ที่มา มติชนออนไลน์
เพื่อไทยเปิดโผ 4 แคนดิเดตชิงผู้นำฝ่ายค้าน ประชุมเลือก 10 ก.พ.พร้อมขอมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โวมีข้อมูลเพียบกำลังจัดระบบ เตรียมแฉฟอกเงินช่วงจัดตั้งรัฐบาล "ชัยสิทธิ์" เตือน "แม้ว" ไร้หัวและผู้มีบารมีคอยประคองระวังพัง กกต.นครราชสีมาแจ้งความดำเนินคดีอาญา "บุญจง"
เพื่อไทยถก10ก.พ.เลือกผู้นำฝ่ายค้าน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ว่าพรรคเพื่อไทยจะประชุมวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อพิจารณาถึงบุคคลที่เหมาะสมขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดยขณะนี้มีหลายคนที่จะเป็นได้ อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา นอกจากที่ประชุมจะมีการพิจารณาขอมติในที่ประชุมในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ซึ่งขณะนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะอภิปรายได้ ส่วนจะอภิปรายใครบ้างต้องหารือกันในที่ประชุมก่อน
นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 4 พี่น้องตระกูลชินวัตร จะมาดูแล 4 ภาคว่า เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นข่าวที่ปล่อยออกไป แต่ไม่แน่ใจว่าปล่อยจากคู่แข่งหรือปล่อยจากคนในพรรค แต่ที่ผ่านมาไม่มีเรื่องดังกล่าว มีเพียงการพบปะสังสรรค์กันซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ส.ส.ภาคอีสานเป็นคนขอให้มาช่วยดูแล ซึ่งนายพายัพก็ยินดีที่จะช่วยดูแลในส่วนนี้ แต่กระแสข่าวที่บอกว่านางเยาวภา ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ จะดูแล ส.ส.ภาคเหนือ ก็ไม่ใช่ เพราะในส่วนของภาคเหนือ นายวัลลภ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน ประธานคณะกรรมการประสานงานภาคเหนือ เป็นผู้ดูแลอยู่ ซึ่งนายวัลลภได้รับเลือกมาจากคณะกรรมการบริหารพรรค ส่วนนางเยาวภา เป็นเพียงการเข้ามาพูดคุยพบปะกันเท่านั้น
"ชัยสิทธิ์"เตือน"อดีตนายกฯ" ระวังพัง
พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 กรณี พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้คนตระกูลชินวัตรมาต่อสู้ในเกมการเมือง โดยให้คุม ส.ส.ในแต่ละภูมิภาคว่า ยังไม่ได้มีการพูดอะไรกับคนตระกูลชินวัตร ที่ผ่านมาตนเปิดตัวไปแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณอะไรส่งมาถึงตน จึงได้แต่อยู่เฉยๆ ทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่เกี่ยวกับการเมือง เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงจะเอาญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดมากกว่า
"หาก พ.ต.ท.ทักษิณจะต่อสู้ทางการเมืองจะต้องมีหัว และต้องเป็นผู้ที่มีบารมีพอสมควรมาช่วย เพราะคนดีๆ ถูกเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 111 หมดแล้ว ทำให้ขณะนี้ไม่มีใครแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เหนื่อย เพราะไม่มีหัวและผู้ที่มีบารมีพอประคองได้ ผมได้โทร.ไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าถ้าขืนปล่อยไปอย่างนี้ก็พัง แต่ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณคงโดนหนักจนไม่มีความคิดอะไรมากมาย แต่คิดว่ากำลังใจคงดีขึ้น เพราะมีคนสนับสนุนเขาค่อนข้างมาก สังเกตจากจำนวนของคนเสื้อแดงที่ให้กำลังใจว่าความถูกต้องอยู่ตรงจุดไหนให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้ เพราะการที่เขาโดนใส่ร้ายอย่างนี้ กระเทือนถึงคนทั้งตระกูล" พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าว
"ประชา"ปฏิเสธ"เยาวภา"แจกเดือนละ5หมื่น
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่านางเยาวภา รับปากดูแล ส.ส.โดยจะจ่ายให้เดือนละ 50,000 บาท ว่าขอปฏิเสธว่าการประชุม ส.ส.ภาคกลางเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่มีแจกเงิน ถ้ามีจริงตนก็ต้องได้รับ
"พรรคเพื่อไทยกำลังเตรียมข้อมูลเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีข้อมูลจำนวนมากที่กำลังจัดทำให้เป็นระบบ นอกจากเรื่องปัญหาที่ดิน การแจกถุงยังชีพปลากระป๋องเน่า ยังมีเรื่องการฟอกเงินในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล และมีคนของพรรคการเมืองหนึ่งถูกจับที่บ่อนประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ" นายประชากล่าว
ส.ส.ภาคกลางเล็งซบภูมิใจไทย
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจ่ายรายเดือนให้กับ ส.ส.คนละ 50,000 บาท เป็นเรื่องปกติที่ ส.ส.ทุกคนได้รับการดูแลจากพรรคอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้มาโดยตลอด แต่ไม่เข้าใจว่าคนที่ออกมาเปิดเผยต้องการอะไร ทั้งที่รู้อยู่นานแล้ว หรือเห็นว่าพรรคอื่นได้มากกว่าจึงต้องการที่จะเรียกร้องให้ได้เงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เงิน 50,000 บาทนี้ ไม่ใช้เงินที่จะซื้อใจไม่ให้ ส.ส.ภาคกลางมีใจเอนเอียงไปยังพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นเงินที่ได้รับเป็นประจำ ทุกคนก็รับรู้กันเป็นการภายใน แต่การที่นางเยาวภาเข้ามาดูแลนั้น ซื้อใจและให้ความอบอุ่นได้มากกว่า
"มี ส.ส.ภาคกลางที่ต้องการจะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย แต่จะยังไม่มีการเคลื่อนไหว เหมือนกับพรรคเพื่อแผ่นดินในช่วงนี้ เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นรัฐบาล และอีกครึ่งหนึ่งเป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว จึงต่างจากพรรคเพื่อไทย ที่เป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ถ้าจะให้ไปเข้าข้างรัฐบาลก็คงจะน่าเกลียด ส่วนในอนาคต ส.ส.ภาคกลางพรรคเพื่อไทย จะได้ร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยแน่นอน" แหล่งข่าวกล่าว
ประชาธิปัตย์.ปูดพ.ต.ท.ไวพจน์รุกป่า
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิมเป็น 1 ในบุคคลที่พรรคเพื่อไทยวางตัวเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ว่า ขอถามก่อนว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ร.ต.อ.เฉลิม) ในข้อหา พ.ต.ท.ไวพจน์ และภรรยา บุกรุกที่ป่าสงวนของอุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา จ.กำแพงเพชร โดยพบว่าบุกรุกที่เกินกว่าการแสดงสิทธิที่ได้จับจอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ช่วงนั้นมีการเข้มงวดเรื่องการบุกรุกที่ป่าสงวนฯ จึงขอถามไปถึง ร.ต.อ.เฉลิมว่า ให้คนของตัวเองดำเนินการผิดกฎหมาย ในระหว่างที่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม พรรคจะมอบหมายให้ตัวแทนของพรรคไปสืบค้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหวังสกัดกั้น ร.ต.อ.เฉลิมที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่พรรคมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ การเปิดเผยเรื่องนี้ถือเป็นข้อเท็จจริง ที่ต้องทำตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น จึงต้องสืบค้นต่อไปว่า ร.ต.อ.เฉลิมมีส่วนรับทราบหรือไม่ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้หวังที่จะดิสเครดิต ร.ต.อ.เฉลิม อย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต
ส.ส.อุบลราชธานีอ้างรีบทิ้งบัตรไว้ในสภา
นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงปัญหาการเสียบบัตรแทนกันระหว่างการประชุมสภาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ยอมรับว่าในช่วงเย็นของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา เพราะต้องรีบกลับไปเปิดงานที่ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากรับปากชาวบ้านไว้นานกว่า 1 เดือน จึงออกจากรัฐสภาตั้งแต่เวลา 16.00 น. และรีบนั่งมอเตอร์ไซค์ตรงดิ่งไปสนามบินดอนเมือง เพราะเครื่องบินออกเวลา 17.00 น. ด้วยความรีบเร่งจึงลืมบัตรไว้และทราบว่าบัตรเสียบอยู่ ซึ่งขอปฏิเสธว่าไม่ได้ฝากใครให้กดบัตรแทน แต่ตามปกติเมื่อบัตรเสียบอยู่แล้วข้อมูลจะปรากฏก็ต่อเมื่อมีผู้กดปุ่มแสดงตน
"ปกติผมจะนำบัตรติดตัวตลอด แต่วันนั้นรีบมากจึงทำให้ลืมบัตรไว้บริเวณที่เสียบบัตร ซึ่งการที่ผมออกจากห้องประชุมในช่วงเวลานั้นก็เห็นว่าไม่น่าจะมีอะไร อีกทั้งเราต้องบริหารงานสภาและงานพื้นที่ให้ได้ ถ้าไม่ไปพบชาวบ้านก็จะถูกต่อว่า แต่วันรุ่งขึ้นผมก็กลับมาทำหน้าที่ในสภาตามปกติ ไม่ได้ทิ้งงานสภา ถ้ามีการสอบสวนผมก็จะตอบไปตามความเป็นจริงและคงต้องรับฟังการกล่าวตักเตือน ส่วนการจะสืบหาผู้ที่กดบัตรแทนนั้นคงเป็นเรื่องยาก เพราะที่นั่งของผมอยู่ท้ายสุดของห้องประชุมและเป็นที่นั่งที่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน" นายตุ่น กล่าว และว่า ต่อไปคงต้องระวังมากกว่านี้
เพื่อไทยเปิดข้อมูลเสียบบัตรแทน9ก.พ.
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตรวจสอบองค์ประชุมถือสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นการเพื่อป่วนหรือเล่นเกมการเมือง การนับองค์ประชุมมีเหตุผลมีผลต่อการประชุมทุกนัด เพราะก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ากฎหมายหลายฉบับเป็นโมฆะ เนื่องจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ประชุมไม่ครบองค์ประชุม ดังนั้น การนับองค์ประชุมไม่ใช่การเล่นเกมการเมือง ส่วนปัญหาจากคนที่กดบัตรแทนกันนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล
"ผมจะนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดเปิดเผยในวันที่ 9 กุมพาพันธ์นี้ โดยเรื่องนี้ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย ถ้าเรายังไม่ได้หลักฐานครบทุกด้านจะไม่กล่าวพาดพิงใคร ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกกล่าวหาว่าฝ่ายค้านไม่มีคุณภาพ แต่ตอนนี้ทราบว่าคนที่กดบัตรแทนกันเขารู้ตัวแล้วและกำลังกินไม่ได้นอนไม่หลับ ซึ่งหลังจากเปิดเผยข้อมูลแล้ว จะยื่นเรื่องให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตั้งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป"นายประชากล่าว
กกต.นครราชสีมาแจ้งอาญา"บุญจง"
พล.อ.วีรวุธ ส่งสาย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.นครราชสีมา กล่าวว่า กกต.จังหวัดได้เข้าแจ้งความที่ สภ.จักราช จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่งของ กกต.กลาง ในข้อหาฝ่าฝืน (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 (5) หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จจริงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเพื่อจูงใจ ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550
"คดีนี้มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท พร้อมกับถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี" พล.อ.วีรวุธกล่าว
พ.ต.ท.โสภณ รัตนสมัย รอง ผกก.สส.สภ.จักราช กล่าวว่า พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ได้สั่งการ พ.ต.อ.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน รับผิดชอบดูแลคดีนี้ แต่ขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ในสมัยเปิดประชุมสภา จึงไม่สามารถเรียกตัวนายบุญจงมารับทราบข้อกล่าวหาได้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, February 7, 2009
พท.เผย4แคนดิเดตชิงผู้นำฝ่ายค้าน เตรียมแฉฟอกเงินช่วงจัดตั้งรัฐบาล "ชัยสิทธิ์" เตือน "แม้ว" ระวังพัง
มติ กกต.มั่วหนักแจกใบแดงนายก อบจ.เชียงใหม่-สมาชิกสภาก่อน แจ้งข้อหาที่หลัง เปิดช่องหลุดชั้นศาล
ที่มา มติชนออนไลน์

พบหลักฐาน กกต.กระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายอีก มีมติแจกใบแดง-ดำเนินคดีอาญา นายก อบจ.เชียงใหม่-สมาชิกสภาก่อน แล้วให้แจ้งข้อกล่าวหาทีหลัง ปิดโอกาสการชี้แจง ระบุขัด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ-ระเบียบสืบสวน เปิดช่องศาลอุทธรณ์สั่งยกฟ้อง เคยมีคดีตัวอย่างแล้ว
ผู้สื่อข่าว"มติชนนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ว่า ได้ตรวจสอบพบหลักฐานพบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)น่าจะปฏิบัติฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาดพ.ศ. 2550 เนื่องจาก กกต.มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ให้ใบแดง)และดำเนินคดีอาญานายกองค์การบริหารจังหวัด(อบจ.)สมาชิก อบจ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะแจ้งข้อหล่าวหาให้แก่บุคคลดังกล่าวและให้บุคคลดังกล่าวชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งจะทำให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องคดีในลักษณะเดียวกันมาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลักฐานดังกล่าวคือ ข่าวเผยแพร่ของสำนักงาน กกต.ในเว็บไซต์ กกต. ( http://www.ect.go.th/newweb/th/news/detail.php?id=432&SystemModuleKey=cms )ซึ่งเป็นผลการประชุม กกต.ครั้งที่ 6/2552 ซึ่งขึ้นหัวข้อข่าวว่า "กกต. มีมติแจก 2 ใบแดงนายกและ ส.อบจ.เชียงใหม่ อ.สันทราย เขต 2 "ซึ่งมีเนื้อหาข่าวว่า
"นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ 6/2552 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจำนวน 2 ราย ในการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อ.สันทราย เขต 2 โดย กกต. มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครนายกฯ หมายเลข 3 (ได้รับเลือกตั้ง) และนายสุพล ณ วิชัย ผู้สมัคร ส.อบจ.อ.สันทราย หมายเลข 3 เขต 2 (ได้รับเลือกตั้ง) มีกำหนด 1 ปี ในข้อกล่าวหาว่า ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน(เงิน) แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจฯ และสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง รวมทั้งให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ พร้อมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้ง 2 คน รวมทั้งนายอินทร อินสม และนายมังกร กันทา ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย
"ทั้งนี้ให้ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายสุพล ณ วิชัย นายอินทร อินสม และนายมังกรกันทา ให้ชัดเจน และนำเสนอ กกต. พิจารณาอีกครั้งก่อนยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยตามมาตรา 239 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติดังกล่าวเห็นได้ว่า กกต.มีมติให้ใบแดงนายบุญเลิศและสมาชิก อบจ.ก่อนแล้ว จึงค่อยให้เจ้าหน้าที่ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวซึ่งเท่ากับไม่ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหาเพื่อนำคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหามาพิจารณา แต่เป็นการลงมติหรือฟันธงไว้ล่วงหน้าแล้วซึ่งน่าจะเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 24 วรรคสองและสามของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่บัญญัติไว้เป็นขั้นตอนว่า "ในการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องให้โอกาสผู้ร้อง ผู้ถูกคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหา ทราบเหตุแห่งการร้อง การคัดค้าน หรือการกล่าวหา มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐาน รวมทั้งต้องให้โอกาสมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง..."
"กรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนที่ลงมติวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดต้องลงลายมือชื่อในหนังสือลงมติในเรื่องนั้น และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งต้องทำเป็นหนังสือระบุข้อเท็จจริงและเหตุผล พร้อมทั้งลงลายมือชื่อของกรรมการการเลือกตั้งทุกคนที่พิจารณาวินิจฉัย"
นอกจากนั้นระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2550 ข้อ 50 ก็ระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแล้วหลักฐานไว้ในสำนวน แหล่งข่าวจาก กกต.แจ้งว่า มีตัวอย่างหลายคดีที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่น การแต่งตั้งอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนโดยไม่มีอำนาจ การแจ้งข้อกล่าวหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปรากฏว่า ในชั้นศาลได้ยกฟ้องคดีดังกล่าวด้วยเหตุผลว่า การสืบสวนสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คำสั่งศาลอุทธรรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขแดงที่ 2896/2551 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 ซึ่ง กกต.ให้ใบแดงนายประจวบ บุญเลิศ ผู้สมัครนายยกเทศมนตรีตำบลดอนเกาะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ดังนั้นถ้ากรณีที่ กกต.ให้ใบแดงนายบุญเลิศแลบะพวกโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โอกาสที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะยกคำร้องก็มีอยู่สูง @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2550 ข้อ 50 "... เมื่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนแล้วมีพยานหลักฐานสนับสนุนพอฟังได้ว่าผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น...ผู้ใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำ หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแต่ไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น หรือได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น ซึ่งจะมีผลให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพิกถอนผลการเลือกตั้งเลือกตั้งใหม่ นับคะแนนใหม่ หรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถูกกล่าวหาแล้วจัดให้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลนั้น
"ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและเลขาธิการมีอำนาจในการแจ้งข้อกล่าวหาโดยให้คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนจัดทำบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดโดยผ่านผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเสนอเลขาธิการ แล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณา หากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือเลขาธิการเห็นควรแจ้งข้อกล่าวหา ให้ส่งข้อกล่าวหาไปยังผู้ถูกกล่าวหาตามที่อยู่ในหลักฐานใบสมัครหรือหลักฐานของทางราชการ และแจ้งสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและนำพยานหลักฐานมาแสดงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมกำหนดวัน เวลา และสถานที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปรับทราบข้อกล่าวหา
"เมื่อผู้ถูกกล่าวหามาพบ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย เลขาธิการ หรือคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนนำบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหามาแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา แล้วรวมหลักฐานดังกล่าวไว้ในสำนวนการสืบสวนสอบสวนหนึ่งฉบับ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ จากนั้นให้บันทึกถ้อยคำโดยเร็ว โดยให้แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าจะให้การหรือไม่ก็ได้ พร้อมทั้งต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานในการแก้ข้อกล่าวหา..."
DSTATION ความจริงวันนี้ TT2009-02-06 แฉงบลับ2,000ล้าน รบ.มาร์คกำจัดคนเสื้อแดง
ที่มา thaifreenews
โดย : Tuxedo
TT2009-02-06
อ้างอิง :
แฉงบลับเฉียด
2,000พันล้าน
รบ.มาร์ค ใช้ กำจัด คนเสื้อแดง คนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และทักษิณ ระยะเวลาดำเนินการ 5เดือน ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ค.
WMV 54.1Mb
MP3 8.39Mb
จองโต๊ะงาน 14 กุมภา วันรักประชาธิปไตย
เลี้ยงโต๊ะจีน ครับ ที่นั่งละ 1,000 บาท โต๊ะละ 10ที่นั่ง
ลานวัดไผ่เขียว ตรงข้าม ดอนเมือง
02 934 9598, 089 063 2444
089 063 2555, 089 494 9118

โอบามาชี้เป็นหายนะครั้งใหญ่ หากวุฒิฯไม่เร่งคลอด 9 แสนล.
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันนี้ (7 ก.พ.) ว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐอเมริกา แถลงว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้กำลังน่าเป็นห่วงและจะวิกฤติมากขึ้นอีก โดยเฉพาะข้อมูลล่าสุดที่ชี้ว่า มีคนตกงานเพิ่มขึ้นในเดือนที่แล้วกว่า 600,000 คน หากวุฒิสภายังไม่เร่งผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้จะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ และยังแสดงถึงความไม่รับผิดชอบของวุฒิสภาต่อเศรษฐกิจและประชาชนชาวอเมริกัน
ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างอภิปรายร่างกฎหมายแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 937,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ กว่า 32.7 ล้านล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และมาตรการลดภาษีต่อเป็นวันที่ 5 ท่ามกลางความพยายามของวุฒิสมาชิกสายกลาง จากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ที่จะแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการปรับลดลงจำนวนงบประมาณลงราว 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะมีการลงมติรับรองแผนกระตุ้นเศรษฐกิจภายในวันนี้
พล.ต.ท.วรพงษ์ นั่งเก้าอี้ ผบช.น. - พล.ต.ท.ไถง ผงาด ผบช.ก.
ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่
กรุงเทพฯ 6 ก.พ. - กตร. มีมติให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา มานั่งเก้าอี้นครบาล ส่วน พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามีแม่เลี้ยงติ๊ก ผงาดนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ลงตัว
การประชุมคณะกรรมการ กตร. ซึ่งมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด คือการตั้งนายพลตำรวจ ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีการเสนอชื่อ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว และ พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จึงให้เลื่อนการพิจารณาไปก่อน
ส่วนตำแหน่ง ซึ่งเป็นที่จับตามองคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีการโยก พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ไปนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 คุมพื้นที่ภาคอีสานตอนบน โดยให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มานั่งเก้าอี้นี้แทน เพื่อหลีกทางให้ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามี นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือแม่เลี้ยงติ๊ก โยกจากจเรตำรวจ มานั่งเก้าอี้นี้แทน
นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย นายพลตำรวจระดับผู้บัญชาการ และระดับผู้บังคับการ โดยเฉพาะในพื้นที่สีแดง รวมทั้งหมด 106 ตำแหน่ง .-สำนักข่าวไทย
อัยการ ยังตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มารับโทษไม่ได้
ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 6 ก.พ.- นายถาวร พานิชพันธ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานติดตามตัวนักการเมืองที่หลบหนีหมายจับไปต่างประเทศ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมารับโทษตามคำพิพากษาของศาลในประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ซึ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ว่า ขณะนี้อัยการกำลังรอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งถิ่นที่อยู่ที่ชัดแจ้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า พำนักอาศัยอยู่ที่ใด เมืองใด ประเทศอะไร จึงจะสามารถดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ โดยอัยการได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งข้อมูลดังกล่าวให้อัยการแล้ว
ต่อข้อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปประเทศฮ่องกง ทางอัยการมีข้อตกลงความร่วมมือทางคดีอาญาที่จะประสานให้ทางการฮ่องกงจับกุมได้หรือไม่ นายถาวร กล่าวว่า อัยการยังไม่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานราชการอย่างเป็นทางการ หากมีหนังสือมาอย่างเป็นทางการก็พร้อมดำเนินการได้ เมื่อถามว่า อัยการมีศักยภาพเพียงพอที่จะติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษได้หรือไม่ นายถาวร กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานทางกฎหมาย จะดำเนินการอะไรต้องมีขั้นตอน เรื่องนี้ต้องขอเวลาให้อัยการได้ขอมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ ตอนนี้ยังพูดอะไรมากไม่ได้.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-02-06 17:51:33
กัดต่อไป
ที่มา เดลินิวส์
วิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ ทนแรงกดดันในพรรคและกระแสสังคมไม่ไหว สังเวยกรณีปลากระป๋องเน่า เป็นรายแรก สื่อบางฉบับพูดได้โดนใจมาก เป็นศพแรก
แสดงว่ามีศพต่อไป จะเป็น บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มท.2 ที่แจกเบี้ยเลี้ยงยังชีพ 500 บาทที่บ้านตัวเองในโคราช พร้อมแนบนามบัตรเหมือนเอาเงินตัวเองแจกหรือไม่ ไม่นานก็รู้
แต่กรณีวิฑูรย์ ตอนแรกปชป. กางปีกป้องเต็มที่ ตอนหลังยอมตัดหางปล่อยวัด ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี และ ปชป.ที่ชูเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริตสูงกว่าพรรคอื่นเรื่อยมา
แค่เดือนเดียว เกิดเรื่องแบบนี้ ถือว่าสะเทือนจุดขายมาก จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม
ด้านหนึ่ง ก็ดีที่นายวิฑูรย์ยอมลาออก แต่ไม่ง่ายแบบนั้น บอกตรง ๆ ดีใจที่ สื่อกัดไม่ปล่อย โดยเฉพาะมีการตามหาตัว นายวิเชน สมมาต จนได้ ใครก็อยากรู้ มีตัวตนจริงหรือไม่
อย่างนี้สิ ข่าวสืบสวน สอบสวน !!!
ก็อย่างที่รู้ แรก ๆ วิฑูรย์บอกมีเอกชนรับสัมปทานซื้อของไม่ตรงสเปกมา ส่งมอบ แต่ต่อ ๆ มาบอก มีนาย วิเชน สมมาต เป็นผู้บริจาค มีการให้เบอร์มือถือนักข่าวโทรฯคุย
ซึ่งแรก ๆ ก็รับว่าบริจาคจริง แค่ 1,500 ชุด ไม่ถึง 5,000 ชุด (ทั้งหมด 2 หมื่นชุด) หลัง ๆ ปิดมือถือหนี บอกเป็น แพะรับบาป
แม้นายวิฑูรย์จะอ้าง ที่เข้าใจผิดตอนแรก เพราะเช็กข้อมูลไม่ดีพอ ตอนหลังปลัดกระทรวง วัลลภ พลอยทับทิม ให้ข้อมูลใหม่ มีนาย วิเชน สมมาต เป็นคนบริจาค เลยบอกไปอย่างนั้น
แต่ความจริงเป็นยังไงไม่มีใครรู้ เพราะนายวัลลภยังไม่ยอมเปิดปากพูด
ถึงได้ดีใจ ที่สื่อกัดไม่ปล่อยจิกจนได้ ตกลงมีชื่อ วิเชน จริง แต่นามสกุล สูงมาก ไม่ใช่ สมมาต อยู่ทาวน์เฮาส์ร้างแถวบางบัวทอง นนทบุรี ที่กำลังประกาศขายทอดตลาดอยู่
น่าสนใจกว่านั้น เจ้าหนี้รุมตามเป็นกะตั้ก แล้วจะมีกะใจไปบริจาคถุงยังชีพหรือ เอาตัวเองยังไม่รอด
สรุปต้องมีใครพูดจริง และใครโกหก มีใครเป็นเหยื่อใคร หรือ สมรู้ร่วมคิดกัน ???
เรื่องนี้ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพร้อมด้วยเครือข่ายช่วยผู้บริโภคจังหวัดพัทลุง ได้ยื่นฟ้องให้ดำเนินคดีอาญากับนาย วิฑูรย,์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาฯ และเอกชนผู้ผลิตแล้ว
เรื่องปลากระป๋องเน่าไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้มูลค่าไม่มากนัก
แต่เป็นการหากินบนความทุกข์ของคนน้ำท่วม ปกติก็สาหัสแทบสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ยังมีพวก “เหลือบไร” มาคอยแทะเล็มอีกทอด ถือว่าชั่วร้ายจริง ๆ
ใครเป็น เสือหิว เสือโหย หรือเสือกะบาก ฝากสื่อกัดต่อไปด้วย อย่าปล่อยมือง่าย ๆ
เพราะไม่เชื่อว่า อิสสระ สมชัย ส.ส.การพรรคเดียวกับ รมว.การพัฒนาสังคมฯ คนใหม่หมาด ๆ ที่ประกาศขึงขังว่า จะลากตัวคนผิดมาลงโทษ จะทำได้จริงจังอย่างปากว่า.....น่ะสิ
กลัวจะตรงข้ามมากกว่า !!!.
ดาวประกายพรึก
"เจ๊แดง"ประชุมส.ส.พท.ภาคกลางทุกเดือนย้ำให้อบอุ่น หึ่งแจก5หมื่น ตั้ง"พายัพ"คุมอีสานหวังสลายก๊วน
ที่มา มติชนออนไลน์
โฆษกพท.ปากแข็ง ไม่ใช่พรรค"ชินวัตร" "เจ๊แดง"ร่วมนั่งหัวโต๊ะประชุม ส.ส.ภาคกลาง บอกต่อไปจะให้ความอบอุ่นทุกเดือน หึ่งคนร่วมประชุมรับก่อนรายละ 5 หมื่น "ยิ่งลักษณ์" ร่วมวางยุทธศาสตร์รับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน อ้างของเดิมถูก ปชป.ลอกไปหมดแล้ว ตั้ง"พายัพ"คุม ส.ส.อีสาน เพื่อสลายก๊วน "วิฑูรย์"ขู่กลับตรวจสอบเงินอบรมข้าวหอมมะลิ ระวังเจอพวกตัวเอง อาจตายยกพรรค
"เจ๊แดง" ให้ส.ส.อบอุ่นแจก5หมื่น
การประชุมคณะกรรมการประสานงานภาคกลาง พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย (พท.) อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ที่มีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม เป็นประธาน โดยมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษา ส.ส.ภาคเหนือและภาคกลาง เข้าร่วมประชุมด้วย
รายงานข่าวจากที่ประชุม ส.ส.ภาคกลาง แจ้งว่า นางเยาวภาได้กล่าวในที่ประชุมต่อไปนี้จะให้ความอบอุ่นกับ ส.ส.ทุกเดือน และขอให้ ส.ส.ภาคกลางลงพื้นที่หาสมาชิกให้ได้คนละอย่างน้อย 20,000 คนอย่างเร็วที่สุด สำหรับการประชุมครั้งนี้ ส.ส.ทุกคนได้รับสนับสนุนจากพรรคคนละ 50,000 บาทด้วย
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการภาคกลาง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า หารือถึงการวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการทำงาน ส.ส.ภาคกลาง ให้มีบทบาทในสภาฯมากขึ้น โดยนางเยาวภาบอกว่า วันนี้พรรคเราต้องเติมความอบอุ่นทุกภาค ทั้งภาคเหนือ กลาง อีสาน พร้อมทั้งถาม ส.ส.ว่าขาดเหลืออะไรบ้างหรือไม่
"พท." บอกต้องนิรโทษกรรม "แม้ว"
นายสุชาติกล่าวว่า จากการร่วมหารือเห็นว่าต่อไปจะต้องไม่มีกลุ่ม ไม่มีก๊วน แต่จะช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากจังหวัดใดมี ส.ส.ที่อาวุโสก็จะตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนประสานงานกับพรรค ในรูปแบบจากพรรคสู่ภาค จากภาคสู่จังหวัด
"ที่ผ่านมามีกลุ่มก๊วน หัวหน้าก๊วนก็ไปต่อรอง เมื่อไม่พอใจก็นำ ส.ส.ออกไป อย่างไรก็ตาม หากอยากให้พรรคเข้มแข็งต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เหมือนเดิมคือ การโหวตของส.ส.ต้องฟังมติพรรค" นายสุชาติกล่าว
นายสุชาติกล่าวถึงกลุ่ม ส.ส.เสนอนิรโทษกรรมว่า ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ อาทิ ยุค พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร เคยทำปฏิวัติ ภายหลังยังมีการนิรโทษกรรม แล้วกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำความดีทำคุณให้กับประเทศไม่รู้เท่าไหร่ น่าจะได้รับการนิรโทษกรรม แต่จะได้หรือไม่ เป็นพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
"ส่วนตัวและ ส.ส.กลุ่มภาคกลางเห็นด้วยหากมีการนิรโทษกรรม เพราะท่านไม่ได้ทำอะไรผิดมากมาย เหตุใดเราไม่เอาความรู้ความสามารถของท่านมาช่วยแก้วิกฤต การจะทำได้มีแค่วิธีเดียวคือต้องนิรโทษกรรม" นายสุชาติกล่าว
พท.เดินสายรับฟังความเห็นปชช.
นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยมีประชุม โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน โดยกำหนดยุทธศาสตร์ให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน โดย ส.ส.และสมาชิกจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น การตัดสินใจใดๆ จะไม่ขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียวเหมือนในอดีต แต่จะเป็นรูปกรรมการ เพราะหารือกันแล้วหากทำให้เป็นพรรคชินวัตรก็จะไปไม่รอด จากนี้ไปจะจัดทีมผู้บริหารพรรคและ ส.ส. เดินสายลงพื้นที่ปราศรัย และจัดเสวนาโต๊ะกลม พูดคุยกับแกนนำในระดับชุมชนทั่วประเทศ จะเริ่มครั้งแรกในที่ 8 กุมภาพันธ์ คาดว่ าจะเป็น จ.นครพนม ตามด้วย จ.กาฬสินธุ์ และ จ.สกลนคร โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เป็นหัวหน้าทีม และอาจมีนายจตุพร พรมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน และอีกหลายๆ คนไปร่วมด้วย เพื่อรับความคิดเห็นของประชาชน นำมากำหนดเป็นนโยบาย โดยพรรคเพื่อไทยจะคิดนโยบายใหม่ เพราะนโยบายเดิมกว่าร้อยละ 90 ถูกพรรคประชาธิปัตย์ลอกไปแล้ว
เตรียมเลือกผู้นำฝ่ายค้าน10ก.พ.
นายประเสริฐกล่าวว่า สำหรับทีมที่จะเดินสายปราศรัยในจังหวัดต่างๆ นั้นจะมีคนในตระกูลชินวัตรร่วมด้วย โดยบทบาทจะอยู่ในฐานะผู้ดูแลและช่วยกันทำงานเป็นหลักไว้ก่อน โดยภาคอีสานจะมีนายพายัพ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์แบ่งกันดูแล ส่วนภาคเหนือจะเป็นนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ดูแล ภาคกลางมีนางเยาวเรศ ชินวัตร ดูแล ขณะที่ภาคใต้เนื่องจากพรรคมีสัดส่วน ส.ส.น้อย การดูแลจะเป็นรูปแบบของกรรมการ อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญของพรรคจะอยู่ที่ภาคอีสาน และถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ ตามด้วยภาคเหนือ และภาคกลาง ทั้งนี้ พรรคจะขอให้คนในบ้านเลขที่ 111 รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ามาช่วยงานในเรื่องการให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ แต่จะไม่มีตำแหน่งอะไรในพรรค
นายประเสริฐกล่าวว่า สำหรับบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ในการประชุมพรรควันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะมีการหารือถึงบุคคลที่เหมาะสมจะมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จากการหารือเบื้องต้นอาจจะเลือกผู้ที่เป็น ส.ส.ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านชั่วคราวไปก่อน อาจจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม และเมื่อถึงการเลือกตั้งหาก ร.ต.อ.เฉลิมไม่ไหวก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคคนใหม่ ส่วนการคัดเลือกผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น ทางพรรคจะคัดจากคนที่เสนอตัวเข้ามา และต้องให้ลงไปทำกิจกรรมในพื้นที่ก่อน จากนั้น 5-6 เดือน หากมีสัญญาณยุบสภาเกิดขึ้น พรรคถึงจะทำโพลก่อนตัดสินใจว่า จะให้ลงสมัครในนามของพรรคหรือไม่ จะไม่ให้คนเพียงคนเดียวตัดสินใจเท่านั้น
ตั้ง "พายัพ" ปธ.อีสานหวังสลายกลุ่ม
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบื้องหลังที่เสนอให้นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณเป็นประธาน ส.ส.ภาคอีสาน ก็เพื่อต้องการยุติความขัดแย้งและความไม่ลงรอยระหว่างกลุ่มอีสานพัฒนาที่ต้องการผลักดันนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม และนายสมศักดิ์ เกียรติสรุนนท์ ส.ส.ขอนแก่น ขึ้นมาเป็นประธานภาค แต่ ส.ส.ที่เป็นอดีตกลุ่มเพื่อนเนวินไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีบทบาทมากเกินไป จึงเสนอให้นายพายัพมาเป็นแทน เพื่อสลายกลุ่มการเมือง ซึ่งนายพายัพก็เห็นด้วย และรับปากจะมาดูแลด้วยใจเต็มร้อย
จับตาส.ส. "เพชรบูรณ์-สระบุรี"ปันใจ
ข่าวแจ้งว่า นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของ ส.ส.เพชรบูรณ์ ภายใต้การนำของนายสันติ พร้อมพัฒน์ เช่น นายเอี่ยม ทองใจสด นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธุ์ ซึ่งสนิทสนมกับนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมถึง ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี ที่จะปันใจไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีที่มีข่าวว่าคนในตระกูล "ชินวัตร" เข้ามาจัดการดูแลภายในพรรคจนถูกมองว่าเป็นพรรคชินวัตรนั้น ขอยืนยันว่าการบริหารภายในพรรค มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีพรรคชินวัตร อย่างที่หลายคนกล่าวหา
พท.ยื่นสอบอบรมข้าวโยง "มาร์ค"
ที่สำนักงาน กกต. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบโครงฝึกอบรมข้าวหอมมะลิเพื่อการค้า ใน 5 อำเภอที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่โกงไม่กิน ไม่ใช่เสือหิว เสือโหยนั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลชุดนี้เป็นเสืออดอยาก
"การฝึกอบรมดังกล่าวมีการตั้งเงินงบประมาณไว้ถึง 16.2 ล้านบาท เช่น ค่าพาหนะ ค่าเช่าสถานที่ครั้งละ 3,000 บาท การดำเนินการดังกล่าว ส่อไปในทางที่จะหาประโยชน์ ให้กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่สำคัญสถานที่ที่ใช้จัดอบรมยังเป็นสำนักงานของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย ผมมีหลักฐานทั้งเอกสาร และภาพถ่ายวิดีโอ โดยทั้ง 2 กรณีสามารถโยงไปถึงตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาปล่อยปะละเลย เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 และงบประมาณดังกล่าวยังใช้เกณฑ์คนเพื่อมาต้อนรับนายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งที่มาร่วมงานศพยายเนียม พันธุ์มณี ที่ จ.อุบลราชธานี ด้วย" นายพร้อมพงศ์กล่าว
"วิฑูรย์" ขู่กลับระวังเจอพวกตัวเอง
นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า พร้อมให้ตรวจสอบโครงฝึกอบรมข้าวหอมมะลิเพื่อการค้าให้กับเกษตรกร ใน 5 อำเภอที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งงบประมาณดังกล่าวเป็นงบฯสมัยที่พรรคพลังประชาชนยังเป็นรัฐบาลเป็นไปตามระเบียบที่รัฐบาลจัดสรรให้กับทุกจังหวัดอยู่แล้ว ส่วนตัวเลข 16 ล้านบาท ที่พรรคเพื่อไทยอ้างนั้น คลาดเคลื่อน ที่ถูกต้องคือ 20 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ลงในพื้นที่ที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์ อยู่ ส่วนพื้นที่อำเภออื่นที่มี ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนนั้นได้ถึง 70 ล้านบาท
"ผมขอท้าให้ตรวจสอบได้เลยอย่าหยุด และอย่าตรวจสอบเฉพาะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียว แต่ให้ตรวจสอบ ส.ส.พรรคเพื่อไทยด้วย ถ้าพรรคเพื่อไทยคิดจะเอาเรื่องอย่างนี้มาเล่นกับผม ระวังจะตายกันยกพรรค เพราะเรื่องประเภทงบฯเกี่ยวกับเกษตรกร ส.ส.พรรคเพื่อไทยเขาทำไว้เยอะ โดยเฉพาะที่ จ.อุบลราชธานี สาวกันไปสาวกันมาระวังจะเจอพวกตัวเองจนได้" นายวิฑูรย์กล่าว
อดีตรมว.พม.เตรียมขอโทษชาวพัทลุง
วันเดียวกัน ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เดินทางไปอำลาข้าราชการ โดยมีนายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวง พม. และข้าราชการบางส่วนให้การต้อนรับ พร้อมมอบกระเช้าดอกไม้ ภายหลังนายวิฑูรย์สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจลาออกไม่ใช่เพราะผิด ทุจริต หรือทำอะไรไม่ดี แต่เนื่องจากกระแสสังคมที่ทำให้รู้สึกถึงผลกระทบจากการนำสิ่งของไม่ดี (ปลากระป๋องเน่า) ไปให้ประชาชน ดูเหมือนเป็นการซ้ำเติม ทั้งที่ตนและข้าราชการไม่รู้ว่ามีของไม่ดี การลาออกก็เพื่อความสบายใจ อย่างน้อยก็เป็นบรรทัดฐานและสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับประชาชน รวมทั้งให้นายกฯเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป
"อะไรผมรับได้ผมจะรับผิดชอบ และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ผมก็จะไปที่ จ.พัทลุงคนเดียวเป็นการส่วนตัวเพื่อไปหาข้อมูลและสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอโทษพี่น้องชาวพัทลุงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย" นายวิฑูรย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงชื่อนายวิเชน สมมาต ที่เป็นผู้บริจาคจริงมีตัวตนจริงหรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า ขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตรวจสอบ ตนไม่รู้จักนายวิเชน และตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไม่พยายามรู้จักหรือค้นหาเพราะจะดูเหมือนไปแทรกแซง แต่เชื่อว่านายวิเชนจะไปให้การกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ป.ป.ช.แจงยังไม่ตั้งอนุฯสอบ "บุญจง"
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวชี้แจงสาเหตุที่ยังไม่ตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา กรณีแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมแนบนามบัตรนายบุญจงไปด้วย ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า ป.ป.ช.ยังไม่ได้มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวน เนื่องจากกรณีนายบุญจงเป็นวาระเพื่อทราบเท่านั้น จึงให้ไปรวบรวมหลักฐานมาเพิ่มเติมและนำเข้าประชุมวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ก่อนที่กรรมการ ป.ป.ช.จะพิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนหรือไม่
"สำหรับความผิดตามมาตรา 157 นั้น จะต้องพิจารณา 2 ตอน คือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น ทำให้เกิดความเสียหายหรือเกิดการทุจริตหรือไม่ ยืนยันว่าเราจะพิจารณาตามข้อเท็จจริง โดยไม่สนใจกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น" น.ส.สมลักษณ์กล่าว
ปัดเลือกปฏิบัติไม่สอบคนปชป.
ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ยื่นขอให้สอบตัวเองกรณีนำปลากระป๋องเน่าบรรจุถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านใน จ.พัทลุงนั้น น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า เป็นกรณีที่แปลกมาก เพราะตั้งแต่เป็น ป.ป.ช.มาไม่เคยเห็นใครขอให้สอบตัวเองมาก่อน ที่ประชุมจึงตีกลับให้นายวิฑูรย์ไปเขียนคำร้องให้เรียบร้อยว่ากล่าวหาใคร มีความผิดอะไร และมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง หากคำร้องเป็นไปตามมาตรา 84 และ 85 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก็จะมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะรับสอบหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.เคยยกคดีใดขึ้นมาสอบเองหรือไม่ น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า ถ้ามีเรื่องใดที่กรรมการ ป.ป.ช.เกิดความสงสัยก็จะหยิบขึ้นมาสอบเองได้ ที่ผ่านมาก็เคยยกมาสอบเองหลายเรื่อง เมื่อถามว่ากรณีปลากระป๋องเน่าซึ่งแม้แต่นายกฯยังระบุว่าประชาชนเกิดความเสียหาย เหตุใด ป.ป.ช.ถึงไม่ยกขึ้นมาสอบเอง ทำให้สังคมมองว่า ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติไม่กล้าสอบคนของประชาธิปัตย์ น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า กรณีของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. ยังถูกชี้มูลความผิดในคดีทุจริตการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่เลือกปฏิบัติ เพียงแต่เราต้องทำตามข้อกฎหมาย
ปชป.รับ "บุญจง" มาขอปรึกษาสู้คดี
นายทิวา เงินยวง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมาย กล่าวยอมรับว่า ก่อนหน้านี้นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาหารือถึงข้อกฎหมายที่จะใช้ต่อสู้คดีแจกเงินพร้อมแนบนามบัตร ที่ กกต.และ ป.ป.ช.เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน จึงแนะไปว่ากรณีที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการทำงานของราชการ ที่เป็นบทต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 นั้น นายบุญจงน่าจะหาทางออกได้ไม่ยาก โดยอ้างว่าการแจกเงินดังกล่าวเป็นการทำตามนโยบายที่ได้แถลงต่อสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ที่สำคัญเงินดังกล่าวกระทรวง พม.ขอไว้ตั้งแต่เดินเดือนพฤศจิกายน 2551 ก่อนที่นายบุญจงจะเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่น่ามีความผิดอะไร เพียงแต่อาจถูกมองได้ว่าไม่เหมาะสมเท่านั้นที่นำเงินไปแจกที่บ้าน
"มาตรา 266 ถ้าตีความอย่างกว้าง ต่อไปรัฐมนตรีจะไม่สามารถไปทำอะไรได้เลย กรณีนี้น่าจะเหมือนกับกรณีของ 3 รัฐมนตรีที่ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ.งบกลางปี ที่แม้แต่นายชูศักดิ์ (ศิรินิล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชน) คนของเขาเองยังระบุเลยว่าไม่มีความผิด" นายทิวากล่าว
"พท." มั่นใจล่าชื่อครบยื่นถอด3รมต.
นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงรายงานข่าวที่ระบุสาเหตุความล่าช้าของการล่ารายชื่อ ส.ส.เพื่อยื่นหนังสือถอดถอน 3 รัฐมนตรีที่ลงมติเห็นชอบ พ.ร.บ.งบประมาณกลางปี ว่าเป็นเพราะกลุ่มเพื่อนเนวินมีข้อเสนอเป็นผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ไม่ลงรายมือชื่อรับรองว่า ตนยังไม่ทราบประเด็นนี้ แต่ยอมรับว่ามีปัญหาในการยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภาจริง เนื่องจากขาดองค์ประกอบบางอย่าง รวมถึงจำนวน ส.ส.ที่ยังไม่ครบ 114 คน ตามที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมายังไม่มีการพบปะ ส.ส.ของพรรคอย่างเป็นกิจจะลักษณะทำให้ ส.ส.บางคนไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะรวบรวมรายชื่อได้ครบภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ในการประชุม ส.ส.ของพรรค ก่อนยื่นต่อประธานวุฒิสภาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ ส.ส.โดยเฉพาะอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินไม่ร่วมลงชื่อเป็นเพราะ ส.ส.กลุ่มนั้นเอาใจออกห่างพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ไม่มีใครเอาใจออกห่าง แต่การลงชื่อรับรองเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และการถอดถอน 3 รัฐมนตรีไม่ได้เป็นมติพรรค แต่เป็นการดำเนินการของนายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร เท่านั้น เมื่อไม่ได้เป็นเรื่องของพรรค จึงไม่มีมติให้ ส.ส.ร่วมลงชื่อ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา
กกต.แจงวินิจฉัยคดีต้องใช้เวลา
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการทำงานของ กกต.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีดำเนินคดีอาญานายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งล่าช้าว่า ก่อนจะยื่นเรื่องดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง กกต.ต้องร่างคำวินิจฉัย ซึ่งที่ผ่านมามีคำวินิจฉัยคงค้างจำนวนมากและเราต้องทำตามลำดับ ในแต่ละสัปดาห์มีการพิจารณาคำร้องกว่า 70 เรื่อง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้องไม่เพียงพอ จึงต้องตั้งสำนักวินิจฉัยและคดีขึ้น ซึ่งก่อนตั้งสำนักก็มีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่ประมาณ 900 เรื่อง ซึ่งแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มาก ดังนั้น กกต.ต้องปรับปรุงการตรวจสอบคำวินิจฉัย
"กกต.แต่ละท่านจะลงนามในคำวินิจฉัยแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเป็นเดือน เนื่องจากแต่ละท่านเป็นนักกฎหมาย จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียด หากไม่พอใจก็จะไม่เซ็นและให้นำกลับไปเขียนคำวินิจฉัยใหม่ ยอมรับว่าการทำงานของ กกต.มีความล่าช้า แต่ก็พร้อมให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ" นายสุเมธกล่าว
ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า ที่นายเรืองไกรยื่นเรื่องตรวจสอบ กกต. เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ และเราไม่รู้สึกท้อ ยิ่งมีผู้มาตรวจสอบ ยิ่งทำให้เราเข้มแข็ง แต่หากเราไม่ผิดหรือเป็นการกลั่นแกล้ง เราก็จะฟ้องกลับทันที ที่ผ่านมาก็เคยทำมาแล้วหลายคดี
"กกต.ชุด...′หนา 2".....
ที่มา มติชนออนไลน์

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
ความไม่ชอบมาพากลใน กกต.นั้นมีหลายเรื่อง เช่น หมกเม็ดการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่ กกต.2 คนที่ปลอมลายเซ็นเอกสารที่ส่งศาลฎีกาในคดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช นานกว่าครึ่งปี
เห็นอาการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่มีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธานแล้วรู้สึกว่า มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกับ กกต.ชุดที่มีพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน จนเกือบจะคิดว่าเป็น " กกต.ชุดวาสนา 2 "หรือเรียกสั้นๆว่า "กกต.ชุด..′หนา2"
ที่ว่า พฤติการณ์ใกล้เคียงกันนั้น มีตั้งแต่ความไม่ลงรอยกันของ กกต.ทั้ง 5 คน, การทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพ, การวินิจฉัยคดีที่ถูกมองว่าไม่มีบรรทัดฐาน, ทำงานไร้ประสิทธิภาพคดีตกค้างเป็นจำนวนมาก, ดื้อดึงไม่แก้ไขความผิดพลาด, ปกปิดข้อมูล ขาดความโปร่งใส
ที่สำคัญคือ มีการร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการวินิจฉัยว่า นายนายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี สิ้นสมาชิกภาพ อาจทำให้ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับ กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา
ความไม่ชอบมาพากลใน กกต.นั้นมีหลายเรื่อง เช่น หมกเม็ดการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่ กกต.2 คนที่ปลอมลายเซ็นเอกสารที่ส่งศาลฎีกาในคดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช นานกว่าครึ่งปี แต่ขอยกมาเพียง 2 ตัวอย่าง ดังนี้
หนึ่ง กกต.มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551ว่า นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมาและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีพฤติการณ์หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จจริงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ว.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 53(การทุจริตเลือกตั้งด้วยการจูงใจให้ลงคะแนนด้วยวิธีการต่างๆ) แต่ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญจงเพียงอย่างเดียว(แถมยังล่าช้านานถึง10 เดือน) โดยไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ให้ใบแดง)ซึ่งต้องส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 111
คำถามคือ เคยมีผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดบ้างที่ กกต.มีมติว่า เป็นผู้กระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 53 แต่ไม่ถูกแจกใบแดง
หรือมีนายบูญจงเพียงกรณีเดียว?
ที่ผ่านมา เลขาธิการ กกต.เคยหยิบยกคดี 3 คดีมาเปรียบเทียบ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่เป็นตามที่ชี้แจง เพราะมีถึง 2 คดีกระทำผิดเกี่ยวกับการติดป้ายไม่เป็นไปตามระเบียบ กกต.
ยิ่งประธาน กกต.อ้างว่า การปราศรัยโจมตีผู้อื่นไม่ใช่เรื่องความไม่สุจริต และไม่มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรม ไม่ให้ใบแดงนายบุญจง
แต่ประธาน กกต.คง(แกล้ง?)ลืมไปแล้วว่า กกต.มีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551แจกใบแดงนายธานินทร์ ใจสมุทร นายกองค์กรบริหารส่วนจังหวัดสตูลในข้อหาปราศรัยใส่ร้ายเช่นเดียวกับนายบุญจง และต้องส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 239
นอกจากนั้น ถ้าพิจารณาจากเอกสารโหวตเสียงของ กกต.แต่ละคนพบว่า นายประพันธ์ นัยโกวิทและนายสุเมธ อุปนิสาการมีความเห็นว่า มีการกระทำความผิดมากกว่าการปราศรัยใส่ร้าย แต่มีการให้ทรัพย์สินด้วยเพราะเห็นตามความเห็นของอนุการสืบสวนฯและเลขาธิการ กกต.
ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรมรทำเครื่องหมายในช่องให้ดำเนินคดีอาญาอย่างเดียว
ส่วนนายอภิชาตเอง แม้จะให้ดำเนินคดีอาญาอย่างเดียว แต่เห็นว่า นายบุญจงมีความผิดในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 3 แสดงว่า มากกว่าการปราศรัยใส่ร้าย
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า กกต.อย่างน้อย 3 คน เห็นว่า นายบุญจงมีความผิดมากว่าการปราศรัยใส่ร้ายฯซึ่งน่าจะเพียงพอในการให้ใบแดงแล้ว
การที่ กกต.มีมติเพียงให้ดำเนินคดีอาญาอย่างเดียวจึงเป็นพิรุธอย่างมาก
เมื่อมีการเปิดโปงเรื่องนี้ทางสื่อมวลชน มีข่าวว่า กกต.บางคนซึ่งลงชื่อไปแล้วแก้ร่างคำวินิจฉัยหลายรอบเพื่อลดข้อกล่าวหาให้น้อยลง
สอง กกต.มีมติเอกฉันท์ให้นายสุรเดช ส.ว.ปราจีนบุรี พ้นจากความเป็น ส.ว.เนื่องจากขาดคุณสมบัติ เพราะพ้นจากเป็นการสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่เกิน 5 ปี แต่กลับส่งให้ประธานวุฒิสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งๆที่เป็นการคัดค้านการเลือกตั้งหลังประกาศผล ต้องส่งให้ศาลฎีกาฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239ซึ่งท้ายคำวินิจฉัยของ กกต.เองก็อ้างอิงมาตราดังกล่าว แต่กลับทำในทางตรงกันข้าม
ยิ่งฟังนางสดศรีชี้แจงว่า ที่ไม่ส่งศาลฎีกาเพราะนายสุรเดช ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ว. แล้วเห็นได้ชัดว่า ขัดแย้งกับ มติกกต.กรณีนายสมบูรณ์ นุชพันธ์ อดีตนายก อบต.แก่งกระจานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ยื่นบัญชีทรัพย์ต่อ ป.ป.ช. โดย กกต.เขียนคำวินิจฉัยว่า มีผลให้การเลือกตั้งที่มีขึ้นเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม การประกาศผลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
เรื่องนี้ถ้านายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำตัวเป็นแค่บุรุษไปรณีย์ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อาจมีชะตากรรมเดียวกับ"กกต.ชุด...′หนา 2 "


