WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 7, 2009

การ์ตูนมะนาว:พธม.บุกยึดอุดร

ที่มา Thai E-News



DSTATION ความจริงวันนี้ TT2009-02-06 แฉงบลับ2,000ล้าน รบ.มาร์คกำจัดคนเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย : Tuxedo

TT2009-02-06

อ้างอิง :

เนื้อหา
แฉงบลับเฉียด

2,000พันล้าน

รบ.มาร์ค
ใช้ กำจัด คนเสื้อแดง คนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และทักษิณ ระยะเวลาดำเนินการ 5เดือน ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ค.

WMV 54.1Mb MP3 8.39Mb



จองโต๊ะงาน 14 กุมภา วันรักประชาธิปไตย



เลี้ยงโต๊ะจีน ครับ ที่นั่งละ 1,000 บาท โต๊ะละ 10ที่นั่ง
ลานวัดไผ่เขียว ตรงข้าม ดอนเมือง




02 934 9598, 089 063 2444
089 063 2555, 089 494 9118



โอบามาชี้เป็นหายนะครั้งใหญ่ หากวุฒิฯไม่เร่งคลอด 9 แสนล.

ที่มา ไทยรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันนี้ (7 ก.พ.) ว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐอเมริกา แถลงว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้กำลังน่าเป็นห่วงและจะวิกฤติมากขึ้นอีก โดยเฉพาะข้อมูลล่าสุดที่ชี้ว่า มีคนตกงานเพิ่มขึ้นในเดือนที่แล้วกว่า 600,000 คน หากวุฒิสภายังไม่เร่งผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้จะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ และยังแสดงถึงความไม่รับผิดชอบของวุฒิสภาต่อเศรษฐกิจและประชาชนชาวอเมริกัน

ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างอภิปรายร่างกฎหมายแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 937,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ กว่า 32.7 ล้านล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และมาตรการลดภาษีต่อเป็นวันที่ 5 ท่ามกลางความพยายามของวุฒิสมาชิกสายกลาง จากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ที่จะแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการปรับลดลงจำนวนงบประมาณลงราว 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะมีการลงมติรับรองแผนกระตุ้นเศรษฐกิจภายในวันนี้

พล.ต.ท.วรพงษ์ นั่งเก้าอี้ ผบช.น. - พล.ต.ท.ไถง ผงาด ผบช.ก.

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่กรุงเทพฯ 6 ก.พ. - กตร. มีมติให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา มานั่งเก้าอี้นครบาล ส่วน พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามีแม่เลี้ยงติ๊ก ผงาดนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ลงตัว

การประชุมคณะกรรมการ กตร. ซึ่งมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด คือการตั้งนายพลตำรวจ ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีการเสนอชื่อ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว และ พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จึงให้เลื่อนการพิจารณาไปก่อน

ส่วนตำแหน่ง ซึ่งเป็นที่จับตามองคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีการโยก พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ไปนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 คุมพื้นที่ภาคอีสานตอนบน โดยให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มานั่งเก้าอี้นี้แทน เพื่อหลีกทางให้ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามี นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือแม่เลี้ยงติ๊ก โยกจากจเรตำรวจ มานั่งเก้าอี้นี้แทน

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย นายพลตำรวจระดับผู้บัญชาการ และระดับผู้บังคับการ โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดง รวมทั้งหมด 106 ตำแหน่ง .-สำนักข่าวไทย

อัยการ ยังตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มารับโทษไม่ได้

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 6 ก.พ.- นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานติดตามตัวนักการเมืองที่หลบหนีหมายจับไปต่างประเทศ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมารับโทษตามคำพิพากษาของศาลในประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ซึ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ว่า ขณะนี้อัยการกำลังรอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งถิ่นที่อยู่ที่ชัดแจ้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า พำนักอาศัยอยู่ที่ใด เมืองใด ประเทศอะไร จึงจะสามารถดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ โดยอัยการได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งข้อมูลดังกล่าวให้อัยการแล้ว

ต่อข้อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปประเทศฮ่องกง ทางอัยการมีข้อตกลงความร่วมมือทางคดีอาญาที่จะประสานให้ทางการฮ่องกงจับกุมได้หรือไม่ นายถาวร กล่าวว่า อัยการยังไม่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานราชการอย่างเป็นทางการ หากมีหนังสือมาอย่างเป็นทางการก็พร้อมดำเนินการได้ เมื่อถามว่า อัยการมีศักยภาพเพียงพอที่จะติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษได้หรือไม่ นายถาวร กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานทางกฎหมาย จะดำเนินการอะไรต้องมีขั้นตอน เรื่องนี้ต้องขอเวลาให้อัยการได้ขอมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ ตอนนี้ยังพูดอะไรมากไม่ได้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-06 17:51:33

กัดต่อไป

ที่มา เดลินิวส์

วิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ ทนแรงกดดันในพรรคและกระแสสังคมไม่ไหว สังเวยกรณีปลากระป๋องเน่า เป็นรายแรก สื่อบางฉบับพูดได้โดนใจมาก เป็นศพแรก

แสดงว่ามีศพต่อไป จะเป็น บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มท.2 ที่แจกเบี้ยเลี้ยงยังชีพ 500 บาทที่บ้านตัวเองในโคราช พร้อมแนบนามบัตรเหมือนเอาเงินตัวเองแจกหรือไม่ ไม่นานก็รู้

แต่กรณีวิฑูรย์ ตอนแรกปชป. กางปีกป้องเต็มที่ ตอนหลังยอมตัดหางปล่อยวัด ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี และ ปชป.ที่ชูเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริตสูงกว่าพรรคอื่นเรื่อยมา

แค่เดือนเดียว เกิดเรื่องแบบนี้ ถือว่าสะเทือนจุดขายมาก จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม

ด้านหนึ่ง ก็ดีที่นายวิฑูรย์ยอมลาออก แต่ไม่ง่ายแบบนั้น บอกตรง ๆ ดีใจที่ สื่อกัดไม่ปล่อย โดยเฉพาะมีการตามหาตัว นายวิเชน สมมาต จนได้ ใครก็อยากรู้ มีตัวตนจริงหรือไม่

อย่างนี้สิ ข่าวสืบสวน สอบสวน !!!
ก็อย่างที่รู้ แรก ๆ วิฑูรย์บอกมีเอกชนรับสัมปทานซื้อของไม่ตรงสเปกมา ส่งมอบ แต่ต่อ ๆ มาบอก มีนาย วิเชน สมมาต เป็นผู้บริจาค มีการให้เบอร์มือถือนักข่าวโทรฯคุย

ซึ่งแรก ๆ ก็รับว่าบริจาคจริง แค่ 1,500 ชุด ไม่ถึง 5,000 ชุด (ทั้งหมด 2 หมื่นชุด) หลัง ๆ ปิดมือถือหนี บอกเป็น แพะรับบาป

แม้นายวิฑูรย์จะอ้าง ที่เข้าใจผิดตอนแรก เพราะเช็กข้อมูลไม่ดีพอ ตอนหลังปลัดกระทรวง วัลลภ พลอยทับทิม ให้ข้อมูลใหม่ มีนาย วิเชน สมมาต เป็นคนบริจาค เลยบอกไปอย่างนั้น

แต่ความจริงเป็นยังไงไม่มีใครรู้ เพราะนายวัลลภยังไม่ยอมเปิดปากพูด

ถึงได้ดีใจ ที่สื่อกัดไม่ปล่อยจิกจนได้ ตกลงมีชื่อ วิเชน จริง แต่นามสกุล สูงมาก ไม่ใช่ สมมาต อยู่ทาวน์เฮาส์ร้างแถวบางบัวทอง นนทบุรี ที่กำลังประกาศขายทอดตลาดอยู่

น่าสนใจกว่านั้น เจ้าหนี้รุมตามเป็นกะตั้ก แล้วจะมีกะใจไปบริจาคถุงยังชีพหรือ เอาตัวเองยังไม่รอด

สรุปต้องมีใครพูดจริง และใครโกหก มีใครเป็นเหยื่อใคร หรือ สมรู้ร่วมคิดกัน ???

เรื่องนี้ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพร้อมด้วยเครือข่ายช่วยผู้บริโภคจังหวัดพัทลุง ได้ยื่นฟ้องให้ดำเนินคดีอาญากับนาย วิฑูรย,์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาฯ และเอกชนผู้ผลิตแล้ว

เรื่องปลากระป๋องเน่าไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้มูลค่าไม่มากนัก

แต่เป็นการหากินบนความทุกข์ของคนน้ำท่วม ปกติก็สาหัสแทบสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ยังมีพวก “เหลือบไร” มาคอยแทะเล็มอีกทอด ถือว่าชั่วร้ายจริง ๆ

ใครเป็น เสือหิว เสือโหย หรือเสือกะบาก ฝากสื่อกัดต่อไปด้วย อย่าปล่อยมือง่าย ๆ

เพราะไม่เชื่อว่า อิสสระ สมชัย ส.ส.การพรรคเดียวกับ รมว.การพัฒนาสังคมฯ คนใหม่หมาด ๆ ที่ประกาศขึงขังว่า จะลากตัวคนผิดมาลงโทษ จะทำได้จริงจังอย่างปากว่า.....น่ะสิ

กลัวจะตรงข้ามมากกว่า !!!.

ดาวประกายพรึก

"เจ๊แดง"ประชุมส.ส.พท.ภาคกลางทุกเดือนย้ำให้อบอุ่น หึ่งแจก5หมื่น ตั้ง"พายัพ"คุมอีสานหวังสลายก๊วน

ที่มา มติชนออนไลน์

โฆษกพท.ปากแข็ง ไม่ใช่พรรค"ชินวัตร" "เจ๊แดง"ร่วมนั่งหัวโต๊ะประชุม ส.ส.ภาคกลาง บอกต่อไปจะให้ความอบอุ่นทุกเดือน หึ่งคนร่วมประชุมรับก่อนรายละ 5 หมื่น "ยิ่งลักษณ์" ร่วมวางยุทธศาสตร์รับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน อ้างของเดิมถูก ปชป.ลอกไปหมดแล้ว ตั้ง"พายัพ"คุม ส.ส.อีสาน เพื่อสลายก๊วน "วิฑูรย์"ขู่กลับตรวจสอบเงินอบรมข้าวหอมมะลิ ระวังเจอพวกตัวเอง อาจตายยกพรรค


"เจ๊แดง" ให้ส.ส.อบอุ่นแจก5หมื่น


การประชุมคณะกรรมการประสานงานภาคกลาง พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย (พท.) อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ที่มีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม เป็นประธาน โดยมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา ส.ส.ภาคเหนือและภาคกลาง เข้าร่วมประชุมด้วย


รายงานข่าวจากที่ประชุม ส.ส.ภาคกลาง แจ้งว่า นางเยาวภาได้กล่าวในที่ประชุมต่อไปนี้จะให้ความอบอุ่นกับ ส.ส.ทุกเดือน และขอให้ ส.ส.ภาคกลางลงพื้นที่หาสมาชิกให้ได้คนละอย่างน้อย 20,000 คนอย่างเร็วที่สุด สำหรับการประชุมครั้งนี้ ส.ส.ทุกคนได้รับสนับสนุนจากพรรคคนละ 50,000 บาทด้วย


นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการภาคกลาง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า หารือถึงการวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการทำงาน ส.ส.ภาคกลาง ให้มีบทบาทในสภาฯมากขึ้น โดยนางเยาวภาบอกว่า วันนี้พรรคเราต้องเติมความอบอุ่นทุกภาค ทั้งภาคเหนือ กลาง อีสาน พร้อมทั้งถาม ส.ส.ว่าขาดเหลืออะไรบ้างหรือไม่


"พท." บอกต้องนิรโทษกรรม "แม้ว"


นายสุชาติกล่าวว่า จากการร่วมหารือเห็นว่าต่อไปจะต้องไม่มีกลุ่ม ไม่มีก๊วน แต่จะช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากจังหวัดใดมี ส.ส.ที่อาวุโสก็จะตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนประสานงานกับพรรค ในรูปแบบจากพรรคสู่ภาค จากภาคสู่จังหวัด


"ที่ผ่านมามีกลุ่มก๊วน หัวหน้าก๊วนก็ไปต่อรอง เมื่อไม่พอใจก็นำ ส.ส.ออกไป อย่างไรก็ตาม หากอยากให้พรรคเข้มแข็งต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เหมือนเดิมคือ การโหวตของส.ส.ต้องฟังมติพรรค" นายสุชาติกล่าว


นายสุชาติกล่าวถึงกลุ่ม ส.ส.เสนอนิรโทษกรรมว่า ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ อาทิ ยุค พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร เคยทำปฏิวัติ ภายหลังยังมีการนิรโทษกรรม แล้วกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำความดีทำคุณให้กับประเทศไม่รู้เท่าไหร่ น่าจะได้รับการนิรโทษกรรม แต่จะได้หรือไม่ เป็นพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


"ส่วนตัวและ ส.ส.กลุ่มภาคกลางเห็นด้วยหากมีการนิรโทษกรรม เพราะท่านไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย เหตุใดเราไม่เอาความรู้ความสามารถของท่านมาช่วยแก้วิกฤต การจะทำได้มีแค่วิธีเดียวคือต้องนิรโทษกรรม" นายสุชาติกล่าว


พท.เดินสายรับฟังความเห็นปชช.


นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยมีประชุม โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน โดยกำหนดยุทธศาสตร์ให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน โดย ส.ส.และสมาชิกจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น การตัดสินใจใดๆ จะไม่ขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียวเหมือนในอดีต แต่จะเป็นรูปกรรมการ เพราะหารือกันแล้วหากทำให้เป็นพรรคชินวัตรก็จะไปไม่รอด จากนี้ไปจะจัดทีมผู้บริหารพรรคและ ส.ส. เดินสายลงพื้นที่ปราศรัย และจัดเสวนาโต๊ะกลม พูดคุยกับแกนนำในระดับชุมชนทั่วประเทศ จะเริ่มครั้งแรกในที่ 8 กุมภาพันธ์ คาดว่ าจะเป็น จ.นครพนม ตามด้วย จ.กาฬสินธุ์ และ จ.สกลนคร โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เป็นหัวหน้าทีม และอาจมีนายจตุพร พรมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน และอีกหลายๆ คนไปร่วมด้วย เพื่อรับความคิดเห็นของประชาชน นำมากำหนดเป็นนโยบาย โดยพรรคเพื่อไทยจะคิดนโยบายใหม่ เพราะนโยบายเดิมกว่าร้อยละ 90 ถูกพรรคประชาธิปัตย์ลอกไปแล้ว


เตรียมเลือกผู้นำฝ่ายค้าน10ก.พ.


นายประเสริฐกล่าวว่า สำหรับทีมที่จะเดินสายปราศรัยในจังหวัดต่างๆ นั้นจะมีคนในตระกูลชินวัตรร่วมด้วย โดยบทบาทจะอยู่ในฐานะผู้ดูแลและช่วยกันทำงานเป็นหลักไว้ก่อน โดยภาคอีสานจะมีนายพายัพ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์แบ่งกันดูแล ส่วนภาคเหนือจะเป็นนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ดูแล ภาคกลางมีนางเยาวเรศ ชินวัตร ดูแล ขณะที่ภาคใต้เนื่องจากพรรคมีสัดส่วน ส.ส.น้อย การดูแลจะเป็นรูปแบบของกรรมการ อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญของพรรคจะอยู่ที่ภาคอีสาน และถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ ตามด้วยภาคเหนือ และภาคกลาง ทั้งนี้ พรรคจะขอให้คนในบ้านเลขที่ 111 รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามาช่วยงานในเรื่องการให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ แต่จะไม่มีตำแหน่งอะไรในพรรค


นายประเสริฐกล่าวว่า สำหรับบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ในการประชุมพรรควันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะมีการหารือถึงบุคคลที่เหมาะสมจะมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จากการหารือเบื้องต้นอาจจะเลือกผู้ที่เป็น ส.ส.ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านชั่วคราวไปก่อน อาจจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม และเมื่อถึงการเลือกตั้งหาก ร.ต.อ.เฉลิมไม่ไหวก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคคนใหม่ ส่วนการคัดเลือกผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น ทางพรรคจะคัดจากคนที่เสนอตัวเข้ามา และต้องให้ลงไปทำกิจกรรมในพื้นที่ก่อน จากนั้น 5-6 เดือน หากมีสัญญาณยุบสภาเกิดขึ้น พรรคถึงจะทำโพลก่อนตัดสินใจว่า จะให้ลงสมัครในนามของพรรคหรือไม่ จะไม่ให้คนเพียงคนเดียวตัดสินใจเท่านั้น


ตั้ง "พายัพ" ปธ.อีสานหวังสลายกลุ่ม


รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบื้องหลังที่เสนอให้นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณเป็นประธาน ส.ส.ภาคอีสาน ก็เพื่อต้องการยุติความขัดแย้งและความไม่ลงรอยระหว่างกลุ่มอีสานพัฒนาที่ต้องการผลักดันนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม และนายสมศักดิ์ เกียรติสรุนนท์ ส.ส.ขอนแก่น ขึ้นมาเป็นประธานภาค แต่ ส.ส.ที่เป็นอดีตกลุ่มเพื่อนเนวินไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีบทบาทมากเกินไป จึงเสนอให้นายพายัพมาเป็นแทน เพื่อสลายกลุ่มการเมือง ซึ่งนายพายัพก็เห็นด้วย และรับปากจะมาดูแลด้วยใจเต็มร้อย


จับตาส.ส. "เพชรบูรณ์-สระบุรี"ปันใจ


ข่าวแจ้งว่า นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของ ส.ส.เพชรบูรณ์ ภายใต้การนำของนายสันติ พร้อมพัฒน์ เช่น นายเอี่ยม ทองใจสด นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธุ์ ซึ่งสนิทสนมกับนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมถึง ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี ที่จะปันใจไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีที่มีข่าวว่าคนในตระกูล "ชินวัตร" เข้ามาจัดการดูแลภายในพรรคจนถูกมองว่าเป็นพรรคชินวัตรนั้น ขอยืนยันว่าการบริหารภายในพรรค มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีพรรคชินวัตร อย่างที่หลายคนกล่าวหา


พท.ยื่นสอบอบรมข้าวโยง "มาร์ค"


ที่สำนักงาน กกต. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบโครงฝึกอบรมข้าวหอมมะลิเพื่อการค้า ใน 5 อำเภอที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่โกงไม่กิน ไม่ใช่เสือหิว เสือโหยนั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลชุดนี้เป็นเสืออดอยาก


"การฝึกอบรมดังกล่าวมีการตั้งเงินงบประมาณไว้ถึง 16.2 ล้านบาท เช่น ค่าพาหนะ ค่าเช่าสถานที่ครั้งละ 3,000 บาท การดำเนินการดังกล่าว ส่อไปในทางที่จะหาประโยชน์ ให้กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่สำคัญสถานที่ที่ใช้จัดอบรมยังเป็นสำนักงานของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย ผมมีหลักฐานทั้งเอกสาร และภาพถ่ายวิดีโอ โดยทั้ง 2 กรณีสามารถโยงไปถึงตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาปล่อยปะละเลย เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 และงบประมาณดังกล่าวยังใช้เกณฑ์คนเพื่อมาต้อนรับนายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งที่มาร่วมงานศพยายเนียม พันธุ์มณี ที่ จ.อุบลราชธานี ด้วย" นายพร้อมพงศ์กล่าว


"วิฑูรย์" ขู่กลับระวังเจอพวกตัวเอง


นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า พร้อมให้ตรวจสอบโครงฝึกอบรมข้าวหอมมะลิเพื่อการค้าให้กับเกษตรกร ใน 5 อำเภอที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งงบประมาณดังกล่าวเป็นงบฯสมัยที่พรรคพลังประชาชนยังเป็นรัฐบาลเป็นไปตามระเบียบที่รัฐบาลจัดสรรให้กับทุกจังหวัดอยู่แล้ว ส่วนตัวเลข 16 ล้านบาท ที่พรรคเพื่อไทยอ้างนั้น คลาดเคลื่อน ที่ถูกต้องคือ 20 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ลงในพื้นที่ที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์ อยู่ ส่วนพื้นที่อำเภออื่นที่มี ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนนั้นได้ถึง 70 ล้านบาท


"ผมขอท้าให้ตรวจสอบได้เลยอย่าหยุด และอย่าตรวจสอบเฉพาะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียว แต่ให้ตรวจสอบ ส.ส.พรรคเพื่อไทยด้วย ถ้าพรรคเพื่อไทยคิดจะเอาเรื่องอย่างนี้มาเล่นกับผม ระวังจะตายกันยกพรรค เพราะเรื่องประเภทงบฯเกี่ยวกับเกษตรกร ส.ส.พรรคเพื่อไทยเขาทำไว้เยอะ โดยเฉพาะที่ จ.อุบลราชธานี สาวกันไปสาวกันมาระวังจะเจอพวกตัวเองจนได้" นายวิฑูรย์กล่าว


อดีตรมว.พม.เตรียมขอโทษชาวพัทลุง


วันเดียวกัน ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เดินทางไปอำลาข้าราชการ โดยมีนายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวง พม. และข้าราชการบางส่วนให้การต้อนรับ พร้อมมอบกระเช้าดอกไม้ ภายหลังนายวิฑูรย์สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจลาออกไม่ใช่เพราะผิด ทุจริต หรือทำอะไรไม่ดี แต่เนื่องจากกระแสสังคมที่ทำให้รู้สึกถึงผลกระทบจากการนำสิ่งของไม่ดี (ปลากระป๋องเน่า) ไปให้ประชาชน ดูเหมือนเป็นการซ้ำเติม ทั้งที่ตนและข้าราชการไม่รู้ว่ามีของไม่ดี การลาออกก็เพื่อความสบายใจ อย่างน้อยก็เป็นบรรทัดฐานและสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับประชาชน รวมทั้งให้นายกฯเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป


"อะไรผมรับได้ผมจะรับผิดชอบ และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ผมก็จะไปที่ จ.พัทลุงคนเดียวเป็นการส่วนตัวเพื่อไปหาข้อมูลและสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอโทษพี่น้องชาวพัทลุงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย" นายวิฑูรย์กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามถึงชื่อนายวิเชน สมมาต ที่เป็นผู้บริจาคจริงมีตัวตนจริงหรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า ขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตรวจสอบ ตนไม่รู้จักนายวิเชน และตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไม่พยายามรู้จักหรือค้นหาเพราะจะดูเหมือนไปแทรกแซง แต่เชื่อว่านายวิเชนจะไปให้การกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง


ป.ป.ช.แจงยังไม่ตั้งอนุฯสอบ "บุญจง"


น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวชี้แจงสาเหตุที่ยังไม่ตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา กรณีแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมแนบนามบัตรนายบุญจงไปด้วย ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า ป.ป.ช.ยังไม่ได้มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวน เนื่องจากกรณีนายบุญจงเป็นวาระเพื่อทราบเท่านั้น จึงให้ไปรวบรวมหลักฐานมาเพิ่มเติมและนำเข้าประชุมวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ก่อนที่กรรมการ ป.ป.ช.จะพิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนหรือไม่


"สำหรับความผิดตามมาตรา 157 นั้น จะต้องพิจารณา 2 ตอน คือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น ทำให้เกิดความเสียหายหรือเกิดการทุจริตหรือไม่ ยืนยันว่าเราจะพิจารณาตามข้อเท็จจริง โดยไม่สนใจกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น" น.ส.สมลักษณ์กล่าว


ปัดเลือกปฏิบัติไม่สอบคนปชป.


ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ยื่นขอให้สอบตัวเองกรณีนำปลากระป๋องเน่าบรรจุถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านใน จ.พัทลุงนั้น น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า เป็นกรณีที่แปลกมาก เพราะตั้งแต่เป็น ป.ป.ช.มาไม่เคยเห็นใครขอให้สอบตัวเองมาก่อน ที่ประชุมจึงตีกลับให้นายวิฑูรย์ไปเขียนคำร้องให้เรียบร้อยว่ากล่าวหาใคร มีความผิดอะไร และมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง หากคำร้องเป็นไปตามมาตรา 84 และ 85 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก็จะมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะรับสอบหรือไม่


ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.เคยยกคดีใดขึ้นมาสอบเองหรือไม่ น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า ถ้ามีเรื่องใดที่กรรมการ ป.ป.ช.เกิดความสงสัยก็จะหยิบขึ้นมาสอบเองได้ ที่ผ่านมาก็เคยยกมาสอบเองหลายเรื่อง เมื่อถามว่ากรณีปลากระป๋องเน่าซึ่งแม้แต่นายกฯยังระบุว่าประชาชนเกิดความเสียหาย เหตุใด ป.ป.ช.ถึงไม่ยกขึ้นมาสอบเอง ทำให้สังคมมองว่า ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติไม่กล้าสอบคนของประชาธิปัตย์ น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า กรณีของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. ยังถูกชี้มูลความผิดในคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่เลือกปฏิบัติ เพียงแต่เราต้องทำตามข้อกฎหมาย


ปชป.รับ "บุญจง" มาขอปรึกษาสู้คดี


นายทิวา เงินยวง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมาย กล่าวยอมรับว่า ก่อนหน้านี้นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาหารือถึงข้อกฎหมายที่จะใช้ต่อสู้คดีแจกเงินพร้อมแนบนามบัตร ที่ กกต.และ ป.ป.ช.เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน จึงแนะไปว่ากรณีที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการทำงานของราชการ ที่เป็นบทต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 นั้น นายบุญจงน่าจะหาทางออกได้ไม่ยาก โดยอ้างว่าการแจกเงินดังกล่าวเป็นการทำตามนโยบายที่ได้แถลงต่อสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ที่สำคัญเงินดังกล่าวกระทรวง พม.ขอไว้ตั้งแต่เดินเดือนพฤศจิกายน 2551 ก่อนที่นายบุญจงจะเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่น่ามีความผิดอะไร เพียงแต่อาจถูกมองได้ว่าไม่เหมาะสมเท่านั้นที่นำเงินไปแจกที่บ้าน


"มาตรา 266 ถ้าตีความอย่างกว้าง ต่อไปรัฐมนตรีจะไม่สามารถไปทำอะไรได้เลย กรณีนี้น่าจะเหมือนกับกรณีของ 3 รัฐมนตรีที่ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ.งบกลางปี ที่แม้แต่นายชูศักดิ์ (ศิรินิล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชน) คนของเขาเองยังระบุเลยว่าไม่มีความผิด" นายทิวากล่าว


"พท." มั่นใจล่าชื่อครบยื่นถอด3รมต.


นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงรายงานข่าวที่ระบุสาเหตุความล่าช้าของการล่ารายชื่อ ส.ส.เพื่อยื่นหนังสือถอดถอน 3 รัฐมนตรีที่ลงมติเห็นชอบ พ.ร.บ.งบประมาณกลางปี ว่าเป็นเพราะกลุ่มเพื่อนเนวินมีข้อเสนอเป็นผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ไม่ลงรายมือชื่อรับรองว่า ตนยังไม่ทราบประเด็นนี้ แต่ยอมรับว่ามีปัญหาในการยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภาจริง เนื่องจากขาดองค์ประกอบบางอย่าง รวมถึงจำนวน ส.ส.ที่ยังไม่ครบ 114 คน ตามที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมายังไม่มีการพบปะ ส.ส.ของพรรคอย่างเป็นกิจจะลักษณะทำให้ ส.ส.บางคนไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะรวบรวมรายชื่อได้ครบภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ในการประชุม ส.ส.ของพรรค ก่อนยื่นต่อประธานวุฒิสภาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์


ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ ส.ส.โดยเฉพาะอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินไม่ร่วมลงชื่อเป็นเพราะ ส.ส.กลุ่มนั้นเอาใจออกห่างพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ไม่มีใครเอาใจออกห่าง แต่การลงชื่อรับรองเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และการถอดถอน 3 รัฐมนตรีไม่ได้เป็นมติพรรค แต่เป็นการดำเนินการของนายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร เท่านั้น เมื่อไม่ได้เป็นเรื่องของพรรค จึงไม่มีมติให้ ส.ส.ร่วมลงชื่อ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา


กกต.แจงวินิจฉัยคดีต้องใช้เวลา


ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการทำงานของ กกต.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีดำเนินคดีอาญานายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งล่าช้าว่า ก่อนจะยื่นเรื่องดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง กกต.ต้องร่างคำวินิจฉัย ซึ่งที่ผ่านมามีคำวินิจฉัยคงค้างจำนวนมากและเราต้องทำตามลำดับ ในแต่ละสัปดาห์มีการพิจารณาคำร้องกว่า 70 เรื่อง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้องไม่เพียงพอ จึงต้องตั้งสำนักวินิจฉัยและคดีขึ้น ซึ่งก่อนตั้งสำนักก็มีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่ประมาณ 900 เรื่อง ซึ่งแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มาก ดังนั้น กกต.ต้องปรับปรุงการตรวจสอบคำวินิจฉัย


"กกต.แต่ละท่านจะลงนามในคำวินิจฉัยแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเป็นเดือน เนื่องจากแต่ละท่านเป็นนักกฎหมาย จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียด หากไม่พอใจก็จะไม่เซ็นและให้นำกลับไปเขียนคำวินิจฉัยใหม่ ยอมรับว่าการทำงานของ กกต.มีความล่าช้า แต่ก็พร้อมให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ" นายสุเมธกล่าว


ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า ที่นายเรืองไกรยื่นเรื่องตรวจสอบ กกต. เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ และเราไม่รู้สึกท้อ ยิ่งมีผู้มาตรวจสอบ ยิ่งทำให้เราเข้มแข็ง แต่หากเราไม่ผิดหรือเป็นการกลั่นแกล้ง เราก็จะฟ้องกลับทันที ที่ผ่านมาก็เคยทำมาแล้วหลายคดี

"กกต.ชุด...′หนา 2".....

ที่มา มติชนออนไลน์


โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ความไม่ชอบมาพากลใน กกต.นั้นมีหลายเรื่อง เช่น หมกเม็ดการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่ กกต.2 คนที่ปลอมลายเซ็นเอกสารที่ส่งศาลฎีกาในคดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช นานกว่าครึ่งปี

เห็นอาการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่มีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธานแล้วรู้สึกว่า มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกับ กกต.ชุดที่มีพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน จนเกือบจะคิดว่าเป็น " กกต.ชุดวาสนา 2 "หรือเรียกสั้นๆว่า "กกต.ชุด..′หนา2"


ที่ว่า พฤติการณ์ใกล้เคียงกันนั้น มีตั้งแต่ความไม่ลงรอยกันของ กกต.ทั้ง 5 คน, การทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพ, การวินิจฉัยคดีที่ถูกมองว่าไม่มีบรรทัดฐาน, ทำงานไร้ประสิทธิภาพคดีตกค้างเป็นจำนวนมาก, ดื้อดึงไม่แก้ไขความผิดพลาด, ปกปิดข้อมูล ขาดความโปร่งใส


ที่สำคัญคือ มีการร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการวินิจฉัยว่า นายนายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี สิ้นสมาชิกภาพ อาจทำให้ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับ กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา


ความไม่ชอบมาพากลใน กกต.นั้นมีหลายเรื่อง เช่น หมกเม็ดการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่ กกต.2 คนที่ปลอมลายเซ็นเอกสารที่ส่งศาลฎีกาในคดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช นานกว่าครึ่งปี แต่ขอยกมาเพียง 2 ตัวอย่าง ดังนี้


หนึ่ง กกต.มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551ว่า นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมาและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีพฤติการณ์หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จจริงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ว.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 53(การทุจริตเลือกตั้งด้วยการจูงใจให้ลงคะแนนด้วยวิธีการต่างๆ) แต่ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญจงเพียงอย่างเดียว(แถมยังล่าช้านานถึง10 เดือน) โดยไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ให้ใบแดง)ซึ่งต้องส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 111


คำถามคือ เคยมีผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดบ้างที่ กกต.มีมติว่า เป็นผู้กระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 53 แต่ไม่ถูกแจกใบแดง


หรือมีนายบูญจงเพียงกรณีเดียว?


ที่ผ่านมา เลขาธิการ กกต.เคยหยิบยกคดี 3 คดีมาเปรียบเทียบ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่เป็นตามที่ชี้แจง เพราะมีถึง 2 คดีกระทำผิดเกี่ยวกับการติดป้ายไม่เป็นไปตามระเบียบ กกต.


ยิ่งประธาน กกต.อ้างว่า การปราศรัยโจมตีผู้อื่นไม่ใช่เรื่องความไม่สุจริต และไม่มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรม ไม่ให้ใบแดงนายบุญจง


แต่ประธาน กกต.คง(แกล้ง?)ลืมไปแล้วว่า กกต.มีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551แจกใบแดงนายธานินทร์ ใจสมุทร นายกองค์กรบริหารส่วนจังหวัดสตูลในข้อหาปราศรัยใส่ร้ายเช่นเดียวกับนายบุญจง และต้องส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 239


นอกจากนั้น ถ้าพิจารณาจากเอกสารโหวตเสียงของ กกต.แต่ละคนพบว่า นายประพันธ์ นัยโกวิทและนายสุเมธ อุปนิสาการมีความเห็นว่า มีการกระทำความผิดมากกว่าการปราศรัยใส่ร้าย แต่มีการให้ทรัพย์สินด้วยเพราะเห็นตามความเห็นของอนุการสืบสวนฯและเลขาธิการ กกต.


ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรมรทำเครื่องหมายในช่องให้ดำเนินคดีอาญาอย่างเดียว


ส่วนนายอภิชาตเอง แม้จะให้ดำเนินคดีอาญาอย่างเดียว แต่เห็นว่า นายบุญจงมีความผิดในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 3 แสดงว่า มากกว่าการปราศรัยใส่ร้าย


จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า กกต.อย่างน้อย 3 คน เห็นว่า นายบุญจงมีความผิดมากว่าการปราศรัยใส่ร้ายฯซึ่งน่าจะเพียงพอในการให้ใบแดงแล้ว


การที่ กกต.มีมติเพียงให้ดำเนินคดีอาญาอย่างเดียวจึงเป็นพิรุธอย่างมาก


เมื่อมีการเปิดโปงเรื่องนี้ทางสื่อมวลชน มีข่าวว่า กกต.บางคนซึ่งลงชื่อไปแล้วแก้ร่างคำวินิจฉัยหลายรอบเพื่อลดข้อกล่าวหาให้น้อยลง


สอง กกต.มีมติเอกฉันท์ให้นายสุรเดช ส.ว.ปราจีนบุรี พ้นจากความเป็น ส.ว.เนื่องจากขาดคุณสมบัติ เพราะพ้นจากเป็นการสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่เกิน 5 ปี แต่กลับส่งให้ประธานวุฒิสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งๆที่เป็นการคัดค้านการเลือกตั้งหลังประกาศผล ต้องส่งให้ศาลฎีกาฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239ซึ่งท้ายคำวินิจฉัยของ กกต.เองก็อ้างอิงมาตราดังกล่าว แต่กลับทำในทางตรงกันข้าม


ยิ่งฟังนางสดศรีชี้แจงว่า ที่ไม่ส่งศาลฎีกาเพราะนายสุรเดช ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ว. แล้วเห็นได้ชัดว่า ขัดแย้งกับ มติกกต.กรณีนายสมบูรณ์ นุชพันธ์ อดีตนายก อบต.แก่งกระจานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ยื่นบัญชีทรัพย์ต่อ ป.ป.ช. โดย กกต.เขียนคำวินิจฉัยว่า มีผลให้การเลือกตั้งที่มีขึ้นเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม การประกาศผลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย


เรื่องนี้ถ้านายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำตัวเป็นแค่บุรุษไปรณีย์ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อาจมีชะตากรรมเดียวกับ"กกต.ชุด...′หนา 2 "

"เทพเทือก"ยัน"ทักษิณ"ผูกพันปธน.

ที่มา เดลินิวส์


รองนายกฯรีบปัด!จัดซื้อเครื่องบินรบ

“ทัพฟ้า” ตั้งท่าถลุงงบ 1.54 หมื่นล้านบาท ซื้อเครื่องบินรบกริพเพ่น 6 ลำ เติมให้เต็มฝูง แจงเป็นงบผูกพัน “เทพเทือก” เสียงแข็งไม่เห็นโครงการ เผยรอเข้าสภาถกงบซื้ออาวุธหวั่นขัด ม.190 “ประวิตร” แหยงลงนาม สภาเดือด “เทพเทือก” ตอบกระทู้ จวกเจตนาในใจ “ทักษิณ” ผูกพันประธานาธิบดี ทนายทักษิณแจ้งจับหมิ่นประมาท ฝ่าย “เพื่อไทย” จัดคิวบินทยอยไปคาราวะ “นายใหญ่” ได้เจอก่อนสิ้นก.พ. “จตุพร” เผยจัดคิว “ทักษิณ” โฟนอินรับวาเลนไทม์แจงปมปธน. ทีมกฎหมายพท.ร้องป.ป.ช.เอาผิดกกต.ดองคดี “บุญจง” ส่วน “เรืองไกร” บุกป.ป.ช.จี้จัดการเชือดกกต.มั่วข้อมูลสอบส.ว.ปราจีนฯ “สดศรี” โต้ถ้าไม่ผิดขู่ฟ้องกลับบ้าง “กล้านรงค์” เผยตั้งอนุฯสอบ “บุญจง” แล้ว ก่อนส่งเข้าชุดใหญ่พิจารณา “ชวรัตน์” เห็นด้วยพ.ร.บ.นิรโทษกรรม รอนายกฯแสดงความเห็น ถกพ.ร.บ.ผู้สูงอายุเดือด เล่นแง่ทุกเม็ด “อภิชาต-สุนัย” หวิดฟาดปาก

ทอ.ขอ1.54หมื่นล.ซื้อไอพ่น

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ บน. 6 พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการจัดซื้ออาวุธของกองทัพอากาศว่า กองทัพอากาศจะเสนอรัฐบาลขออนุมัติงบประมาณปี 2553 ในวงเงิน 1.54 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่กริพเพ่น Gripen จากประเทศสวีเดนเฟสที่ 2 จำนวน 6 ลำ เพื่อให้ครบ 1 ฝูง (12 ลำ) ต่อเนื่องจากเฟสที่ 1 ที่รัฐบาลที่ผ่านมาได้อนุมัติไปแล้วในงบประมาณปี 2551-2555 จำนวน 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-5 ซึ่งประจำการอยู่ที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี ที่กำลังจะทยอยปลดประจำการในปี 2554

พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า การจัดหาเครื่องบินต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการพอสมควร ซึ่งเฟสที่ 1 ทอ.ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 50 กว่าเครื่องบินลำแรกจะเข้าประจำการก็ในช่วงปี 2554 ใช้เวลา 5 ปี ซึ่งที่กองทัพอากาศต้องทำ ก็เพราะต้องให้ทันกับระยะเวลาที่ เครื่องบิน F-5 จะปลดประจำการในปี 2554 ถ้าไม่ทันก็จะมีข้อกังวลว่าจะไม่มีเครื่องบินขับไล่ที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติในภาคใต้เลย เพราะฉะนั้นเป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการใหม่ ซึ่งเราจำเป็นต้องจัดหาเครื่องบินให้เพียงพอในการป้องกันประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเริ่มเฟส 2 ในปี 2555 กว่าจะได้เครื่องบินจะช่วงประมาณ 2559

“เทพเทือก”ปัดไม่มีการตั้งงบ

“คิดดูว่าเมื่อเราได้รับเครื่องเฟสแรก 6 เครื่อง เราจะบินได้ 70 % คือประมาณ 4 เครื่องเท่านั้น มันไม่เพียงพอในการป้องกันประเทศ ถ้าเราเริ่มปี 2553 ประมาณปี 2556 เราจะมีเครื่องที่พร้อมใช้งาน 4-6 เครื่องในช่วงรอยต่อ 2-3 ปี แต่ในกรอบงบประมาณที่ทอ.ได้รับก็จะจัดหาทดแทนให้ได้เร็วที่สุด รวมถึงอะไหล่เพิ่มเติมด้วย ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของทอ.ในการเตรียมกำลัง ทุกเหล่าทัพก็จะแจ้งความต้องการให้รัฐบาลรับทราบว่าช่วงนี้อยู่ในขั้นตอนตั้งงบประมาณว่าในปี 2553 มีความจำเป็นอะไรบ้าง และผูกพันกี่ปี” พล.อ.อ. อิทธพร กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการจัดซื้ออาวุธขณะนี้ยังมีหลายโครงการที่เหล่าทัพได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้ว และเสนอมาที่ รมว. กระทรวงกลาโหมเพื่อเห็นชอบ แต่ยังไม่ได้รับการ อนุมัติ เนื่องจากเป็นการลงนามระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งผู้ลงนามอาจเข้าข่ายขัดมาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน มากพอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม จึงได้ขอให้ดูความชัดเจนเรื่องข้อกฎหมายอีกครั้ง

ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคง กล่าวถึงข่าวการของบซื้ออาวุธว่า พวกสื่อไปเอาข่าวมาจากไหน ยืนยันว่ายังไม่มีการพูดถึงเรื่องการซื้ออาวุธ ส่วนการทำงบปี 2553 ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ เพราะยังไม่ถึงเวลา ตนไปกระทรวงกลาโหมแค่ไปฟังบรรยายสรุป

รัฐบาลเมิน“แม้ว”เขย่าขวัญ

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการถึงกรณีที่ 30 ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินทางไปพบพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชาว่า การพบปะกันเขาก็ทำกันอยู่แล้วเป็นประจำ ตนไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอะไร แต่ก็อยากจะฝากไว้ว่าขณะนี้ประชาชนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ และต้องการเห็นทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไขปัญหามากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ฝ่ายการเมืองทุกคนได้คิดถึงจุดนี้ จึงอยากให้คนที่อยู่ที่นี่ที่เป็นฝ่ายการเมืองได้คิดถึงให้มาก ที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าทำไมพ.ต.ท.ทักษิณจึงเคลื่อนไหวในช่วงที่ปัญหาการเมืองค่อนข้างหนัก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรซับซ้อน พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมพ.ต.ท. ทักษิณต้องเคลื่อนไหว เมื่อถามว่ามีข่าวว่าจะมีการใช้นานา ชาติกดดันประเทศไทย รวมทั้งใช้ความเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา เพื่อให้รัฐบาลยุบสภาใน 3 เดือน นายกฯ กล่าวว่า สามารถเคลื่อนไหวได้ เราก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไร สำหรับต่างประเทศตนคิดว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมารัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ก็เข้าใจดี อาจมีเพียงบางประเด็นที่สื่อต่างประเทศติดใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งตนกล้ายืนยันได้ว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่ารัฐบาลในหลายปีที่ผ่านมา

รับสารพัดปัญหาแก้ยาก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนความเคลื่อนไหวในสภาเป็นเรื่องธรรมดา อาจจะไม่ราบรื่นนัก เพราะเสียงในสภา และองค์ประชุมก็เป็นปัญหาเรื้อรัง แต่ทุกอย่างก็ทำได้ตามเป้าหมาย ตอนนี้เหลือเพียงการเคลื่อนไหวนอกสภาก็ต้องพยายามรักษากฎหมายไม่ให้มีความรุนแรง ยอมรับว่ายากแต่ก็คิดว่ายังสามารถทำได้อยู่ และสิ่งสำคัญรัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไปให้ได้ ซึ่งในการทำงานของรัฐบาลช่วงสั้น ๆ ที่เข้ามา ก็สามารถผลักดันงาน ต่าง ๆ ให้เดินหน้าไปได้ และถ้าสามารถรักษามาตรฐานนี้ได้ต่อไปก็จะเดินหน้าต่อไปได้ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะใช้เวลาทำงานเท่าไหร่ถึงจะประเมินผล นายกฯ ตอบว่า ความจริงต้องประเมินอยู่ตลอดเวลา อย่างกรณีของนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ประเมินตัวเองว่าการอยู่ในตำแหน่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าของรัฐบาล ท่านก็เสียสละด้วยการลาออก ก็เป็นตัวบ่งบอกว่านักการเมืองในส่วนของรัฐบาลต้องการให้การแก้ปัญหาทุกอย่างเดินหน้า

ยันไม่ได้แกล้งเด้ง“พีรพล”

นายอภิสิทธิ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ฟ้องศาลปกครองกรณีถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมว่า ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลปกครอง และตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปนั้น เป็นเรื่องของการบริหารงานบุคคล ซึ่งการตัดสินใจต่าง ๆ ก็ต้องใช้ดุลพินิจ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เจตนาที่จะไปกลั่นแกล้งใคร เรามุ่งไปที่การทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ และราบรื่น อย่างไรก็ตามยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนายพีรพล และยังไม่ได้ใช้ช่องทางของฝ่ายบริหาร แต่นายพีรพลกลับไปใช้ช่องทางของศาลปกครอง ซึ่งตนยังไม่ทราบรายละเอียด

นายกฯ ยังกล่าวว่า ตนได้เตรียมข้อมูลไปชี้แจงแล้ว รวมทั้งได้พูดคุยกับทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยแล้ว ซึ่งไม่หนักใจ เพราะเจตนาเราไม่ได้มีอะไร เจตนามีเพียงอย่างเดียวคือต้องการให้การทำงานราบรื่น และคิดว่ารัฐบาลคงไม่ตกม้าตายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเราทำงานด้วยเจตนาที่ต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

กระทู้เดือดจี้“เทพเทือก”

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร.ต.ท. เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้ ถามนายกฯ เรื่องความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินของรองนายกฯ โดยนายกฯ มอบหมายให้นายสุเทพมาชี้แจงแทน โดย ร.ต.ท. เชาวริน ได้ถามและนำเทปบันทึกภาพและเสียงการให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพที่ระบุว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องการเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อมาเป็นประธานาธิบดี ซึ่งเป็นการเจาะจงใส่ร้ายเพื่อให้คนไทยเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องการจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี ทั้งที่ความจริงเป็นไปไม่ได้ การพูดเช่นนี้ไม่ทำให้เมืองไทยกลับมาสงบได้ จึงอยากถามว่าคิดอย่างไรจึงได้กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งนี้นายสุเทพ ชี้แจงว่า กรณีที่พูดถึงการกลับมาเป็นประธานาธิบดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนตั้งใจพูดจริง แต่ที่ตนพูดเป็นความจำเป็นต้องพูด พูดเพื่อโต้ตอบปกป้องส่วนได้ส่วนเสียของรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์

เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์ไปพูดกับลูกพรรค ข้อความกล่าวหารัฐบาลและประชาธิ ปัตย์ จึงได้ชี้แจงว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลเสือหิว ครม.ไม่ใช่เสือหิวเสือโหยจากไหน แต่เราตั้งใจมาแก้ไขวิกฤติการณ์ประเทศแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง

ย้ำเชื่อเจตนาในใจ“ทักษิณ”

“เมื่อสื่อมวลชนถามว่าคุณทักษิณไม่ยอมแพ้จะสู้ต่อไป ให้ผมวิเคราะห์ ผมจึงพูดออกไปว่า ท่านไม่ยอมแพ้ ท่านพยายามต่อสู้ของท่านไปเรื่อยท่านบอกว่าวันหนึ่งท่านจะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี ผมพูดจริง แต่ที่ผมตอบโต้ขนาดนี้ ใส่ร้ายคุณทักษิณหรือไม่ หรือไปจินตนาการ ไม่ใช่ ผมเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของผมว่าคุณทักษิณชอบระบบประธานาธิบดี ผมเชื่อในจิตใจส่วนลึกของผมว่าจิตใจของคุณทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี ไม่ใช่เรื่องผมจินตนาการไปเอง ผมเชื่ออย่างนี้ เพราะเชื่อที่ผมเห็นคุณทักษิณแสดงออกต่อ สาธารณะหลายครั้งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผมเชื่อตามที่คุณทักษิณพูดเองและสื่อได้นำมาเป็นข่าว” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า กรณีตัวอย่าง คือเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงความชื่นชมยกย่องนายเนลสัน แมนเดล่า ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และเปรียบเทียบตัวเองเหมือนก่อนนี้ยังพูดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ที่ถามว่าจะกลับไปพิสูจน์การเมืองในประเทศหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่รู้สึกห่วงอะไรเพราะขนาดประธานาธิบดีเนลสันยังติดคุกและต่อสู้หลายสิบปีก่อนจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีแอฟริกาใต้อีกครั้ง ตนเชื่อว่าไม่ได้เข้าใจผิดคนเดียววิญญูชนทั่วไปที่ได้ติดตามการแสดงออกของ พ.ต.ท.ทักษิณ และบริวารคิดเหมือนตนว่าจิตใจ พ.ต.ท.ทักษิณใฝ่ฝันอยากจะเป็นประธานาธิบดี

โยง“แม้ว”อยู่หลังเสื้อแดง

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่เชื่อเช่นเดียวกับตน อาทิ หลวงตามหาบัวเทศน์ เมื่อปี 2547 เตือน พ.ต.ท.ทักษิณว่าอย่าลำพองตัวเองตั้งหน้าตั้งตาจะขึ้นเป็นประธานาธิบดี หรือกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ประชุมที่ จ.เชียงราย จัดตั้งเครือข่ายเสื้อแดงอีสานลานนา แกนนำคนหนึ่งพูดว่าพวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ พ.ต.ท. ทักษิณกลับประเทศไทย ท้ายที่สุดถ้าเคลื่อนไหวไม่ได้จะดึงให้ท่านเป็นประธานาธิบดีคนเหนือกับอีสานและพูดชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สนับสนุนเงินให้นำคนเสื้อแดงมาชุมนุมที่สนามหลวง โดยจ่ายเงินผ่าน ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นตนเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ขณะที่ ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้พูดเรื่องตำแหน่ง แต่พูดถึงบุคคลที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนายอภิสิทธิ์เองก็เคยพูดถึงประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐเช่นกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการถามกระทู้ถามสดเรื่องนี้ มีการประท้วงวุ่นวายเป็นระยะ ๆ เมื่อมีการพาดพิง พ.ต.ท.ทักษิณ หรือพาดพิงพรรค ประชาธิปัตย์ ทำให้ใช้เวลาซักถามนานเกือบ 1 ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ในการถามกระทู้ถามสดจะใช้เวลาเพียงกระทู้ละ 20 นาที นอกจากนี้ในช่วงที่มีการประท้วงและพยายามชี้แจงการพาดพิงปรากฏว่าสัญญาณการถ่ายทอดสดได้ขาดหาย โดยทางเอ็นบีทีชี้แจงว่าเป็นเพราะการเชื่อมต่อสัญญาณมีความขัดข้อง

“บรรหาร”แนะควรให้โอกาส

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปพักผ่อนที่เกาะฮ่องกงถึงผลการสำรวจของกรุงเทพโพลให้คะแนนรัฐบาลอภิสิทธิ์เพียง 5.42 จากคะแนนเต็ม 10 อีกทั้งควรปรับนายสุเทพ และนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ออกจากตำแหน่งเพราะไม่พอใจผลงานว่า เรื่องการเมืองยังมีข้อจำกัด แม้จะวาดภาพให้ดีเลิศแค่ไหน แม้แต่รัฐบาลที่มีพรรคการเมืองเดียวหรือรัฐบาลที่มีหลายพรรคก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน เรื่องการทำโพล ตนคิดว่าก็น่าจะมีอะไรอยู่เหมือนกัน แต่เราควรให้โอกาสรัฐบาลเรียนตรง ๆ ว่าถ้าไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ดี แล้วจะเอาใครมาเป็นรัฐบาล

เมื่อถามว่า ต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย ออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ยังไม่จำเป็นต้องปรับ ครม. ในขณะนี้ กรณีของนายบุญจงนั้น ตนรู้สึกว่ายังไม่มีความผิดชัดเจน เพียงแค่เอานามบัตรไปกลัดไว้เพื่อให้รู้ว่าเป็นใคร จึงไม่น่าจะผิด และกฎหมายไม่ได้ระบุเอาไว้ อีกทั้งของทั้งหมดก็เป็นของราชการที่นายบุญจงรับผิดชอบอยู่ไม่น่ามีปัญหา

ไม่แปลก“แม้ว”ผูกพันพท.

ต่อข้อถามถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่าจะกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง นายบรรหาร กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นของพ.ต.ท.ทักษิณที่เห็นว่าตัวเองมีปัญหาก็ต้องกลับมาต่อสู้ ซึ่งการโฟนอินกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณดูแลอยู่ ยังไม่จืดจางยังมีเยื่อใยจึงมองเป็นเรื่องปกติ

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนในการกลับมาเป็นรัฐบาล นายบรรหาร กล่าวว่า คงต้องดูการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าประชาชนจะยังนิยม พ.ต.ท.ทักษิณแค่ไหน ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลบ้าง เหมือนที่เรียกว่า “ที ฮู (ใคร) ที อิท (มัน)” อย่างไรก็ตาม สถานะของรัฐบาลนี้ก็ไม่ได้ง่อนแง่น แม้การประชุมสภาที่ผ่านมาจะมีปัญหาบ้างก็ตาม

ก่อนสิ้นเดือนบินไปหา“แม้ว”

นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่าเป็นผู้รวบรวมรายชื่อ ส.ส.อีสานเพื่อเตรียมเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ความจริงแล้วเรื่องนี้มาจากการที่ ส.ส.อีสานทั้งหมดมีมติเลือกนายพายัพ ชินวัตร เป็นประธานภาคอีสาน และส.ส.อีสานส่วนใหญ่ต่างก็อยากให้นายพายัพเป็นผู้ประสานเพื่อพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ทางนายพายัพจึงได้บอกให้ตนเป็นผู้รวบรวมรายชื่อ ส.ส.ที่ต้องการเดินทางไป ซึ่งขณะนี้มี ส.ส.มาแจ้งความประสงค์จำนวนมาก แต่คงจะต้องจัดกลุ่มให้ไปเป็นกลุ่มย่อยประมาณครั้งละ 20 คน

นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า คาดว่ากลุ่มแรกที่จะเดินทางไปคงไม่น่าจะเกินเดือนก.พ.นี้ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าพ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่ที่ใด เพราะช่วงนี้ทราบว่าท่านเดินทางไปมาบ่อย คงต้องรอให้นายพายัพประสานงานมาก่อน ซึ่งช่วงเวลาที่เราจะเดินทางไปพบคงจะเป็นในช่วงที่ท่านเดินทางมาพักผ่อนใกล้ ๆ ประเทศไทยเพื่อให้สะดวกในการเดินทางไปหา ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง

เอาผิดกกต.ดองคดี“บุญจง”

ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เวลา 13.00 น. นายคารม พลทะกลาง คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) เดินทางมายื่นหนังสือต่อกรรมการ ป.ป.ช. ผ่านทางนายวิทยา อาคมพิทักษ์ ผอ.สำนักการข่าวและประมวลผล สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้เอาผิดกับกกต.ทั้ง 5 คน ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ทั้งที่กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจงตั้งแต่เดือนเม.ย.2551 ในข้อหาใส่ร้ายป้ายสีผู้สมัครอื่นให้ได้รับความเสียหาย ตามที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัครส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้ร้อง

นายคารมกล่าวต่อว่า กกต. ต้องอธิบาย ว่าทำไมถึงดองคดีของนายบุญจง ทั้งที่คดีอื่น แซงหน้าไปหมดแล้ว การอ้างว่ายังตั้งสำนักคดีไม่ เสร็จ ทำให้ตนแปลกใจมาก เพราะ กกต. ใช้งบ ประมาณพันกว่าล้านแค่หาโต๊ะมาเขียนสำนวนยื่นคำร้อง เหตุใดทำไม่ได้ เมื่อวานก็ออกข่าวว่าทำเสร็จแล้ว ตนจึงต้องรีบมายื่น เพราะถ้า กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ทั้งนี้ตนต้องการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐกับประชาชนทุกคน เนื่องจากปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองบางพรรค มีหลายมาตรฐาน หรือมาตรฐานขั้นบันไดตามใจผู้กำกับ

จี้สอบ กสท ประมูลกลิ่นตุ

ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนา คม วุฒิสภา ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อกล่าวหานายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และพวกรวม 11 คน ข้อหากระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรณีการเปิดประมูลระบบเชื่อมโยง optical fiber ภายในประเทศ 5 พื้นที่ วงเงิน 2,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส โดยโครงการดังกล่าวมีการเปิดประมูลเมื่อเดือน พ.ย. 2550 แต่พบความไม่ชอบธรรม เนื่องจากมีการร้องเรียนว่ามีการเสนออุปกรณ์ประกวดราคาผิดคุณสมบัติ จนมีการยกเลิกการประกวดราคา และไม่ให้บริษัทดังกล่าวมีสิทธิเสนอราคาอีก

นายประสิทธิ์ ยังกล่าวว่า ต่อมาวันที่ 30 มิ.ย. 2551 คณะกรรมการ กสท กลับมีมติ อนุมัติการจ้างบริษัทแห่งนั้น เป็นผู้จัดสร้างระบบเชื่อมโยง optical fiber โดยอ้างว่าอุปกรณ์ที่บริษัทเสนอมาเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน และมีความถูกต้องตามข้อกำหนด พร้อมกับลงนามในสัญญาว่าจ้าง เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2551 ดังนั้นการที่คณะกรรมการ กสท มีมติยกเลิการประกวดราคา คิดว่าน่าจะเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะยื่นหนังสือถึงนายกฯ และ รมว.คลังให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย

“เรืองไกร”ร้องเชือดกกต.มั่ว

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จากการที่ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 205/2551 วันที่ 11 ธ.ค. 2551 เรื่องการเลือกตั้ง ส.ว.จังหวัดปราจีนบุรี โดยมีหนังสือมายังประธานวุฒิสภา วันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น ทำให้เข้าใจได้ว่า กกต. อาจปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 และมาตรา 236 ประกอบมาตรา 10 (10) ของพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 อันอาจเข้าข่ายตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 29 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

เนื่องจากมีการดำเนินการเพียงแค่ตรวจสอบแล้วสรุปว่า ไม่ปรากฏหลักฐานใดว่าผู้ถูกคัดค้านได้ลาออกหรือพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลังจากที่ได้เป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2545 ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มีหนังสือมายังนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้วว่า นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 2545 และไม่เคยกลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคอีก อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานอื่นมาหักล้างว่าได้มีการตรวจสอบหลักฐานการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ถูกคัดค้านว่ามีหลักฐานการสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จริงหรือไม่

“สดศรี”โต้ถ้าไม่ผิดฟ้องกลับ

นายเรืองไกร ยังกล่าวว่า ทั้งที่เคยมีแนวคำสั่งศาลฎีกาที่ 775/2551 อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งกกต.และเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กกต. ควรจะต้องรู้ถึงแนวทางที่ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไว้ จึงขอให้ป.ป.ช.พิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงว่า กกต. มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่อาจเข้าข่ายตามบทบัญญัติในมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ประกอบมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ หากพบว่าข้อเท็จจริงมีมูลเป็นไปตามคำร้อง ก็ขอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่การเมือง ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

นางสดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เรื่องดังกล่าวกกต.มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องการตรวจสอบ ยืนยันว่าดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ส่วนกรณีนายเรืองไกรร้องต่อ ป.ป.ช. ก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมายในการชี้แจงต่อไป กกต. พร้อมให้ตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. สอบแล้วว่า กกต. ไม่มีความผิด กกต. อาจต้องพิจารณาเรื่องการฟ้องกลับบ้างเหมือนกัน เพราะ กกต. คงไม่ยอมให้ตกเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว

ยื่นศาลฯพิจารณาคดีร้อน

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบขณะนี้กกต.ได้ยื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 กรณีผู้สมัคร ส.อบจ. และนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้พิจารณาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ กรณีนายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.เขต 3 อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมทั้งยังได้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาที่มาของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เนื่องจาก กกต. มีมติเห็นว่าองค์กรที่เสนอชื่อนายเรืองไกรนั้นอาจจะไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ

เลขาฯ กกต. ยังกล่าวถึงในส่วนของการดำเนินคดีอาญาเนื่องจากกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ว่า คาดว่าจะมีหนังสือไปถึง กกต. จังหวัดในเย็นวันที่ 5 ก.พ. เพื่อให้ แจ้งคำดำเนินคดีกับนายบุญจง ทั้งนี้ยอมรับว่างาน กกต. ล่าช้า เนื่องจากมีขั้นตอนมาก

ป.ป.ช.ตั้งอนุฯไต่สวน“บุญจง”

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า เรื่องกล่าวหานายบุญจงและภริยา ซึ่งเป็นอดีต ส.จ.นครราชสีมา นำเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้จากงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปแจกให้แก่ประชาชนใน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา จำนวน 200 คน คนละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 1 แสนบาท โดยในการแจกเงินให้แก่ประชาชนดังกล่าวนั้น นายบุญจงได้แนบนามบัตรของตนเองไปกับสิ่งของและเงินที่บริจาคด้วย ผู้ร้องได้กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการนำเงินงบประมาณของแผ่นดินไปใช้โดยทุจริต เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เมื่อมีคำร้องเข้ามาเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนตรวจข้อกล่าวหาและเอกสารหลักฐานแล้ว ได้ทำเรื่องเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับคำชี้แจงว่าข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย ได้พิจารณาและกำลังทำเรื่องเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาต่อไป โดยเจ้าหน้าที่มีความเห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สมควรแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะพิจารณาต่อไปว่าเรื่องนี้อยู่ในเกณฑ์ที่จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนหรือไม่ คาดว่าเรื่องนี้จะเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาได้ภายในวันที่ 10 ก.พ.นี้

ไม่รับไต่สวน3รมต.ลงมติ

นายกล้านรงค์ ยังกล่าวถึงกรณี นายเรืองไกร ทำหนังสือร้องเรียนถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหา 3 รัฐมนตรี ที่ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 คือ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ลงมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 นั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรค 2 จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา ไม่อยู่ในอำนาจที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการต่อไป ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณา

นายกล้านรงค์ ยังกล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของบุคคลดังกล่าวทั้งหมด ระหว่างวันที่ 12-26 ก.พ. นี้ นอกจากนี้ ได้พิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว ได้มีมติให้กำหนดตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่เพื่ออำนวย หรือแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นได้

“ชวรัตน์”เชียร์นิรโทษกรรม

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ส.ส. อีสาน 30 คน เตรียมเข้าพบพ.ต.ท.ทักษิณว่า ตนไม่มีความเห็น ส่วนกรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่พรรคเพื่อไทยออกมาเปิดประเด็นนั้น เรื่องนี้มองว่าดี ถ้ามีนักการเมืองที่อยู่ในภาวะยุติบทบาทการเมือง 5 ปี จะได้ออกมารับใช้ประเทศชาติได้ เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวที่ออกมาไม่เห็นด้วย ในฐานะพรรคร่วมจะมีการหารือกันเพื่อเสนอนายกฯหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เรื่องนี้เรายังไม่ได้คุยกัน แต่เห็นว่า ควรให้นายกฯออกมาพูดก่อนมีความคิดเห็นอย่างไร

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมามีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันหลายหมู่คณะ ทางการเมืองเกิดความแตกแยกในบ้านเมืองชัดเจน ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบหมด ตนก็จะเสนอที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเพื่อขอมติ ชูแคมเปญที่จะขออนุญาตจากประชาชนว่า มี 3 เรื่องจำเป็นที่ต้องทำ คือ 1. หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ขออนุญาตออกพ.ร.บ.อภัยโทษให้กับทุกคนที่ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาล 2. ทุกคนที่ถูกกล่าวหาหรือมีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่มีคำพิพากษา จะออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย และ 3. แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเอารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นตัวตั้ง

นัด“แม้ว”โฟนอินวาเลนไทน์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชา ธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินทางไปให้กำลังใจพ.ต.ท.ทักษิณว่า เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ในฐานะคนที่เคยทำงานร่วมกันและมีความคุ้นเคยกันมานาน ตนเตรียมประสานกับพ.ต.ท.ทักษิณ ได้โฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ.นี้ ที่จะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ระดมทุนของคนเสื้อแดง เพื่อให้ชี้แจงข้อกล่าวหาของนายสุเทพ ที่กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าต้องการกลับมาเป็นประธานาธิบดี

นายจตุพร ยังกล่าวว่า ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯจะโฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้ เล่าถึงเกร็ดการเป็นนายกฯ และสาเหตุที่ไม่ดำเนินการกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย ส่วนการที่พ.ต.ท.ทักษิณหยิบยกการต่อสู้ของประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลล่า ของแอฟริกาใต้มากล่าวถึง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่ต้องการกลับมาเป็นประธานาธิบดี เป็นเพียงการยกตัวอย่างวีรบุรุษ เหมือนกันกับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเทียบนายอภิสิทธิ์กับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จึงเห็นว่าไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง

แจ้งจับ“สุเทพ”หมิ่นประมาท

ที่ สน.ดุสิต เวลา 11.00 น. นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สมิต นันท์นฤมิตร พงส.(สบ3) สน.ดุสิต ให้ดำเนินคดีกับ นายสุเทพในข้อหาหมิ่นประมาท โดยใส่ความพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายในทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีการโฟนอิน ภายในงานประชุมพรรคเพื่อไทย และบอกว่าวัน หนึ่งจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี ซึ่งเป็นความเท็จและทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความเสียหาย

นายอุดม กล่าวต่อว่า นายสุเทพเป็นถึงรองนายกฯ แต่กลับใส่ความผู้อื่น เป็นการกระทำผิดที่ซ้ำซาก จึงอยากให้ทางนายสุเทพ แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว หากไม่มีการรับผิดชอบทางคณะทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ จะดำเนินการในการฟ้องร้องทางแพ่งต่อไป ด้าน พ.ต.ท.สมิต เปิดเผยว่า ทางคณะทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำซีดี ซึ่งอ้างว่าเป็นการบันทึกคำพูดของนายสุเทพมาเป็นหลักฐาน เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนจะรับแจ้งความไว้ หลังจากนั้นก็จะรายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนต่อไป

หืดจับถกพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่..) พ.ศ.... ต่อจากวันที่ 4 ก.พ. ปรากฏว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก เพราะหลังนับองค์ประชุมสภาซึ่งมี 249 คนครบองค์ประชุม ทำให้นายธนา ชีรวินิจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ปิดอภิปรายร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยลุกขึ้นประท้วงนานกว่า 30 นาที โดยนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้เปิดอภิปรายต่อ โดยระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ เป็นกฎหมายการเงิน ควรให้นายกฯลงนามรับรองก่อนนำเข้าสู่สภา แต่ฝ่ายรัฐบาลแย้งว่าเลยขั้นตอนเหล่านั้นมาแล้ว

ในที่สุดที่ประชุมลงมติปิดอภิปรายด้วยคะแนนเสียง 228 ต่อ 40 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 2 จากนั้นได้ลงมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.นี้ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 238 งดออกเสียง 6 ไม่ลงคะแนน 6 และตั้งคณะกรรมา ธิการวิสามัญจำนวน 54 คน โดยที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งรายชื่อเป็นคณะกรรมาธิการ ทำให้คณะกรรมาธิการเหลือเพียง 42 คน โดยนายทิวา เงินยวง ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ หารือว่า การที่ไม่มีกรรมาธิการจากพรรคฝ่ายค้านเกรงว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งพ.อ.อภิวันท์ได้เสนอให้ประธานวิปรัฐบาลไปหารือกับประธานวิปฝ่ายค้านเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

“อภิชาติ-สุนัย”หวิดฟาดปาก

อย่างไรก็ตาม หลังการหารือ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันไม่เสนอรายชื่อร่วมเป็นคณะกรรมาธิการ จนกระทั่งการหารือผ่านไปประมาณ 30 นาที นางผ่องศรี ธาราภูมิ ส.ส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยจำนวน 12 คน ทำให้นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วง แต่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมในขณะนั้นไม่สนใจ กระทั่งกระบวนการเสนอชื่อกรรมาธิการผ่านไปถึงขั้นมีผู้รับรอง ทำให้นายสุนัย ลุกขึ้นต่อว่าประธานสภา พร้อมเสนอให้มีการถอนชื่อกรรมาธิการที่นางผ่องศรีเสนอออกไปทั้งหมด

ทั้งนี้นางผ่องศรี ลุกขึ้นชี้แจงว่า ชื่อที่ตนเสนอเป็นรายชื่อที่ได้รับการประสานงานมาก่อนหน้านี้โดยได้รับการส่งสัญญาณจากพรรคเพื่อไทยว่าให้ตนเป็นผู้เสนอรายชื่อกลางที่ประชุม และก่อนเหตุการณ์จะวุ่นวายมากกว่านี้นายชัย ได้สั่งพักการประชุม 10 นาที โดยเริ่มพักการประชุมในเวลา 19.10 น. แต่ขณะที่ ส.ส.ทยอย เดินออกจากห้องประชุม นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เกิดเหตุปะทะคารมด้วยถ้อยคำรุนแรงกับนายสุนัย จนทั้งคู่เตรียมจะปรี่เข้าหากัน จนทำให้ พ.อ.อภิวันท์ ต้องเข้าเคลียร์ให้ทั้งสองฝ่ายแยกออกจากกัน

ตกลงให้นายกฯรับรองก่อน

หลังพักการประชุม นายชัย ได้กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมพิจารณาเรื่องนี้เสร็จแล้ว ในวันที่ 6 ก.พ.ตนจะนำเรื่องนี้เสนอรัฐบาลเพื่อให้นายกฯพิจารณารับรองว่าเป็น พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงิน และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯต่อไป ซึ่งนายวิทยา ได้ลุกขึ้นกล่าวแสดงความเห็นด้วย จากนั้นนายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอตัวแทนองค์กรเอกชนในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย และเสนอรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นกรรมาธิการฯ ทำให้กรรมาธิการฯมีครบ 54 คนตามที่กำหนด

ส่วนนายสุนัย ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่ากล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ตนไม่อยากไปเกลือกกลั้ว จากนั้นมีการปิดประชุมไปในเวลา 19.40 น.

พท.ท้าทูตจีน-ญี่ปุ่นเปิดเผย บัญชีดำห้ามทักษิณเข้าประเทศ

ที่มา ไทยรัฐ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าววันนี้ (6 ก.พ.) ว่า กรณี นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่นขึ้นบัญชีดำห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าประเทศ ว่า ขอเรียกร้องให้สถานทูตทั้ง 2 ประเทศ ที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ออกมายืนยันข้อเท็จจริง เพราะการออกมาพูดแบบนี้ไม่สร้างสรรค์ อาจสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยกับประชาชนของ 2 ประเทศได้ เพราะขณะนี้ยังมีชาวบ้านรักและชื่นชมในตัวพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่มาก เป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยจำนวนกว่า 10 ล้านคน ชาวบ้านกลุ่มนี้อาจเลิกใช้สินค้าที่ผลิตจากญี่ปุ่น-จีน หันไปใช้สินค้าของเกาหลีแทนก็ได้ นายเทพไท เป็นถึงโฆษกส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นการแถลงข่าวใดๆถือว่า เป็นในนามตัวแทนของนายกรัฐมนตรี จะพูดเอามันไม่สร้างสรรค์ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างนี้ไม่ได้

ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อกรณีมีการระบุว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ว่า ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้หลบๆซ่อนๆเข้ามาที่เกาะกง เพราะคนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ จะไปไหนมาไหนก็ได้ ตนพร้อมด้วยนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และส.ส.อีกคนในกลุ่ม จะไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกงในวันที่ 7-8 ก.พ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนั้นหากทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศตามที่นายเทพไท บอกจริง ทำไมถึงเข้าฮ่องกงได้ การไปครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเช่นที่มีบางคนพยายามให้ข่าว แต่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเหมือนนายพวกตนในอดีต เป็นญาติผู้ใหญ่กำลังเดือดร้อน ลูกหลานก็อยากไปถามสารทุกข์สุขดิบ ไปพูดคุย