WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 10, 2009

ทูตสหรัฐยันไม่ได้ถอนวีซ่า ทักษิณ - ไม่เคยขึ้นบัญชีดำ รมว.พาณิชย์

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่
กรุงเทพฯ 10 ก.พ.- เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ยืนยันไม่ได้ถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และไม่เคยขึ้นบัญชีดำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ภายหลังการเข้าพบ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย กล่าวว่ายืนยันว่า ทางการสหรัฐยังไม่ได้ถอนวีซ่าเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และไม่เคยขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็คลิสต์ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชื่อว่าข่าวที่ออกมาเป็นเพียงข่าวลือ และตามปกติทางการทูตจะไม่มีการแสดงความเห็นเรื่องการออกวีซ่า เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ครั้งนี้ถือว่า นางพรทิวา ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงต้องออกมาชี้แจง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-10 12:01:11

"นิสสัน"จำใจปลดพนง.2หมื่นคน

ที่มา มติชน

นิสสันคาดปีนี้ขาดทุนมากเป็นประวัติการณ์กว่า 1 แสนล้านบาท จำใจต้องปลดพนักงาน 2 หมื่นคน พร้อมหั่นเงินเดือนกรรมการบริหาร-ผู้จัดการลง 5-10 % ด้าน รบ.ญี่ปุ่นเผยคำสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนธันวาฯหดตัวน้อยกว่าคาด ส่งสัญญาณภาคการผลิตฟื้นตัว

สถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เอพีรายงานว่า นายคาร์ลอส กอส์น ประธานบริหารนิสสัน มอเตอร์ บริษัทผลิตรถยนต์ใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทจำเป็นต้องปลดพนักงานประมาณ 2 หมื่นคนหรือประมาณ 8.5% ของพนักงานทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลกเนื่องจากในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณปัจจุบัน บริษัทขาดทุน 8.32 หมื่นล้านเยน ผิดกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีกำไร 1.322 แสนล้านเยน ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทขาดทุนสุทธิรายไตรมาสนับจากเริ่มรายงานผลประกอบการรายไตรมาสเมื่อ พ.ศ.2546

ผู้บริหารนิสสันระบุว่า เมื่อคำนวณตลอดปีงบประมาณนี้แล้วบริษัทคาดว่าจะขาดทุน 2.65 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.01 แสนล้านบาท) มากเป็นประวัติการณ์ในรอบ 9 ปี ดังนั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปลดพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยกระบวนการลดพนักงานจะดำเนินไปจนถึงปีหน้า ทำให้มีพนักงานเหลือ 215,000 คน

รายงานข่าวระบุว่า บรรดากรรมการบริหารของบริษัทก็จะไม่รับโบนัสในปีนี้ ส่วนเงินเดือนของกรรมการรวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานจะถูกลดลง 10% เงินเดือนของระดับผู้จัดการจะถูกหั่นลง 5% ทั้งนี้ ในปีที่แล้วนิสสันมียอดขายทั่วโลก 731,000 คันลดลง 18.6%

ด้านสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คำสั่งซื้อเครื่องจักร ซึ่งเป็นเครื่องวัดการใช้จ่ายของภาคธุรกิจเอกชน ลดลง 1.7% ลดลงน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดที่เดิมเชื่อว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรจะลดลง 8.7% และยังดีกว่าเดือนพฤศจิกายนที่ลดลงมากถึง 16.2% แสดงให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการผลิต ทำให้รัฐบาลคาดการณ์ว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรในเดือนมกราคม-มีนาคม จะขยายตัว 3.5%

อย่างไรก็ตาม นายฮิโรมิชิ ชิรากาวา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเครดิตสวิส ในญี่ปุ่น เห็นแย้ง โดยระบุว่าคำสั่งซื้อดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจเพราะว่าคำสั่งซื้อในภาคอุตสาหกรรมสำคัญคือรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ยังลดลง เพราะตราบใดที่คนงานถูกปลด กำไรลดลงและตลาดส่งออกลดลง ก็ไม่มีช่องให้ผู้ผลิตลงทุนเครื่องจักร

กกต.แก้คำวินิจฉัยหลายรอบ หาเหตุไม่แจกใบแดง"บุญจง"

ที่มา มติชน

กกต.ดิ้นสุดชีวิตแก้ร่างคำวินิจฉัย"บุญจง วงศ์ไตรรัตน์"หลายรอบ หาเหตุผลไม่แจกใบแดง อ้างสั่งให้เลือกตั้งใหม่ "ความไม่สุจริตและเที่ยงธรรม"ถูกแก้ไขเยียวยาแล้ว แฉมีความเห็นผิด 2 ข้อหาชัดปราศรัยใส่ร้าย"สุวิทย์ คุณกิตติ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี"เนรคุณ"แม้ว"-แจกทรัพย์สิน

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผย "มติชนออนไลน์" เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ถึงความคืบหน้ากรณี กกต.มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 ให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง วงศ์ไตรรันต์ ส.ส.นคร ราชสีมา เขต 6 และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ทั้งๆ ที่ กกต.มีมติว่านายบุญจงกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ.2550 มาตรา 53 ว่า กกต.ได้ส่งคำวินิจฉัยสั่งการ กกต.ที่ 357/2551 ลงวันที่ 3 เมษายน 2551 ที่เพิ่งจัดทำเสร็จเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ กกต.จังหวัดแจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน สภ. จักรราช จังหวัดนครราชสีมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม การจัดทำคำวินิจฉัยดังกล่าวเสร็จสิ้นหลังจากที่สื่อมวลชนรายงานว่า การจัดทำคำวินิจฉัยดังกล่าวล่าช้ากว่า 10 เดือน และการไม่ให้ใบแดงนายบุญจงทั้งๆ ที่กระทำผิด มาตรา 53 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งทำให้ กกต. บางคนแก้ร่างคำวินิจฉัยที่เจ้าหน้าที่ส่งไปให้หลายครั้งเพื่อต้องการอ้างเหตุผลที่ไม่ให้ใบแดงนายบุญจง ทั้งๆ ที่ผู้สมัคร ส.ส.หรือ ส.ว.รายอื่นทั้งที่ชนะเลือกตั้งหรือแพ้เลือกตั้ง ถ้า กกต.เห็นว่ากระทำความผิดตามมาตรา 53 กกต.ต้องมีมติให้ใบแดงทุกราย

แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนั้นถ้าดูจากคำวินิจฉัยสั่งการของ กกต.ที่ส่งให้ กกต. จังหวัดแจ้งความดำเนินคดีกับนายบุญจงแล้ว กกต.มีความเห็นว่านายบุญจงกระทำผิดใน 2 ข้อหาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 คือ 1.ใส่ร้ายด้วยความเท็จแก่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และว่าที่ ร.ต. ไพโรจน์ สุวรรณฉวี บิดาของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินผู้ร้อง ว่าเป็นคนเนรคุณต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และยังหลอกเอาเงินและตำแหน่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่นายพลพีร์ เหตุเกิดในการปราศรัยหาเสียงที่บ้านโนนงิ้ว หมู่ที่ 14 ต.หนองพลวง อ.จักราช

2.ให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่นายบุญจง โดยนายบุญจงพร้อมด้วยคณะผู้ติดตามได้ไปหาเสียงเลือกตั้งที่บ้านโนนงิ้วซึ่งมีพยานหลักฐานยืนยันว่าในระหว่างเวลาที่นายบุญจงเดินหาเสียง คณะผู้ติดตามได้นำแผ่นวีซีดีสีแดง ที่ด้านหน้ามีรูป พ.ต.ท.ทักษิณแจกจ่ายแก่ราษฎรที่มาฟังการหาเสียงซึ่งแผ่นวีซีดีที่แจกจ่ายดังกล่าวมีเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นบทเพลงของนักร้อง เช่น สายัณห์ สัญญา และมีการบันทึกภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเป็นเนื้อหาที่พูดถึงการใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศและแสดงความห่วงใยที่มีต่อประชาชน ในขณะที่ผู้ติดตามกำลังแจกจ่ายแผ่นวีซีดีดังกล่าว ผู้ถูกคัดค้านอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด แต่มิได้ห้ามปรามทักท้วงหรือสั่งให้ระงับการกระทำดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่าแผ่นวีซีดีที่คณะผู้ติดตามของผู้ถูกคัดค้านนำออกแจกจ่ายแก่ราษฎรที่มาฟังการพูดหาเสียงของผู้ถูกคัดค้านดังกล่าวเป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แหล่งข่าวกล่าวว่า จากเนื้อหาคำวินิจฉัยดังกล่าวเห็นชัดว่าขัดแย้งกับคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ที่อ้างว่านายบุญจงมีความผิดในเรื่องการปราศรัยโจมตีใส่ร้ายผู้อื่นเท่านั้น จึงไม่อาจให้ใบแดงได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ กกต.บางคนต้องแก้ร่างคำวินิจฉัยเพื่อเป็นข้ออ้างไม่ให้ใบแดงนายบุญจงโดยคำวินิจฉัยที่แก้ไขเพิ่มเติมคือ

"เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติงดการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมาเขตเลือกตั้งที่ 6 ซึ่งมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ในเขตเลือกตั้งดังกล่าวใหม่ ในวันที่ 20 มกราคม 2551 แล้ว โดยมีมูลเหตุจากการกระทำของผู้อื่นในสำนวนอื่นมีผลให้กระบวนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้ถูกแก้ไขเยียวยา โดยการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ดังกล่าว จึงไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาว่า การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมไม่ว่ากรณีใดๆ อีก แต่การสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้นมิได้ลบล้างการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณา"

แหล่งข่าวกล่าวว่า การให้เหตุผลดังกล่าวเป็นเรื่องตลกอย่างมากและไม่เคยมีมาก่อนเพราะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นายพลพีร์เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ขณะที่นายบุญจงแพ้ แต่นายพลพีร์ก็ถูกร้องคัดค้านเช่นเดียวกับนายบุญจง ซึ่ง กกต.จึงหยิบกรณีนายพลพีร์ถูกร้องคัดค้านมาพิจารณาก่อนแล้วให้ใบเหลือง จึงมีการลงคะแนนใหม่วันที่ 20 มกราคม 2551 ปรากฏว่านายบุญจง เป็นผู้ชนะ และประกาศรับรองผลไปเมื่อวันที่ 21 มกราคม แต่ กกต. เพิ่งมาพบความผิดนายบุญจงในภายหลังเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 อยู่ดีๆ มาอ้างว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550 ซึ่งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมถูกลบล้างไปแล้วจากการสั่งลงคะแนนใหม่ ถ้าใช้ตรรกะนี้ผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้งทำไมถึงถูกแจกใบแดงได้ ทั้งๆ ที่การกระทำที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับว่าความไม่สุจริตเละเที่ยงธรรมได้รับการแก้ไขเยียวยาด้วยเช่นกัน

ขณะที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่ กกต.มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) และให้ดำเนินคดีอาญานายบุญเลิศ บุรณปกรณ์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) (ได้รับเลือกตั้ง) และนายสุพล ณ วิชัย ผู้สมัคร สมาชิก อบจ.เชียงใหม่ (ได้รับเลือกตั้ง) โดยไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อกล่าวหาว่า ความจริงในชั้น กกต.จังหวัดได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบแล้ว ซึ่งนายบุญเลิศและนาย สุพลนำพยานและหลักฐานต่างๆ มาชี้แจงกับ กกต.จังหวัดแล้ว เมื่อ กกต.จังหวัดลงมติให้แจ้งข้อกล่าวหาบุคคลทั้งสองแล้วจึงส่งเรื่องมายัง กกต.กลาง เมื่อได้ตั้งสอบสวนตามขั้นตอนอีกรอบ กกต.กลางจึงเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอต่อการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจึงมีมติยืน ตามความเห็นของ กกต. จังหวัดด้วยการให้ใบแดงกับนายบุญเลิศและนายสุพล ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นการให้ใบแดงภายหลังการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ดังนั้น ก่อนยกร่างคำร้องเพื่อส่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 กกต.กลาง จึงแจ้งข้อกล่าวหาไปยังผู้ถูกกล่าวหาอีกครั้งเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาและจะได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่

"ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา โดยเราได้เปิดให้ผู้ถูกกล่าวคัดค้านข้อกล่าวหาถึงสองครั้ง ไม่มีการข้ามขั้นตอนและไม่ได้ทำกรณีนี้แตกต่างจากกรณีอื่นๆ แต่ทุกกระบวนการเราไม่ได้นำมาชี้แจงบนเว็บไซต์ทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลมีมากและเป็นข้อมูลอยู่ในชั้น กกต. จังหวัด ดังนั้นผมจึงอยากเรียนไปยังสื่อมวล ชนว่าหากสงสัยอะไรควรสอบถามกันก่อน เพราะกรณีนี้มีความซับซ้อนอยู่พอสมควรและ กกต.มีความระมัดระวังในการทำงานพอสมควร เนื่องจากกระแสการเมืองที่ผ่านมามันแรงกว่าที่ กกต.จะตามแก้ไขข่าว ที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่ยอมรับว่าการทำงานบางครั้ง ก็อาจจะล่าช้า เพราะปริมาณงานมีอยู่มาก ดังนั้น ไม่ควรหยิบยกเฉพาะความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยมาโจมตีกัน ส่วนข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้น กกต.ก็พยายามปรับปรุงและนำไปแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอยู่เช่นกัน" นายสุทธิพลกล่าว

สำลักอำนาจ

ที่มา เดลินิวส์
เหล็กใน


คำสั่งโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงตั้งแต่ผู้บังคับการ(ผบก.) ไปถึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) นอกฤดูกาลมาเร็วกว่าที่คิด

แต่ก็ยังดีกว่าปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ถือว่าเป็นข้าราชการประจำระดับสูงรายแรกที่โดนเด้ง ด้วยข้ออ้างที่น่ารำคาญและมักง่ายอย่างมาก

"เพื่อความเหมาะสม"

แต่กรณีปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำท่าว่าจะยุ่งๆ เพราะเหยื่ออำนาจไม่ยอมง่ายๆ แถมยังมีปัญหาในข้อกฎหมายตามมาอีก

ในส่วนของตำรวจ แม้จะทำได้แต่หลายตำแหน่งก็หดหู่เหลือเกิน

แสดงออกชัดเจนว่าต้องการวางขุมกำลังเพื่อสร้าง"รัฐตำรวจ" อย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยกมาโจมตีรัฐบาลเก่าอยู่เนืองๆ

แต่คราวนี้คงไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา เพราะดูจากรายชื่อแล้วสมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง คมช. และพันธมิตรฯ

สำหรับระดับผู้บังคับการจังหวัดโดยเฉพาะในภาคเหนือ เก้าอี้หักเป็นแถวๆ แล้วส่งคนในค่ายขึ้นไปดูแลแทน

เรียกว่าเป็นการเจาะทะลวงพรรคฝ่ายค้านโดยตรง

อีกตำแหน่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากคือ "พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู" สามี"แม่เลี้ยงติ๊ก" นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หัวหอกหลักในภาคเหนือของประชาธิปัตย์ จะเข้ามาเป็นเจ้าพ่อสอบสวนกลาง หรือผบช.ก.

ซึ่งจริงๆ แล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ "เทพประทาน" อยากให้มาเป็นเจ้าพ่อนครบาล หรือ ผบช.น. มากกว่า

แต่เกิดพลิกผันกลางอากาศต้องประเคนเก้าอี้เบอร์ 1 ในระดับผู้บัญชาการให้กับคนอื่นแทน

ที่ว่าพลิกผันมีหลายเหตุ แต่สำคัญๆ น่าจะเป็นตัวพล.ต.ท.ไถง ที่ไม่อยากมาอยู่ตำแหน่งนี้

การจะเข้ามาคุมพื้นที่นครบาลไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ แม้แต่ลูกหม้อของนครบาลเองก็ตกม้าตายมาหลายรายแล้ว

ในวงการสีกากีรู้ดีว่า พล.ต.ท.ไถง เติบโตจากภูธรโดยตลอด จู่ๆ จะให้มาคุมเมืองหลวงแบบนี้ ก็ไม่ต่างจากคนเรียนจบวิศวะแต่ดันจะให้มาเป็นหมอรักษาคน

คนเรียนจบวิศวะนั้นเก่งแน่นอน แต่ไม่ใช่ว่าจะสามารถมาเป็นหมอรักษาคนได้

แม้แต่ตำแหน่งผบช.ก. สำหรับพล.ต.ท.ไถง ก็ใช่ว่าจะราบรื่น เนื่องจากทำงานรับผิดชอบทั่วประเทศ

เชื่อว่าใจจริงแล้ว พล.ต.ท.ไถง อยากกลับมาเป็นผบช.ภาค มากกว่า โดยเฉพาะภาคเหนือเนื่องจากชำนาญพื้นที่ และคุ้นเคยอยู่เป็นทุนเดิม

เรียกว่าสามารถทำงานได้ทันที ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก

ที่สำคัญไม่น่าเกลียดอีกด้วย

แต่อย่างว่านาทีนี้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมามีอำนาจหลังห่างหายไปนาน จึงเร่งรีบใช้อย่างกระหาย

น่าเศร้าตรงที่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้อำนาจเข้าไปจัดการ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เคยด่าหรือตำหนิรัฐบาลเก่าไว้ทั้งสิ้น

เมื่อตัวเองก้าวเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ทำแบบเดียวกัน เพียงแต่มีการอธิบายที่หรูหรากว่าเท่านั้น

ใช้อำนาจไม่บันยะบันยังแบบนี้...ระวังจะสำลักล่ะ!??

อุ้มการบินไทย เพื่ออะไร

ที่มา เดลินิวส์

ครม.อนุมัติให้กู้ในประเทศ “2 แสนล้าน” เพื่อค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจที่กำลังมีปัญหา แม้จะกู้ในประเทศ ก็เป็นหนี้ก้อนโตที่ประชาชนตาดำ ๆ ต้องตามแบกตามรับใช้คืนอยู่ดี ไม่ใช่ได้มาฟรี ๆ ซะที่ไหน การจะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ จึงควรเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

ไม่ใช่เอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกกันเรื่อยเปื่อย

ปัญหาของการบินไทย คุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของบางกอกแอร์เวยส์พูดไว้ ถูกต้องเป๊ะ ว่า อยู่ในสภาพ nose drive คือเอาหัวปักลง ไม่สามารถเชิดหัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ ถ้าไม่ยกเครื่อง เครื่องก็ตก และหากเป็นอย่างนี้อีก 6 ปี ก็จะเหมือน ขสมก. (ที่ล้มละลายไปแล้ว หากรัฐ ไม่อุ้ม)

แต่คนการบินไทยจะรู้สำนึกหรือไม่นี่สิ

สถานะการบินไทยตอนนี้ขาดทุน 12,000 กว่าล้าน ต้องกู้ 3 หมื่นกว่าล้าน เพื่ออุดสภาพคล่อง สาเหตุของการบักโกรก อ้างตามฟอร์ม ราคาน้ำมันผันผวน เศรษฐกิจโลกถดถอย นักท่องเที่ยวลด ถูกการเมืองแทรก (ทั้งมีสี ไม่มีสี) ก็ใช่แหละ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ขนาดองค์กรง่อยเปลี้ยเสียขาขนาดนี้ ยังเห็นพนักงานบางส่วนออกมาเย้ว ๆ จะขอโบนัสกันอีก นี่หรือ จิตสำนึกที่มี ตอนพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบิน ประธานสหภาพ แจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ยิ่งกว่าเชิญชวน แจกข้าวกล่อง เป็นกระบอกเสียงยัน ไม่มีผลกระทบ นักบินหรือแอร์บางคน มีมือตบในกระเป๋า พร้อมไล่ผู้โดยสารฝ่ายตรงข้าม

คนเหล่านี้ล่ะ ที่ช่วยปู้ยี่ปู้ยำภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติ

แต่ตอนนี้การบินไทยฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3 หมื่นล้านกับพวกยึดสนามบิน ยังไม่นับนักท่องเที่ยวที่มาน้อยลง เพราะเหตุปิดสนามบินกระทบต่อรายได้การบินไทยโดยตรง ก็ไม่รู้ คุณแจ่มศรี เธอจะว่ายังไงต่อ

เรื่องตั๋วฟรีให้บอร์ด อดีตบอร์ด จะได้กี่ใบ กี่เที่ยว ไม่ค่อยติดใจหรอก ยังไงก็ตั๋ว เวสติ้งลิสต์ รอเครื่องว่าง จะขนไปกี่คน ก็เสียค่าน้ำมันเท่ากัน สายการบินไหนก็มีสวัสดิการแบบนี้

แต่ที่เหลือรับคือ ทั้งบอร์ด ทั้งพนักงาน ได้เงินเดือนโดยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย เพราะ บริษัทออกให้หมด ขนาดข้าราชการในสำนักพระราชวัง เป็นข้าราชบริพารแท้ ๆ ยังต้องเสียภาษีเงินได้เลย นี่จึงอภิสิทธิ์โคตร ๆ

ปีหนึ่งปาเข้าไป 5,000-6,000 ล้าน แล้วไม่เจ๊ง ไหวหรือ !!!

เรื่องคนล้นงานก็อีก ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง มีลูกท่านหลานเธอ พนักงานตอนนี้ปาเข้าไป 2.4 หมื่นคน เทียบกับสิงคโปร์แอร์ไลน์ที่ธุรกิจใกล้เคียงกัน มีแค่หมื่นกว่าคน ประสิทธิภาพแค่ไหน ก็คิดดู

เรื่องการขายตั๋วผ่านเอเย่นต์ ก็ให้กำไร เอเย่นต์ถึง 12% ปีหนึ่งขายตั๋วแสนล้าน เท่า กับต้องจ่ายเอเย่นต์ 1.2 หมื่นล้าน มิน่า จอง เข้าไปเถอะ การบินไทยบอกตั๋วเต็มแทบทุกครั้ง ก็เพราะคนในการบินไทย มีเอี่ยวนี่ละ

แค่ 2 ตัวอย่างข้างต้น ถ้าไม่ต้องจ่ายภาษี และลดการขายตั๋วผ่านเอเย่นต์สัก 50% ก็มีรายได้หมื่นล้านแล้ว ยังไม่นับค่าคอมฯ จากการซื้อเครื่องบินนะ มิน่าอยากซื้อจัง อย่างการนำเข้าแอร์บัส A330-300 ลอตแรก 6 ลำ มีแต่คนขอเลื่อน ยอมให้ปรับค่ามัดจำ ยึดเงินดาวน์ เพราะราคาถูกลงตั้ง 30% แถมมีเครื่องบิน เหลือให้ช้อป 50-60%

แต่การบินไทยไม่สน เพราะอะไร หากไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์???

ทั้งหมดสะท้อนการบริหารจัดการ ความเสียสละ จิตสำนึก และ พฤติกรรม ขององค์กรนี้ (ที่ดีก็คงมีอยู่ แต่คงเป็นพลังเงียบ) แล้วเรื่องอะไรต้องเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้ม ไม่เป็นธรรมอย่างมาก

เพราะดูจากแผนกอบกู้วิกฤติที่เสนอ ออกมา การบินไทยยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย.

ดาวประกายพรึก

ยุทธ ตู้เย็นฟ้องด้วยภาพทหารจู่โจมค้นบ้าน

ที่มา เดลินิวส์

ฟ้ององค์กรสิทธิฯ'สุวัจน์'เปิดใจเชียร์ ก.ม.นิรโทษกรรม

“เทพไท” ปัดข่าวรัฐบาลล็อบบี้ถอนวีซ่า “แม้ว” เข้าประเทศมหาอำนาจ แย้มภายใน 1-2 วันนี้ “สหรัฐ” จะมีความกระจ่างชัดเรื่องนี้ แจงไม่รู้ “รมต.” คนใดติดแบล็กลิสต์ ขณะที่ “นักการทูต” ฟันธง “ทักษิณ” กลัวถูกจับส่งเมืองไทย เหตุไม่กล้าแหยมเข้าอเมริกา ชี้ “บัวแก้ว” มีข้อมูลบุคคลต้องห้าม ด้าน “ยุทธตู้เย็น” เปิดซีดีแถลงโต้ไม่เกี่ยวคดีชิปปิ้งหมู จี้ “องค์กรสิทธิมนุษยชน” ต่างชาติตรวจสอบทหารบุกค้นบ้านช่วงรัฐประหารปี 49 แนะปรองดองต้องเจรจาสถานเดียว พร้อมดักคอ “อภิสิทธิ์” ตั้ง “ผบช.ภ.5” คนใหม่หวังฟอกตัวปิดคดีดัง ขณะที่ “โฆษกเพื่อไทย” แฉ “มหาดไทย” แจกของคุณภาพต่ำ “ปลากระป๋อง-ข้าวสาร” อีกแล้ว ส่วน “สุวัจน์” โผล่เชียร์นิรโทษกรรมนักการเมือง

“ปชป.”ปัดล็อบบี้ถอนวีซ่าแม้ว

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีเสียงวิจารณ์รัฐบาลล็อบบี้ให้มีการเพิกถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลไม่เคยแทรกแซงกิจการใด ๆ ของประเทศต่าง ๆ การถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้น ๆ และเมื่อครั้งประเทศอังกฤษถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ เวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เป็นรัฐบาล

โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า การห้ามเข้าประเทศต่าง ๆ เป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น ญี่ปุ่นมีกฎหมายเกี่ยวกับการเข้าเมือง อพยพลี้ภัย มีข้อห้าม 14 ข้อ โดยเฉพาะข้อ 14 ถ้ามีเหตุอันควรให้เชื่อว่าจะก่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศ ก็ห้ามคนคนนั้นเข้าประเทศ ข้อ 2 พูดถึงคนที่จะเข้าต้องไม่เป็นโรคประสาท โรคจิต มีจิตใจสับสน แยกแยะรับผิดชอบชั่วดีไม่ได้ ข้อ 4 ที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ บุคคลต้องโทษในคดีอาญาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปจะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ และ ข้อ 5 ผู้ต้องโทษคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติด

ชี้มารยาทสหรัฐไม่ประจานใคร

“ในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ผมคิดว่าอย่าว่าแต่เรื่องต้องโทษจำคุกเลย ผมคิดว่าแค่ข้อ 2 ที่เกี่ยวกับจิตใจสับสน มีปัญหาทางจิต แยกแยะความรับผิดชอบชั่วดีไม่ได้ ก็เข้าข่ายไม่มีสิทธิเข้าประเทศด้วยซ้ำไป” นายเทพไท ระบุ ส่วนกระแสข่าวสหรัฐอเมริกาจะประกาศไม่ให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าประเทศนั้น นายเทพไท กล่าวว่า สหรัฐจะมีข้อกระจ่างภายใน 1-2 วันว่าเป็น อย่างไร แต่เรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้เข้าไปแทรกแซง เพียงแต่ติดตามสถานการณ์เท่านั้น และเชื่อว่าหลังได้ข้อสรุปแล้วทางสหรัฐคงไม่ประกาศชื่อบุคคลต้องห้าม เพราะเป็นมารยาททางการทูต ทั้งนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเข้าสหรัฐเลย ทั้งที่เป็นประเทศประชาธิปไตยมากที่สุด

ต่อข้อถามว่า มีกระแสข่าวว่ารัฐมนตรี ติดแบล็กลิสต์จากทางสหรัฐ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนที่จะรู้ว่าตัวเองจะติดแบล็กลิสต์หรือไม่อยู่กับการขอวีซ่า อย่างไรก็ตามจากนี้ไปรัฐบาลจะขอระเบียบ กฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐ มาดูรายละเอียด เพื่อดูว่าคุณสมบัติบุคคลนั้น ๆ ต้องห้ามหรือไม่

เย้ย“เหลิม”ชอบหยิบชิ้นปลามัน

นายเทพไท ยังกล่าวถึงการคัดสรรหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า อยากให้มีการคัดเลือกผู้นำฝ่ายค้านโดยเร็วที่สุด ตัวเลือกที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอนั้นตนคิดว่า พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา คนที่ 2 มีความเหมาะสม แต่ไม่แน่ใจว่า พ.อ.อภิวันท์ จะกล้าลาออกจากรองประธานสภามาเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ แต่คิดว่าสเปกของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงเป็นนายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน ก็น่าจะเป็นได้

ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ประกาศไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือผู้นำฝ่ายค้าน แต่ขอรับตำแหน่งนายกฯ นั้น โฆษกส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดว่าคนที่ต้อง การเป็นนายกฯ แต่ไม่อยากรับผิดชอบ ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองและเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่ก็เป็นธรรมชาติของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ชอบหยิบชิ้นปลามัน มีพฤติกรรมชุบมือเปิบ

อ้างคืนความชอบธรรมตำรวจ

นายเทพไท กล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านมา 8 ปี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดังนั้นจึงไม่มีคนของพรรคเป็นพรรคพวกกับนายตำรวจใด ๆ เว้นแต่ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู จเรตำรวจ (สบ 8) สามีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู กรรมการบริหารพรรค แต่การแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.ไถง เป็น ผบช.สอบสวนกลาง ไม่ได้มีการเลื่อนขั้นเพียงแต่อยู่ในระนาบเดียวกัน

โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิ ปัตย์ กล่าวด้วยว่า ส่วน พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันกุล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช และถูกย้ายไปจังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลแค่คืนความเป็นธรรมให้เป็นรอง ผบช.สันติบาลเหมือนเดิม รวมถึง พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ อดีต ผบก.ภ.จว.เชียงราย ที่ถูกย้ายเข้ากรุกรณีใบแดง รัฐบาลคืนความเป็นธรรมให้เป็น ผบก.ภ.จว.เชียงราย เหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมี พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ที่ถูกย้ายไปจังหวัดชายแดน ภาคใต้อีกคนที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

“เจ๊วา”ท้าพิสูจน์วีซ่าเข้าสหรัฐ

ขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวทางการสหรัฐไม่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศว่า ตนมีวีซ่าสหรัฐออกให้เมื่อปี ค.ศ. 2007 และใช้ได้ถึงปี ค.ศ. 2017 ดังนั้นข่าวที่ออกมาจึงเป็นการดิสเครดิต แต่คงจะไม่นำเรื่องอย่างนี้มาใส่ใจ ส่วนที่มีการโยงว่ากระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการเดินทางไปสหรัฐเพื่อเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เป็นคนไปเจรจานั้น เนื่องจากนายอลงกรณ์ดูแลกรมทรัพย์สินทางปัญญา และในส่วนนี้ก็ได้มีการพูดคุยกับตนแล้ว แต่ถ้าใครติดใจในเรื่องนี้ ตนก็สามารถเดินทางไปสหรัฐพร้อมกับนายอลงกรณ์ได้ เพราะกำหนดการเป็นเดือน มี.ค.

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีวันที่ 10 ก.พ. เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย พร้อมคณะนักธุรกิจจะมาพบตนที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อเจรจาด้านธุรกิจ ดังนั้นคนที่ปล่อยข่าว ตนอยากให้มองภาพรวมของประเทศมากกว่า

เผยขั้นตอนยกเลิกวีซ่าอเมริกา

แหล่งข่าวการทูต เปิดเผยถึงกระแสข่าวสหรัฐ จะยกเลิกวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า รัฐบาลสหรัฐสามารถยกเลิกวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทันที โดยไม่ต้องสอบถามรัฐบาลหรือกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย แต่โดยมารยาทและตามกระบวนการจะมีการแจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศทราบถึงการยกเลิกวีซ่าดังกล่าว ตามปกติการยกเลิกวีซ่าของสหรัฐมีหลักปฏิบัติ ดังนี้ 1.เพื่อความมั่นคงของสหรัฐ 2.สหรัฐไม่ต้องการให้บุคคลใด ๆ มาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองบางประเภทในสหรัฐ และ 3.เป็นบุคคลต้องห้ามที่ต้องโทษจากการต้องคำพิพากษาของศาล นอกจากนี้ตามหลักการขอวีซ่าเข้าสหรัฐ ผู้ยื่นต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม

แหล่งข่าว กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถยื่นเรื่องสอบถามถึงสาเหตุการถูกยกเลิกวีซ่าต่อทางการสหรัฐได้ โดยไม่ต้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่มีแผนเดินทางไปสหรัฐแน่นอน เพราะไทยกับสหรัฐมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ต้องโทษที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุก ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าสหรัฐ ก็จะถูกทางการสหรัฐจับกุมตัวเพื่อส่งกลับประเทศไทยได้

“ยงยุทธ”เปิดวีซีดีทหารค้นบ้าน

อีกด้านหนึ่ง ที่พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เปิดแถลงข่าวโดยนำภาพวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ที่นายยงยุทธอ้างว่าเป็นทหารอำพรางใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือบุกบ้านพักย่านประชาชื่น เพื่อค้นหาหลักฐานในวันที่ 20 ก.ย. 49 โดยนายยงยุทธ กล่าวว่า ตนได้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่าถ้าผู้มีอำนาจทั้งหมดคิดว่าสามารถกำจัดพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย และกลุ่มเสื้อแดงรวมถึงฝ่ายตรงข้าม และกลุ่มพวกพ้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วยวิธีการเดิมแล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบนั้น ตนเชื่อมั่นว่าไม่มีหนทางเป็นไปได้ แต่การอยู่ร่วมกันได้ต้องที่ตัวแทนมาพูดคุยกัน

อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า วันนี้ตนต้องการให้ทุกคนรับทราบว่า ถูกกระทำอย่างไรบ้างในช่วงที่ผ่านมาและตนได้เก็บพยานหลักฐานต่าง ๆ ไว้กับตัว นอกจากนี้ยังฝากไว้กับเพื่อนชาวต่างประเทศ ถ้าหากตนตายหรือไม่มีโอกาสมาชี้แจง ขอให้ช่วยเผยแพร่ให้ด้วย

ออกตัวไม่เกี่ยวคดีฆ่า“ชิปปิ้งหมู”

นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า วันนี้เปิดเผยเพียงบางส่วนที่บันทึกไว้ แต่ไม่ขอเปิดเสียงให้ฟัง เพราะถ้าเปิดเสียงไปจะทำให้อยู่ไม่ได้อีกหลายคน เนื่องจากทหารที่เข้าตรวจค้นบ้านได้โทรฯ รายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ นอกจากนี้ยังมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ทหารถอดหมวกไหมพรมออก ทำให้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน กรณีนี้องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศสามารถตรวจสอบได้ เพราะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

ส่วนสาเหตุที่ต้องเปิดเผยภาพเหตุ การณ์ดังกล่าว นายยงยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากมีบุคคลในรัฐบาลกล่าวถึงเหตุการณ์ชิปปิ้งหมูที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับตน เพียงแต่ชิปปิ้งหมูมีภรรยาเป็นชาวเขาอยู่บนดอยแม่สลอง จ.เชียงราย และช่วงที่มีการรัฐประหารมีนายตำรวจยศ พล.ต.ท. เดินทางไปหาตำรวจที่โรงพัก และบอกให้ปรักปรำตน หากทำได้จะได้ ขึ้นเป็นผู้กำกับ แต่ตำรวจคนดังกล่าวปฏิเสธ จึงถูกย้ายไปภาคใต้และเพิ่งย้ายกลับมา นอกจากนี้ยังมีการจับตัวเจ้าหน้าที่ป่าไม้และนำตัวมารีดข้อมูลอยู่หลายวัน

ซัด“มาร์ค”ตั้ง ตร. มีคดีติดตัว

อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงไปล้อมบ้านเพื่อไม่ให้ทหารและตำรวจบุกค้นบ้านพักของตน เพราะชาวบ้านในพื้นที่กลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิมที่กรุงเทพฯ จึงต้องไปคุ้มครอง “วันนี้ผมจะสู้ให้ถึงที่สุดและจะบอกให้รู้ว่า การกลั่นแกล้งทางการเมือง ปล่อยข่าวมาจนเชื่อว่าเป็นความจริง ทุกวันนี้ผมไม่เถียงสักคำ จะได้รู้เสียที ไม่ว่าชาติหน้าชาติไหนก็ตามผมถูกกระทำทั้งหมด ซึ่งวันนี้เป็นคดีที่ 9 แล้ว นี่คือชีวิตที่ต้องเผชิญ เสือมันไม่ร้อง แต่จะอดทนเพื่อให้เกิดความปรองดอง”

นายยงยุทธ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบอยู่ แต่กลับถูกแต่งตั้งให้เป็น ผบช.ภ.5 ซึ่งคดีนี้จะหมดอายุความในปีหน้า จึงขอฝากถามไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่ามีนโยบายที่จะยุติคดีนี้หรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกันหมด รวมทั้งเกี่ยวข้องกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการส่งคนกลุ่มนี้ไปปราบคนเสื้อแดง

ไม่เชื่อ“นายใหญ่”ถูกถอนวีซ่า

นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกประเทศญี่ปุ่นระงับวีซ่าเข้าประเทศว่า ตนไม่ได้เจอ พ.ต.ท.ทักษิณ นานแล้ว แต่เท่าที่ติดตามข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ เห็นว่าสหภาพยุโรปยังให้เกียรติและดูแล พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงแม้ว่าอังกฤษจะไม่ออกวีซ่าให้ก็ตาม ส่วนที่ข่าวว่าประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศในทวีปเอเชียบางประเทศจะไม่ให้วีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ตนไม่ทราบแต่วันนี้มีการปล่อยข่าวเท็จมากพอสมควรอย่างที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดเงินซึ่งเมื่อตรวจสอบก็พบว่าไม่เป็นความจริง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 10 ก.พ. พรรคจะ ประชุมเพื่อปรับโครงสร้าง โดยจะมีการแต่งตั้งประธานภาคอีสานและภาคใต้ นอกจากนี้จะมีการหารือถึงตัวผู้นำฝ่ายค้าน ตลอดจนการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ขณะเดียวกันจะมีการหารือถึงการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีที่โหวตลงคะแนนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552

“พท.”ปูด“มท.”แจกของเกรดต่ำ

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า ในวันเดียวกันนั้น ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้สอบสวนกรณีมีปลา กระป๋องไร้คุณภาพและข้าวสารมีมอดที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ตามโครงการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มทั่วประเทศของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งวันนี้ชาวบ้านได้นำสิ่งของมาคืนบ้างแล้ว และฝ่ายค้านได้ส่งเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ เพราะหลังจากที่เรื่องแดงขึ้นมาได้มีการสั่งให้ ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นรีบกลบข่าว กลัว ซ้ำรอยปลากระป๋องเน่าที่ จ.พัทลุง แต่ตอนนี้กลิ่นเน่ามันกระจายไปทั่วแล้ว ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด

คนดังแห่อวยพรวันเกิด“สุวัจน์”

วันเดียวกัน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เปิดบ้านพักย่านถนนราชวิถี ทำบุญ เลี้ยงพระเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 54 ปี โดยนิมนต์สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นประธานในพิธีสงฆ์ มีบุคคลสำคัญจากแวดวงการเมืองและกีฬามาร่วมอวยพร อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธาน ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์-ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที นอกจากนี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธาน คณะกรรมการโอลิมปิคฯ นำสมาคมกีฬาต่าง ๆ รวมทั้ง “บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ และ “แทมมี่” แทมมารีน ธนสุกาญจน์ 2 นักเทนนิสชื่อดังมาร่วมอวยพรด้วย

“หนั่น”แซว มท.1 ขอไม่เคยได้

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ให้ตัวแทนนำกระเช้าดอกไม้มามอบให้ ทั้งนี้นายสุเทพปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ โดยให้เหตุผลว่า วันนี้เป็นวันพระของดพูดเรื่องการเมือง ส่วน พล.ต.สนั่น ได้เข้าไปกระเซ้านายชวรัตน์ที่กำลังนั่งรับประทานอาหารว่า “แหม...ขออะไรไม่เคยได้เลยนะ” ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะอย่างสนุกสนาน

นายสุวัจน์ เปิดเผยด้วยว่า พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ โทรฯ มาอวยพรวันเกิด และถามว่าภรรยาของตน (พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ) ยังอยู่ในโอวาทหรือไม่ ตนได้ตอบไปว่าตนต่างหากที่อยู่ในโอวาทของภรรยา เมื่อถูกถามว่า มีโฟนอินอวยพรมาจากเกาะกงหรือฮ่องกงบ้างหรือไม่ นายสุวัจน์ ยิ้มและบอกว่า “ไม่มี มีแต่โฟนเอาต์” ส่วนการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ในส่วนรัฐบาลต้องรับฟังอย่างนิ่ง ๆ ไม่ต้องหวั่นวิตก และขอให้มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเสียงวิจารณ์ที่มาจากต่างประเทศเท่านั้นก็พอ

หนุน ก.ม.นิรโทษกรรม 111-109

นายสุวัจน์ ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านมีแนวคิดจะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้เราขาดมืออาชีพ เพราะหลายคนที่มีประสบการณ์ทางการเมืองและด้านเศรษฐกิจอยู่ในกลุ่ม 111 และ 109 ถ้าทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสเข้ามาช่วยชาติในภาวะวิกฤติก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ สำหรับตนการนิรโทษกรรมจะมีหรือไม่มีก็ไม่เป็นไร จะให้รอครบ 5 ปีก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่เสียงส่วนใหญ่จะเห็นอย่างไร

อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและรอคอย จึงอยากเสนอให้มีการรณรงค์โครงการไทยช่วยไทย คือ ซื้อสินค้าและเที่ยวกันเอง เหมือนสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาว ส่วนมาตรการในระยะสั้น รัฐบาลก็กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดงบประมาณลงมาในรูปแบบของโครงการประชานิยม แต่ช่วยได้แค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น “ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์โชคดีที่คนไทยให้โอกาส ซึ่งท่านก็ตั้งใจทำงาน ดังนั้นต้องทำบรรยากาศการทำงานให้ดี ๆ รัฐบาลก็จะไปได้ เปรียบเหมือนรถใหม่ป้ายแดง อย่าเอาเข้าอู่บ่อย จะอยู่สั้นหรือยาวอยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง อย่ามีเรื่องอะไรมากนัก”

เด็ก“คมช.”โผล่ฉะยับ“ทักษิณ”

ด้าน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพจัดงบลับ 2 พันล้านบาทไปกำจัดกลุ่มเสื้อแดงว่า ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นายณัฐวุฒิระบุออกมาเป็นเรื่องอดีตหรือปัจจุบัน หากเป็นงบลับในปีงบประมาณนี้มีการอนุมัติในสมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล แต่ถ้าในอดีต งบดังกล่าวจะเป็นของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่ง คมช. ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ทั้งนี้ กอ.รมน. ไม่มีนโยบายทำร้ายหรือฆ่าคนไทยด้วยกัน

อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. กล่าวถึงข่าวการลอบฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นความฟุ้งซ่านนอนไม่หลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่คิดไปเรื่อยว่าจะมีใครลอบฆ่า ทั้งที่ไม่มีใครคิด มีแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ฆ่าตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เป็นโรคประสาท และถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่จ่ายเงินให้กับคนที่ไปพบ จะมีสักกี่คนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ จริง ส่วนใหญ่รักเงินทักษิณไม่ได้รักที่ตัวทักษิณ

กองทัพแจงโครงการสู้วิกฤติ ศก.

พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยนำเอกสารที่จัดทำโดยฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยระบุว่าเป็นแผนสลายม็อบเสื้อแดงว่า กองทัพมีโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งยังมีโครงการคอนเสิร์ตรักชาติ โครง การทำดีมีอาชีพ ส่วนจะเป็นโครงการเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ “กองทัพในฐานะเป็นหน่วยงานรัฐ และเป็นทหารของชาติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภารกิจหลักคือทำให้ประเทศเกิดความมั่นคงทั้งตามแนวชายแดน และทำให้เกิดความสงบสุข ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ดูแลปัญหาความมั่นคง”

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ว่า กอ.รมน. ไม่มีภารกิจสลายหรือสกัดกั้นกลุ่มเสื้อแดง ส่วนโครงการที่พรรคเพื่อไทยออกมาเปิดเผย น่าจะเป็นโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกองทัพบก แต่คงใช้งบไม่ถึง 2 พันล้านบาทตามที่พรรคเพื่อไทยระบุ และโครงการดังกล่าวทำในทุกพื้นที่ ไม่ทำในพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เร่งด่วน.

ยงยุทธฮึด โชว์ซีดี 'ชุดพราง' บุกทุบบ้าน

ที่มา ไทยรัฐ

ภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร และคดีชิปปิ้งหมู นายกรเทพ วิริยะ นั้น เรื่องนี้ทำให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯได้ออกมาโวยว่า เป็นเกมการเมืองที่รัฐบาลต้องการเล่นงานตัวเอง

“ยงยุทธ” เปิดแถลงข่าวคดี “ชิปปิ้งหมู”

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. เวลา 13.50 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวหลังจากกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ นำคดีการเสียชีวิตของนายกรเทพ วิริยะ หรือชิปปิ้งหมู มาสืบสวนว่า ได้เข้ามายังพรรคเพื่อไทยเพื่อวิเคราะห์การเมืองและอนาคตของบ้านเมืองกับสมาชิกพรรคนี้ และได้ตั้งสมมติฐานว่า หากผู้มีอำนาจทั้งหลายกำจัดพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดงหรือฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอง แม้กระทั่งตัวอดีตนายกฯทักษิณ โดยไม่หันหน้ามาคุยกันแล้ว คงไม่มีทางจะทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองสงบ การไล่ล่าจิตวิญญาณของคนนั้น มันไม่ตาย มันตายเพียงร่างกาย เคยพูดไว้หลังการรัฐประหารว่า ตั้งใจและอยากเห็นคนไทยปรองดอง กระบวนการต่างๆนั้นต้องคุยกัน ได้ไป พบผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกว่า นำสิ่งที่ไม่ถูกใจคือ เรื่องง่ายๆที่แก้กันได้นั้นคุยกันดีหรือไม่ ส่วนเรื่องที่ยากก็คุยกันยาวหน่อย ส่วนเรื่องที่คุยกันไม่ได้ก็เก็บไว้ก่อน ผู้ใหญ่คนนั้นบอกว่า ขืนตนออกไปคนแรกจะโดนรุมกระทืบแน่นอน

เหลืออดงัดซีดีแฉโดนย่ำยีหลังปฏิวัติ

นายยงยุทธกล่าวว่า ฝ่ายค้านในครั้งที่แล้วและตอนนี้เป็นรัฐบาลกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดที่แล้วสร้างเงื่อนไข พูดอะไรไปก็ไม่ฟัง ตนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครให้คำปรึกษา ช่วงแรกๆ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯบอกอยากไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มันเป็นการพูดเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ เพราะตบตี คนอื่นจนล้มคว่ำและบอกว่าวันนี้อยากหอมแก้ม วันนี้ตั้งใจเล่าเรื่องที่ จ.เชียงรายให้รู้ว่า โดนกระทำอย่างไรบ้าง ตนได้เก็บสิ่งต่างๆและฝากไว้กับเพื่อนต่างชาติแล้ว หากตายไปตนไม่มีโอกาสชี้แจง เพราะโดนกระทำมาตลอด ก็ขอให้เผยแพร่ซีดีนี้ให้ประชาคมโลกรับรู้ว่าตนโดนอะไรบ้าง คนไม่เชื่อในสิ่งที่ตนปราศรัย สนามหลวงว่ามีซีดีบุคคลไปตรวจค้นบ้านตน ถนนประชาชื่น กทม. หลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 1 วัน ก็จะเปิดให้ดู แต่ไม่ขอเปิดเสียง เพราะหากเปิดไปแล้วมันจะอยู่ไม่ได้หลายคน เนื่องจากบุคคลที่เข้าบ้านตนนั้น ได้โทรศัพท์รายงานให้ใครบ้าง ฟังดูก็รู้ และไอ้โม่งที่บุกบ้านตน แต่เผลอถอดหมวกจนเห็นตัวตน หากไปถามทหารก็จะรู้ว่าเป็นใคร

ซัดโยงคดีชิปปิ้งหมูแค่ตายที่แม่จัน

“ทำไมผมเปิดซีดี เพราะ 2-3 วันที่ผ่านมา มีคนเล่าให้ฟังว่า คนในรัฐบาลไปบอกว่า เหตุการณ์ชิปปิ้ง หมูตายที่ อ.แม่จันนั้น มีข่าวตลอดว่าชิปปิ้งหมูตายในพื้นที่นี้ ต้องเป็นผมนั้น ขอบคุณรัฐบาลที่จัดการเรื่องนี้ แต่ขอให้รู้ว่า ตอนที่มีการรัฐประหารนั้น พล.ต.ท.คนหนึ่ง ไปหาตำรวจที่โรงพักแม่จันว่าปรักปรำผมได้ไหม หากทำได้จะเลื่อนให้เป็น ผกก. เมื่อปฏิเสธไป ตำรวจคนนั้นก็โดนย้ายไปภาคใต้ และเพิ่งโดนย้ายกลับ สิ่งสำคัญคือ ไปจับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการฆ่าชิปปิ้งหมูเอาไปรีดหลายวัน หากไปดูภาพข่าวในเรื่องนี้ จะเห็นว่าบุคคลที่พรรคเก่าแก่พูดมันไม่เกี่ยวกับผมเลย ผมผิดในเรื่องนี้อย่างเดียวคือ ชิปปิ้งหมูมีภรรยาเป็นชาวเขาบนดอยแสงใจ ผมอยู่ที่ราบจึงไม่รู้ว่าชิปปิ้งหมูมีภรรยาและบุตรที่นั่น หากไปตายที่อื่นก็ไม่รู้จะพาดพิงสิ่งใดกับผม สิ่งที่สังเวชใจในวันนี้คือ มีคำสั่งจากฝ่ายการเมืองให้ตำรวจพยายามจับผมให้ได้ แล้วจะสมนาคุณให้อย่างงาม ทำไมผมรู้เรื่องนี้ เพราะผมมีเพื่อนเป็นตำรวจเยอะแยะ ผมขอเตือนตำรวจทั้งหลายว่าคดีนี้มีอายุความ 20 ปี การสร้างหลักฐานเท็จเพื่อเอาใจฝ่ายการเมืองนั้น การเมืองไม่มีความแน่นอน วันหนึ่งท่านต้องรับผิดชอบ คนที่สั่งก็ต้องตาย ส่วนท่านกับผมก็ต้องขึ้นศาลกันต่อไป” นายยงยุทธกล่าว

เชื่อจ้องดิสเครดิต-ขอสู้ถึงที่สุด

นายยงยุทธกล่าวว่า เหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงไปล้อมบ้านตน เพื่อมิให้ตำรวจและทหารสนธิกำลังบุกค้นบ้านนั้น ชาวบ้านคือพี่น้องตน กลัวว่าจะซ้ำอีหรอบเดิม จึงไปคุ้มครองบ้าน ตนขอขอบคุณแต่ขอร้องชาวบ้านว่าไม่ ต้องไปคุ้มครองเลย หากวันใดเจ้าหน้าที่จะตรวจบ้าน ซึ่ง เป็นสถานที่เปิดและสาธารณะ ไม่ต้องออกหมายศาล ตนจะพาไปเอง การนำหมายตรวจค้นมันหวังผลทางการเมืองและดิสเครดิตกัน หากหลักฐานต่างๆ บอกว่าตนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ขอเรียนว่าวันนี้ตนจะสู้ให้ถึงที่สุด การกลั่นแกล้งทางการเมืองที่ปล่อยข่าวจนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงนั้น วันนี้จะได้รู้เสียที ตนไม่เถียงสักคำ เพราะวันนี้โดนกระทำ 9 คดีแล้ว และก็ได้พิสูจน์ไปแล้ว 2 คดี ว่าสิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง ชีวิตตนถูกกระทำมากมาย แต่เสือมันไม่ร้อง จะเอายังไงก็อดทนรอ เพื่อหวังให้เกิดความปรองดอง ที่ผ่านมาแม้จะมีการกล่าวหาว่าตนซื้อเสียงและทำให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาว เมื่อพรรคเก่าแก่ลงพื้นที่แต่ก็แพ้น้องสาวตนหลายหมื่นคะแนน ไม่ต้องถามข้อความทางกฎหมายกับคำพิพากษาของประชาชนสิ่งใดจะศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน วันนี้เวลาจะพิสูจน์เรียบร้อยแล้ว และตนเปิดซีดีให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดกับตนนั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด

แฉแหลกประวัติ จนท.ไม่สะอาด

“บ้านที่ไปนั้นลูกของผมอยู่ มีตำรวจและญาติ จ.เชียงราย มาอาศัย ตำรวจคนหนึ่งโดนกดเอาปืนจี้หัว เมื่อทุบบ้านผมเสร็จก็ส่งตำรวจคนนี้ลงภาคใต้และไปได้ 2-3 วันก็โดนยิงตาย ผมต้องเลี้ยงลูกเมียของเขา เพราะความผิดเพียงไม่รู้เรื่อง วันนี้ต้องถามดีเอสไอว่าตำรวจคนนี้ตายเพราะพวกเดียวกันหรือผู้ก่อการร้าย ผมเสียใจที่ต้องฉายซีดี เพราะบุคคลที่ให้ใบแดงผมนั้น ตำรวจบางคนไม่เกี่ยวข้องกับ จ.เชียงราย เลย บางคนอยู่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี บางคนอยู่ กทม. แต่พยายามโยง สุดท้ายคนกลุ่มนี้โดนกล่าวหาว่าอุ้มฆ่าอุปทูตซาอุฯเรื่องเพชรซาอุฯ เช่น พยานใบแดง ที่อยู่ อ.ลาดหลุมแก้ว มันไม่เกี่ยวกับ จ.เชียงราย เลย ปรักปรำและพยายามโยงมาที่ผม พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม น้องชาย พล.อ. สมเจตน์ก็ไปอยู่ภูธรภาค 5 และ พล.ต.ท.สมคิดอยู่ในคดีพิเศษ นั้นคดีจบแล้วหรือ แต่กลับได้รับการโปรโมตเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 คดีนี้จะหมดอายุในปี 2553 อยากถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่าคดีนี้มีนโยบายว่าจะยุติหรือไม่ จะทำต่อหรือไม่” นายยงยุทธระบุ

โชว์ภาพทหารบุกถล่มบ้านใน กทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธเปิดซีดีที่อ้างว่ากล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ตลอดในบ้านพักย่านประชาชื่น บันทึกเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2549 โดยนายยงยุทธ ขอไม่เปิดเสียงการสนทนาของบุคคลชุดดำในซีดี โดยอ้างว่าขอเก็บไว้ หากมีอะไรจะเปิดเผยต่อองค์กรสิทธิ มนุษยชนระดับโลก เพราะหากเปิดเสียงออกมานั้นจะรู้หมดว่าใครสั่งการและคุยกันเรื่องอะไรบ้าง และที่ไม่เปิดเพราะไม่อยากให้บ้านเมืองแตกแยก สำหรับซีดีบันทึกภาพที่นายยงยุทธเปิดให้ผู้สื่อข่าวดูนั้น ปรากฏบุคคลชุดพรางหลายคน สวมหมวกไหมพรม ชุดเกราะ พร้อมอาวุธปืน นั่งรถตู้มาบุกค้นบ้านพัก 4 ชั้น ย่านประชาชื่น ทำการทุบ ประตูกระจกบุกเข้าไปควบคุมตัวคนในบ้าน นอกจากนี้ยังเปิดให้ดูภาพคนชุดดำคนหนึ่งถอดหมวกไหมพรมแล้วโทรศัพท์อยู่ โดยภาพนี้นายยงยุทธกล่าวกับสื่อมวลชนว่า ขอให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าตนพูดจริง ชายคนนี้เป็นใครนั้น ไปสอบถามทหารดูก็จะรู้เอง และสิ่งที่รายงานทางโทรศัพท์ไปนั้นหากได้ฟังเสียงก็จะรู้ว่าเป็นใครและกำลังคุยกับใคร

ฟ้องยูเอ็นได้แต่ยังไม่ทำตอนนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า โดนกลั่นแกล้งและมีซีดีแล้วทำไมไม่ส่งให้กระบวนการยุติธรรม นายยงยุทธตอบว่า ไม่รู้จะพึ่งใคร สงสัยต้องไหว้เจ้า องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็นนั้นดำเนินการได้ แม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมแล้วก็ยังดำเนินการได้ แต่ตนไม่ทำ อย่าให้จนมุมขนาดนั้น แต่ใครมาบ้านตน ไปเอารถใครมาใช้นั้น ตรวจสอบรู้หมดแล้ว เมื่อถามว่าจะนำซีดีฟ้องศาลหรือไม่ นายยงยุทธตอบว่าหากจะทำก็ทำได้ แต่มันต้องเป็นองค์กรระหว่างประเทศ เพราะองค์กรในประเทศนั้นแม้จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแต่มันถือว่าไม่ใช่วิถีทางประชา ธิปไตย เมื่อถามว่าจะได้รับฟังเสียงในซีดีหรือไม่ นายยงยุทธตอบว่ารอให้ตนตายเสียก่อน เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองแย่ไปกว่านี้ เมื่อถามว่าช่วงนี้ได้คุยกับอดีตนายกฯบ้างหรือไม่ นายยงยุทธตอบว่า ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เพราะอดีตนายกฯโดนยึดวีซ่าเข้าอังกฤษก็อยู่ไม่เป็นที่ แต่รู้ว่าสหภาพยุโรปยังให้เกียรติอดีตนายกฯมาก เพราะยังดูแลและรำลึกว่าเป็นคนสำคัญอยู่

ทำนายรัฐบาลจะล้มเพราะตัวเอง

“สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าคดีพิเศษต่างๆนั้นจะมีการรื้อฟื้นมาตรวจสอบ เช่นคดีชิปปิ้งหมูนั้น ผมก็หัวเราะในใจว่าชื่อของตนจะตามมาแน่ ส่วนคดีสังหารอุปทูตซาอุฯนั้น วันดีคืนดีก็แต่งตั้งคนที่มีส่วนร่วมในคดีนี้ไปดูแลตำรวจภูธรภาค 5 รวมทั้งลูกน้องของนายสนธิ และคนที่เคยไปปราบนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน แต่ตอนนี้นายเนวินมาอยู่กับรัฐบาลแล้ว ก็เลยส่งคนเหล่านี้ไปปราบคนเสื้อแดง เช่นนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้ไม่มีใครปราบได้นอกจากตายโดยตรรกะ เพราะเป็นคนดี ทำดี แต่กลับมีพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่ง ตรรกะมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ รัฐบาลนี้จะล้มด้วยตัวเอง” นายยงยุทธกล่าว

“ศิริโชค” ย้อนยุทธอย่าเพิ่งร้อนตัว

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ผลักดันให้นายกรัฐมนตรีรื้อฟื้นคดีชิปปิ้งหมู ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนระบุรัฐบาลพยายามโยงคดีดังกล่าวมาถึงตนเองว่า นายยงยุทธยังไม่ควรจะกินปูนร้อนท้อง ควรจะต้องให้ตำรวจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ไม่ว่าใครทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องวิตกกังวลว่ารัฐบาลชุดนี้จะใช้ตำรวจทำลายล้างนักการ เมืองฝั่งตรงข้าม เพราะจะทำอย่างตรงไปตรงมา อย่างไร ก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้กำชับ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ดำเนินการไปตามข้อมูลหลักฐาน

“ก่อนที่ชิปปิ้งหมูจะตายเขาก็รู้ว่าถูกปองร้าย มีคนสั่งเก็บ เขาก็พยายามหนี แม้แต่หนีไปบวชก็ถูกตามล่า ไปอาศัยอยู่บ้านญาติก็มีคนบุกเข้าไปหา แต่ละคืนกินนอนไม่เป็นที่เป็นทาง ย้ายที่พักไม่ซ้ำกันทั้งโรงแรม วัด สวนสาธารณะและก่อนที่ชิปปิ้งหมูจะตาย เคยพูดเอาไว้ว่า สถานที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด ชิปปิ้งหมูเลยไปอยู่ที่ จ.เชียงราย นอกจากนั้นชิปปิ้งหมูเคยเอ่ยชื่อผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองใหญ่ 2 คน” นายศิริโชคกล่าว

มั่นใจหลักฐานที่มอบให้ “อัศวิน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีนี้นอกจากนักการเมืองใหญ่แล้วยังมีนายทหารและตำรวจชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวพันด้วยใช่หรือไม่ นายศิริโชคตอบว่า ทั้งหมดอยู่ที่นักการเมืองใหญ่คนนั้น ที่สั่งให้ไปทำ เพราะอยู่ดีๆเขาไม่ทำเองอยู่แล้ว นอกจากจะได้รับคำสั่ง ข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดตนได้มอบให้กับ พล.ต.ท.อัศวินเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากหลักฐานสาวไปถึงตัวนายยงยุทธแล้ว นายยงยุทธก็สามารถชี้แจงได้ในชั้นศาล แต่ ขึ้นอยู่กับว่าตำรวจจะสืบไปได้แค่ไหน ดังนั้นอย่าร้อนตัว

หมอ! ใช่แค่รักษา ต้องเยียวยาด้วยใจ

ที่มา ไทยรัฐ


แม่ลูกเสียชีวิตหลังเข้ารับการทำคลอดในโรงพยาบาลรัฐ...สะท้อนให้เห็นถึงเส้นแบ่งสุขภาพที่เหมือนจะถูกแบ่งชั้นวรรณะกลายๆ...จากระบบบัตรทอง ระบบประกันสังคม และระบบที่ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายได้ไม่จำกัดเพดานเงิน

ไม่นับความต่างระหว่างโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน...ในอนาคต ระบบบริการสุขภาพคนไทย โดยเฉพาะผู้ถือบัตรทอง จะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันสักกี่มากน้อย?

ศูนย์สุขภาพชุมชนในทศวรรษหน้า คือแนวคิดใหม่ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กระทรวงสาธารณสุข และสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.)

ศูนย์สุขภาพชุมชนใหม่จะยกระดับระบบบริการปฐมภูมิ...สถานีอนามัยให้เป็นศูนย์สุขภาพชุมชน มีแพทย์ พยาบาล บุคลากร พร้อมดูแลประชาชนได้ ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอก

ประเด็นสำคัญไม่ใช่งบที่จะนำมาพัฒนาอาคารสถานที่ จ่ายค่าอุปกรณ์เครื่องมือรักษาผู้ป่วย หรือค่าตอบแทนบุคลากรเท่านั้น

หัวใจสำคัญอยู่ที่...การให้หมอได้สัมผัสชีวิตผู้ป่วยมากขึ้น

หมอไม่ใช่ว่าจะรักษาแต่โรค...ต้องสัมผัสผู้ป่วยด้วยหัวใจ

คุณหมอวินัย บอกว่า นโยบายเป็นตัวกำหนดแนวทางแต่ในเชิงรูปธรรม ศูนย์บริการสุขภาพต่างพื้นที่ต่างก็มีบริบทที่ต่างกัน แต่แนวทางที่คล้ายกันก็คือ การดูแลสุขภาพผู้ป่วยแบบองค์รวมและผสมผสาน

การสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชน ต้องอาศัยหลายภาคส่วนในชุมชนช่วยกัน บางพื้นที่เทศบาลเข้มแข็ง ผลักดันให้คนในชุมชนมีสุขภาพกาย สุขภาพใจ ดีพร้อม

บางพื้นที่อาจมี อสม. ที่เข้มแข็ง เข้าถึงชุมชนได้ทุกบ้าน ทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่มีโรคร้ายกล้ำกราย

หรือถ้าใครเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ได้รับคำแนะนำจาก อสม.ให้ดูแลตัวเองจนหายป่วยได้อย่างไม่ยากลำบาก

ระบบสุขภาพองค์รวมที่เกิดขึ้นนี้ ประชาชนในพื้นที่จะรู้สึกได้เอง

ตัวอย่างแรก ศูนย์แพทย์ชุมชนสันทราย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ดูแลผู้ป่วยผ่านเครือข่าย อสม. ผู้ป่วยเป็นผู้นำครอบครัว อยู่กับภรรยา มีลูกชาย 1 คน เข้ารับการรักษาด้วยอาการกระเพาะอาหารทะลุ ไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถรับรู้ อะไรได้เลย

ในเวลาต่อมา...วันที่ต้องออกจากโรงพยาบาล ภรรยาที่ทำงานต้องลาออกจากงานมาเพื่อดูแลสามีที่บ้าน ไหนจะดูแลอาการเจ็บป่วย...ไหนจะดูแลแผลกดทับ...ไหนจะป้อนอาหารทางสายยาง ป้อนยา ดูดเสมหะ ดูแลเจาะท่อคอ กระทั่งอุจจาระ...ปัสสาวะ ก็ต้องคอยเวลาเป็นประจำทุกวัน

ภรรยารับภาระหนักเหนื่อย และยังต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว การรักษา แม้ว่าระบบประกันสังคมจะรับภาระจ่ายผู้ป่วยทุพพลภาพเดือนละ 2,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายส่วนเกินก็มีไม่น้อย...พอจะแบ่งเบาได้บ้างจากการสนับสนุนจากระบบหลักประกันสุขภาพ

กว่าจะพ้นวิกฤติไปได้ ภรรยาต้องอาศัย อสม. ทีมแพทย์ศูนย์ชุมชน ที่ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยถึงบ้าน คอยให้คำปรึกษา ดูแลอย่างต่อเนื่อง

การเข้าถึงผู้ป่วยกรณีนี้ ไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ แต่เป็นกำลังใจสำคัญให้ภรรยาดูแลสามีที่ป่วยหนัก และครอบครัวได้ต่อไป

ตัวอย่างที่สอง...การดูแลผู้ป่วยวัณโรคแบบมีพี่เลี้ยงกำกับการกินยา เครือข่ายศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วยการรักษาด้วยระบบยามาตรฐานระยะสั้น ระบบการดูแลผู้ป่วยแบบมีพี่เลี้ยงเพื่อลดระยะการแพร่เชื้อ เน้นผลการรักษาหาย

บทบาทภาครัฐ คือ การดูแลผู้ป่วยทางคลินิก ให้ความรู้ ประสานการทำงานทุกภาคส่วน ส่วนบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ ดูแลผู้ป่วยในชุมชน สนับสนุนงบฝึกอบรมอาสาสมัคร รวมถึงจ่ายค่าตอบแทนในการดูแลผู้ป่วย 1,500 บาทต่อราย

การกินยาต่อเนื่องกับโรควัณโรคเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งอัตราความสำเร็จของการรักษาจนหายขึ้นอยู่กับการกินยาจนครบ ไม่มีการขาดยา หรือลืมกินยาแม้แต่มื้อเดียว

ตัวอย่างที่สุดท้าย...นายแพทย์อำพร เอี่ยมศรี และทีมงานศูนย์แพทย์ ชุมชนสันทราย ออกเยี่ยมบ้านดูแลครอบครัวหนึ่งที่มีหลายปัญหารุมเร้า ทั้งปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ

ป้าบัวจิ๋น อายุ 53 ปี ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองอุดตัน ทำให้มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก และมีภาวะปัสสาวะไม่สามารถกลั้นได้

ครอบครัวป้าบัวจิ๋นอาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวหลังเล็ก ไม่มีญาติพี่น้อง ฐานะหนึ่งเธอเป็น อสม.ประจำชุมชน แต่อีกฐานะหนึ่งเธอเป็นทั้งแม่และย่า

ลูกชายป้าบัวจิ๋น อายุ 30 ปี สภาพไม่ต่างกับเด็กอายุ 67 เดือน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสมองขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน จากการทำร้ายตัวเอง ด้วยการแขวนคอเพื่อฆ่าตัวตาย เพราะปัญหาชีวิตคู่

หลานๆป้าบัวจิ๋นสองชีวิต...คนโตอายุ 1 ขวบ 8 เดือน...คนเล็กอายุ 4 เดือน เป็นลูกของลูกชายที่ดูแลตัวเองไม่ได้

ทีมงานคุณหมออำพร ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านป้าบัวจิ๋น เพื่อดำเนินการตามแนวทางศูนย์สุขภาพชุมชนในทศวรรษหน้า นโยบายใกล้บ้านใกล้ใจ ตั้งแต่สามีเธอป่วยเป็นโรควัณโรค เบาหวาน ไตวาย และลูกชายก็ยังแข็งแรงปกติดี

พอสามีเสียชีวิตไม่นาน ลูกชายก็มาผูกคอตายอีก ถึงจะไม่ตายแต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ลำพังป้าบัวจิ๋นคนเดียวสุขภาพกายก็แย่อยู่แล้ว ยิ่งมาเจอปัญหารุมเร้าอย่างนี้สุขภาพใจยิ่งแย่กันไปใหญ่

ป้าจะทำอะไรได้ นอกจากหาอะไรกินประทังชีวิตคนในครอบครัวไปวันๆ รายได้รายเดือนที่แน่นอนก็มีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาท...

คุณหมออำพร บอกว่า กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่ครอบครัวป้าบัวจิ๋นต้องการ การช่วยเหลือที่เราทำได้ หมอ พยาบาลก็แค่ดูแลรักษาโรคทางกาย

การเยี่ยมป้าบัวจิ๋นถึงบ้าน นอกจากให้กำลังใจให้สู้ต่อไปแล้ว ยังให้การตรวจรักษาได้ทันที ลดภาระ...ไม่ต้องลำบากเดินทางไปยังศูนย์การแพทย์ชุมชนสันทราย

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เราใช้ระบบส่งต่อภายในไปยังโรงพยาบาลนครพิงค์ โดยที่ป้าบัวจิ๋นไม่ต้องไปเดินเรื่อง เพียงรอวันนัด...แล้วเดินทางไปรับการรักษาเท่านั้น

นอกจากดูแลสุขภาพ ป้าบัวจิ๋นยังดูแลเด็กทั้งสองคนในบ้าน ให้วัคซีน ติดต่อขอบริจาคนมจากบริษัทนม เพื่อภาวะโภชนาการและพัฒนาการเด็ก ในช่วงระยะวิกฤตินี้ไปก่อน

ที่น่าดีใจ...การฟื้นฟูสภาพร่างกายลูกชายป้าบัวจิ๋นได้ผล วันวานเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อะไรได้เลย นอกจากมีน้ำตาไหลออกมาเป็นครั้งๆ แต่วันนี้เขานั่งถัดได้...จำหมอได้ มารอรับทีมแพทย์ถึงประตูบ้าน ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากขึ้น พร้อมรอยยิ้มสดใส

ก่อนจากกัน...เด็กๆจะวิ่งมากอดทีมงาน สายตาที่เขามองเหมือนจะบอกอะไรหลายๆอย่าง เขากอดอยู่นานและแน่นมาก เหมือนไม่ได้รับการกอดจากใคร...ไม่อยากให้พวกเราจากไป

พวกเขาไม่รู้เลยว่า ชีวิตในวันหน้าจะต้องเผชิญกับอะไรอีกบ้าง หากขาดป้าบัวจิ๋น เสาหลักครอบครัวไปอีกคน ทั้งสามชีวิตในบ้านจะอยู่กันอย่างไร

ศูนย์สุขภาพชุมชนปฐมภูมิ เป็นหน่วยบริการสุขภาพที่กระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่ มีความใกล้ชิดชุมชน ใกล้ชาวบ้านมากที่สุด คุณหมออำพร บอกว่า กลไกความสำเร็จประการแรก ศูนย์ฯและทีมงานต้องมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน

ประการต่อมา ทีมงานต้องเห็นชีวิตจริง เข้าไปสัมผัส เข้าใจครอบครัวผู้ป่วย และเชื่อมโยงไปสู่ประการสุดท้าย หมอต้องมองคนไข้...ผู้ป่วยมากกว่าการรักษาโรค

หมอจะดูโรค รักษาโรคอย่างเดียวไม่ได้ สำคัญที่สุด คือ การเข้าใจความเป็นมนุษย์

หมอเข้าถึงคนไข้ รู้จักคนไข้ลึกลงไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ ฐานะครอบครัว ตัวตน และความยากเข็ญของเขา หมอจะเข้าใจคนไข้มากขึ้น...ทำการตรวจรักษาโดยไม่ใช้น้ำเสียง...สายตาที่บาดใจ ให้คนไข้รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ หวาดกลัว

เห็นเค้าราง ระบบบริการสุขภาพแบบใหม่...ใกล้บ้าน ใกล้ใจ กันพอสมควรแล้ว หากลดเส้นแบ่งบางๆระหว่างหมอกับคนไข้ลงไปได้ เชื่อมั่นได้ว่า หมอจะมองผู้ป่วยด้วยหัวใจ รักษาเขาด้วยใจมากกว่าที่เป็นอยู่.

พท.ปรับโครงสร้าง ดัน ‘เฉลิม’ หัวหน้าพรรค

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 9 ก.พ. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 10 ก.พ.นี้ พรรคเพื่อไทยจะประชุมพรรคเพื่อทำการปรับโครงสร้าง โดยจะมีการแต่งตั้งประธานภาคอีสาน และภาคใต้ หลังจากที่ได้ตัวประธานภาคเหนือคือ นายวัลลภ สุปรียศิลป์ ส.ส.น่าน ประธานภาคกลางคือ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม ประธานภาค กทม.คือ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. มาแล้ว นอกจากนี้คงจะมีการหารือถึงตัวผู้นำฝ่ายค้าน ตลอดจนการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่จะพิจารณาว่าจะอภิปรายเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ ขณะเดียวกันจะมีการหารือถึงการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีที่โหวตลงคะแนนร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 โดยนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปรัฐบาลจะรวบรวมรายชื่อ ส.ส.ยื่นต่อประธานสภาเสนอผ่านไปยังศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนี้หากรัฐบาลยกอดีตสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนมาอ้างเทียบเคียง เราก็ขอท้าให้ดำเนินการได้เลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมพรรคในวันที่ 10 ก.พ.นี้ พรรคจะชี้แจงให้ ส.ส.รับทราบถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.ทั้งคณะ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่าหากฝ่ายค้านจะยื่นอภิปราย ต้องเสนอชื่อว่าที่นายกฯของพรรคฝ่ายค้านประกบด้วย ฉะนั้นจำเป็นที่พรรคต้องมีผู้นำฝ่ายค้านตัวจริงให้ได้ก่อน อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นต้องรอ กกต.รับรองผลการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคชุดที่เสนอให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงเรียกประชุมวิสามัญพรรคเพื่อเปลี่ยนคณะผู้บริหารพรรคชุดใหม่ และเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ไปพร้อมกัน เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรค แคนดิเดต ส.ส. 3 คน ที่พรรควางไว้ให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านคือ ร.ต.อ.เฉลิม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ โดยล่าสุดแกนนำพรรคสรุปแล้วว่า ร.ต.อ.เฉลิมมีความเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้

อัดปชป.ปั้นข่าวเท็จสหรัฐฯถอนวีซ่าทักษิณ

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุประเทศสหรัฐอเมริกาเตรียมพิจารณาถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณว่า ส่วนตัวไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ คิดว่าเป็นแค่การคาดการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผลงานของโฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจุดประเด็นการเมืองว่า หลายประเทศไม่ต้องการ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมถึงกรณีที่ญี่ปุ่นและจีนถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่เป็นความจริง เชื่อว่าทั้งหมดเป็นการตีปี๊บ อย่าไปสนใจ อย่างไรก็ตาม คนที่จะตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ทั้งนี้ สหรัฐฯเป็นประเทศที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย จึงเข้าใจกรณีที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นอย่างดี โดยมีนักการทูตของประเทศมหาอำนาจคนหนึ่งบอกว่า อยากให้รัฐบาลไม่ดำเนินการแบบ 2 มาตรฐาน เพราะเห็นว่าโทษของคนทำกับข้าวรุนแรงกว่าพวกยึดสนามบิน ถ้ายังไม่มีการดำเนินคดี ความเชื่อมั่นจะไม่เกิด นักท่องเที่ยวจะไม่กลับ

จวกรัฐหลงทางแก้วิกฤติเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่สหรัฐฯจะถอนวีซ่า เพราะไม่อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณใช้ประเทศสหรัฐฯ เป็นสถานที่โจมตีทางการเมือง นายนพดลตอบว่า ขอให้แยกแยะ อย่าสับสนระหว่างคำว่า โจมตีประเทศไทยกับการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ อย่าคิดว่ารัฐบาลเป็นประเทศ ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้คิดทำลาย หรือต้องการทำให้ประเทศเสียหาย แต่การวิจารณ์รัฐบาลเพื่อให้ปรับปรุงการทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้โทรศัพท์ คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณระหว่างที่กำลังบินอยู่ที่น่านน้ำสากล ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณแสดงความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลไม่มีความสามารถแก้ปัญหาได้ และแก้ปัญหาไม่ถูกทาง และขอให้รัฐบาลเตรียมตัวรับมือปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงที่จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนให้ดี

ปชป.ยันไม่แทรกแซงต่างประเทศ

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการถือครองวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลเป็นผู้ล็อบบี้เดินเกมถอนวีซ่าว่า รัฐบาลไม่เคยที่แทรกแซงกิจการใดๆของประเทศต่างๆ การที่จะถอดถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ ตั้งแต่ประเทศอังกฤษมีการถอนวีซ่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เป็นรัฐบาล จนถึงประเทศญี่ปุ่น และคาดว่าจะมีประเทศอื่นๆตามมา

แขวะ “ทักษิณ” ผิดปกติทางจิต

นายเทพไทกล่าวว่า ทั้งนี้แต่ละประเทศมีกติกาหรือกฎหมาย ที่ระบุคุณสมบัติต้องห้ามไว้ไม่ให้เข้าประเทศ ตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นที่มีกฎหมายเกี่ยวกับการเข้าเมือง อพยพลี้ภัยนั้น มีข้อห้ามทั้งหมด 14 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 1 ที่ห้ามคนเป็นโรคติดต่อ จนถึงข้อ 14 ที่ระบุว่า คนที่จะเข้าเมือง ถ้ามีเหตุอันควรให้เชื่อว่าจะก่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศห้ามเข้า แต่เรื่องที่สำคัญคือ ในข้อ 2 นั้นระบุว่าต้องไม่เป็นคนโรคประสาท โรคจิต มีจิตใจสับสน แยกแยะรับผิดชอบชั่วดีไม่ได้ และข้อ 3 เป็นเรื่องของ คนตกงานไม่มีงานทำ และข้อ 4 เป็นประเด็นสำคัญคือ เรื่องที่บุคคลต้องโทษในคดีอาญา ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปจะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ และรวมไปถึงข้อ 5 ผู้ต้องโทษคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติด รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ให้เข้า 1 โดยในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณนั้นคิดว่าอย่าว่าแต่เรื่องต้องโทษจำคุก แค่ข้อ 2 ที่เกี่ยวกับจิตใจสับสนมีปัญหาทางจิต แยกแยะความรับผิดชอบชั่วดีไม่ได้ ก็เข้าข่ายไม่มีสิทธิเข้าประเทศด้วยซ้ำ

ไม่รู้ รมต.โดนแบล็กลิสต์เข้าสหรัฐฯ

นายเทพไทกล่าวถึงวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกาที่มีกระแสข่าวว่า 2-3 วันนี้ จะมีการประกาศไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศว่า รัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซง เพียงแต่ติดตามสถานการณ์และข่าวคราวจากประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เชื่อว่าสหรัฐฯไม่ประกาศชื่อบุคคลต้องห้าม เพราะเป็นเรื่องมารยาททางการทูตโดยหากสหรัฐฯปฏิเสธการเข้าประเทศ จะมีการแจ้งไปยังตัวบุคคลนั้นๆ ดังนั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยคิดเข้าประเทศอเมริกาเลย ทั้งที่เป็นประเทศแห่งประชาธิปไตยมากที่สุด แต่ไม่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องการเดินทางเข้าอเมริกา ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่ามีแบล็กลิสต์จากทางสหรัฐฯไม่ อนุญาตให้รัฐมนตรีบางคนถูกเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา นายเทพไทตอบว่า คนที่จะรู้ว่าตนเองจะติดแบล็กลิสต์หรือไม่ขึ้นอยู่กับการขอวีซ่า ไม่มีการประกาศชี้แจงใดๆทั้งสิ้น ต่อจากนี้ไปทางรัฐบาลจะขอระเบียบกฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯมาดูรายละเอียด สามารถเทียบเคียงได้ว่า คุณสมบัติของบุคคลนั้นๆต้องห้ามตามระเบียบหรือกฎหมายการเข้าเมืองของอเมริกาหรือไม่

เชื่อ 2 วันรู้ “ทักษิณ” โดนแบน

เมื่อถามว่า มีหลักฐานอะไรที่มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าคุณสมบัติตามข้อ 2 นายเทพไทตอบว่า มองคุณสมบัติของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า มีความสับสนไม่สามารถแยกแยะความชั่วดีได้ อย่างไรก็ตาม ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลตามที่มีกระแสข่าวว่าเป็นจริงหรือไม่ คิดว่ากรณีสหรัฐฯ จะมีความกระจ่างภายใน 1-2 วัน ว่าเป็นอย่างไร คิดว่าดูคุณสมบัติ แม้ว่าบางประเทศบางแห่งจะมีรายชื่อขึ้นแบล็กลิสต์มาก่อนแล้ว อย่างประเทศญี่ปุ่นมีการขึ้นรายชื่อมาก่อนแล้วส่งไปยังสถานกงสุลต่างๆสามารถสืบเสาะได้ ส่วนเรื่องทางการทูตทางกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการตามขั้นตอน

แจงย้าย ตร.ไม่ได้เล่นพวก

ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค กล่าวถึงกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลโยกย้ายล้างบาง เอาคนของตัวเองเข้ามารับตำแหน่ง ว่าขอชี้แจงว่าไม่จริงตามข้อกล่าวหา พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่เอาคนของตัวเองเข้ามารับตำแหน่ง ต้องยอมรับว่าตลอดเวลา 8 ปี ที่เป็นฝ่ายค้าน พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลย ไม่มีคนของพรรคเป็นพรรคพวกกับนายตำรวจใดๆ เว้นแต่ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.แพร่ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ใช่ความผิดของ พล.ต.ท.ไถง เพราะการที่แต่งตั้งให้ พล.ต.ท.ไถง เป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะเดิมเป็นจเรตำรวจมีฐานะเทียบเท่าตำแหน่งผู้บัญชาการ ไม่ได้มีการเลื่อนขั้นแต่อย่างใด อยู่ในระนาบเดียวกัน

อ้างแค่คืนความเป็นธรรม

นายเทพไทกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีนายตำรวจที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน เช่น พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันกุล ที่มีส่วนเกี่ยงข้องกับคดีใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช และถูกย้ายไปเป็นรองผู้บัญชาการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลเพียงแค่คืนความเป็นธรรม ให้เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลเหมือนเดิม ทั้งที่มีโอกาสสนับสนุนให้เป็นผู้บัญชาการได้ แต่เห็นว่าอาวุโสยังไม่ถึง จึงยังให้อยู่ในระดับเดิม สำหรับ พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เกี่ยวข้องกับคดีการซื้อเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้ถูกย้ายเข้ากรุ จึงคืนความเป็นธรรมให้เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายเหมือนเดิม และทั้งนี้ ยังมีคนที่ยังไม่ได้คืนความเป็นธรรมให้คือ พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นกกต.ฝ่ายสืบสวนที่ให้ใบแดงกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดนย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ วันนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะฉะนั้นการที่กล่าวหาพรรคว่าเล่นพรรคเล่นพวก แต่งตั้งแต่คนของตัวเองไม่เป็นความจริง เราไม่มีธงในการที่จะคิดบัญชี หรือจัดการกับกลุ่มอำนาจเก่าใดๆทั้งสิ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเส้นสายโยงใยของตำรวจยังเป็นของกลุ่มอำนาจเก่าแทบทั้งสิ้น โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรี เป็นนายตำรวจเก่า มีพรรคพวกเพื่อนฝูงเครือข่ายอยู่ในวงการตำรวจค่อนข้างมาก แต่สำหรับพรรคประชา-ธิปัตย์นั้นไม่รู้จักใครใน สตช.ไม่มีพรรคไม่มีพวก

ไล่ “อภิวันท์” พ้นรอง ปธ.สภา

นายเทพไทกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในการคัดสรรหัวหน้าพรรค ที่จะเป็นผู้นำฝ่ายค้านด้วยว่า คิดว่าคุณสมบัติของผู้นำฝ่ายค้านในสภา ที่จะต้องมีคือ 1. ในส่วนของพรรคการเมืองที่จะเป็นหัวหน้าพรรคต้องเป็นคนที่มีบารมี เป็นที่ยอมรับและสร้างเป็นเอกภาพเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กร เป็นผู้รอบรู้ 2. ในส่วนของสังคม ผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็นผู้นำทางการเมือง จะเป็นผู้แทนทางการเมืองของชาติในอนาคต จะเป็นผู้แทนของความคาดหวัง โดยทั้งหมดได้มีการบรรจุไว้ในรัฐ-ธรรมนูญ ว่าผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรคการเมืองเท่านั้น โดยส่วนตัวคิดว่าแคนดิเดตที่พรรคเพื่อไทยนำมาเสนอนั้น พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เป็นผู้เหมาะสม แต่ไม่แน่ใจว่าคนอย่าง พ.อ.อภิวันท์ จะกล้าลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา มาเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ เพราะตำแหน่งทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่เหลืออยู่ ก็มีเพียงตำแหน่งรองประธานสภานี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม คิดว่าสเปกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงเป็นนายจตุพร พรหมพันธุ์, ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ก็น่าจะเป็นได้

อัด “เฉลิม” พฤติกรรมชุบมือเปิบ

โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคกล่าวว่า การที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค หรือผู้นำฝ่ายค้าน แต่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น คิดว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ว่าคนที่ต้องการเป็นนายกฯ แต่ไม่อยากรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองและเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่ก็เป็นธรรมชาติของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ชอบหยิบชิ้นปลามัน มีพฤติกรรมชุบมือเปิบ ก็ไม่ว่ากันเพราะเป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย แต่ก็อยากให้มีการคัดเลือกหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านให้เร็วที่สุด เพราะมีปัญหาที่จะต้องทำงานร่วมกัน ประสานงานกัน โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้กล่าวเสมอว่า เมื่อทุกฝ่ายต้องการปฏิรูป ต้องมีความร่วมมือกัน แต่ไม่รู้ว่าจะประสานงานหรือคุยกับใครในพรรคเพื่อไทย จึงไม่มีความเป็นเอกภาพ หากมีตัวผู้นำฝ่ายค้าน ก็จะทำให้การปฏิรูปการเมืองเป็นไปได้ด้วยดี

“เทือก” อ้างวันพระงดจ้อการเมือง

ทางด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าอวยพรนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ว่าวันนี้วันพระ ของดพูดเรื่องการเมืองหนึ่งวัน