบเอเน็ต ในส่วนที่นักเรียนระบุว่าจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ต้องสอบถามกับนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะที่กำกับดูแล สกอ.

เช่นเดียวกับ นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า กรณีที่นักเรียนอ้างว่าบาร์โค้ดไม่ชัดนั้น อยู่กับเครื่องปริ้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่ระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งหากนักเรียนมีปัญหาเรื่องบาร์โค้ดก็ควรโทรศัพท์มาสอบถามที่ สกอ. แต่เท่าที่ตนตรวจสอบ ไม่พบว่ามีนักเรียนแจ้งเหตุปัญหาดังกล่าว อีกทั้งการรับสมัครและชำระเงินเอเน็ต ปิดรับสมัครไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าทำไมนักเรียนอีกกว่า 1.9 แสนคน ที่สมัครและชำระเงินเรียบร้อยกลับไม่มีปัญหา ในส่วนที่นักเรียนระบุว่าจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราวนั้น ตนเห็นด้วย เพราะหากเป็นการตัดสินใจของ สกอ.ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้สอบเอเน็ตได้ ก็จะกระทบกับนักเรียนอีกกว่า 1.9 แสนคน ซึ่งก็จะฟ้องร้องต่อ สกอ. ได้เช่นกัน แต่หากศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เปิดโอกาสให้นักเรียนกลุ่มนี้ ตนก็ไม่มีปัญหา

การ์ตูนพม่า: กรณีการปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวโรฮิงยา

ที่มา Thai E-News

Thailand's Welcoming Hand
(การต้อนรับแบบไทย)

By STEPHFF
The Irrawaddy
Wednesday, January 28, 2009






Adrift on a sea of hypocrisy
(ลอยเคว้งคว้างกลางทะเลแห่งความหลอกลวง)

By STEPHFF
The Irrawaddy
Tuesday, February 3, 2009



คู่มือตอบโต้เพื่อเอาชนะวาทกรรมอำพรางของพันธมิตร

ที่มา Thai E-News



หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เนื่องจากพันธมิตรได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อทักษิณ และฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆ กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาทกรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น ท่านสามารถเผยแพร่ออกไปในแวดวงเครือข่ายของท่าน และในวงกว้างได้โดยที่เราไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งนี้ท่านอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ตามที่ท่านเห็นสมควรก่อนการเผยแพร่

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ
A:ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หากทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน
A:ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอกลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงินเดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึงเห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วนทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคนเสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไปตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี
A:ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตนเพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้งสิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควรมีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสียที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย
A:ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชนชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป
A:ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด
A:ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และเวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ
A:ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม
A:ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและเชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน

A:แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ
Q:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง

รายละเอียดโต๊ะจีนวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ที่มา thaifreenews

โดย : BB

รบกวนพี่น้องชาวเสื้อแดง ช่วยกันซื้อโต๊ะจีนเพื่อการต่อสู้อันยาวนานของพวกเรากันดีมั้ยคะ รายละเอียดดังนี้ค่ะ

รายละเอียดการจองโต๊ะ

สามารถโทรจองบัตรได้ที่เบอร์
02-934-9598, 089-063-2444, 089-063-2555,
089-494-9118

หรือไปซื้อบัตรโดยตรงได้ที่บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่
อิมพีเรียล ลาดพร้าว
บัตรราคา โต๊ะละ 10,000 บาท
หรือ หากไปคนเดียว สามารถซื้อบัตรได้ที่ราคาเก้าอี้ละ
1,000 บาท

งานจะจัดขึ้นที่วัดไผ่เขียว แจ้งวัฒนะ 14 (โซนดอนเมือง) เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

ดิฉันซื้อแล้วค่ะ ขอบพระคุณมากนะคะ

ไม่ใช่แค่เชื่ออย่างสนิทใจเท่านั้น...แต่มีหลักฐานชัดเจนเลย

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny

คำกล่าวหาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณในรัฐสภา อ้างความเชื่ออย่างสนิทใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการเป็นประธานาธิบดีนั้น ยืนยันความถูกต้องของสโลแกนประจำกลุ่มคนพวกนี้ที่ล้อเลียนกันทั่วไปว่าเป็นพวก ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ เช็ดเมียเพื่อน อย่างชัดเจน เพราะทุกคนที่ติดตามการโฟนอินมาตลอดนั้น มีทั้งหลักฐานภาพเสียงและการยืนยันได้ถึงคำกล่าวเป็นประจำของพ.ต.ท.ทักษิณที่ว่า หวังพระบารมีเป็นที่พึ่งเพื่อความยุติธรรมพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยแสดงตนว่าไม่จงรักภักดี แต่ต้องการกลับมาทำงานเพื่อสนองเบื้องพระยุคลบาทในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การเป็นประธานาธิบดีอย่างที่ปากเน่าปากหนอนของนายสุเทพกล่าวหาด้วยคำพูดถ่อยสถุลอยู่ในรัฐสภาแต่ประการใด

ในทางตรงกันข้าม การกระทำถึงพร้อมด้วยหลักฐานชัดเจนก็คือ การที่กลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรค ปชป เคยกระทำมาในช่วงรัฐบาลก่อน ๆ อันได้แก่การทุ่มเทพละกำลังเข้าร่วมกับพวกผู้ก่อการร้ายสากลกลุ่มพันธมิตร ฯ ใช้กำลังอาวุธข่มขู่บุกเข้าปล้นสะดม ข่มขืนบังคับใจประชาชน หวังบุกเข้ายึดรัฐสภา พกอาวุธร้ายแรง เช่น ระเบิด ปืน มีด เข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง ทำเนียบรัฐบาล ฯลฯ อย่างเปิดเผยเป็นข่าวไปทั่วโลก มีหลักฐานและภาพชัดเจนทางสื่อมวลชนว่านักการเมืองของพรรค ปชป เข้าร่วมในการกระทำเหล่านั้นอย่างเต็มกำลังทุกรูปแบบ รัฐบาลของพรรค ปชป วันนี้ จึงถือได้ว่าเป็นรัฐบาลของพวกผู้ก่อการร้ายสากล ประกอบอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนด้วยการใช้กำลังอาวุธ ไม่ได้ต่างจากการปฏิวัติรัฐประหาร เลวร้ายที่สุดที่เอาพวกอันธพาลและโจรถืออาวุธเข้ามาปล้นอำนาจรัฐแบบไร้ยางอาย

หลักฐานต่าง ๆ และข้อพิสูจน์เหล่านี้มีให้เห็นครบถ้วน พวกผู้ก่อการร้ายสากลจำนวนมากมายเกี่ยวข้องและใกล้ชิดกับพรรค ปชป คนอย่างนายกษิต ภิรมณ์ ที่เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้นำม็อบในการยึดทำเนียบรัฐบาล นายถาวร เสนเนียม นายสาธิต วงษ์หนองเตย ฯลฯ มีภาพปรากฏทางโทรทัศน์ชัดเจนว่าเคลื่อนไหวร่วมอยู่กับผู้ก่อการร้ายพันธมิตรระหว่างการเข้าปิดล้อมสภา นายประพันธ์ คูณมี มีหลักฐานว่านำกำลังไปบุกกองบัญชาการตำรวจนครบาลและมุ่งยึดสถานีตำรวจ นายไชยวัฒน์ สินสุวงษ์ ก็นำกำลังเข้ายึดสนามบิน ส่วน นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นายสำราญ รอดเพชร นางบุญยอด สุขถิ่นไทย ฯลฯ ทุกคนต่างก็ขึ้นปราศรัยเพื่อสร้างสถานการณ์รุนแรงอยู่บนเวทีของผู้ก่อการร้ายสากลที่สะพานมัฆวาน สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล อยู่ตลอดยาวนาน ฯลฯ คนเหล่านี้ต่างเป็นชาวพรรค ปชป ทั้งสิ้น มีทั้งที่เป็น ส.ส. และผู้สมัครของพรรคที่สอบตก ชัดเจนที่สุดก็คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สส.สัดส่วนของพรรค ปชป คน ๆ นี้ทุกคนในประเทศไทยรู้ดีว่า เป็นแกนนำของผู้ก่อการร้ายสากลที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นางกัลยา โสภณพนิช นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ฯลฯ และ ส.ส.จำนวนมากของพรรค ปชป ระดมกันเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลเพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพวกผู้ก่อการร้ายที่พ่ายแพ้จนต้องล่าถอยออกจากรัฐสภา หลังจากเกิดระเบิดจากอาวุธที่พวกตนพกพากันเข้ามาเองจนบาดเจ็บล้มตายกันหลายคน เป็นหลักฐานที่เห็นกันชัดเจน ประชาชนจำนวนมากต่างก็โกรธแค้นกับการกระทำของพวกเขารวมทั้งอีกหลายคนที่แสดงตนว่าสนับสนุนพวกผู้ก่อการร้ายสากลในเวลาต่อมา

ทุกสิ่งที่พรรค ปชป และผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหลายกระทำนั้นเลวร้ายและเป็นการก่อการร้ายสากลที่ทั้งโลกไม่อาจยอมรับได้ แม้จะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลเพราะการฉ้อฉล แต่ก็ไม่อาจสร้างศรัทธาใด ๆ ให้ประชาชนได้เลย ตรงกันข้าม ความเสื่อมศรัทธาพรรคนี้และผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหลายกลับกำลังขยายตัวออกไปอย่างไฟลามทุ่งทั่วทั้งประเทศ แม้แต่ในภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงของพรรค ปชป เอง ประชาชนจำนวนมากก็รับไม่ได้กับการก่อการร้ายสากลที่พรรคนี้เข้าสนับสนุนในครั้งนี้ ความชัดเจนของการสนับสนุนผู้ก่อการร้ายสากลพันธมิตรของรัฐบาลนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (ที่เรียกเช่นนี้เพราะทุกคนรู้ดีว่า นายอภิสิทธิ นั้นแท้จริงเป็นเพียงหุ่นที่นายสุเทพและนายชวนเชิดอยู่เบื้องหลังเท่านั้น) มีหลักฐานชัดเจนให้เห็นแจ่มแจ้ง จนไม่ต้องมีการทำให้ประชาชนคนใดเชื่อเองโดยสนิทใจแต่ประการใด เพราะหลักฐานเหล่านั้นเปิดเผยโล่งโจ้งจนถึงขั้นที่คนไม่เคยเชื่อจำนวนมาก ต่างก็พากันหันกลับมาเชื่ออย่างมีหลักฐานสนับสนุนว่า นายสุเทพและพรรค ปชป นั้นเป็นพวกเดียวกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายสากลพันธมิตร ฯ รวมทั้งการเคลื่อนไหวทั้งหมดที่ผ่านมาของเดนมนุษย์พวกนี้ ความจริงแล้วคือขบวนการของกลุ่มนายสุเทพเองทั้งสิ้น

ข้อกล่าวหาจากปากเน่า ๆ ของนายสุเทพต่อ พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องประธานาธิบดี กับหลักฐานชัดแจ้งของกลุ่มพรรคพวกนายสุเทพที่เป็นผู้ก่อการร้ายสากลพันธมิตรนั้นอย่างไหนเป็นความชั่วร้ายที่ชัดเจนกว่ากัน สามัญชนและผู้รักในความยุติธรรมทุกคนรู้ดี ไม่ต้องมาชี้แจงกันอีก รวมทั้งอยากให้คนทั่วไปช่วยกันชั่งน้ำหนักความผิดด้วยว่าสองสิ่งนี้สิ่งใดเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนมากกว่ากัน

Thursday, February 5, 2009

"บรรหาร"โวยปชป."ใจแคบ"ทำ 2 กท.ชาติไทยพัฒนาได้งบฯน้อย "มาร์ค"อ้างแบ่งให้กลัวเบิกจ่ายช้า

ที่มา มติชนออนไลน์

"เติ้ง"ค้านแจกเงิน 2 พัน กลัวเก็บไว้ในกระเป๋าเฉยๆ โวย 2กระทรวงชท.ฯได้งบน้อย บอกเคยพูดปชป.ไปแล้วอย่าใจแคบกับพรรคร่วมฯ "อภิสิทธิ์"อ้างแบ่งให้กลัวเบิกจ่ายช้า เพราะเป็นงบรักษากำลังซื้อ ขอให้มั่นใจจัดสรรไม่มีเรื่องการเมือง ระบุจะหาโอกาสเคลียร์ ปชป.ปูดกลุ่ม"เนวิน"หวงก้าง ทำเบิกจ่ายล่าช้า

"บรรหาร"โวย2กระทรวงชาติไทยพัฒนาได้งบน้อย

นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่เห็นด้วยกับการนำเงินไปแจกหัวละ 2 พันบาทตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และยังแสดงความไม่พอใจ การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมตามร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2552 วงเงิน 1.167ล้านบาท เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รัฐมนตรีพรรคชาติไทยพัฒนากำกับดูแลได้รับการจัดสรรน้อย โดยกล่าวเรื่องนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนออกเดินทางไปพักผ่อนที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ว่า "ความจริงเรื่องงบกลางปีถ้าพูดตรงไปตรงมา ผมก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะที่บอกว่างบกลางกระจายลงไปเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นศรษฐกิจนั้น แต่ผมเห็นว่างบที่ให้ไปไม่ได้แก้ไขปัญหาเลยเพราะถ้าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกลับจัดสรรงบมาเพียง 500 ล้านบาท หรืออย่างโครงการถนนไร้ฝุ่นก็ควรที่จะให้กระทรวงคมนาคมไปดำเนินการ เพราะใช้เวลา 4-5 เดือน การทำโครงการก็สำเร็จแล้วเงินที่ลงไปก็ไม่หาย เพราะนำไปจ้างแรงงานและนำไปซื้อเครื่องจักรกลทำให้รัฐบาลได้เป็นเงินภาษีกลับคืนมาด้วย หรืออย่างกระทรวงเกษตรฯก็ได้มาแค่ 2 พันล้านบาท ขณะที่บางกระทรวงไม่จำเป็นต้องได้งบประมาณมากขนาดนั้น ก็มีอยู่หลายกระทรวง แต่การเอาเงิน 2 พันบาท ไปให้ข้าราชการที่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ผมเห็นว่าเป็นการเอาเงินไปใส่กระเป๋าเฉยๆ เขาอาจจะเอาไปเก็บก็ได้"


"เติ้ง"บอกประชาธิปัตย์อย่าใจแคบกับพรรคร่วม

ส่วนเรื่องที่ฝ่ายค้านอาจยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะที่มีปัญหาการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ จะส่งผลต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหา "แต่ผมได้ให้หลักกับพรรคประชาธิปัตย์ไปเมื่อครั้งที่มาเชิญพรรคชาติไทยพัฒนาให้เข้าร่วมรัฐบาลว่า การเป็นแกนนำรัฐบาลต้องใจกว้างอย่าใจแคบกับพรรคร่วมรัฐบาล"

นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลฯ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เรื่องนี้ทางพรรคเข้าใจความรู้สึกของนายบรรหารดี เพราะที่ผ่านมารัฐบาลออกมาบอกว่ามีนโยบายจะช่วยเหลือเกษตรกรคนยากจน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ส่งออกก็พึ่งพาไม่ได้ เหลือเพียงด้านการเกษตรฯกับการท่องเที่ยวที่จะมาแก้วิกฤต แต่เห็นงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กระทรวงเกษตรฯแค่ 2 พันล้านบาทแล้ว แสดงว่ารัฐบาลไม่จริงใจที่จะแก้ปัญหา เงินก้อนแค่นี้จะไปช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างไร ฤดูแล้งก็กำลังจะเข้ามา อย่างน้อยถ้าเกษตรกรมีน้ำทำการเกษตรก็ยังพอผ่อนคลายภาวะวิกฤตได้ มีข้าวกินมีอาหารพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ที่เหลือก็เอาไปขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ปัญหาความเดือดร้อนของคนชนบทยังผ่อนคลายไปได้ แต่นี้รัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญตรงจุดนี้ ให้ระวังด้วยว่าแล้งปีนี้ม็อบเกษตรกรจะเข้ามากดดันรัฐบาล ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันอีดด้านหนึ่ง

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นคงไม่มีปัญหาเพราะก่อนเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นนายกรัฐมนตรีรับปากที่จะไกล่เกลี่ยและดูแลเรื่องนี้ จึงเชื่อว่าจะสามารถพูดจาตกลงกันได้ จะไม่มีผลกระทบอะไรกับการบริหารงานของรัฐบาล


"อภิสิทธิ์"อ้างแบ่งให้กลัวเบิกจ่ายช้า

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนออกเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ว่า ยังไม่มีโอกาสได้ไปเรียนนายบรรหารเลย แต่ที่จริงได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรงเกษตรฯทราบว่ามีงานที่สำคัญอย่างเรื่องแหล่งน้ำ แต่ประเด็นคือ การใช้จ่ายงบประมาณในปี 2552 หน่วยงานอย่างกระทรวงเกษตรฯ อย่างโครงการที่มีอยู่แล้ว 4 เดือนที่ผ่านมา สามารถเบิกจ่ายไปได้ร้อยละ 10 เท่านั้นเอง ถ้าจัดงบประมาณเพิ่มก็ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ว่ากว่าเงินจะได้ใช้จ่ายจริง อาจจะต้องข้ามปีงบประมาณ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เป็นปัญหาเดียวกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงที่เป็นโครงการในลักษณะของการก่อสร้าง ฉะนั้นถ้าเป็นการจัดงบกลางปีในสถานการณ์ปกติ คือมีรายได้เหลือและจะทำโครงการเพิ่มก็เข้าใจได้ว่าคงจะต้องไปดูแลโครงการในลักษณนั้น แต่ขณะนี้เป็นงบเพื่อรักษากำลังซื้อของคนในประเทศ และจริงๆ แล้วเงินส่วนใหญ่ที่ไปกระทรวงต่างๆ ไม่ใช่ลักษณะของโครงการก่อสร้าง ไม่ใช่ว่าไปดึงโครงการมาอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ เงินส่วนใหญ่ที่ออกไป เป็นการจ่ายเงินตรงไปให้กับประชาชน ขณะนี้ยังไม่ได้มีโอกาสทำความเข้าใจ แต่รัฐมนตรีในคณะจะทราบเหตุผลตรงนี้แล้ว


นายกฯให้มั่นใจจัดงบฯไม่มีเรื่องการเมือง

นายอภิสิทธิ์กล่าวตอบคำถาม คิดว่านายบรรหารน้อยใจเรื่องนี้หรือไม่ว่า "เท่าที่ทราบท่านก็ยังให้กำลังใจอยู่ ก็ต้องขอขอบคุณ แต่มันเป็นมุมมอง ความจริงมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่อยากให้มั่นใจว่า ทั้งหมดการจัดงบ มันไม่มีเรื่องการเมือง เหมือนกับที่ผมชี้แจงในสภาและผลงานของรัฐบาล ไม่ว่ากระทรวงไหนจะรับผิดหรือรับชอบ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้ว"

นายกฯยังกล่าวกรณี พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรครู้สึกเช่นเดียวกันกับนายบรรหาร จะส่งผลต่อการทำความเข้าใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า เรื่องนี้อยู่ที่เหตุและผล จะพิสูจน์ตัวเองด้วยทำงานต่อไป เพราะไม่ได้จัดงบประมาณแค่ครั้งเดียว จะมีการจัดงบประมาณในปีงบประมาณต่อไปแนวก็จะเปลี่ยนไปเพราะแผนเดิมคืองบกลางปีจะเป็นงบพิเศษเพื่อรักษากำลังซื้อ แต่งบปี 2553 จะมุ่งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อถามว่า จะหาโอกาสคุยกับนายบรรหารหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะพยายามหาโอกาส แต่เห็นว่านายบรรหารไปต่างประเทศอยู่ในขณะนี้ และเชื่อว่าจะเข้าใจกันได้ และในการเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ไปด้วย จะได้คุยกัน เมื่อถามว่า เหมือนนายบรรหารจะติดใจมาก นายกฯกล่าวว่า ความเห็นอาจแตกต่างกัน

"ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการเมือง เป็นเรื่องที่เราพิจารณาตามหลักแนวคิดของเราในการแก้ปัญหา และไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนในรัฐบาล เป้าหมายต้องเหมือนกันอยู่แล้ว คือทำอย่างไรให้เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ แก้ไม่ได้ก็เดือดร้อนกันทุกพรรคอยู่แล้วล่ะครับ" นายอภิสิทธิ์กล่าว


"อภิสิทธิ์"เตรียมคุยญี่ปุ่นเรื่องวงเงินกู้เดิม

นายอภิสิทธิ์ถึงการนำคณะ เยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ว่า การเดินทางครั้งนี้ตั้งเป้าหมายในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายสำคัญให้ได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ให้เกิดความเชื่อมั่น เข้าใจ และนำไปสู่การขยายการค้าการลงทุน โดยนายกฯญี่ปุ่นเองได้ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือภูมิภาคเอเชีย จะได้ไปสอบถามถึงความเป็นไปได้ ที่ไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือได้ประโยชน์จากมาตรการตรงนี้ และจะมีโอกาสได้พบกับภาคเอกชนด้วยมีทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ยานยนต์ เหล็ก ท่องเที่ยว ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปดูลู่ทางการขยายความร่วมมือตรงนี้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในส่วนของเงินกู้อยู่ระหว่างการปรึกษาหารืออยู่แล้วในโครงการรถไฟฟ้า โดยจะมีการพูดคุยตรงนี้ด้วย เนื่องจากมีรถไฟฟ้า 3 สาย ที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้จากญี่ปุ่นจะไปทำความชัดเจนตรงนี้ด้วย น่าจะมีข้อสรุปได้บางส่วน และมีความคืบหน้าอีกบางส่วน ที่จริงสายสีม่วงเป็นขั้นตอนการประมูล สายสีแดงที่น่าจะทำให้เกิดความขัดเจนขึ้นมาได้ ส่วนสายสีน้ำเงินปัญหาตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องเทคนิคมากกว่า ที่ไปคุยครั้งนี้จะเป็นเรื่องของเงินกู้เดิมในโครงการต่างๆที่มีการเจรจากันมานานแล้วไม่ใช้เงินกู้ใหม่


"สุเทพ"บอกช่วยไม่ได้รมต.ไม่ท้วงเอง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องงบประมาณจบไปแล้วไม่ใช่หรือ คงต้องทำความเข้าใจกับนายบรรหารและประชาชนว่างบกลางปีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกมธ. จัดทำขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มาจากทุกพรรคการเมืองเพื่อนำมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ได้มุ่งเกลี่ยไปให้ครบทุกกระทรวง แม้แต่บางกระทรวงที่คนของพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รับงบ ยืนยันว่าไม่มีความคิดเรื่องพรรคโน้นพรรคนี้ และในการประชุมครม.ก็ไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ทักท้วงเรื่องนี้เลย

สำหรับเรื่องที่นายบรรหารแสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรการแจกจ่ายเงินช่วยเหลือ 2,000 บาทให้ประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท นายสุเทพกล่าวว่า เป็นความเห็นของนายบรรหารก็ต้องรับฟัง แต่ผ่านไปแล้ว เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่ากรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครม. รองนายกฯ กล่าวว่า คิดว่าต้องแยกกัน อย่าไปโยงกับเรื่องอื่น ไม่คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องเสียงในสภา เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คิดว่ารัฐบาลยังมีเอกภาพ


ประชาธิปัตย์ชักเคืองงบภูมิใจไทยเบิกอืด

รายงานข่าวจากกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯแจ้งว่า ขณะนี้กมธ.ส่วนใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเกิดความอึดอัดใจต่อการบริหารงานของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2552 เป็นไปด้วยความล่าช้า โดยภาพรวมเพิ่งเบิกจ่ายไปเพียงร้อยละ 7.9 เท่านั้น ซึ่งมีปัจจัยมาจากการชิงความได้เปรียบทางการเมืองของกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยเฉพาะงบประมาณที่อยู่ในกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท โครงการก่อสร้างทางในชนบท ซึ่งกรมบัญชีกลางได้โอนเงินประจำงวดให้กับกรมทางหลวงชนบทตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2551 แล้ว แต่รัฐมนตรีกลุ่มเพื่อนเนวินได้ดึงเรื่องไว้ และอนุมัติเฉพาะจังหวัดที่มีส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยสังกัดอยู่เท่านั้น


ข้อมูลสนง.สถิติขรก.มีหนี้สิน84%

นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เผยแพร่ผลสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญ ในสังกัดคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในปี 2551 เพื่อใช้ประโยชน์ในการพิจารณากำหนดนโยบายของรัฐเกี่ยวกับเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ ของข้าราชการให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ โดยเก็บรวมรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการทั้งสิ้น 12,945 ราย พบว่า ครอบครัวข้าราชการมีหนี้สินถึงร้อยละ 84 โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 749,771 บาท/ครอบครัว ทั้งนี้ข้าราชการที่เป็นหนี้สูงสุดคือข้าราชการระดับ 3-5 คิดเป็นร้อยละ 85.8 (มีหนี้สินเฉลี่ย 614,109 บาท) รองลงมาคือข้าราชการระดับ 6-8 ร้อยละ 83.6 (มีหนี้สินเฉลี่ย 847,003 บาท) และข้าราชการระดับ 1-2 ร้อยละ 77.7 (มีหนี้สินเฉลี่ย 277,040 บาท) ขณะที่ข้าราชการระดับ 9-11 มีหนี้สินเพียงร้อยละ 48.2 เท่านั้น แต่มีหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 1,462,525 บาท


จี้รัฐบาลขึ้นเงินเดือนอุ้มให้อยู่ได้

นางธนนุชกล่าวว่า สำหรับหนี้สินที่เกิดขึ้นกับครอบครัวข้าราชการส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 56.3 เป็นหนี้สินเพื่อที่อยู่อาศัย รองลงมาเป็นหนี้สินเพื่อซื้อ หรือซ่อมแซมยานพาหนะ ร้อยละ 16.7 และเพื่อใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 12.4 ทั้งนี้ครอบครัวข้าราชการมีรายได้เฉลี่ย 41,139 บาท/เดือน ส่วนใหญ่เป็นค่าตอบแทนจากเงินเดือน/เงินประจำตำแหน่ง และมีรายได้ที่ได้รับเป็นครั้งคราวบาง เช่น ค่าล่วงเวลา เบี้ยประชุม โบนัส นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัว อย่างไรก็ตามมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 32,411 บาท/เดือน โดยในจำนวนนี้เป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 24.4 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและการสื่อสาร ร้อยละ 19.3 และค่าซื้อยานพาหนะ เครื่องเรือน คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 15.1 ส่วนที่เหลือเป็นค่าการศึกษา ค่าใช้จ่ายสมทบ ค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายด้านการบันเทิง ฯลฯ

"เมื่อเปรียบเทียบรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินต่อรายได้ของครอบครัวข้าราชการปี 2547-2551 จะพบว่าครอบครัวข้าราชการมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าค่าใช้จ่าย แต่ทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2551 ข้าราชการมีรายได้เพิ่มเป็น 41,139 บาท/เดือน จากเดิมได้ 29,231 บาท/เดือนในปี2547 ส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 32,441 บาท จากเดิม 24,970 บาท ขณะที่หนี้สินต่อรายได้ของครอบครัวข้าราชการเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 18.2 จากเดิมร้อยละ 16.8 ดังนั้นรัฐบาลควรหาแนวทางช่วยเหลือข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็น การปรับอัตราเงินเดือน การเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้ข้าราชการสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเหมาะสมกับค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไป" นางธนนุชกล่าว


สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เชื่อมั่นศก.เติบโต 0-2%

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันว่า กระทรวงการคลังยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีโอกาสถึง 80% ที่จะเติบโตระหว่าง 0-2% ตามที่ สศค. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย จึงเชื่อว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบ 4%จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น

"ที่เราต้องพูดวันนี้ไม่ได้ต้องการจะออกมาตอบโต้นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าหากไม่ทำอะไร เศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัว 4% เพราะท่านเป็นถึงกูรูเศรษฐกิจประเทศไทย และเก่งกว่าผมเยอะ เพียงแต่มีนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศโทรศัพท์มาสอบถามผมจำนวนมากเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าจะหดตัวมากที่สุดในโลกเลยหรือ ซึ่งต้องบอกว่าถ้าแต่ละประเทศไม่มีมาตรการออกมาเราจะหดตัวมากกว่า 4% ด้วยซ้ำ แต่ทุกประเทศก็มีมาตรการ ดังนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นก็มีมากกว่าที่จะแย่" นายสมชัยกล่าว

นายสมชัยกล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2553 มองว่าจะขยายตัวได้มากกว่า 3% ทำให้จัดทำงบประมาณแบบขาดดุลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นอันตรายกับเศรษฐกิจ เนื่องจากสศค.ประเมินแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2552 จากการเมืองที่นิ่งขึ้น ทำให้ฝ่ายบริหารมีเวลาคิดมาตรการที่ดีออกมาได้อย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีโอกาสที่กฎหมายดีๆ หลายฉบับจะผ่านการพิจารณาออกมาบังคับใช้ดูแลเศรษฐกิจได้ดีขึ้น


อ้างสัญญาณเศรษฐกิจปี2552ยังดีอยู่

"สัญญาณเศรษฐกิจในปี 2552 ยังดีอยู่ เพราะเงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยไม่สูง อัตราว่างงานแค่ 1.4% ขณะที่ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยก็น่าจะอยู่ที่ 50-60 เหรียญต่อบาร์เรล ประกอบกับ มีปัจจัยบวกจากภาคส่งออกอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอาหารที่ยังขยายตัว ไม่มีการปลดคนงาน มีแต่จะเพิ่มคนงาน เพราะคนส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าราคาถูกมากขึ้น และถ้าเราเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ก็จะยิ่งพยุงเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้และจะดีขึ้นในปี 2553 แน่นอน" นายสมชัยกล่าว

ส่วนฐานะเงินคงคลังที่หลายฝ่ายกังวลว่าอยู่ในระดับที่ต่ำจนเกินไปนั้น ผู้อำนวยการสศค.กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเงินคงคลังของประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะผิดปกติ โดยฐานะเงินคงคลังจะปรับขึ้นลงตามรายจ่ายของประเทศ ซึ่งในช่วงต้นปีจะลดลง และจะปรับเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้ ขณะเดียวกัน ยังมีคณะกรรมการดูแลรายรับรายจ่ายภาครัฐกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

สำหรับภาวะการขาดดุลเงินสดของรัฐบาล ณ สิ้นปีงบประมาณ 2552 นายสมชัยกล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในระดับ 4.4 แสนล้านบาท และดุลเงินนอกงบประมาณจะเกินดุลกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่ายังไม่เสี่ยง เพราะยังสามารถบริหารจัดการเงินคงคลังได้ โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2552 เงินคงคลังน่าจะอยู่ในระดับ 1.2 แสนล้านบาท ทั้งนี้อยู่บนสมมติฐานว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 0-2%จะมาจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท รวมกับการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.1 แสนล้านบาท ภายหลังการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปก่อนหน้านี้


ฝันสถานการณ์จัดเก็บรายได้ดีขึ้น

นายสมชัยกล่าวว่า จากการประเมินรายได้ของรัฐบาลในเบื้องต้นที่เดิมคาดว่าจะจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการณ์ 1.2-1.3 แสนล้านบาท น่าจะมีสถานการณ์ดีขึ้น โดยคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเพียง 1.1 แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับผลดีจากการเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1,900 ล้านบาท หากสถานการณ์จัดเก็บรายได้เลวร้ายกว่าที่คิด รัฐบาลยังมีเงินคงคลังที่หยิบมาใช้ก่อนได้ เพียงแต่จะต้องยึดวินัยการคลังตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

"เราประเมินว่าถึงสิ้นปีงบประมาณนี้ รัฐจะขาดดุลงบประมาณ 5 แสนล้านบาท โดยจะมาจากการเก็บรายได้ที่คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 1.1 แสนล้านบาท จากกรณีเบิกจ่ายงบประมาณปกติได้ 94% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี จากการเบิกจ่ายงบกลางปีเพิ่มเต็มจำนวน และเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2551" นายสมชัยกล่าว


มหาวิทยาลัยหอการค้าประเมินตัวเลข3กรณี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าได้ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 2552 ไว้ 3 กรณี คือ กรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด 60% บนสมมติฐานเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างมากในครึ่งปีแรกและฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และทั้งปีเศรษฐกิจโลกขยายตัว 0.5% และการค้าโลกติดลบ 2.8% ขณะที่การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเริ่มมีผลในช่วงหลังของปี จะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกติดลบ 3-5% และครึ่งปีหลังขยายตัวบวก 1-3%

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนการส่งออกคาดว่าจะติดลบ 5.8% หรือมูลค่า 1.65 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ นำเข้าติดลบ 6.1% หรือมูลค่า 1.64 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ดุลการค้าเกินดุล 720 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เงินเฟ้อลบ 0.5% ทำให้ทั้งปีเศรษฐกิจไทยติดลบ 1% ซึ่งการติดลบในรอบ 10 ปี นับจากปี 2542 และคาดว่าจะมีการว่างงานประมาณ 9 แสนคนถึง 1.2 ล้านคน หรืออัตราว่างงาน 2.3-3.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2551ที่มีการว่างงาน 5 แสนคนหรืออัตรา 1.5% ของประชากรรวม


คาดมูลค่าส่งออกหายวับ3.5แสนล้าน

"ปีนี้เป็นปีแห่งความยากลำบากของการส่งออก ซึ่งคาดว่ามูลค่าส่งออกจะหายไปถึง 3.5 แสนล้านบาท โดยทุก 1 แสนล้านบาทที่หายไปจะทำให้เศรษฐกิจติดลบ 1% เมื่อรายได้หายไป 3 แสนกว่าล้านบาท ก็จะทำให้เศรษฐกิจติดลบ 3% เมื่อรวมกับการท่องเที่ยวที่คาดว่ารายได้จะหายไปอีก 7หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท จึงต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจากเดิมคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0-2% เป็นติดลบ 1% แต่เศรษฐกิจไทยยังดีกว่าหลายประเทศ ไม่ได้ขยายตัวต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ที่ติดลบมากกว่าไทย" นายธนวรรธน์กล่าว


นายธนวรรธน์กล่าวว่า โอกาสที่เงินเฟ้อของไทยจะติดลบต่อเนื่องไปถึงเดือนสิงหาคมนี้ เป็นผลจากต้นทุนสินค้าลดลง ราคาสินค้าและสินค้าเกษตรลดลง และกำลังซื้อลดลงบ้าง ซึ่งยังไม่รุนแรงจนถึงเงินฝืดแต่ก็เป็นการตกต่ำในรอบ 7 ปีนับจากปี 2545


ณรงค์ชัยชี้มาตรการอืดอาจติดลบได้

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง“ทิศทางเศรษฐกิจไทย”ในงานสัมมนาเชิงวิชาการ สมาคมปริญญาโทสำหรับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2552 อาจเติบโตได้ 1% ซึ่งต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะปฏิบัติได้เร็วเพียงใดและจะมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรบ้างโดยปีนี้รัฐบาลต้องดูแลการส่งออกให้ติดลบเพียง 2.7% ไม่เช่นนั้นจะทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยติดลบ

นายณรงค์ชัยกล่าวว่า มาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นการบริโภค และเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งจะส่งผลให้มีภาระต้องหาเงินมาทดแทน แต่คาดว่ารัฐบาลจะหามาตรการกระตุ้นภาคการลงทุนมาเสริมในระยะต่อไป เพราะการกระตุ้นการลงทุนจะช่วยสร้างรายได้ในอนาคตกลับคืนมา

"หากมาตรการต่างๆมีการปฏิบัติอย่างล่าช้า ก็จะมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะติดลบ แต่คงจะไม่ติดลบมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 เพราะที่ผ่านมามีความล่าช้า โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ส่วนมาตรการที่ออกมาช่วงนี้ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่อยากให้รัฐบาลพยายามเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้บนเวทีการประชุมเวิลด์อีโคโนมิค ฟอรั่ม ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเร็วๆนี้" นายณรงค์ชัยกล่าว


หากส่งออกไม่ขยายหวัง"กระตุ้น"ยาก

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง “จะอยู่หรือไม่ เศรษฐกิจไทย ปี 2552” ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบประมาณ 2-3% หากการส่งออกขยายตัวติดลบมากกว่า 10% ซึ่งจากการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ถึงมกราคม 2552 ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยคงไม่ติดลบมากที่สุดในโลก

“ถ้าการส่งออกไม่ขยายตัว จะทำให้การกระตุ้นบริโภคภายในประเทศไม่ประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจและการส่งออกขยายตัวได้ดี ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรักษาอัตราการขยายตัวของการส่งออกไว้ และเร่งการลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็คต์ เพื่อส่งสัญญาณให้เอกชนเห็นถึงความพร้อมของภาครัฐ”นายสมภพกล่าว


สมาคมธนาคารระบุยุลดดบ.ไม่ถูกต้อง

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยกล่าวว่า แนวทางที่จะใช้วิธีลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่มีคนกู้ ทำให้เกือบทุกประเทศต้องใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้น ทุกประเทศจึงต้องยอมสร้างหนี้ แต่ถ้าเต็มเพดานการกู้ของภาครัฐแล้ว ในยามวิกฤต ถ้าต้องแก้กฎหมายเพื่อขยายเพดานก็ต้องทำ

"ทุกประเทศควรแก้วิกฤตไปพร้อมๆกัน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่เป็นอยู่ แต่เศรษฐกิจไทยคงไม่เจ๊ง ยังอยู่ได้ แต่อยู่ไม่สบาย และคงไม่ฟื้นตัวเร็ว ซึ่งกลางปีนี้ยังมีปัญหาจากการส่งออกใน 3 ประเทศใหญ่คือสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นที่ยังไม่ฟื้น การพึ่งพาการค้าในเอเชียเพื่อทดแทน 3 ประเทศใหญ่ที่ชะลอตัวคงไม่เพียงพอ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องประคับประคองไม่ให้เลวร้ายกว่านี้" นายธวัชชัยกล่าว

เพื่อไทยข้องใจขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ทางด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย(พท.) ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันเดียวกัน โดยกล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันล่าสุดโดยมีการบอกล่วงหน้า ทำให้คนเติมน้ำมันต่อคิวยาว ทั้งนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน 1.50 บาท และเตรียมจะขยับขึ้นอีก4 ครั้ง ไปจนถึง 5 บาท ขณะที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ปรับลดลง ไม่ได้ขึ้นจริง เพราะใช้กองทุนน้ำมันไปพยุงไว้ ตอนนี้รัฐบาลกำลังหาเงินกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา คนรวยไม่เดือดร้อน แต่คนหาเช้ากินเข้าเดือดร้อนซึ่ง และยังมีขบวนการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนเข้ามาในภาคใต้กำลังฟื้นกลับมา โดยลักลอบเอาน้ำมันเถื่อนมาจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูก ไม่รู้ว่าใครจะได้ประโยชน์ รัฐบาลชุดนี้ชอบให้เกิดของถื่อน แทนที่จะให้มีหวยบนดินก็พยายามให้มีหวยใต้ดิน จึงอยากถามว่า การขึ้นราคาน้ำมันรัฐบาลได้คำนึงผลกระทบกับคนไทย ผู้มีรายได้น้อย คนจน ชาวประมง ผู้ใช้น้ำมันทั้งประเทศอย่างไร


"กรณ์"โต้คิดรอบคอบแล้วก่อนขึ้น

นายกรณ์ จาติกวณิช ชี้แจงว่า การที่รัฐบาลปรับสูตรจัดเก็บภาษีน้ำมันเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งเป้าหมายการปรับภาษีน้ำมันก็ยึดความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการในการผลิตพลังงานทดแทน ส่วนภาษีน้ำมันดีเซล คิดว่าราคาต่อผู้บริโภคจะอยู่ได้ ราคาน้ำมันตอนนี้อยู่ที่ 40 เหรียญต่อบาร์เรล แนวโน้มการฟื้นตัว ยังไม่เกิดขึ้นในเร็วนี้ รัฐบาลจะต้องทบทวนคงไว้การเก็บภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องมากขึ้น ในส่วนของเรื่องการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ปัจจุบันหลังจากการปรับราคาขึ้นทำให้ส่วนต่างระหว่างน้ำมันในไทยและมาเลเซีย 6 ถึง 7บาทต่อลิตรซึ่งยังน้อยกว่าช่วงปีที่แล้ว ก่อนรัฐบาลประกาศมาตรการ 6 เดือนซึ่งส่วนต่างของราคาน้ำมันไทยกับมาเลเซียสูง 15 บาทต่อลิตรดังนั้นแรงจูใจในขณะนี้เกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน จึงมีไม่มากเหมือนที่ผ่านมา

"เรื่องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รัฐบาลได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบดีแล้ว เพราะน้ำมันเป็นสินค้านำเข้าถึงร้อยเปอร์เซ็นต์วันนี้ ราคาอาจถูกก็จริง แต่ในอนาคต เชื่อว่าราคาจะต้องแพงขึ้นอย่างแน่นอน" นายกรณ์ กล่าว

เมื่อเสื้อแดงมีตัวตน

ที่มา เดลินิวส์

การชุมนุมของ นปช.และคนเสื้อแดง เสาร์ 31 มกราคม 52 แม้ เทพเทือก จะสบประมาทอย่างมาก มาไม่เกินหมื่น แต่พลังมวลชนกลับมากถึงครึ่งสนามหลวง นั่งแบบแน่น ๆ ไม่ใช่หลวมโพรก เต็มสนามก็แสนคน ครึ่งสนามก็ 5 หมื่น ตรงกับที่หนังสือพิมพ์หลายฉบับลง

มากเกินคาดจนรัฐบาลจะไม่ให้ราคาหรือเยาะเย้ยถากถางกันง่าย ๆ ได้อีกแล้ว

แม้ข้อเรียกร้อง 3-4 ข้อ ไม่ว่าจะ 1.ปลด กษิต ภิรมย์ ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ 2.ยุบสภา 3.เอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ 4.ดำเนินคดีกับคนยึดสนามบิน ไม่ทำให้รัฐบาลสั่นสะเทือน ยังหาเหตุซื้อเวลาได้เรื่อย ๆ

ก็ขนาดเรื่องคอขาดบาดตาย เอาคนยึดสนามบินมาลงโทษ ก็ยังมีข้ออ้าง ต้องสอบพยานเพิ่มอีกร้อยปากมั้ง ทั้งที่เป็นความผิดซึ่งหน้า จับได้เลย ไม่ทำ ยังออกกฎหมายลดโทษอีก ข้อเรียกร้องอื่น จึงงั้น ๆ ??

แต่นั่นล่ะการชุมนุมเที่ยวนี้มีนัยสำคัญ กลุ่มเพื่อนเนวิน ตัดญาติขาดมิตร มีการสาดโคลนว่า เป็น แดงแท้ แดงเทียม ด้วยซ้ำ แม้การชุมนุมเสื้อแดง 2-3 ครั้งในกรุงเทพฯ กลุ่มเพื่อนเนวินก็ไม่ได้มาร่วมแล้ว ทำให้ขาดกำลังหลักเกือบ 30% แต่ไม่ขัดขวาง

ต่างจากตอนนี้ กลุ่มเพื่อนเนวิน พลิกขั้ว กลับบ้าง ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 และ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มท.2 สั่งผู้ว่าฯ ภาคเหนือ อีสาน สกัดกั้นทุกรูปแบบ ชนิดไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ คน 4-5 หมื่นที่ร่วมขับเคลื่อน

กำลังหลักไม่น้อยจึงเป็นคนกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง เป็นผู้ใกล้ชิดข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่พวกรากหญ้า ไร้การศึกษาอย่างที่ชนชั้นนำดูถูก ไฮโซนักธุรกิจ เช่น ดรุณี กฤตบุญญาลัย จากที่นั่งเฉย ๆ คราวนี้นำขบวนด้วย ชนชั้นกลางหลายคน ก็หอบลูกจูงหลาน มาเป็นครอบครัว ไม่หลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนเก่า

เสื้อแดงมีตัวตนจริง และอาจนำไปสู่ คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯล้มรัฐบาลได้ !!

จริงอยู่ ส่วนหนึ่งยังผูกติดกับทักษิณ ก็ทักษิณเป็นนายกฯ มา 5-6 ปี จะให้มีแต่คนเกลียดก็เกินไป ก็ต้องมีคนรักบ้าง แต่การต่อ สู้ของเสื้อแดง มีมิติมากกว่าเรื่องส่วนตัวแม้วไปแล้ว ถ้าเจ้าตัวยอมรับซะบ้าง

เสื้อแดงจะมีพลังกว่านี้แยะ ไม่ต้องถูกกล่าวหาทำเพื่อคน ๆ เดียว

อย่างที่บอก สนามหลวงเที่ยวนี้ มีนัย คนมาเดินขบวนไม่น้อย เพราะทนไม่ได้ ที่มีการปล่อยบ้านเมืองเป็น “อนาธิปไตย” ไร้ขื่อแป มีการใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน ฝ่ายหนึ่งขาวจั๊วะ ฝ่ายหนึ่งดำปี๋ ตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมา

ต้องการให้นำ นิติรัฐ นิติธรรม กลับคืนมา เพื่อความสงบสุขของสังคมแท้จริง

อีกไม่น้อยมาเพื่อบอก ใช่ทุกคน จะยอมจำนน และเป็นแค่ พลังเงียบ ไร้ปากเสียง ปล่อยบ้านเมืองถูกปู้ยี่ปู้ยำโดย “อำมาตยาธิปไตย” ข้างเดียว แต่มาประกาศว่าตนเองก็เป็นเจ้าของประเทศด้วยคนหนึ่ง

ถึงจะชุมนุมแล้วเลิกก็ไม่เห็นเป็นไร ขออย่าไป ตกหลุมยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน เด็ดขาด เพราะการไม่ทำนั่นล่ะ ความชอบธรรมของเสื้อแดงทั้งปวง เรื่องปะทะตำรวจก็ธรรมดา ขอให้สู้มือเปล่าทุกครั้ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม จะขู่ฟ่อ ห้ามล้ำเส้น สั่งทหาร พกอาวุธ เอ็ม 16 คุมเชิงในทำเนียบฯ แบบที่รัฐบาล สมัคร-สมชาย ไม่ได้เคยได้รับการคุ้มกันเช่นนี้มาก่อน ก็ปล่อยไปประชาชนเห็นเอง

อย่างล่าสุด รมต.ปลากระป๋องเน่า วิฑูรย์ นามบุตร ก็ตัดสินใจลาออกไปแล้ว ดี กว่าทู่ซี้อยู่ต่อไปจะยิ่งเน่ามากขึ้น นี่แค่ตัวอย่าง ยังมีเรื่องให้ตรวจสอบอีกมาก ไม่จำเป็นต้องเร่งล้มรัฐบาลจนเกินงามหรอก

ขอให้รักษามาตรฐานการขับเคลื่อนที่ สันติ และ สวยงาม เหมือนที่สนามหลวงหนล่าสุด บุกถึงทำเนียบฯ อ่านแถลงการณ์ เลิก ไม่ยึด แค่นี้รัฐบาลก็อยู่ไม่เป็นสุขแล้ว !!!.

ดาวประกายพรึก

ส่อเสียค่าโง่รถดับเพลิง อสส.ชี้เลิกสัญญาไม่ได้

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 .ที่ผ่านมา (5 ..) นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานอัยการคดีตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ได้เรียกประชุมคณะทำงานอัยการ เพื่อพิจารณา กรณีที่ ม...สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำหนังสือ ถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการ ยื่นฟ้องศาลแพ่ง ยกเลิกสัญญาซื้อขายรถและเรือดับเพลิง มูลค่า 6,687 ล้านบาทของ กทม. กับบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียลหาห์ซอย์ จำกัด ประเทศออสเตรีย พร้อมขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ธนาคารกรุงไทยระงับการจ่ายเงินค่างวด

โดยคณะทำงานมีความเห็นเป็นที่ยุติเกี่ยวกับประเด็นการฟ้องคดีแพ่งเพื่อยกเลิกสัญญาว่า เนื่องจากการลงนามในเอโอยู (AOU) ข้อ 4 และสัญญาซื้อขาย ข้อ 13 ระบุไว้ว่า กรณีเกิดความขัดแย้งในการปฏิบัติตามข้อสัญญา คู่สัญญาจะต้องดำเนินการเจรจาระหว่างผู้แทนแต่ละฝ่าย และหากการเจรจาไม่เป็นผลจะต้องหาข้อยุติโดยการส่งเรื่องไปยังหอการค้านานาชาติกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อดำเนินการตั้งแต่อนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท ดังนั้นคณะทำงานอัยการจึงเห็นว่า ยังไม่สามารถที่จะยื่นฟ้องคดีแพ่ง ยกเลิกสัญญาได้ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว

ส่วนการจะยื่นขอคุ้มครองชั่วคราวให้ธนาคารกรุงไทย ระงับการจ่ายค่างวดที่ 5 ซึ่งจะครบกำหนดชำระในสัปดาห์หน้า ประมาณ 700 ล้านบาทนั้น คณะทำงานอัยการมีความเห็นว่า การยื่นขอคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว จะดำเนินการได้ต่อเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีหลัก คือ การขอให้ยกเลิกสัญญาก่อน ดังนั้นเมื่อยังไม่สามารถฟ้องคดีแพ่งยกเลิกสัญญาได้ การยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการชำระค่างวดจึงดำเนินการไม่ได้เช่นกัน ทั้งนี้คณะทำงานได้รายงานผลดังกล่าวให้ทาง กทม.ทราบ ในเบื้องต้นแล้ว

ทางด้าน ม... สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวถึงคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ว่า ตนเพิ่งมารับตำแหน่งจึงยังไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าที่ทำอยู่ และการเข้ามาจัดการเรื่องดังกล่าวถึงจะเปลืองตัว หรือถูกมองว่าเป็นการปกป้องพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการ กทม. แต่สิ่งที่อยากจะยืนยันคือตนพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

ผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวว่า แม้เรื่องที่เคยยื่นอัยการสูงสุดให้มีคำสั่งปกครองเพิกถอนสัญญา ระงับการจ่ายเงิน และการอนุญาตนำรถดับเพลิงออกมาใช้ ยังออกมาไม่ชัดเจน แต่ทาง กทม.จะระงับการจ่ายเงินงวดที่ 5 ซึ่งจะครบรอบในวันที่ 11 ..นี้ ไปก่อนจนกว่าจะหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าวได้ และหากอัยการสูงสุดเห็นด้วยที่ กทม.จะยื่นฟ้อง แต่ให้ กทม.เป็นผู้ฟ้องแต่เพียงผู้เดียว หาก กทม.เป็นนิติบุคคลก็สามารถกระทำได้ แต่ในฐานะที่ กทม.เป็นหน่วยงานของภาครัฐ จึงมีความจำเป็นต้องยื่นฟ้องร่วมกับอัยการสูงสุดหรือศาล ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องหาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้งเพื่อให้อยู่ในข้อ ตกลงที่เห็นชอบร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย

สงครามประชาชน

ที่มา ไทยรัฐ

ปัญหาวิกฤติการเมือง มีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น หรือ ต้องหลอกตัวเองว่ามองไม่เห็น เป็นหอกข้างแคร่ที่อันตรายต่อระบบการปกครองประเทศ ผมเคยเกริ่นไปนานแล้วว่า ถ้าปล่อยให้เล่นการเมืองกันเลยเถิดขนาดนี้ จะสิ้นชาติ คนที่ตะลุมบอนกันอยู่ในมรสุมการเมืองก็จะไม่สง่างาม

และจะเกิดวิกฤติแห่งความศรัทธา

วันนี้แม้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ จะพยายามคุมเกม ให้ดูเหมือนว่า บ้านเมืองสงบราบรื่น แต่จริงๆแล้วกำลังจะเกิดคลื่นใต้น้ำ

ลูกใหญ่ ในขณะที่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลจะขั้วประชาธิปัตย์ หรือเพื่อไทย

บ้านเมืองก็จะล่มจมเช่นกัน

ไม่ลำพังแค่คนเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง แต่กองทัพ กระบวน การตรวจสอบ กลุ่มคนในสังคม นักวิชาการ นักคิด ก็จะถูกดึงเข้ามาสู่ห้วงมรสุมไม่มีวันสิ้นสุด และเมื่อถึงจุดสุดท้ายก็จะกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

เกิดกลียุค

ปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่บางจังหวัดของภาคอีสาน ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน ปรากฏการณ์ทางความคิดของสังคมบางส่วนที่ต้องการ แบ่งแยกการปกครอง กั้นรั้วแสดงถึงอาณาเขต

แบ่งประเทศ

ผมเชื่อว่า หน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงก็รู้แก่ใจดีที่สุด และผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็รู้อยู่เต็มอก นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ ครม.คนอื่นๆ ไม่สามารถที่จะเข้าไปในบางพื้นที่บางจังหวัด หรืออาจจะเจอปรากฏการณ์ปารองเท้า เช่นเดียวกับผู้นำสหรัฐฯหรือผู้นำจีน

พยายามจะบริหารประเทศด้วยความทุลักทุเล

ความไม่สง่างาม วิกฤติศรัทธาไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ เห็นสภาพแล้ว ไม่มีความมั่นใจเลยว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบเทอม ความกระเหี้ยนกระหือรือ กับดักการเมืองที่จะย้อนมาเชือดคอตัวเอง

ให้ซุปเปอร์สร้างภาพก็หนีไม่พ้น

ผมได้อ่านข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินมาให้กำลังใจ ส.ส.เพื่อไทยแล้วอดวิตกไม่ได้ แต่ละคำพูดของคนที่หลังจนตรอก นอกจากจะต้องสู้ยิบตาแล้ว ยังจะใช้เป็นคะแนนสงสารที่จะปลุกระดมให้เกิดแนวร่วมถาวรที่พร้อมจะยอมตายถวายชีวิต

ถ้าผมสู้แพ้ผมก็จะแอบเข้ามาตายในภาคอีสาน ผมไม่ยอมตายเมืองนอกแน่นอน ผมจะกลับมาตายเมืองไทย

สงครามการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นสงครามประชาชน ต่อให้มีเส้นมีพี่เลี้ยงก็เอาไม่อยู่ สื่อ ทหาร กระบวนการตรวจสอบก็ช่วยไม่ได้ มีแต่หายนะไปด้วยกัน.

หมัดเหล็ก

เสียว 'ศึกใน' มากกว่า

ที่มา ไทยรัฐ

พยายามจะไม่มองในแง่ร้าย อย่างที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ออกมาเคลียร์หน้าเสื่อ

พูดหว่านล้อมให้สังคมเชื่อใจ

แต่มองโลกในแง่ดียังไงก็ยังไม่เห็นเหตุผลอื่นใด ที่จะอธิบายการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถือมติที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ สลับให้นายอิสสระ สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี ขึ้นล็อกโควตา รมว.การพัฒนาสังคมฯ แทนนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรี ที่ลาออกไป เพราะพิษปลากระป๋องเน่า

เก่าไป เก่ามา

นอกจากชื่อรัฐมนตรีและหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน นอกนั้นแทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง จริงๆเลย เพราะคนในพรรคประชาธิปัตย์และชาวบ้านในจังหวัดอุบลราชธานีก็รู้กันอยู่ว่า นายอิสสระก็คือคนสนิทของนายวิฑูรย์ แทบจะเนื้อเดียวกัน

แค่สลับฉากดัน “นอมินี” เสียบแทน

เกมถนัดของเซียนเชี่ยวกรากกระแสยี่ห้อประชาธิปัตย์

งานนี้ได้หลายช็อต ก่อนอื่นเลยเป็นเงื่อนไขที่นายวิฑูรย์ยอมถอยง่ายๆ ขณะเดียวกันก็ “เซ่น” เครดิตให้นายกฯอภิสิทธิ์ ในการรักษากฎเหล็ก 9 ข้อ

ที่แน่ๆ ถึงนาทีนี้ความกดดันได้ถูกถ่ายโอนไปอยู่ที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย เด็กเส้นก๊วนเพื่อนเนวิน ที่จะต้องแบกรับภาระ “ตัวล่อเป้า” รัฐบาล

รับบาทาแทนพรรคประชาธิปัตย์

โทษฐานดื้อด้านกระแส ไม่แคร์เสียงโห่ไล่ของสังคม จากคิวแจกเงินหลวงพร้อมนามบัตร เทียบมาตรฐานจริยธรรมกันไม่ได้กับคนของพรรคประชาธิปัตย์

ประทับตรา “อย่างหนา” ให้เลย

และก็เป็นอะไรที่ “ใจดี” จนน่า “ใจหาย” นอกจากไม่มีอาการขัดลำพรรคภูมิใจไทย ต้นสังกัดที่ออกมาคำรามฮึ่มๆห้ามแตะนายบุญจงแล้ว โดยการซื้อใจนายกฯอภิสิทธิ์ยังออกหน้าการันตีกรณีของนายบุญจง คนละกรณีกับคิวของนายวิฑูรย์

เพราะยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่จำเป็นต้องปรับออกจาก ครม.

อุ้มกันแทบจะแบกขี่คอเลย

ที่แน่ๆโดยออปชั่นที่ซื้อใจกันขนาดนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ใจดีกันจนน่าใจหาย นอกจากจะหวังผลไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว

ในอนาคตหาก “ก๊วนเพื่อนเนวิน” พยศไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็มีเรื่อง

“บุญคุณ” ค้ำคอ

ขู่กรรโชกไม่ได้เต็มปากเต็มคำ

เห็นหรือยัง “ลูกเขี้ยว” ของประชาธิปัตย์ แก้เกมทีเดียว หวังได้หลายช็อตเลย

แต่ทั้งหมดทั้งปวง อาการสนิมเนื้อในพรรคประชาธิปัตย์ นั่นแหละที่น่าหวาดเสียวสุด

ประเมินจากสถานะ ณ วันนี้ของ “เทพเทือก” ที่ไม่สามารถยื่นมือไปช่วยอุ้มลูกน้องสายตรงอย่างนายวิฑูรย์ให้อยู่รอดปลอดภัยได้

เพราะลำพังตัวเองก็แผลเต็มตัว

โดยเฉพาะชนักปักหลังเล่มล่าสุดกรณีที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติแจ้งให้ดำเนินคดีอาญากรณีร่วมอยู่ในพิธีแจกของร่วมกับผู้สมัครสมาชิก อบจ. อำเภอเกาะสมุย

“เทพเทือก” ต้องประคองตัว

สะท้อนพลัง “ผู้จัดการรัฐบาล” ไม่ได้แน่นปึ้กแต่อย่างใด

และก็เป็นอะไรที่ตามแกะรอยกันให้ดี ก็จะเห็นคมมีดที่ปักหลังกันอยู่ จากคิวปลากระป๋องเน่าของนายวิฑูรย์ที่ถูกแรงกดดันจนต้องถอนยวง โดยเฉพาะเสียงของคนกันเองอย่างนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ออกมาสะกิดให้รัฐมนตรีที่มีปัญหาพิจารณาตัวเอง

เช่นเดียวกับรายการแฉตัวเลขคลังถังแตก เหลืองบฯจ่ายเงินเดือนข้าราชการแค่เดือนครึ่ง ก็เป็นคนพรรคเดียวกันอย่างนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต รมช.คลัง ในรัฐบาลอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ที่เขี่ยลูกในคณะกรรมาธิการงบฯ เปิดปมให้ตะลึงกันทั้งประเทศ

จุดพลุเปิดประเด็นร้อนๆให้นายกรณ์ จาติกวณิช ขุนคลัง เพื่อนเกลอนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องรีบเคลียร์กระแสตื่นตระหนกกันให้วุ่น

คนกันเองล่อกันเอง ร้อยร้าวในพรรคประชาธิปัตย์

เกมลึก ฆ่ากันได้แบบเลือดเย็น.

ทีมข่าวการเมืองรายงาน