WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 10, 2009

คู่มือดำรงชีวิต

ที่มา ไทยรัฐ

ผมนั่งเตรียมต้นฉบับวันนี้ก่อนวันมาฆบูชาเพียงไม่กี่ชั่วโมง บรรยากาศ รอบๆตัวยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของพระธรรม

เผอิญได้อ่านบทความที่เขียนโดยพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งนำพระธรรมของพุทธศาสนามาประยุกต์กับเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน

สามารถที่จะนำมาตัดแปะไว้เป็นเครื่องเตือนใจในยามที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำอย่างรุนแรงในขณะนี้ได้อย่างดียิ่ง

บทความนี้ชื่อว่า การดำรงชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขียนโดยพระคุณเจ้า พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) แห่ง วัดสุทัศนเทพวราราม ตีพิมพ์อยู่ในนิตยสาร Vote รายปักษ์ ปักษ์แรกกุมภาพันธ์

ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อในคอลัมน์ของผมวันนี้ โดยหวังว่าจะมีผู้อ่านรับรู้รับทราบพร้อมทั้งปฏิบัติตามคำชี้แนะของท่านเจ้าคุณพิพิธกว้างขวางยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ยิ่งในการฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้

ขอเชิญอ่านได้เลยครับ.

ซูม

มีคนถามกันมากว่าในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะดำรงชีวิตอย่างไร? ก็ขอตอบว่า ในภาวะเช่นนี้ จะต้อง...เรียนรู้ รับรู้ ยิ้มสู้ อยู่อย่างมีความหวัง...

- เรียนรู้ คือ ต้องเรียนรู้สภาวการณ์ สถานการณ์ของบ้านเมืองให้รู้อย่างถ่องแท้ว่าอะไร เป็นอะไร เสียก่อน คือ

ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คาดฝัน เกิดปัญหาต่อสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ บ้านจัดสรรขายไม่ออก ดอกเบี้ยไม่บาน โรงงานปิด ชาวบ้านไม่ได้ราคาสินค้าผลผลิต พระไม่มีกิจนิมนต์ คนจบการศึกษาใหม่ไม่มีงาน รัฐบาลไม่มีภาษีพัฒนาประเทศชาติ

ทั้ง 9 ข้อนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ ก้าวหลังไม่ใช่ ก้าวหน้าซึ่งทุกคนควรใคร่ครวญพิจารณาในแต่ละประเด็น ก็จะเห็นชัดเจน เรียกว่า เดือดร้อนกันทั่วหน้า จากการเดือดร้อนทั่วหน้า ก็เข้าสู่ เดือดร้อนกันทั่วหล้านี่คือ...ความจริงวันนี้...

- รับรู้ คือ ต้องรับรู้วิธีการดำรงชีวิต ให้ได้ไม่ใช่ ต้องได้คิดเสียว่า...พอเป็นพอไป...แล้วร่วมกันรับรู้ รับทำ คือ

ยอมรับความเป็นจริง ทิ้งความเคยชิน อยู่กินอย่างประหยัด หัดเลี้ยง หัดปลูก ทำความเข้าใจกับลูกหลาน อย่าเกี่ยงงาน บริหารทรัพย์สินด้วยบัญชีครัวเรือน

เรื่อง ยอมรับความจริง นั้น ทุกคนต้องยอมรับ วิธีการยอมรับความจริงก็ขึ้นอยู่กับคาถาที่จะพึงท่องบ่นภาวนา ดังนี้

มันไม่มีใครดีไปกว่าใคร มันก็พอๆกันนั่นแหละ อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด เป็นอะไรก็เป็นกัน...วะ! และ เรื่องเท่านี้ สีทนได้

- ยิ้มสู้ ยามนี้ต้อง...ลบรอยย่นระหว่างคิ้ว ด้วยการสร้างรอยพลิ้วเหนือริมฝีปาก คือต้องยิ้มเพื่อลบรอยย่น รอยทุกข์กระจุกอยู่ที่หัวคิ้ว รอยสุขพลิ้วที่ริมฝีปากลองยิ้มดูสัก 5 วินาที ก็จะพบว่าสุขเกิดขึ้นทันที ทุกอย่างมันอยู่ที่ว่าจะ ยิ้มสู้ หรือไม่เท่านั้น

เรื่องยิ้มสู้นี้ไม่ใช่ใครสอนเราหรอก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สอนเราให้ยิ้มสู้ ซึ่งก็ควรไปซื้อเพลงพระราชนิพนธ์ชุดที่มีสุเทพ วงศ์กำแหง, ธานินทร์ อินทรเทพ ฯลฯ มาฟัง แล้วก็ขอให้ฟังเพลงยิ้มสู้หลายๆเที่ยว จะได้สัมผัสปรัชญาขององค์ราชันย์ว่า ยิ้มสู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นปรัชญาธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้พสกนิกรไทย อย่าคิดว่าเป็นเพลงอย่างเดียว แต่จงคิดว่าเป็น...อภิปรัชญา...ครั้นเมื่อฟังจบแล้วจงหัดยิ้มคือ

ยิ้มให้โลก (คือขอบคุณโลกที่ให้เราอาศัย) ยิ้มให้ลูก ยิ้มให้ตัว (ขอบคุณพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูและชีวิตสัตว์) ยิ้มให้เมีย (สามียิ้มให้ภรรยาคือเมียเรา อย่ามัวแต่ยิ้มให้เมียชาวบ้าน แล้วทำหน้าม้านใส่เมียตัว จะกลายเป็นผัวเฮงซวย) ยิ้มให้ผัว (เมียก็จงยิ้มให้กำลังใจสามีของตน อย่าไปยิ้มให้สามีคนอื่น ขอให้รู้ว่าผัวตัวเอง เราต้องทำชื่นบาน ส่วนผัวชาวบ้านช่างหัวมัน)

ถ้าทุกท่าน ยิ้มให้โลก ยิ้มให้ลูก ยิ้มให้ตัว ยิ้มให้เมีย ยิ้มให้ผัว ยิ้มแล้วจะชื่นหัวใจ ต่อจากนั้นก็ต้องยิ้มๆๆให้เป็นอุปนิสัย คือ

ยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ้มให้เพื่อนร่วมงาน ยิ้มต้อนรับผู้ใช้บริการ ยิ้มแย้มให้คนในบ้าน ยิ้มหวานๆให้คนในเมืองไทย ยิ้มให้กำลังใจแก่คนทั้งโลก

- อยู่อย่างมีความหวัง นี่เกิดจากปรัชญาธรรมในเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เพลงชะตาชีวิต เพลงนี้ถ้าผู้ใดได้ฟังแล้วจะรู้ว่า การ...ไม่ท้อต่อชีวิต ไม่คิดฆ่าตัวตาย ไม่หงอยเหงา ไม่เศร้าสร้อย ไม่คอยโชคชะตา ไม่รอเทวดามาช่วย...แล้วพึ่งพาตน ถึงขาดบิดา ขาดญาติทางบิดา แต่ก็มีมารดาเป็นแสงจันทร์ คำพูดที่สำคัญคือ อยากจะขอร้องมายังท่านทั้งหลายว่า...

อย่าจิตใจฝ่อ อย่าท้อต่อชีวิต อย่าคิดฆ่าตัวตาย อย่าขายยาเสพติดอย่าแก้เศรษฐกิจด้วยการพนัน อย่าเย้ยหยันคนอื่น.

พระราชวิจิตรปฏิภาณ

พระราชวิจิตรปฏิภาณ

ปรับบ่อยไม่ค่อยดี

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (10 ก.พ.) มีความเคลื่อนไหวที่คอการเมืองต้องจับตาติดตาม 2 กรณี

กรณีแรก พรรคเพื่อไทยพรรคใหญ่อันดับหนึ่งของสภาฯซึ่งมี ส.ส.ในสังกัดถึง 182 คน จะเลือก หัวหน้าฝ่ายค้านคนใหม่ทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่ปะฉะดะกับรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเวทีสภาฯ

เพราะหลังจากเปลี่ยนขั้วการเมืองมากว่า 2 เดือน ฝ่ายค้านยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ ส.ส.คนใดขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านตัวจริง??

ฉะนั้น ไหนๆก็ไหนๆ พรรคเพื่อไทยต้องรับบทเป็นฝ่ายค้านเต็มตัวก็ต้องมี แม่ทัพใหญ่ให้ถูกต้องตามตำราพิชัยสงคราม

คาดว่าจะมีผู้ได้รับการเสนอชื่อขึ้นเวทีประกวดชายงาม 4 คน ได้แก่ 1, วิทยา บูรณศิริ 2, มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ 3, ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง และ 4, พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย

แม่ลูกจันทร์ ขอแหย็มเพิ่มเติมว่าใครก็ตามที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่ ควรได้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยให้ครบวงจร เพื่อให้การทำงานของฝ่ายค้านรวมศูนย์เบ็ดเสร็จอยู่ที่คนใดคนเดียว!!

ข้อสำคัญ รัฐธรรมนูญมาตรา 110 กำหนดว่าผู้ที่จะได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ ส.ส.ในสภาฯ

ใครจะได้รับเลือกเป็น แม่ทัพฝ่ายค้านคนใหม่วันนี้จะมีคำตอบชัดเจน

กรณีที่สอง ที่เสือป่าแมวเซาต้องจับตาติดตาม

วันนี้ (10 ก.พ.) ที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.มีคิวเช็กบิลคณะรัฐมนตรี อดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กรณีลงมติอนุมัติแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา

ถ้าวันนี้ที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.ชี้ขาดว่ามติ ครม.รัฐบาลสมัครขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องชี้มูลความผิดอดีตนายกฯสมัคร และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ที่ลงมติเห็นชอบแถลงการณ์ ร่วมทั้ง 28 คน!!

ประเด็นสำคัญคือ มีอดีตรัฐมนตรีรัฐบาลสมัครที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล ปัจจุบัน 4 คน

1, พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี

2, สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ

3, ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที

4, ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง

ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอดีต ครม.ทั้ง 28 คน ก็จะทำให้รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที

ถ้าหากรัฐมนตรีทั้ง 4 คน ต้องหยุดทำหน้าที่ตาม ก.ม.ป.ป.ช.ก็ยุ่งเป็นฝอยขัด หม้อแน่นอน

เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งเริ่มทำงานเดือนเดียว และเพิ่งเจอวิกฤติปลากระป๋องเน่า ต้องปรับ ครม.ไปแล้ว 1 คน

ถ้าต้องปรับรัฐมนตรีอีก 4 คน ภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน รัฐบาลก็จะเสียรังวัดอย่างแรง!!

แต่ถ้าจะทำไม่รู้ไม่ชี้ให้รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ทำงานต่อไป ก็จะมีนักเลงดีเอาเรื่องนี้ยื่น ร้องศาลรัฐธรรมนูญ

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐมนตรีที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที นายกฯอภิสิทธิ์ ก็อาจจะเจอข้อหาขัดรัฐธรรมนูญซะเอง??

การตัดสินของ ป.ป.ช.กรณีนี้จึงส่งผลกระทบต่อรัฐบาลโดยตรง

ยกเว้น...ที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.จะเกิดดวงตาเห็นธรรม ลงมติ ให้เลื่อน การพิจารณาเรื่องนี้ออกไปก่อน เนื่องจากสำนวนสอบสวนยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ไม่ชัดเจน

ถ้าหวย ป.ป.ช.ออกประตูนี้ รัฐบาลก็ไม่ต้องรีบปรับ ครม.

รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ก็ไม่ต้องหยุดทำงาน

อย่างน้อยๆได้ยืดเวลาไปอีก 3 เดือน หรือ 6 เดือน ก็ยังดีกว่านะคุณโยม.

แม่ลูกจันทร์

ผลักเพื่อนล่อบาทา!

ที่มา ไทยรัฐ

ดูทื่อๆ แต่จริงๆแล้วซ่อนคมกริบเลย

กับคิวที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ไปพูดผ่านรายการความจริงวันนี้ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “ดีสเตชั่น” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประโยคหนึ่งที่ว่า

“หากผมเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ประชาชนจะเห็นมาตรการปราบปรามยาเสพติด”

ฟังเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แค่เรื่องของคนที่พูดได้ แต่ไม่มีโอกาสทำ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด “เอแบคโพล” ระบุตัวเลขชัดๆ ประชาชนถึงร้อยละ 67.2 มากเป็น

อันดับหนึ่ง อยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดถึงปัญหาการกลับมาระบาดของยาเสพติด ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์”

นี่แหละสัญญาณอันตราย

ไม่ใช่แค่กับสถานะของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่มันหมายถึงสถานะของเยาวชนคนไทย วันนี้ยาเสพติดกำลังกลับมาระบาดอย่างหนักในทุกหัวระแหงของประเทศ

ฝันร้ายกลับมาหลอกหลอนคนไทย

หลังได้นอนตาหลับกับผลงานชิ้นโบแดงสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำสงครามกับยาเสพติด ปราบกันแบบถึงลูกถึงคน จนซาไปพักใหญ่

รัฐบาล “อภิสิทธิ์” กำลังเจอโจทย์โคตรยาก

เอาเป็นว่า คะแนนหด ต้นทุนหายแน่ หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเมามันอยู่กับการเปิดเกมการเมืองตามสไตล์ถนัด ไม่จับต้องผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

บริหารแบบเบี่ยงกระแส เอาตัวรอดไปวันๆ

โดยเฉพาะการเปิดเกมเขี้ยวๆกับเพื่อนพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน

มันต้องมีที่มาที่ไปแน่ กับเรื่องร้อนๆกรณีมีข่าวแพร่สะพัดในวงการธุรกิจว่า มีรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์รายหนึ่ง ถูกทางการสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

เนื่องจากประกอบธุรกิจที่ไร้จริยธรรม (Immoral Business)

และก็เป็นนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ออกมาชี้แจง ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง น่าจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองมากกว่า เพราะเพิ่งไปต่ออายุหนังสือเดินทาง เนื่องจากเล่มเก่าหาย

โดยได้รับการต่อวีซ่าเข้าสหรัฐฯระยะเวลา 10 ปีมาเรียบร้อยแล้ว

ในขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาช่วยเคลียร์ ไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว และไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้หอการสหรัฐฯและทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ก็ได้เข้าเยี่ยมคารวะ รมว.พาณิชย์ ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่มีมูลหมาไม่ขี้

หรือไม่ก็มีคนไปเขี่ยมูลให้หมาขี้

ที่แน่ๆ โดยเรื่องลับๆแหลมๆวงในเกี่ยวกับการทูต ด่านแรกเลยที่จะระแคะระคายก็คือ กระทรวงการต่างประเทศที่มีนายกษิต ภิรมย์ คนของประชาธิปัตย์ นั่งคุมเกมอยู่

และก็เป็นที่รู้กันในวงการ นางพรทิวาเป็นทายาทของนักธุรกิจใหญ่ที่ล้อกันเล่นในหมู่นักเที่ยวว่า เป็นเจ้าของ 3 วัด “วัดโพ- วัดไทร-วัดดอน”

คิวนี้ “ก้นร้อน” ก็แล้วกัน

และแม้จะได้รับความเอื้ออาทรจากคนของพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยเคลียร์ให้พอเป็นพิธี โดยลีลาไม่ได้แตกต่างจากคิวของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย คนของพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับการอุ้มชูเอ็นดูเป็นพิเศษจากนายกฯอภิสิทธิ์ และคนของพรรคประชาธิปัตย์

ไม่แตะต้อง ไม่เขี่ยออกจาก ครม.

แถมยังแก้ต่างให้เสร็จสรรพว่า คิวแจกเงินหลวงพร้อมนามบัตรของนายบุญจง ถือว่าไม่ได้เกิดความเสียหายกับประชาชน ถือเป็นคนละกรณีกับนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ ที่โดนโละออกไป

“อภิสิทธิ์” ยอมโดนด่า ไม่กล้าแหยมกับ “พ่อมดเขมร”

นั่นเพราะรู้อยู่แก่ใจ โดยเงื่อนไขที่นายบุญจงโดนดักอยู่ทั้งด่านของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่โดนพรรคเพื่อไทยยื่นเชือด และด่านของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีใบแดงที่โคราช

โอกาสรอดแทบไม่มี

นี่แหละเกม “ซาดิสต์” ของเซียนจอมโหดอย่างพรรคประชาธิปัตย์ใช้ “บุญจง” ที่บาดเจ็บสาหัสแผลเต็มตัว เลี้ยงไว้ “ล่อเป้า”

เบี่ยงกระแสลดแรงเสียดทานที่จะพุ่งเข้าใส่คนของพรรคประชาธิปัตย์

จากคิวของนายบุญจงมาถึงคิวของนางพรทิวา ถึงนาทีนี้ ค่ายภูมิใจไทยน่าจะเอะใจในความเอื้ออาทรแบบมีเลศนัยของเพื่อนกินเพื่อนกันอย่างพรรคประชาธิปัตย์

เผลอๆก็ถีบเพื่อนออกมาล่อบาทา.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ตบหน้าคนไทยฉาดใหญ่ ตั้งโฆษกพธม.เจ้าสำราญเป็นผู้ช่วยรมต.วัฒนธรรม

ที่มา Thai E-News


แบ่งเค้ก-พันธมิตรยึดสนามบินผ่านไป77วัน คำสัญญาของตำรวจว่าจะจับกุมภายในวันศุกร์ที่13นี้มีทีท่าเลือนหายกับสายลม แต่จะมีการให้รางวัลโฆษกเวทีพันธมิตรนายสำราญ รอดเพชร เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีบำเหน็จผลงานล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่สำคัญเขาเป็นหนุ่มใหญ่เจ้าสำราญลูกค้าขาประจำโพไซดอนของรมต.พาณิชย์อีกด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการASTV
10 กุมภาพันธ์ 2552

ระบอบอภิสิทธิ์ตบหน้าคนไทยอีกฉาด ปล่อยคดียึดสนามบินเงียบ77วัน คำมั่นสัญญาจับกุมดำเนินคดีภายในศุกร์13นี้เป็นแค่ลมตด แค่นั้นยังไม่พอวันนี้ปูนบำเหน็จโฆษกเวทีพันธมิตรเจ้าของประโยค"พี่น้องเอ๊ย!"ได้ดีเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีวัฒนธรรม เปิดเส้นทางสำราญ รอดเพชรเด็กลิ้มสัมพันธ์แน่น"ชวน-เปรม"เพิ่งได้รับการเป่ากระหม่อมมาหมาดๆ วงการนักเที่ยวฮือฮาหนุ่มใหญ่เจ้าสำราญลูกค้าประจำออน.รัฐมนตรีพาณิชย์ได้คุมงานด้านวัฒนธรรมของประเทศ


ที่นี่ประเทศไทยยึดสนามบิน77วันคดีเงียบหาย

นับจากวันที่25พฤศจิกายน2551ถึงวันนี้(10ก.พ.)เป็นเวลา 77 วันผ่านไปแล้ว คดียึดสนามบิน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

-5 วันในเดือนพฤศจิกายน 2551...เงียบ
-ตลอด31วันของเดือนธันวาคม2551..เงียบ
-ตลอด31วันของเดือนมกราคม2552..เงียบ
-ผ่านไปอีก10วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2552..เงียบหาย

*เชื่อหรือไม่ ตำรวจกำลังหาหลักฐานอยู่ ข้อมูลล่าสุดคือ มีความคืบหน้าในการหาหลักฐานไปแล้ว 70%

*พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ พูดไว้ล่าสุดเมื่อ13ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จะออกหมายจับผู้กระทำผิดได้ภายใน1เดือน

*จับตามองว่าภายในวันศุกร์13ก.พ.นี้ ซึ่งครบรอบ80วันยึดสนามบิน จะมีอะไรเกิดขึ้นในกอไผ่หรือไม่?

ตบรางวัลโฆษกเวทีพันธมิตรได้ดีผู้ช่วยรัฐมนตรี

เวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรเสนอข่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 10 ก.พ.นี้ มีวาระที่น่าสนใจคือ การเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี เข้าเป็นวาระจร

สำหรับรายชื่อกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งประกอบด้วย นายยุพ นานา เป็นกรรมผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน (นายไพฑูร์ แก้วทอง) นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม (นายธีระ สลักเพชร) นางนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) น.ส.ศุภลักษณ์ ตั้งจิตศิลป์ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) นายพนิช วิกิจเศรษฐ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์) นายยุทธพงษ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม หรือ นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ (คุณหญิงกัลยา โสภณพณิช) นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย)

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งนายสำราญ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่ายังไม่เห็นวาระการประชุม แต่คาดว่าอาจเป็นวาระจรเข้ามาในการประชุมคณะรัฐมนตรีก็ได้

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งเป็นไปตามระเบียบกำหนด และผู้เสนอรายชื่อบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งก็ต้องอธิบายต่อสังคมได้ ในหลักการในส่วนของพรรคยืนยันว่าการคัดเลือกผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งจะต้องพิจารณาจากรายชื่อผู้ที่เคยทำงานให้กับพรรคมาก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนของพันธมิตรฯ ในขณะนี้ยอมรับรัฐบาลต้องระมัดระวัง เพราะมีการตั้งข้อสังเกต และจับตาดูอยู่

แฉเป็นนักเที่ยวตัวยงขาประจำวัดโพของรมต.พาณิชย์

ในด้านความประพฤติส่วนตัวของนายสำราญ ว่าที่ผู้ช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนั้น วงการม็อบพันธมิตรและวงการสื่อจัดให้เป็นหนุ่มใหญ่เจ้าสำราญคนหนึ่งของวงการสื่อมวลชน โดยนายสำราญมีพฤติการณ์ชอบไปดื่มสุราหลังเลิกงานแทบทุกวัน และเนื่องจากมีภรรยาเป็นพยาบาลเข้าเวรดึกเป็นประจำ ในระหว่างไปรอรับภรรยาออกเวรกะดึก ก็เป็นโอกาสให้ได้ไปโฉบเที่ยวแหล่งสถานบริการยามราตรี ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเขา โดยเฉพาะสถานบริการอาบอบนวดโพไซดอนของนางพรทิวา นาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับว่านายสำราญเป็นลูกค้าขาประจำ

เรื่องดังกล่าวจึงเป็นที่ขบขันของผู้รู้จักนายสำราญอย่างดี เมื่อได้ยินว่าเขาจะได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม
เปิดเส้นทางลึกซึ้งสำราญ+ลิ้ม+เปรม+ปชป.

นายสำราญนอกจากจะเป็นแกนนำพันธมิตรรุ่น2ที่มีบทบาทสำคัญในการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ยังทำหน้าที่เป็นโฆษกเวทีพันธมิตรเจ้าของประโยคฮิต"พี่น้องเอ๊ยยยยยย.."

นายสำราญ เคยเป็นสื่อมวลชนด้านหนังสือพิมพ์มาก่อน โดยเริ่มงานที่หนังสือพิมพ์มาตุภูมิ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพคู่แข่งของมติชนเมื่อเกือบ30ปีก่อน จากนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือการเมืองรายสัปดาห์อาทิตย์ของชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ก่อนจะไปร่วมงานหนังสือพิมพ์หลายค่าย รวมทั้งค่ายเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น และจังหวะหนึ่งเขาถูกทาบทามเข้าไปเป็นผู้บริหารฝ่ายข่าวของโทรทัศน์ITVในยุคที่ทักษิณ ชินวัตรเข้าไปเทกโอเวอร์จากกลุ่มสุทธิชัย ในฐานะมือปราบกบฎITV เขามีบทบาทอยู่ระยะหนึ่งในฐานะพิธีกรผู้ดำเนินรายการทอล์กด้านการเมือง แต่ในเวลาต่อมานิวัฒน์บุญทรง ธำรงไพศาล มือขวาของทักษิณในITVได้ปลดเขาออกจากตำแหน่งแบบสายฟ้าผ่า โทษฐานสำราญ(ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนปักษ์ใต้)ไม่สนองแนวทางการเมืองของทักษิณแบบเต็มที่เต็มใจ

สำราญระหกระเหินออกจากITVมาในสภาพหมาล่าเนื้อ แต่สนธิลิ้ม กับคำนูณ สิทธิสมาน หยิบยื่นโอกาสให้กับเขาเข้าไปเตรียมงานช่อง11NEWS1ที่สนธิลงทุนไปมากหวังว่าจะได้สัมปทานฟรีๆจากรัฐบาลทักษิณ แต่โชคร้ายทักษิณไม่ยกให้ ทำให้สนธิเริ่มเปิดศึกกับทักษิณมานับแต่นั้น สำราญได้เริ่มเป็นโฆษกเวทีพันธมิตรนับแต่วันแรกที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยันวันสุดท้ายของการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีคนกล่าวว่าเขาทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับสนธิเพื่อสนองคุณที่ให้โอกาสครั้งสำคัญกับเขา และทางหนึ่งก็ได้ล้างแค้นกับทักษิณด้วย เพราะเขาเชื่อว่าได้เข้าไปช่วยปราบกบฎITVให้ทักษิณ แต่ทักษิณกลับโหดร้ายปลดเขาออกมาในสภาพหมาล่าเนื้อ

สนธิเคยส่งวสันต์ ภัยหลีกลี้ สามีของรุ่งมณี เมฆโสภณ ลูกน้องเก่าแก่ใกล้ชิดของเขาคนหนึ่งเข้าไปเป็นผอ.อสมท. แต่วสันต์ไม่มีผลงานที่โดดเด่น และถูกบอร์ดในยุครัฐบาลสมชายบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง

มีข่าวหนาหูว่าสำราญได้รับการวางตัวจากสนธิให้เข้าไปกุมบังเหียนในตำแหน่งผู้อำนวยการอสมท. โดยความเห็นชอบของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาเรียกอย่างสนิทปากว่า"พี่ชวน" และผู้อาวุโสมากบารมีของอำมาตยาธิปไตยที่เขาเรียกสนิใจว่า"ป๋าเปรม"ภายหลังจากที่สำราญเข้าพบกราบอวยพรปีใหม่นายชวนและพลเอกเปรมในวันที่9และ10มกราคม2552 ซึ่งทั้งนายชวนและพลเอกเปรมได้พูดให้กำลังใจกับพันธมิตรอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามมีกระแสต่อต้านไม่ให้นายสำราญขึ้นตำแหน่งผู้อำนวยการอสมท. เพราะจะมีภาพลบว่านายสนธิส่งคนเข้าไปคุมหน่วยงานสื่อของรัฐ จนต่อรองให้ได้รับรางวัลเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแทน

คนของพันธมิตรที่ได้ดีก่อนหน้านี้มีหลายคนที่เป็นรัฐมนตรีคือนายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาของรัฐบาลเช่น นายประพันธ์ คูณมี นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ เป็นส.ว.เช่นนายคำนูณ สิทธิสมาน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ว่า คนของพันธมิตรมามีตำแหน่งในรัฐบาลนั้นไม่ได้เป็นการตอบแทนที่ทำหน้าที่ล้มรัฐบาลเก่าและอุ้มให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เพราะเคยเป็นสมาชิกพรรคมาก่อน รวมทั้งนายสำราญ รอดเพชร ที่เคยลงสมัครส.ส.ในนามพรรคแต่แพ้เลือกตั้ง และไม่เกี่ยวกับการยึดสนามบิน เพราะคดียึดสนามบิน ยังไม่มีการดำเนินคดีตัดสินว่าใครผิด

เปิดหลักฐานสำราญแกนนำยึดสุวรรณภูมิ

ข่าวสดนำเสนอข่าวเรื่อง ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองสนามบินสุวรรณภูมิ ให้พันธมิตรย้ายออกเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2551 ว่า บริษัทท่าอากาศยานฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสำราญ รอดเพชร กับพวก รวม 13 คน และขอความคุ้มครองฉุกเฉินบริเวณพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นการชั่วคราว และเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนั้น ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว ในเวลา 22.00 น. ซึ่งผลของคำสั่งดังกล่าว กลุ่มผู้ชุมนุมต้องเคลื่อนย้ายออกจากสนามบินในทันที

อย่างไรก็ตามแกนนำพันธมิตรไม่นำพาต่อคำสั่งศาล และชุมนุมต่อไปจนถึงวันที่3ธ.ค.2551 จึงส่งมอบสนามบินคืน ภายหลังศาลสั่งยุบ3พรรคการเมือง มีผลให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องสิ้นสุดลง

ท่านที่ประสงค์จะร่วมแสดงความยินดีกับนายสำราญในการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่ ติดต่อแสดงความยินดีได้ที่samr_rod@hotmail.com


อ่านข่าวประกอบ
*52บุคคลอัปรีย์

*โจ๋งครึ่มเปรมเป่ากระหม่อมให้พรพันธมิตร

The Guardian รายงานว่าอ.ใจออกจากประเทศไทยไปถึงอังกฤษแล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย Duncan Campbell
ที่มา The Guardian
แปลโดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 กุมภาพันธ์ 2552

อาจารย์ชาวอังกฤษหลบหนีออกจากประเทศไทยหลังจากถูกฟ้องคดีหมิ่นกษัตริย์

อาจารย์ที่มีชื่อเสียงซึ่งประจำอยู่กรุงเทพฯและมีสัญชาติอังกฤษและไทยได้หลบหนีออกจากประเทศไทยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากกรณีที่อาจจะถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลานานจากกฏหมายหมิ่นฯที่เข้มงวดของประเทศซึ่งไม่อนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์

เขาเป็นบุคคลล่าสุดที่ถูกดำเนินคดีภายใต้กฏหมายนี้ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะกำจัดศัตรู

รศ. ใจ อึ้งภากรณ์ อายุ 54 ปี ได้เดินทางถึงอังกฤษเมื่อสุดสัปดาห์นี้หลังจากถูกฟ้องภายใต้กฏหมายดังกล่าว เขามีกำหนดการที่จะต้องไปแสดงตนต่อตำรวจวันนี้และอาจถูกจำคุกถึง 15 ปีถ้าถูกตัดสินว่าผิด

"ผมไม่คิดว่าผมจะได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรมในศาล" ใจ อึ้งภากรณ์ รองศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์และนักวิจารณ์ของ New Statesman และ Asia Sentinel กล่าว

รศ.ใจ อึ้งภากรณ์ มีมารดาเป็นชาวอังกฤษและมีบุตรหนึ่งคน ศึกษาที่มหาวิทยาลัย Sussex และ Durham และ School of Oriental and African Studies ในลอนดอน เป็นผู้เขียนหนังสือ A Coup for the Rich ซึ่งเขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหารปี 2549

เขากล่าวว่าข้อกล่าวหานั้นสืบเนื่องมาจาก 8 ย่อหน้าในบทที่หนึ่งซึ่งถูกมองว่าหมิ่นกษัตริย์ภูมิพล เขาอ้างว่าผู้อำนวยการของห้องสุดในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีคลังหนังสือของเขาได้ร้องเรียนกับหน่วยราชการพิเศษว่า "หนังสือของเขาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์" ข้อความในหนังสือพูดถึงประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับรัฐประหาร

"มันค่อนข้างจะแน่ชัดว่าข้อกล่าวหานั้นเกี่ยวข้องกับการป้องกันไม่ให้มีการพูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทหารรัฐประหารกับสถาบันฯ" รศ. ใจ อึ้งภากรณ์กล่าว "นี่คือการปกป้องการกระทำของทหารเองว่าถูกต้องตามกฏหมาย นั่นก็คือการกระทำเพื่อสถาบันฯ"

เขากล่าวว่ามีการก่อตั้งเว็บไซด์เพื่อประชาชนจะได้สามารถแจ้งมาว่ามีใครทำผิดกฏหมาย "มันเกิดบรรยากาศแห่งความกลัวขึ้น" เขากล่าว

คณะชาวอังกฤษของ PEN ซึ่งเป็นองกรค์ของนักเขียนนานาชาติ ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ Bill Rammell ซึ่งกำลังจะมาเยือนประเทศไทย เรียกร้องให้เขายกเรื่องนี้ขึ้นมาให้กับรัฐบาลไทย

Carole Seymour-Jones จาก PEN กล่าวว่า "พวกเราเป็นห่วงอย่างมากที่มีการใช้กฏหมายหมิ่นฯในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น รศ .ใจ เป็นนักวิจารณ์คนที่สองจาก New Statesman ที่ถูกฟ้องในข้อหาดังกล่าวในระยะหลายเดือนที่ผ่านมา ครั้งแรกคือนักเขียนชาวออสเตรเลียน Harry Nicolaides ที่ถูกศาลสั่งจำคุก 3 ปีเมื่อวันที่ 19 มกราคม"

นักวิชาการจากสหราชอาณาจักร อินเดีย แอฟริกาใต้ ตุรกี ฝรั่งเศส กรีซ โปแลยด์ แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ ได้เข้ามาประท้วงเช่นกัน กลุ่มหนึ่งซึ่งรวมถึง Professor Alex Callinicos, Susan George และ Dennis Brutus ้ได้ลงนามเพื่อแสดง "ความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง"

ในจดหมายถึง The Guardian เมื่อไม่นานมานี้ มีนักวิชาการมากกว่า 30 คนได้เรียกร้องให้มีการยกฟ้องข้อกล่าวหาดังกล่าวเช่นกัน

หมายเหตุ: ท่านสามารถติดตามอ่านแถลงการณ์ล่าสุดจาก ร.ศ.ใจ อึ้งภากรณ์ ด้วยเสริช์เอ็นจิ้นต่างๆ ภายใต้ีคีย์เวิดด์ ดังนี้


ภาษาไทย - "แถลงการณ์แดงสยาม"
ภาษาอังกฤษ - "Red Siam Manifesto"
ภาษาเยอรมัน - "Red Siam Manifest von Giles Ji Ungpakorn"

อนึ่งบทความดังกล่าวเป็นทัศนะส่วนบุคคล ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณเป็นสำคัญ

นายกฯ สองมาตรฐาน

ที่มา thaifreenews

เส้นไหน โควตาใคร

โดย ทีมข่าวการเมือง ประชาไท

http://blogazine.prachatai.com/user/headline/post/1712

กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลายเป็นสายล่อฟ้า รัฐบาล มาร์ค 1'' เพราะข้อครหาว่าเป็นรัฐมนตรีโควตา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย'' จากบทบาทปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาธิปไตยอยู่บ่อยครั้งนับตั้งแต่ เฟส 1 - 2549'' และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฟส 2 - 2551''

โดยพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ซูฮกว่าอภิสิทธิ์ "แสดงความกล้าหาญอย่างหนึ่ง" ในการตั้งกษิตเป็นรัฐมนตรีเพราะ "นายกษิตกล้าที่จะแสดงถึงความถูกต้องอย่างชัดเจนที่จะปกป้องบ้านเมือง และยังเป็นทูตที่ประเทศต่างๆ ให้การยอมรับ"

พิภพยืนยันว่านี่ไม่ใช่โควตาพันธมิตรฯ "การที่คุณกษิตได้เป็นรัฐมนตรีนั้นอย่าคิดว่าพันธมิตรฯ ส่งไป คุณกษิตไม่ได้มีแผลอย่างคนในรัฐบาลบางคน ซึ่งเป็นการดีที่คุณกษิตเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะได้ไปชี้แจงกับต่างชาติว่า คุณทักษิณทำอะไรไว้กับประเทศไทยบ้าง ถ้าประชาธิปัตย์ตั้งคนดีเข้ามาบริหารประเทศ เราก็สนับสนุน แต่ถ้าไม่ดีเราก็ต้องคัดค้านแน่นอน"

เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ'' รองนายกรัฐมนตรี และผู้จัดการรัฐบาลก็ยืนยันว่าต้องแยกกัน กลุ่มพันธมิตรจริงคงไม่ใช่ แต่อาจจะเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยไปทำกิจกรรมทางการเมืองในเวทีของพันธมิตร

โดยเส้นทางของกษิตหลังเกษียณอายุราชการในปี 2547 ได้มาช่วยงานพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเงา ในเดือนสิงหาคมปี 2549 ได้เลื่อนการบรรจุชื่อเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกลางเดือนตุลาคม แต่เกิดรัฐประหารเสียก่อน

อดีตของกษิต เคยเป็นเอกอัครราชทูตประจำอินโดนีเซีย เยอรมนี ญี่ปุ่น ก่อนเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเคยเผยว่าในปี 2544 เคยช่วยงานรัฐบาลไทยรักไทยที่โอนเขามาทำงานในสำนักนายกรัฐมนตรี เคยชื่นชมทักษิณ ก่อนที่จะปวารณาตัวว่าต้องโค่นล้มทักษิณให้ได้ และเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยตลอด

ทัศนคติที่เป็นอันตราย

กษิตถูกวิจารณ์ว่ามี ทัศนคติที่เป็นอันตราย'' จากกรณีการแสดงความเห็นเรื่องพันธมิตรฯ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อ 19 ธ.ค. 51 ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายทั้งในไทยและต่างประเทศเห็นว่าเป็นความผิดเทียบชั้นการก่อการร้ายสากล แต่นักการทูตอย่างกษิตเห็นเป็นเรื่องสนุก อาหารดี ดนตรีไพเราะ ทำให้ภายหลังเจ้าตัวออกมาปฏิเสธและว่าสื่อมวลชนต่างประเทศตีความหมายผิดและมีเจตนาที่ไม่ดี

http://www.thaifreenews.com/index.php?name=news&file=readnews&id=49

นอกจากนี้ เป็นที่เกรงกันว่าบุคลิกและภาพลักษณ์ของกษิตจะทำให้ไทยมีปัญหากับเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกับกัมพูชา เพราะช่วงที่มีการชุมนุมของพันธมิตรฯ มีการพิพาทดินแดนไทย-กัมพูชาด้านปราสาทพระวิหารอยู่หลายหน แน่นอน กษิต บนเวทีปราศรัยย่อมไม่พลาดที่จะพาดพิงถึงกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ด้วยถ้อยคำเรียกขานอย่างรุนแรง ทั้ง "เด็กเมื่อวานซืน" "นักเลงข้างรั้วประเทศไทย" "มึงเป็นใคร ไอ้ฮุน เซน" หรือ "คนบ้าๆ บอๆ" และ "กุ๊ยแบบฮุน เซน" ซึ่งพลั้งปากออกมาสมัยออกรายการคมชัดลึก ช่องเนชั่นชาแนลเมื่อ 14 ต.ค. 51

แต่เมื่อเขารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และไปเยือนกรุงพนมเปญ เมื่อ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา เขาก็ยกย่องฮุน เซนเป็น "ผู้หลักผู้ใหญ่" เป็น "ผู้อาวุโส" ในอาเซียน! จับไม้จับมือกับคนที่ตัวเองเคยหยามว่าเป็นกุ๊ย เป็นนักเลงข้างรั้วประเทศไทยได้

"ผมคิดว่าท่านฮุนเซน ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ครับ และท่านได้พูดกับผมประโยคแรกว่า เราเคยรู้จักกันเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอ แล้วก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในแวดวงการเมืองของอาเซียน คิดว่าท่าน (สมเด็จฮุนเซน) ก็คงจะมองไปข้างหน้าในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผมคิดว่าท่านไม่ใช่เป็นเด็กตอแย และผมคิดว่าพวกเรา (ผู้สื่อข่าว) ก็อย่าทำหน้าที่หรือพูดตอแยนะครับ เราควรจะรุดหน้าและช่วยกันสร้างสรรค์ ให้ความสัมพันธ์เดินไปข้างหน้าได้"

นายกฯ สองมาตรฐาน

แม้พฤติกรรมของกษิตเข้าข่ายมี ทัศนคติที่อันตราย'' และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเองก็ให้แนวทางการทำงานของรัฐมนตรีไว้ 9 ข้อ ในหลายๆ ข้อนั้นให้รัฐมนตรีปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ไม่อยากให้มีเหตุการณ์นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นไม่ศรัทธา รัฐมนตรีไม่มีสิทธิเหนือประชาชนในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย และความรับผิดชอบทางการเมืองมีมาตรฐานสูงกว่ากฎหมาย

ที่สำคัญอภิสิทธิ์ยังบอกด้วยว่าหากการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมาย หรือจะไม่ได้กระทำความผิดก็ขอให้รัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งนายกรัฐมนตรีต้องยึดถือว่าประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ของรัฐบาล

แต่อภิสิทธิ์ก็ทำลายมาตรฐานที่เขาตั้งไว้เอง โดยเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 51 เขาบอกว่าการให้สัมภาษณ์ของนายกษิตที่ปรากฏออกไปและอ้างว่าเป็นปัญหากันอยู่นั้นก็เกิดก่อนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี หลังจากนี้ไปจุดยืนของรัฐบาลและรัฐมนตรีก็จะเป็นไปตามที่ตนได้ประกาศไป และไม่มีแนวทางอื่น

ดังนั้น อภิสิทธิ์จึงเลี่ยงไม่พ้นข้อครหาเรื่องเลือกปฏิบัติ-สองมาตรฐาน โดยก่อนหน้านี้อภิสิทธิ์เองก็เล่นงานจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพลังประชาชนด้วยข้อหามี "ทัศนคติที่เป็นอันตราย"

โดยจักรภพถูกอภิสิทธิ์เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบกับเนื้อหาและถ้อยคำที่จักรภพไปบรรยายทางวิชาการ ซึ่งมีเนื้อหาย้อนไปไกลถึงสมัยสุโขทัยและอยุธยาเปรียบเทียบกับสภาพสังคมปัจจุบันไม่ต่างจากคำบรรยายของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเรื่องนี้อภิสิทธิ์ให้ ศิริโชค โสภา กรรมการบริหารพรรค ลงทุนแปลคำบรรยายของจักรภพ นอกจากนี้ยังได้แรงกระเพื่อมจากการปั่นของพันธมิตรฯ จนจักรภพตัดสินใจพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

ขณะที่กษิตทำความผิดซึ่งหน้า มีส่วนร่วมและรู้เห็นในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ไปร่วมปราศรัยในพื้นที่ที่ยึดมาจากราชการ ทั้งในทำเนียบรัฐบาลและที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีการปราศรัยยั่วยุประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แถมยังให้การรับสารภาพ เพราะให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจในวีรกรรมปิดสนามบินสนุก อาหารดี ดนตรีไพเราะของตน! กษิตได้รับการยกเว้นและได้รับโอกาสในการทำงานจากอภิสิทธิ์

ทั้งสองรายเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนการรับตำแหน่งเหมือนกัน รายหนึ่งอภิสิทธิ์กดดันให้ลาออก ส่วนอีกคนหนึ่งไม่ถือเป็นความรับผิดชอบ อภิสิทธิ์จึงใช้ไม้บรรทัดกับกษิตอย่างหนึ่ง ใช้กับจักรภพอีกอย่างหนึ่ง

ผู้ตัดสินชื่อ ‘เวลา''

กษิตยังยืนยันการที่เขาไปร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ เป็นสิ่งถูกต้อง เขากล่าวว่า "พันธมิตรฯ ได้ทำผิดอะไรเหรอครับ หมายความว่าไม่ได้เป็นองค์การโจรหรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็นการแสดงออกซึ่งการเป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งมีแม่บ้านถึงหกสิบ-เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรม เรียกร้องธรรมาภิบาลในสังคม ต่อต้านคอรัปชั่น" ... "ผมคิดว่าการที่จะไปข้องแวะกับพันธมิตรฯ ไม่ใช่เป็นเรื่องบาป"

ทั้งหมดนี้คงหนีไม่พ้นที่จะให้ กาลเวลา'' เป็นผู้ตัดสิน

และนี่เป็นส่วนหนึ่งของบทบันทึกเพื่อรอการตัดสินนั้น โดยเป็นบันทึกการปราศรัยของ กษิต ภิรมย์'' ถึง ฮุน เซน'' เป็นการปราศรัยต่อผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เวทีทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 15 ต.ค. และ 27 ต.ค. 2551 โปรดอ่านเพื่อให้เห็น วิสัยทัศน์'' และนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท่าที'' ต่อประเทศเพื่อนบ้านของรัฐมนตรี กษิต ภิรมย์'' ผู้นี้ ซึ่ง อภิสิทธิ์'' แสดงความ ตาถึง'' รับมานั่งแท่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และลืมมาตรฐานที่ตนตั้งไว้เสียสิ้น เพื่ออุ้ม กษิต'' ทำงานต่อ...

15 ตุลาคม 2551
กษิต ภิรมย์
ปราศรัยที่เวทีพันธมิตรประชนเพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล
(ที่มา
: mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Kasit_151008_H.wmv)

"อดคิดไม่ได้ว่า ความผิดพลาดของผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายการเมือง หรือนายพล ผลกระทบก็คือศักดิ์ศรีของประเทศไทยที่ปล่อยให้ฮุน เซน เด็กเมื่อวานซืน นักเลงข้างรั้วประเทศไทย สามารถที่จะมายื่นคำขาดให้กับประเทศไทยได้ ต้องถามว่ามึงเป็นใคร ไอ้ฮุน เซน"

สวัสดีครับท่านด็อกเตอร์นักรบกู้ชาติทั้งหลาย

วันนี้ไม่พูดเรื่องเขมรคงจะเชยมากๆ และเป็นการที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ก่อนอื่นขอต่างจากคุณวีระ (นายวีระ สมความคิด) ก็ขอชมกองทัพบกเมื่อวานนี้ ที่ได้มีการประชุมกันและประกาศอย่างแน่ชัดให้พวกเราสบายใจว่า ยึดมั่นใจพื้นที่ของแผ่นดินไทย ไม่ถอย และพร้อมที่จะปกป้องแผ่นดินไทย และ ณ วันนี้ กองทัพภาคที่ 2 ก็ได้แสดงฝีมือให้เห็นว่าปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างแน่นอน ขอให้ช่วยกันปรบมือให้กับกองทัพสักนิดหนึ่ง

แต่อดคิดไม่ได้ว่า ความผิดพลาดของผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายการเมือง หรือนายพล ผลกระทบก็คือศักดิ์ศรีของประเทศไทยที่ปล่อยให้ฮุน เซน เด็กเมื่อวานซืน นักเลงข้างรั้วประเทศไทย สามารถที่จะมายื่นคำขาดให้กับประเทศไทยได้ ต้องถามว่ามึงเป็นใคร ไอ้ฮุน เซน

แล้วก็ ผลอีกอันหนึ่งก็คือว่า จะเป็นตำรวจที่หน้ารัฐสภาก็ดี แล้วจะเป็นที่ชายแดนไทยกับกัมพูชาก็ดี หรือประชาชนโดยทั่วๆ ไป เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ตัดสินใจที่ผิดแล้ว ชั้นผู้น้อย คนยากคนจน คนเดินบนท้องถนน ข้าราชการตำรวจทหารชั้นผู้น้อยเท่านั้นที่จะเป็นคนที่สูญเสียชีวิต นี่ก็เป็นอุทาหรณ์เพื่อให้นักการเมืองที่มีอำนาจทำอะไรไปคิดแต่ประโยชน์ส่วนตัว ความยิ่งใหญ่ ความโลภของตัวเอง และไม่ได้คิดถึงชั้นผู้น้อย ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่น่าอดสูเป็นอย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้นก็มีจำเป็นที่จะต้องมีสังคมใหม่ที่มันโปร่งใส เราจะไม่มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือแม่ทัพนายกอง ไปทำอะไร ไปตกลงกับต่างประเทศ แล้วก็ผลก็ออกมาเหมือนกับว่าเราได้ขายดินแดน ได้ขายประเทศชาติ

นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องยึดมั่นและต้องต่อสู้กันต่อไปว่า ไอ้ความเฮงซวยของผู้นำประเทศที่ในอดีตที่ผ่านมาจะต้องไม่เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไปนะครับ

ผมอยากจะมาคุยว่า แล้วทำไมฮุน เซนเขาถึงสามารถที่จะท้าทาย ก้าวร้าว และก็หยาบคาย แล้วก็หยามสังคมไทยได้ มันคงจะมี 6-7-8 เหตุผลด้วยกัน

ผมคิดว่าอันแรกเลยก็ฮุน เซนก็รบกับเรามา 20 - 30 ปี ตั้งแต่เขาเป็นเขมรแดง ตั้งแต่เขาเอาตัวเข้าไปอยู่กับเวียดนาม แล้วก็มารบราฆ่าฟันกับเรา แล้วเขาก็ไม่เป็นมิตรกับเรามาโดยตลอดเวลา อันนี้อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่มันฝังอยู่เลือดเขา มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้เพราะเขาเกิดมาต้องรบราฆ่าฟันกับฝ่ายไทย แล้วก็ไม่รักไม่ชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุผลอันหนึ่งอันใดที่สามารถจะทำอะไรให้ไทยขายหน้าได้ เขาก็จะกระทำ อาจจะเป็นเหตุผลอันหนึ่ง

ส่วนอันที่สอง อาจจะมีความบ้าๆ บอๆ เป็นขุนพลของกัมพูชาที่ไม่รู้จักคำว่าสันติภาพ ไม่รู้ว่าเจรจาคืออะไร จะต้องได้อย่างเดียวคืออยู่บนท่ามกลามความขัดแย้ง ก็อาจต้องแนะนำให้สหประชาชาติส่งหมอจิตแพทย์ไปรักษาฮุน เซน

แต่ว่าประเด็นที่สามที่มันน่าเป็นห่วงคือทำไมเขาถึงได้ทำเช่นนั้น เพราะว่าเขาอยากจะทวงสนธิสัญญา สิ่งที่ได้ตกลงกับคุณทักษิณกับคุณสมัคร คุณนพดล รวมทั้งคุณสมชายเพราะช่วงนั้นแกเป็นรองนายกรัฐมนตรีใน ครม. ด้วย รวมทั้งคุณสมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศแต่ก็อยู่ใน ครม.ชุดที่แล้ว

แล้วเมื่อเราได้ไปทำ Joint Communiqué แถลงการณ์ร่วมไปแล้วเกิดถูกบีบคั้นภายในประเทศ ก็อยากไปเลิกสัญญา ฮุน เซนก็คงเจ็บแค้นว่า เอ๊ะ ทำไมไม่ส่งมอบสิ่งที่ได้ตกลงกันไหว ไหนจะให้ดินแดนที่ติดกับปราสาทเขาพระวิหารประมาณ 4.5 ตารางกิโลเมตร แล้วไหนบอกว่าวันนี้ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนแล้ว ทำไมถึงจะมาบอกว่าเป็นดินแดนของไทย แต่ว่าตอนพูดกับสมัครก็ดี ตอนพูดกับทักษิณก็ดี ตอนพูดกับฮุน เซนหรือสมชายก็ดีในไม่กี่เดือนนี้ ก็บอกว่าส่วนนี้เป็นพื้นที่ทับซ้อนหรืออาจเป็นของเขมร เพราะมีแผนที่แนบไปด้วยกับ Joint Communiqué เพราะฉะนั้นเขาคงจะเจ็บแค้นและคงอยากจะทวงหนี้

คราวนี้มันจะมาทวงหนี้กับประเทศไทยไม่ได้ ใช่ไหมครับ เพราะนี่มันเป็นสมบัติของไทย

แต่ว่าเราจะต้องดำเนินการอย่างไม่ลดละ กับผู้ที่ได้ขายชาตินะครับ ทักษิณและสหายแล้วก็ลูกน้องทั้งหลาย อันนี้เราต้องไม่ลืม แล้วจะต้องดำเนินการอย่างลดละ และเราต้องช่วยกันให้ความสนับสนุนกับขบวนการยุติธรรมให้เขาเร่งทำงานและทำงานด้วยดี แล้วเอาพวกขายชาติไปติดคุกติดตารางให้ได้

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งอาจจะเป็นเหตุผลข้อที่ 5 ว่าทำไมฮุน เซนถึงเป็นอย่างนี้ อันนี้ไม่อยากจะคิดร้ายนะฮะ แต่ก็เป็นข้อคิดอีกอันหนึ่งว่า เขาก็เป็นลูกน้องของเวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และอาจจะได้มีลูกพี่บอกว่าให้มีเรื่องยุ่งกับประเทศไทยไปเรื่อยๆ เงินลงทุนของต่างประเทศจะได้ไหลมาเทมาไปลงที่เวียดนาม แล้วก็ไม่ได้ลงที่ประเทศไทย ก็อาจจะเป็นสาเหตุอันหนึ่ง อันนี้อาจจะคิดไม่ดีกับเวียดนาม แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าอันนี้อาจจะเป็นหนึ่งในห้าหกประเด็นว่าทำไม ณ วันนี้ ฮุน เซนถึงเป็นอย่างนี้

อย่างไรก็ตาม วันนี้กองทัพภาคที่สองได้พิสูจน์ฝีมือแล้วว่า อธิปไตยของไทยนั้นเข้ามาไม่ได้ แล้วพื้นที่ 4.5 ตารางกิโลเมตร ทางด้านตะวันออกของปราสาทพระวิหารนั้นเป็นของประเทศไทยร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ

คราวนี้ทางออกจะทำอย่างไร มันไม่ใช่ว่าจะมีแค่ทางตัน ถ้าเผื่อฮุน เซนยังมีสติ และคุณสมชายมีความกล้าหาญ มันก็สามารถที่จะโทรศัพท์กันได้ที่เรียกว่า Hot Line ก็บอกว่าวันนี้ก็รบกันไปแล้ว บาดเจ็บกันไปแล้ว เลิกรากันซะน่ะ มาเจรจากันดีกว่า อันนี้ก็สามารถกระทำได้นะครับ เราก็มีสนธิสัญญาปี 2447 ร้อยกว่าปีมาแล้ว เรามีข้อตกลงบันทึกช่วยจำสมัยรัฐบาลชวนเมื่อปี 2543 มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม มีกลไกต่างๆ นอกจากนั้นแล้ว ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีนี้มันก็มีมากมาย เราสามารถที่จะทำแผนที่โดยมีดาวเทียม กล้องที่อยู่ที่ดาวเทียมในอวกาศนั้นสามารถเป็นเครื่องมืออย่างดีในการเจรจาแล้วก็ปักปันเขตแดนได้ ถ้าเผื่อฮุน เซน และนายกฯ ของเราไม่หงอ มันก็เจรจากันที่โต๊ะเจรจาได้ มีทั้งตัวบทกฎหมาย มีทั้งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แล้วมีคนที่มีสติปัญญาทั้งฝ่าย เพราะฉะนั้นสันติภาพมันกลับมาได้ แต่สันติภาพอันนี้จะกลับมาได้หมายความผู้นำทั้งสองประเทศต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อคนไทยเพื่อคนกัมพูชา แต่ไม่ใช่ว่าเป็นการฮั้วกันระหว่างสองตระกูลของทั้งสองประเทศ เพื่อจะรับประทานไทยกับกัมพูชาเสมือนว่าเป็นอาหารส่วนตัว

27 ตุลาคม 2551
กษิต ภิรมย์
ปราศรัยที่เวทีพันธมิตรประชนเพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล,
(ที่มา:
mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Kasit_271008_H.wmv)

"ผมเดาเอาว่าทางฝ่ายกระบวนการทักษิณมีแผนการที่จะมอบ 4.5 ตารางกิโลเมตรทางด้านตะวันตกของปราสาทพระวิหารให้ไปกับทางฮุน เซนประมาณ 2,000 กว่าไร่ แลกกับสัมปทานที่ให้กับขบวนการทักษิณที่เกาะกง แลกกับโอกาสในการสำรวจทางทะเลสำหรับแก๊สกับน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อน

แต่ฮุน เซนก็ไม่หยั่งรู้ซึ่งพันธมิตรฯ ที่นั่งอยู่ที่นี่ว่า กูไม่ให้มึงทั้ง 4.5 ตารางกิโลเมตรและพื้นที่ในทะเลก็ไม่ให้เหมือนกัน ส่วนเรื่องเอ็งเสียรู้ทักษิณ เรื่องให้สัมปทานเกาะกงก็เรื่องของมึง"

สวัสดีครับ ท่านนิสิตนักศึกษา นักรบแห่งประเทศไทย มี 2-3 เรื่องวันนี้ มีเวลาสิบกว่านาที

เรื่องแรกขอคุยเรื่องเขมร ฮุน เซน เพื่อนรักของเราสักนิดหนึ่งนะครับ ว่าเขาได้เพียรพยายามจะเอาเรื่องปราสาทพระวิหารไปสหประชาชาติ ก็ไม่มีใครเล่นด้วย เขาก็มาขู่เราว่าจะไปศาลโลก ก็ไม่มีใครเล่นด้วย เขาก็บอกว่าจะเอาเรื่องนี้ไปแฉในวงการอาเซียน ก็ไม่มีใครเล่นด้วย เขาก็เคลื่อนทัพมายิงกับเราไป 1 วัน ก็ทำอะไรเราไม่ได้ นะครับ

เขาก็พยายามตอแยเราไปเรื่อยๆ แต่เขารู้แล้วว่าเขาถึงทางตันแล้ว เพราะว่า ประชาคมโลกไม่เล่นกับฮุน เซน ประชาคมอาเซียนไม่เล่นกับฮุน เซน เขาค่อนข้างจะ ภาษาอังกฤษต้องใช้คำว่า frustrated อึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง เขาก็ต้องพยายามทำอะไรก็ได้ เพื่อหยามไทย หยามรัฐบาลนี้ บีบไปเรื่อยๆ ถ่มน้ำลายรดเข้ามาทุกวันๆ

ทำไมเขาต้องการทำเช่นนั้น ก็เพราะว่าเขาคงจะเริ่มคิดแล้วว่าเขาถูกทักษิณหลอก ถูกสมัคร ถูกนพดล ถูกสมชายหลอก

หลอกในเรื่องอะไรครับ ผมเดาเอาว่าทางฝ่ายกระบวนการทักษิณมีแผนการที่จะมอบ 4.5 ตารางกิโลเมตรทางด้านตะวันตกของปราสาทพระวิหารให้ไปกับทางฮุน เซนประมาณ 2,000 กว่าไร่ แลกกับสัมปทานที่ให้กับขบวนการทักษิณที่เกาะกง แลกกับโอกาสในการสำรวจทางทะเลสำหรับแก๊สกับน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อน

แต่ฮุน เซนก็ไม่หยั่งรู้ซึ่งพันธมิตรฯ ที่นั่งอยู่ที่นี่ว่า กูไม่ให้มึงทั้ง 4.5 ตารางกิโลเมตรและพื้นที่ในทะเลก็ไม่ให้เหมือนกัน ส่วนเรื่องเอ็งเสียรู้ทักษิณ เรื่องให้สัมปทานเกาะกงก็เรื่องของมึง ขอพูดคำหยาบนิดหนึ่ง

คราวนี้เขาก็โกรธมาก เขาก็พยายามที่จะบีบรัฐบาลสมชายไปเรื่อยๆ หาเรื่องมาต่างๆ เหล่านี้ พบกับคุณสมพงษ์ (อมรวิวัฒน์) รัฐมนตรีต่างประเทศ แป๊บเดียวก็เคลื่อนทัพมายิงกันตูมตาม เพิ่งพบกับคุณสมชายที่ปักกิ่งช่วงประชุมอาเซียน กลับมาปั๊บก็ฟ้องแล้วว่าทหารไทยใช้ระเบิดไปยิงโบราณสถาน วัตถุโบราณ ทำอย่างนี้คือแสดงออกซึ่งความอึดอัดใจว่าได้เสียรู้ทักษิณไปเสียแล้วโดยปริยาย ทั้งๆ ที่ทักษิณไม่อยากจะหลอกอะไรหรอก แต่ทักษิณคิดว่าอำนาจของตัวเอง สามารถจะสั่งสมัคร จะสั่งนพดล สั่งสมชายได้ และคิดว่าคนไทยทั้งประเทศมันแสนจะโง่ พูดอะไรมาก็เชื่อทั้งนั้น

แต่ว่าได้เจอของจริงคือพันธมิตรฯ เจอของจริงที่ยังมีนายทหารรักชาติ ยังมีคนที่สุรินทร์ ศรีษะเกษยังรักชาติและหวงดินแดนอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญของเรา ยังสถิตไว้ซึ่งความยุติธรรมและศักดิศรีของความเป็นนักกฎหมายที่ดีครับ

เพราะฉะนั้นระหว่างคุณทักษิณกับฮุน เซน ก็นั่งกันหน้าแห้งต่อไป ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะหาทางออกไม่ได้ เอ็งไม่มีทางได้ที่ดิน 2,000 กว่าไล่รอบๆ ปราสาทพระวิหารในชาตินี้และในชาติหน้า

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันบ่งบอกก็คือว่า คุณสมชายอย่าได้ขยับอะไรในเรื่องปราสาทพระวิหารอีกเป็นอันขาด สิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือให้คณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา เจรจากันไปเรื่อยๆ เสร็จเมื่อไหร่แล้วมาพูดกันในเรื่องปราสาทพระวิหาร หลังจากที่ปักปันเขตแดนกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องไปเต้นแร้งเต้นกากับฮุน เซน ไม่ต้องแคร์ว่ายูเนสโกจะว่าอย่างไร คณะกรรมการมรดกโลกเป็นอย่างไร แผ่นดินของไทย ข้าพเจ้าขอนั่งทับไว้อย่างนี้ ใครจะทำอะไร แม้กระทั่งสหประชาชาติก็ทำอะไรเราไม่ได้

เรื่องที่สอง ก็ขอพูดเรื่องผมกับคุณทักษิณ สักนิดหนึ่ง ก็รู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2537 ผมเคยไปช่วยงานทั้งที่พลังประชาชน ไทยรักไทย เคยไปเป็นที่ปรึกษาในช่วงปี 2544 ที่ทำเนียบ ยืมตัวจากกระทรวงต่างประเทศไปนั่งอยู่ที่ทำเนียบทำงานกับคุณทักษิณเป็นปีแรก แล้วก็ได้เห็นอะไรต่างๆ เหล่านี้

ผมก็นั่งคิดตลอดเวลา เพราะว่าได้เริ่มต้นก็เหมือนพวกเราทั่วๆ ไปว่าชื่นชมคุณทักษิณที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเรื่องธุรกิจ มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แล้วก็มาเป็นนายกรัฐมนตรีที่สุด ผมคิดว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงเข้าไปแทรกแซงระบบราชการ ทำไมเข้าไปยุ่งกับกระบวนการศาล อะไรต่างๆ นานาเหล่านี้ แล้วทำไมมันดูไม่ชอบมาพากล ผมนั่งครุ่นคิดอยู่เป็นปีที่กรุงโตเกียว

จนกระทั่งปลายปี 2546 มันก็เกิดความใสสว่างขึ้นมาในสมอง ในจิตสำนึกว่า ที่คุณทักษิณเป็นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นอภิมหาเศรษฐีระดับโลกแล้ว เหตุที่เขายังเป็นอย่างนี้อยู่ เพราะเขาอยากจะเป็นจักรพรรดิแห่งประเทศไทย

และเมื่อปลายปี 2546 ผมถึงได้พูดกับตัวเองและได้ปวารณาตัวว่า กูจะต้องล้มมึงให้ได้ไอ้ทักษิณ ขอพูดคำหยาบนะฮะ

ทั้งๆ ที่ผมยังเป็นเอกอัครราชทูต ยังเป็นข้าราชการประจำ ผมก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีสองภาค งานหนึ่งต้องทำไปในฐานะข้าราชการประจำ รัฐบาลมีนโยบายเรื่อง เอฟทีเอ โอท็อป อะไรต่างๆ ก็ดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ในใจครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเรามีมารร้ายเป็นนายกรัฐมนตรี เขาต้องการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทย เพื่อให้เขาเป็นผู้นำแต่คนเดียว

เพราะฉะนั้นความคิดของผมว่า คุณทักษิณหรือขบวนการทักษิณนี้พร้อมที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือศาสนานี้ ไม่มีความสงสัยในตัวผมตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วนะครับ

เพราะฉะนั้น จึงจะได้อธิบายว่าอยู่ดีๆ ผมเป็นข้าราชการอะไรต่างๆ ทำไมถึงมาเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ทำไมไปเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่แรกเลย ก็ด้วยความมุ่งมั่นอันนี้ว่าหนึ่งเข้าไปอยู่ในพรรคการเมืองที่จะสู้กับทักษิณในระบอบรัฐสภา มาอยู่เวทีพันธมิตรเพื่อจะได้ร่วมทำงานกับทางภาคประชาสังคมและประชาชน แล้วชนกับแม่งมึงให้ได้ ขอหยาบอีกคำนะฮะ

แต่ในช่วงปลายปี 2546 หรือ 2547 ผมจะไปเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าทักษิณต้องการล้มทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทยนี้ เขาคงคิดว่าผมบ้า เพราะฉะนั้นคนที่เห็นผมไม่ค่อยจะบ้า คือภรรยาผม ลูกสาวผม และพี่น้องของผมที่ได้เล่าให้ฟังมาตั้งแต่ต้น แต่วันนี้และในช่วงหลายสัปดาห์หลายเดือนที่ผ่านมา มันได้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สิ่งที่ผมได้ตัดสินใจไปแล้วว่าผมต้องต่อสู้กับทักษิณ มันเป็นจริง เพราะเขาต้องการจะล้มทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทย

แล้วผมก็แน่ใจ ญาติพี่น้อง นิสิตนักศึกษาที่นั่งที่นี่ ณ บัดนี้เรามีความมั่นใจ 1,000% ว่าทักษิณต้องการจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมไทย แล้วมันก็ไม่ใช่แค่ทักษิณเท่านั้น ลิ่วล้อ ไอ้เวรตะไลทั้งหลายของเขา รวมทั้งอดีต พล.ต.อ. ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าสุดด้วยนะครับ

เพราะฉะนั้นวันนี้ในสังคมไทย ที่จะเป็นท่านจำลองก็ดี คุณสนธิ คุณพิภพเลยก็พูดว่า มันเป็นสีขาว สีดำ มันจะเอาแดงเผด็จการ หรือมันจะเอาสีเหลืองแห่งธรรมะ ศีลธรรม เป็นที่ตั้ง มันก็มีทางเลือกกันแค่นี้ว่ามันไม่มีตรงกลาง ไม่มีความสมานฉันท์ มันเป็นเรื่องแพ้ชนะ ข้าอยู่ เอ็งต้องไป เท่านั้นเอง ไม่ใช่เอ็งอยู่แล้วข้าไป ไม่มีครับ มีแต่ ข้าอยู่และเอ็งไป เท่านั้น ทั้งขบวนการทักษิณ คุณทักษิณ และลิ่วล้อ สงครามเปิดขึ้นแล้วและในวงกว้าง

ประเด็นที่จะถามคือว่า ท่านแม่ทัพ นายกอง ท่านปลัดกระทวง ท่านเลขาธิการ ท่านผู้อำนวยการ ท่านซีอีโอ เจ้าของบริษัท ท่านคิดอย่างไร ท่านไม่ต้องคิดมากหรอกครับ

ท่านต้องการให้สังคมไทยมีระบอบประชาธิปไตย มีรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์ มีประชาชนที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีประชาชนที่จะเป็นเจ้าของอำนาจ ที่สามารถร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ของสังคมไทย หรืออยากจะมีท่านจักรพรรดิฮิตเลอร์ทักษิณ เรื่องมันมีแค่นี้เองนะครับ

และมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะวิงวอนกับเพื่อนสื่อมวลชนทั้งหลาย พวกบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทุกๆ ฉบับ เจ้าของหนังสือพิมพ์ทุกๆ ฉบับว่า ถ้าเผื่อระบอบทักษิณ 2 กลับมาสู่ประเทศไทย ท่านทั้งหลายไม่มีสิทธิ เสรีภาพใดๆ จะเหลือเลย ท่านจะไม่ได้อ้าปาก ท่านจะไม่ได้มีแม้กระทั่งที่จะคิดได้ เพราะระบอบทักษิณสองไม่ยอมให้ท่านมีความคิด มีสิทธิเสรีภาพใดๆ เลยทั้งสิ้นนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็ต้องวิ่งวอนญาติพี่น้องที่เป็นเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ในระบอบทักษิณถ้าเผื่อเขาจะกลับมาอีก เขาจะไม่ให้ท่านทั้งหลายมีที่ทำกินของตนเอง เขาจะแปลงสภาพเกษตรกรของเราให้เป็นแรงงานเกษตรกร 8 โมงเช้า หรือ 6 โมงเช้าเอ็งไปไถนา ตอนเย็นเอ็งกลับมาข้ามีข้าวให้กิน แต่อย่าได้คิดว่าจะเป็นเจ้าของที่ดิน กำหนดชีวิตตัวเอง ไม่มีทางครับในระบอบทักษิณ

ผมพูดอันนี้ ไม่ใช่มาพูดเล่น เพื่อมาเล่นตบมือกันสนุกสนาน อันนี้พูดมาจากที่ได้วิเคราะห์ไตร่ตรองมาเป็นเวลาหลายปี และได้มีข้อยุติแล้วว่าเราปล่อยให้คุณทักษิณมาเดินลอยชายอยู่ในสังคมไทยไม่ได้ เราปล่อยให้ลิ่วล้อทักษิณออกมาพูดอะไรคลุมเครือตลอดเวลาเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ จำเป็นที่เราจะต้องร่วมกันดำเนินการ

และถ้าเผื่อนายพลก็ดี นายตำรวจก็ดี ปลัดก็ดี ซีอีโอทั้งหลาย ถ้าเผื่อพวกนี้ไม่ทำอะไรเลย เท่ากับว่าพวกท่านเหล่านั้น เห็นชอบกับระบอบฮิตเลอร์ของประเทศไทยภายใต้คนที่ชื่อทักษิณ เราจะยอมให้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่อยู่อำนาจในวันนี้ โดยเฉพาะที่อยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปลี่ยนใจซะวันนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วท่านเป็นศัตรูของเรา เป็นศัตรูต่อสิ่งดีงามของสังคมไทย อย่างแน่นอน อย่าได้คิดลังเล อย่าได้มาเล่นลิ้นแปรธาตุ และทำตนเลี่ยงคัมภีร์ ทำตนเป็นศรีธนญชัยแต่ปล่อยให้ระบอบทักษิณอันสามานย์สกปรกแล้วก็โหดร้ายทารุณนั้นมาทำร้ายสังคมได้แม้กระทั่งอีกนิ้วหนึ่ง

from ice angel คนอ่านข่าว

Monday, February 9, 2009

คำถามแก่นักเศรษฐศาสตร์

ที่มา มติชน

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนสองจำพวกจะออกมาให้ความเห็นถึงทางออก ซึ่งในที่สุดก็จะถูกประกอบกันขึ้นเป็นนโยบายสาธารณะ หนึ่งคือนักเศรษฐศาสตร์ และสองคือนักธุรกิจ

ผมคาดหวังว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มอง "กำไรสูงสุด" ไว้กว้างกว่าเป้าหมายทางธุรกิจอย่างมาก เช่น ประโยชน์สุขของสังคมหรือแม้แต่มนุษยชาติโดยรวม ก็น่าจะเป็น "กำไรสูงสุด" ด้วย

โดยไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์เลย ในท่ามกลางความเห็นถึงทางออกทางเศรษฐกิจช่วงนี้ ผมจึงมีคำถามโง่ๆ แก่นักเศรษฐศาสตร์ ดังนี้

1/ ในประเทศที่ประชากรคงที่มานาน เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เหตุใดเมื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือศูนย์ จึงทำให้คนตกงาน?

ก็คนแก่คนหนึ่งถูกปลดเกษียณ ก็มีคนหนุ่ม/สาวอีกคนหนึ่งเข้ามาทำงานแทน เพราะมีคนแก่น้อยหน่อยถูกเลื่อนขึ้นไปรับตำแหน่งของคนที่ถูกปลดเกษียณ หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ถ้าเคยมีคนไม่มีงานทำอยู่ 0.1% ตัวเลขคนตกงานก็ยังน่าจะเท่าเดิม ไม่ใช่หรือครับ

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐก็น่าจะเก็บภาษีได้เท่าเดิม เคยใช้เงิน 5% ของงบประมาณในการซ่อมถนน ก็ยังใช้ซ่อมถนนได้เท่าเดิม, ซ่อมประปา, ซ่อมไฟฟ้า, จัดการศึกษา, โฆษณาความดีของรัฐบาล ฯลฯ ได้เหมือนปีที่ผ่านมา

ถ้าใช่ เหตุใดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือ 0% จึงทำให้ไร้เสถียรภาพ

ด้วยความไร้เดียงสาทางเศรษฐศาสตร์ ผมพยายามหาคำตอบเอง และพบว่าแม้ตำแหน่งงานและแรงงานคงที่ แต่สิ่งที่ไม่เคยคงที่เลยคือ "ความต้องการ" ของมนุษย์ปัจจุบัน มันไม่เคยเป็น 0% สักที มีแต่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 0% ก็ทำให้ "ความต้องการ" ซึ่งมีเพิ่มขึ้นไม่ได้รับการบำบัด ต้องติดลบไปทุกปี ผลก็คือ ทำให้เกิดความไม่พอใจสะสมมากขึ้นในหมู่ประชาชนไปเรื่อยๆ

ถ้าอย่างนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่เป็นหลักประกันว่า "ความต้องการ" จะถูกบำบัด อันที่จริงความเติบโตทางเศรษฐกิจของเรานั้น มาจากการกระพือ "ความต้องการ" ของมนุษย์ให้มากขึ้นไม่ใช่หรือ มี "ความต้องการ" ที่ยังไม่ถูกบำบัดรออยู่ข้างหน้าในใจของทุกคน ต่างจึงต้องขวนขวายหาทางบำบัดให้ได้ เพื่อจะไปรอ "ความต้องการ" อันใหม่ในใจ

ตกลงที่เราเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็เพื่อตอบสนอง "ความต้องการ" ที่ไม่มีการควบคุม แล้วมันจะสิ้นสุดที่ไหนหรือครับ จะถึงกับ "โลกแตก" มั้ยครับ

2/ ในกรณีของประเทศไทยซึ่งประชาชนจำนวนมาก ยังมี "ความต้องการ" อันสมเหตุสมผลและบำบัดไม่ได้มานานแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือ 0% คงทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพแน่ ผมได้ยินนักเศรษฐศาสตร์หลายคนพูดว่า รัฐต้องผลักเงินเข้าสู่ระบบ ด้วยโครงการต่างๆ ของรัฐ ทั้งด้านสวัสดิการและด้านอื่นๆ

ทางด้านสวัสดิการ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเสนอว่า ให้ช่วยคนตกงานหรือคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อน ก็ฟังดูมีเหตุผลดีนะครับ เพราะถึงไปช่วยโรงงานให้ผลิตได้เท่าเดิม ก็ไม่รู้จะเอาของไปขายใคร

ผมเข้าใจเอาเองว่า คือต้องยอมให้เขาปลดคนงาน แล้วรัฐไปช่วยคนตกงานอีกทีหนึ่ง

วิธีผลักเงินเข้าตลาดอย่างหนึ่งของรัฐก็คือ แจกเงิน 2,000 บาท แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่ก็แจกได้เฉพาะคนที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจและผู้ประกันตนเท่านั้น รัฐเชื่อว่าคนที่มีรายได้ขนาดนี้ ยากที่จะเอาเงินที่ได้นี้ไปออม ฉะนั้น อย่างไรเสียก็ต้องนำมาใช้จ่ายบริโภค ซึ่งเท่ากับหมุนกลับเข้าสู่ตลาดนั่นเอง

ผมก็เห็นด้วยครับว่า พวกเขาคงนำเงินไปบริโภคจริง

แต่น่าประหลาดที่ว่า ดูเหมือนไม่มีใครสามารถประมาณการอะไรได้มากไปกว่านั้นเลยว่า เขาจะเอาไปบริโภคอะไรเพิ่มขึ้น 2,000 บาทนี้จะถูกใช้ทำอะไร

เพราะขาดสถิติที่ใครจะคาดเดาอะไรได้ ผมจึงขอคาดเดาอย่างมั่วๆ ว่า เมื่อไม่นับส่วนที่เอาไปใช้หนี้และออมซึ่งถึงมีก็จำนวนน้อยออกไปแล้ว สัดส่วนของการใช้จ่ายเพื่ออาหารจะสูงสุด โดยเฉพาะอาหารโปรตีนอันมีราคาแพงสุด และไม่ได้บริโภคบ่อยหรือมากเท่าที่ต้องการ ส่วนที่เอาไปใช้กับเสื้อผ้าอาภรณ์คงมีบ้าง แต่ไม่สูงนัก ส่วนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยคงแทบไม่มีเลย เพราะแพงเกินไป

2,000 บาทนี้ จะใช้เพื่อการลงทุนบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสุขภาพ แต่ไม่น่าจะมากไปกว่าซื้อรองเท้าใหม่ให้ลูก ส่วนด้านสุขภาพนั้น นอกจากกินโปรตีนมากขึ้นแล้ว คงไม่ได้นำไปใช้ด้านนี้สักเท่าไร เพราะราคาแพงเกินไป ทำให้น่าคิดว่าเหตุใดรัฐจึงไม่ทำให้ถูกลง เช่น เพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับออกกำลังกาย, มีหน่วยบำบัดยาเสพติด นับตั้งแต่บุหรี่, เหล้า ไปจนถึงยาบ้า ตามชุมชนต่างๆ เพิ่มขึ้น

อันที่จริงคนกลุ่มที่จะได้ 2,000 บาทนี้ไม่ใช่กลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุด อย่างน้อยก็ยังมีงานทำพอจะประกันตนได้ หากเป้าหมายเพียงแต่จะผลักเงินสู่ตลาดให้มากและเร็ว ก็ยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้รวดเร็วไม่แพ้กันอยู่อีกมาก เพียงแต่อาจได้คะแนนนิยมทางการเมืองไม่มากและเป็นกลุ่มก้อนเหมือนวิธีนี้เท่านั้น

รวมทั้งเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งยังค้างอยู่อีกจำนวนหลายแสนล้านบาทด้วย

เรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์พูดกันมามากแล้ว ผมเพียงแต่สงสัยว่า ประเทศเราไม่ค่อยมีคนทำงานเก็บรวบรวมสถิติระดับครัวเรือน, ที่เกี่ยวกับแรงงาน, ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ "นอกระบบ", ฯลฯ ทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการวางแผนเศรษฐกิจ หรือริเริ่มมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างชนิดที่ขาดไม่ได้ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่ไปร่ำเรียนกันมาสูงๆ นั้น นำมาใช้ในประเทศไทยโดยไม่มีฐานข้อมูลที่เพียงพอได้อย่างไร หรือวิชาเศรษฐศาสตร์กับศีลธรรมนั้นเหมือนกัน คือ เอามาประยุกต์ใช้ได้ในทุกเงื่อนไข โดยไม่ต้องดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมเลย

เป็นไปได้หรือไม่ว่า เพราะเป็นอย่างนี้ จึงทำให้กลุ่มคนที่เสียงดังสุดในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ และไม่ได้วางบนฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ด้วย หากเป็นนักธุรกิจซึ่งมีผลประโยชน์ปลูกฝังในนโยบายอย่างชัดเจน ดูเหมือนทั้งรัฐบาลและสังคมก็เชื่อถือคนกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ

3/ การผลักเงินลงไปให้ได้หมุนเวียนในตลาดนั้น แทนที่จะแจกฟรี ผลักลงไปให้คนที่ควรได้เงินได้รับเงิน แต่ก็มีผลงอกเงยในระยะยาวด้วยไม่ดีกว่าหรือ ผมคิดว่าไม่ว่าจะผลักลงไปด้วยวิธีอะไร ความเร็วช้าก็ไม่สู้จะต่างกันมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเงินของรัฐ ย่อมต้องผ่านกระบวนการที่งุ่มง่ามบ้างเป็นธรรมดา

อย่างโครงการถนนปลอดฝุ่น (ซึ่งสังคมไม่ค่อยไว้ใจนักว่าจะไม่รั่วไหล) ก็น่าจะทำให้เกิดการจ้างงานกระจายไปกว้างขวาง ถ้ากำหนดทีโออาร์ให้ต้องใช้แรงงานชาวบ้านมากๆ และวางมาตรการป้องกันการรั่วไหลให้รัดกุม ก็น่าจะดีกว่าการเอาเงินไปยัดใส่กระเป๋าคนเฉยๆ

ยังมีอะไรอื่นๆ ที่น่าทำอีกมากนะครับ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์บางท่านเสนอว่า สร้างห้องสมุดแห่งชาติออนไลน์ด้วยการจ้างนักศึกษาสแกนข้อมูลลงคอมพ์ อันนี้ก็น่าสนใจ หรือพัฒนาการศึกษาด้วยการสร้างห้องสมุดจริงๆ กระจายไปให้ทั่ว ก็สามารถจ้างชาวบ้านมาเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด โดยมีการหนุนช่วยด้านวิชาความรู้และเทคนิคอย่างทั่วถึง (ซึ่งก็ต้องจ้างงานอีกนั่นแหละ)

ทำทีวีทางด้านการศึกษาสักช่องหนึ่ง ทำให้น่าชมนะครับ ก็ต้องอาศัยฝีมือของคนจำนวนมาก ต้องเก็บข้อมูลหลายชนิด บางส่วนก็ต้องอาศัยคนท้องถิ่นช่วยเก็บ ฯลฯ เกิดการจ้างงานได้อีกไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งต้องคิดอะไรให้มากกว่าโรงเรียน

ขยายโอกาสทางการศึกษาผ่านสื่อก็น่าทำ

ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ก็ได้ อย่าคิดแต่เพียงไซโลเก็บพืชผลเท่านั้น แต่ควรคิดถึงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมด้วย เช่น การรวมกลุ่มในลักษณะต่างๆ ที่จะทำให้เกิดอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจได้ แต่อย่าจ้างเฉพาะเอ็นจีโอมาทำ ต้องเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการจ้างงานในหมู่ชาวบ้านเอง เกิดกระบวนการหรือถาวรวัตถุที่ชาวบ้านบริหารเอง และดูแลรักษาได้เอง

คิดไปได้อีกมากมายหลายเรื่อง และหากตั้งใจจริงอย่างแข็งขัน การผลักเงินด้วยวิธีที่ให้ผลงอกเงยเช่นนี้ ก็ไม่ได้ช้าไปกว่าการแจกเงินสักเท่าไรนัก ถึงอย่างไรก็ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาเหมือนกัน

เรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์ก็พูดถึงมาแล้วเหมือนกัน แต่ดูจะไม่มีแรงพอไปกำหนดนโยบายสาธารณะได้ นักการเมืองยังคงทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขาต่อไป เหตุใดความเห็นทางเศรษฐศาสตร์จึงไม่มีน้ำหนักในทางการเมืองกรณีนี้ มีกรณีไหนบ้างที่ความเห็นทางเศรษฐศาสตร์มีน้ำหนักทางการเมือง ปัจจัยที่ทำให้มีหรือไม่มีน้ำหนักอยู่ตรงไหน

เส้นทาง การกู้เงิน ภายใน ข่าวดี มี ข่าวร้าย เส้นทาง การหาเงิน

ที่มา มติชน

คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์




ไม่ว่าจะเป็นการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเยือน โตเกียว ญี่ปุ่น ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ล้วนสะท้อนให้เห็นความสำเร็จ

1 ความสำเร็จที่นายกรัฐมนตรีไทยผงาดยืนอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้นำระดับนานาชาติ 1 ความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมที่การเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ระบบ

ไม่ง่อนแง่นโงนเงนเหมือนในยุค นายสมัคร สุนทรเวช

ไม่ง่อนแง่นโงนเงนเหมือนในยุค นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

เป้าประสงค์อย่างแท้จริงของการเดินทางไป ไม่ว่าจะเป็นที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นที่ โตเกียว ญี่ปุ่น ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ การสร้างความเชื่อมั่น

รูปธรรม 1 เห็นได้จากแถลงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"ขณะนี้ไม่ค่อยมีการถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว คิดว่าเราก้าวพ้นเรื่องของบุคคลไปแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องชี้แจงกับนานาชาติในเรื่องนี้แล้ว"

รูปธรรม 1 เห็นได้จากแถลงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจอนุมัติเงินกู้รถไฟฟ้าสายสีแดงในวงเงิน 63,000 ล้านเยน ซึ่งจะทำให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้"

นี่ย่อมเป็น "ข่าวดี" อย่างแน่นอน

เป็นข่าวดี 1 เพราะเป็นรูปธรรมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทย เพราะหากไม่มีความเชื่อมั่นก็คงไม่ให้กู้

เป็นข่าวดี 1 เพราะหากไม่ให้กู้ก็ยากที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงจะเดินหน้าต่อไปได้

เป็นข่าวดี 1 เพราะทุกอย่างดำเนินไปตามพิมพ์เขียวที่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ อนุมัติวงเงินกู้รวม 270,000 ล้านบาท

โดย 70,000 ล้านบาท เป็นการเตรียมไว้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดย 200,000 ล้านบาท เป็นเรื่องทางเทคนิคเพื่อช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้เป็นปกติ

เป็นข่าวดี 1 ในท่ามกลางข่าวเงินคงคลังเหลือเพียง 52,000 ล้านบาท

เป็นข่าวดี 1 ในท่ามกลางข่าวการจัดเก็บรายได้ 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม 2551-มกราคม 2552) ได้ต่ำกว่าประมาณการ 70,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.2% และกระทรวงการคลังคาดว่าทั้งปีอาจต่ำกว่าประมาณการถึง 112,910 ล้านบาท หรือ 7.1%

เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นให้กู้ในวงเงิน 63,000 ล้านเยน จึงย่อมเป็น "ข่าวดี"

อีกด้านของข่าวดีสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางความคิดอันสะท้อนให้เห็นถึงความหวาดวิตกที่ดำรงอยู่

1 ที่สำคัญคือ ความหวาดวิตกในเรื่องรายได้ ในเรื่องการหาเงิน

การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการอาจเป็นอุทาหรณ์ 1 การเหลือเงินคงคลัง 52,000 ล้านบาท อาจเป็นอุทาหรณ์ 1

แต่ที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง คือ ข้อเสนอจาก นายสันติ วิลาสศักดานนท์

"หากนำเงินทุนสำรองมาใช้ได้ก็ไม่จำเป็นต้องกู้จากต่างประเทศ เหมือนกับบริษัทเอกชนที่เอาทุนสำรองของบริษัทมาใช้ก่อนได้"

1 ที่สำคัญคือ ความเป็นจริงในเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว

ที่ตั้งเป้าไว้ว่าการส่งออกปี 2552 จะอยู่ที่ 3% ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้หรือไม่ ที่ตั้งเป้าไว้ว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคนในปี 2552 ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามที่ประมาณการหรือไม่

เพราะไม่เพียงแต่จะประสบกับสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวโดยเฉพาะ สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน เท่านั้น หากแต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ ความไม่แน่ใจในสถานการณ์ทางการเมือง

ไม่มีใครมั่นใจได้หรอกหากรัฐมนตรีในรัฐบาลเคยร่วมปิดสนามบินสุวรรณภูมิมาแล้ว

การกู้เงินจากต่างประเทศจึงเป็น "ข่าวดี" บนซากปรักหักพังของ "ข่าวร้าย"

เป็นข่าวร้ายเพราะเงินในท้องพระคลังหดหายไปเป็นสำคัญ เป็นข่าวร้ายเพราะไม่แน่ใจว่าจะหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นใจในการบริโภคได้หรือไม่

เดิมพันจึงอยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะติดลบหรือว่ารักษาตำแหน่งที่ 0% เอาไว้ได้