WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 8, 2009

จุดแตกหัก

ที่มา ไทยรัฐ

ฤาจะเป็น สงครามยกสุดท้าย ชิงอำนาจการเมือง เมื่อ ทักษิณ เปิดเกมสู้ทุกรูปแบบ ทุ่มเต็มหน้าตัก เปิดฉากถล่มแหลก พร้อมกลับมายึดคืน รัฐบาลหากตั้งหลักไม่ดี มีสิทธิ์เจ๊งได้เหมือนกัน

ข่าว เขย่าขวด สุดสัปดาห์นี้ อย่างที่บอกเอาไว้ว่า หากปล่อยให้รัฐบาล ประชาธิปัตย์ตั้งหลักได้ ก็หมายความว่าอีกฝ่ายต้องจบ

พูดง่ายๆ ใน 3 เดือนนี้ต้องบี้กันให้พังกันไปข้าง

หลังจากที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มเพื่อนเนวินชิ่งหนีไปเกี่ยวเกาะกับประชาธิปัตย์

จนทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคว้า เก้าอี้นายกฯไปหน้าตาเฉย

นั่นถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมือง เสียเชิงชาย ไม่สามารถกุมอำนาจรัฐได้อย่างที่ผ่านมา และทำท่าว่าจะไปไม่รอด

พรรคเพื่อไทยก็เกิดปัญหาภายในทำท่าว่าจะแตกแยกกันไปใหญ่ ไม่มีใครยอมก้มหัวให้ใคร จะหาหัวหน้าพรรคเพื่อกุมสภาพก็ทำไม่ได้

คนที่เล็งๆเอาไว้ก็ไม่กล้ารับหน้าเสื่อเพราะไม่แน่ใจว่าจะมี กระสุนให้สู้หรือไม่

กลุ่มเสื้อแดงที่เป็นพลังสำคัญก็เกิดปัญหาทำท่าจะแตกเป็นเสี่ยง เมื่อ เนวิน ชิดชอบเริ่มแยกสลายจะไม่ให้ นายเก่าเหลืออะไร

อีกทั้งยังไม่รู้ว่า พลังเงินจะเดินเครื่องเหมือนเดิมหรือเปล่า

แน่นอนว่าสภาพการณ์เช่นนี้ขืนปล่อยเอาไว้ก็มีแต่ตายลูกเดียว ข้อสำคัญ หากในระยะเวลาอันใกล้รัฐบาลสามารถงัดกลยุทธ์ปลุกเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมาได้...ก็เหมือนจับเสือใส่ถังพลังสูงทันที

ดังนั้น ปฏิบัติการทุกอย่างจึงถึงจุดที่จะต้องฟาดฟันกันให้ดับไปข้าง

การจัดสัมมนาพรรคเพื่อไทยที่เขาใหญ่ จึงอุบัติขึ้นด้วยกระบวนยุทธ์ที่วางแผนกันเอาไว้อย่างดี ระดมทีมงานผู้จงรักภักดีเดินเครื่องทันที

สิ่งสำคัญก็คือ สร้างความเป็นปึกแผ่นให้พรรคเพื่อไทย ด้วยการนำ 4 พี่น้องเข้ามารวมศูนย์เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

พายัพ ชินวัตร คุมภาคอีสาน เยาวเรศ ชินวัตร คุมภาคใต้ เยาวภา ชินวัตร คุมภาคเหนือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คุม กทม.และภาคกลาง

ยิ่งกว่าศึกตระกูลหยางเสียอีก

เล่นลึกกันอย่างนี้เพื่อสร้างความมั่นใจ แน่ใจทั้งลูกพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงไม่ต้องห่วงใยอะไรทั้งสิ้น

ขณะเดียวกับที่อดีตนายกฯทักษิณก็เปิดฉากโฟนอินถล่มรัฐบาล ถล่มคนอยู่เบื้องหลังแบบไม่รามือแล้ว เสือหิวเสือโหยโซ้ยกันเต็มพิกัด

อีกทั้งประกาศพร้อมชนทุกรูปแบบและจะต้องกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ยกโขยงไปพบ นายเก่าไม่ว่าจะแห่งหนตำบลใด

แถมเปิดลายแทงไม่เกาะกงก็ประเทศลาวเพื่อนบ้าน เหมือนเหยียบจมูกรัฐบาล

นอกจากนั้นยังเปิดยุทธการใหม่ด้วยการจะเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมบรรดานักการเมืองที่ถูกเว้นวรรคและบรรดามีที่ถูกคดีการเมือง

เป็นแผนหาเสียงเพื่อให้ ทักษิณคืนเมืองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง

สังเกตให้ดี นอกเหนือจากกลยุทธ์ทางการเมืองแล้ว จุดอ่อนสำคัญอีกจุดคือเศรษฐกิจที่เล็งเห็นแล้วว่า 2 กุมารอย่าง อภิสิทธิ์-กรณ์ ยังมือใหม่หัดขับ

ก็เลยเปิดฉากให้ขุนพลคู่ใจอย่าง ทนง-โอฬาร ออกมาดิสเครดิตว่าหากแก้อย่างที่กำลังแก้ไปไม่รอดแน่ จะติดลบมากที่สุดในโลก 4.05%

แค่นี้ก็ร้อนผ่าวกันไปแล้ว

การเคลื่อนไหวอย่างนี้นอกเหนือจากสร้างความมั่นใจให้การเมืองแล้ว ยังเผื่อใจไปถึงบรรดาข้าราชการที่เคยอุ้มชูให้เดินหน้าสู้ต่อไป ใครที่คิดจะเปลี่ยนใจก็หันมากลับใจใหม่ ไม่ต้องกลัวรัฐบาล

ใส่ เกียร์ว่างเข้าไป รัฐบาลก็หงายหลังแน่

เหนืออื่นใด จับยามสามตาได้ความว่า จากนี้ไปจะเป็นการดวลเดี่ยวระหว่าง แม้ว-มาร์ค ที่จะหวดกันทุกรูปแบบ รูปการณ์บอกว่านายกฯใหม่จะต้องอยู่ในฐานะตั้งรับมากกว่า

เพราะดวงดาวไม่ค่อยเป็นใจเท่าใดนัก หากไม่ยึดหลักการให้ดีมีสิทธิ์เพลี่ยงพล้ำ

ทำท่าว่าจะเป็นสงครามยกสุดท้ายที่ต้องมี ผู้ชนะ-ผู้แพ้”!!!

ลิขิต จงสกุล

ยุทธการลุกฮือ เปิดทางกลับไทย

ที่มา ไทยรัฐ

ส่งสัญญาณป้วนเปี้ยนเข้าใกล้ประเทศไทย

เตรียมเดินทางมาปักหลักที่ฮ่องกง และประเทศเพื่อนบ้าน แถวเกาะกง กัมพูชา เปิดคิวให้กลุ่ม ส.ส.ภาคกลาง และภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย ยกคณะไปเยี่ยมเยียน ปรึกษาหารือทางการเมือง ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

ต้องยอมรับว่า ร่องรอยปฏิกิริยาความเคลื่อนไหวดังกล่าว

เกิดขึ้นหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับแกนนำและ ส.ส. ในการสัมมนาพรรคเพื่อไทย ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ประกาศเปรี้ยง เสียงดังฟังชัด

ผมมั่นใจว่าจะได้กลับประเทศไทย จากเคยที่ประกาศว่าจะวางมือทางการเมือง แต่การกลั่นแกล้งกลับมากขึ้น ก็ขอบอกใหม่ว่าพร้อมที่จะกลับไปสู้

ผมจะต่อสู้และพูดพร้อมกันไป ถ้าจะให้ผมยอมแพ้ ผมยอมไม่ได้ ขอให้สบายใจได้เลยว่า ผมจะไม่ทิ้งทุกคน ผมจะหาความยุติธรรมให้เจอ ไม่ว่าจะบนสวรรค์หรือในนรก

เราต้องอยู่กันแบบพี่น้อง ผมจะคอยอยู่ใกล้ๆเพื่อให้

กำลังใจ ส.ส.ทุกคนมีเบอร์โทรศัพท์ผมอยู่แล้ว สามารถโทร.หาได้ตลอด ขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่าผมติดต่อได้ตลอดเวลา

พวกเราเป็นเสือ เวลาหิวมันจะนอน แต่หมาเวลาหิวจะเห่า หากมีอะไรก็พูดมาเลย ถ้าผมทำได้ก็จะทำให้

มีประชาชนจำนวนมากที่มองเห็นแล้วว่า เกิดความไม่เป็นธรรม และสิ่งที่เขาจะทำครั้งนี้ เพราะเขารู้ว่าประชาชนทำอะไรไม่ผิด

ที่ผ่านมามันสะสมในใจประชาชน การกลั่นแกล้งทุกอย่าง แบบว่าเหลืองถูกหมด แดงผิดหมด สักวันมันจะระเบิดออกมา

ขอให้บอกประชาชนว่า ผมพร้อมที่จะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ถ้าประชาชนพร้อม แต่ถ้าประชาชนยอมพ่ายแพ้ ก็เท่ากับว่าผมแพ้ด้วย

ถึงแม้ผมจะอยู่ต่างประเทศอีกนาน แต่ผมไม่ยอมตายในต่างประเทศแน่นอน แม้ผมจะกลับประเทศไม่ได้ ก็จะขอมุดกลับมาตายในภาคอีสาน ถ้าสักวันหนึ่งประชาชนบอกว่าต้องการผม ผมจะกลับไปทำหน้าที่ทันที

ต้องขอขอบคุณประชาชนคนเสื้อแดงที่เป็นพลังสนับสนุน เป็นพลังสำคัญของผม โดยเฉพาะพี่น้องที่กำลังจะกลับมาพรรคเพื่อไทย

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะสู้ไม่ถอย ผมเป็นคนที่ยิ่งโดนยิ่งสู้ ถ้าพูดกันดีๆให้ถอยมันก็ทำได้ แต่ถ้าเล่นผมหนัก ผมก็จะเล่นให้หนักขึ้น

ไอ้พวกที่พูดว่าผมโดนยึดเงินที่ประเทศอังกฤษ มันโกหกทั้งนั้น ผมไม่เคยมีบัญชีที่อังกฤษแม้แต่บาทเดียว ผมเพิ่งขายทีมฟุตบอลไป เงินพอใช้หรือไม่ ก็แค่จ่ายค่าเดินทางปีละร้อยกว่าล้าน ก็พออยู่ได้

ให้กำลังใจ ปลุกเร้ากระแส สร้างความฮึกเหิม ครบเครื่อง

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐถอดรหัสการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลางวงสัมมนาพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ชัดเจนว่า

เป็นการเปิดหน้า ท้าสู้กับฝ่ายตรงข้าม แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีปิดบัง หรือลับ ลวง พราง อยู่หลังฉากเหมือนที่ผ่านๆมา

เพราะงานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศตัวชัดที่จะสู้เพื่อหาความเป็นธรรมให้ตัวเอง ไม่ว่าอยู่บนสวรรค์หรือในนรก

พูดง่ายๆก็คือ ขอสู้ตาย

ขณะเดียวกัน ก็ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่า พร้อมช่วยเหลือสนับสนุน ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย ทุกรูปแบบ

ใครอยากได้อะไร อยากให้ทำอะไร ขอให้โทร.ไปบอก ถ้าทำได้จะทำให้ ไม่ปล่อยให้อยู่กันอย่างฝืดเคือง

แถมยืนยันชัดถ้อยชัดคำ ไม่ได้โดนทางการประเทศอังกฤษยึดทรัพย์ มีทุนจากการขายทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีเงินใช้เป็นค่าเดินทางปีละร้อยกว่าล้านบาทสบายๆ

ขณะเดียวกัน ก็ยังปลุกกระแสมวลชนคนเสื้อแดงให้ฮึกเหิม

ประกาศเสียงดังฟังชัด พร้อมจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ถ้าประชาชนที่สนับสนุนต่อสู้เรียกร้องจนได้ชัยชนะ จะไม่ยอมตายต่างประเทศ ถ้าจำเป็นก็จะลอบเข้ามาตายในภาคอีสาน

วางเป้ายึดฐานเสียงในภาคอีสาน เป็นฐานต่อสู้ทางการเมือง

เหนืออื่นใด พ.ต.ท.ทักษิณยังได้วางแผนปรับทัพ จัดวางกำลังขุนศึกสายตรง ตระกูลชินวัตรเข้ามาคุมเกมในพรรคเพื่อไทย

โดยให้นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว รับผิดชอบดูแลกลุ่ม ส.ส.ภาคเหนือ นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย ดูแลกลุ่ม ส.ส.ภาคอีสาน และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนเล็ก รับผิดชอบดูแลกลุ่ม ส.ส.ภาคกลาง

จัดโครงสร้าง การันตีให้เห็นกันจะจะ ใครเป็นหัวจ่ายคุมท่อน้ำเลี้ยง ส่งเสบียงกรัง

เป้าหมายหลักก็เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐกลับคืนมา

นี่คือ ยุทธศาสตร์การต่อสู้ตามระบบ โดยใช้พรรคเพื่อไทยเป็นฐาน ชิงอำนาจในสนามเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ก็มีการปลุกเร้ามวลชนคนเสื้อแดง ภายใต้การนำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มีแกนนำในพรรคเพื่อไทยเป็นหัวหอก ให้ลุกขึ้นสู้ ทวงความเป็นธรรมให้ตัวเอง

ชี้นำกันตรงๆ สักวันพลังคนเสื้อแดงจะระเบิดออกมา

ถอดรหัสจากคำพูดตรงนี้ก็คือ ต้องการใช้มวลชนต่อสู้กดดัน เตรียมเปิดยุทธการลุกฮือเข้าใส่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

สอดรับกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบเสื้อแดงที่จัดชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้แทนรัฐธรรมนูญปี 2550 และให้ยุบสภา

ขีดเส้นตายให้ดำเนินการภายใน 15 วัน ไม่เช่นนั้นจะเคลื่อนม็อบใหญ่มาขับไล่รัฐบาล

เตรียมใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ม็อบเสื้อเหลืองเคยทำยังไง ม็อบเสื้อแดงก็จะทำอย่างนั้น

เรื่องสมานฉันท์ เลิกพูดไปได้เลย

เมื่อถอดรหัสออกมาแล้ว ทั้งหมดนี้คือ ยุทธศาสตร์ที่ ทักษิณวางไว้

เหนืออื่นใด จังหวะเวลาในการเคลื่อนไหวรอบใหม่ของม็อบเสื้อแดงที่กำลังจะยกระดับการเคลื่อนไหวต่อสู้

เพื่อมาท้วงคำตอบจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

เป็นต้นไป

เป็นห้วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

ซึ่งจะมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศมาร่วมประชุม รวมทั้งยังมีตัวแทนประเทศผู้เข้าร่วมเจรจาอย่าง จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มาร่วมหารือด้วย

ตรงนี้ถือว่า เป็นเวทีประชุมสำคัญที่นานาชาติจับตามอง โดยเฉพาะในภาวะที่ทุกประเทศต้องการเห็นความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ หากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่ยกระดับการต่อสู้จนกระทบกับการประชุมอาเซียนซัมมิตในครั้งนี้

ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า รัฐบาลจะมีศักยภาพในการใช้กฎหมายควบคุมสถานการณ์ เพื่อให้การประชุมผ่านไปด้วยดีได้หรือไม่

เพราะหากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายจนการประชุมครั้งสำคัญดำเนินไปไม่ได้ มีปัญหาสะดุดหยุดลง

ย่อมส่งผลกระทบไปถึงการทำงานของรัฐบาลที่เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นานาชาติ

โดยเฉพาะการที่นายกฯอภิสิทธิ์เดินสายไปชี้แจงกับนานาประเทศในเวทีการประชุม เวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม ครั้งที่ 39 ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงการเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น

ยืนยันสถานการณ์ในประเทศไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีความสงบ การเมืองนิ่ง มีความมั่นคงตามแนวทางประชาธิปไตย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

ฉะนั้น ถ้าเกิดปัญหาจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล จนทำให้การประชุมอาเซียนซัมมิต ต้องสะดุดชะงัก

ความเชื่อถือจากนานาชาติ ก็จะถูกทำลายไปด้วย

การฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือต่อประเทศไทยในสายตาต่างประเทศ คงยากที่จะเกิดขึ้นได้

ดังนั้น ต้องรอพิสูจน์ว่า การประชุมอาเซียนซัมมิต ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

ภาครัฐและฝ่ายความมั่นคงของประเทศ จะสามารถรับมือกับปัญหาการชุมนุมประท้วงได้หรือไม่ ต้านทานไหวหรือเปล่า

ถ้ารับมือได้ สถานการณ์เรียบร้อย ผลลัพธ์ในทางบวกต่อประเทศก็คงตามมา

แต่ถ้ารับมือไม่ได้ ควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตานานาชาติก็คงหมดไปด้วย

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดหน้าเปิดตัว เปิดยุทธการทวงคืนอำนาจผ่านพรรคเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดง

คงหนีไม่พ้น ต้องใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ อาเซียนซัมมิตปฏิบัติการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ แสดงปฏิกิริยาให้สังคมโลกได้เห็น

ผลจะออกมารูปไหน ยังไม่รู้ แต่ในห้วงของการเคลื่อนไหวต่อสู้ ประเทศไทยต้องเจอกับแรงกระเพื่อมแน่

ที่สำคัญก็คือ การประชุมอาเซียนซัมมิต ถือเป็นเวทีสำคัญระหว่างประเทศ

ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ไม่ใช่แค่เรื่องของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของ อภิสิทธิ์กับ ทักษิณ

แต่เป็นเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศไทยกับสังคมโลก

ฉะนั้น คนไทยเจ้าของประเทศ ต้องเลือกกันเอาเองว่า

อยากจะให้ประเทศขยับขึ้นมาพ้นเหว หรือจมอยู่ในเหวต่อไป.

ทีมการเมือง

ยิ่งนานเข้า ก็ยิ่งตาสว่าง....ผมเชื่อแล้วว่า "ทักษิณโคตรโกงจริงๆ" ขอโทษ! ที่ไม่เชื่อตั้งแต่แรกๆ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณแท็ก
ที่มา เวบไซต์ talk.mthai
8 กุมภาพันธ์ 2552

แม้ว สุดยอดแห่งคนขี้โกง ...ผู้สร้างความเดือดร้อน และความไม่พอใจให้กับหลายๆ คน ทั้งในและนอกประเทศ ... คนขี้โกง อย่างแม้วคนนี้ สมแล้ว ที่มีคนเกลียดอย่างมากมาย...

เอาในประเทศก่อน

1. โกงอำนาจจากพวกค้ายาเสพติด

ใช้อำนาจแทรกแซงสารพัด ทั้งตำรวจ ศาล ตชด. ปปง. ปปช. ใช้อำนาจกวาดล้างไปทั่วแผ่นดิน

...ซ้ำยังใช้อำนาจ ตั้ง ชุดรักษาความปลอดภัย หมู่บ้าน ตั้งด่านตรวจกันตลอดคืน ช่วงระบาดหนัก ..พ่อผมเองยังใส่ชุด อปพร. ไป อยู่ศาลาหน้าหมู่บ้านเป็นเดือนๆ ลูกหลานขับรถผ่านต้องตรวจหมด

*** ด้วยความขี้โกง อันนี้ สมแล้วที่คนจำนวนมาก เกลียดแม้ว อยากจะเอาชีวิตแม้ว

2. โกงผู้มีอิทธิพล หวยไต้ดิน เงินกู้นอกระบบ

...แม้วเคยปราบปรามซุ้มมือปืน ขนานหนักอยู่พักนึง จัดการวินมอไซต์ เสื้อตัวละหลายพัน จนเดียวนี้ จ่าย ท้องถิ่นแทน คนคุมปากซอย ปราบปราม พวกมีปืนในครอบครอง

...ใครมี เอามาส่งตำรวจไม่มีความผิด ...ใครค้างคา เอาไปขึ้นทะเบียน ...ปราบปรามหวย ปราบไม่ได้ตั้งกฏหมายมาสู้ ได้สองต่อรัฐมารายได้

... พวกเงินกู้นอกระบบ แม้วจัดการไปเยอะ ทั้งปราบปราม ทั้งต่อรองหนี้แล้วโยกเข้าระบบ

...การเป็นหนี้นอกระบบ ทำให้รัฐ ไม่สามารถล่วงรู้ได้ถึงปัญหาการเงินของประเทศ เพราะคำนวณลำบาก

... แม้วจัดเงิน ดอกเบี้ยต่ำออกไปแทน

*** จาก 3 แก๊งข้างต้น มีคนจำนวนมาก เกลียดแม้วยิ่งนัก พวกนายทุน พวกที่มีอิทธิพล ทำธุรกิจ เกลียดเข้าไส้ เข้ามาขัดขวางการทำมาหากิน

3. โกงเงิน พวกทำธุรกิจบางกลุ่ม

แม้วเคยทำแสบกับพวกนี้ ...พวกล้มบนฟูก ...อย่างศาสดาท่านหนึ่ง การเข้ามาของแม้ว ทำให้นโยบายอุ้มคนรวย นั้นหายไปด้วย กลุ่มนี้เกลียดแม้วมาก และยังหาสมัครพรรคพวก รวมกันมาประท้วงอีก

4. โกง อำนาจรัฐ อำนาจข้าราชการ ในท้องถิ่น

คิดดู สมัยแม้ว ตะลอนไปทั่วประเทศ ประชุม ครม. ที่ก็คอนเฟอเร้น ไปที่ใหน สร้างแต่ความวุ่นวายให้ ข้าราชการ เช้าชามเย็นชาม ต้องแบกหน้าหาผลงาน สร้างผลงาน แล้วมารายงาน ข้าราชการเหนื่อยมากกว่าแต่ก่อนมาก แต่แม้วยังกำชับ ให้ยิ้มเข้าไว้ แถมจับมาปฎิรูปอีก ...แต่ขึ้นเงินเดือนให้นิดเดียว

*** มีข้าราชการจำนวนมากไม่ชอบแม้ว

5. โกงอำนาจจากสภาทหาร อำมาตยาธิปไตยมาเป็น สภาประชาชน

เขาอยู่กันมาเป็นหลายสิบปี มีทหาร มีอำมาตย์ ดูแล แล้วดันพาประชาชนไปโกงมาซะันี่ สภาที่เคยเป็นโต๊ะบุบเฟ่ หดหายไป..

พวกนายสภาเก่าๆ ใหม่เจ๊บแค้น และหิวโหยมาก พวกนี้น่าจะเกลียดแม้วมากสุด เมื่อแม้วอยู่ ก็กล่าวหาต่างๆนานา ว่าเป็น "เผด็จการรัฐสภา"

อันนี้หลักใหญ่ๆ ที่กลุ่มคนใหญ่ๆ ในประเทศ รุมเกลียดแม้ว กันมาก

ทีนี้มาดูต่างประเทศบ้าง

ด้วยความที่แม้วเป็นพ่อค้า หน้าเหลี่ยม ขี้โกง ค้าขายเอารัดเอาเปรียบทุกวิถีทาง แม้วได้สร้างวีรเวร ดังนี้

1. ตั้งแก๊ง รวมหัวขึ้นราคาสินค้าซะงั้น แถมเป็นแก๊งระดับประเทศ ที่ดังๆ ก็ ยางพารา จากราคาห้าบาทสิบบาท ขึ้นกันเป็นร้อย โกยเงินเป็นกอบเป็นกำ

คนเกลียดมีมาก ก็พวกจ่ายเงินซื้อของนี่แหละ

2. แม้วเป็นพวกจอมฉกฉวยโอกาส หลังจาก ลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้ เวลาแลกเงินจากดอลเป็นบาทแล้ว ได้บาทมาก แม้วเลยระดมทุน ส่งออก อย่างไม่ยั้ง ขนเงินเข้าประเทศ โดยการส่งออกถือเป็น งานหลักของแม้วเลยทีเดียว ทำเงินได้มากที่สุด

...ฝรั่งที่เคยโจมตีเงินบาท กลับต้องมาจ่าย กับสินค้า ...ส่งขายมันทุกอย่าง จนฝรั่งงง ฝรั่งเซ็ง เพราะที่เคยโจมตีเงินบาทครั้งโน้น มีแม้วมาย้อนศรซะได้

3. แม้วเป็นพวกต้มตุ๋น หลอกฝรั่งมา ทำงานเมืองไทย แล้วฟันหัวคิว หลอกมา โดยบอกตั้งโรงฟรี แต่ฟันภาษี อื้อซ่า ทั้งสินค้านำเข้าก็เสีย ส่งออกก็เสีย ของตั้งโรงงาน แม้วก็ขายเอง ถ้าฝรั่งเจ๊ง ก็เอาโรงงานออกไปไม่ได้ ไม่รู้จะบบรยายความขี้โกงของแม้วข้อนี้อย่างไรดี

4. แม้วยังเป็นพวกขยายอำนาจทางค้าขาย โดยพาพรรคพวกไปลงทุนต่างประเทศ พาพวกไปตกน้ำมัน พม่ามั่ง ตะวันออกกลางมั่ง

5. แม้วยังบ้าอำนาจไม่เลิก ปราบผู้มีอิทธิพล แต่ดันไปจับมือกับผู้มีอิทธิพล อีกกลุ่ม อย่างจีน เมกา สิงคโปร์ อินโดฯ พาพวกเสื้อเขียวลายพราง มาเดินเล่นเต็มประเทศ พาไปซ้อมยิงปืน พาไปเล่นซ่อนแอบ พาไป ลงเรืออีก แต่ละคนพกปืน ดุ้นเล็กดุ้นใหญ่ พกระเบิดปิงปอง ไม่รู้แม้ว จะไปตีกับใคร

6. แม้วเคยโกง ธนาคารระหว่างประเทศ มาครั้งนึง ตอนนั้น ยึดอำนาจมาจากการเมืองกลุ่มหนึ่งได้ ก็ดันเอาตังไปใช้หนี้ซะหมด ธนาคารพวกนั้น เลยอดได้ดอกเบี้ยที่สมควรจะได้ แถมยังขัดขา ฉีกหน้า พวกที่ไปกู้มากอีก

****คนอย่างแม้ว สมแล้ว ที่คนจำนวนมากเกลียดเข้าไส้

ทักษิณจะเป็นประธานาธิบดี ?

ที่มา thaifreenews

ทักษิณจะเป็นประธานาธิบดี ?

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อายุใกล้ 60 จึงไม่ใช่เด็ก ไม่ใช่คนไม่เดียงสา แต่จะเป็นผู้ใหญ่หรือไม่เพียงใดยังไม่แน่ใจ ต้องดูที่พฤติกรรม

การที่นายสุเทพเป็นผู้จัดการรัฐบาลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งนี้ ต้องถือว่านายสุเทพมีขีดความสามารถสูงมิได้ด้อยไปกว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เมื่อครั้งที่เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นผู้จัดการรัฐบาลให้นายชวน หลีกภัย แต่อย่างใด

แต่ฝีมือการจัดตั้งคราวนี้อาจมีข้อสงสัยอยู่บ้าง เพราะมีตัวช่วยหลายตัวเหลือเกิน อาทิ ผู้นำทหาร นายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำกลุ่มเพื่อนเนวิน และนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล ฯลฯ จึงจะทำให้เกิดความสำเร็จได้

ยิ่งประกอบกับการพูดจาหลังยึดอำนาจจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วไม่ค่อยจะเข้าหูคน สักเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยในวุฒิภาวะ และแน่นอนย่อมกระทบกระเทือนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ พ้น

สอง-สามวันมานี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย และคนบ้านเลขที่ 111 ซึ่งชุมนุมกันที่เขาใหญ่ ตวัดหางอย่างไรไม่ทราบเกิดข้อความทำนองว่า คุณทักษิณได้ประกาศที่จะกลับมาเป็นประธานาธิบดีให้ได้ในเร็วๆนี้

คำกล่าวของนายสุเทพ ซึ่งเป็นใหญ่ในรัฐบาลถึงขั้นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและผู้จัดการรัฐบาล ย่อมมีความหมายและมีความสำคัญ ที่ใครๆฟังแล้วก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคำกล่าวต่อสื่อมวลชนจำนวนมาก เป็นคำกล่าวที่ใหญ่และรุนแรงโดยเจตนา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวถึงก็เป็นบุคคลสำคัญที่ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองให้ความ สนใจ ติดตามข่าวคราวอยู่ตลอดเวลา

เรื่องมันจึงไม่ใช่นินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหินเป็นแน่!

เมื่อมันไม่ใช่มีดกรีดหิน มันก็คงถึงขั้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะนิ่งนอนใจอยู่ไม่ได้

ถ้าไม่มีการฟ้องร้องเป็นคดีหมิ่นประมาทกันตามกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณก็คงเสียรังวัด และขบวนการคนรักทักษิณก็คงเกิดอาการพะอืดพะอมไม่น้อย

วาจาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นี้ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งแล้ว คือระยะก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 โดยที่พรรคพลังประชาชนเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า พรรคพลังประชาชนได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ โดยขนเงินผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิเข้ามาเป็นจำนวน 1 หมื่นล้านบาท

ข่าวคราวครั้งนั้นทำให้เกิดความเสียหายทั้งตัว พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคพลังประชาชนโดยตรง แต่ไม่ทราบว่าผู้เสียหายทั้ง 2 ได้ดำเนินการอย่างไรทางกฎหมายบ้างหรือไม่ และเรื่องไปจบลงตรงไหน

เช่นเดียวกับคำพูดเรื่องการกลับมาเป็นประธานาธิบดีของ พ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้ ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าทาง พ.ต.ท.ทักษิณจะดำเนินการฟ้องร้อง หรือจะอยู่นิ่งเฉยด้วยความอดทนต่อไป

แต่ผู้เขียนสามารถบอกได้ว่าจากประวัติศาสตร์ คนประชาธิปัตย์มีขีดความสามารถที่จะทำลายคู่ต่อสู้ด้วยคำพูดง่ายๆเช่นนี้มา มากต่อมากแล้ว พวกเขาไม่ต้องอาศัยความสามารถใดๆในการเข้าบริหารประเทศ เพียงแต่ใช้ความสามารถทางวาทกรรมทำลายคู่ต่อสู้ลง เท่านั้นก็พอแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคเพื่อไทยอาจเป็นคนรุ่นใหม่ใสซื่อ จนไม่ใส่ใจกับเรื่องใส่ร้ายกันกลางเมืองเช่นนี้ เพราะเชื่อในความบริสุทธิ์ใจจริงใจของตัว

แต่ผู้เขียนขอบอกให้เอาบุญว่า ถ้าคิดแค่นั้นนั่นคือการขุดหลุมฝังตัวเอง


ที่มา http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=20814

11 ความคิดเห็นของฝรั่งที่มีต่อการทำงานของคนไทย

ที่มา thaifreenews

11 ความคิดเห็นของฝรั่งที่มีต่อการทำงานของคนไทย

จาก log in ที่ใช้นามว่า ลอนดอนอาย เวปไซด์ เด็กดี ดอทคอม

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1234007

1.ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง
คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี
(เจฟฟรีย์ บาร์น)

2. การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า “ขี้เกรงใจ” แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
(ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ)

3.ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
(ไมเคิล วิดฟิล์ค)

4. ความรับผิดชอบ
- ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
- ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
(สเตฟานี จอห์นสัน)

5. วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
(ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก)

6.บอกแต่ข่าวดี
คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
- จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
- จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
(โจนาธาน ธอมพ์สัน)

7. คำว่า “ไม่เป็นไร”
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหา ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า “ไม่เป็นไร” มาแก้ปัญญหาแทน
(เจนิส อิกนาโรห์)

8. ทักษะในการทำงาน
- ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
- ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
- พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
(เดวิด กิลเบิร์ก)

9. ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน
(เฮเบิร์ก โอ ลิสส์)

10. ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
(มาร์ค โอเนล ฮิวจ์)

11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
- ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
- มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
- มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที่
- ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
- ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย
(วิลเลี่ยม แมคคินสัน)

ไม่มีเส้น!!!สิดี (ใครจะทำไมล่ะ? เบื่อมากรึไง?)

ที่มา thaifreenews

โดย เสียงประชาไทย

พวกเราไม่มีเส้น
พวกเราทำอะไรก็ผิด
ฯลฯ
แต่ผมก็ว่าดีนะ ไม่มีเส้นสิดี
พวกเราเริ่มต้นกันด้วยความไม่มีใครมาสนับสนุน
พวกเราเริ่มต้นกันด้วยความไม่มีเส้นไม่ได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งคนที่มีเส้น มีคนสนับสนุน มันทำอะไรก็ไม่ผิด ทำอะไรก็มีคนแก้ต่างให้ มีการเลือกปฏิบัติ

แต่มันก็ทำให้. . .
พวกเราต้องพยายามมากขึ้นไม่ใช่หรอ
พวกเราต้องทำให้การชุมนุมมีมาตรฐานประชาธิปไตยไม่ใช่หรอ
พวกเรารักกันมากขึ้นไม่ใช่หรอ
พวกเรามีอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยแบบเดียวกันไม่ใช่หรอ

พวกเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆประชาชนส่วนใหญ่เขาก็จะมาชื่นชมและร่วมอุดมการณ์กับพวกเราเอง
หากเปรียบพวกเราเป็นนักร้อง
พวกเราอาจจะเป็นนักร้องที่หน้าตาไม่ดีไม่มีเส้นสาย
แต่ถ้าพวกเรามีฝีมือ มีความขยัน มีความเสมอต้นเสมอปลาย
แล้วสักวันหนึ่งผู้คนเขาก็จะมองข้ามหน้าตาพวกเราไป แล้วไปชื่นชมพวกเราที่ผลงานแทน

สรุปง่ายๆ
พวกเราต้องทำอะไรให้มันเกินกว่าที่คนเขาสบประมาทพวกเรา

เขาบอกว่าพวกเราแตกแยก
พวกเราต้องรักกันให้มากขึ้น

เขาบอกว่าพวกเราทำเพื่อคนกลุ่มเดียวหรือคนเดียว
พวกเราต้องทำให้เห็นว่าพวกเราทำเพื่อประเทศชาติ

เขาบอกว่าพวกเราใช้สีแดงพวกเราเป็นคอมมิวนิสต์
พวกเราต้องทำให้เห็นว่าสีแดงคือชาติพวกเราคือฝ่ายประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่ใช่ประชาธิปไตยอีแอบแบบม๊อบโกเต๊ก

เขาบอกว่าพวกเราทำเพื่อเงินไม่มีอุดมการณ์
พวกเราต้องทำให้เห็นว่าพวกเราทำเพื่อประชาธิปไตยพวกเรามีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ไม่ใช่อุดมกินแบบพรรคแมลงสาบและไอ้เจ๊กลิ้ม

เขาบอกว่าพวกเราเป็นยังไง เขาดูถูกพวกเรายังไง
พวกเราต้องทำให้ดีกว่าและต้องดีกว่าที่นั้นอีกหลายเท่า
เหมือนนักร้องที่หน้าตาไม่ดีแต่ผลงานดี
สุดท้ายมองยังไงเขาก็มีเสน่ห์กว่าคนหน้าตาดีแต่ทำอะไรไม่ได้

จงจำไว้เสมอว่า. . .
คนเสื้อแดงเริ่มต้นจากเงื่อนไขที่เสียเปรียบทุกด้าน ทุกประการ
ฉะนั้น พวกเราต้องออกแรงสู้ให้มากกว่าเขา
วันนี้เขาทำแค่หนึ่ง พวกเราต้องทำสิบ
หากทำแค่หนึ่งเท่าเขา พวกเราสู้เขาไม่ได้
สุดท้ายเมื่อพวกเราผ่านจุดนั้นมาได้
ความเก่งกล้าของพวกเราจะติดอยู่กับพวกเราตลอดไป
มันจะฝังลึกเข้าไปในจิตใจของพวกเราเอง

สุดท้ายคนก็จะมองข้ามส่วนที่เคยสบประมาทนั้นไป
คราวนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรย่อมมีพลังและแรงขับเคลื่อนมากกว่าปกติ

การชุมนุมวันที่ 31 มกราคม 2552
นั้นเป็นตัวอย่างที่คลาสสิคมากๆ
สู้กันต่อไปครับ ไม่มีเส้น ละดีพวกเราจะได้มีความพยายามในการสู้กันมากกว่าเดิม

ทุบบ้านพังเสร็จ ก็เอาประเทศไปเร่จำนำญี่ปุ่น!!!!

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

หนังสือพิมพ์ออกวาดลวดลายอีกแล้วว่า นายกไทยเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นเพื่อกู้หนี้ยืมสินญี่ปุ่นมาใช้ ซวยอีกแล้วคนไทยเมื่อไหร่จะปลดแอกจากญี่ปุ่นเสียที? ญี่ปุ่นยึดครองเศรษฐกิจไทยมาหลายสมัยสินค้าของญี่ปุ่นล้นตลาดไทย ส่วนสินค้าไทยในญี่ปุ่นแทบจะไม่มีให้เห็น มันคุ้มกันหรือเปล่าที่เอาประเทศไปจำนำญี่ปุ่น จนคนไทยเป็นทาสญี่ปุ่นจนโงหัวไม่ขึ้น และใช่ว่าญี่ปุ่นเองจะร่ำรวยมหาศาลดังที่คนไทยเข้าใจ ญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาเศรษฐกิจ เขาก็กู้เงินต่างชาติเอาไปตุนในประเทศไม่ให้ล้ม

ประเทศที่ผลิตเครื่องอีเลคโทรนิคเวลานี้ทรุดฮวบแทบจะกองอยู่กับพื้นแม้แต่บริษัทใหญ่ๆในสหภาพยุโรป แล้วก็เรื่องการผลิตรถยนต์ส่งออกตอนนี้ผู้คนตกงานกันเยอะไม่มีเงินซื้อรถใหม่แล้วบริษัทรถยนต์จะขายให้กับใคร? การที่ญี่ปุ่นให้ประเทศไทยกู้เงินอยู่เป็นประจำก็เพราะญี่ปุ่นเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะได้ตักตวงในไทยได้ถนัดมือเพราะบริษัทต่างๆของญี่ปุ่นอยู่ในไทยทั้งสิ้น

ประเทศไทยเป็นเพียงบ่อนหรือสนามให้ญี่ปุ่นเท่านั้น ญี่ปุ่นรวยแต่ไทยแลนด์จ๊นจนทั้งที่บริษัทผลิตของใช้ต่างๆของญี่ปุ่นตั้งอยู่ในไทยแต่ไทยกลับใกล้เกลือกินด่าง ตลกมั๊ยล่ะต้องไปยืมเงินเขามาใช้มันน่าอายจังไทยแลนด์เราไม่มีน้ำยาทำอะไรได้เอง ทั้งที่ตำราเขาเอามายื่นให้ถึงประตูบ้าน แต่ไม่คิดจะศึกษาคิดค้นหาวิธีทำแบบเยี่ยงอย่างเขาบ้างชอบแต่เป็นขี้ข้าญี่ปุ่นให้เขาเอาเปรียบอยู่ได้ มีความคิดได้อย่างเดียวคือกู้หาเลี้ยงชีพ

ลองหันไปดูประเทศเกาหลีใต้ซิ เขายังผลิตอะไรต่อมิอะไรออกส่งสู่ตลาดโลกที่เป็นของตัวเองแม้แต่รถยนต์ ได้ข่าวแว่วๆมาว่าอินเดียกำลังทดสอบจะผลิตรถยนต์เช่นกัน แล้วไทยล่ะคิดค้นทำอะไรโชว์ให้โลกตะลึงในความสามารถของคนไทย หรือว่ากู้เขากินโชว์พาวเว่อร์ของไทยที่มีความสามารถอวดชาวโลกได้แค่นี้

คนไทยส่วนใหญ่มีความฉลาดกันแทบทุกคนอะไรคือตัวถ่วงความก้าวหน้าของไทย จะมีอะไรเสียอีก ก็เพราะแต่ล่ะยุคที่ผ่านมามัวแต่ปฏิวัติล้มล้างอำนาจกันไม่มีเวลาที่จะคิดค้นหาช่องทางพัฒนาประเทศให้นำหน้า หรือผลิตอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่ใหญ่ๆเชิดหน้าชูตาของประเทศให้โลกได้ตะลึงงันในความสามารถ เปล่าทั้งเพ

โน่น ชื่อเสียงของประเทศไทยที่โด่งดังสุดยอดในรอบปี คือยกพวกปิดสนามบินรับจ้างก่อม๊อบหากินเป็นเดือนๆเป็นอาชีพที่ทำชื่อเสียงเข้าประเทศดังทะลุโลกใครไม่รู้จักไทยแลนด์ก็ต้องรู้เพราะความระยำลือกระฉ่อนไปทั่วโลก นี่คือผลงานของคนไทยที่อวดความสามารถให้โลกรู้นอกเหนือจากนี้ไม่มี หรือว่าใครจะเถียงว่าไม่จริง? เวลานี้ชื่อเสียงไทยแลนด์ที่ทั่วโลกสรรเสริญใครเป็นคนทำ? แถมเขายังออกข่าวว่าเวลานี้ไทยเที่ยวไปหากู้เพื่อนบ้านมากิน บ้านเมืองอยู่ดีๆก็ไปตีให้มันแตกให้มันร้าวให้มันฉิบหายให้มันพังพินาศ หลังจากฉิบหายแล้วก็ไปหากู้เงินเขามาซ่อมแซมเมื่อซ่อมแซมเสร็จแล้วพวกอันธพาลไม่ชอบใจก็ตีพังอีกเพื่อที่จะได้กู้เขามาซ่อมแซมอีกแล้วบ้านเมืองมันจะรวยขึ้นมาได้อย่างไร

ก็เพราะมันมีตัวถ่วงความเจริญ ชาตินี้ทั้งชาติก็กู้เขากินไม่หยุด รู้จักคำว่าอายบ้างมั๊ยนี่สำหรับคนที่ไปขอยืมเขาน๊ะ? บอกจริงๆคนไทยที่อยู่ต่างประเทศอายเขาว่ะ เวลาหนังสือพิมพ์เขียนกระทบประเทศไทยคนอ่านหน้าชาเหมือนยังกับเหน็บชากิน แต่อ้ายคนที่ไปยืมทำไมมันด้านไม่รู้สึกหรืออย่างไร? คนของรัฐบาลช่วยพวกอันธพาลทุบบ้านตีบ้านจนพังทลายแล้วก็ไปกู้เงินเพื่อนบ้านมาซ่อมแซม เจริญเถอะไทยแลนด์ยุคกู้เขากินประชาชนคนไทยต้องเอากระดูกตัวเองต้มซุปแทนกระดูกหมูแน่ๆเวลานี้คนไทยน่าสงสารที่สุดในโลกไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร??????


ป้าพลอย

Saturday, February 7, 2009

พล.อ.ชัยสิทธิ์ อัด สุเทพ กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 7 ก.พ.- พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการสถานีวิทยุ ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้คนตระกูลชินวัตร ต่อสู้เกมทางการเมืองว่า ยังไม่ได้มีการพูดอะไรกับคนตระกูลชินวัตร ที่ผ่านมาตนเปิดตัวไปแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณอะไรส่งกลับมา จึงได้แต่อยู่เฉย ๆ

“เชื่อว่าเขาคงจะเอาญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดเขา เพราะผมไม่ใช่ครอบครัวเดียวกับเขา ซึ่งผมมองว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะต่อสู้ทางการเมืองนั้น จะต้องมีหัวและต้องผู้ที่มีบารมีพอสมควรมาช่วย เพราะคนดี ๆ ถูกเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 111 หมดแล้ว ทำให้ขณะนี้ไม่มีใครแล้ว ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เหนื่อย เพราะไม่มีหัว และผู้ที่มีบารมีพอประคองได้” พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรบ้าง อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกัน และบอกกับ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ก็พัง ตอนนั้นโดนหนัก จนไม่มีความคิดอะไร แต่ตอนนี้กำลังใจคงดีขึ้น เพราะมีคนเสื้อแดงให้กำลังใจค่อนข้างมาก ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการกลับมาเป็นประธานาธิบดีนั้น พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครเขาทำ

ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะกลับมาต่อสู้คดีหรือไม่นั้น พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ายอมคงจะกลับมาแล้ว แต่หากกลับเข้ามาจะให้ความยุติธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ เพราะในคุกจะทำอะไรก็ได้ และทำได้ง่าย เพราะต้องการทำลายอย่างเดียว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-07 16:56:32

พท.เผย4แคนดิเดตชิงผู้นำฝ่ายค้าน เตรียมแฉฟอกเงินช่วงจัดตั้งรัฐบาล "ชัยสิทธิ์" เตือน "แม้ว" ระวังพัง

ที่มา มติชนออนไลน์

เพื่อไทยเปิดโผ 4 แคนดิเดตชิงผู้นำฝ่ายค้าน ประชุมเลือก 10 ก.พ.พร้อมขอมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โวมีข้อมูลเพียบกำลังจัดระบบ เตรียมแฉฟอกเงินช่วงจัดตั้งรัฐบาล "ชัยสิทธิ์" เตือน "แม้ว" ไร้หัวและผู้มีบารมีคอยประคองระวังพัง กกต.นครราชสีมาแจ้งความดำเนินคดีอาญา "บุญจง"

เพื่อไทยถก10ก.พ.เลือกผู้นำฝ่ายค้าน


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ว่าพรรคเพื่อไทยจะประชุมวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อพิจารณาถึงบุคคลที่เหมาะสมขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดยขณะนี้มีหลายคนที่จะเป็นได้ อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา นอกจากที่ประชุมจะมีการพิจารณาขอมติในที่ประชุมในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ซึ่งขณะนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะอภิปรายได้ ส่วนจะอภิปรายใครบ้างต้องหารือกันในที่ประชุมก่อน


นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 4 พี่น้องตระกูลชินวัตร จะมาดูแล 4 ภาคว่า เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นข่าวที่ปล่อยออกไป แต่ไม่แน่ใจว่าปล่อยจากคู่แข่งหรือปล่อยจากคนในพรรค แต่ที่ผ่านมาไม่มีเรื่องดังกล่าว มีเพียงการพบปะสังสรรค์กันซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ส.ส.ภาคอีสานเป็นคนขอให้มาช่วยดูแล ซึ่งนายพายัพก็ยินดีที่จะช่วยดูแลในส่วนนี้ แต่กระแสข่าวที่บอกว่านางเยาวภา ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ จะดูแล ส.ส.ภาคเหนือ ก็ไม่ใช่ เพราะในส่วนของภาคเหนือ นายวัลลภ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน ประธานคณะกรรมการประสานงานภาคเหนือ เป็นผู้ดูแลอยู่ ซึ่งนายวัลลภได้รับเลือกมาจากคณะกรรมการบริหารพรรค ส่วนนางเยาวภา เป็นเพียงการเข้ามาพูดคุยพบปะกันเท่านั้น


"ชัยสิทธิ์"เตือน"อดีตนายกฯ" ระวังพัง


พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 กรณี พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้คนตระกูลชินวัตรมาต่อสู้ในเกมการเมือง โดยให้คุม ส.ส.ในแต่ละภูมิภาคว่า ยังไม่ได้มีการพูดอะไรกับคนตระกูลชินวัตร ที่ผ่านมาตนเปิดตัวไปแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณอะไรส่งมาถึงตน จึงได้แต่อยู่เฉยๆ ทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่เกี่ยวกับการเมือง เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงจะเอาญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดมากกว่า


"หาก พ.ต.ท.ทักษิณจะต่อสู้ทางการเมืองจะต้องมีหัว และต้องเป็นผู้ที่มีบารมีพอสมควรมาช่วย เพราะคนดีๆ ถูกเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 111 หมดแล้ว ทำให้ขณะนี้ไม่มีใครแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เหนื่อย เพราะไม่มีหัวและผู้ที่มีบารมีพอประคองได้ ผมได้โทร.ไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าถ้าขืนปล่อยไปอย่างนี้ก็พัง แต่ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณคงโดนหนักจนไม่มีความคิดอะไรมากมาย แต่คิดว่ากำลังใจคงดีขึ้น เพราะมีคนสนับสนุนเขาค่อนข้างมาก สังเกตจากจำนวนของคนเสื้อแดงที่ให้กำลังใจว่าความถูกต้องอยู่ตรงจุดไหนให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้ เพราะการที่เขาโดนใส่ร้ายอย่างนี้ กระเทือนถึงคนทั้งตระกูล" พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าว


"ประชา"ปฏิเสธ"เยาวภา"แจกเดือนละ5หมื่น


นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่านางเยาวภา รับปากดูแล ส.ส.โดยจะจ่ายให้เดือนละ 50,000 บาท ว่าขอปฏิเสธว่าการประชุม ส.ส.ภาคกลางเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่มีแจกเงิน ถ้ามีจริงตนก็ต้องได้รับ


"พรรคเพื่อไทยกำลังเตรียมข้อมูลเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีข้อมูลจำนวนมากที่กำลังจัดทำให้เป็นระบบ นอกจากเรื่องปัญหาที่ดิน การแจกถุงยังชีพปลากระป๋องเน่า ยังมีเรื่องการฟอกเงินในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล และมีคนของพรรคการเมืองหนึ่งถูกจับที่บ่อนประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ เรื่องนี้จะถูกเปิดเผยในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ" นายประชากล่าว


ส.ส.ภาคกลางเล็งซบภูมิใจไทย


รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจ่ายรายเดือนให้กับ ส.ส.คนละ 50,000 บาท เป็นเรื่องปกติที่ ส.ส.ทุกคนได้รับการดูแลจากพรรคอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้มาโดยตลอด แต่ไม่เข้าใจว่าคนที่ออกมาเปิดเผยต้องการอะไร ทั้งที่รู้อยู่นานแล้ว หรือเห็นว่าพรรคอื่นได้มากกว่าจึงต้องการที่จะเรียกร้องให้ได้เงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เงิน 50,000 บาทนี้ ไม่ใช้เงินที่จะซื้อใจไม่ให้ ส.ส.ภาคกลางมีใจเอนเอียงไปยังพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นเงินที่ได้รับเป็นประจำ ทุกคนก็รับรู้กันเป็นการภายใน แต่การที่นางเยาวภาเข้ามาดูแลนั้น ซื้อใจและให้ความอบอุ่นได้มากกว่า


"มี ส.ส.ภาคกลางที่ต้องการจะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย แต่จะยังไม่มีการเคลื่อนไหว เหมือนกับพรรคเพื่อแผ่นดินในช่วงนี้ เพราะพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นรัฐบาล และอีกครึ่งหนึ่งเป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว จึงต่างจากพรรคเพื่อไทย ที่เป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ถ้าจะให้ไปเข้าข้างรัฐบาลก็คงจะน่าเกลียด ส่วนในอนาคต ส.ส.ภาคกลางพรรคเพื่อไทย จะได้ร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยแน่นอน" แหล่งข่าวกล่าว


ประชาธิปัตย์.ปูดพ.ต.ท.ไวพจน์รุกป่า


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิมเป็น 1 ในบุคคลที่พรรคเพื่อไทยวางตัวเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ว่า ขอถามก่อนว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ร.ต.อ.เฉลิม) ในข้อหา พ.ต.ท.ไวพจน์ และภรรยา บุกรุกที่ป่าสงวนของอุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา จ.กำแพงเพชร โดยพบว่าบุกรุกที่เกินกว่าการแสดงสิทธิที่ได้จับจอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ช่วงนั้นมีการเข้มงวดเรื่องการบุกรุกที่ป่าสงวนฯ จึงขอถามไปถึง ร.ต.อ.เฉลิมว่า ให้คนของตัวเองดำเนินการผิดกฎหมาย ในระหว่างที่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม พรรคจะมอบหมายให้ตัวแทนของพรรคไปสืบค้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหวังสกัดกั้น ร.ต.อ.เฉลิมที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่พรรคมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ การเปิดเผยเรื่องนี้ถือเป็นข้อเท็จจริง ที่ต้องทำตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น จึงต้องสืบค้นต่อไปว่า ร.ต.อ.เฉลิมมีส่วนรับทราบหรือไม่ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้หวังที่จะดิสเครดิต ร.ต.อ.เฉลิม อย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต


ส.ส.อุบลราชธานีอ้างรีบทิ้งบัตรไว้ในสภา


นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงปัญหาการเสียบบัตรแทนกันระหว่างการประชุมสภาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ยอมรับว่าในช่วงเย็นของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา เพราะต้องรีบกลับไปเปิดงานที่ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากรับปากชาวบ้านไว้นานกว่า 1 เดือน จึงออกจากรัฐสภาตั้งแต่เวลา 16.00 น. และรีบนั่งมอเตอร์ไซค์ตรงดิ่งไปสนามบินดอนเมือง เพราะเครื่องบินออกเวลา 17.00 น. ด้วยความรีบเร่งจึงลืมบัตรไว้และทราบว่าบัตรเสียบอยู่ ซึ่งขอปฏิเสธว่าไม่ได้ฝากใครให้กดบัตรแทน แต่ตามปกติเมื่อบัตรเสียบอยู่แล้วข้อมูลจะปรากฏก็ต่อเมื่อมีผู้กดปุ่มแสดงตน


"ปกติผมจะนำบัตรติดตัวตลอด แต่วันนั้นรีบมากจึงทำให้ลืมบัตรไว้บริเวณที่เสียบบัตร ซึ่งการที่ผมออกจากห้องประชุมในช่วงเวลานั้นก็เห็นว่าไม่น่าจะมีอะไร อีกทั้งเราต้องบริหารงานสภาและงานพื้นที่ให้ได้ ถ้าไม่ไปพบชาวบ้านก็จะถูกต่อว่า แต่วันรุ่งขึ้นผมก็กลับมาทำหน้าที่ในสภาตามปกติ ไม่ได้ทิ้งงานสภา ถ้ามีการสอบสวนผมก็จะตอบไปตามความเป็นจริงและคงต้องรับฟังการกล่าวตักเตือน ส่วนการจะสืบหาผู้ที่กดบัตรแทนนั้นคงเป็นเรื่องยาก เพราะที่นั่งของผมอยู่ท้ายสุดของห้องประชุมและเป็นที่นั่งที่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน" นายตุ่น กล่าว และว่า ต่อไปคงต้องระวังมากกว่านี้


เพื่อไทยเปิดข้อมูลเสียบบัตรแทน9ก.พ.


นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตรวจสอบองค์ประชุมถือสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นการเพื่อป่วนหรือเล่นเกมการเมือง การนับองค์ประชุมมีเหตุผลมีผลต่อการประชุมทุกนัด เพราะก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ากฎหมายหลายฉบับเป็นโมฆะ เนื่องจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ประชุมไม่ครบองค์ประชุม ดังนั้น การนับองค์ประชุมไม่ใช่การเล่นเกมการเมือง ส่วนปัญหาจากคนที่กดบัตรแทนกันนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล


"ผมจะนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดเปิดเผยในวันที่ 9 กุมพาพันธ์นี้ โดยเรื่องนี้ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย ถ้าเรายังไม่ได้หลักฐานครบทุกด้านจะไม่กล่าวพาดพิงใคร ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกกล่าวหาว่าฝ่ายค้านไม่มีคุณภาพ แต่ตอนนี้ทราบว่าคนที่กดบัตรแทนกันเขารู้ตัวแล้วและกำลังกินไม่ได้นอนไม่หลับ ซึ่งหลังจากเปิดเผยข้อมูลแล้ว จะยื่นเรื่องให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตั้งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป"นายประชากล่าว


กกต.นครราชสีมาแจ้งอาญา"บุญจง"


พล.อ.วีรวุธ ส่งสาย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.นครราชสีมา กล่าวว่า กกต.จังหวัดได้เข้าแจ้งความที่ สภ.จักราช จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่งของ กกต.กลาง ในข้อหาฝ่าฝืน (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 (5) หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จจริงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเพื่อจูงใจ ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550


"คดีนี้มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท พร้อมกับถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี" พล.อ.วีรวุธกล่าว


พ.ต.ท.โสภณ รัตนสมัย รอง ผกก.สส.สภ.จักราช กล่าวว่า พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ได้สั่งการ พ.ต.อ.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน รับผิดชอบดูแลคดีนี้ แต่ขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ในสมัยเปิดประชุมสภา จึงไม่สามารถเรียกตัวนายบุญจงมารับทราบข้อกล่าวหาได้

มติ กกต.มั่วหนักแจกใบแดงนายก อบจ.เชียงใหม่-สมาชิกสภาก่อน แจ้งข้อหาที่หลัง เปิดช่องหลุดชั้นศาล

ที่มา มติชนออนไลน์


พบหลักฐาน กกต.กระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายอีก มีมติแจกใบแดง-ดำเนินคดีอาญา นายก อบจ.เชียงใหม่-สมาชิกสภาก่อน แล้วให้แจ้งข้อกล่าวหาทีหลัง ปิดโอกาสการชี้แจง ระบุขัด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ-ระเบียบสืบสวน เปิดช่องศาลอุทธรณ์สั่งยกฟ้อง เคยมีคดีตัวอย่างแล้ว


ผู้สื่อข่าว"มติชนนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ว่า ได้ตรวจสอบพบหลักฐานพบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)น่าจะปฏิบัติฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาดพ.ศ. 2550 เนื่องจาก กกต.มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ให้ใบแดง)และดำเนินคดีอาญานายกองค์การบริหารจังหวัด(อบจ.)สมาชิก อบจ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะแจ้งข้อหล่าวหาให้แก่บุคคลดังกล่าวและให้บุคคลดังกล่าวชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งจะทำให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องคดีในลักษณะเดียวกันมาแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลักฐานดังกล่าวคือ ข่าวเผยแพร่ของสำนักงาน กกต.ในเว็บไซต์ กกต. ( http://www.ect.go.th/newweb/th/news/detail.php?id=432&SystemModuleKey=cms )ซึ่งเป็นผลการประชุม กกต.ครั้งที่ 6/2552 ซึ่งขึ้นหัวข้อข่าวว่า "กกต. มีมติแจก 2 ใบแดงนายกและ ส.อบจ.เชียงใหม่ อ.สันทราย เขต 2 "ซึ่งมีเนื้อหาข่าวว่า

"นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ 6/2552 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจำนวน 2 ราย ในการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อ.สันทราย เขต 2 โดย กกต. มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครนายกฯ หมายเลข 3 (ได้รับเลือกตั้ง) และนายสุพล ณ วิชัย ผู้สมัคร ส.อบจ.อ.สันทราย หมายเลข 3 เขต 2 (ได้รับเลือกตั้ง) มีกำหนด 1 ปี ในข้อกล่าวหาว่า ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน(เงิน) แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจฯ และสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง รวมทั้งให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ พร้อมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้ง 2 คน รวมทั้งนายอินทร อินสม และนายมังกร กันทา ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย


"ทั้งนี้ให้ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายสุพล ณ วิชัย นายอินทร อินสม และนายมังกรกันทา ให้ชัดเจน และนำเสนอ กกต. พิจารณาอีกครั้งก่อนยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยตามมาตรา 239 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติดังกล่าวเห็นได้ว่า กกต.มีมติให้ใบแดงนายบุญเลิศและสมาชิก อบจ.ก่อนแล้ว จึงค่อยให้เจ้าหน้าที่ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวซึ่งเท่ากับไม่ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหาเพื่อนำคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหามาพิจารณา แต่เป็นการลงมติหรือฟันธงไว้ล่วงหน้าแล้วซึ่งน่าจะเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 24 วรรคสองและสามของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่บัญญัติไว้เป็นขั้นตอนว่า

"ในการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องให้โอกาสผู้ร้อง ผู้ถูกคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหา ทราบเหตุแห่งการร้อง การคัดค้าน หรือการกล่าวหา มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐาน รวมทั้งต้องให้โอกาสมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง..."


"กรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนที่ลงมติวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดต้องลงลายมือชื่อในหนังสือลงมติในเรื่องนั้น และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งต้องทำเป็นหนังสือระบุข้อเท็จจริงและเหตุผล พร้อมทั้งลงลายมือชื่อของกรรมการการเลือกตั้งทุกคนที่พิจารณาวินิจฉัย"


นอกจากนั้นระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2550 ข้อ 50 ก็ระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแล้วหลักฐานไว้ในสำนวน

แหล่งข่าวจาก กกต.แจ้งว่า มีตัวอย่างหลายคดีที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่น การแต่งตั้งอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนโดยไม่มีอำนาจ การแจ้งข้อกล่าวหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปรากฏว่า ในชั้นศาลได้ยกฟ้องคดีดังกล่าวด้วยเหตุผลว่า การสืบสวนสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คำสั่งศาลอุทธรรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขแดงที่ 2896/2551 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 ซึ่ง กกต.ให้ใบแดงนายประจวบ บุญเลิศ ผู้สมัครนายยกเทศมนตรีตำบลดอนเกาะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ดังนั้นถ้ากรณีที่ กกต.ให้ใบแดงนายบุญเลิศแลบะพวกโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โอกาสที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะยกคำร้องก็มีอยู่สูง

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2550 ข้อ 50

"... เมื่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนแล้วมีพยานหลักฐานสนับสนุนพอฟังได้ว่าผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น...ผู้ใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำ หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแต่ไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น หรือได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น ซึ่งจะมีผลให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพิกถอนผลการเลือกตั้งเลือกตั้งใหม่ นับคะแนนใหม่ หรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถูกกล่าวหาแล้วจัดให้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลนั้น


"ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและเลขาธิการมีอำนาจในการแจ้งข้อกล่าวหาโดยให้คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนจัดทำบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดโดยผ่านผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเสนอเลขาธิการ แล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณา หากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือเลขาธิการเห็นควรแจ้งข้อกล่าวหา ให้ส่งข้อกล่าวหาไปยังผู้ถูกกล่าวหาตามที่อยู่ในหลักฐานใบสมัครหรือหลักฐานของทางราชการ และแจ้งสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและนำพยานหลักฐานมาแสดงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมกำหนดวัน เวลา และสถานที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปรับทราบข้อกล่าวหา


"เมื่อผู้ถูกกล่าวหามาพบ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย เลขาธิการ หรือคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนนำบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหามาแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา แล้วรวมหลักฐานดังกล่าวไว้ในสำนวนการสืบสวนสอบสวนหนึ่งฉบับ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ จากนั้นให้บันทึกถ้อยคำโดยเร็ว โดยให้แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าจะให้การหรือไม่ก็ได้ พร้อมทั้งต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานในการแก้ข้อกล่าวหา..."