ที่มา มติชน
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนสองจำพวกจะออกมาให้ความเห็นถึงทางออก ซึ่งในที่สุดก็จะถูกประกอบกันขึ้นเป็นนโยบายสาธารณะ หนึ่งคือนักเศรษฐศาสตร์ และสองคือนักธุรกิจ
ผมคาดหวังว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มอง "กำไรสูงสุด" ไว้กว้างกว่าเป้าหมายทางธุรกิจอย่างมาก เช่น ประโยชน์สุขของสังคมหรือแม้แต่มนุษยชาติโดยรวม ก็น่าจะเป็น "กำไรสูงสุด" ด้วย
โดยไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์เลย ในท่ามกลางความเห็นถึงทางออกทางเศรษฐกิจช่วงนี้ ผมจึงมีคำถามโง่ๆ แก่นักเศรษฐศาสตร์ ดังนี้
1/ ในประเทศที่ประชากรคงที่มานาน เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เหตุใดเมื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือศูนย์ จึงทำให้คนตกงาน?
ก็คนแก่คนหนึ่งถูกปลดเกษียณ ก็มีคนหนุ่ม/สาวอีกคนหนึ่งเข้ามาทำงานแทน เพราะมีคนแก่น้อยหน่อยถูกเลื่อนขึ้นไปรับตำแหน่งของคนที่ถูกปลดเกษียณ หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ถ้าเคยมีคนไม่มีงานทำอยู่ 0.1% ตัวเลขคนตกงานก็ยังน่าจะเท่าเดิม ไม่ใช่หรือครับ
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐก็น่าจะเก็บภาษีได้เท่าเดิม เคยใช้เงิน 5% ของงบประมาณในการซ่อมถนน ก็ยังใช้ซ่อมถนนได้เท่าเดิม, ซ่อมประปา, ซ่อมไฟฟ้า, จัดการศึกษา, โฆษณาความดีของรัฐบาล ฯลฯ ได้เหมือนปีที่ผ่านมา
ถ้าใช่ เหตุใดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือ 0% จึงทำให้ไร้เสถียรภาพ
ด้วยความไร้เดียงสาทางเศรษฐศาสตร์ ผมพยายามหาคำตอบเอง และพบว่าแม้ตำแหน่งงานและแรงงานคงที่ แต่สิ่งที่ไม่เคยคงที่เลยคือ "ความต้องการ" ของมนุษย์ปัจจุบัน มันไม่เคยเป็น 0% สักที มีแต่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 0% ก็ทำให้ "ความต้องการ" ซึ่งมีเพิ่มขึ้นไม่ได้รับการบำบัด ต้องติดลบไปทุกปี ผลก็คือ ทำให้เกิดความไม่พอใจสะสมมากขึ้นในหมู่ประชาชนไปเรื่อยๆ
ถ้าอย่างนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่เป็นหลักประกันว่า "ความต้องการ" จะถูกบำบัด อันที่จริงความเติบโตทางเศรษฐกิจของเรานั้น มาจากการกระพือ "ความต้องการ" ของมนุษย์ให้มากขึ้นไม่ใช่หรือ มี "ความต้องการ" ที่ยังไม่ถูกบำบัดรออยู่ข้างหน้าในใจของทุกคน ต่างจึงต้องขวนขวายหาทางบำบัดให้ได้ เพื่อจะไปรอ "ความต้องการ" อันใหม่ในใจ
ตกลงที่เราเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็เพื่อตอบสนอง "ความต้องการ" ที่ไม่มีการควบคุม แล้วมันจะสิ้นสุดที่ไหนหรือครับ จะถึงกับ "โลกแตก" มั้ยครับ
2/ ในกรณีของประเทศไทยซึ่งประชาชนจำนวนมาก ยังมี "ความต้องการ" อันสมเหตุสมผลและบำบัดไม่ได้มานานแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือ 0% คงทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพแน่ ผมได้ยินนักเศรษฐศาสตร์หลายคนพูดว่า รัฐต้องผลักเงินเข้าสู่ระบบ ด้วยโครงการต่างๆ ของรัฐ ทั้งด้านสวัสดิการและด้านอื่นๆ
ทางด้านสวัสดิการ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเสนอว่า ให้ช่วยคนตกงานหรือคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อน ก็ฟังดูมีเหตุผลดีนะครับ เพราะถึงไปช่วยโรงงานให้ผลิตได้เท่าเดิม ก็ไม่รู้จะเอาของไปขายใคร
ผมเข้าใจเอาเองว่า คือต้องยอมให้เขาปลดคนงาน แล้วรัฐไปช่วยคนตกงานอีกทีหนึ่ง
วิธีผลักเงินเข้าตลาดอย่างหนึ่งของรัฐก็คือ แจกเงิน 2,000 บาท แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่ก็แจกได้เฉพาะคนที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจและผู้ประกันตนเท่านั้น รัฐเชื่อว่าคนที่มีรายได้ขนาดนี้ ยากที่จะเอาเงินที่ได้นี้ไปออม ฉะนั้น อย่างไรเสียก็ต้องนำมาใช้จ่ายบริโภค ซึ่งเท่ากับหมุนกลับเข้าสู่ตลาดนั่นเอง
ผมก็เห็นด้วยครับว่า พวกเขาคงนำเงินไปบริโภคจริง
แต่น่าประหลาดที่ว่า ดูเหมือนไม่มีใครสามารถประมาณการอะไรได้มากไปกว่านั้นเลยว่า เขาจะเอาไปบริโภคอะไรเพิ่มขึ้น 2,000 บาทนี้จะถูกใช้ทำอะไร
เพราะขาดสถิติที่ใครจะคาดเดาอะไรได้ ผมจึงขอคาดเดาอย่างมั่วๆ ว่า เมื่อไม่นับส่วนที่เอาไปใช้หนี้และออมซึ่งถึงมีก็จำนวนน้อยออกไปแล้ว สัดส่วนของการใช้จ่ายเพื่ออาหารจะสูงสุด โดยเฉพาะอาหารโปรตีนอันมีราคาแพงสุด และไม่ได้บริโภคบ่อยหรือมากเท่าที่ต้องการ ส่วนที่เอาไปใช้กับเสื้อผ้าอาภรณ์คงมีบ้าง แต่ไม่สูงนัก ส่วนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยคงแทบไม่มีเลย เพราะแพงเกินไป
2,000 บาทนี้ จะใช้เพื่อการลงทุนบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสุขภาพ แต่ไม่น่าจะมากไปกว่าซื้อรองเท้าใหม่ให้ลูก ส่วนด้านสุขภาพนั้น นอกจากกินโปรตีนมากขึ้นแล้ว คงไม่ได้นำไปใช้ด้านนี้สักเท่าไร เพราะราคาแพงเกินไป ทำให้น่าคิดว่าเหตุใดรัฐจึงไม่ทำให้ถูกลง เช่น เพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับออกกำลังกาย, มีหน่วยบำบัดยาเสพติด นับตั้งแต่บุหรี่, เหล้า ไปจนถึงยาบ้า ตามชุมชนต่างๆ เพิ่มขึ้น
อันที่จริงคนกลุ่มที่จะได้ 2,000 บาทนี้ไม่ใช่กลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุด อย่างน้อยก็ยังมีงานทำพอจะประกันตนได้ หากเป้าหมายเพียงแต่จะผลักเงินสู่ตลาดให้มากและเร็ว ก็ยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้รวดเร็วไม่แพ้กันอยู่อีกมาก เพียงแต่อาจได้คะแนนนิยมทางการเมืองไม่มากและเป็นกลุ่มก้อนเหมือนวิธีนี้เท่านั้น
รวมทั้งเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งยังค้างอยู่อีกจำนวนหลายแสนล้านบาทด้วย
เรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์พูดกันมามากแล้ว ผมเพียงแต่สงสัยว่า ประเทศเราไม่ค่อยมีคนทำงานเก็บรวบรวมสถิติระดับครัวเรือน, ที่เกี่ยวกับแรงงาน, ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ "นอกระบบ", ฯลฯ ทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการวางแผนเศรษฐกิจ หรือริเริ่มมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างชนิดที่ขาดไม่ได้ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่ไปร่ำเรียนกันมาสูงๆ นั้น นำมาใช้ในประเทศไทยโดยไม่มีฐานข้อมูลที่เพียงพอได้อย่างไร หรือวิชาเศรษฐศาสตร์กับศีลธรรมนั้นเหมือนกัน คือ เอามาประยุกต์ใช้ได้ในทุกเงื่อนไข โดยไม่ต้องดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมเลย
เป็นไปได้หรือไม่ว่า เพราะเป็นอย่างนี้ จึงทำให้กลุ่มคนที่เสียงดังสุดในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ และไม่ได้วางบนฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ด้วย หากเป็นนักธุรกิจซึ่งมีผลประโยชน์ปลูกฝังในนโยบายอย่างชัดเจน ดูเหมือนทั้งรัฐบาลและสังคมก็เชื่อถือคนกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ
3/ การผลักเงินลงไปให้ได้หมุนเวียนในตลาดนั้น แทนที่จะแจกฟรี ผลักลงไปให้คนที่ควรได้เงินได้รับเงิน แต่ก็มีผลงอกเงยในระยะยาวด้วยไม่ดีกว่าหรือ ผมคิดว่าไม่ว่าจะผลักลงไปด้วยวิธีอะไร ความเร็วช้าก็ไม่สู้จะต่างกันมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเงินของรัฐ ย่อมต้องผ่านกระบวนการที่งุ่มง่ามบ้างเป็นธรรมดา
อย่างโครงการถนนปลอดฝุ่น (ซึ่งสังคมไม่ค่อยไว้ใจนักว่าจะไม่รั่วไหล) ก็น่าจะทำให้เกิดการจ้างงานกระจายไปกว้างขวาง ถ้ากำหนดทีโออาร์ให้ต้องใช้แรงงานชาวบ้านมากๆ และวางมาตรการป้องกันการรั่วไหลให้รัดกุม ก็น่าจะดีกว่าการเอาเงินไปยัดใส่กระเป๋าคนเฉยๆ
ยังมีอะไรอื่นๆ ที่น่าทำอีกมากนะครับ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์บางท่านเสนอว่า สร้างห้องสมุดแห่งชาติออนไลน์ด้วยการจ้างนักศึกษาสแกนข้อมูลลงคอมพ์ อันนี้ก็น่าสนใจ หรือพัฒนาการศึกษาด้วยการสร้างห้องสมุดจริงๆ กระจายไปให้ทั่ว ก็สามารถจ้างชาวบ้านมาเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด โดยมีการหนุนช่วยด้านวิชาความรู้และเทคนิคอย่างทั่วถึง (ซึ่งก็ต้องจ้างงานอีกนั่นแหละ)
ทำทีวีทางด้านการศึกษาสักช่องหนึ่ง ทำให้น่าชมนะครับ ก็ต้องอาศัยฝีมือของคนจำนวนมาก ต้องเก็บข้อมูลหลายชนิด บางส่วนก็ต้องอาศัยคนท้องถิ่นช่วยเก็บ ฯลฯ เกิดการจ้างงานได้อีกไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งต้องคิดอะไรให้มากกว่าโรงเรียน
ขยายโอกาสทางการศึกษาผ่านสื่อก็น่าทำ
ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ก็ได้ อย่าคิดแต่เพียงไซโลเก็บพืชผลเท่านั้น แต่ควรคิดถึงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมด้วย เช่น การรวมกลุ่มในลักษณะต่างๆ ที่จะทำให้เกิดอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจได้ แต่อย่าจ้างเฉพาะเอ็นจีโอมาทำ ต้องเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการจ้างงานในหมู่ชาวบ้านเอง เกิดกระบวนการหรือถาวรวัตถุที่ชาวบ้านบริหารเอง และดูแลรักษาได้เอง
คิดไปได้อีกมากมายหลายเรื่อง และหากตั้งใจจริงอย่างแข็งขัน การผลักเงินด้วยวิธีที่ให้ผลงอกเงยเช่นนี้ ก็ไม่ได้ช้าไปกว่าการแจกเงินสักเท่าไรนัก ถึงอย่างไรก็ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาเหมือนกัน
เรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์ก็พูดถึงมาแล้วเหมือนกัน แต่ดูจะไม่มีแรงพอไปกำหนดนโยบายสาธารณะได้ นักการเมืองยังคงทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขาต่อไป เหตุใดความเห็นทางเศรษฐศาสตร์จึงไม่มีน้ำหนักในทางการเมืองกรณีนี้ มีกรณีไหนบ้างที่ความเห็นทางเศรษฐศาสตร์มีน้ำหนักทางการเมือง ปัจจัยที่ทำให้มีหรือไม่มีน้ำหนักอยู่ตรงไหน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, February 9, 2009
คำถามแก่นักเศรษฐศาสตร์
เส้นทาง การกู้เงิน ภายใน ข่าวดี มี ข่าวร้าย เส้นทาง การหาเงิน
ที่มา มติชน
คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์
ล้วนสะท้อนให้เห็นความสำเร็จ
1 ความสำเร็จที่นายกรัฐมนตรีไทยผงาดยืนอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้นำระดับนานาชาติ 1 ความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมที่การเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ระบบ
ไม่ง่อนแง่นโงนเงนเหมือนในยุค นายสมัคร สุนทรเวช
ไม่ง่อนแง่นโงนเงนเหมือนในยุค นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
เป้าประสงค์อย่างแท้จริงของการเดินทางไป ไม่ว่าจะเป็นที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นที่ โตเกียว ญี่ปุ่น ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ การสร้างความเชื่อมั่น
รูปธรรม 1 เห็นได้จากแถลงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
"ขณะนี้ไม่ค่อยมีการถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว คิดว่าเราก้าวพ้นเรื่องของบุคคลไปแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องชี้แจงกับนานาชาติในเรื่องนี้แล้ว"
รูปธรรม 1 เห็นได้จากแถลงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
"รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจอนุมัติเงินกู้รถไฟฟ้าสายสีแดงในวงเงิน 63,000 ล้านเยน ซึ่งจะทำให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้"
นี่ย่อมเป็น "ข่าวดี" อย่างแน่นอน
เป็นข่าวดี 1 เพราะเป็นรูปธรรมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทย เพราะหากไม่มีความเชื่อมั่นก็คงไม่ให้กู้
เป็นข่าวดี 1 เพราะหากไม่ให้กู้ก็ยากที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงจะเดินหน้าต่อไปได้
เป็นข่าวดี 1 เพราะทุกอย่างดำเนินไปตามพิมพ์เขียวที่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ อนุมัติวงเงินกู้รวม 270,000 ล้านบาท
โดย 70,000 ล้านบาท เป็นการเตรียมไว้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย 200,000 ล้านบาท เป็นเรื่องทางเทคนิคเพื่อช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้เป็นปกติ
เป็นข่าวดี 1 ในท่ามกลางข่าวเงินคงคลังเหลือเพียง 52,000 ล้านบาท
เป็นข่าวดี 1 ในท่ามกลางข่าวการจัดเก็บรายได้ 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม 2551-มกราคม 2552) ได้ต่ำกว่าประมาณการ 70,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.2% และกระทรวงการคลังคาดว่าทั้งปีอาจต่ำกว่าประมาณการถึง 112,910 ล้านบาท หรือ 7.1%
เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นให้กู้ในวงเงิน 63,000 ล้านเยน จึงย่อมเป็น "ข่าวดี"
อีกด้านของข่าวดีสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางความคิดอันสะท้อนให้เห็นถึงความหวาดวิตกที่ดำรงอยู่
1 ที่สำคัญคือ ความหวาดวิตกในเรื่องรายได้ ในเรื่องการหาเงิน
การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการอาจเป็นอุทาหรณ์ 1 การเหลือเงินคงคลัง 52,000 ล้านบาท อาจเป็นอุทาหรณ์ 1
แต่ที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง คือ ข้อเสนอจาก นายสันติ วิลาสศักดานนท์
"หากนำเงินทุนสำรองมาใช้ได้ก็ไม่จำเป็นต้องกู้จากต่างประเทศ เหมือนกับบริษัทเอกชนที่เอาทุนสำรองของบริษัทมาใช้ก่อนได้"
1 ที่สำคัญคือ ความเป็นจริงในเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว
ที่ตั้งเป้าไว้ว่าการส่งออกปี 2552 จะอยู่ที่ 3% ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้หรือไม่ ที่ตั้งเป้าไว้ว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคนในปี 2552 ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามที่ประมาณการหรือไม่
เพราะไม่เพียงแต่จะประสบกับสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวโดยเฉพาะ สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน เท่านั้น หากแต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ ความไม่แน่ใจในสถานการณ์ทางการเมือง
ไม่มีใครมั่นใจได้หรอกหากรัฐมนตรีในรัฐบาลเคยร่วมปิดสนามบินสุวรรณภูมิมาแล้ว
การกู้เงินจากต่างประเทศจึงเป็น "ข่าวดี" บนซากปรักหักพังของ "ข่าวร้าย"
เป็นข่าวร้ายเพราะเงินในท้องพระคลังหดหายไปเป็นสำคัญ เป็นข่าวร้ายเพราะไม่แน่ใจว่าจะหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นใจในการบริโภคได้หรือไม่
เดิมพันจึงอยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะติดลบหรือว่ารักษาตำแหน่งที่ 0% เอาไว้ได้
"เทขายหุ้น-บ่อนกักตัว" ข้อมูลซักฟอก
ที่มา มติชน
เพื่อไทยแย้มรอหลักฐานฟัน รบ.ไม่หวั่น-ชี้แจงได้ทุกเรื่อง
รายงาน - แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เดินทางเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รายงานความคืบหน้าในการคลี่คลาย 3 คดีสำคัญ ที่วังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ |
สะพัดมะกันห้ามรมต.ไทยเข้าปท.
แหล่งข่าววงการธุรกิจการค้าเปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ว่า ขณะนี้มีข่าวแพร่ สะพัดในวงการธุรกิจว่ามีรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รายหนึ่งถูกสหรัฐ ขึ้นบัญชีห้ามเข้าประเทศ เนื่องจากประกอบธุรกิจที่ไร้จริยธรรม (Immoral Business) คล้ายๆ กับกรณีของนายณรงค์ วงศ์วรรณ อดีตนักการเมืองชื่อดังภาคเหนือที่ถูกขึ้นบัญชีต้องห้ามเข้าประเทศสหรัฐเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ทั้งนี้ การที่รัฐมนตรีถูกขึ้นบัญชีห้ามเข้าสหรัฐ อาจจะมีผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐได้ โดยเฉพาะระหว่างนี้สหรัฐ กล่าวหาไทยหนักขึ้นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ และให้ไทยอยู่ในบัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับเบิลยูแอล) โดยหวังว่าจะตัดสิทธิพิเศษ ทางภาษี (จีเอสพี) สินค้าไทย ทำให้นาย อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องเดินทางไปเจรจากับสหรัฐ และพบกับผู้แทนการค้าสหรัฐคนใหม่
"พรทิวา"โผล่แจงมีคนดิสเครดิต
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง น่าจะเป็นการดิสเครดิตทาง การเมืองมากกว่า เพราะเพิ่งไปต่ออายุหนังสือ เดินทางเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากหนังสือเดินทางเล่มเก่าหาย และได้รับการต่อวีซ่าเข้าสหรัฐระยะเวลา 10 ปีมาเรียบร้อยแล้ว ถ้าถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าสหรัฐจริง ก็คงไม่ได้รับการ ต่ออายุวีซ่า เข้าใจดีว่าอยู่ในตำแหน่งนี้จะต้อง มีคนแทงข้างหลัง แต่ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร
นายอลงกรณ์กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่อง ดังกล่าว และไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้หอการค้าสหรัฐและทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ก็ได้เข้ามาเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการและตน แต่ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ เชื่อว่าเป็นข่าวลือเป็นการดิสเครดิตกันมากกว่า ส่วนประเด็นที่เตรียมจะเดินทางไปสหรัฐ อเมริกาประมาณเดือนมีนาคมนี้ โดยนาง พรทิวาไม่ได้ไป ตนไม่ได้ไปแทน มีการหารือกับนางพรทิวาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะเดินทางไปเพื่อแสดงท่าทีเกี่ยวกับการดูแลและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และเจรจาขอให้สหรัฐทบทวนการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สำหรับสินค้าไทย รวมถึงเจรจากรณีสหรัฐจะใช้กฎหมายปกป้องซื้อสินค้าในประเทศสหรัฐ โดยจะไปพบผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) คนใหม่ และดู ท่าทีการทำงานรัฐบาลใหม่สหรัฐด้วย เพราะประเทศไทยก็เพิ่งมีรัฐบาลใหม่เช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับการไปแทนนางพรทิวาแต่อย่างใด
อภิสิทธิ์ย้ำไม่ตอบโต้การเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปจัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์" ที่วังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา เมื่อเวลา 09.00 น. เพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยมี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) รอต้อนรับ ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เช้านี้เกือบจะไม่มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้ เพราะว่าเที่ยวบินที่จะเดินทางกลับจากประเทศ ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์นั้น ถูกยกเลิกไป แต่โชคดีมีเที่ยวบินเปลี่ยนให้ ก็เลยสามารถกลับมาถึงประเทศไทยประมาณ 24.00 น. เศษของ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พอกลับถึงประเทศไทยได้เปิดหนังสือพิมพ์อ่านพบว่ามีข่าวคราวในเรื่องของการเมือง เรื่องของการตอบโต้อะไรต่างๆ มากมาย แต่ขอย้ำว่ารายการทุกเช้าวันอาทิตย์จะไม่เป็นเวทีมาตอบ โต้อะไรกัน แต่เป็นหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาล ที่จะมารายงานให้ประชาชนทราบถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและส่วนร่วม
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลมีแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองด้วยการให้ความเป็นธรรม ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปได้ด้วยความเสมอภาค คดีความต่างๆ ต้องว่ากันไปอย่างตรงไปตรงมา และขอเชิญชวนทุกฝ่ายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยคิด ช่วยทำ เพื่อสร้าง สรรค์บ้านเมืองต่อไป
ปชป.ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นซักฟอก
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ปรับแผนการทำงาน โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรค เพื่อไทย เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม. ทั้งคณะว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยกลัวการตรวจสอบในระบบรัฐสภาอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ ร.ต.อ.เฉลิมพูดอย่าง นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านพูดจาก พท.พูดอีกอย่าง จึงอยากให้ พท.มีเอกภาพในการทำงาน เพื่อประสานงานกับรัฐบาลในการทำงานในระบบรัฐสภาต่อไป
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวว่า เป็นสิทธิฝ่ายค้านที่จะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้นเดือนมีนาคม เพราะเป็นเดือนสุดท้ายในการประชุมสภา สมัยสามัญทั่วไป ทั้งนี้ รัฐบาลมีความพร้อม ไม่ต้องเตรียมตัวได้ตรวจสอบไม่มีประเด็นน่ากังวล รัฐบาลชี้แจงได้ทั้งหมด ส่วนกรณีแจกปลากระป๋องเน่าที่อาจจะถูกโจมตีมากที่สุดนั้นก็ไม่ห่วง เพราะถือว่านายวิฑูรย์ นามบุตร ก็ได้แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว
นายชินวรณ์กล่าวว่า ในการประชุมตัว แทน 9 พรรคการเมือง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ซึ่งเป็นประธานการประชุม ได้สั่งให้พรรคเพื่อไทยไปดำเนินการจัดหาผู้นำฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนฯโดยเร็วที่สุด ซึ่งตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยก็รับปาก แต่ถ้ายังมีปัญหาควรเปิดโอกาสให้พรรคฝ่ายค้านลำดับรองลงมา เป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นการทำงานในสภาจะล่าช้าไปกว่านี้
พท.คุย2ทีเด็ดบ่อนกักตัว-ขายหุ้น
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะ 2 เรื่อง 1.มีนักการเมืองคนหนึ่ง ที่ขณะนี้เหลือเพียงเก้าอี้ ส.ส.อย่างเดียว ซึ่งคนคนนี้มีนิสัยชอบเล่นการพนันแถวๆ ประเทศเพื่อนบ้าน ชายแดนประเทศไทย โดยเมื่อไปเล่นแล้วเสียพนันไปเยอะมาก จนถูกบ่อนกักกันตัว
2.ยังพบเส้นทางการโอนขายหุ้นของนัก การเมืองผู้หญิงคนหนึ่ง ในซีกรัฐบาล ที่พบว่ามีการเทขายหุ้นจำนวนมากมายมหาศาล ในช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาลพอดี อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นนั้น ผู้หญิงคนนั้นนำไปฝากธนาคาร หรือไปทำธุรกรรมอะไร หรือมีความเชื่อมโยงกับการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่
"นักการเมืองหญิงคนนี้ขายหุ้นล็อตใหญ่ ที่จดทะเบียนในชื่อของตัวเอง ซึ่งผมขอตรวจสอบอีกทีหนึ่งให้มีหลักฐานให้ชัดเจนก่อน เพราะขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างรอหลักฐานการโอนขายหุ้นอยู่ ทั้งนี้ ข้อมูลที่พรรค เพื่อไทยมีจำนวนมากซึ่งอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลเราก็จะตัดออก แต่อะไรที่มีส่วนเชื่อมโยงว่าจะนำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบายก็จะมีการเปิดเผยแน่นอน" นายประชากล่าว
ไวพจน์แจงประมูลที่จาก"บังคับคดี"
พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกรณีโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาถูกตำรวจับกุมพร้อมภรรยา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนฯ อุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา บ้านหนองปลง หมู่ที่ 21 ต.โกสัมพี อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพง เพชร ว่าที่ผ่านนายสมศักดิ์ เร่งเพียร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก) พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วย งานป้องกันรักษาป่ากำแพงเพชร เจ้าหน้าที่ปกครอง อ.โกสัมพีนคร ตำรวจ และทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 35 กำแพงเพชร เข้ามาตรวจสอบพื้นที่และเอกสารสิทธิการครอบครองของตนจริง โดยได้อธิบายให้ทราบว่า เข้าทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อจะ ปรับพื้นที่ปลูกและทำลานมันสำปะหลัง เดิมมีเอกสารจากเจ้าของเก่าเป็น ส.ค.1 ตั้งแต่ปี 2498 ก่อนประกาศเป็นพื้นที่ป่าในปี 2516 และได้รับเอกสาร น.ส.3 ในปี 2518 เจ้าของเดิมนำไปจำนองกับธนาคารกรุงไทย ก่อนที่จะถูกฟ้องล้มละลาย ตนและภรรยาได้ไปประมูลมาจากกรมบังคับคดี เมื่อปี 2546 ก่อนที่จะเข้ามาดำเนินการทำประโยชน์ที่ดิน มีเอกสารหลักฐานตามคำสั่งศาลจังหวัดกำแพงเพชร คดีล้มละลายที่ ล.14/2539 ปัจจุบันเป็นที่ดินส่วนบุคคลของ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ภายในเนื้อที่กว่า 400 ไร่ พร้อมให้ตรวจ สอบ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ก็เคยตรวจสอบมาแล้ว
"ผมและครอบครัวหวังเพียงจะทำธุรกิจเป็นชาวไร่มันสำปะหลัง เพราะต้องพักการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองถึง 5 ปี หลังพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ไม่มีเจตนาใดๆ จะทำผิดกฎหมายแต่อย่างไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบว่าขอตรวจสอบหลักฐาน ตามเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก่อน ซึ่งอาจไม่ตรงตามพิกัด จีพีเอสก็เป็นได้" พ.ต.ท.ไวพจน์กล่าว
พท.ขุดปมแจกเงินเขย่า"ชวรัตน์"
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นคร ราชสีมา พรรคเพื่อไทย (พท.) แถลง ณ ทำการพรรค อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถนนพระรามสี่ ให้สัมภาษณ์กล่าวหานายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้ง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของ พม.ที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 17 กันยายน 2551 โดยภายในงานมีการขึ้นรูปนายชวรัตน์บน เวทีด้วย ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนที่มารับการแจกเงินส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะและไม่ได้ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่ พม. กำหนดไว้ และที่สำคัญบุคคลที่แจกเงินไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือข้าราชการ พม.แต่เป็นอดีต ส.จ.และคนใกล้ชิดของนายชวรัตน์ชื่อนายมานิตย์ที่กำลังจะลงสมัคร นายกเทศมนตรี ที่จะมีการเลือกตั้งในอีก 3-4 เดือนข้างหน้านี้
"กรณีนี้ถือว่านายชวรัตน์มีส่วนรู้เห็นและบงการให้คนใกล้ชิดของตัวเองเอางบประมาณของพัฒนาสังคมฯไปแจกจ่าย ประชาชนซึ่งผมได้ตรวจสอบและพบว่าเป็น หัวคะแนนของเขา ดังนั้น การกระทำนี้ถือว่านายชวรัตน์นำงบประมาณของแผ่นดินไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง จึงถือว่าเป็นการ กระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 343 ป.อาญา ฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งนายชวรัตน์ต้องรับผิดชอบ" พ.ต.ท.สมชายกล่าว
ขู่แจ้งความเอาผิด-จี้ถามสปิริต
นายคารม พลทะกลาง คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พท. กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าฝ่ายกฎหมาย พท.จะดำเนินการทางกฎหมายโดยเข้าแจ้งความต่อ สภ.ปากช่อง หรือ สภ.โชคชัย จ.นครราชสีมา โดยจะยื่นเอกสารระบุรายชื่อประชาชนที่มารับมอบเงินให้กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะ ส่งข้อมูลให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ขอร้องไปยังนายชวรัตน์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนี้ อย่าไปแก้ไขข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ พท.มีหลักฐานครบหมดแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายชวรัตน์กระทำ ผิดมาตั้งแต่ปี 2551 สมัยที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ทำไม ส.ส. พท.ถึงเพิ่งดำเนินการตรวจสอบในเรื่องนี้ พ.ต.ท.สมชายกล่าวว่า ไม่ว่าความผิดจะเกิดขึ้นในเวลาใดก็แล้วแต่ และไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เมื่อพบอะไรผิดปกติ ก็พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างไม่ปล่อยปละละเลย ซึ่งกรณีของนายชวรัตน์อาจเข้าข่ายมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน "ที่ผ่านมานายชวรัตน์ประกาศอยู่เสมอว่าหากมีหลักฐานชัดเจนก็พร้อมที่จะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออก ดังนั้น ผมขอถามนายชวรัตน์ว่าจะทำอย่างไรในกรณีนี้จะ ลาออกตามที่เคยระบุไว้หรือไม่" พ.ต.ท. สมชายกล่าว
ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมหวังมัดบุญจง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท.กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ต้องตอบคำถามว่ามีมาตราฐานทางจริยธรรม นิติรัฐ และนิติธรรม และจะดำเนินการอย่างไรในกรณีของนาย บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ พร้อมให้นามบัตรกับชาวบ้านใน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เรื่องนี้ขอให้นายกรัฐมนตรีเลิกเอาสีข้างเข้าถู ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เวลา 13.30 น. จะไปยื่นหลักฐานเพิ่มเติมให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเอาผิดนายบุญจงด้วย นอกจากนี้ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ปรากฏว่ามีการแต่งตั้ง คนใกล้ชิดรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ได้ ดิบได้ดี ซึ่งพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นความจริงทุกอย่างแล้ว
"สมชาย"ออกดีทีวี-บลัฟนโยบาย"มาร์ค1"
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
หลังพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ใช้ชีวิตช่วงนี้อย่างไร
หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไม่ได้นิ่งเฉย ไปร่วมกิจกรรมทางด้านการกุศล ช่วยเหลือสังคม ทำอะไรทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน รวมถึงงานสร้างสรรค์ภาคเอกชนด้านต่างๆ
และได้ศึกษากฎหมายว่าห้ามอะไรไว้บ้าง เราก็ไม่ทำ ไม่ได้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองที่กฎหมายห้าม ทั้งการตั้งพรรค เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคใดๆ และไม่ไปแทรกแซงว่าร้ายใครต่อใคร
การพ้นจากตำแหน่งมีหลายวิธี แต่นี่เป็นวิธีการพิเศษทางการเมืองเพราะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ หากจะชี้แจงเหมือนเป็นนิทานเรื่องยาว แต่ไม่อยากพูดถึงเพราะเคารพกติกา
ผมไม่รู้สึกเสียใจที่พ้นจากตำแหน่ง เพราะการเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ เหนือความคาดหมาย เมื่อพ้นจากตำแหน่งก็ต้องยอมรับเพราะมันเป็นกติกา
ตอนเป็นผู้พิพากษาได้รับการศึกษาว่าการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องรับฟังข้อมูลทั้งสองฝ่าย เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณา ดังนั้นเราต้องเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้าชี้แจงอย่างเต็มที่
หากกระบวนการยุติธรรมตัดสินโดยไม่ยึดหลักยุติธรรม ไม่รับฟังการชี้แจงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผลที่สะท้อนกลับมาก็จะมีแต่ปัญหา ผมจึงยอมรับในกติกานั้น จากนี้จะจัดทำเอกสารเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการยุบพรรคพลังประชาชนให้ประชาชนเข้าใจ จะตีแผ่ในมุมของข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมาไม่มีโอกาสได้ชี้แจงต่อสังคม
หากยังเป็นนายกฯ อยู่ จะดำเนินการเรื่องไหนเป็นเรื่องแรก
เรื่องแรกเชื่อว่าจะถูกใจประชาชนแต่อาจไม่ถูกใจรัฐบาลปัจจุบัน เพราะตอนที่เป็นนายกฯ ได้แถลงนโยบายอย่างถูกต้อง ถูกสถานที่ และต้องเร่งดำเนินการสานต่อ คือเรื่องการปราบปรามยาเสพติด
เรื่องที่ 2 คือการขนส่งมวลชนทั้งรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน ร่วมถึงการขนส่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากกทม.ไปยังจังหวัดต่างๆ รถไฟรางคู่ในสมัยนายกฯ สมัคร เรื่องงบประมาณได้หารือกับหน่วยงานราชการต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ไม่จำเป็นต้องไปกู้เป็นจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศ แต่อาจเป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน และอีกหลายวิธีหลายมาตรการ
ผมไปญี่ปุ่น ฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศ เห็นรถไฟความเร็วสูงเราก็สร้างได้ เดินทางจากกทม.ไปเชียงใหม่ หรือหาดใหญ่เพียง 2- 3 ชั่วโมง เป็นประโยชน์ต่อคนต่างจังหวัด ขยายเศรษฐกิจไปยังชานเมืองไม่กระจุกตัวอยู่ในกทม. ส่วนกทม.ก็ขยายรถไฟฟ้าสีต่างๆ ให้เชื่อมต่อกัน และต้องเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศให้มากขึ้น
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่เอาหวยบนดิน หากเป็นรัฐบาลจะดำเนินการต่อหรือไม่
ต้องยอมรับปัจจุบันนี้ยังมีหวยใต้ดินที่ผิดกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการตามกฎหมาย ส่วนหวยบนดินยืนยันว่าจะสานต่อเพราะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน
ตรงไหนที่ผิดพลาดไปในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจนขึ้นศาลทั้งครม. เราต้องมาดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งพ.ร.บ.การพนันที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่การเก็บเงินที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศ ต้องมีมาตรการที่รัดกุม
ตรงนี้เพื่อเป็นผลประโยชน์ของลูกหลานที่สืบเนื่องไปถึงการกู้ยืมเพื่อการศึกษา จะเอาอะไรที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาไว้บนดินแต่ต้องทำให้ถูกต้อง และทำด้วยความสุจริตใจ
หากเป็นรัฐบาลงบกลางปีที่เตรียมไว้ 1 แสนล้านบาทจะนำไปทำอะไรบ้าง
รัฐบาลตระหนักในสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ งบกลางปีเราได้เตรียมไว้อย่างมีแบบแผนจะไม่นำเงินไปใส่กระเป๋าให้กับประชาชน แต่จะนำเอาเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาเป็นตัวขับเคลื่อน หากรัฐมีปลาจะไม่เอาปลาไปให้เขากินโดยตรงแต่จะสอนวิธีจับปลา
ยังมีโครงการถนนปลอดฝุ่นที่จะทำทั่วประเทศ ระยะทาง 7,200 กิโลเมตร งบประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท ที่สำรวจไว้แล้วในสมัยที่หาเสียงทั่วภูมิภาค แต่รัฐบาลนี้ตัดงบไปเหลือเพียงพันกว่าล้านบาท จึงไม่รู้ว่าถนนที่จะดำเนินการไปอยู่ที่ส่วนใดบ้าง หรือไปตกอยู่บ้านใครบ้างหรือเปล่า
เรื่องนี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในถิ่นต่างๆ ที่ทุรกันดาร รวมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มรากหญ้า เพราะเมื่อมีถนนหนทางที่สะดวกแล้ว ประชาชนก็สามารถนำเอาผลผลิตและสินค้าทางการเกษตรออกมาจำหน่าย ลดภาระการขนส่งไปได้เยอะ
ที่ต้องดำเนินการต่อไปคือเรื่องของแหล่งน้ำ เมื่อมีน้ำประชาชนก็สามารถหากินได้ นอกเหนือจากการทำนาก็สามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรนอกฤกูกาลได้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ต้องเอาเงิน 2,000 บาทไปไปแจกใคร เพราะเงินเหล่านั้นจะไม่ถึงมือเกษตรกร
สิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องเร่งดำเนินการ คือ เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวและฟื้นฟูการส่งออก ต้องยอมรับว่าประเทศเราได้รับผลกระทบอย่างมหาศาลจากการชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วที่สุด
เห็นด้วยกับมาตรการแจกเงิน 2,000 บาทให้กับประชาชนหรือไม่
ผมเคารพการตัดสินใจของรัฐบาลนี้ แต่หากยังเป็นรัฐบาลอยู่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินและแหล่งงานอย่างทั่วถึง มีมาตรการเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ผมไม่รังเกียจที่ประชาชนจะได้รับเงินจำนวนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเงินจำนวนนี้อาจใช้หมดในคืนเดียว
เราต้องทำให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยรัฐบาลอยู่เบื้องหลัง มาตรการที่ได้หารือในสมัยรัฐบาลผมคือการขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการ ร้อยละ 3 รวมทั้งโบนัสอีก ร้อยละ 3 ข้าราชการจะได้เงินถึงร้อยละ 6 และไม่ใช่ได้เพียงเดือนสองเดือนแต่เป็นการให้ต่อเนื่องเรื่อยๆ
ส่วนเงินที่รัฐบาลจ่ายได้ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะคนตกงานที่ไม่มีประกันตนอีก 1.5 แสนล้านคน รวมถึงชาวไร่ ชาวนาและเกษตรกร เราก็ต้องมีมาตรการเข้ามาช่วยพยุง โดยเฉพาะ 6 มาตรการที่มาช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย
แต่มาตรการที่รัฐบาลนี้ตัดออกไป คือ การเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญที่ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงเป้า ประชาชนจะเติมน้ำมันได้ถูก
ยามนี้เหลือฟางเพียงเส้นเดียว รัฐบาลนี้กลับเดินหน้าเก็บภาษีน้ำมันซึ่งผมไม่เห็นด้วย ประชาชนกำลังรู้สึกดีกับการใช้น้ำมันราคาถูก แต่เพียงเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพทางการเงินจึงยุติมาตรการดังกล่าว ทำให้กลไกเรื่องการขนส่งเกิดผลกระทบทุกระดับโดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เอง
ผมขอฝากเรื่องการเก็บภาษีน้ำมันไปกับรัฐบาลนี้และขอให้ดำเนินการต่อ
การกู้เงินจากต่างประเทศประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่
รัฐธรรมนูญปี 50 ระบุว่าการลงนามระหว่างประเทศในมาตรา 190 ถือเป็นเรื่องและเป็นปัญหาที่สำคัญ ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและสุดท้ายต้องเปิดเผยสัญญาให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศรับรู้ นั่นก็คือการทำประชาพิจารณ์ว่าจะกู้เงินจากต่างประเทศหรือไม่
ดังนั้น เรื่องที่รัฐบาลไปเงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น 6.3 หมื่นล้านบาท ต้องนำเรื่องเข้าสู่สภาให้มีการหารือ หากผ่านสภาแล้วต้องเปิดสัญญาเพื่อให้ประชาชนรับรู้ ดังนั้นการกู้เงินวันนี้ไม่ใช้ว่าจะได้เงินวันพรุ่งนี้
และรัฐบาลนี้อาจไม่ได้ใช้เงินกู้จำนวนนี้ เพราะการเมืองขณะนี้มาเร็วไปเร็ว
และมาตรา 90 ยังมีอีกหลายขั้นตอน ยังไม่รวมถึงวิธีการเกี่ยวกับวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ ที่กำหนดเพดานกู้ยืมเอาไว้อีก
ช่วงเป็นนายกฯ ที่เกิดวิกฤติมีคนเรียกร้องให้ยุบสภาทำไมไม่ดำเนินการ
ที่ไม่ยุบเพราะผมยังเคารพประชาชนที่ได้เลือกเราเข้ามา อีกทั้งฝ่ายบริหารก็ไม่มีปัญหากับสภา จึงยึดหลักประชาธิปไตยโดยไม่ยุบสภา
วันนั้นหากผมยุบสภา การตั้งรัฐบาลของพรรรคประชาธิปัตย์ก็ยากจะเป็นรัฐบาล ต้องเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์อยากเป็นรัฐบาลมาก จึงมีกระบวนการต่างๆ ออกมากดดัน ทั้งทหาร พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กดดันให้ลาออก แต่เมื่อเดินทางไปยังที่ต่างๆ ยังเห็นคนส่วนใหญ่ต้อนรับและให้สู้ต่อ
ผมไม่ใช่พวกที่ตกใจง่าย เพราะมีคน 2- 3 คนมากระทืบเท้าส่งเสียงดัง จนตกใจลาออก ดังนั้น เรื่องการลาออกและยุบสภา คงไม่ใช่ทางออก แต่ที่ผมต้องออกเพราะเป็นไปตามกระบวนการทางศาล
ผบ.เหล่าทัพออกทีวีและให้ลาออก
ผมในฐานะเป็นนายกฯ และรมว.กลาโหมขณะนั้น ได้ทำความเข้าใจกับผบ.เหล่าทัพว่า ต้องการเข้ามาดำเนินการเพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข ไม่ไปก้าวก่ายกองทัพ ไม่แสวงหาอำนาจ ให้เกียรติผบ.เหล่าทัพทุกท่าน
จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีแนวคิดที่จะปลดผบ.ทบ. เพราะเข้าใจว่าปัญหาของท่านก็มีเหมือนกัน อาจถูกกดดันมาหลายๆ ทาง และไม่รู้สึกเสียใจที่เขาจี้ให้ผมยุบสภา เพราะถือเป็นความคิดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และก็ไม่กลัวว่าทหารจะปฏิวัติเพราะเขายืนยันไม่มีการปฏิวัติแน่นอน ผมเชื่อในเกียรติศักดิ์ศรีของทหาร
ค้านเป็น
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
บทบาทในฐานะฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทย นับวันยิ่งแสดงให้เห็นว่า คนที่เคยชินกับการเป็นรัฐบาลมาหลายปี
ก็มีฝีไม้ลายมือในการเป็นฝ่ายค้าน
ใช่จะค้านไม่เป็น เหมือนที่บางคนอาจนึกปรามาส
นอกจากทำหน้าที่ฝ่ายค้าน สมกับที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน ให้มาถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลแล้ว
การคิดปักหลักกับพรรคของตน โดยไม่ไหลไปตามกระแสดึงดูดของอำนาจรัฐและอำนาจเงินง่ายๆ
ก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง สำหรับคนเป็นนักการเมือง
ไม่ว่า"วิฑูรย์ นามบุตร" หรือ"บุญจง นามบัตร" โดนฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทย ไล่บี้เกาะติด
จ้องสาวลึกเข้าไปถึงแกนนำของรัฐบาล อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จนถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ประสานกับเกมนอกสภาของคนเสื้อแดง ที่ยังคงระดมกระแสคนเกลียดรัฐบาลได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ขณะที่โครงสร้างของพรรคเพื่อไทย ที่มีการส่งคนนามสกุล"ชินวัตร"มาเป็นหัวหอกครบ 4 ภาค
เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะทำตามที่ตัวเองประกาศไว้
สู้กันถึงนรกหรือสวรรค์
ไม่แคร์ว่าใครจะมองพรรคเพื่อไทย ดูห่างไกลจากสถาบันการเมือง
มีสถานะเป็นแค่พรรคครอบครัว
วิธีการต่อสู้ในสภาโดยพรรคเพื่อไทย และนอกสภาโดยคนเสื้อแดง กับดี สเตชั่น
ถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณและพี่น้องตระกูลชินวัตร มีสิทธิโดยถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ที่จะเล่นเกมเขย่าเมืองแบบนี้?
หากมองกันอย่างเป็นกลางแล้ว เกมแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ไม่ได้ก่อการร้ายฆ่าประชาชน หรือจ้องจะแบ่งแยกแผ่นดิน แบบพวกโจรใต้เสียเมื่อไร
พรรคประชาธิปัตย์เองจะปฏิเสธเกมที่พ.ต.ท.ทักษิณเล่น ก็คงไม่ถนัดปาก
เพราะการเชื่อมโยงพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นพันธมิตรกับม็อบพันธมิตรฯ
ไม่ใช่เรื่องการกล่าวหาเกินความจริง
ประชาธิปัตย์เคยทำหน้าที่ในสภา ประสานกับบทบาทของม็อบพันธมิตรนอกสภา
มีตัวละครที่สอดประสานเป็นพวกเดียวกัน
หนทางชนะของรัฐบาล มีเดิมพันเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
หากพาประเทศรอดพ้นหายนะ และประชาชนลืมตาอ้าปากได้ จากการอัดฉีดเงินประชานิยม
เชื่อว่ากระแสคนเสื้อแดงก็จะลดความร้อนแรงลงไป
นอกจากนี้ เห็นจะเป็นการสกัดกั้นการทุจริตคอร์รัปชั่น
เพราะกรณี"ปลากระป๋องเน่า"เรื่องเดียว ความศรัทธาเชื่อถือในพรรคประชาธิปัตย์ ก็ลดฮวบหลายขีด
หากมีซ้ำๆ อีก 3-4 เรื่อง ก็จะไปเข้าทางปืนฝ่ายค้าน ที่จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
แล้วก็จะโดนกระแสสังคมคนชั้นกลาง นักวิชาการ สื่อมวลชน ที่ปกติก็ไม่ได้เป็นแนวร่วมอะไรกับเพื่อไทยและเสื้อแดง
ตามถล่มซ้ำจนอยู่ยาก
อีกเรื่องที่ต้องระวัง เห็นจะเป็นท่าทีกร่างๆ ของแกนนำบางคนในรัฐบาล
"ขวัญชัย"แฉนักการเมืองจ้างมือที่3ป่วนพธม. "ณัฐวุฒิ"โชว์หลักฐานโต้"ทบ."ยันมีงบฯเล่นงาน"เสื้อแดง"
ที่มา มติชนออนไลน์
ปธ.ชมรมคนรักอุดร ประกาศผ่านคลื่น97.50 เผยมีนักการเมืองจ้างมือที่3เตรียมทำร้ายพธม.แล้วโยนบาปพวกตน พท.แจกเอกสารเพาเวอร์พอยต์โต้ทบ.มีทั้งแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ แผนเกาะติด และจัดตั้งกลุ่มพลังเครือข่ายเฝ้าระวังการบ่อนทำลาย ระบุงบประมาณปฎิบัติการละเอียดยิบ โฆษก ทบ.ย้ำอีก ไม่ใช่โครงการลับ
ปูดนักการเมืองจะโยนบาปคนรักอุดรจ้างมือที่3ป่วนพธม.
นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวออกอากาศผ่านคลื่นเอฟเอ็ม 97.50 เมกะเฮิร์ตซ์ คลื่นชมรมคนรักอุดร เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ว่า มีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งของ จ.อุดรธานี จะสร้างสถานการณ์มือที่สามทำร้ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะเดินทางมาปราศรัยที่จ.อุดรธานี แล้วจะโยนความผิดให้ชมรมคนรักอุดร ซึ่งชมรมคนรักอุดรจะปักหลักอยู่ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เนื่องจากจะมีการฉลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของนายขวัญชัย
นอกจากนี้ นายขวัญชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่มีนักการเมืองของ จ.อุดรธานี เดินทางไปพบนายใหญ่ที่ต่างประเทศ และใส่ร้ายตนเองว่า มีแต่รับเงิน และไม่มีมวลชนแล้ว ซึ่งนายขวัญชัยได้ประกาศห้าม ส.ส.อุดรธานี มาออกอากาศผ่านคลื่นชมรมคนรักอุดรอย่างเด็ดขาด
พท.อ้างมีเพาเวอร์พอยต์มัดทบ.
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะทำงานฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย(พท.) แถลงที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวี เมื่อวันที่ 8 มกราคม ภายหลังแกนนำรัฐบาลและโฆษกกองทัพบก ออกมาปฎิเสธ ไม่มีแผนการใช้งบลับ 2 พันล้านบาท เพื่อสลายมวลชนเสื้อแดง และกลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเหมือนกับที่นายณัฐวุฒิออกมาตีแผ่เรื่องนี้ว่า เอกสารการประชุมของกองทัพบกที่นำมาเปิดเผย เป็นเอกสารพาวเวอร์พอยท์ที่จัดทำโดยฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เรื่องยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสามัคคี ความสมานฉันท์ของประชาชนภายในชาติ ที่มีการประชุมเมื่อต้นเดือนมกราคม 2552 ที่ชั้น 5 ตึกกองบัญชาการกองทัพบก โดยมีนายทหารระดับสูงและผู้บังคับกองพันทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมประชุม มีพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารเป็นประธาน
"พล.อ.ประยุทธ์พูดเปิดการประชุมและสนทนาประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะให้ พล.ท.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ดำเนินการประชุมโดยใช้เอกสารชุดนี้ มีนายทหารระดับเจ้ากรมบางท่านทักท้วงว่าจะทำได้อย่างแผนนี้จริงหรือ มีกำลังพลเพียงพอ และจะทำกับประชาชนกลุ่มดังกล่าวแล้วได้ผลตามแผนที่ต้องการจริงหรือ เขาทักท้วงว่าขณะนี้เหมือนกองทัพเอาโรคที่แทรกซึมรุมเร้ารัฐบาลมาแบกเอาไว้เอง แล้วกองทัพจะทำสำเร็จหรือ"นายณัฐวุฒิกล่าว
ซัดกลับกองทัพสามวาสองศอก
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เนื้อหาในเอกสารไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน หรือคนละเรื่องที่โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจง แต่เอกสารนี้เน้นเรื่องเสริมสร้างความสามัคคีและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ที่เทิดทูนสถาบัน เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนไม่ว่าเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองพร้อมสนับสนุน แต่อยากถามว่าเหตุใดจึงต้องมีการถกเป็นการภายในเป็นการปิดลับ อยากให้กองทัพออกมาชี้แจง กองทัพต้องตอบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ไปไหนมาสามวาสองศอก เอกสารชุดนี้มีนายทหารในที่ประชุมนำมาให้ และยืนยันว่ามีการประชุมกรณีดังกล่าวจริง ซึ่งจะประสาน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมาของพรรค ที่ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการทหารสภาผู้แทนราษฏร เพื่อตรวจสอบโครงการนี้ต่อไป
ว่าลับลมคมในแค่คิดก็ผิดแล้ว
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า อยากถามกองทัพว่าทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงจริงหรือ และเอกสารที่เปิดเผยนี้มีการดำเนินการตามเอกสารหรือไม่ แม้ยังไม่ทำแต่แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะทำลับลมคมในใช้งบประมาณมหาศาล โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม การที่โฆษกกองทัพบกบอกว่า งบประมาณไม่ได้ใช้อะไรมาก เพียงแค่เบี้ยเลี้ยงกำลังพล ตรงนี้ต้องชี้แจงให้ชัด เพราะตัวเลขงบในมือจะทำให้เข้าใจว่า งบประมาณตั้งใจเบิกจ่ายเป็นพันล้านบาท แต่เมื่อนำไปใช้จริงแล้วไม่เท่าไหร่ เพราะจะมีคำถามส่วนต่างงบประมาณหายไปไหน หากกองทัพชี้แจงตามเอกสารนี้ว่าได้ทำหรือไม่ และทำไปถึงขั้นตอนไหน หรือบอกว่าเอกสารนี้ไม่มีเลยยกเมฆก็บอกมา อยากรู้ว่าเอกสารนี้มีการทำจริงหรือไม่ ยืนยันว่าได้ข้อมูลเอกสารมาจากคนในที่ประชุมที่ทนไม่ได้กับความไม่ชอบมาพากล
คณะทำงานการเมืองพท.กล่าวว่าจะไม่ยอมให้กองทัพเอางบประมาณแผ่นดิน เอาทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกระทำการตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการเมือง และอยากตั้งคำถามถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ที่ออกมารับว่ายังไม่เห็นเอกสาร และจะตรวจสอบได้ต้องรอ 1-2 วัน เพราะติดวันหยุดราชการ อยากถามว่านายสุเทพไม่มีอำนาจะเรียกนายทหารคนใดในกองทัพมาถามเลยหรือ รัฐบาลชุดนี้อยู่ภายใต้การบริหารของกองทัพหรือนายสุเทพ ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีอยู่ใต้บังคับบัญชาของคนในกองทัพ จึงเกรงใจต้องรอถึงวันเปิดราชการ
งัดเอกสารอวดประกอบการแถลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ นำเอกสารพาวเวอร์พอยต์มาแจกประกอบการแถลงข่าว เอกสารระบุจัดทำโดยฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เรื่องยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสามัคคี ความสมานฉันท์ของประชาชนภายในชาติ ซึ่งนายณัฐวุฒิอ้างว่ามีการใช้เอกสารดังกล่าวในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรง(นขต.)ของกองทัพบก เมื่อต้นเดือนมกราคม 2552 ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพบกที่มีวัตถุประสงค์ คือ 1.ปกป้องเทิดทูนสถาบันให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความสามัคคี 2.ช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการนำโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน 3.สร้างความเข้าใจ ความสามัคคี ความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ โดยใช้แนวทางสันติวิธี 4.สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ
เอกสารระบุว่า มีการกำหนดพื้นที่รับผิดชอบ โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษของกองทัพภาคที่ 1 -4 เป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการพื้นที่และปฏิบัติภาพรวม โดยใช้ 2 ปัจจัยกำหนดพื้นที่ คือ พื้นที่รับผิดชอบตามแผนเกาะติด และพื้นที่ตามแผนบรรเทาสาธารณภัย โดยขั้นปฏิบัติการให้กองทัพภาคแบ่งมอบพื้นที่แต่ละจังหวัด และกำหนดความล่อแหลมของพื้นที่ จากนั้นฝึกอบรมเตรียมความพร้อมให้กับชุดประชาสัมพันธ์ สุดท้ายจัดทำแผนกำหนดมาตรการปฏิบัติให้สอดคล้องกับความล่อแหลมของพื้นที่
ระบุงบดำเนินการละเอียดยิบ
เอกสารระบุว่า แผนปฏิบัติขั้นที่ 2 ให้ชุดประชาสัมพันธ์เข้าพื้นที่ สร้างการยอมรับจากประชาชน แสวงประโยชน์จากโครงการพระราชดำริสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำ ผู้นำชุมชน สื่อมวลชนในพื้นที่ เผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความจงรักภักดีปกป้องเทิดทูนสถาบัน จากนั้นจัดตั้งกลุ่มพลังเพื่อเป็นเครือข่ายในการพิทักษ์รักษาและปกป้องสถาบัน เฝ้าระวังการบ่อนทำลาย จัดกิจกรรมเทิดทูนสถาบันร่วมกับประชาชนในพื้นที่ผ่านกลุ่มพลังจัดตั้ง ดำรงความต่อเนื่องของกลุ่มพลัง
สำหรับงบประมาณเอกสารระบุว่า งบปฏิบัติการต่อหมู่บ้านทั้งสิ้น 74,427 หมู่บ้าน ๆละ 15,000 บาท งบปฏิบัติต่อชุมชน จำนวน 1,856 ชุมชน ๆ ละ 40,000 บาท งบปฏิบัติการด้านการข่าว กองทัพภาคละ 100,000 บาทต่อเดือน งบอำนวยการ (รวมการจัดตั้ง บก.และการติดตาม) หน่วยระดับมณฑลทหารบก/จังหวัดทหารบก/กองพลทหารราบ/ม้า หน่วยละ 30,000 บาท ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตำรวจ และกองทัพไทย หน่วยละ 50,000 บาท และหน่วยระดับกองทัพภาค หน่วยละ 100,000 บาท งบบริหารจัดการ หน่วยระดับกองทัพภาค หน่วยละ 100,000 บาทต่อเดือน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตำรวจ และกองทัพไทย หน่วยละ 50,000 บาทต่อเดือน งบด้านกิจการพลเรือน กองทัพภาคละ 100,000 บาทต่อเดือน
วัตถุประสงค์แก้การบ่อนทำลาย
วัตถุประสงค์การปฏิบัติการข่าวสาร คือ 1.เพื่อให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่เป็นสถาบันหลักของชาติต่อไป 2.เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจสร้างความจริงให้ปรากฎในกรณีที่มีผู้ไม่หวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ใช้การปฏิบัติการข่าวสารให้ประชาชนเข้าใจผิดและลดศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนด่าบุคคล/กลุ่มบุคคลที่ต้องการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และ3.เพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการ สื่อมวลชน ผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา และกลุ่มเอ็นจีโอ ในกิจกรรมเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
อ้างอีกจ้องของบกลางจาก"อภิสิทธิ์"
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุดที่พท.ได้รับมาคือการดำเนินการโครงการดังกล่าว กองทัพบกได้เสนอไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ซึ่งไม่ได้ใช้งบลับ เพราะงบลับนั้นมีประมาณปีละ 500 ล้านบาทเท่านั้น แต่จะเสนอของบจากงบกลาง ที่อยู่ในความดูแลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.รมน.ด้วย อย่างไรก็ตาม หากผู้นำเหล่าทัพกล้าออกมายืนยันในเรื่องนี้ว่าไม่เป็นความจริง ก็จะเป็นเรื่องดีเพราะคนเสื้อแดงจะได้สบายใจว่าการชุมนุมอย่างสงบของพวกเขาสามารถกระทำได้
"การกระทำอย่างนี้ต้องเลิก เพราะทหารยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมามากแล้ว อย่างไรก็ตามในกรรมาธิการการทหาร ที่ผมเป็นประธานจะเดินหน้าตรวจสอบต่อ แต่คงจะต้องรออีกสักระยะ เพราะขนาดการฝึกร่วมของกองทัพที่พลาดเป้าจนทำให้มีทหารบาดเจ็บถึง 19 คนนั้น ผบ.ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก) ยังไม่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการตามหนังสือเชิญ กรณีเช่นนี้ไม่เหมือนกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เหตุการณ์ไม่ร้ายแรงเท่านี้ แต่ผบ.เหล่าทัพของเขาก็ลาออกทันที เพราะเขามีสำนัก และความกล้าหาญอย่างชายชาติทหาร" พ.ต.ท.สมชาย กล่าว
จี้เลิกช็อปอาวุธ-ปท.อ่วมศก.หนัก
พ.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า ยังเรียกร้องให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ หารือกันเพื่อตัดลดงบประมาณการจัดซื้ออาวุธและยุทธโธปกรณ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพราะเกินกว่าความจำเป็นที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินไปซื้ออาวุธที่รุนแรง เพราะเวลานี้ประเทศชาติกำลังพบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ
"งบประมาณที่กองทัพขอไปล่าสุด 5,000 ล้านบาทรัฐบาลควรจะเบรกหรือไม่ ขอให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องหารือกันในเรื่องนี้ด้วย เพราะปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ ประเทศจะเดินต่อไปไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ ผมยังพบว่าในการซื้อสายพานลำเลียง มีการนำงบปกติ ซึ่งไม่ใช่เงินที่ได้รับอนุมัติตจากโครงการไปมัดจำจำนวน 2,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ผิด" พ.ต.ท.สมชายกล่าว
โฆษกทบ.ชี้"ไม่ใช่โครงการลับ"
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกมีการดำเนินการเฉพาะโครงการสู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ชี้แจงก่อนหน้านี้ ส่วนการที่นายณัฐวุฒิระบุว่าเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์สร้างความสามัคคีและสมานฉันท์คนในชาตินั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในโครงการดังกล่าว ซึ่งนอกเหนือจากการสร้างชุมชุนเข้มแข็งในการต่อสู้กับเศรษฐกิจบนปรัชญาแนวเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว กำลังพลที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่ไปใส่แนวความคิดอย่างเดียว แต่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมคิดร่วมทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เมื่อเกิดความเข้มแข็งแล้วชุมชนก็จะเกิดความรัก ความสามัคคี เกิดการรักชาติ และรักสถาบัน ซึ่งถือเป็นส่วนที่ขยายโครงการต่อสู้เศรษฐกิจที่กองทัพดำเนินการ
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมมากว่า 7 ครั้ง และไม่ใช่โครงการลับแต่อย่างใด แต่การประชุมแต่ละครั้งจะมีการพูดถึงเรื่องใดนั้น คงไม่สามารถจดจำได้ และการประชุมไม่ได้เข้าร่วมด้วยทุกครั้ง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สาระอะไร สิ่งสำคัญคือกองทัพทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามกลไกที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ช่วยเหลือประชาชนในการสู้วิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่เป็นเครื่องมือดำเนินการทางการเมือง
ใช้งบ520ล.-ไม่เกี่ยวเอาผิดสีแดง
ส่วนที่นายณัฐวุฒิ ระบุโครงการมีการใช้เงินกว่า 2,000 ล้านบาท พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่มีการใช้เงินงบประมาณถึง 2,000 ล้านบาทแน่นอน เพราะกองทัพบกคิดเพียงค่าใช้จ่ายและเบี้ยเลี้ยงกำลังพลในการลงไปทำหน้าที่ในหมู่บ้าน โดยมีกำลังพลเข้าไปหมู่บ้านละ 6-8 นาย ใช้งบประมาณหมู่บ้านละ 6,000 – 7,000 บาท มีระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ - 15 สิงหาคม 2552 ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากจำนวน 74,427 หมู่บ้าน คิดเป็นเงินประมาณ 520 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในการดำเนินการด้วย พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า แน่นอนเป็นเรื่องการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพบกดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือประชาชนขับเคลื่อนด้วยแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อทำได้ผลดีจึงนำมาขยายผล เพราะเห็นว่าประเทศกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งกองทัพมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามภารกิจของกองทัพ
เมื่อถามว่า มีการเอาผิดกับกลุ่มคนที่มีการกระทำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะคนเสื้อแดงหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับโครงการนี้ มีเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนต่อสู้เศรษฐกิจให้มีการดูแลอาชีพบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้มีการเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการดำเนินคดีหรือเรื่องการเมืองแต่อย่างใด ทั้งนี้ กองทัพบกจะนำโครงการนี้ชี้แจงในที่ประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพประจำเดือนกุมภาพันธ์ที่กองทัพเรือเป็นเจ้าภาพในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ด้วย
"มาร์ค" ปฎิเสธใช้งบลับการเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่วังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา ว่า ไม่ทราบเรื่อง และแปลกใจว่าข่าวนี้มาจากไหน เพราะในส่วนที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ต้องอนุมัติงบกลางรายการฉุกเฉิน ก็ไม่มีงบส่วนนี้ หรือการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 ก็ไม่มีตรงเช่นกัน ยังรู้สึกงงว่าจะใช้ดำเนินโครงการอะไรได้ ส่วนเรื่องที่ฝ่ายค้านอ้างมีเอกสารลับเรื่องนี้นั้น นายกฯกล่าวว่า ถ้าเรื่องมาถึงก็จะพิจารณา แต่ไม่คิดว่ามีเรื่องนี้
นายอภิสิทธิ์กล่าวกรณีมีความจำเป็นต้องหรือไม่ ต้องบตั้งงบฯเพื่อสกัดกั้น หรือสลายกลุ่มเสื้อแดงว่า “ไม่มีหรอกครับ ความจริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปเอางบประมาณมาปฏิบัติการทางการเมืองอย่างนั้น การเมืองก็ว่ากันในส่วนของการเมือง แต่ถ้าเป็นเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ การสร้างค่านิยม การเผยแพร่ประชาธิปไตย ก็สามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้”
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการเตรียมการรับมือในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในที่ 14 กุมภาพันธ์ ว่า ได้มอบแนวทางชัดเจนว่าให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถชุมนุมได้ภายใต้กรอบของการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ จะไม่ยอมให้มีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น
สนใจแก้วิกฤตศก.มากกว่า"แม้ว"
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการจับตาดูความเคลื่อนไหวนอกประเทศของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เหมือนเดิมทุกอย่าง อยากให้พ.ต.ท. ทักษิณกลับประเทศไทย ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินว่าความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท. ทักษิณในประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้ความสนใจของคนส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดของประเทศคือทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้า ซึ่งยังมีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญสำหรับชีวิตของคนมากกว่าเรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
"ผมสนใจแต่เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการเมืองให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ เป็นการมองข้างหน้าในเชิงระบบ เช่น การปฏิรูปการเมือง โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีโอกาสพบกับร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้มาช่วยกันดูว่าจะเดินหน้าการปฏิรูปทางการเมืองอย่างไร ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากร.ต.อ. เฉลิม เพราะอยากให้มีกระบวนการตามระบบจะได้แก้ปัญหาได้ แต่ร.ต.อ. เฉลิมขอรับไปดูรายละเอียดเรื่องของกลไกและตัวบุคคลเพื่อให้ที่ยอมรับของทุกฝ่าย"นายกฯกล่าว
ไม่เคยได้ข่าวลอบสังหารอดีตนายกฯ
นายกฯกล่าวถึงการพยายามประโคมข่าวการลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณด้วยว่า"ยังไม่ได้ยิน แต่ถ้าพ.ต.ท. ทักษิณกลับเข้ามาในประเทศ ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ต้องดูแลให้ดีที่สุด"
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ที่กล่าวหารัฐบาลและทหารทุ่ม 2,000 ล้านบาทเพื่อล้มมวลชนเสื้อแดงนั้นไม่มีมูลความจริง เป็นข่าวไร้สาระ โฆษณาชวนเชื่อ ถือเป็นภาพหลอนของพรรคเพื่อไทยที่เคยใช้ปั่นม็อบขึ้นมา จึงเกรงว่ารัฐบาลอาจใช้เงินทำลายม็อบ ใส่ร้ายรัฐบาลเพื่อกลบเกลื่อนพฤติกรรมพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ไม่มีใครคิดลอบทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ
นายเทพไทยังท้าว่า หากส.ส.พรรคเพื่อไทยอยากทราบความจริงว่าประเทศญี่ปุ่นห้ามพ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศหรือไม่ ก็ต้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ลองขอวีซ่าจากญี่ปุ่นดู เพราะที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุว่าเป็นศาสตราจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ดังนั้นลูกศิษย์กำลังรออยู่ แต่อาจารย์หายไปไหน น่าจะลองขอวีซ่าเดินทางไปพบลูกศิษย์ดู
แจ้งตร.หากลุ่มเสื้อแดงข่มขู่
พระมหาบุญถึง ธุตินังธโร (ปธ.5) และผู้อำนวยการสถาบันธรรมประชาธิปไตย พร้อมกับ นายสมาน ศรีงาม เลขาธิการทั่วไป เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.เจรวัตร จรจบ พงส.(สบ 1) สน.ชนะสงคราม เมื่อเวลา 14.00น. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 20 คน รุมทำร้าย และขว้างปาสิ่งของเข้าไปภายในเต็นท์หลังที่ 38-39 พร้อมกับก่อกวน ข่มขู่ให้กลับบ้านขณะนั่งปฎิบัติธรรม ในงานเผยแผ่สัปดาห์พระพุทธศาสนา ที่บริเวณท้องสนามหลวง ระหว่างเวลา20.00-22.00 น.วันที่ 7 กุมภาพันธ์ เบื้องต้นตำรวจรับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน ก่อนทำหนังสือเพื่อให้ นายสมาน ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย ว่ามีร่องรอยการถูกทำร้ายหรือไม่ เพื่อดำเนินการต่อไป
เสื้อแดงชม.รณรงค์-โจมตีรบ.
ส่วนที่จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 15.00 น. กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 800 คน สวมเสื้อแดงเดินรณรงค์รอบคูเมือง ในเขตเทศบาลนครเชียงใหมเพื่อแสดงพลังกลุ่มคนเสื้อแดง โดยตั้งขบวนอยู่ที่บริเวณโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ พร้อมกับกล่าวโจมตีรัฐบาล ก่อนที่ขบวนจะไปหยุดอยู่ที่ลานแประตูท่าแพ ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์ ทั้งนี้ การเดินขบวนดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างมาก ก่อนจะมีการสลายตัวไปในเวลาต่อมา
สุวัจน์"หนุนแก้กม.นิรโทษ111ทรท. อย่าห่วง"แม้ว"สู้
ที่มา มติชนออนไลน์
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ภายหลังเปิดบ้านพัก ถนนราชวิถี ในวันคล้ายวันเกิด ครบ 54 ปี เพื่อทำบุญและให้บุคคลต่างๆ ที่มีความสนิทสนม เข้าอวยพร ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันว่า อยากเห็นบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยเฉพาะปัญหาด้านการเมืองที่ทางรัฐบาลต้องทำหน้าที่ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจมากกว่าตอบโต้ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่า จะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่
ส่วนกรณีที่ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังมั่นใจในความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมรัฐบาล โดยการจัดสรรงบประมาณไม่กระจายไปยังทุกพรรคร่วมรัฐบาลไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญกว่าการใช้งบประมาณแก้ปัญหาได้ตรงจุด จึงไม่น่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพมากกว่าปัญหาด้านเศรษฐกิจ ส่วนการปฎิรูปการเมืองต้องดูตามความเหมาะสม เพราะมีกฎหมายหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค เช่น กฎหมายการยุบพรรค ที่ตนเห็นว่าทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เนื่องจากไม่กล้าให้บุคคลสำคัญเป็นกรรมการบริหารพรรค ขณะการปรับคณะรัฐมนตรี หากมีรัฐมนตรีที่ปัญหาด้านจริยธรรมก็สามารถตัดสินได้ทัน หากมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายก็ควรรอผลการพิจารณาก่อน
นอกจากนี้ นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงแนวคิดการแก้กฎหมายนิรโทษกรรมอดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ เนื่องจากหลายคนเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งตนเห็นว่า ขณะนี้ประเทศยังขาดมืออาชีพในการแก้ไขปัญหา ขณะที่การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปลุกระดมคนเสื้อแดงนั้น เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวล และเป็นสิทธิที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อสู้ทางการเมืองได้
'สมชาย'เปิดใจกติกาพิเศษเล่นงาน

นายกฯมึนงบ 2 พันล้าน
"เหลิม"ประกาศพร้อมเป็นนายกฯท้าให้ดำเนินการทางกฎหมายหากอดีตเลขาฯบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ “สมชาย” เปิดใจหลุดจากเก้าอี้เพราะกติกาพิเศษ เผยบ้านเมืองจะไม่สงบหากไม่เคารพเสียงข้างมาก จวกมีปัญหาอะไรก็ดีแต่ถามทหาร ไม่ยอมถามประชาชนเจ้าของประเทศ เตือนนายกฯ หน้าหล่อกู้เงินต่างประเทศคิดให้ดีผลกระทบเพียบ อัดแหลกขึ้นภาษีน้ำมันแค่คิดก็ผิดแล้ว สอนมวยควรเอาเงินที่จะแจกให้ผู้มีรายได้น้อย 2,000 บาท มาชดเชยการขึ้นภาษีน้ำมันดีกว่า แล้วหาทางสร้างงานให้ประชาชนมีรายได้ที่ยั่งยืน “พร้อมพงษ์” ปูดอีก เงินตำแหน่ง ข้าราชการพลเรือนก็มีเค้าถูกริบเหมือนกัน ด้าน “มาร์ค” มึนตึ้บงบฯ ลับ 2,000 ล้านบาท จัด การเสื้อแดง ยันไม่มีใครของบฯ มาทั้งนั้น แย้ม “แม้ว” กลับเข้าประเทศจะให้ความคุ้มครอง อย่างดี ส่วนเอแบคโพลเผยคนไม่สนใจรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”
ยันไม่ใช่รายการตอบโต้การเมือง
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่วังสวนผักกาด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ว่า ตนจะไม่ใช้รายการทุกเช้าวันอาทิตย์เป็นเวทีตอบโต้ แต่จะมารายงานให้ประชาชนทราบถึงการทำงานและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
นายกฯ ยังเล่าให้ฟังถึงผลการเยือนประเทศ ญี่ปุ่นว่า ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ก่อนที่ตนจะขึ้นเครื่องบินกลับ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยบอกว่ามีนักธุรกิจญี่ปุ่นอย่างน้อย 2 คณะขอติดต่อเข้ามาลงทุนในประเทศไทยภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชาวญี่ปุ่นต้องการคือความมั่นใจว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเราสงบลงแล้ว ซึ่งตนได้ให้ความมั่นใจ แต่ก็ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนทุกกลุ่มว่า ในเมื่อมิตรประเทศเขาอยากจะกลับเข้ามา จึงอยากให้เรามาช่วยกันรักษาบรรยากาศของบ้านเมือง เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยเอง
“มาร์ค” งง!งบลับล้างบางเสื้อแดง
นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังอัด รายการถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่ารัฐบาลจัดงบลับจำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้สกัดกั้น กลุ่มคนเสื้อแดงว่า ไม่ทราบ แปลกใจเหมือนกันว่าข่าวนี้มาจากที่ใด งบกลางก็ไม่มีงบส่วนนี้หรือการจัดสรรงบฯเพิ่มเติมกลางปีก็ไม่เห็นมีเช่นกัน เมื่อถามว่า จะมีการตรวจสอบในรายละเอียดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เวลานี้ไม่ได้มีการจัดสรรงบฯ และงบกลางก็ยังไม่มีใครขอมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการอ้างเอกสารสำคัญของกระทรวงกลาโหมมายืนยันเรื่องดังกล่าวด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเรื่องมาถึงตนจะพิจารณาให้ แต่ไม่คิดมีว่ามีเรื่องนี้ เราไม่จำเป็นที่ต้องตั้งงบฯมาดำเนินการสกัดกั้นกลุ่มเสื้อแดง หรือใช้ในการปฏิบัติการทางการเมือง แต่ถ้าเป็นเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ สร้างค่านิยมและการเผยแพร่ประชาธิปไตย ก็สามารถจัดสรรงบฯให้ได้
พร้อมดูแลความปลอดภัย “แม้ว”
เมื่อถามว่า รัฐบาลยังคงจับตาความเคลื่อน ไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐ มนตรี อยู่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ทุกอย่างยัง เหมือนเดิมไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ตนอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามาในประเทศ ตนคิดว่าตอนนี้ความสนใจของคนส่วนใหญ่ คือทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้า ตนสนใจแต่เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการทำให้การเมืองมีความมั่นคง
ต่อข้อถามว่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลคน 60 กว่าล้านคน เมื่อถามต่อว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาจะดูแลความปลอดภัยได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ดูแลได้ เมื่อถามต่อว่า ข่าวการลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณมีมูลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ยิน แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามาในประเทศ ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ต้องดูแลให้ดีที่สุด
ห้ามไม่ได้เกมนับองค์ประชุม
นายอภิสิทธิ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการนับองค์ประชุมในการประชุมสภาที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องว่า ส.ส.รัฐบาลก็ต้องพร้อมตลอดเวลา การนับองค์ประชุมก็เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน ถ้าเสนอขอนับองค์ประชุมในประเด็นที่มีความขัดแย้งกัน มาก ๆ ก็เข้าใจได้ แต่ถ้านับองค์ประชุมโดยที่เรื่องที่กำลังพิจารณาไม่ได้มีความขัดแย้ง ก็อยากเห็นการประชุมสภาเดินหน้าไป เพราะเกรงว่าประชาชน จะรู้สึกว่าสภามีปัญหาตลอดเวลา
เมื่อถามว่า จะขอความร่วมมือเพื่อให้การประชุมสภาเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยตัวเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วิปพรรคร่วมรัฐบาลก็พยายามคุยกันอยู่ แต่ต้องเข้าใจว่าการขอนับ องค์ประชุมไม่ใช่เรื่องของพรรค เพราะเป็นเอก สิทธิ์ของ ส.ส. จึงไม่สามารถหยุดยั้ง ส.ส. ที่จะใช้เอกสิทธิ์นี้ได้
ปัดล้างบาง ตร.ยันจัดระบบ
นายกฯยังกล่าวถึงการวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยเฉพาะกรณีที่ให้ พล.ต.ท. ไถง ปราศจากศัตรู จเรตำรวจ สามี นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ว่า เป็นไปตามกระบวนการ เพราะองค์กร บริหารงานบุคคลของตำรวจมีอยู่แล้ว คือ ก.ตร. ที่มีการประชุมและมีมติ ก็ทำงานกันตามระบบ ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่านายสุเทพไม่มีหน้าที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดโผโยกย้ายนั้น นายสุเทพได้รับมอบอำนาจไปเป็นประธาน ก.ตร. เมื่อถามว่ามีการมองว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นการล้างบางคนเก่าเพื่อเอาคนใหม่เข้ามาแทน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้มองอย่างนั้น แต่มองว่าเป็นการจัดระบบเพื่อประโยชน์ของงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าโผโยกย้ายครั้งนี้แย่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเห็นก็มีหลากหลาย ขณะเดียวกัน ก็ต้องดูว่าในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในหลาย ๆ ส่วนเป็นที่มาของวิกฤติที่เรากำลังเผชิญในครั้งนี้ ขณะนี้จึงมีความพยายามที่จะจัดระบบบุคลากรเพื่อช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหานี้ มุ่งที่จะให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความเป็นธรรมในสังคม
คนไม่สนใจรายการนายกฯ
ด้านเอแบคโพลได้สำรวจความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,139 คน เรื่อง เปรียบเทียบแนวโน้มความเชื่อมั่น/ไม่เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในทรรศนะของประชาชนพบว่า 11.8% ติดตามรายการ ขณะที่ 88.2% ไม่ได้ติดตามรายการ เมื่อถามถึงความน่าสนใจของรายการ 89.4% ระบุว่ามีความน่าสนใจ ส่วน 4.4% บอกว่าไม่น่าสนใจ สำหรับ ประเด็นที่ชื่นชอบ 74.1% ชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รองลงมา 56.0% ชอบเรื่องการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย
สำหรับประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 87.5% บอกว่ามีเนื้อหาสาระ มีเพียง 5.4% บอกว่าไม่เป็นประโยชน์ ส่วนความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยภายหลังการติดตามชมรายการ 81.9% เชื่อมั่น ส่วน 11.2% ไม่เชื่อมั่น ประเด็นที่อยากให้นายกฯพูดในครั้งต่อไป 67.2% เป็นเรื่องการกลับมาแพร่ระบาดของยาเสพติด รองลงมา 65.5% ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น 61.2% ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 56.9% ความแตกแยกของคนในชาติ
“เหลิม” ประกาศพร้อมเป็นนายกฯ
อีกด้านหนึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีว่า ได้เตรียมข้อมูลหลักฐานเรียบร้อยแล้ว รอให้พรรคพิจารณาเห็นชอบ คาดว่าจะยื่นญัตติได้ช่วงต้นเดือน มี.ค. โดยจะมีการยื่นรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯคนต่อไปด้วย หากพรรคเห็นชอบเสนอชื่อตนเป็นนายกฯ ก็พร้อมเป็น แต่ไม่พร้อมเป็นหัวหน้าพรรคหรือผู้นำ ฝ่ายค้าน
ส่วนข่าวการนำงบลับ 2,000 ล้านบาทของกองทัพ เพื่อจัดทำโครงการเสริมสร้างความสามัคคี ความสมานฉันท์ ของประชาชนภายในชาติ โดยมีเป้าหมายเฉพาะกับกลุ่มเสื้อแดงนั้น ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่เชื่อว่าหากประชาชนมีความศรัทธาพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ว่าใครทำอะไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของประชาชนได้
ท้าให้สอบลูกน้องรุกที่ป่า
เมื่อถามถึงกรณีที่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าอดีตเลขานุการสมัยที่เป็น รมว. มหาดไทย บุกรุกป่าสงวนของอุทยานแห่งชาติป่าแม่ระกา จ.กำแพงเพชร ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ทราบว่าที่ดินดังกล่าวได้ซื้อผ่านกรมบังคับคดีตั้งแต่ปี 46 เรื่องดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แถลง ไม่ใช่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ หากผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิด และตนมีส่วนเกี่ยวข้องก็ให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
“สมชาย” เปิดใจกติกาพิเศษเล่นงาน
ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์เปิดใจในรายการ “ความจริงวันนี้สีแดง” ทางสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น หลังจากที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีว่า ไม่เคยรู้สึกเสียใจ เพราะไม่ได้ยึดติดตำแหน่ง ตนเคารพกติกา ส่วนกติกาที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไรไม่อยากพูดถึง ว่าทำไมต้องมาจี้มาบีบบังคับให้ตนต้องออกจากตำแหน่ง หรือไม่อยากให้ตนนั่งทำงานในตึกไทยคู่ฟ้าแต่ให้อีกคนมานั่งได้โดยกติกาพิเศษ
“ผมติดตามการเมืองตลอด การที่ผมต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ คิดว่าคงเป็นกติกาพิเศษเพื่อผมเท่านั้น ไม่อยากพูดเพราะผมเคารพกฎหมายไม่ยึดติดตำแหน่ง และไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เป็นนายกฯ” นายสมชายกล่าวและว่า หากตนยังเป็นนายกฯก็จะดำเนินการในนโยบายสำคัญ คือการปราบปรามยาเสพติด และสานต่อนโยบายหวยบนดิน เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีในการที่จะนำเงินรายได้มาใช้ประโยชน์ในเรื่องการศึกษา นอกจากนี้จะดำเนินการสร้างรถไฟฟ้าขยายต่ออีก ระยะทาง 300 กิโลเมตร และการสร้างรถไฟด่วนระหว่างจังหวัด ให้เหมือนในต่างประเทศด้วย
สอนมวยรัฐบาลเดินผิดทาง
นายสมชายยังกล่าวถึงนโยบายรัฐบาลที่แจกเงิน 2,000 บาท ให้ผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ว่า เป็นนโยบายไม่ยั่งยืน บางคนใช้คืนเดียวหมดแล้ว บุคคลที่มีรายได้ดังกล่าวมีจำนวนน้อย อยู่ในกลุ่มของข้าราชการและลูกจ้างในระบบ ขณะที่ตัวเลขผู้ว่างงานมีมากถึง 25 ล้านคน รวมทั้งคนรากหญ้าและเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้เลย น่าจะมีนโยบายที่จะสร้างงานเพื่อสร้างรายได้มากกว่า
“การขึ้นภาษีน้ำมันผมไม่เห็นด้วย เพราะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของประชาชนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนที่รัฐบาลไม่สมควรทำอย่างยิ่ง จะทำให้ราคาสินค้าขึ้นตามไปอีกเป็นจำนวนมาก ควรจะเอาเงินสองพันมาชดเชยการขึ้นภาษีน้ำมันจะดีกว่ามาก” อดีตนายกฯกล่าว
เตือนกู้เงิน ตปท.ระวังให้ดี
นายสมชายกล่าวต่อว่า นโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการ คือผลักดันการท่องเที่ยวและการส่งออก หากกระตุ้นได้ดีจะเห็นผลทันตา รัฐบาลตนพยายามกระตุ้นการท่องเที่ยวและการส่งออก แต่ต้องมาถูกกระชากหัวใจเพราะการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งไม่ทราบว่าใครผิดแต่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแน่นอน ต้องมีคนรับผิดชอบเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงรัฐบาลมีนโยบายกู้เงินจากต่างประเทศกว่าแสนล้านบาทว่า ต้องระมัดระวังในการดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 ซึ่งถือว่าการกู้ยืมเป็นการดำเนินการตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำประชาพิจารณ์และเสนอต่อสภารับทราบ นอกจากนี้ ครม.จะต้องมีการพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาให้กับกลุ่มต่าง ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเงินกู้ต่างประเทศด้วย เพราะเป็นการนำประเทศไปผูกพันธสัญญาระหว่างประเทศที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบ ในวงกว้าง
ดีแต่ถามทหารไม่ถาม ปชช.
นายสมชายยังกล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ออกรายการโทรทัศน์ให้นายสมชายลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้นว่า การแสดงความเห็นของ ผบ.ทบ. ดังกล่าว ดำเนินการในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งตนก็ไม่เคยคิดที่จะย้ายหรือปลด เพราะการบริหารงานตนยึดหลักโยกย้ายตามวาระ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น
“หลายคนตำหนิผมว่าทำไมไม่ยุบสภา หากยุบสภาวันนั้นเลือกตั้งก็ยังได้เสียงข้างมาก ผมบอกไปว่าต้องการรักษาระบบให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย และจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนว่าประชาธิปไตยต้องเป็นตามวาระ กำหนดโดยเสียงข้างมากของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เวลาบ้านเมืองเกิดปัญหาจะถามทางออกจากทหาร ไม่เคยมีใครไปถามประชาชนว่าเขาต้องการอะไร บ้านเมืองจึงไม่สงบเสียที” นายสมชายกล่าว
จี้นายกฯตอบ 2 คำถาม
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการ “เพื่อไทยวันอาทิตย์” ว่า ตนและฝ่ายกฎหมายจะไปยื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช.กรณีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และภรรยาแจกเงินพร้อมแนบนามบัตรให้กับประชาชน และจะร้องเรียนนาย วิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ กรณีการแจกข้าวหอมมะลิด้วย
นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ตอบคำถามทางจริยธรรมทั้งทางนิติรัฐและนิติธรรมใน 2 ประเด็น คือ 1.กรณีนายบุญจงจะดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่ตอบแบบ เอาสีข้างเข้าถูว่าประชาชนยังไม่เสียหาย 2.กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม กรณีเหล่านี้คือหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมของนายกฯ ใช่หรือไม่
ปูดอีกริบเงินตำแหน่ง ขรก.พลเรือน
โฆษกพรรคเพื่อไทยยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะมีการเรียกคืนเงินประจำตำแหน่ง ของนายทหารระดับสูงกองทัพว่า จากการตรวจสอบรายละเอียดในเรื่องนี้ ทราบว่าเหตุผลที่จะเรียกเงินประจำตำแหน่งคืนนั้น มีการอ้างว่าการอนุมัติเงินประจำตำแหน่งดำเนินการในยุคของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ แต่ระหว่างการประชุมพิจารณากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ก็เลยจะดำเนิน การเรียกเงินคืน ซึ่งเงินดังกล่าวได้จ่ายไปแล้ว 6 เดือน ตั้งแต่ 1-3 หมื่นบาท เป็นวงเงินประ มาณ 500 กว่าล้านบาท
“การเรียกเงินประจำตำแหน่งคืนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังถังแตก ดังนั้นไม่ควรหน้าใหญ่ เกทับ บลั๊ฟแหลก ด้วยโครงการอภิมหาประชานิยม เพราะทราบมาว่า นอกจาก ทหารที่จะถูกเรียกเงินคืนแล้วยังมีข้าราชการพลเรือนด้วย” นายพร้อมพงศ์ กล่าว
เตรียมลาก “ชวรัตน์” ขึ้นโรงพัก
ด้าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตถึงการแจกเงินสงเคราะห์คนยากไร้ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ คนละ 500 บาทว่า ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการตาม ขั้นตอนและหลักเกณฑ์หรือไม่ ว่าคนที่ได้รับ เงินเป็นชาวบ้านที่ยากไร้จริง เพราะหลายคนที่ได้รับแจกเงินไม่ได้มีฐานะยากจนจริง และสมัยที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็ได้มีการแจกเงินให้กับประชาชนที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 51 หัวละ 500 บาท ไม่ต่ำกว่า 500 หัว โดยสถานที่แจกเป็นที่ว่าการอำเภอ มีฉากหลังเป็นภาพของนายชวรัตน์ กรณีนี้อาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน ฉ้อโกงตามมาตรา 343 ของประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่
“ที่กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวอาจจะ เข้าข่ายความผิดฉ้อโกง เพราะมีเจตนานำเงินหลวง ออกไปแจกประชาชน เพื่อประโยชน์ของตนเอง และคนที่แจกก็เตรียมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น ดังนั้นอาจจะเข้าข่ายแจกเงินซื้อเสียงล่วงหน้าหรือไม่ ผมจึงให้ทีมกฎหมายของพรรครวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายชวรัตน์ ไปพร้อม ๆ กับการแจ้งความดำเนินคดีกับนายบุญจงในสัปดาห์หน้าที่ จ.นครราชสีมา” พ.ต.ท.สมชาย กล่าว
อ้างเพิ่งได้หลักฐานเล่นงาน
เมื่อถามว่า เรื่องที่นำมาเปิดเผยเป็น ช่วงที่นายชวรัตน์อยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ทำไมเพิ่งนำมาพูด พ.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า การตรวจสอบก็ทำไปตามหน้าที่ของฝ่ายค้าน กรณีของนายชวรัตน์จะเกิดขึ้นตอนไหนก็แล้วแต่ คดียังไม่หมดอายุความ ดังนั้นสามารถที่จะดำเนินการทางกฎหมายได้ ที่สำคัญตนเพิ่งได้หลักฐานมา
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้ กกต.ตรวจสอบกรณีที่นายอภิสิทธิ์ และนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยตกลงร่วมจัดตั้งรัฐบาลนั้น คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้ทำ หนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ให้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว และได้ชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้ว คณะอนุกรรมการฯ เห็นแล้วว่า ข้อมูลทุกอย่างเพียงพอที่จะสามารถสรุปเรื่องและเสนอให้กับ กกต.ได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยได้นัดประชุมในวันที่ 10 ก.พ.
“วิฑูรย์” พร้อมให้ ป.ป.ช.สอบ
ด้านนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว. การพัฒนาสังคมฯ กล่าวถึงการจะลงพื้นที่ไปดูปัญหาเรื่องปลากระป๋องชาวดอยที่ จ.พัทลุง ในวันที่ 9 ก.พ. ว่า ได้คุยกับทีมงานของตนที่ จ.อุบลราชธานี และปรึกษากับ ส.ส.พัทลุงแล้ว เห็นว่าควรเลื่อนกำหนดการออกไปก่อน เพราะตรงกับวันมาฆบูชาชาวบ้านในพื้นที่ต้องทำบุญกัน จึงอาจไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังเห็นว่าควรรอให้รัฐมนตรีและคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ดำเนินการสอบสวนไปก่อน
“ผลสรุปออกมาอย่างไรจากนั้นผมจะเดินทางไปทันที ยืนยันว่าไม่ใช่การหนียังคงต้องไปแน่นอนและน่าจะได้ไปเร็ว ๆ นี้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะยื่นให้ ป.ป.ช.สอบสวนในเรื่องดังกล่าว ผมยินดีและพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ” นายวิฑูรย์กล่าวและว่า พรรคเพื่อไทยคงพยายามจะให้ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ไปจากภาคอีสาน แต่คงยากที่จะทำอย่างนั้นได้
เจ้าอาวาสแจ้งจับเสื้อแดง
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง เมื่อเวลา 14.00 น. พระมหาบุญถึง ธุตินังธโร (ปธ.5) ผู้อำนวยการสถาบันธรรมประชาธิปไตย และเป็นเจ้าอาวาสวัดตะล่อม แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม. พร้อมกับนายสมาน ศรีงาม เลขาธิการทั่วไป เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.เจรวัตร จรจบ พงส. (สบ 1) สน.ชนะสงคราม เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีที่ถูกกลุ่มบุคคลที่อ้างตัว ว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 20 คน รุม ทำร้าย และขว้างปาสิ่งของเข้าไปภายในเต็นท์ ขณะที่กำลังนั่งปฏิบัติธรรมภายในเต็นท์ที่ 38-39 ท้องสนามหลวง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
นายสมาน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนพร้อมกับพระมหาบุญถึง ได้เข้าร่วมงานเผยแผ่สัปดาห์พระพุทธศาสนา เนื่องในช่วงวันมาฆบูชาประจำปี 2552 ที่บริเวณท้องสนามหลวง โดยได้จองเต็นท์ไว้หลังที่ 38-39 ตรงถนนผ่ากลางสนามหลวง ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 20.30-22.00 น. วันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นกลุ่มของคนเสื้อแดงประมาณ 20 คน เข้ามาก่อกวน โดยพูดจาข่มขู่ให้ออกไป หากไม่เชื่อฟังจะทำการรื้อเต็นท์ที่กางอยู่ ระหว่างนั้นก็ได้ขว้างปาสิ่งของเข้ามาในเต็นท์ ซึ่งพวกตนไม่ มีการโต้ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็เข้ามารุมทำร้าย โดยชกเข้าที่หูซ้าย พร้อมกับล็อกคอลากตนลงกับพื้น ก่อนจะรุมกระทืบ โชคดีที่ตนสะบัดหลุดแล้ววิ่งขึ้นรถแท็กซี่หลบหนีไป ก่อนจะเดินทางเข้ามาแจ้งความดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน แล้วจะได้ส่งตัวไปตรวจร่างกาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หากพบว่ามี ร่องรอยถูกทำร้ายจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ปชป.ลั่นเรื่อง “งบลับ” ไร้สาระ
ทางด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหารัฐบาลและทหารทุ่มงบกว่า 2 พันล้านบาท เพื่อล้มมวลชนคนเสื้อแดงว่า เป็นข่าวไร้สาระ ไม่มีข้อมูลความจริง ส่วนที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยงดเดินทางไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกง โดยอ้างว่าไม่ต้องการให้คนอื่นทราบแหล่งที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นการแก้เกี้ยวทางการเมือง แต่ความจริงกลัวว่าทางจีนจะถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศจีนในฐานะนักท่องเที่ยว ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ดังนั้นหาก ส.ส.ไปพบจะเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองผิดซึ่งเงื่อนไขที่ได้รับ
แฉมะกันจ้องถอนวีซ่า “แม้ว”
สำหรับข่าวที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ออกวีซ่าอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศนั้น หาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยอยากรู้ความจริงต้องให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ลองขอวีซ่าจากญี่ปุ่นดู โดยไม่จำเป็น ต้องให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยไปกดดันที่สถานทูตญี่ปุ่น นอกจากนี้จากการตรวจสอบเป็นการภายในจากกระทรวงการต่างประเทศยังทราบมาว่า ทางสหรัฐอเมริกาอยู่ในระหว่างการพิจารณาระงับการออกวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกด้วย
“กรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ. ระบุมีขบวนการลอบสังหาร พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นการสร้างจิตวิทยามวลชนให้กลุ่มเสื้อแดงสงสาร พ.ต.ท.ทักษิณ และปลุกชนวนการต่อต้าน ส่วนที่พรรคเพื่อไทยระบุว่ารู้ ๆ กันอยู่ว่าใครคิดลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เกิด จากการจินตนาการของตัวเอง หากอยากให้ประชาชนรู้ช่วยบอกมาหน่อยว่าเป็นใคร” นายเทพไทกล่าว
พท.ร้องกองทัพแจงงบลับ
ที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีสเตชั่น วันเดียวกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะทีมงานการเมืองพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวว่าเกี่ยวกับเอกสารงบลับ 2 พันล้านของกองทัพที่ใช้ในการล้างสมองกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มคนฝ่ายตรง ข้ามรัฐบาลว่า ตนยืนยันเป็นเรื่องจริงเพราะได้รับการบอกกล่าวมาจากเจ้ากรมทหารท่านหนึ่งที่เข้าร่วมการประชุมของกองทัพบก ร่วมทั้งมีการจัดทำเป็นเอกสารแจกจ่ายนายทหารที่เข้าร่วมการประชุมในวันนั้น ที่จัดขึ้นที่ตึกบัญชาการกองทัพบกชั้น 5 ถนนราชดำเนินเมื่อกลางเดือนมกราคม โดยมีนายทหารระดับผู้บัญชาการหน่วยเข้าร่วม 500 คน ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานประชุม
“ในช่วงระหว่างการประชุมมีการบรรยายว่าจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างไร ในการเข้าถึงชุมชนหมู่บ้านทั่วประเทศ 7 หมื่นกว่าหมู่บ้าน เพื่อสลายพฤติกรรมของชาวบ้านให้มาเห็นด้วย กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมีการแจกแจงว่าเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเท่าไหร่ในการลงพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้นการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง มีเอกสารการใช้งบลับ 2 พันล้านจริง เพราะฉะนั้นตนขอเรียกร้องให้นายทหารระดับแม่ทัพผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมาชี้แจงด้วย ว่าทำไมต้องใช้งบประมาณสิ้นเปลืองขนาดนี้ในการล้างสมองคนเสื้อแดง หรืออาจจะมีการเบิกงบจริงแต่ไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติ ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะส่งเรื่องให้กรรมาธิการทหารของรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบ ผมจะตามกัดติดเรื่องนี้แบบไม่ปล่อยแน่นอน” นายณัฐวุฒิกล่าว
เสื้อแดงระดมพล 14 ก.พ.
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 14 ก.พ. จะจัดที่ลานหน้าวัดเวฬุวัน ดอนเมือง ตั้งแต่ เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป โดยจะมีการสังสรรค์ใหญ่และกำหนดการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลอีกครั้ง ส่วนการโฟนอินของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นจะมีขึ้นในวันที่ 14 ก.พ. หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านว่า จะโฟนอินมาหรือไม่ ซึ่งท่านจะให้คำตอบในสัปดาห์หน้า
เปิดโปงงบฯ จัดซื้อเครื่องบิน
ที่พรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.สมชาย เพศ ประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภา ผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ได้ไปตรวจเยี่ยมกองทัพ บกและมีการเสนอของบประมาณเพิ่มเติม จัด ซื้อเครื่องบินและสายพานลำเลียง โดยจะมี การวางเงินมัดจำ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าผิดระเบียบและผิดกฎหมาย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งตนอยากชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลนี้จะทำอะไร ก็ได้โดยไม่ยึดระเบียบหรือกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าที่คณะกรรมการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ได้มีการศึกษามาแล้วว่า ในช่วงระยะเวลา 10 ปีนี้ ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ดังนั้นนายสุเทพควรชะลอโครงการออกไปก่อน
ขณะที่ นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีการสอบสวนเหตุการณ์สลายการชุมนุม วันที่ 7 ต.ค. 51 ซึ่งมีกระแสข่าวว่านายตำรวจระดับสูงที่เกี่ยวข้องได้เข้าเจรจาเคลียร์ปัญหากับ ป.ป.ช. แล้วนั้น ว่าไม่มีการเคลียร์ เรื่องนี้เคลียร์ไม่ได้ ต้องทำงานตามหน้าที่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและเรียกพยานมาชี้แจงอีกกว่า 30 ปาก ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา
เสื้อแดงเชียงใหม่ไล่ “มาร์ค”
วันเดียวกันที่ จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กลุ่มรักลำพูน 51 กลุ่มรักลำปาง 51 และกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 3,000 คน ได้สวมเสื้อแดงเดินขบวนไปตามถนนเส้นรอบคูเมืองเชียงใหม่ เพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีและ ครม. โดยมีการนำรถ 6 ล้อติดป้ายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ นอกจากนี้ยังพูดผ่านเครื่องขยายเสียงขับไล่รัฐบาล และพูดสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและกลุ่มรัฐบาลเก่าของ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งขบวนที่ผ่านตามสถานที่ต่าง ๆ ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ รถตุ๊กตุ๊ก และรถจักรยานยนต์เข้ามาร่วมขบวนด้วย พร้อมบีบแตรและโห่ร้องเสียงดังสนั่นไปตลอดเส้นทาง
ยุ่งพอสมควร
ต้องถือเป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ทางการเมือง
เมื่อมีส.ส. 8 คนจากพรรคเพื่อแผ่นดิน และส.ส.1 คน จากพรรคประชาราช ได้ประกาศตัวเป็นอิสระจากพรรคของตัวเอง
เพื่อเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยอย่างเปิดเผยเต็มเนื้อเต็มตัว
ไม่ต้องผลุบๆ โผล่ๆ หลบๆ ซ่อนๆ ให้จั๊กกระจี้จั๊กกระเดียม
โดย ส.ส.ทั้ง 9 คน จะเข้าร่วมประชุม ส.ส. ร่วมประชุม กก.พรรค และร่วมกิจกรรมต่างๆของพรรคภูมิใจไทยเหมือนกับ ส.ส.ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยทุกประการ
ส.ส.ทั้ง 9 คน จะโหวตออกเสียงในสภาฯ ในทิศทางเดียวกับ ส.ส. 32 คนที่สังกัดพรรคภูมิใจไทย (โดยไม่แคร์ว่าจะเป็นการโหวตสวนมติพรรคตัวเอง)
พูดสั้นๆ คือ “ตามนิตินัย” ส.ส.ทั้ง 9 คน ยังมีสถานะเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเดิม
แต่ตามพฤตินัย ทั้ง 9 คน ได้แหกด่านมะขามเตี้ยย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยโรงเรียนเนวิน
เด็ดสะระตี่ดีมั้ยล่ะท่านประธาน??
ส่วนการที่ ส.ส.ทั้ง 9 คน ไม่ลาออกจากพรรคเก่าย้ายไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 106 กำหนดว่า ส.ส.คนใดลาออกจากพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่...
จะต้องพ้นจากการเป็น ส.ส.ทันที!!
เพราะเหตุนี้ 8 ส.ส.จากพรรคเพื่อแผ่นดิน บวก 1 ส.ส.จากพรรคประชาราช จึงจำเป็นต้องสังกัดพรรคเดิมไปก่อนจนกว่าจะครบเทอม 4 ปี หรือจนกว่าจะยุบสภาฯ
แต่รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันก็ขัดแย้งกันเอง
มาตรา 106 ห้าม ส.ส.ย้ายพรรค ใครย้ายพรรคต้องหมดสภาพ ส.ส.ทันที
แต่รัฐธรรมนูญ “มาตรา 122” กำหนดให้ ส.ส.ไม่ต้องอยู่ในอาณัติ หรือความผูกมัด หรือความครอบงำของพรรค การเมือง
หมายความว่า ส.ส.มีอิสระไม่ต้องโหวตตามมติพรรค หรือสามารถโหวตสวนมติพรรคของตัวเอง!!
ผลก็คือพรรคการเมืองซึ่งเป็นเสาหลักของระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถควบคุม ส.ส.ลูกพรรคให้โหวตในทางเดียวกัน
ส.ส.ที่สังกัดฝ่ายค้าน ก็มีสิทธิแหกมติพรรคตัวเองไปโหวตสนับสนุนรัฐบาล
ส.ส.รัฐบาล ก็สามารถแหกมติพรรคไปโหวตให้ฝ่ายค้าน (เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ให้ความคุ้มครอง)
นี่คือข้อพิสูจน์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าการที่พรรค การเมืองอ่อนแอยิ่งทำให้ ส.ส.มีอำนาจต่อรอง
การที่ ส.ส.มีอิสระไม่ต้องโหวตตามมติพรรค จะทำให้การเมืองพลิกล็อกได้ตลอดเวลา
ตัวเลข ส.ส.ในสภาฯ ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล จะไม่มีความแน่นอน
ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยเจาะไข่แดงดูด ส.ส.ฝ่ายค้านมาได้แล้ว 9 คน ทำให้เสียงสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น 9 เสียง
และทำให้เสียงฝ่ายค้านลดลงไป 9 เสียงทันที!!
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่านอกจาก ส.ส. 9 คน ที่เปิดตัวไปร่วมสมานฉันท์กับพรรคภูมิใจไทย ยังมี ส.ส.ฝ่ายค้านอีกบางส่วนที่กำลังเจอพลังดูดให้ย้ายขั้วไปสนับสนุนรัฐบาล
โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยคือเป้าใหญ่ที่จะถูกเจาะไข่แดง เพราะ ส.ส. พรรคเพื่อไทยที่แอบต่อสายอยู่กับกลุ่มเพื่อนเนวินยังมีไม่ตํ่ากว่า 20 คน
ข้อสำคัญ ในขณะที่ท่อนํ้าเลี้ยงพรรคเพื่อไทยไหลติดๆขัดๆ ไหลกะปริบกะปรอย
แต่ท่อนํ้าเลี้ยงพรรคภูมิใจไทยไหลคล่องดีเหลือเกิน
“แม่ลูกจันทร์” มองข้ามช็อตว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นสงครามสามก๊ก ประชาธิปัตย์เพื่อไทย และภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยของกลุ่มเพื่อนเนวิน จะเป็นพรรคใหญ่ 1 ใน 3 ที่พร้อมเป็นแกนนำรัฐบาล
ยี่ห้อ “เนวิน” ซะอย่าง ไม่ผิดหวังด้วยประการทั้งพวง.
“แม่ลูกจันทร์”
อัศจรรย์วันมาฆะ
วันเพ็ญเดือนสาม ในปีแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เดิมทีเป็นวันที่คนเป็นพราหมณ์ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ต้องกลับมาดูแลครูอาจารย์ครับ
ตกกลางคืนก็จะมีพิธีลอยบาป คืนนี้มีชื่อเรียกว่า ศิวาราตรี
คัมภีร์พุทธศาสนากล่าวถึงวันนี้ว่า เป็นวันที่พระอรหันต์ ที่ล้วนแล้วแต่บวชด้วยวิธี “เอหิ ภิกขุอุปสัมปทา” (จงเป็นภิกษุเถิด) จำนวนทั้งสิ้น 1,250 รูป ได้มาประชุมพร้อมกันต่อหน้าพระพุทธเจ้า
พระอรหันต์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นพราหมณ์มาก่อน เมื่อบวชแล้วก็แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถึงวันเพ็ญเดือนสาม ความคุ้นเคยตามนิสัยพราหมณ์ก็ต้องคิดถึงอาจารย์
กลับมาหาอาจารย์
คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ส่องสว่างลงมาในบริเวณป่าไผ่ (วัดเวฬุวัน) บรรยากาศเป็นใจ พระอาจารย์ (พระพุทธเจ้า) ถือเป็นโอกาส วางหลักธรรมสำคัญ ความยาวเพียง 3 คาถาครึ่ง
สำนวนหลวงวิจิตรวาทการแปลไว้ในหนังสือศาสนาสากลเล่ม 2 ดังต่อไปนี้
การไม่ทำบาปทุกอย่าง ประกอบแต่สิ่งที่เป็นกุศล ทำใจของตนให้ผ่องใส...นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า ขันติ คือความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสิ่งสูงสุด บรรพชิตผู้ฆ่าและเบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ถือว่าเป็นสมณะเลย
การไม่ใส่ร้ายกันด้วยวาจา การไม่ประหัตประหารกัน การสำรวมในหลักธรรม รู้จักประมาณในการกินอาหาร การนั่งนอนในที่สงัด ประกอบความเพียรทางจิตอย่างสูง
นี่คือคำตอบของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
หลักธรรมนี้เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ ชาวพุทธถือว่า เป็นตัวศาสนา หรือหัวใจศาสนา
ตอนนั้นพระสงฆ์มีเพียง 1,250 รูป ก็ยึดหลักธรรมนี้ไว้ ธรรมอื่นใดที่เบี่ยงเบนไปจากนี้ ไม่ถือว่าเป็นธรรมของพระอาจารย์คือพระพุทธเจ้า
ถือว่าวันมาฆบูชา เป็นวันจาตุรงคสันนิบาต มีเหตุสี่อย่างมาประจวบกัน พระจันทร์เต็มดวง พระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกัน พระอรหันต์ล้วนแต่บวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา
และในคืนที่พราหมณ์ประกอบพิธีศิวาราตรี ลอยบาป พระพุทธเจ้าก็ประกาศหลักสำคัญของพุทธศาสนา ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อถือดั้งเดิม
หากจะนับเหตุอัศจรรย์ ผมเห็นอยู่ข้อสี่ ธรรมที่ทรงตอกเป็นหลักสำคัญไว้นั้น ยังยั่งยืนยาวนานกว่า 2,500 ปีแล้ว
วันนี้ วันมาฆบูชา มีเวลาก็ไปเข้าวัดทบทวนโอวาทปาติโมกข์กันบ้างนะครับ
บางคนอาจไม่เคยทำชั่ว ทำความดี แต่ยังทำใจให้เป็นสมาธิ...วางรักโลภโกรธหลงยังไม่ได้ ใจก็ยังไม่เคยว่าง ก็น่าจะเอาวันนี้แวะเวียนไปขอ “กรรมฐาน” จากอาจารย์
พระสงฆ์ไทยไม่ได้มีแต่ประเภทพระตุ๊ดพระแต๋วอย่างที่เป็นข่าว พระดีๆที่มีวัตรปฏิบัติบริสุทธิ์ผ่องใส มีภูมิธรรมพอจะสอนให้เข้าถึงความสุข สงบเย็นได้ มีให้เลือกอยู่มากมายหลายท่าน
ผู้ใดปฏิบัติธรรมตามหลักหัวใจศาสนา ถือกันว่า ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า
ที่ไหว้ๆกันในวันนี้ ดูจะยึดกันแต่ปาฏิหาริย์ ไหว้พระพุทธรูปแล้วก็ติดอยู่ที่เศษทองเหลือง ไว้พระสงฆ์ก็ติดอยู่แค่ชายผ้าเหลือง.
กิเลน ประลองเชิง