WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 7, 2009

นายกฯเลี่ยงตอบคำถามสื่อยุ่น ปัญหาการเมืองไทย-ทักษิณ

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (6 ก.พ.) ถึงภารกิจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่นวันเดียวกันนี้ ว่า สื่อมวลชนญี่ปุ่นสนใจสอบถามปัญหาการเมืองไทย และการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดย นายอภิสิทธิ์กล่าวชี้แจงว่า ประเทศไทยยึดหลักประชาธิปไตย ใช้ระบบรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ก็จะเคารพเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี เลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

"คนไทยต้องไม่ยึดติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเหนือผลประโยชน์ส่วนรวม และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการเปลี่ยนแปลง และต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า" นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นสอบถามเรื่องความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ ที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามกฎหมายไทย สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ที่ผ่านมา เมื่อบ้านเมืองมีปัญหาถึงทางตัน สถาบันกษัตริย์จะสามารถช่วยเหลือในเรื่องการเป็นศูนย์รวมของคนไทยทั้งชาติ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เกิดความสมานฉันท์

ที่ประเทศไทย วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีสเตชั่น หรือ ดีทีวี กล่าวว่า ได้ประสานกับพ.ต.ท.ทักษิณเพื่อให้โฟนอินชี้แจงข้อกล่าวหาต้องการกลับมาเป็น ประธานาธิบดีของของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณตอบรับว่าจะร่วมโฟนอินแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะร่วมโฟนอินในงาน "วันแห่งความรักประชาธิปไตย" ที่วัดเวฬุวนาราม (วัดไผ่เขียว) วันที่ 14 ก.พ. หรือโฟนอินในรายการทางดีสเตชั่น ในวันที่ 15 ก.พ.

นายจตุพร กล่าวต่อว่า นายสุเทพกล่าวหาด้วยสมมุติฐานที่เลวร้ายที่สุด สิ่งนี้ก็จะเป็นหลักฐานที่มัดตัวนายสุเทพ ในการดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรมต่อไป แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในมุมอับ และทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกชิงชังมากขึ้นในการที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจของตนเอง

กกต.โคราชแจ้งอาญาบุญจง ปราศรัยใส่ร้ายสุวิทย์-ไพโรจน์

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.พ. พล. อ.วีรวุธ ส่งสาย ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) นครราชสีมา นำหลักฐานเอกสารแผ่นซีดีจำนวน 7 แผ่น และเทปบันทึกเสียง 2 ม้วน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจักราช จ.นครราชสีมา ให้ดำเนินคดีกับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในข้อหาบังคับขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคามใส่ร้ายความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือจัดทำให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินให้กับบุคคลอื่น มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี หลังได้รับการร้องเรียนจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายมีชัย จิตพิพัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 ว่า เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 23 ธ.ค. 2550 นายบุญจง ปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งที่บ้านโนนงิ้ว ต.หนองพลวง อ.จักราช ใส่ร้ายนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ว่าเป็นคนเนรคุณ และหลอกลวงเอาเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งแจกซีดีคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเอง

พล.อ.วีรวุธ กล่าวว่าการแจ้งความเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ตรงไปตรงมาไม่ล่าช้า กกต.นครราชสีมา พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีหลายฝ่ายมองว่าล่าช้า พล.อ.วีรวุธ ชี้แจงว่าการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน

เสื้อแดงเชียงรายบุกป้อง ยงยุทธ

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวานนี้ (6 ก.พ.) มีกระแสข่าวหนาหูว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามจะนำกำลังพร้อมหมายศาลบุกเข้าตรวจค้นบ้านของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เลขที่ 81 ต.สันทราย อ.เมือง จ.เชียงราย และเป็นสำนักงานของ น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย น้องสาวนายยงยุทธด้วยนั้น ปรากฏว่าที่บ้านหลังดังกล่าวมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 20 คน นำโดย น.ส. จีรนันท์ จันทวงศ์ พากันสวมเสื้อแดงถือตีนตบไปยืนขวางหน้าบ้านเอาไว้ อ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจกองปราบปรามเข้าไปตรวจค้น โดยปิดประตูบ้านและจัดเวรยามเฝ้าตรวจสอบรถยนต์ที่จะเข้าออก เพื่อป้องกันบุคคลแปลกปลอมเข้าไปภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่ามีตำรวจชุดใดเข้าไปตรวจค้นตามที่มีกระแสข่าว น.ส.จีรนันท์ กล่าวว่า พากันมาช่วยปกป้องนายยงยุทธด้วยใจไม่มีใครสั่ง และทางกลุ่มจะไปแจ้งความที่ สภ.แม่จัน เพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไปกล่าวพาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกในข้อหาหมิ่นประมาทด้วย

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับการแจ้งจาก น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ว่า ขณะนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เร่งรัดคดีชิปปิ้งหมู พร้อมกำลังทหารส่วนหนึ่ง ได้เดินทางลงไปตรวจในพื้นที่ 2 อำเภอใน จ.เชียงราย เพื่อสืบหาหลักฐานคดีดังกล่าว จึงอยากฝากว่าไม่ควรโยงประเด็นทำให้เกิดความเข้าใจผิด และฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และอยากถามนายกฯและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงว่า จะดำเนินการอย่างไรกับคดีสังหารผู้จัดการบริษัทโคอ๊อปที่ จ.สุราษฎร์ธานี

ที่โรงเรียนสังขะวิทยา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และคณะ เดินทางไปเปิดโครงการหน่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน โดยมีการมอบเอกสารสิทธิที่ดิน พันธุ์ไม้ ผ้าห่มให้ประชาชน ระหว่างนั้นมีกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ที่เดินทางมาจาก กทม.จำนวนประมาณ 40 คน นำรถยนต์ 6 คัน มาปิดถนนสี่แยกทางเข้าโรงเรียน พร้อมป้ายผ้าข้อความต่อต้านแต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ต่อมาช่วงบ่ายนายชวรัตน์เดินทางไปที่โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อ.ท่าตูม ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 500 คน ถือตีนตบมาชุมนุมชูป้ายต่อต้าน พร้อมตะโกนโจมตีรัฐบาล ต่อมานายชวรัตน์เดินทางไปยังหอประชุม อ.ท่าตูม คนเสื้อแดงกลุ่มเดิมก็เดินทางตามมายกป้ายต่อต้านอีก แต่ถูกชุดปราบจลาจลกั้นไว้ที่ประตูทางเข้าที่ว่าการอำเภอ จนเมื่อนายชวรัตน์ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นออกจากหอประชุม ได้มีเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นโดยกลุ่มคนเสื้อแดงฝ่าแนวกั้นชุดปราบจลาจลเข้ามาใกล้ถึงตัวนายชวรัตน์ ชุด รปภ. ต้องรีบกันตัวนายชวรัตน์หลบขึ้นรถมายังสนามจอดเฮลิคอปเตอร์บินกลับทันที โดยยกเลิกกำหนดการที่เหลือทั้งหมด

ลดน้ำหนักด้วยการกิน

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายๆวันนี้มาคุยเรื่อง การลดน้ำหนักแบบธรรมด้าธรรมดา สักวันนะครับ เรื่องนี้ผมเล่าจากประสบการณ์ของผมเอง ไม่ต้องเสียเงินไปจ้างคนอื่นมาบังคับให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้เพื่อลดน้ำหนักแม้แต่สลึงเดียว

ทำแล้วสุขภาพแข็งแรงขึ้นด้วย ไม่เป็นโรคขาดสารอาหาร เหมือนเทคนิคการลดน้ำหนักสารพัดคอร์สที่ห้ามกินโน่นกินนี่

ช่วง 5-6 เดือนที่แล้ว เสียงผมแหบลงไปเรื่อยๆ มีเสมหะในลำคอมากขึ้น ผมไปหาหมอ ตรวจแล้วก็พบว่าผมเป็น โรคกรดไหลย้อนคือ กรดที่ลำไส้ขับออกมาใช้ย่อยอาหาร ดันไหลย้อนขึ้นมาที่บริเวณคอหอย เมื่อไหลย้อนขึ้นมาในคอบ่อยๆ กรดก็ไปกัดเนื้อเยื่อตรงลำคอและหลอดเสียง ทำให้เกิดอาการอักเสบขึ้นมา

ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆวันหนึ่งมะเร็งในลำคอก็จะถามหา

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อน ก็เกิดจาก พฤติกรรมการกินการนอนของคนเรานั่นเอง

ด้วยอาชีพสื่อทำให้ผมมีนัดกินข้าวกับคนโน้นคนนี้บ่อยมาก ทั้งกลางวันกลางคืน เขาเชิญผมมั่ง ผมเชิญเขามั่ง ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ โดยเฉพาะอาหารมื้อค่ำที่รับประทานกันยาวนานจนดึกดื่น กินไปคุยไปพร้อมไวน์ชั้นดี เมื่อหัวถึงหมอนก็หลับทันที

ตรงนี้แหละครับที่อันตราย และเป็นต้นตอของโรคร้าย

การรับประทานอาหารมื้อค่ำจนอิ่มมาก กลับถึงบ้านก็อาบน้ำนอนทันที ไม่ให้เวลาอาหารย่อยเสียก่อน ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักตอนหลับเพื่อย่อยอาหาร บางส่วนก็ย่อยไม่หมด ทำให้เกิดแก๊สในท้อง และท่านอนที่ไม่ถูกต้อง หัวเสมอหรือต่ำกว่าลำตัว จะทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอได้

ในการรักษา ผมโชคดีที่เจอคุณหมอค่อนข้างโหด แทนที่คุณหมอจะให้ยารับประทานไปเรื่อยๆเหมือนคุณหมอทั่วไป แต่คุณหมอท่านนี้ไม่ให้ยา ให้แค่ยาลดกรดอย่างเดียว แต่ใช้เวลาคุยกับผมเสียส่วนมาก เพื่อขอให้ผม เปลี่ยนพฤติกรรมการกินนอนที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ หากไม่เปลี่ยนคุณหมอบอกว่า ก็ไม่มีทางรักษาหาย กินยาไปก็เท่านั้น

คำแนะนำของคุณหมอก็คือ

หนึ่ง-งดการดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง

สอง-เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยให้รับประทานอาหารแต่ละมื้อแบบ พออิ่มไม่ต้องอิ่มหรืออิ่มมาก วันหนึ่งให้กินหลายมื้อ 4 มื้อ 5 มื้อ 6 มื้อก็ได้ กินจุ๊บกินจิ๊บก็ได้ ร่างกายจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก สามารถย่อยอาหารได้หมด แต่อย่าไปกินอาหารพวกปิ้งย่าง เนื้อสัตว์ใหญ่ ไขมันตัวร้ายเยอะๆก็แล้วกัน ที่สำคัญอีกอย่าง ก่อนนอน 2-3 ชั่วโมงห้ามกินอาหารเด็ดขาด และนอนหนุนหมอนให้หัวสูงกว่าตัว ง่ายๆแค่นี้แหละ

ผมตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่คุณหมอแนะนำ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ คุมการรับประทานอาหารแต่ละมื้อไม่ให้อิ่มเกินไป และไม่กินอะไรก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง

ผ่านไป 3-4 เดือน ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อแฮะ เสียงผมค่อยๆดีขึ้น แต่เรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้ผมอย่างมากก็คือ น้ำหนักลดลงไปสองกิโลจาก 70 เหลือ 68 และยืนน้ำหนักเท่านี้มาตลอด ทำให้หุ่นเพรียวขึ้น อาหารการกินก็รับประทานได้ทุกอย่าง ไม่ต้องอดอยากปากแห้ง ห้ามกินโน่นกินนี่เหมือนคอร์สลดน้ำหนักทั่วไป

แค่ เปลี่ยนพฤติกรรมกินนอน อย่างเดียว ไม่เพียง รักษาโรคกรดไหลย้อน อย่างได้ผล ยังช่วยลดน้ำหนัก และ คุมน้ำหนักตัว ได้ผลอีกด้วย

ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น นิตยสาร Gourmet& Cuisine ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ เขาแนะนำให้ กินอาหารเมดิเตอร์เรเนียน คือ กินผัก ผลไม้ ขนมปัง ธัญพืช เยอะๆ ใช้น้ำมันมะกอกประกอบอาหาร และ กินปลามากกว่าเนื้อสัตว์ จะช่วยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจอีกด้วย...ขอให้เจริญอาหารและสุขภาพแข็งแรงครับ.

ลม เปลี่ยนทิศ

หนี้สงครามชิงเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

เมืองภูเก็ต สมัยที่เรียกว่าเมืองถลาง มีประวัติความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง กับเมืองไทรบุรี หรือเคดาห์ ของ

มาเลเซียวันนี้

พงศาวดารเมืองถลาง เล่าความครั้งนี้ไว้ว่า

เมียจอมร้างเป็นแขกเมืองไทร หม่าเสี้ย ลูกมะหุมเก่าแต่ก่อน ผัวตายเป็นหม้ายอยู่ มะหุมน้องบากมาเอาเงินมรดกห้าพันเศษ หม่าเสี้ย ขัดใจไม่อยู่เมืองไทร มาอยู่เมืองถลาง ได้กับจอมร้างเป็นผัว มีลูกชาย 2 คน หญิง 3 คน รวมเป็น 5 คน

ตรงพระนาม หม่าเสี้ยปัญญา ศรีนาค เขียนไว้ในหนังสือ ถลาง ภูเก็ต และบ้านเมืองฝั่งทะเลตะวันตกว่า...ผิดแน่นอน หม่าเสี้ย ไม่มีในขนบการตั้งชื่อของสตรีมุสลิม ที่ถูกคือคำ

หม่าเรี้ยตามเสียงชาวถลาง

มาเรียม ตามเสียงมุสลิมภาคกลางของไทย มาเรี้ย ตามเสียงของชาวเคดาห์ (ไทรบุรี) และมารี ตามเสียงของชาวคริสต์ พระมารดาของพระเยซู หรือ นบี ของชาวอิสลาม

เหตุที่พระนางหม่าเรี้ย ขัดพระทัยกับมะหุมน้องชาย ก็สืบเนื่องมาจากสงครามชิงเมืองไทร หลัง ตนกูอาหมัดตายุดิน หมัดลำซะ สุลต่านเจ้าผู้ครองรัฐไทรบุรี คนที่ 17 ถึงพิราลัยราว พ.ศ.2270

ปัญญา ศรีนาค บอกว่า ปี พ.ศ.นั้น รัฐไทรบุรี รับศาสนาอิสลามมาร้อยปีเศษ รายาเกซิล สุลต่านรัฐยะโฮร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าของชาวมินังกะเบา สนับสนุนพระอนุชาขึ้นเป็นสุลต่านองค์ใหม่

แต่โอรส คือ ตนกูมูฮัมหมัดยิหวา ไม่ยอม หันไปขอร้องให้แดงปะรานี ผู้สำเร็จราชการรัฐสลังงอร์ จ่ายเงินว่าจ้างนักรบชาวบูฆิสให้มาช่วยรบ

สงครามระหว่างรัฐยะโฮร์ กับรัฐสลังงอร์ ชิงบัลลังห์รัฐไทรบุรี ให้อาหลาน ดำเนินไปถึงสามปี หัวหน้านักรบสองฝ่ายตาย ฝ่ายบูฆิส ชนะ

พ.ศ.2273 ตนกูมูฮัมหมัดยิหวา ก็ขึ้นเป็นผู้ครองรัฐไทรบุรี คนที่ 18

สุลต่านมูฮัมหมัดยิหวา ครองไทรบุรีแล้ว แต่ก็มีปัญหาติดพันค่าใช้จ่ายมากมายในสงครามสามปี ฝ่ายนักรบรับจ้างบูฆิส ที่มีชื่อเสียงทางทารุณโหดร้าย ทวงเงินค่าจ้างที่ติดค้าง แต่สุลต่านก็ไม่มีให้

สิ้นท่าจึงหันหน้าเข้าไปขอยืมเงินพระนางหม่าเรี้ย พระพี่นาง ซึ่งนัยว่าร่ำรวยมาจากมรดกของสุลต่านผู้บิดาและจากเจ้าชายพระสวามี

พระนางหม่าเรี้ย อพยพมาตั้งรกรากอยู่เมืองถลาง เพราะเหตุหนีหนี้สงคราม ที่พระอนุชาก่อไว้ตอนชิงเมืองไทรบุรี นี่เอง

นานๆทีผมจะมีโอกาสอ่านพงศาวดารหัวเมืองมลายู อ่านแล้วก็จึงรู้ว่า ขึ้นชื่อว่าหนี้ที่เกิดจากการทำสงครามชิงเมืองนั้น เป็นเรื่องติดพันยืดยาว สะสางให้จบได้ยากมากทีเดียว

บางบ้านเมืองสมัยใหม่ เพิ่งใช้หนี้พันธมิตรฯไปยังไม่ทันสะเด็ดน้ำ ใช้หนี้พรรคร่วมรัฐบาลด้วยโปรเจกต์ใหญ่ๆ ตอบแทนที่อุตส่าห์เปลี่ยนใจทิ้งนายเก่า...มาช่วย

ข่าวล่า กำลังหาเงินใช้หนี้ทหาร ทหารบกขอรถถัง ทหารอากาศขอเรือบิน ทหารเรือขอเรือรบ เงินทองในท้องพระคลังก็ร่อยหรอเต็มที ใช้เป็นเงินเดือนราชการได้ไม่ถึงสองเดือน

สถานการณ์ของท่านผู้นำคนใหม่ จะเหมือนพระนางหม่าเรี้ย ย้ายจากไทรบุรีหนีไปอยู่เมืองถลางหรือไม่...เห็นจะต้องติดตามดูกันไปเรื่อยๆ

อำนาจที่ได้มาด้วยสงคราม ค่าใช้จ่ายก็มักบานปลาย จ่ายยับจ่ายยุบ จนหุบไม่ลงอย่างนี้แหละครับ.

กิเลน ประลองเชิง

คุณขอมา

ที่มา ไทยรัฐ

น้ำต้องพึ่งเรือเอต้องพึ่งป่า รัฐบาล กับ กองทัพ ต้องพึ่งพาอาศัยกัน

รัฐบาลจะมีเสถียรภาพก็ต้องมีทหารคํ้ายัน กองทัพจะเข้มแข็งก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

รัฐบาลที่กองทัพไม่สนับสนุน จึงอยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้ก็ไม่ยาว

นับว่าเป็นโชคดีที่ผู้นำเหล่าทัพกับ ผู้นำรัฐบาลใหม่เป็นพวกเดียวกัน การพลิก ขั้วจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลจึงได้รับการ สนับสนุนจากกองทัพอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

เมื่อมีกองทัพแบ็กอัพเต็มตัว ก็ทำให้ รัฐบาลเกิดความมั่นคง สามารถเดินหน้าทำงานไปได้อย่างสะดวกโยธิน

ไม่ต้องเสียวไส้ติ่งจะโดนนักเลงดีล้มกระดาน??

ความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ จึงเป็นปัจจัยบวกที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ!!

ฉะนั้น เมื่อกองทัพปรารถนาสิ่งใด รัฐบาลก็ยากจะ เซย์โน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งกำกับดูแลความมั่นคง เดินทางไปตรวจเยี่ยมกระทรวงกลาโหม และพบปะกับผู้นำเหล่าทัพอย่างเป็นทางการ ก็เจอรายการ คุณขอมา แบบไม่ทันตั้งตัว

กองทัพบก ขอจัดซื้อรถสายพานลำเลียงพล และจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ฝูงใหม่ จากรัสเซีย

กองทัพเรือ ขอจัดซื้อเรือฟรีเกต และเรือดำนํ้าเพื่อเพิ่มศักยภาพทางทะเล

กองทัพอากาศ ขอจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนจากสวีเดนอีก 6 ลำ หลังจาก เพิ่งซื้อฝูงแรก 6 ลำ เมื่อปีที่ผ่านมา

โดยขอให้รัฐบาลจัดงบสนับสนุน ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

แม่ลูกจันทร์ เห็นด้วยในหลักการ ว่ากองทัพควรได้รับการสนับสนุนจัดซื้อ อาวุธใหม่ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพความมั่นคง

แต่ไม่เห็นด้วย...ที่จะรีบร้อนใช้ เงินภาษีประชาชนไปทุ่มซื้ออาวุธใหม่ ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรง

เพราะขณะนี้เศรษฐกิจทั้งระบบทรุด หนักที่สุดในรอบ 10 ปี การจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐก็ตํ่ากว่าเป้าไปบาน ตะเกียง

ที่น่าวิตกคือ งบประมาณรายจ่ายปีนี้ติดลบตัวแดงสี่แสนกว่าล้านบาท จนยอดหนี้สาธารณะใกล้ทะลุเพดาน

แม่ลูกจันทร์ จึงเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่เหมาะสมที่จะใช้เงินภาษีประชาชนไปซื้ออาวุธลอตใหม่ ตามที่คุณขอมา

ก็อยู่ที่รัฐบาลจะกล้า เซย์โนหรือไม่เท่านั้นเอง??

ความจริงถึงไม่ซื้ออาวุธใหม่เพิ่มอีก 2 ปี ก็ไม่ถึงกับเสียหายมากมาย เพราะ ช่วงปฏิวัติ คมช.ก็มีการอนุมัติงบประมาณ สนับสนุนกองทัพกันอย่างจั๋งหนับบุเรงนอง

เฉพาะปี 2549 ปีเดียวได้งบอัดฉีดเพิ่มกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

แถมก่อนรัฐบาลขิงแก่จะเก็บฉากลาโรงยังอนุมัติทิ้งทวนโครงการซื้ออาวุธ อีก 23 โครงการ

เฉพาะโครงการซื้อเครื่องบินขับไล่ กริพเพน 6 ลำ ก็ใช้เงินภาษีประชาชนเท่ากับ งบเรียนฟรี 15 ปี สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ 8 ล้านคน

แถมยังลากยาวเป็นหนี้ผูกพันไปอีก 4 ปี!!

ด้วยเหตุนี้ แม่ลูกจันทร์ จึงขอ กระชุ่นรัฐบาลให้ระงับโครงการจัดซื้ออาวุธลอตใหม่เอาไว้ชั่วคราว

และเพื่อเตือนความจำ แม่ลูกจันทร์ ขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ปี 2550 ที่เกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

ในหลวงทรงมีรับสั่งว่า การจัดซื้อ อาวุธกองทัพขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้งบประมาณไม่พอเพียง รอเคลียร์หนี้เก่าหมดก่อน แล้วค่อยก่อ หนี้ใหม่ ก็ยังไม่สายเกินเพล.

แม่ลูกจันทร์

ลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ ได้รับความสนใจอีกครั้ง

ที่มา ไทยรัฐ

หลังบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก ของประเทศสหรัฐอเมริกา

สืบค้นในเว็บไซต์กูเกิ้ล ชื่อ ลัดดา แทมมี่ มีผลการค้นหา 12,500 แห่ง...

ประวัติในวิกิพีเดีย ลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ (LaddaTammy Duckworth) เป็นทหารผ่านศึกหญิงลูกครึ่งไทย-สหรัฐฯ สูญเสียขาทั้งสองข้างในสงครามรุกรานอิรัก

วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งกลางเทอมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์

ประวัติส่วนตัว ลัดดา เกิดวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 ที่กรุงเทพฯ เป็นบุตรีของแฟรงค์ แอล ดั๊กเวิร์ธ และนางละมัย สมพรไพลิน

ครอบครัวของเธอโยกย้ายไปในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามหน้าที่การงานของบิดา เรียนจบชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัยที่ฮาวาย มีดีกรีปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน

ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นอิลลินอยส์

ปี 2535 ลัดดา สมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ เลือกที่จะเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ เข้าร่วมรบในสงครามรุกรานอิรัก เพราะเป็นหนึ่งในหน้าที่ไม่กี่อย่างที่ผู้หญิงสามารถทำได้ระหว่างอยู่ในสนามรบ

ทว่า...วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 เธอต้องสูญเสียขาทั้งสองข้าง และแขนข้างขวาพิการ เมื่อเฮลิคอปเตอร์ UH-60 แบล็กฮอว์ค ถูกยิงเข้ามาในเครื่อง เกิดระเบิดตรงที่นั่งนักบินผู้ช่วยที่ลัดดานั่งอยู่

เว็บบล็อก ของ อ๋อย กฤษณะ ไชยรัตน์ มนุษย์ล้ออารมณ์ดีเมืองไทย มีโอกาสได้พูดคุยใกล้ชิดกับมนุษย์ล้อหญิงเหล็ก ลัดดา แทมมี่ เมื่อครั้งที่มาเยือนเมืองไทย ราวเดือนมิถุนายน ปี 2550

กฤษณะเกริ่นนำว่า เธอคนนี้ มีชื่อว่า พ.ต.หญิง ลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ

มีอาชีพเป็นทหาร ประจำกองทัพอเมริกา ทำหน้าที่เป็นนักบินร่วม การขับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์คลาดตระเวนทั่วน่านฟ้ากรุงแบกแดดเมื่อช่วง 3-5 ปีก่อน

แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับลัดดา เพราะนั่นคือ...หน้าที่งานประจำวัน

ลัดดาประจำการอยู่ในกรุงแบกแดด อาหารประจำวัน ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทย ที่คุณแม่ละมัย สมพรไพลิน บรรจงจัดเตรียมใส่กระป๋อง และหีบห่อ ส่งไปให้อยู่เป็นประจำ

เย็นวันหนึ่งช่วงเดือนพฤศจิกายน 2547 เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์คที่ลัดดานั่งอยู่ด้วย กำลังบินกลับจากการไปลาดตระเวนบนน่านฟ้ากรุงแบกแดด จู่ๆก็ถูกกองกำลังฝ่ายตรงข้าม ยิงถล่มด้วยจรวดประทับบ่า

จรวดวิ่งเข้าชนเฮลิคอปเตอร์ฯ ด้านที่ลัดดานั่งเข้าอย่างจัง ทำให้ขาทั้ง 2 ข้างขาดทันที เพียงแต่วินาทีนั้น เธอยังรู้สึกชา ไม่รู้ว่าขาทั้งสองข้างขาดไปแล้ว

ลัดดา เล่าว่า เธอกับเพื่อนนักบินกัดฟันตั้งสติ พยายามประคองเอาเครื่องลงจอดได้สำเร็จ โดยมีเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์คอีกลำที่บินประกบตามหลังมา คอยยิงต่อสู้ คุ้มกันให้ จนกระทั่งเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย

พวกเรารอดชีวิตมาได้อย่างเหลือเชื่อ

วินาทีนั้น คิดแต่เพียงว่า ต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จอย่างเดียว คือ จะต้องนำเครื่องลงจอดให้ได้ และขอให้ทุกคนในเครื่องปลอดภัย

ลัดดาบอก พร้อมทั้งหยิบสร้อยในคอออกมาโชว์ ซึ่งเป็นสร้อยสำหรับคล้องพระเครื่องที่คุณแม่ให้ไว้ติดตัวก่อนออกไปรบในสมรภูมิอิรัก

คุณแม่ให้เหรียญ ลป.แหวน วัดดอยแม่ปัง จ.เชียงใหม่ คล้องติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา ยังนึกว่า ถ้าไม่มีท่าน อาจไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้แล้วก็ได้ แต่คุณแม่แรกๆก็บ่นน้อยใจ และก็โมโหท่านว่า ทำไมไม่ช่วยลูกลัดดาเลย

หลังเครื่องลงจอดปลอดภัยแล้ว ลัดดาก็เป็นลมฟุบ หมดสติทันที เพราะเสียเลือดมาก มาฟื้นรู้สึกตัวอีกที ก็เมื่อ 11 วันผ่านไปแล้ว

นอกจากรู้สึกตัว ลัดดายังรู้ว่า เธอเสียขาทั้งสองข้าง ด้วยความเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง เธอมีมุมคิดบวก ยังดีที่เอาชีวิตรอดมาได้ และได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในวินาทีเฉียดเป็นเฉียดตาย โดยที่ทุกคนปลอดภัย

ความรุนแรงของระเบิด คณะแพทย์โรงพยาบาลที่ชิคาโก ผ่าตัดตกแต่งแผล ขาทั้ง 2 ข้าง และแขนขวา ด้วยการตัดเนื้อตรงท้องมาปะเอาไว้แทนเนื้อจริงที่หายไป

ลัดดาต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 6 เดือน ก่อนจะกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน แล้วก็ไปๆมาๆระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลเป็นเวลาอีกหลายเดือนต่อมา...กว่าร่างกายจะรับสภาพได้

ผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ ต้องใส่ขาเทียม เป็นเหล็ก ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ไฮเทคทั้ง 2 ข้าง สลับกับการใช้รถเข็นวีลแชร์ เป็นมนุษย์ล้อในบางเวลา

เวลาผ่านไป 2 ปี....ราวปลายปี 2549 ลัดดาฟื้นตัวได้เร็วมาก ในที่สุดก็ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ที่รัฐอิลลินอยส์ เขต 6 ตามคำเชิญชวนของแกนนำพรรคเดโมแครต ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ฮิลลารี คลินตัน อดีตสตรีหมายเลข 1 ของอเมริกา

ลัดดาลงพื้นที่เดินสายหาเสียง พบปะพี่น้องประชาชนรัฐอิลลินอยส์ ส่วนใหญ่ เป็นคนอเมริกัน มีคนเอเชียน้อยมาก แค่ไม่ถึงร้อยละ 5

เมื่อเมียงมองไปที่คู่แข่ง ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน นอกจากเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมและคนของรีพับลิกันแล้ว ยังเป็น ส.ส.ผูกขาดมายาวนานกว่า 30 ปี

ศึกนี้...จึงเป็นศึกใหญ่ที่โหดหินมากสำหรับลัดดา แทมมี่ หญิงเหล็กแห่งสมรภูมิอิรัก

ถึงจะเหมือนกระดูกคนละเบอร์ แต่ลัดดาก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา กลับกัน ลัดดาเลือกเดินสายลงพื้นที่อย่างหนัก ด้วยขาเหล็กทั้ง 2 ข้าง สลับล้อรถเข็น วีลแชร์ที่ไปไหนมาไหนได้สะดวกไม่แพ้กัน

ทุกเมืองในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะต้องมีการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไว้พร้อมสรรพ ทางลาดขึ้นลงฟุตปาททางเท้า ที่จอดรถ ห้องน้ำคนพิการ ต้องมีรองรับอย่างทั่วถึง เพียงพอ เพราะเป็นกฎหมายที่ทุกคน...ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตาม

บรรยากาศการหาเสียง ไม่ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคถั่งโถมขนาดไหน ไม่ว่าลัดดาจะถูกพรรคคู่แข่งกล่าวหาโจมตีเพียงใดก็ตาม อาทิ โจมตีว่าเธอเป็นคนไทย เป็นคนเอเชีย ไม่ใช่คนอเมริกันแท้ อย่าไปลงคะแนนเลือกเธอ

การเมืองน้ำเน่า สาดโคลนใส่กันอย่างนี้ นอกจากมีให้เห็นในเมืองไทยแล้ว...ที่อเมริกาเขาก็มีเหมือนกัน

ลัดดายังเดินหน้าต่อไป ชูประเด็นใหญ่เรื่องสิทธิโอกาสคนพิการ สิทธิความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งในสังคมการเมือง และด้านต่างๆในอเมริกา นอกเหนือไปจากนโยบายที่ต้นสังกัดเดโมแครตมีให้เป็นแนวทางหาเสียง

เมื่อถึงวันตัดสิน ผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง ปรากฏว่า ลัดดาเกือบสอบได้ เธอแพ้ให้กับผู้สมัครเจ้าถิ่นรีพับลิกันอย่างเฉียดฉิว ห่างกันเพียง 2,000 คะแนน

คะแนนรวม ลัดดาได้มากว่า 1 แสนเสียง ครั้งนี้แม้ว่าจะแพ้

แต่ก็ถือเป็นการแจ้งเกิดในสนามการเมืองของหญิงเหล็กมนุษย์ล้อลูกครึ่งไทย-อเมริกันคนนี้ ได้เป็นอย่างดี

กฤษณะถามลัดดาต่อไปว่า อีก 2 ปี เลือกตั้งรัฐอิลลินอยส์สมัยหน้า จะลงสมัครอีกไหม? ลัดดาตอบสั้นๆว่า ขอปรึกษาสามีก่อน

ชำนาญ จันทร์เรือง กล่าวถึงแทมมี่เอาไว้ในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน www.midnightuniv.org ว่า แทมมี่มีประสบการณ์อย่างกว้างขวางด้านการบริหาร เคยเป็นผู้จัดการแผนกบริหารของโรตารีสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2547 มีหน้าที่ดูแลพนักงานหลายหมื่นคนประจำสาขา ได้แก่ ญี่ปุ่น นิวเดลี ซิดนีย์ โซล ชิคาโก

แทมมี่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองกำลังป้องกันชาติที่เมืองพีโอเรีย เป็นผู้ดูแลการส่งกำลังบำรุง ซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ มูลค่ากว่า 1,700 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ แทมมี่ยังเคยเป็นผู้บังคับการกองร้อยปฏิบัติการแบล็กฮอว์ค UH-60A ฝึกอบรมทหารอากาศ ดูแลการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์มูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์

อีกประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ลัดดา แทมมี่ พูดภาษาต่างประเทศได้ 4 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย เธอพูดชัดมาก จนบางคนแซวว่า...พูดชัดกว่าเด็กไทยในปัจจุบัน

นี่คือประวัติชีวิตเสี้ยวเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ของลัดดา แทมมี่ ดั๊กเวิร์ธ หญิงเหล็กลูกครึ่งอเมริกัน-ไทย ที่ทำให้คนไทยรู้สึกภาคภูมิใจ.

พิษเอเน็ต-ประชดศธ. ขู่ฆ่าตัวตาย ม.6 บุกสภา

ที่มา ไทยรัฐ

ปัญหาการเข้าสอบเอเน็ตประจำปี 2552 เริ่มวุ่นอีกแล้ว โดยเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 6 ก.พ. ที่รัฐสภากลุ่มผู้ปกครองและเด็กนักเรียนชั้น ม.6 จากหลายโรงเรียน กว่า 10 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา ตรวจ สอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาศึกษาสอบสวนกรณีเด็กถูกตัดสิทธิเข้าสอบเอ-เน็ต โดย น.ส.ศุภรัตน์ หร่ายกลาง นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมัธยมศึกษาวัดบึงทองหลาง คลองกุ่ม กทม. เป็นตัวแทนเพื่อนนักเรียนกล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเป็นแพทย์ จึงสมัครเข้าศึกษาต่อสาขาแพทยศาสตร์ ผ่านกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) โดยมีผลคะแนนสอบอยู่ในระดับที่ทาง กสพท. จะรับพิจารณาเพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย โดยต้องใช้คะแนนโอ-เน็ต และ เอ-เน็ต ประกอบการพิจารณา

น.ส.ศุภรัตน์กล่าวต่อว่า ตนปฏิบัติเหมือนนักเรียนทั่วไปคือสมัครสอบ เอ-เน็ต ตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (สกอ.) บังคับที่ให้เด็กต้องสมัครสอบผ่านทางอินเตอร์เน็ต แต่ ใบสมัคร ซึ่งเป็นแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สกอ.กำหนดว่า การสมัครจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ชำระเงินค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ตนจึงปรินต์ใบสมัครแล้วนำเงินไปชำระผ่านที่ทำการไปรษณีย์ สาขาคลองจั่น เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2552 แต่เครื่องอ่านบาร์โค้ดไม่อ่านบาร์โค้ด เพราะรหัสไม่ชัดเจน เจ้าหน้าที่พยายามใช้วิธีอ่านจากตัวเลขแทนระบบยิงสแกน แต่ก็พบปัญหาอีกว่ารหัสตัวเลขตามแบบฟอร์มที่ทาง สกอ. ทำมามีตัวเลขไม่ครบ 38 ตัว ซึ่งตัวแรกเป็นเพียงขีดเท่านั้น จึงอ่านได้เพียง 37 ตัว

น.ส.ศุภรัตน์กล่าวอีกว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ สกอ. ซึ่งได้แนะนำว่า ให้ไปชำระเงินผ่านช่องทางอื่น ซึ่งตนก็พยายามที่จะชำระเงินตามธนาคารพาณิชย์สาขาต่างๆ แต่ไม่สามารถชำระเงินได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสแกนบาร์โค้ดได้ เมื่อชำระเงินไม่ได้ ก็พยายามไปขอชำระเงินแบบตรงกับเจ้าหน้าที่ สกอ. และพบว่าตนมีชื่ออยู่ในกลุ่มผู้มีสิทธิสมัครสอบ แต่ภายหลังทางเจ้าหน้าที่ สกอ.กลับบอกว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รับเงิน จึงทำให้ตนไม่มีสิทธิทดสอบ เอ-เน็ต และเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะคืนเงินจำนวน 500 บาท ให้ในภายหลัง จึงมีความกังวลและมีความทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกตัดสิทธิ เพราะเท่ากับว่าไม่สามารถเข้าศึกษาคณะแพทยศาสตร์ตามที่ตั้งใจ เพราะไม่มีผลคะแนนสอบ เอ-เน็ต มาประกอบการตัดสิทธิครั้งนี้เท่ากับตัดหนทางไม่ให้ตนเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

“ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นปีนี้ แต่เป็นมาหลายปีแล้ว โดยที่ สกอ. และกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ ดำเนินการแก้ไข แถมยังโทษหนูว่าทำไมใช้ระบบปรินต์ แบบอิงค์เจ็ต ต้องใช้ระบบเลเซอร์เจ็ต ถามว่าเด็กทุกคนจะมีระบบนี้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะไม่มีการชี้แจงรายละเอียดในขั้นตอนให้เด็กรับทราบ ตอนนี้ได้รับการประสานจากเพื่อนๆที่เจอปัญหาเดียวกันทั้งโทรศัพท์มาหา โพสต์ ข้อความในอินเตอร์เน็ตว่า รู้สึกกังวลว่าจะไม่ได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย หากผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็จะฆ่าตัวตาย” น.ส.ศุภรัตน์กล่าว

ด้านนายศุภชัย หร่ายกลาง บิดาของ น.ส.ศุภรัตน์ กล่าวว่า กรณีของลูกสาวตนและเพื่อนนักเรียนที่เจอในกรณีเดียวกันกว่า 20,000 คน ได้เคยไปยื่นเรื่องร้องเรียน ต่อนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการ สกอ.แล้ว แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เด็กๆเตรียมความพร้อมกันมานาน เรียนกวดวิชากันกว่า 3 ปี เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยตามที่ใฝ่ฝัน แต่นายสุเมธกลับปัดสวะง่ายๆ ให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือในมหาวิทยาลัยเอกชนแทน การทำเช่นนี้ของภาครัฐถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการลิดรอนสิทธิการศึกษาที่ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งพวกตนจะไปยื่นเรื่องต่อทุกองค์กร ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน องค์ การสหประชาชาติ และการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน และให้มีคำสั่งคุ้มครองให้เด็กเข้าสอบเอเน็ต ให้ได้

เช่นเดียวกับ นายพิสิฐ กิตติเจริญฤกษ์ ผู้ปกครองนักเรียนอีกคนกล่าวว่า เคยไปยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการแล้ว แต่ได้รับคำตอบว่าต้องรอการตรวจสอบตามระเบียบข้อบังคับของ สกอ.ก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ และเด็กจะทันเข้าสอบหรือไม่ หากไม่ทัน การตัดสิทธิการศึกษาด้วยเงินเพียง 500 บาท ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายด้านการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก ก็อยากให้มีความจริงใจกับเรื่องการศึกษาให้จริงจังกว่านี้ อย่าเอาแค่ระเบียบปฏิบัติมาตัดสิทธิของเด็กแบบนี้ ซึ่งพวกเราจะต่อสู้ทุกวิถีทาง

ด้าน น.ส.รสนา กล่าวภายหลังรับเรื่องว่า จะเร่งพิจารณาในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด โดยจะประสานทางโทรศัพท์กับผู้เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกับนายสุเมธ เพื่อให้เด็กสามารถเข้าสอบทันในวันที่ 23 ก.พ.นี้ จากนั้นจะเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง แต่หากยังไม่มีความชัดเจน ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยเฉพาะตัวนายสุเมธเอง และอยากฝากถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าปล่อยปละละเลยเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เพราะรัฐบาลเองชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายสำคัญ แต่กลับเอากฎระเบียบเล็กน้อย เรื่องเงินเพียง 500 บาท มาสกัดกั้นอนาคตของเด็กเยาวชนของชาติ

ต่อมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แม้ส่วนตัวแล้วจะเห็นใจนักเรียนที่พลาดโอกาส แต่เรื่องนี้คงจะต้องยึดระเบียบกฎเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้ อีกทั้งจากที่ได้เคยมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นตรงกันว่า หากมีการขยายเวลาการสมัครเอเน็ต เพื่อให้เด็กที่ตกหล่นอยู่กว่า 2 หมื่นคน ก็จะกระทบต่อเด็กกลุ่มใหญ่ที่ปฏิบัติตามกฎกติกาอีกกว่า 1.9 แสนคน ที่สมัครและชำระเงินทันตามเวลาที่กำหนด ซึ่งแต่ละปีก็มีปัญหานี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยในปี 2549 มีนักเรียนที่ไม่ได้ชำระเงินค่าสมัครเอเน็ตจำนวน 5.1 หมื่นคน และในปี 2550 มีจำนวน 2.7 หมื่นคน ซึ่งในปีที่ผ่านมา สกอ.ไม่ได้เปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้มาใช้สิทธิได้ แต่เพื่อไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอีก สกอ.คงจะต้องประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ก็เป็นปัญหาส่วนตัวของนักเรียนด้วย ที่บางคนสมัครสอบตรงเผื่อไว้หลายแห่ง จึงไม่ชำระเงินค่าสมัครเอเน็ต แต่เมื่อพลาดจากสอบตรงแล้วก็ต้องการมาสอบเอเน็ต ในส่วนที่นักเรียนระบุว่าจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ต้องสอบถามกับนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะที่กำกับดูแล สกอ.

เช่นเดียวกับ นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า กรณีที่นักเรียนอ้างว่าบาร์โค้ดไม่ชัดนั้น อยู่กับเครื่องปริ้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่ระบบคอมพิวเตอร์ อีกทั้งหากนักเรียนมีปัญหาเรื่องบาร์โค้ดก็ควรโทรศัพท์มาสอบถามที่ สกอ. แต่เท่าที่ตนตรวจสอบ ไม่พบว่ามีนักเรียนแจ้งเหตุปัญหาดังกล่าว อีกทั้งการรับสมัครและชำระเงินเอเน็ต ปิดรับสมัครไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าทำไมนักเรียนอีกกว่า 1.9 แสนคน ที่สมัครและชำระเงินเรียบร้อยกลับไม่มีปัญหา ในส่วนที่นักเรียนระบุว่าจะฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราวนั้น ตนเห็นด้วย เพราะหากเป็นการตัดสินใจของ สกอ.ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้สอบเอเน็ตได้ ก็จะกระทบกับนักเรียนอีกกว่า 1.9 แสนคน ซึ่งก็จะฟ้องร้องต่อ สกอ. ได้เช่นกัน แต่หากศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เปิดโอกาสให้นักเรียนกลุ่มนี้ ตนก็ไม่มีปัญหา

การ์ตูนพม่า: กรณีการปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวโรฮิงยา

ที่มา Thai E-News

Thailand's Welcoming Hand
(การต้อนรับแบบไทย)

By STEPHFF
The Irrawaddy
Wednesday, January 28, 2009






Adrift on a sea of hypocrisy
(ลอยเคว้งคว้างกลางทะเลแห่งความหลอกลวง)

By STEPHFF
The Irrawaddy
Tuesday, February 3, 2009



คู่มือตอบโต้เพื่อเอาชนะวาทกรรมอำพรางของพันธมิตร

ที่มา Thai E-News



หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เนื่องจากพันธมิตรได้โฆษณาชวนเชื่อแบบblack propagandaต่อมวลชนของตนเอง และสาธารณชน เพื่อให้ร้ายทำลายล้างต่อทักษิณ และฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงอย่างผิดๆ กลายเป็นว่างานชวนเชื่อที่ผลิตซ้ำบ่อยๆนั้น ทำให้พันธมิตรและมวลชนของตนเองเกิด"เชื่ออย่างสนิทใจ"ขึ้นมาว่าเป็นจริง ขณะที่สาธารณชนเองก็ไขว้เขวตามไม่น้อย ดังนั้นประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย จึงควรได้เผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้อง เป็นสัจธรรมตอบโต้การสร้างวาทกรรมอำพราง ที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ และมากด้วยเล่ห์กระเท่ของพันธมิตรอย่างเท่าทัน

คู่มือการตอบโต้วาทกรรมอำพรางของพันธมิตรฉบับนี้เป็นฉบับประมวลสรุปอย่างย่อ ให้ท่านนำไปตอบโต้และตีแตกข้อโจมตีของพันธมิตร และชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างกระชับตรงประเด็น ท่านสามารถเผยแพร่ออกไปในแวดวงเครือข่ายของท่าน และในวงกว้างได้โดยที่เราไม่สงวนสิทธิ์ ทั้งนี้ท่านอาจเพิ่มเติมแก้ไขได้ตามที่ท่านเห็นสมควรก่อนการเผยแพร่

Q:ทักษิณต้องกลับมาติดคุก ปัญหาของประเทศจึงจะจบ
A:ผิด! เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยพูดว่า ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกฯ ออกจากประเทศปัญหาทุกอย่างก็จบ แต่ตอนนี้กลับเรียกร้องให้กลับเข้าประเทศมาดำเนินคดีบอกปัญหาจะจบ ความจริงคือไม่จบ

เพราะคนที่สนับสนุนทักษิณเห็นว่าเกิดความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ทุกอย่างจะจบก็ต่อเมื่อนายสนธิกับพันธมิตรเลิกผูกขาดความถูกต้อง แล้วต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างแท้จริง ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้าตามกติกาสากลที่นานาอารยะประเทศยึดถือ เช่น หากทักษิณจะถูกดำเนินคดีติดคุก2ปีเพราะเมียทักษิณซื้อที่ดินรัชดา แกนนำพันธมิตรก็ต้องถูกดำเนินคดียึดNBT ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ด้วยข้อหากบฎ และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตด้วย

หากทักษิณติดคุก2ปีตามคดีที่ดินรัชดา สนธิลิ้มกับแกนนำโดนประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตฐานกบฎและก่อการร้ายตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม เมื่อมีความยุติธรรมเกิดขึ้นปัญหาก็จะจบ หากไม่มีความยุติธรรม เรื่องก็ไม่จบ บ้านเมืองก็ไม่สงบ(NO JUSTICE, NO PEACE)

Q:เสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณเพียงคนเดียว แต่พันธมิตรสู้เพื่อสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติ มันต่างกัน
A:ผิด! ต้องเข้าใจความจริงก่อนว่า คนไทยรักในหลวงและสถาบันทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีใครคิดล้มล้างสถาบัน แล้วจะปล่อยให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างพันธมิตรมาแอบอ้างว่ารักสถาบันแบบผูกขาดได้อย่างไร

ความจริงแล้วใครก็รู้ว่ามวลชนของพันธมิตรถูกหลอกลวงให้สู้เพื่อนายสนธิลิ้มเพียงคนเดียว กับธุรกิจเครือผู้จัดการASTVเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าที่จัดม็อบมา193วันก็เน้นหาทุนหาเงินบริจาคไปต่อลมหายใจหาเงินเดือนจ่ายให้ลูกน้องสนธิ ให้กับธุรกิจของนายสนธิเท่านั้น เมื่อเลิกม็อบทำให้ขาดรายได้ ก็ต้องเร่ร่อนสัญจรไปรีดไถมวลชนของตนเองตามจังหวัดต่างๆ ต้องจัดคอนเสิร์ตการเมืองหาเงินไปหล่อเลี้ยงธุรกิจของนายสนธิ

จึงเห็นได้ชัดว่า นี่เป็นการต่อสู้เพื่อคนๆเดียว แล้วแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือ จนทำความระคายเคืองต่อสถาบันเบื้องสูง นำเอาสถาบันต่างๆในสังคมทั้งตุลาการ อัยการ ศาล ทหาร ตำรวจ ชนชั้นสูง สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจพ่อค้าต่างๆพลอยเสื่อมทรามลงไป เพื่อคนๆเดียวคือนายสนธิลิ้มอยู่รอด ทั้งที่นายสนธิลิ้มก่อหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกศาลสั่งล้มละลาย ตอนมีความสุขร่ำรวยเขารวยคนเดียวอวดใหญ่โตเอาหน้า แต่พอล้มละลายก็กลับฉุดเอาคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตามเขาไปด้วย การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย และคนที่คิดว่าตนฉลาด ไม่รู้ทันคนอย่างนายสนธิเลยหรือ...

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อปกป้องและฟื้นฟูประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองมีขื่อแป ให้ว่ากันไปตามผิดตามถูก ต้องการให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้รัฐบาลได้บริหารเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล เสื้อแดงยอมรับได้ ไม่เว้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ ขอเพียงให้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยคนส่วนใหญ่

ส่วนทักษิณนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมที่เห็นทิศทางเดียวกันกับคนเสื้อแดงในเรื่องของหลักประชาธิปไตย และหากทักษิณจะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นก็เป็นไปตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ถูกต้องชอบธรรม และโดยกลไกปกติของสถาบันต่างๆ ไม่ใช่อำนาจพิเศษใดๆมาบันดลบันดาลให้แบบที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับ

Q:เสื้อแดงหลงผิดสู้เพื่อทักษิณทำไม ทั้งที่ทักษิณจ้องล้มเบื้องสูง เพื่อจะเป็นประธานาธิบดี
A:ผิด!ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีประเทศใดที่นายกรัฐมนตรีจะล้มล้างกษัตริย์ของตนเพื่อเป็นประธานาธิบดีเลย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ค นอร์เวย์ หรือที่ไหนๆในโลก เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งในการบริหารประเทศ ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีประเทศใดคิดจะพ้นจากตำแหน่งบริหารไปเป็นประมุขของประเทศ ที่สำคัญทักษิณผ่านโรงเรียนเตรียมทหารมา ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีมาตลอดชีวิต การจัดงานเฉลิมฉลองครองราชย์60ปีอย่างยิ่งใหญ่ก็จัดโดยทักษิณ แม้จะถูกกล่าวหาในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ทักษิณก็ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลาย

ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้เคยมีกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหลายท่าน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แม้แต่พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร และได้ทำลายบุคคลเหล่านี้มาแล้ว และถูกพิสูจน์ว่าล้วนเป็นข้อใส่ร้ายเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมืองทั้งสิ้น

เสื้อแดงจึงไม่ได้ปกป้องบุคคลใดที่คิดล้มล้างสถาบัน เพราะไม่มีบุคคลใดคิดเช่นนั้นตามข้อกล่าวร้าย แต่หากจะต่อสู้เรียกร้องก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาอันเป็นเท็จเท่านั้น

ความจริงควรมีการจัดการขจัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายทักษิณด้วยข้อกล่าวหานี้เสียที เพราะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท และทำให้พระเกียรติยศต้องถูกกระทบกระเทือนมามากพอแล้ว

Q:เสื้อแดงมีแต่รากหญ้าทำให้ถูกทักษิณซื้อ ชักจูงได้ง่าย
A:ผิด! แต่เสื้อแดงมีประชาชนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น นายวีระ มุสิกพงษ์ มีไฮโซอย่าง"เจ๊ดา"ดารณี มีนักวิชาการมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนทางวิชาการอย่างเปิดเผย มีข้าราชการ ทหารตำรวจทุกหมู่เหล่า แพทย์ พยาบาล วิศวกร ทนายความ นักวิชาชีพอิสระ มีเอ็นจีโอ นักร้อง ดารา ศิลปิน นักกวี นักเรียนนิสิตนักศึกษา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ เขตเมือง และชนบท มีฐานอยู่ทุกภูมิภาคทุกท้องถิ่น ในต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย ออสเตรเลีย และทุกทวีปก็มีประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงอยู่กระจายไปหมด

ชนชั้นกลางคนรุ่นใหม่ที่สนใจทางการเมืองในเวบไซต์ที่เป็นกลางอย่างบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิปก็มีคนสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงเป็นวาทกรรมผิดๆที่ว่ามีเฉพาะคนรากหญ้าที่เป็นฝ่ายเสื้อแดง

Q:การเมืองใหม่เท่านั้นเป็นทางออกของประเทศ การเมืองเก่าก็คงถูกทักษิณซื้ออยู่ร่ำไป
A:ผิด! หากพันธมิตรเชื่อว่าเป็นทางออก และเห็นว่าคนในประเทศส่วนใหญ่สนับสนุนการเมืองใหม่ ก็ต้องกล้าพิสูจน์ เช่น ชูเป็นนโยบายหาเสียง แล้วพันธมิตรก็ต้องกล้าตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง หากคนส่วนใหญ่เอาด้วยก็ให้นำนโยบายการเมืองใหม่มาใช้ แต่ที่ผ่านมาคนของพันธมิตรที่ลงเลือกตั้งประชาชนไม่ยอมเลือก ทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสงาม นายไทกร พลสุวรรณ นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ลงเลือกตั้งก็สอบตกหมด จนต้องไปใช้กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบิน เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาบีบบังคับให้ต้องยอมทำตาม

Q:คนกรุงเทพฯอยู่ข้างพันธมิตร ดังนั้นเสียงของประชาชนในชนบทต้องยอมตาม เพราะกรุงเทพฯเจริญที่สุด
A:ผิด! คนกรุงเทพฯกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ล่าสุด แม้พรรคแนวร่วมของพันธมิตรที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน9แสนคะแนน แต่อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยที่คนเสื้อแดงสนับสนุนได้6แสนกว่าคะแนน คนที่ต่อต้านพันธมิตรอย่างหนักคือคุณปลื้มได้อีก3แสนกว่าคะแนน รวมกันก็เกือบ1ล้านคะแนน นี่คือเสียงของคนกรุงเทพฯที่ไม่เอาพันธมิตร

และเวลาโพลล์สำรวจก็พบว่า คนกรุงเทพฯผิดหวังพฤติกรรมยึดสนามบินของพันธมิตรที่สุด และเกินกว่า90%ที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีต่อพันธมิตร ดังนั้นอย่าเข้าใจผิด และถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศประชาธิปไตยที่ทุกคนมี1เสียงเท่ากัน ก็อย่าไปแยกคนกรุงหรือคนบ้านนอกแบบมั่วๆอีกต่อไป เว้นแต่พันธมิตรจะได้อำนาจรัฐและแก้ไขกติกาให้พันธมิตรเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยึดกุมความถูกต้อง ยึดกุมอนาคตประเทศชาติไว้ในกำมือ แต่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการ

Q:แล้วทำอย่างไรปัญหาจึงจะจบ
A:ต้องให้เกิดความยุติธรรม บ้านเมืองจึงจะสงบ ต้องยึดกฎหมายขื่อแป ต้องฟื้นฟูนิติธรรม นิติรัฐตามระบบนานาอารยะประเทศทำเท่านั้น ตราบใดที่ไม่มีความยุติธรรม ตราบนั้นก็ไม่มีความสงบสุขในประเทศ

Q:ตกลงว่าทักษิณไม่ต้องติดคุกใช่ไหม ถึงเรียกว่าเกิดความยุติธรรม
A:ผิด! หากทักษิณผ่านกระบวนการพิจารณายุติธรรมตามหลักที่นานาอารยะประเทศยึดถือและเชื่อถือได้ ไม่มีการแทรกแซงชี้นำสั่งการทั้งทางตรงและอ้อม หากทักษิณจะติดคุกคดีที่ดินรัชดา2ปี ก็สมควรต้องกลับมาติดคุก แต่ก็ต้องจัดการแกนนำพันธมิตรคดีก่อการกบฎ และก่อการร้ายที่มีฐานความผิดจำคุกตลอดชีวิต ถึงประหารชีวิตด้วยเช่นกัน

A:แต่พันธมิตรทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อสถาบันนะจะให้ดำเนินคดีได้อย่างไร ควรนิรโทษกรรมจึงจะถูก ส่วนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณคนเดียว หากทักษิณกลับมาติดคุกปัญหาจึงจะจบ
Q:ผิด! ที่ปัญหามันไม่จบ เพราะพันธมิตรสร้างวาทกรรมที่ผิดๆเช่นนี้เอง