WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 9, 2009

ศุกร์13ครบ80วันพันธมิตรยึดสนามบิน กับคำสัญญาจับผู้ก่อการร้ายในสายลม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 กุมภาพันธ์ 2552

76 วันผ่านไปแล้ว คดียึดสนามบิน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

-5 วันในเดือนพฤศจิกายน 2551
-ตลอด31วันของเดือนธันวาคม2551
-ตลอด31วันของเดือนมกราคม2552
-ผ่านไปอีก9วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2552

*เชื่อหรือไม่ ตำรวจกำลังหาหลักฐานอยู่ ข้อมูลล่าสุดคือ มีความคืบหน้าในการหาหลักฐานไปแล้ว 70%

*พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ พูดไว้ล่าสุดเมื่อ13ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จะออกหมายจับผู้กระทำผิดได้ภายใน1เดือน

*จับตามองว่าภายในวันศุกร์13นี้ ซึ่งครบรอบ80วันยึดสนามบิน จะมีอะไรเกิดขึ้นในกอไผ่หรือไม่?

25 พฤศจิกายน วันยึดสนามบิน

แถลงการณ์ ฉบับที่ 26/2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เรื่อง ยื่นคำขาดให้นายกรัฐมนตรีลาออกโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

ฯลฯ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

ทั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กราบขออภัยมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการในครั้งนี้


(ย้อนรอยรายงานข่าวภาพของไทยอีนิวส์ในวันที่พันธมิตรยึดสนามบินวันแรก)

The terminalในหนัง-Tom Hanksในภาพยนตร์The Terminalเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายผู้หนึ่งที่ต้องติดค้างในสนามบินเพราะปัญหาการเมือง แต่หนังเรื่องนั้นก็มีแง่มุมของความรัก ความหวัง ความโรแมนติก ผิดกับผู้โดยสารกว่า3,000คนที่ติดค้างในสนามบินสุวรรณภูมิตอนนี้ พวกเขาอดนอน ง่วง และหิว เพราะไม่มีร้านอาหารจำหน่าย

The terminalของจริง-Christian Lund อายุ23ชาวเดนมาร์คนั่งหาวอยู่กับพื้นอาคารผู้โดยสารขาออกสนามบินสุวรรณภูมิ ภายหลังกลุ่มพันธมิตรปิดสนามบิน ทั้งนี้เขาเป็น1ในผู้โดยสาร3,000คนที่ติดค้าง และเรื่องนี้คงไม่สนุกและโรแมนติกเหมือนภาพยนตร์เรื่องThe terminalที่นำแสดงโดยTom Hanksแน่ๆ(ภาพ:รอยเตอร์)


สาบส่งประเทศไทย-APรายงานว่านักท่องเที่ยวฝรั่งเซ็งมากที่มาติดค้างอย่างนี้ แทนที่จะได้กลับบ้านในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า บางคู่มาฮันนี่มูนและบอกว่าขอสาบส่งประเทศไทยไม่ขอกลับมาเยือนอีก แม้พันธมิตรได้ทำแผ่นปลิวให้อ่านถึงข้ออ้างในการยึดสนามบิน พวกเขาถามกลับว่า"แล้วไง ทำไมต้องมาปิดสนามบิน ไม่ให้ฉันได้กลับบ้าน มันเรื่องบ้าอะไร"(ภาพ:AP)











ภาพชุดThe terminal-ภาพชุดผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ(ภาพ:รอยเตอร์)



ยึดสนามบินและประเทศเป็นตัวประกัน-AFPนำเสนอภาพผู้ประท้วงใช้ไม้เดินกร่างยึดสนามบิน ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศติดค้างอยู่3,000คนและอดอาหาร ทั้งนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยมูลค่ากว่า600,000ล้านบาทพังพินาศลงจากการณ์นี้ "มันไม่ยุติธรรมเลย เราต้องติดค้างอยู่ตลอดคืน เจ้าหน้าที่ต่างก็หนีตาย ไม่มีใครช่วยเราได้เลย"Vanessa Sloan นักท่องเที่ยวชาวฟลอริด้า สหรัฐฯกล่าวฟ้อง(ภาพ:AFP)

ที่นี่ประเทศไทย-ยังไม่มีรายงานว่ามกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก กับพระชายาที่เสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะในหลวงและพระราชินีจะเสด็จนิวัติได้ตามกำหนดในวันมะรืนนี้หรือไม่(ภาพจาก:THE NATION)


หน้าเดิมๆทำลายประเทศ-CNNนำข่าวการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นข่าวนำในเวบไซต์ พาดหัว"ผู้ประท้วงปิดสนามบิน" ผู้ประท้วงจำนวนหลายพันได้ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ บางคนใช้ไม้กอล์ฟและไม้เป็นอาวุธ ทำให้ผู้บริหารสนามปิดสั่งยกเลิกเที่ยวบินขึ้น-ลงทั้งหมด ส่วนในภาพจะเห็นผู้ชุมนุมขาประจำหน้าเดิมๆของม็อบนี้(ภาพ:CNN)


สนามบินกับนักท่องเที่ยวคือตัวประกันของผู้รักชาติ-BBCนำเสนอภาพข่าวพันธมิตรเข้าไปยึดอาคารที่พักผู้โดยสาร ทำให้ทางผู้บริหารสนามบินต้องยกเลิกการขึ้นลงของทุกเที่ยวบินโดยสิ้นเชิง(ภาพ:BBC)


ทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวพินาศ-bloombergสำนักข่าวเศราฐกิจการเงินของโลกนำเสนอภาพข่าวพันธมิตรถูกขว้างระเบิดใส่เช้าตรู่วันนี้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และข่าวนักท่องเที่ยวติดค้างในประเทศหลายหมื่นคน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยที่พินาศลง ทั้งที่เป็นช่วงไฮซีซั่น(ภาพ:BLOOMBERG)

เผยนักท่องเที่ยวตปท.ไม่พอใจหนัก ติด"สุวรรณภูมิ"

ทางด้านมติชนออนไลน์ รายงานข่าวว่า สื่อตปท.เผย นักท่องเที่ยวต่างประเทศ เริ่มไม่พอใจ ติดอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ ไร้หนทางกลับบ้าน


สำนักข่าวต่างประเทศบลูมเบิร์กและรอยเตอร์รายงานว่า นักท่องเที่ยวต่างประเทศเริ่มแสดงปฎิกิริยาไม่พอใจต่อกรณีม็อบพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 3 พันต้องติดอยู่ในสนามบิน และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ โดยนายอาลาย เอ็มดูจ นักธุรกิจแอฟริกาใต้ วัย 36 ปี กล่าวว่า เขารู้สึกโกรธมาก สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และตอนนี้เขาต้องการกลับบ้าน


ขณะที่นายเควิน แฮร์ริส กล่าวว่า เขาเพิ่งเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนจะพบเห็นสถานการณ์ผู้คนต้องหลับนอนตามสนามบินทั่วชานชลา และว่าเขาไม่รู้ว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้นที่สนามบินแห่งนี้ และแม้ว่าไม่ใช่ความผิดของสนามบินก็ตาม แต่สนามบินก็ต้องเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย

นักท่องเที่ยวฝรั่งเศสประท้วงเขียนข้อความอยากกลับบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันนี้(26พ.ย.) นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสประมาณ 10 คนที่ตกค้างอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ ได้นำกล่องกระดาษใส่อาหารและของว่างที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)มาแจกจ่ายให้ เขียนข้อความว่า "We want to go home France" หรือพวกเราอยากกลับบ้านฝรั่งเศสเป็นการประท้วง ขณะที่นักท่องเที่ยวที่พลาดเที่ยวบินบางกลุ่มโกรธเข็นกระเป๋าออกจากอาคารสนามบิน โดยไม่ยอมรับข้าว และน้ำดื่มที่กลุ่มพันธมิตรฯนำมาแจกจ่าย แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่เคยเห็นการประท้วงแบบไทยๆ พากันเดินเล่น และถ่ายรูปกับผู้ชุมนุมเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างสนุกสนาน

การ์ตูนมะนาว:สมอง!?

ที่มา Thai E-News



Sunday, February 8, 2009

"สมชาย วงศ์สวัสดิ์" เปิดใจช้ำครั้งแรก หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ ทางดี สเตชั่น "ผมบอกลูก พ่อไม่ใช่โจร"

ที่มา มติชนออนไลน์

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เปิดใจครั้งแรกภายหลังพ้นจากนายกรัฐมนตรี ในรายการความจริงวันนี้สีแดง ทางสถานีโทรทัศน์ดี สเตชั่น กล่าวตอนหนึ่งว่า " ... มีหลายคนในพรรครัฐบาลปัจจุบันให้ลาออก ผู้ที่ชุมนุมที่ทำเนียบก็บอกให้ออกไป รัฐบาลชั่ว รัฐบาลโจร ซึ่งผมก็บอกกับลูกผมว่าพ่อไม่ใช่โจรนะลูก ไม่ต้องเสียใจนะ พ่อทำงานปกตินะ"

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กล่าวเปิดใจครั้งแรกภายหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในระหว่างออกรายการความจริงวันนี้สีแดง ทางสถานีโทรทัศน์ดี สเตชั่น โดยมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์



@ที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ขณะนี้คืองบฯกลางปี


ตอนเพิ่มงบกลางปีแสนล้าน ได้คิดอย่างรอบคอบ เห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนจริงๆ


@แสนล้านคนไทยจะเห็นอะไรจากรัฐบาลท่านบ้าง

1. จะทำถนนปลอดฝุ่นทั่วประเทศ จะทำ7,200 กิโลเมตรทั้งประเทศ โดยวางงบไว้ที่34,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่แน่นอน


@แตกต่างจากรัฐบาลชุดนี้ที่เหลือพันกว่าล้านในโครงการเดียวกัน

พันว่ามันจะได้ซัก2-3สายนะ เส้นจากไหนไปไหนบ้างไม่รู้ หรือตกอยู่บ้านใคร โครงการถนนปลอดฝุ่น 34,000 ล้าน ไม่ใช่อยู่ๆมานั่งเทียนแล้วบอกนะ แต่เราสำรวจมาก่อนตั้งแต่สมัยที่เราไปหาเสียงกับประชาชน สำรวจทุกหมู่บ้านทุกตำบล ว่าเส้นทางจากหมู่บ้านมาถนนใหญ่ต้องใช้เส้นทางกี่กิโล ซึ่งหากทำแล้วก็ประชาชนก็จะได้รับความสะดวกสบาย 2.แหล่งน้ำ นายกฯสมัคร สุนทรเวช ทำเป็นโครงการใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการที่ดีแต่ต้องใช้เงินมาก ความจำเป็นเรื่องนี้มันเร่งด่วนจะใช้งบประมาณประมาณ 9,000 ล้านดูแลแหล่งน้ำระบบการชลประทานให้ทั่วถึง ที่พูดไม่ได้โจมตีใครทั้งสิ้น เห็นในข่าวของรัฐลบาลปัจจุบันท่านลดเหลือ 800 ล้าน


@ตรงนี้ทำให้มีเสียงบ่นมาจากท่านบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยเหมือนกัน ที่งบกระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงท่องเที่ยวฯได้น้อย

งบ9,000 ล้านตอนนั้นไปนั่งหารือคือกระทรวงเกษตร และกระทรวงทรัพย์ฯ ซึ่งไม่ใช่กระทรวงพรรคผมนะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ผมไม่ได้คิดว่างบนี้จะเป็นของกระทรวงใด พรรคใด แต่มองว่าสิ่งนี้ต้องตกอยู่กับประชาชน ใครไปคนเอาเงินไปทำเหมือนกันหมดเพราะเราเป็นรัฐบาลเดียวกัน ผมไม่ได้พูดเอาหน้าเอาตาอะไร มีปัญหาอะไรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผมให้เกียรติพรรคร่วมรรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่เคยคำนึงว่าพรรคนั้นมีส.ส.กี่คน ไม่ว่ามีส.ส. 5 คน 10 คนหรือ 15 คนเรามีความสำคัญเท่ากัน เพราะเมื่อมาร่วมกันแล้วประชาชนเป็นใหญ่ประชาชนเป็นหลัก

รวมไปถึงแลนด์บริดจ์ ของภาคใต้ กำลังดำเนินการอยู่ ทั้งหมดมีคนเข้ามาทำงานเพิ่ม มีการสร้างงานเป็นล้านๆตำแหน่ง เกิดงาน เกิดรายได้ เงินหมุนเวียนมากมายมหาศาล งบที่เราออกไป34,000 ล้านมันจะหมุนกลับมาเป็น3-4 เท่า ผมคิดว่าจะเป็นแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมากมาย

ท่านนายกฯทักษิณนะเคยดำเนินการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย 6 เดือน 6 มาตราการที่รัฐบาลปัจจุบันทำอยู่ ก็ดีกว่าแจกเงินเยอะ ก็ทำต่อไปผมขอชื่อชม

ผมไม่ได้รังเกียจสำหรับท่านที่จะได้รับเงิน 2,000 บาท ซึ่งจะได้เมื่อไหรก็ไม่ทราบ แต่ตอนนี้ภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น เราเอาเงินไปแจก ไม่เป็นการยั่งยืน อาจจะแก้ได้ สู้เรามาสร้างงานหาเทคนิคที่ยั่งยืนจะดีกว่า อย่างสุภาษิตง่ายๆถ้าอยากจะให้เขากินปลา เอาปลาไปแจกก็กินได้ แต่ก็หมดไป แต่ถ้าสอนให้เขาจับปลาเขาจะมีปลากินไปชั่วชีวิต

ในงบแสนล้านนั้น ผมจะขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการด้วย ขึ้นเงินเดือนร้อยละ 3 ขึ้นโบนัสร้อยละ3 เป็นร้อยละ 6 ซึ่งที่พูดผมไม่ตัดโอกาสข้าราชการที่รับเงิน 2,000 บาทแต่คนที่ได้รับโอกาสนี้มีน้อย ข้าราชการไม่ต้องห่วงถ้าผมอยู่ท่านจะได้กิน 6 เปอรเซ็นต์และกินไปเรื่อยๆมากกว่า 2,000

มีคนอีกประมาณ 25 ล้านคนในภาคนอกประกันสังคม รวมทั้งคนที่ตกงานเพิ่มอีกปีนี้1.2 ล้านคนพวกนี้เขาไม่ได้อะไรเลยนะ รวมถึงภาคเกษตรกรรม คนเหล่านี้ต้องมีมาตราการอื่นรองรับนะ

มาตราการด้านเศรษฐกิจเราต้องส่งเสริมการท่องเที่ยว และการส่งออก เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว สมัยนายวีระศักดิ์ (โควสุรัตน์) เป็นรัฐมนตรี เก่ง แต่อยู่ๆดีก็ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ


@มีคนถามนายกรัฐมนตรีในสภา ว่าปิดทำเนียบ ปิดสนามบินผิดไหม นายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ทราบ

ถ้าเป็นผม ผมบอกว่าผิด ทำเนียบเป็นสถานที่ราชการ กฎหมายอาญาบอกว่าถ้าบุกรุกสถานที่ราชการเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า ปิดสนามบินก็ถือเป็นการก่อการร้าย

สนามบินถูกปิดไปเสียหายสนามบินไม่ได้ใช้คนๆไม่ได้ขึ้นไม่ได้ลง และส่งผลต่อการท่องเที่ยวที่คนไม่เชื่อมั่นในประเทศ กินเวลาหลายปี การท่องเที่ยวที่ถูกยกเลิกไปจนถึงปัจจุบันนี้ พื้นที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน หาดแม่รำพึง ภูเก็ต ตอนนี้ไม่มีนักท่องเที่ยว เป็นเรื่องที่ร้ายแรง เศรษฐกิจเราพัง พอเราเป็นอย่างนี้ปุ๊บเอาเลยอินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ตีปี๊บกันใหญ่ว่ามาเลยสนามบินไม่ปิด ขอฝากรัฐบาลว่าท่านต้องฟื้นตรงนี้ให้เร็ว การส่งออกจะได้กลับมา การท่องเที่ยวจะได้ดีขึ้น รากหญ้าจะได้มีงานทำ


@ถ้ายังเป็นรัฐบาลมีแผนจะกู้เงินจากต่างประเทศหรือไม่


การกู้เงินเป็นเรื่องปกติของหลายๆประเทศ รวมถึงรัฐบาลของผมในขณะนั้นด้วย ตอนนั้นเรามองกันว่าถ้าเรากู้เต็มเพดานเราสามารถกู้ได้1.5 แสนล้าน โดยจะนำมาสร้างงานภายในประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติเขาจะไม่ได้เสียความรู้สึกกับเรา และจะทำให้ไม่เสียวินัยการเงินการคลัง จะทำอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญปี2550 มาตรา 190 ป็นอุปสรรคอย่างมากมาย เชื่อหรือไม่ ผมมีเรื่องเจรจาเซ็นต์สัญญากับต่างประเทศประมาณ 100 กว่าเรื่องส่งไปอยู่ในสภา ถ้ามีเรื่องกู้เงินก็ต้องไปเรียงลำดับ เพราะเข้ามาตรา190 ก่อหนี้ผูกผัน กระทบต่อเศรษฐกิจ จึงเป็นกฎหมายเจ้าปัญหา ตอนนั้นผมจะแก้แต่หาว่าแก้เพื่อตัวเอง จนแก้ไม่ได้ ถ้าผมแก้รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำงานได้สบายเลย

สำหรับการเพิ่มภาษีน้ำมันแล้วรัฐบาลจะได้เงินมาเพิ่มงบประมาณ อาจจะเอามาจ่ายเงินเดือนราชการ หรือเอามาใช้ในโครงการ2,000 บาทก็ว่ากันไป แต่ของก็จะขึ้นราคาค่อยขยับตัวขึ้น เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของทุกสิ่งในเมืองไทย ชาวบ้านชั้นรากหญ้าจะลำบาก เห็นว่าอันนี้ไม่ค่อยเป็นธรรมสักเท่าไหร่ ก็ฝากเอาไว้เพราะสมัยที่ผมเป็นนายกฯท่านก็ฝากผมใว้เยอะ โดยเฉพาะเรื่องยุบสภา


@ถูกเรียกร้องให้ยุบสภาให้ลาออกแต่สุดท้ายยืนยันจะทำหน้าที่ต่อไปมีอะไรจะเล่าให้ฟัง

เรื่องนี้เป็นซีรีย์เรื่องยาว แม้ผมเพิ่งเข้ามาในการเมืองใหม่ๆ แต่เข้าใจเรื่องระบบประชาธิปไตยตั้งแต่ชั้นประถม ผมเคยพูดว่าไม่ได้มุ่งปราถนาว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ แต่เมื่อเป็นแล้วต้องอยู่ในครรลองอยู่ในหลักประชาธิปไตย ฉะนั้นผมคิดว่ารัฐบาลเมื่อทำงานแล้วต้องรับผิดชอบกับประชาชน และดำรงหลักของความเป็นประชาธิปไตยให้มั่น เด็กที่เกิดมารุ่นหลังจะได้รู้ว่าหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร ต่อไปเด็กเหล่านั้นขึ้นมาเป็นส.ส. ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ จะได้ อ๋อ! รัฐบาลที่ยึดหลักประชาธิปไตยทำอย่างนี้ เขาจะไม่ได้ทำความวุ่นวาย เอาใครมาบังคับ หรือเอาอะไรมาจี้ แต่ต้องฟังเสียงประชาชน


@คนที่ออกมาเรียกร้องให้ลาออกเป็นคนแรกๆคือผู้บัญชาการหทารบก ท่านมีความรู้สึกอย่างไร

ต้องให้ความเป็นธรรมกับผบ.ทบ.ด้วย ไม่ได้มีท่านเรียกร้องคนเดียว มีหลายคนในพรรครัฐบาลปัจจุบันให้ลาออก ผู้ที่ชุมนุมที่ทำเนียบก็บอกให้ออกไป รัฐบาลชั่ว รัฐบาลโจร ซึ่งผมก็บอกกับลูกผมว่าพ่อไม่ใช่โจรนะลูก ไม่ต้องเสียใจนะ พ่อทำงานปกตินะ ส่วนที่ทางกองทัพมาพูดผมก็มองว่าเป็นส่วนหนึ่งในฐานะที่ท่านเป็นประชาชนก็แล้วกัน แต่ผมจะลาออกทำไมในเมื่อผมยึดหลักประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง ผมคิดว่าผมผิดกฎเกณฑ์กติกาอะไรหรือไม่ ก็ไม่ใช้ การที่ลาออกทำไมต้องลาออก ผมขึ้นเป็นรัฐบาลมีส.ส.เสียงส่วนใหญ่ในสภา แปลว่าพี่น้องประชาชนไว้วางใจพรรคพลังประชาชนให้เป็นกำลังสำคัญในการที่เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมรับผิดชอบต่อประชาชน 60 กว่าล้านคน

ตอนนั้นไปต่างจังหวัดประชาชนก็บอกท่านนายกฯสู้ๆนะ อย่าลาออกนะพวกเรามีความหวังกับท่านนะ ผมจึงคิดว่าการลาออกของผมไม่ชอบ ไม่ควรทำจะทำให้เสียหลักการประชาธิปไตย บางคนบอกว่าระวังนะไม่ลาออกระวังทหารจะปฎิวัติ ผมบอกว่าผมห้ามปฏิวัติไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าใครจะปฎิวัติ ผมเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ทหารก็บอกว่าไม่ปฎิวัติ แม้ตัวจะตายแต่ต้องธำรงค์ไว้ถึงหลักประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของชาตินั่นคือความคิดของผมขณะนั้น


@มีคนสงสัยกันเยอะว่าหลังจากวันที่ผู้นำเหล่าทัพไปออกโทรทัศน์ให้ท่านลาออกหลังจากวันนั้นความสัมพันธ์กับกองทัพเป็นอย่างไรบ้าง


ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกท่าน ไม่มีความรู้สึกเป็นเรื่องส่วนตัวว่าท่านสนับสนุนผมหรือไม่ ผบ.เหล่าทัพทุกคนผมมีความรู้สึกที่ดีเสมอมาจนกระทั่งบัดนี้ ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ท่านจะคิดอย่างไรผมไม่ทราบ ตอนที่ท่านไปออกทีวี ผมคิดในใจว่าท่านคงไม่ตั้งใจไปเรียกร้องให้ผมลาออกหรอก ท่านคงอาจจะแสดงความเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ท่านอาจลืมไปว่าตอนนั้นอยู่ในราชการ


@ปฎิเสธไม่ได้ว่าช่วงท้ายของรัฐบาลมีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินการกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะการปลดผบ.ทบ.วินาทีนั้นคิดอย่างไร


ผมคิดว่าบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ ผบ.ทบ.กับผม ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเรื่องที่ดี ยอมรับว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษ ในยามนั้นผมก็หารือกับทุกฝ่ายรวมทั้งกองทัพตลอดเวลา ตอนนั้นเป็นเรื่องที่น่าร่วมหัวร่วมความคิดกันมากกว่าที่จะเพิ่มปัญหามากขึ้น ผมพยายามที่จะหาแนวทาง จริงๆผมไม่เคยมีแนวคิดปลดผบ.ทบ. แต่เข้าใจว่าท่านเองคงมีปัญหากดดันจากหลายๆฝ่าย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นนายกฯที่กลัวทหาร หรือต้องเอาใจทหาร แต่ผมอยากเป็นมิตรที่ดีเป็นเพื่อนเป็นพี่กับทหาร

รัฐบาลเรียกคืนเงินทหาร พท.แฉแหลก

ที่มา เดลินิวส์

เข้าขั้นถังแตก ทบ.ปัดงบลับ

กองทัพ-ประชาธิปัตย์หวั่นเสียศูนย์ ปฏิเสธจับมือใช้งบฯทำลายล้างระบอบ “ทักษิณ” โฆษก ทบ.อ้างเป็นโครงการฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยอมรับทุ่มเงินลงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ด้านโฆษก ปชป.เชื่อ ส.ส.เพื่อไทยไปหา “แม้ว” เพื่อขอคำชี้แนะคนที่จะมาเป็นหัวหน้าใหม่ ส่วนอดีต คมช.มั่นใจ “แม้ว” ดิ้นสุดฤทธิ์เพราะไม่อยากติดคุก แย้มอยากเคลียร์ต้องมาเข้ากรงก่อน ฝ่าย “ชัยสิทธิ์” สวนกลับติดคุกก็เข้าทางแผนสังหาร ด่า “เทพเทือก” ทุเรศคิดได้ไง “แม้ว” อยากเป็นประธานาธิบดี ขณะที่ “เพื่อไทย” แขวะ “ประชาธิปัตย์” ปากดีแต่ไม่มีกึ๋น ลอกนโยบายไปทั้งดุ้นแต่ทำไม่เป็น พร้อมปูดกระเป๋าเริ่มฉีก หาเงินไม่ได้ต้องรีดเงินทหารด้วยการเรียกคืนเงินประจำตำแหน่ง

ทหารยันไม่มีงบลับล้ม“ทักษิณ”

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสุงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงอ้างเอกสารการประชุมฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพบก โดยระบุว่ามีการใช้งบลับ 2,000 ล้านบาท เพื่อล้มล้างระบอบทักษิณว่า กองทัพไม่มีงบลับที่จะนำมาดำเนินการตามที่มีการกล่าวอ้าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ทางการเมืองอาจจะมีผลกระทบต่อความ สงบเรียบร้อยในสังคมไทย พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า ไม่เป็นห่วงเรื่องนี้ ทุกคนทำงานตามหน้าที่ สังคมเองก็ทราบสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นดีอยู่แล้ว เชื่อว่าสังคมมีความต้องการที่จะให้ประเทศ เดินหน้าต่อไป การออกมาพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่มีเรื่องอะไรใหม่

เชื่อ ตร.รับมือเสื้อแดงไหว

เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึง พ.ต.ท. ทักษิณ หรือไม่ โดยเฉพาะการยุติการเคลื่อนไหวเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย พล.อ.ทรงกิตติ ระบุว่า ทุกคนทราบว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อส่วนรวม รวมถึงตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ด้วย ตนไม่มีความรู้สูงที่จะไปให้คำแนะนำกับผู้ที่มีความรู้มากมายได้

ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมนัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 14 ก.พ. เพื่อทวงคำตอบจากรัฐบาล 3 ข้อนั้น ผบ.ทหารสูงสุดกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจ การชุมนุมสามารถทำได้หากแสดงออกตามวิถีแห่งประชาธิปไตย และอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย แต่ถ้านอกขอบเขตไปก็ไม่งาม

แจงแค่โครงการสู้วิกฤติ

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกอง ทัพบก กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิระบุว่า รัฐบาลร่วมมือกับกองทัพ ใช้งบลับจำนวน 2 พัน ล้านบาท ทำโครงการย่อยสลายมวลชนเสื้อแดง ทั่วประเทศว่า กองทัพไม่มีโครงการอย่างที่ฝ่ายค้านว่า แต่โครงการที่กองทัพบกกำลังทำใน ขณะนี้คือ “โครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ได้เป็นเรื่องลับหรือปกปิด เพียงแต่ว่ามันถูกโยงเข้ามาเป็นประเด็นทางการเมือง

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจ กองทัพจึงได้นำเอาศักยภาพมาช่วยเสริมงานในภาคพลเรือน เพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน วิธีการคือสร้างความเข้าใจกับประชาชนทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ให้เข้าใจเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ฝ่าวิกฤติเรื่องปากท้องไปได้ โดยจะมีการลงพื้นที่ประมาณช่วงระหว่างกลางเดือน ก.พ. ไปถึงเดือน ส.ค.

ยอมรับทำทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า งบฯโครงการดังกล่าวเป็นงบลับจำนวน 2 พันล้านบาท อย่างที่ฝ่ายค้านระบุหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่แน่ใจแต่ไม่ใช่จำนวน 2 พันล้านบาท อย่างที่ระบุแน่นอน งบฯที่เราไปทำเราคิดเฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพลที่จะลงไปปฏิบัติงานในหมู่บ้านเท่านั้น และเราไม่ได้เลือกทำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแต่ทำทุกพื้นที่

เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เจาะจงไปยังมวลชนเสื้อแดงใช่หรือไม่ พ.อ.สรร เสริญ กล่าวว่า เราทำทั่วทุกพื้นที่กับประชาชนทุกส่วน ผู้สื่อข่าวถามว่า กองทัพวิเคราะห์หรือไม่ว่าเหตุใดข้อมูลลับและเอกสารสำคัญของกองทัพ จึงหลุดออกมาสู่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า เรื่องเอกสารความจริงไม่ใช่เรื่องลับ การใช้กำลังของหน่วยทหาร แม้กระทั่งฝึกศึกษาก็ตีตราลับตลอดตามระเบียบงานปกติ แต่ถ้าไปดูในเนื้อหามันไม่มีอะไร

ปชป.โต้ใช้งบลับทำลาย พท.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรค แถลงตอบโต้กรณีที่นายณัฐวุฒิระบุว่าพรรคจับมือกับกองทัพใช้งบลับ 2,000 ล้านบาท เพื่อทำลายพรรคเพื่อไทยว่า คำพูดดังกล่าวถือเป็นการจงใจใส่ร้าย ขอยืนยันว่าพรรคไม่เคยและไม่มีวันใช้วิธีการเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยพาดพิงสถาบันสูงสุดของชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

“ถ้าคิดว่าการดำเนินงานเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบัน เป็นการกำจัดฝ่ายตรงข้ามของพรรคประชาธิปัตย์ อยากบอกว่าใครก็ตามที่ดึงสถาบันเข้ามา เพื่อหวังให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองถือเป็นศัตรูของคนไทยทั้งประเทศ”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

เชื่อไปหา“แม้ว”เพื่อหานายใหม่

นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มี ส.ส. พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่เกาะฮ่องกงว่า การเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณอาจต้องการหารือเกี่ยวกับการตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ เพราะตำแหน่งนี้สำคัญเนื่องจากต้องได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่สำคัญเพื่อหวังไปถึงการเป็นนายกฯจึงต้องไปขอความเห็นชอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า บุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องมาขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ 9 ทัพ ที่มีเนื้อหาให้มวลชนมาต่อสู้นอกสภา พรรคห่วงใยในประเด็นนี้ว่าจะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท. ทักษิณ มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านการโฟนอิน แต่ต้องคำนึงถึงหลักกฎหมาย ด้วยการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน ซึ่งพรรคขอยืนยันว่าจะให้ความรับรองเรื่องความปลอดภัย

สกัด“เหลิม”ชี้คนสนิทรุกป่า

ส่วนข่าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุม คนสนิท อดีตเลขาฯ ร.ต.อ.เฉลิม สมัยที่เป็น รมว.มหาด ไทย ในข้อหาบุกรุกที่ป่าสงวนอุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา จ.กำแพงเพชร จึงขอถามไปถึง ร.ต.อ. เฉลิมว่า ให้คนของตัวเองดำเนินการผิดกฎหมายในระหว่างที่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหวังสกัด ร.ต.อ.เฉลิม ที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่พรรคมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ ก่อนที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเข้ามาอาสาทำงานทางการเมือง การเปิดเผยเรื่องนี้ถือเป็นข้อเท็จจริง ที่ต้องทำตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงต้องสืบค้นว่า ร.ต.อ. เฉลิม มีส่วนรับทราบเกี่ยวกับการกระทำของบุคคลใกล้ชิดหรือไม่ ไม่ใช่การดิสเครดิตอย่าง ที่สงสัย

ยันมีหลักฐานชัดห้ามเข้า ปท.

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยท้าให้เปิดเผยข้อมูลบัญชีดำการห้ามเข้าประเทศต่าง ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ตนตรวจสอบแล้วพบว่าญี่ปุ่นขึ้นบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ ส่วนประเทศจีนอนุญาตให้เข้าประเทศในฐานะนักท่องเที่ยวเท่านั้น ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละประเทศจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ได้ ตนยืนยันว่ามีเอกสารหลักฐาน ที่ชัดเจน

โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิ ปัตย์กล่าวต่อว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหวกดดันสถานทูตประเทศต่าง ๆ เพื่อให้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ รวมทั้งการชักชวนประชาชนไม่ให้ซื้อสินค้าจากบางประเทศ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้จะสร้างความเสื่อมเสีย ถ้าต้องการทราบอย่างเป็นทางการขอแนะนำว่าให้ตั้งกระทู้ถามในสภา

ชี้คำถามผิดมารยาทการทูต

“พรรคเพื่อไทยต้องคำนึงถึงมารยาทและเอกสิทธิ์ในอธิปไตยของประเทศนั้น ๆ ในทางการทูต การตอบคำถามไม่มีประเทศไหนที่เขาระบุชัดเมื่อถูกถามในเรื่องเหล่านี้ ภาษาทางการทูตเขาจะบอกว่า ไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธด้วย แต่ความเป็นจริงแล้วเมื่อมีข่าวอย่างนี้จะเป็นจริงทุกเรื่อง เช่น กรณีประเทศอังกฤษเพิกถอนวีซ่าทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” นายเทพไทกล่าว

นายเทพไทกล่าวด้วยว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยง การดำเนินการควรคำนึงถึงประเทศมากกว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ตอนนี้การเคลื่อนไหวเลยเถิดขอบเขตของการเมืองในประเทศ จึงควรจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

อัด ปชป.ดีแต่ปากไม่มีกึ๋น

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลว่า รัฐบาลนี้มีลักษณะปากดีแต่ไม่มีกึ๋น และอยู่ในยุคที่โฆษกคนใกล้ชิดและทหารครองเมือง เพราะมีทั้งโฆษกส่วนตัว โฆษกพรรค โฆษกรัฐบาล ที่ออกมาพูดเรื่องเก่า ๆ กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็ตกกระป๋อง แม้แต่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยยังออกมาตำหนิเรื่องงบประมาณ

“นายกฯไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเรียกความเชื่อมั่นถึงประเทศญี่ปุ่นก็ได้ หากจะเรียกความเชื่อมั่นก็ควรเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาลความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเอง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

เรียกคืนเงินประจำตำแหน่ง

ส่วนการเตรียมนำงบลับมาสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงนั้น โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า คาดว่างบฯดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในเดือน ก.พ.นี้ และถ้าผ่านการพิจารณารับรองว่าเจอดีกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน เพราะจะเจอทั้งกระทู้ถามและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากนี้ตนมีข้อมูลว่านายทหารระดับสูงเริ่มออกมาโวยวาย เพราะรัฐบาลและกองทัพจะเรียกคืนเงินประจำตำแหน่ง ทำให้เห็นว่ารัฐบาลถังแตกใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ลอกนโยบาย มาก็ใช้ไม่เป็น

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ในวันที่ 10 ก.พ. พรรคจะมีการประชุม ส.ส. เพื่อพิจารณาบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และจะหารือเรื่องกฎหมายด้วยว่าผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นคนละคนกับหัวหน้าพรรคได้หรือไม่

เลื่อนเดินทางไปหา“นายใหญ่”

เมื่อถามถึง ส.ส. ที่จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกง โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวยืนยันว่า ไม่มี ส.ส. คนไหนที่จะเดินทาง ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่ทราบว่าท่านอยู่ ที่ไหน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกว่าใช้วิธีโทรศัพท์คุยกันดีกว่า

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทร ปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ส.ส.ที่จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องยกเลิกกะทันหัน เพราะไม่ทราบที่อยู่ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ชัดเจน หลังจากนี้จะประสานกัน ใหม่อาจเป็นสัปดาห์หน้า ต้องยอมรับว่าเรื่อง การลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอยู่ ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยก็ต้องดูด้วย ใครที่คิดจะทำเรื่องนี้ก็พอรู้กัน อยากเป็นใหญ่เกินตัวและกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู่ตำแหน่งอีกครั้งเลยอิจฉา

พท.7-10 คนเตรียมย้ายพรรค

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข่าว ส.ส. ของพรรคบางส่วนจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยว่า มั่นใจว่า ส.ส. พรรคจะไม่ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น ส่วนตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมีแคนดิเนต 3 คน คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสง สุวรรณ์ ส.ส. สัดส่วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช. คมนาคม แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่จะย้ายมาซบพรรคภูมิใจไทยว่า เท่าที่ตนทราบไม่ได้มีเฉพาะแค่ที่ จ.เพชรบูรณ์ แต่จะมีในส่วนของ ส.ส.ภาคกลางด้วย ซึ่งจะมีคนทยอยไหลเข้ามาอีกเรื่อย ๆ เบื้องต้นเท่าที่ทราบมีประมาณ 7-10 คน ที่รอจังหวะอยู่ หากมีการยุบสภาก็คงจะมาอยู่พรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

แนะ“แม้ว”หาคนมีบารมีมาช่วย

วันเดียวกัน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ลับ ลวง พราง” ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้คนตระกูลชินวัตรมาต่อสู้ทางการเมืองว่า ที่ผ่านมาตนเปิดตัวไปแล้วแต่ยังไม่มีสัญญาณอะไรส่งมา เขาคงจะเอาญาติพี่น้องที่ใกล้ชิด เพราะตนไม่ใช่ครอบครัวเดียวกับเขา หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะต่อสู้ทางการเมืองจะต้องมีหัว และต้องเป็นผู้ที่มีบารมีพอ สมควรมาช่วย

“ที่สำคัญคนดี ๆ ถูกเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 111 หมดแล้ว ทำให้ขณะนี้ไม่มีใคร จึงเป็นเรื่องที่เหนื่อยเพราะไม่มีหัวและผู้ที่มีบารมีพอประคองได้” พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าว เมื่อถามว่า ได้มีการพุดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ บ้างหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ตนโทรฯไปบอกเขาว่า ถ้าขืนปล่อยไปอย่างนี้ก็พัง การที่เขาโดนใส่ร้าย อย่างนี้กระเทือนทั้งตระกูล

เชื่อแผนลอบสังหารยังมีอยู่

ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการกลับมาเป็นประธานาธิบดีนั้น พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ทุเรศมาก คนไทยทุกคนจงรักภักดีทั้งนั้น ไม่มีคนที่เล่นการเมืองคนไหนไม่จงรักภักดี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นตายอย่างเดียว เป็น การยัดข้อหาส่งเดช หากเจอเข้ากับตัวเองบ้างเขาจะรู้

“จะให้เขาไม่สู้ได้อย่างไร เพราะเขาต้องสู้เพื่อความถูกต้องในฐานะคนไทย การต่อสู้ต้องอิสระเสรีไม่มีการถูกบีบคั้น ไม่มีการลอบฆ่าหรือวิธีการสกปรกอย่างอื่น ถ้าเขายอมติดคุกคงจะกลับมาแล้ว แต่หากกลับเข้ามาจะให้ความยุติธรรมกับเขาหรือไม่ เพราะในคุกจะทำอะไรเขาก็ได้ และจะทำได้ง่ายเพราะเขาต้องการทำลาย อย่างเดียว” พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าว

“สมเจตน์”โต้ลอบฆ่าคิดไปเอง

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. กล่าวในรายการเดียวกันว่า ตนสงสาร พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้เขาตกอยู่ในบ่วงของกรรมต้องชดใช้กรรม หมดกรรมเมื่อไรการต่อสู้ของเขาก็จะหยุด และเขาจะมีความสุข ส่วนข่าวลอบสังหารนั้น เขาคิดเอง คงไม่มีใครไปลอบสังหาร เพราะเขามีเงินมหาศาล สามารถจ้าง รปภ.ได้จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เขาพยายามพูดให้กำลังใจคนอื่นว่า เขายังสู้เพื่อรักษากลุ่มเอาไว้ไม่ให้แตก แต่ไม่ต้องดูอื่นไกล ขนาดภรรยาเขายังไม่ไว้วางใจแล้วคนอื่นจะไว้วางใจเขาหรือ

เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาบัญชาการในประเทศที่อยู่ใกล้กับประเทศไทย พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เขาคงพยายาม สร้างขวัญกำลังใจให้พรรค ส.ส. เป็นตัวแทนของปวงชน การจะเดินทางไปหาบุคคลที่หนีคดีอาญาน่าจะขัดต่อจริยธรรม จึงอยากฝากให้รอบ คอบว่าเหมาะสมหรือไม่

ลั่นติดคุกก่อนแล้วค่อยเคลียร์

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า คมช. จะสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไร พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเข้ามาติดคุกก่อนถึงจะคุยกัน หากอยากจะพ้นคดีต้องเข้ามาต่อสู้ทางศาล แต่คิดว่าเขาคงไม่ยอมติดคุก ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายต่อรองไม่ได้ ถ้าท่านอยากกลับประเทศควรสงบนิ่งไปสักพัก ปล่อยให้ประเทศ ชาติแก้ปัญหาอย่าป่วนให้เกิดความวุ่นวาย สร้างความแตกแยกในประเทศ ถ้าเป็นลักษณะนี้ วันหนึ่งท่านจะกลับประเทศได้

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ พล.อ.สมเจตน์กล่าวว่า “ทหารกับพรรคประชาธิปัตย์ทำงานกันได้อย่างดี อย่างไรก็ตามการเมืองต้องมีความเข้าใจและต้องรักษาระยะห่างระหว่างทหารกับการ เมือง ทหารคือกลไกของรัฐแต่ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐที่จะไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตราบใดที่รัฐบาลให้เกียรติทหาร สถานภาพระหว่างการเมืองกับการทหารก็จะอยู่ในช่องที่เหมาะสม” พล.อ.สมเจตน์กล่าว

ยันกระบวนการไทยยุติธรรม

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิ สภา กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ถือเป็นสิทธิที่จะเคลื่อนไหว แต่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง ขณะนี้ประชาชนก็แยกออกเป็น 2 กลุ่มอยู่แล้ว เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มักพูดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จากระบวนการยุติธรรม นายประสพสุขกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยถือว่ามีความยุติธรรม เห็นได้ จากประเทศอังกฤษที่ยังเชื่อในกระบวนการ ยุติธรรมของไทย ส่วนกฎหมายนิรโทษกรรมตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาและไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะออก

นายประสพสุขยังกล่าวถึง กกต.มีมติให้นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี สิ้นสุดสมาชิกภาพ เพราะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกิน 5 ปีว่า เพื่อความชัดเจนในสัปดาห์หน้าตนจะทำหนังสือสอบถามไปยังกกต. ว่าจะให้วุฒิสภาดำเนินการอย่างไร.

ดักคอรัฐบาลกู้เงินตปท. เข้าม.190 ต้องผ่านสภา

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (8 ..) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ความจริงวันนี้สีแดง" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวี ถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมกู้เงินจากต่างประเทศ ว่าเป็นเรื่องของการลงนามระหว่างประเทศ ซึ่งจะเข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ดังนั้นเรื่องที่รัฐบาลไปกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น 6.3 หมื่นล้านบาท จึงต้องนำเรื่องเข้าสู่สภาฯ ให้มีการหารือ หากผ่านสภาฯ แล้วต้องมีการเปิดสัญญาเพื่อให้ประชาชนรับรู้

"แต่รัฐบาลนี้อาจจะไม่ได้ใช้เงินกู้จำนวนนี้ เพราะการเมืองขณะนี้มาเร็ว ไปเร็ว ต้องยอมรับ" นายสมชาย กล่าว

อดีตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่แจกเงินจำนวน 2,000 บาท ให้กับประชาชนว่า ต้องยอมรับว่ารัฐบาลจ่ายเงินจำนวนนี้ ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุมโดยเฉพาะคนตกงานที่ไม่มีประกันตนอีก 1.5 แสนล้านคน รวมถึงชาวไร่ ชาวนาและเกษตรกร จึงต้องมีมาตรการเข้ามาช่วยพยุงคนเหล่านี้ โดยเฉพาะ 6 มาตรการที่มาช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย

ส่วนกรณีที่รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น นายสมชาย กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วย ประชาชนกำลังรู้สึกดีกับการใช้น้ำมันราคาถูก แต่เพียงเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพทางการเงิน จึงยุติมาตรการดังกล่าว ทำให้กลไกเรื่องการขนส่งเกิดผลกระทบทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เอง ดังนั้นอยากฝากให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องดังกล่าวใหม่

เจ้าของม็อบมีเส้นอำมหิตเลือดเย็น ปลดโซ่อันธพาลการเมืองยั่วยุก่อเหตุนองเลือดอุดร

ที่มา Thai E-News



มันมาแล้ว-นักรบศรีวิชัย การ์ดหน้าโจรพธม.ที่ถูกจับตอนบุกยึดโทรทัศน์NBTได้ประกันออกจากคุกหมดทุกคน นายสนธิลิ้มได้เรียกระดมพลเป็นกองกำลังบุกยึดอุดรฯเป็นเมืองขึ้นให้ได้ในวันที่14ก.พ.นี้ โดยที่เจ้าของม็อบมีเส้นนั่งรอดูคนในชาติฆ่ากันแตกแยกเป็นเสี่ยงอย่างอำมหิตเลือดเย็น ส่วนผู้ว่าฯทำได้แค่กราบวิงวอน ให้เลิกมายั่วยุก็จะเลี่ยงเหตุนองเลือดได้

โดย ไทยอีนิวส์
8 กุมภาพันธ์ 2552

ผู้ว่าอุดรฯหนักใจม็อบชั่วพันธมิตรระดมนักรบศรีวิชัย-การ์ดหน้าโจรบุกตีอุดรเป็นเมืองขึ้น ชี้ชัดหากพันธมิตรไม่รนหาที่ยกพวกมายั่งยุก็จะไม่มีเรื่อง วอนกลุ่มคนเสื้อเหลืองเลื่อนจัดงาน แต่ม็อบมีเส้นหยันเพราะทำชั่วขนาดยึดสนามบิน-ทำเนียบโดยไม่ถูกดำเนินคดีก็ยังลุยมาแล้ว แค่บุกก่อเหตุหยามเสื้อแดงอุดรถือว่าเด็กๆ หากกองกำลังถูกตีแพ้ก็แค่ออกข่าวด่าเสื้อแดงถ่อยทำร้ายพธม.ผู้บริสุทธิ์ หากเสื้อแดงไม่ออกมาก็จะเหยียดหยามว่าใจป๊อด สรุปแล้วการรนหาที่ไปรุกรานเที่ยวนี้มีแต่ได้ เจ้าของม็อบได้เห็นประเทศแตกเป็นเสี่ยงแน่คราวนี้

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้จัดประชุมซักซ้อมนักรบศรีวิชัย และการ์ดฮาร์ดคอร์ ที่บ้านพระอาทิตย์ มีการส่งโทรสาร โทรศัพท์ จดหมายเรียก ให้เหล่านักรบมารายงานตัว การเตรียมการยกกำลังไปตีอุดรให้เป็นเมืองขึ้นของพันธมิตรให้ได้ เพื่อหยามว่าสามารถไปทุกจังหวัดในประเทศ โดยหากกองกำลังของนายสนธิสู้ไม่ไหวถูกทำร้ายก็จะออกข่าวว่าเสื้อแดงถ่อยทำร้ายพธม.ผู้รักสงบ แต่หากกลุ่มเสื้อแดงไม่ออกมาทำร้ายก็จะออกข่าวว่า พวกเสื้อแดงใจไม่ถึง และประกาศปักธงยึดอุดรไว้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมยั่วยุอย่างไม่เห็นบ้านเมืองมีขื่อแป ก็เพราะว่าไม่มีการจัดการดำเนินคดีใดๆกับพันธมิตรเลยในช่วงที่ผ่านมา แม้มีพฤติการณ์ทั้งยึดเอ็นบีที ทำเนียบรัฐบาล และสนามบินมาแล้วก็ตาม ทำให้อันธพาลการเมืองกลุ่มนี้ได้ใจที่จะก่อเหตุนองเลือด เพราะมีเส้นใหญ่หนุนหลัง

นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัยกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเดินทางไปทำกิจกรรมที่ จ.อุดรธานีในวันที่ 14 ก.พ.นี้ว่า ได้มีการประชุมในเบื้องต้น พยามที่จะให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้าใจกัน ตนเป็นห่วงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยได้ขอให้พันธมิตรฯ หลีกเลี่ยงที่จะจัดงาน หรือชะลอเอาไว้ก่อนได้หรือไม่ ในขณะที่กลุ่มเสื้อแดงก็ได้มายื่นหนังสือผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีได้พูดจากับพันธมิตรฯ

นายอำนาจเผยว่า ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างก็มีมวลชน มันยากต่อการดูแลที่ผ่านมาหลังจากที่ได้เชิญทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ คุยกันในเบื้องต้นแล้วนั้น ส่วนราชการต่างๆ ฝ่ายความมั่นคง ก็ได้มีการประชุมกันเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งทางตำรวจได้มีการซ้อมแผนรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

“ขณะนี้เราได้มีการติดตามสถานการณ์ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างใกล้ชิด เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีการรณรงค์ให้สมาชิกของตนมาร่วมงานกัน ซึ่งทางจังหวัดจะมีการประชุมสรุปกันอีกครั้งในวันที่ 10-11 ก.พ.นี้ ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนซักซ้อม จำลองสถานการณ์ เพื่อดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ให้เกิดความรอบคอบ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีบทเรียนมาแล้ว เราจะมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ ต่อไป ตัวอย่างเช่น หากแกนนำเดินทางมาทางสนามบิน ถ้าเกิดมีการปิดล้อมขึ้นมาจะทำอย่างไร หรือ เหมือนกรณีที่ จ.ร้อยเอ็ด ที่มีการยึดพื้นที่ได้ก่อน จะต้องทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้มีการพูดคุยกันกับฝ่ายความมั่นคง ประสานกำลังกับหน่วยตำรวจดูแลมวลชน ประมาณ 1,500 นาย พร้อมทั้งเตรียมเครื่องมือปราบจลาจล วางแผน ซ้อมแผน ประเมิน สถานการณ์กันตลอด” นายอำนาจ กล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดร กล่าวว่า อยากจะขอความร่วมมือกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ให้กระทำการท้าทาย ยั่วยุ เพื่อนำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรง บ้านเมืองของเราบอบช้ำมามากแล้ว ควรจะมีสติ ไม่คิดที่จะเอาชนะคะคานกัน พร้อมทั้งวิงวอนสื่อมวลชนให้ช่วยกันด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างก็ปลุกระดม เอามวลชนมาปลุกให้เกิดการต่อต้านกันมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่ามาตรการปราบปรามหากเกิดความรุนแรงขึ้น จะใช้วิธีการอย่างไร นายอำนาจ กล่าวว่า จะต้องนำบทเรียนจาก กทม.ไปใช้ด้วย ตามที่คณะกรรมการสิทธิ์ให้ข้อแนะนำ ในการสลายการชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ซึ่งขณะนี้ในส่วนของมวลชนเรายังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าจะสามารถคุมสถานการณ์ได้

“ในเบื้องแรกทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขอใช้ทุ่งศรีเมือง แต่พื้นที่บริเวณนั้นยากต่อการรักษาความปลอดภัย หากไปใช้ที่หนองประจักษ์ฯ ก็สามารถที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยได้ง่าย เพราะสามารถเข้าออกได้แค่สองประตู เราจะทำการบล๊อกถนน พร้อมกับประสานกับตำรวจ ให้ดูแลความปลอดภัยในเรื่องการตรวจเข้มอาวุธทุกชนิดเป็นพิเศษ รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจระเบิด

“นอกจากนี้ก่อนที่จะมีงาน 4-5 วัน ก็จะมีการตั้งด่านสกัดรอบเมือง เพราะทราบข่าวว่ามีการประกาศให้หน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เราจึงได้ปรึกษาหารือกับฝ่ายความมั่นคง ให้ตั้งด่านคุมเข้ม สกัดการนำอาวุธเข้ามาในพื้นที่ทุกชนิด รวมทั้ง จะนำกำลังมาอยู่ในพื้นที่หนองประจักษ์ สนามบินอุดรธานี และบริเวณจุดรอบเมือง โดยจะต้องประเมินเพิ่มในระดับหนึ่ง หากมวลชนเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีการเพิ่มกำลังเสริม จากจังหวัดใกล้เคียงทั้ง หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม หนองคาย ซึ่งผู้บัญชาการภาค 4 ก็จะลงมาดูแลวางแผนระบบอย่างใกล้ชิด” นายอำนาจ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการรายงานสถานการณ์ดังกล่าวต่อรัฐมนตรีแล้วหรือยัง นายอำนาจ กล่าวว่า ตนได้เข้าพบ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้ารายงานสถานการณ์ พร้อมกับทำหนังสือ คิดว่าหลังจากวันหยุดยาว นายบุญจง คงนำเรื่องดังกล่าวรายงานสถานการณ์ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายการเมืองก็สั่งมาให้ดูแลว่าจะเจรจากันอย่างไร ซึ่งคำสั่งจากส่วนกลางก็คือการกำชับให้ดูแลพื้นที่ให้ดีที่สุด

“ผมหนักใจ แต่ก็ยังมีเวลาทำความเข้าใจกันอยู่ ต้องมีสติกัน ไม่สร้างให้เกิดความวุ่นวายให้เกิดขึ้นอีกในประเทศของเรา ซึ่งมันเป็นสถานการณ์ล่อแหลม ที่จะเกิดขึ้นอีก” นายอำนาจ กล่าว

นายอำนาจ กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มเสื้อแดงนั้น นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้ยืนยันว่า เขาจะอยู่ที่สถานีวิทยุของเขา ถ้าไม่มีการยั่วยุ ท้าทาย สถานการณ์ก็น่าจะผ่านไปด้วยดี

ทั้งนี้ เวบผู้จัการ กระบอกเสียงพันธมิตรรายงานว่า การจัดงานของพันธมิตรฯ ในวันที่ 14 ก.พ. 52 นั้น เป็นงานในลักษณะคอนเสิร์ตการเมือง โดยใช้ชื่องานว่า “14 กุมภาพันธ์ให้รักเราท่วมท้นประเทศไทย : ร่วมสร้างการเมืองใหม่ที่อุดรธานี” มีการปราศรัยของแกนนำพันธมิตรฯ สลับกับการแสดงดนตรี เริ่มงานตั้งแต่ 16.00 น. ไปจนสว่าง โดยไม่ได้เคลื่อนย้ายมวลชนไปไหน

แต่ภายหลังจากพันธมิตรฯ ประกาศจัดงานดังกล่าว นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดรฯ ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศว่าจะระดมคนเสื้อแดง 2 แสนคนออกมาต่อต้านพันธมิตรฯ ไม่ให้จัดงานดังกล่าว แต่ถ้าหากยังไปจัดงาน ก็จะเกิดความรุนแรงเหมือนวันที่ 24 ก.ค.2551 ที่ กลุ่มของนายขวัญชัยทำร้ายพันธมิตรฯ อุดรธานีที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ จนมีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายราย ซึ่งขณะนี้ศาลจังหวัดอุดรธานีได้รับฟ้องคดีไว้แล้ว

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอำนาจ ในฐานะ ผู้ว่าฯ อุดรธานีได้เรียกประชุมแกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานีและนายขวัญชัย แทนที่นายอำนาจจะขอร้องไม่ให้นายขวัญชัยเข้าไปก่อกวนการจัดกิจกรรมของพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามปกติและไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายมวลชนไปที่ใด แต่นายอำนาจกลับขอร้องฝ่ายพันธมิตรฯ ให้เลื่อนการจัดงาน โดยอ้างว่าการจัดงานดังกล่าวจะทำให้เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามเมื่อนายเจริญ หมู่ขจรพันธุ์ แกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานียืนยันว่าไม่สามารถเลื่อนได้ เพราะได้มีการเตรียมงานไว้แล้ว นายอำนาจจึงรับปากว่าจะจัดกำลังตำรวจทหารมารักษาความปลอดภัยให้

นอกจากนี้ นายขวัญชัยยังได้กล่าวในที่ประชุมเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ว่า แม้ว่ากลุ่มคนรักอุดรจะรักประชาธิปไตยและรักความสงบแต่ตนไม่สามารถควบคุมสมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นการข่มขู่กลายๆ ว่าจะปล่อยให้สมาชิกคนรักอุดรฯ ใช้ความรุนแรงกับพันธมิตรฯ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีกลับไม่ได้ปรามนายขวัญชัยเรื่องนี้แต่อย่างใด ทั้งที่สามารถบอกให้นายขวัญชัยใช้เครือข่ายวิทยุชุมชนของกลุ่มคนรักอุดรทำความเข้าใจกับสมาชิกได้

กระบอกเสียงพันธมิตรแจ้งว่า การที่กลุ่มของนายขวัญชัยมีท่าทีข่มขู่การจัดงานพันธมิตรฯ ทำให้พันธมิตรฯ จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศประกาศจะเดินทางมาร่วมงานที่จังหวัดอุดรธานีจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ จากจังหวัดในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต จะเดินทางมาเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับงานครั้งนี้ด้วย

เซอร์ไพรซ์ .... ลุงแม้ว ปรากฏตัว ความจริงวันนี้

ที่มา thaifreenews

โดย : rungsira

.................................................
คลิ๊กภาพตามไปดูกับตา
ไม่อยากเอาภาพมาโพสท์ที่นี่ กลัวบางคนหัวใจวายตายเสียก่อน

ไฟนอก-ไฟใน ลามใส่รัฐบาล

ที่มา ข่าวสด

การเมืองอยู่ในช่วงผลัดกันรุกผลัดกันรับ

ระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย

ฝ่ายรัฐบาลนั้นแค่เดือนเดียว ก็เกิดอาการเครื่องสะดุดด้วยพิษปลากระป๋องเน่า

เป็นสาเหตุทำให้นายวิฑูรย์ นามบุตร แกนนำภาคอีสาน สายตรงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯและเลขาธิการพรรค

ต้องกระเด็นตกเก้าอี้รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่ารอยร้าวในพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยแบ่งเป็นกลุ่ม"ผลัดใบ"กับกลุ่ม"ทศวรรษใหม่"

เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นอีกครั้ง

ยังมีกรณีของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่เป็นปัญหาคาใจทั้งเรื่องที่ไปมอบเงินช่วยเหลือชาวบ้านแล้วแถมนามบัตรตัวเองไปด้วย

รวมถึงเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง กรณีใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งเมื่อตอนเลือกตั้งซ่อมต้นปี 2551

แต่เรื่องกลับถูกดองไว้ในแฟ้ม

ทั้งยังทำให้เรื่องแดงออกมาอีกว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะนายบุญจง

กกต.ยังมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ข้อหาทำผิดกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น แจกสิ่งของช่วยนายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายที่ลงสมัครเลือกตั้งนายกอบจ.สุราษฎร์ธานี เช่นกัน

ด้วยเรื่องฉาวโฉ่เหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลสำรวจของกรุงเทพโพล ในรอบ 1 เดือนของรัฐบาล จะพบว่าประชาชนให้คะแนนการทำงานของรัฐบาล

เพียง 5.42 จากคะแนนเต็ม 10

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีชื่อ นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ

ติดอันดับ"ท็อปไฟว์"

รัฐมนตรีที่สมควรถูกปรับออกจากตำแหน่ง



การชิงลาออกของนายวิฑูรย์ นามบุตร

ได้รับการคาดหมายจากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ว่าน่าจะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ช่วยให้รัฐบาลได้รับแรงเสียดทานจากสังคมน้อยลง

แต่เนื่องจากเป็นการแสดงสปิริตที่เชื่องช้าเกินไป

ประกอบกับในรัฐบาลเองก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เสมือนเป็นเชื้อไฟอย่างดี จึงทำให้เปลวไฟโหมลุกลามไปยังจุดต่างๆ อย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นนายกษิต นายบุญจง หรือแม้แต่นายสุเทพ ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ประเภท"สายล่อฟ้า"ด้วยกันทั้งสิ้น

จึงทำให้การลาออกของนายวิฑูรย์ แทบจะไม่มีผลช่วยให้สถานการณ์ของรัฐบาลกระเตื้องขึ้นแต่อย่างใด

ทั้งยังถูกครหาตามมาว่าเป็นการลาออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน บวกกับแรงบีบจากภายในพรรค

มากกว่าต้องการแสดงมาตรฐานการเมืองใหม่อย่างจริงจัง

นอกจากปัญหาผลงานไม่ค่อยเข้าตาประชาชนแล้ว

พรรคประชาธิปัตย์ยังเริ่มที่จะมีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาล

ด้วยต้นสายปลายเหตุมาจากเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีกว่า 1 แสนล้านบาท

ซึ่งไปกระจุกตัวอยู่ในกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ควบคุมดูแล

ขณะที่กระทรวงของพรรคร่วมรัฐบาลได้รับการจัดสรรงบค่อนข้างน้อยแทบไม่พอยาไส้

ความเหลื่อมล้ำในการแจกจ่ายงบประมาณดังกล่าวนี้เอง ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญทำให้องค์ประชุมสภาในซีกของรัฐบาลมีปัญหาหลายครั้ง

ประมาณว่าเป็นสัญญาณเตือนให้พรรคประชาธิปัตย์หันมาดูแลเอาใจใส่พรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น

อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเรียกร้องต่อพรรคประชาธิปัตย์

ให้ใจกว้างกับพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่านี้

พรรคฝ่ายค้านประกาศชัดเจนแล้ว ว่าจะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน

ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเร่งเคลียร์ปัญหาค้างคาใจเรื่องเงินๆ ทองๆ กับพรรคร่วมรัฐบาลให้เสร็จสิ้นก่อนที่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเริ่ม

ไม่เช่นนั้นชะตากรรมรัฐบาลมีปัญหาแน่



ช่วงที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กำลังประสบปัญหาขาพันกันเอง

ปรากฏว่าฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยกลับเริ่มที่จะตั้งหลักได้

เกมการขอนับองค์ประชุมสภา ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความปั่นป่วนให้กับฝ่ายรัฐบาลได้เป็นระยะ

ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวนอกสภาของ"ม็อบเสื้อแดง"ก็กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

สังเกตจากจำนวนผู้มาร่วมชุมนุมครั้งล่าสุด 3-4 หมื่นคน แดงพรึบไปทั้งท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะการโฟนอินสองครั้งหลังสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ขึงขังประกาศพร้อมจะหวนคืนสนามการเมือง

กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

สร้างความฮึกเหิมให้กับบรรดาสมาชิกพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายชาวเสื้อแดงจนล้นทะลัก

การวางตัวพี่น้องตระกูล"ชินวัตร"เข้ามาเป็นแม่ทัพประจำภาคต่างๆ เตรียมทำศึกเลือกตั้ง

นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ดูแลภาคเหนือ นายพายัพ ชินวัตร ดูแลภาคอีสาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดูแลภาคกลางกับกทม. และนางเยาวเรศ ชินวัตร ดูแลภาคใต้

เท่ากับเป็นการสื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเต็มเหนี่ยวทุกด้าน

ทั้งกำลังคนและเสบียงกรัง

เป็นจังหวะเดียวกับที่ม็อบเสื้อแดงเตรียมประกาศสงครามรบยืดเยื้อ

มีเป้าหมายแรกอยู่ที่การประชุมอาเซียนซัมมิตปลายเดือนนี้

ขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ฝากความหวังไว้ที่มาตรการ"ประชานิยม" ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินกว่าแสนล้าน

กระนั้นก็ตามกว่ากระบวนการดังกล่าวจะผลิดอกออกผลก็ต้องรอจนถึงเดือนเมษายน

แต่จากมรสุมทั้งภายในและภายนอกที่รุมเร้าตอนนี้

กว่าจะถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะสายเกินไปสำหรับรัฐบาลหรือไม่

"ทักษิณ"เปิดเกมรุก ส่งสัญญาณ "แตกหัก" "การเมือง" เดือด!

ที่มา มติชน
วิเคราะห์

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โฟนอินเข้าไปกลางวงสัมมนาของพรรคเพื่อไทย ที่โรงแรมกรีนเนอร์รี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

ทำให้การเมืองไทยแจ่มชัดขึ้น

ประการแรก คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศตัวชัดเจนว่า จะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป โดยมีพรรคเพื่อไทย และอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายวิทยา บุรณศิริ นายพินิจ จันทรสุรินทร์ นายจำลอง ครุฑขุนทด นายปลอดประสพ สุรัสวดี รวมถึง "เยาวภา-ยิ่งลักษณ์"น้องสาว 2 คน ที่ร่วมเป็นหัวหอกในการต่อสู้

รวมถึง นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์

และรวมถึง นายอดิศร เพียงเกษ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ด้วย

ประการที่สอง คือ พ.ต.ท.ทักษิณระบุเงื่อนไขที่ต้องต่อสู้ทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า เป็นเพราะถูกกลั่นแกล้ง โดยคนที่ทำ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นเป็นคนที่มีอายุมากแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ขยายความว่า คนที่อายุมากแล้วคนนั้นเป็นใคร

แต่ภายหลัง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี พรรค เพื่อไทย ได้ขยายความหมายของคนสูงอายุของ พ.ต.ท. ทักษิณว่า หมายถึง "ขันที"

ประการที่สาม พ.ต.ท.ทักษิณได้ชื่นชมม็อบเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวและยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และยังหวังว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณถูกกลั่นแกล้งมาก ๆเข้า จะทำให้คนเสื้อแดง "ระเบิด"

ประการสุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าจะสู้ไม่ถอย

การ "โฟนอิน" ของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจาก นายวีระ มุสิกพงศ์ พร้อมด้วยแกนนำคนเสื้อแดง จัดชุมนุมคนเสื้อแดงกันที่ท้องสนามหลวง ซึ่งปรากฏมีคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมกันหลายหมื่นคน

การชุมนุมวันนั้นจบลงด้วยการเคลื่อนพลไปประชิดทำเนียบรัฐบาล พร้อมยื่นเงื่อนไขจำนวน 4 ข้อ

1.ให้เร่งรัดดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรที่ยึดถนนราชดำเนิน ทำเนียบรัฐบาล สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสนามบินสุวรรณภูมิ

2.ให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง

3.ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 แล้วไปใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เหมือนเดิม

และ 4.เมื่อประกาศรัฐธรรมนูญใหม่แล้วให้ยุบสภาคืนอำนาจประชาชน

ทั้งหมดนี้ให้เวลา 15 วัน ถ้ารัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม และ ไม่ทำให้เกิดผลอย่างจริงจัง กลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดชุมนุมกัน อีกครั้ง

และไม่เลิก...!

เป็นการยื่นเงื่อนไขที่เร่งเร้า และบีบบังคับให้รัฐบาลต้องกระทำ

แต่ขณะเดียวกัน ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้าไปกลางวงสัมมนาของสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว กลับปรากฏข้อเสนออีกแบบหนึ่งออกมาในรูปแบบสรุปผลการสัมมนา

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแถลงว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะเปิด "แคมเปญคลิกออฟ" โดยชูนโยบายว่าหลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มพันธมิตรด้วย

ใครมีโทษจะได้รับการอภัยโทษ

ส่วนคดีใดที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจะได้รับการนิรโทษกรรม

หากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้แน่นอน

ถือเป็นการยื่นข้อเสนอแบบ "วิน-วิน"

ถือเป็นการยื่นเงื่อนไขหย่าศึกทางการเมือง

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมักมีการปะทะคารม และปะทุอารมณ์กันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

รุนแรงจนกระทั่งผิดปกติสภาไทย

รุนแรงจนอดวิตกไม่ได้ว่า เป็นการดำเนินการเพื่อสะท้อนให้เห็นพลังในรัฐสภาของฝ่ายค้านว่ายังมีอยู่เต็มเปี่ยม

เมื่อผสมผสานความเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดง บวกรวมกับการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และความเคลื่อนไหวในสภาผู้แทนราษฎร

พอจะเล็งเห็นถึงการเดินเกมรุกของ พ.ต.ท.ทักษิณต่อการเมืองไทย

ขณะที่ฟากฝ่ายรัฐบาล ดูเหมือนว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะรับบทเป็นผู้บัญชาการรบต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

เพราะทันทีที่ม็อบเสื้อแดงยื่นเงื่อนไข 4 ข้อ ให้รัฐบาลดำเนินการ

นายสุเทพเป็นคนออกมาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม

นายสุเทพอีกเช่นกันที่ออกมาบอกครั้งล่าสุดว่า เลิกล้มความคิดที่จะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว

และทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทย นายสุเทพก็ไม่รอช้าที่จะใช้คำว่า "พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี" ขึ้นมาต่อกร

คำคำนี้ล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติ

แต่นายสุเทพก็ยังย้ำคำคำนี้อีกครั้งในการตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎร

พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการยืนยันได้ว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์เองก็เดินเครื่องสู้ ไม่ออมมือเช่นกัน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้แลเห็นสัญญาณทางการเมือง

เป็นสัญญาณอันตราย

เป็นสัญญาณแห่งความแตกหัก

อุณหภูมิการเมืองกำลังเข้าสู่จุดเดือด !

ณัฐวุฒิยันอดีตนายกฯสมชายมาเปิดใจหลังพ้นเก้าอี้

ที่มา ไทยรัฐ

วานนี้ (7 ก.พ.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ถึงรายการความจริงวันนี้สีแดงที่จะถ่ายทอดสดในวันที่ 8 ก.พ.ว่า ได้มีการเชิญนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มาเปิดใจในรายการแบบถ่ายทอดสด โดยเนื้อหาในรายการนั้น จะเป็นการพูด และตอบคำถามที่ไม่เคยตอบที่ไหนมาก่อน เช่น ความรู้สึกขณะที่ถูกกองทัพกดดัน หรือปัจจัยในการตัดสินใจทางการเมืองต่างๆ

“มันเป็นรายการความจริงวันนี้สีแดง จึงเชิญนายกฯ สมชายมา ก็เปิดใจสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นคำถามที่ไม่มีใครเคยถาม และสมชายไม่เคยพูด เช่น เรื่องยุบสภา เรื่องลาออก ซึ่งตอนนั้นมีปัจจัยอะไรบ้างไหมที่ประชาชนไม่รู้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวเพิ่มว่า สำหรับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะยังไม่มีการโฟนอินผ่านในรายการในวันนี้ ส่วนเรื่องการเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ในต่างประเทศ ของเหล่าบรรดา ส.ส. พรรคเพื่อไทยนั้น ตนเองไม่ได้เดินทางไป เนื่องจากทำรายการต่อเนื่อง ส่วน ส.ส.ท่านอื่นจะมีใครไปหรือไม่นั้น คงตอบแทนไม่ได้

นอกจากนี้ ในเรื่องของการหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า อาจจะยังไม่มีข้อสรุปในเร็ววันนี้