WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 11, 2009

พลังรักจากปู่-ย่ายื้อชีวิต หลานป่วยมะเร็งร้าย-ลามทั่วตัว11ก้อน!

ที่มา ข่าวสด

เมื่อ 3 ปีก่อน เด็กชายคอนนาห์ บรูม วัย 5 ขวบ ชาวเมืองโกรแนต์ ประเทศอังกฤษ ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า ป่วยเป็น "โรคมะเร็งนิวโรพลาสโทมา" ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นจากระบบประสาท โดยเซลล์มะเร็งสามารถแพร่ไปทั่วร่าง กายได้อย่างรวดเร็ว และ 2 ปีที่แล้ว แพทย์ที่โรงพยาบาลเด็กแอลเดอร์เฮย์ มีความเห็นว่า แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถช่วยเด็กชาย จึงแนะกับครอบครัวว่า ควรให้คอนนาห์ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข

แต่ครอบครัวบรูมซึ่งมีปู่ ย่า และพ่อของคอนนาห์ไม่ยอมแพ้ ใช้ทุกวิถีทางต่อสู้กับมะเร็ง จนปัจจุบันเด็กชายยังมีชีวิตอยู่ และก้อนมะเร็ง 10 ก้อนจาก 11 ก้อน มีขนาดเล็กลง ทั้งยังไม่พบการไหลเวียนของเลือด คาดว่าก้อนมะเร็งเหล่านี้น่าจะตายไปแล้ว

นางเด็บบี้ บรูม ผู้เป็นย่ากล่าวว่า "ก่อนที่หมอจะพบว่าเป็นมะเร็ง คอนนาห์ปวดท้องอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่นานเกือบ 1 ปี เมื่อหมอชี้ว่าหลานเป็นมะเร็ง ก็บอกกับฉันว่า อาการอย่างนี้เป็นมะเร็งขั้นที่ 4 และมีก้อนมะเร็งทั้งหมด 11 ก้อน กระจายอยู่ทั่วลำตัว ทั้งที่ คอ ที่หน้าอกใกล้กับหัวใจ ตับ ลำไส้ ขา และอีกหลายที่ พอรักษาได้ประมาณ 1 ปี หมอบอกว่า มะเร็งลามเข้าไปใกล้อวัยวะสำคัญ และคอนนาห์อาจมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน"



อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ให้ความหวังสุดท้ายว่า อาจให้คอนนาห์ทดลอง "ยาทาโพทีแคน" แต่ยานี่จะไปทำลายไต หัวใจ และมีโอกาสรอดจากการทดลอง 50% ซึ่งครอบครัวบรูมเห็นว่า มีความเสี่ยงสูงเกินไปที่จะนำยามาทดลองกับคอนนาห์

เมื่อการแพทย์สมัยใหม่รักษาไม่ได้ ครอบครัวบรูมจึงค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางเลือกใหม่ๆ ในการรักษา เช่น ให้รับประทานแต่อาหารออร์แกนิก ดื่มน้ำที่กรองแล้ว เข้าห้องอบเซาน่าทุกวันเพื่อเอาพิษมะเร็งออก เมื่อคอนนาห์รับประทานอาหารออร์แกนิกและดื่มน้ำกรอง ทางครอบครัวพบว่า เด็กชายหายเจ็บปวด แม้ผู้เชี่ยวชาญจะระบุว่า ระดับของสารพิษในอาหารและเครื่องดื่มไม่น่าทำให้เกิดโรคมะเร็ง

ครอบครัวบรูมยังลองวิธีใหม่ๆ หลายอย่าง เช่น เรกิ ซึ่งเป็นการรักษาด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าจากญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองเกี่ยวกับเรกิ พบว่า ไม่สามารถช่วยลดขนาดของก้อนเนื้อ แต่ทำให้ผู้ป่วยบางรายคลายเครียดและคลายความเจ็บปวดได้

นางเด็บบี้ กล่าวว่า "ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่า การรักษาวิธีใดที่ทำให้ก้อนมะเร็งลดขนาด แต่ถ้าพบว่าวิธีใดไม่ได้ผล ก็จะเปลี่ยนหาวิธีใหม่ๆ เราจะไม่ยอมแพ้และจะหาทุกวิธีที่มีในโลกมาช่วยหลาน"

ดร.จูลี่ ชาร์ป จากสถาบันวิจัยมะเร็ง มีความเห็นว่า "มะเร็งบางชนิดสามารถหายไปโดยอธิบายไม่ได้ และอาจกลับมาอีกก็ได้ สำหรับเด็ก 2 ใน 3 ที่ป่วยเป็นนิวโรบลาสโทมาสามารถรักษาได้" ด้านนายแพทย์อีมอน เจสซอป แพทย์ประจำตัวของคอนนาห์ กล่าวว่า "มะเร็งนิวโรบลาสโทมาอาจกลับมาใหม่ได้ และเมื่อมันกลับมา จะกลับมาเร็วมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 ปีก่อน เรามีความเห็นว่ามะเร็งของคอนนาห์รักษาไม่ได้แล้ว การที่คอนนาห์ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเพราะผู้ที่เป็นปู่และเป็นย่า ต้องยอมรับว่าครอบครัวบรูมเป็นครอบครัวที่น่าทึ่งจริงๆ"



นโยบายที่ล้มเหลว

ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน


จากการให้สัมภาษณ์เมื่อตอนขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ รวมถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ความสำคัญกับภารกิจนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก

รองลงมาคือการเร่งสร้างความปรองดองสมานฉันท์บนพื้นฐานความถูกต้อง ยุติธรรมและความยอมรับของทุกภาคส่วน

ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจนั้น

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์แสดงถึงความพยายามที่จะแก้ปัญหา ด้วยการผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณกลางปีกว่าแสนล้านเพื่อรองรับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ผลจะออกมาอย่างไรยังชี้ชัดตอนนี้ไม่ได้

ต้องรออีกราว 1-2 เดือน เพื่อให้กลไกกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้นเริ่มทำงานเต็มที่เสียก่อน

ถึงจะรู้ว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก

ระหว่างนี้หันมาดูนโยบายด้านการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กันบ้างว่าเป็นอย่างไร

นายอภิสิทธิ์นั้น เคยกล่าวไว้เช่นกันในทำนองรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าเมื่อตัวเองขึ้นมาเป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล

จะต้องเจอกับแรงต้านจากฝ่ายตรงข้ามที่ยังจงรักภักดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลชุดเก่าก่อน

แต่นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะบริหารประเทศแบบไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

จะทำงานเพื่อชาติและคนไทยทุกคนโดยไม่แบ่งสีเสื้อ

นับจากนั้นมาสังคมก็จับตามอง ว่านายอภิสิทธิ์จะทำตามที่พูดไว้ได้หรือไม่

ปรากฏผ่านไป 1 เดือนเศษ

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ถือว่าสอบตกด้านการบริหารความสมานฉันท์อย่างสิ้นเชิง

เพราะไม่เพียงแต่ความขัดแย้งของสังคมยังอยู่ในระดับเดิม

บางครั้งรัฐบาลเองยังเป็นฝ่ายซ้ำเติมความขัดแย้งให้รุนแรงมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ลำพังตัวนายกฯนั้นไม่เท่าไหร่

แต่พอไล่ลงมาตั้งแต่รองนายกฯ โฆษกพรรค โฆษกหัวหน้าพรรค ส.ส. ลิ่วล้อ ลูกหาบ ปลายแถว ฯลฯ แทบจะกลายเป็นหนังคนละม้วน

อย่างการโยกย้ายข้าราชการตำรวจก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ที่ส่อให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ หรือพูดอีกอย่างคือเลวร้ายพอกัน

โดยเฉพาะการแต่งตั้งเครือญาติ คนใกล้ชิดเข้ามาคุมตำแหน่งสำคัญ

เป้าหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

จุดนี้เองที่บ่งชี้ถึงความล้มเหลวในนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์

เป็นการสร้างแรงแข็งขืนต่อต้าน เร่งอุณหภูมิแตกหักทางการเมืองให้มาถึงเร็วขึ้น

ด้วยน้ำมือของคนในรัฐบาลเอง

เปิดเส้นทางเถื่อน แรงงานพม่าเข้าไทย

ที่มา ไทยรัฐ

แนวชายแดนไทยกับประเทศพม่ามีทั้งแผ่นดิน และผืนน้ำ ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ ด้านหนึ่งเอื้อต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันของชนทั้งสองชาติ

แต่อีกด้านหนึ่ง เท่ากับเปิดโอกาสให้แรงงานพม่าไหลเข้าสู่ประเทศ แรงงานเหล่านี้มีเดินทางมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

กรณีของนายจายบึก คนงานก่อสร้างชาวพม่า ที่ก่อคดีฆ่าข่มขืนนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และถูกจับเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 นั้น เข้ามาทางภาคเหนือคือรอยต่อไทย-พม่า เขตอำเภอ ขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เส้นทางเข้ามาของจายบึกเป็นเส้นทางหนึ่งของภาคเหนือ ไล่สายตาลงมาดูภาคกลางจะเห็นว่าด้านจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรีจะได้รับความนิยมสูง เพราะเดินทางเข้ามาแล้ว เดินทางต่อเข้าแหล่งทำงานได้ง่าย และใช้เวลาไม่นานนัก

แหล่งงานของแรงงานต่างด้าวพม่าในภาคกลาง มี 3 จังหวัดหลักๆ คือกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง รังสิต จังหวัดปทุมธานี และที่ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

เส้นทางสวนผึ้ง ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง เอื้อให้แรงงานเดินทางเข้ามาได้ง่าย ชาวสวนผึ้งคนหนึ่งบอกว่า

สวนผึ้งมีแรงงานเข้ามาด้วยกัน 2 เส้นทาง

เส้นทางแรก เข้ามาอยู่ในศูนย์ผู้ลี้ภัยบ้านถ้ำหิน แล้วลักลอบหนีออกมา เส้นทางที่สอง เดินเลาะเขามาจากอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แล้วมาหาญาติที่อำเภอสวนผึ้ง ก่อนเดินทางต่อไปทำงานตามที่นายหน้าหาไว้รองรับ

แรงงานที่เดินทางมาทั้ง 2 เส้น มีวิธีเข้าไปขายแรงงานคือ นายหน้าเอารถมารับในจุดนัดหมาย นายจ้างเอารถมารับตามจุดนัดหมาย และแรงงานค่อยๆ ทยอยกันขึ้นรถเมล์ไปยังตัวจังหวัดราชบุรี แล้วไปรวมตัวกันตามจุดนัดหมาย

แรงงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปลงเรือประมง

เส้นทางสายกาญจนบุรี ตัวอย่างผู้เดินทางเข้ามา เช่น นางสาวอาว อายุ 22 ปี แรงงานต่างด้าวเชื้อสายมอญ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันทำงานอยู่ที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร

เธอเล่าว่า ก่อนเดินทางเข้ามา เธอมีพี่สาวทำงานแม่บ้านอยู่ในกรุงเทพฯก่อนแล้ว ถือว่ามีช่องที่ดี ที่บ้านเกิดแม่เปิดร้านขายของชำ แม่ไม่อยากให้เดินทางเข้ามาทำงานเลย เพราะอยากให้ช่วยขายของ แต่เธอเห็นเพื่อนๆ เข้ามาทำงานจึงฝันอยากที่จะมาทำงานกับเพื่อนๆบ้าง

ภาพฝันอันสวยงามคือ อยากได้เงินไปสร้างบ้านใหม่แม่ อยากให้แม่อยู่สบายๆ เพราะเมื่อตอนเด็กๆ เห็นแม่ลำบากมาก เพราะพ่อมาเสียชีวิตไปก่อน

แม้จะอยู่ที่สังขละบุรี แต่การเดินทางสู่มหาชัยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

เพราะ ต้องเดินเท้ามาทั้งกลางวันและกลางคืน คณะของหนูมากัน 10 กว่าคน ระหว่างทางไม่ได้กินข้าวกินน้ำเลย เดินกันไม่ได้หยุดหย่อน เราเดินมานั่งรถเมล์ที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ถ้านั่งรถเมล์สายสังขละบุรีมากาญจนบุรีทำไม่ได้ เพราะมีด่านตำรวจตรวจตราเป็นระยะๆ

นายหน้านำพานั้น เป็นคนไทย

คณะที่เดินทางมา ต้องจ่ายค่านำมาคนละ 1,200 บาท โดยมีสัญญากันว่า ต้องนำมาส่งชานเมืองกรุงเทพมหานคร ระหว่างทางถ้าถูกจับกุม นายหน้าจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น และจะไม่คืนเงินให้อย่างเด็ดขาด

ร้ายกว่าอื่นใดคือ เงินที่ให้นายหน้านั้น หนูขโมยเงินแม่มาจ่ายให้เขาไป

ระหว่างเดินทางมา ยังไม่รู้เลยว่าจะได้งานอะไรทำ เขาบอกให้หาเอาเอง เราก็อาศัยว่ามีพี่สาวอยู่ในกรุงเทพฯแล้ว ก็คิดว่าอย่างไรก็ต้องมีงานทำ

นับว่าโชคดีที่ได้งานแม่บ้านทำ เมื่อเพื่อนชวนเข้ามาทำงานที่มหาชัยก็นั่งรถเมล์ต่อมาอีก ระหว่างทางเส้นนี้ไม่ต้องมีคนนำพา เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจบัตรประจำตัวประชาชนเหมือนที่เมืองกาญจน์

ไต่ตามเทือกเขาตะนาวศรีลงไป จุดที่แรงงานพม่าเข้ามามากที่สุดคือ จังหวัดระนอง หนึ่งในนั้นคือ จาย อายุ 35 ปี เป็นชาวยะไข่ จายบอกว่าขณะเรียนหนังสือยู่ที่บ้านเกิด มีเพื่อนๆชวนเข้ามาทำงานในประเทศไทยก็ตัดสินใจมา

ดวงใจที่ไหวเต้นนั้น ผมฝันว่า เมื่อได้ทำงานแล้ว จะได้ไปเที่ยวมาเลเซีย และออสเตรเลียครับ

ความฝันกับความจริงมักขัดแย้งกันเหมือนสีขาวกับสีดำ และสีแดงกับสีเหลืองในสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน

จายเล่าว่า ก่อนเข้ามาต้องจ่ายเงินค่านายหน้าจำนวน 5,000 บาท เดินทางจากยะไข่มาถึงย่างกุ้งประมาณ 7-8 วัน

จากนั้นนั่งรถเมล์จากย่างกุ้งมาเกาะสอง แล้วต่อจากเกาะสองมายังแม่กลอง

นายหน้าพามาถึงแม่กลองเท่านั้นครับ หลังจากนั้นเราต้องหางานเอาเอง ก็อาศัยเพื่อนๆที่มาด้วยกัน และทำงานอยู่ก่อนแล้วช่วยเหลือจายบอก

ชีวิตของจายเมื่อถึงมหาชัยแล้วก็ลงเรืออวน

ความฝันที่จะได้ไปเที่ยวประเทศออสเตรเลียเป็นอันต้องพับไป เมื่อลงเรืออวนลากในท้องทะเล และที่เลวร้ายก็คือ

ผมลงเรืออวนไปคราวหนึ่งเป็นเดือนๆ งานหนักมาก และเมื่อไปลากอวนในประเทศอื่น เรือที่ผมทำงานอยู่ต้องหนีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของเขา เราไปคราวๆหนึ่งประมาณ 4 ลำ เมื่อโดนไล่ขับเราก็หนีมาพร้อมๆกัน

จายบอกว่า บางทีเขาก็ยิงใส่เรือ ต้องหลบอยู่กับกราบเรือ โผล่หัวขึ้นมาไม่ได้เลย

ลงเรืออยู่หลายปี เมื่อเพื่อนชวนขึ้นฝั่งเข้ามาทำงานมหาชัย จายจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ แต่งานอู่ซ่อมรถนั้นก็ทั้งแสนหนักและเหนื่อย

เส้นทางเข้ามาของจาย เป็นเส้นทางเดียวกับโรฮิงญา และบ้านของจายก็เป็นบ้านเดียวกับโรฮิงญา เส้นทางนี้ เมื่อมาถึงเกาะสองแล้ว สามารถไปขายแรงงานได้ที่จังหวัดภูเก็ต หาดใหญ่-สงขลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

และถ้ามีทุนและแรงพอ ก็สามารถเดินทางต่อไปทำงานได้ยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย บรูไน เป็นต้น

โก อายุ 32 ปี อีกหนึ่งแรงงานต่างด้าว เป็นชาวเมาะลำไย อยู่ตอนใต้ของกรุงย่างกุ้ง เป็นชาวพม่าอีกคนหนึ่ง หลังขายแรงที่มหาชัยอยู่นานปีก็ผันตัวเองเข้ามาทำงานให้กับมูลนิธิรักษ์ไทย เพื่อช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวด้วยกัน

โกบอกว่า มาอยู่เมืองไทยนานแล้ว อยากจะกลับบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อคิดแล้วเห็นว่าไม่คุ้ม เพราะเมื่อไปแล้วขากลับมาเมืองไทย ต้องจ่ายค่านายหน้าประมาณ 15,000 บาท เรื่อยไปจนถึง 18,000 บาท ต่อคนต่อครั้ง

เงินจำนวนนี้โกบอกว่า เป็นค่านำพาจากชายแดนมาถึงกรุงเทพฯหรือชานเมืองเท่านั้น ระหว่างเดินทางถ้ามีอะไรผิดพลาด เจ้าหน้าที่จับได้ก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่

นั่นหมายความว่าต้องหาเงินมาจ่ายใหม่อีก

ขากลับเสี่ยงมากครับ ต้องเดินทางเท้าเข้ามาระหว่างทางมันเสี่ยงมาก ผมเลยยังไม่อยากกลับไปบ้านโกบอก

เส้นทางชีวิตแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า กว่าจะผ่านด่านมาได้ต้องจ่ายเงิน และมีความเสี่ยงไม่น้อย มองด้านความเป็นคนเหมือนกันก็นับว่าน่าสงสาร

แต่ถ้ามองด้านปัญหาสังคมที่แรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งเข้ามาก่อ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรองให้หนักอยู่เหมือนกัน

แรงงานต่างด้าวมิใช่มีแต่พม่า มอญ แต่ยังมีลาว และกัมพูชาที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานไม่น้อย และแน่นอนว่า เข้ามาอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย.

เลือกตั้งผู้ว่าฯ

ที่มา ไทยรัฐ

งถึงเวลาต้องมาระดมสมองกันอีกครั้ง เพื่อหาทางปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะตอนนี้ ประชาชนได้แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ เสื้อแดง เสื้อเหลือง และเสื้อขาวฝ่ายเป็นกลาง

ในส่วนของเสื้อแดงนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการให้มีการปกครองแบบเลือกตั้ง หนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน เพื่อให้เสียงข้างมากบริหารประเทศ ส่วนเสียงข้างน้อยนั้น ให้คอยทักท้วงภายใต้ ขอบเขตของกฎหมาย เพื่อรักษาขื่อแปของบ้านเมืองเอาไว้

ขณะที่เสื้อเหลืองไม่ค่อยศรัทธาระบบเลือกตั้งเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่า มีการซื้อเสียงลากตั้งกันเข้ามา ก็เลยเสนอระบบสรรหา แต่หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลจากรัฐบาลทักษิณมาเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งโดนใจชาวเสื้อเหลืองเป็นอย่างมาก ก็เลยเลิกประท้วงเรียกร้องระบบสรรหากันไปเฉยๆ

หลายคนก็เลยงง ไม่รู้ว่าเสื้อเหลืองต้องการอะไรกันแน่

เพราะแค่เปลี่ยนชื่อรัฐบาลจากทักษิณมาเป็นอภิสิทธิ์ก็พอใจกันถ้วนหน้า คล้ายๆกับจะบอกว่า อั๊วไม่ชอบขี้หน้าลื้อ ฉะนั้น ลื้อรีบไสหัวไปซะแล้วทุกอย่างจะจบ เรื่องแบบนี้ ใครพอจะมีความคิดอ่านมีเหตุผลอยู่บ้าง ก็ไปไตร่ตรองกันเอาเอง จริงๆแล้วที่ประท้วงกันจะเป็นจะตาย ปิดทำเนียบฯ ปิดสนามบิน บ้านเมืองเสียหายไปเป็นแสนล้าน

สุดท้ายก็เพราะไม่ยอมรับมติมหาชนที่เลือกพรรคอันดับ 1 ให้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ใช้ความเห็นของกลุ่มตัวหรือพวกตัวเป็นใหญ่ สถาปนาพรรคการเมืองอันดับ 2 ให้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศแทน สะท้อนให้เห็นเด่นชัดว่า แผ่นดินนี้ กฎหมู่ต้องอยู่เหนือกฎหมายวันยังค่ำใช่หรือไม่

ก็เอาเถอะว่ากันไปตามสบาย เพราะในที่สุด ความเห็นขัดแย้งแบบคนละขั้วระหว่างคนสองฝ่ายในประเทศไทย จะต้องหาจุดลงตัวจุดใดจุดหนึ่งได้สักวัน ในเมื่อทั้งสองกลุ่มต่างก็ยอมรับแนวทางของกันและกันไม่ได้อีกต่อไป

สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนระบบการปกครองให้สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะไปบังคับให้กลุ่มคนนับล้านสองฝ่าย ซึ่งมีแนวความคิดทางการเมืองต่างกัน ต้องมานั่งทนการแสดงความคิดเห็นและท่าทางพฤติกรรมที่แตกต่างของแต่ละฝ่าย แล้วก็โมโห โกรธาเป็นเดือดเป็นแค้น ทำร้ายซึ่งกันและกันอีกต่อไป

ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการกระจายอำนาจออกไปให้กับส่วนภูมิภาคต่างๆได้บริหารจัดการวิธีการปกครองตามความต้องการของประชาชนแต่ละจังหวัดได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อตอบสนองความ ต้องการทางการเมืองที่ค่อนข้างหลากหลายในปัจจุบัน

การเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศก็เป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะผ่อนคลายความอึดอัดของประชาชนลงได้ โดยให้ทำการสำรวจประชามติอย่างเป็นทางการในแต่ละจังหวัดว่าจังหวัดใดต้องการแต่งตั้งผู้ว่าฯเหมือนเดิม หรือจังหวัด ใดต้องการลองของใหม่ด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือสรรหาผู้ว่าฯ

จากนั้นก็ให้ระบบการปกครองที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัดทำการแข่งขันพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมว่า ระบบแต่งตั้ง ระบบสรรหา หรือระบบเลือกตั้งแบบไหนห่วยแตกกว่ากัน

ข้อสำคัญ การกระจายอำนาจไปยังภูมิภาค ยังจะเป็นการช่วยลดแรงกดดันต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย เพราะถ้าผู้ว่าฯในจังหวัดต่างๆมีอำนาจสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละจังหวัดได้ดี

ทุกฝ่ายก็จะได้เลิกมารุมสกรัมนายกฯเสียที ไม่ใช่แค่ไม่ชอบขี้หน้านายกฯ ก็ปลุกระดมเผาบ้านเผาเมืองจนแทบล่มจมไปตามๆกัน สุดท้ายแค่เปลี่ยนหน้านายกฯจากเหลี่ยมเป็นหล่อ ปัญหาก็ยุติ

สาธุ ประเทศไทย การเมืองใหม่ที่เรียกร้องกันนักหนา ก็คือ นายกฯต้องหน้าหล่อนี่เอง.

เห่าดง

ปล่อยให้ตบมือข้างเดียว

ที่มา ไทยรัฐ

นับตั้งแต่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผมรู้สึกว่า หนุ่มมาร์คมีความเป็น ผู้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยสังเกตจากการให้สัมภาษณ์ในหลายๆครั้ง ต่างจากสมัยที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน มีความอดทนต่อ แรงยั่วยุของฝ่ายตรงข้ามได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่างล่าสุดก็ในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

คุณอภิสิทธิ์บอกว่า พอกลับถึงประเทศไทย ได้เปิดหนังสือพิมพ์ อ่านพบว่ามีข่าวคราวในเรื่องของการเมือง เรื่องของการตอบโต้อะไรต่างๆมากมาย แต่ขอย้ำว่า รายการทุกเช้าวันอาทิตย์จะไม่เป็นเวทีมาตอบโต้อะไรกัน แต่เป็นหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาล ที่จะมารายงานให้ประชาชนทราบถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและส่วนรวม

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง สื่อของรัฐ ต้องใช้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เพื่อให้รัฐบาลรายงานผลงานของรัฐบาลสู่ประชาชน ไม่ใช่นำไปเป็น เวทีโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาเสียงให้กับพรรครัฐบาล หรือ ให้ฝ่ายรัฐบาลใช้เป็นเวทีด่าใครก็ได้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งเป็น การเมืองน้ำเน่าแบบเก่าๆ ที่จะต้องเปลี่ยนไปสู่ การเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์ อย่างที่ บารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือ Change ในการเมืองสหรัฐฯ

นายกฯอภิสิทธิ์พูดอีกว่า รัฐบาลมีแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ด้วยการให้ความเป็นธรรม ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปด้วยความเสมอภาค คดีความต่างๆต้องว่ากันอย่างตรงไปตรงมา

ผมก็เห็นด้วยอีก ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ คนทุกคนในสังคมจะต้องเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาคในทางกฎหมายเท่าเทียมกัน

ไม่ใช่นักการเมืองถูกดำเนินคดีทุจริต ก็เอาสีข้างเข้าถูว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ต้องเสนอกฎหมายให้นิรโทษกรรมหมด ทำให้นักการเมืองย่ามใจ สุดท้ายก็คงไปถึงขั้นแก้กฎหมายปราบคอรัปชัน ไฟเขียวให้แกล้งโง่ด้วยความสุจริต แล้วคอรัปชันกันบานเบิกเหมือน ค่าโง่ไม่รู้กี่คดี

ถ้ารัฐมนตรีและนักการเมืองไม่เชื่อมั่นใน กฎหมาย และ ศาลยุติธรรม แล้วใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูกผิด ให้นักการเมืองเป็นผู้ตัดสินหรือ บ้านเมืองล่มจมแน่นอน เมืองไทยที่ล่มจมอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะนักการเมืองหรอกหรือ

ผมเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงของ นายกฯอภิสิทธิ์ ในครั้งนี้ เพราะรู้สึกชื่นชมใน ขันติความอดทนและ ความคิดชอบของ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่ประกาศไม่ตอบโต้การกล่าวร้ายทางการเมืองของฝ่ายตรงกันข้ามทุกประการ จะมุ่งหน้าทำงานเพื่อสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง และใช้สื่อของรัฐในการรายงานให้ประชาชนทราบ บ้านเมืองจะได้สงบ

ปล่อยให้อีกฝ่ายตบมือไปข้างเดียว

ตบไปก็เจอแต่อากาศธาตุไม่มีเสียงดังเกิดขึ้น

จะให้ดีมากกว่านี้ ถ้า นายกฯอภิสิทธิ์ ควรสั่งให้ สารพัดโฆษกของรัฐบาล แถลงข่าวในเชิงสร้างสรรค์ อย่าใช้วิชามารสู้กับวิชามาร มีแต่เพิ่มความเลวร้ายขึ้นในสังคม เพราะ สังคมจะเสพติดกับความชั่วร้ายของวิชามาร จนมองเห็นความชั่วร้ายเป็นเรื่องธรรมดาไป เหมือนกับที่ ประชาชนรู้สึกกับการคอรัปชัน ของนักการเมือง และข้าราชการใน

เวลานี้ว่า เป็นเรื่องธรรมดา โกงกินไม่เป็นไร

เราจะสะสมสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้เพิ่มขึ้นในสังคมไทยหรือ

เมื่อ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่ม คิดดีแล้ว ก็น่าจะสั่งให้ลูกพรรคคิดและทำไปในทางที่ดีด้วย สังคมส่วนรวมจะได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จะได้รู้ว่า อะไรคือความชั่ว ความไม่ดี และ อะไรคือความดี จะได้แยกแยะออก ดีกว่าลงไปร่วมตะลุมบอนด้วย จนแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว.

ลม เปลี่ยนทิศ

ไทยแลนด์หนึ่งเดียว

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวานนี้ ผมนำข้อเขียนของท่านเจ้าคุณพิพิธ หรือพระราชวิจิตรปฏิภาณ แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม มาลงตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้ โดยมิได้ตัดต่อหรือย่อย่นใดๆเลย แม้แต่ประโยคเดียว

เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านได้ตัดเก็บไว้สำหรับเป็นคู่มือในการดำรงชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ตามหัวข้อเรื่องที่ท่านเจ้าคุณท่านให้คำแนะนำไว้

เพียงข้อเขียนกรอบแรกออกวางตลาดก็มีแฟกซ์มาแสดงความชื่นชมและบอกว่าจะตัดเก็บไว้อย่างแน่นอน

ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ได้อ่าน หรืออ่านข้ามๆไป กรุณาไปหาอ่านในคอลัมน์เหะหะพาที ฉบับเมื่อวานตามสะดวกนะครับ

ผมเป็นคนที่ค่อนข้างห่างวัด ไม่ค่อยได้มีโอกาสสนทนากับพระคุณเจ้า...เวลาจะสนทนาพูดคุยหรือแม้แต่จะเขียนถึงพระคุณเจ้าก็มักจะอึดอัด เกรงว่าจะใช้คำศัพท์ไม่ถูกต้อง

จึงขออนุญาตที่จะออกตัวเอาไว้ก่อนว่า หากผมใช้คำพูดประการใดไม่เหมาะสม หรือไม่สมควรที่จะใช้กับพระสงฆ์...ก็ขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วย

คือผมอยากจะนมัสการขอบพระคุณพระคุณเจ้าหลายๆรูปที่กรุณา เทศนาให้คำชี้แนะแก่ประชาชนให้รู้จักวางตัววางตน อดทนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ถดถอยลงในขณะนี้

นอกจากท่านเจ้าคุณพิพิธที่กรุณาเขียนบทความในนิตยสาร Vote ที่ผมหยิบยกมาลงทั้งฉบับเมื่อวานนี้แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ก็ออกมาสนทนาธรรมกับนายกรัฐมนตรี คุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฝากข้อคิดไว้อีกหลายข้อ

นอกจากเรื่องที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ท่านยังขอบิณฑบาตเรื่อง สีเหลือง สีแดง ไว้ด้วย

ไม่อยากให้มีไทยเหลือง ไทยแดง ขอให้มีเพียงไทยแลนด์ที่เป็นหนึ่งเดียว

ผมเห็นด้วยกับท่านเป็นอย่างยิ่ง และตลอดเวลาที่เขียนคอลัมน์นี้ก็ได้เขียนถึงเรื่องนี้อยู่เสมอๆ...เพราะเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นใหญ่หลวงเหลือเกิน...ลำพังคนไทยที่เป็นหนึ่งเดียวก็ใช่ว่าจะแก้ไขได้ง่ายๆ

ยิ่งมาแตกเป็นไทยเหลืองไทยแดงเข้าด้วย ลงท้ายก็คงจะกลายเป็นไทยคางเหลือง หรือไทยนัยน์ตาแดงบอบช้ำสาหัสกันไปทั้งประเทศ

ผมตระหนักดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะคนไทยเราดูจะมีอุปนิสัยประจำชาติอยู่ประการหนึ่งคือชอบทะเลาะกัน ชอบแบ่งแยกกัน...เป็นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลโน่นแล้ว

อ่านประวัติศาสตร์เก่าๆก็จะพบการแตกสามัคคีถึงขั้นยกพวกรบกันก็มีบ่อยๆ

ครั้นมาอ่านประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ๆจับความตั้งแต่ พ.ศ.2475 ก็เห็นทะเลาะกันวุ่นวาย ระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งหลาย

เกิดการแบ่งแยกกันไปหมด จนผมแทบจะสรุปไปแล้วด้วยซ้ำว่าการขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้ง ที่สมัยหนึ่งเรียกกันว่า การกินเกาเหลานั้นน่าจะเป็นคุณสมบัติของคนไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปศึกษาในรายละเอียดอีกครั้ง จะพบว่าแม้คนไทยเราจะทะเลาะหรือแตกแยกกันจริง...แต่ที่จะรุนแรงถึงขั้นยกพวกฆ่ากันล้มตายเป็นเบือนั้นแทบไม่มีเลย

อาจมีการปะทะกันบ้าง สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อบ้าง แค่เพียงเล็กๆน้อยๆ ก็ตกลงกันได้ โดยฝ่ายที่อ่อนกว่ามักจะยอมรับความพ่ายแพ้

ความแตกสามัคคีที่เสียหายมาก เกิดขึ้นเมื่อตอนเสียกรุงศรีอยุธยา แต่นั่นก็เป็นเพราะฝีมือของฝ่ายอริราชศัตรูมิใช่คนไทยฆ่ากันเอง หรือทำลายล้างกันเอง

เมื่อตอนสงครามความคิดฝ่ายขวาฝ่ายซ้าย โลกเสรีโลกคอมมิวนิสต์ อาจจะสูญเสียเลือดเนื้อ และชีวิตไปพอสมควร แต่เราก็มีทางออกของเราเอง และยุติลงได้ ซึ่งเมื่อคำนวณความเสียหายแล้วนับว่าน้อยมาก หากเทียบกับประเทศอื่นๆที่เผชิญเหตุการณ์เดียวกัน

ผมจึงมีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่า ความขัดแย้งของคนไทยน่าจะเป็นเรื่องแก้ไขได้ และหากมีการชี้แจงทำความ

เข้าใจกันให้ดีๆ ความรุนแรงต่างๆก็จะลดลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย

กลับไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจและเสียงเรียกร้องของประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นคนไทยหันหน้าเข้าหากันและให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแก้ปัญหาใหญ่หลวงที่ชาติของเราเผชิญอยู่

ที่ผ่านมาพวกเราคอลัมนิสต์ที่เป็นฆราวาสเขียนขอร้องมาเยอะแล้ว...ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ นั่นก็อาจเพราะเราเป็นฆราวาสด้วยกัน

บัดนี้ได้มีพระภิกษุสงฆ์มาขอบิณฑบาตแล้ว...จะเป็นไปได้ไหมที่ไทยเหลือง ไทยแดง จะกลายเป็นไทยแลนด์เพียงหนึ่งเดียวในเร็ววันนี้.

ซูม

ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า

ที่มา ไทยรัฐ

คัมภีร์พระพุทธศาสนา เชื่อในความมหัศจรรย์ทางจิต เมื่อจิตบรรลุถึงระดับหนึ่ง จะมีตาทิพย์ หูทิพย์ รู้อนาคต และรู้อดีต เกิดมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ ก็สามารถบอกกันได้

กลางศตวรรษที่ 20 ฝรั่งคิดวิธีคำนวณหาอายุวัตถุโบราณ วิธีหนึ่ง ในการพิสูจน์อายุเครื่องปั้นดินเผารูปสตรีสมัยราชวงศ์ถังของจีน ว่าเป็นของแท้หรือไม่

หลักการ...ก็คือ ตอนที่วัตถุเหล่านั้นถูกเผาครั้งแรก ผลึกในเนื้อดินก็ถูกกระบวนการสร้างประจุไฟฟ้า แปรสภาพเป็นสารแปลกปลอม ยื้อแย่งเอาอิเล็กตรอนของแร่ธาตุในเนื้อดิน

มากักเก็บไว้เป็นอิเล็กตรอนอิสระ

เมื่อจะตรวจสอบอายุของวัตถุดินเผา ก็เอาเศษวัสดุนั้นมาเผาซ้ำด้วยความร้อนสูงมาก จนอิเล็กตรอนที่ถูกกักเก็บไว้ ปล่อยอนุภาคแสงออกมา จำนวนอนุภาคจะบอกอายุของวัตถุ

วัตถุยิ่งเก่าก็จะยิ่งกักเก็บอิเล็กตรอนอิสระไว้มาก วิธีนี้ยังใช้ ได้ดีกับวัสดุพวกหินเหล็กไฟเผาด้วย

ผลการพิสูจน์อิเล็กตรอนอิสระเครื่องปั้นดินเผาชิ้นนี้ อายุประมาณ 1,200 ปี ตรงกับลักษณะของรูปปั้นสตรีสมัยราชวงศ์ถัง... พอดี

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องรู้อนาคต วันนี้การทำนายอนาคตกลาย เป็นสินค้าขายดีของพวกร่างทรง หรือหมอดู หาบริการได้ง่ายๆ ทั้งในทีวีในหนังสือพิมพ์

พระปฏิบัติสายวัดป่า ระดับหลวงพ่อชา ก็ถูกลูกศิษย์เชื่อมั่น และคาดคั้นให้ช่วยทำนายอนาคตให้ แต่พระปฏิบัติท่านก็มักไม่หลวมตัว เป็นหมอดูจำเป็นให้ใคร

ท่านอาจารย์พรหม เล่าไว้ในหนังสือ ชวนม่วนชื่น ว่า วันหนึ่งหลวงพ่อชาก็เจอโจทย์หนัก ศิษย์เก่าแก่กราบขอร้องให้ช่วยทำนาย...หลวงพ่อเอาแต่ส่ายหน้า

ศิษย์พร่ำทวงบุญคุณ เคยถวายอาหาร เคยถวายเงิน เคยทิ้งครอบครัว ขับรถพาหลวงพ่อไปกิจนิมนต์ มากครั้งจนนับไม่ถ้วน เจอเข้าไม้นี้ หลวงพ่อชาก็จำนน เอามือมา อาตมาจะดูลายมือให้

ปกติหลวงพ่อไม่เคยทำนายให้ใคร ลูกศิษย์ตื่นเต้นมาก เขาเชื่อว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หลวงพ่อ ทายอะไร ต้องเป็นไปอย่างที่ท่านว่า

หลวงพ่อใช้นิ้วชี้ไล่ไปตามลายมือของศิษย์ พึมพำว่า น่าสนใจจริงๆ อือ...มันแปลกจริงๆแล้วก็บอกว่า อนาคตของโยม

ต้องเป็นไปดังนี้

ไม่มีอะไรแน่นอน

ทายแล้วหลวงพ่อก็สำทับ อาตมาไม่เคยทายใครผิด

ระยะนี้ผมเจอใครก็มักได้คำถาม นายกฯอภิสิทธิ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าหลวงพ่อชายังอยู่ เอาคำถามนี้ไปถาม หลวงพ่อท่าน ก็คงตอบทำนองว่า จะเอาอะไรแน่นอนได้เล่า

แต่ในความไม่แน่นอนนั้น หลักพระพุทธศาสนาสอนว่า ถ้าหมั่นทำกรรมดีไว้มากๆ ตัวเองเก่งและดียังไม่พอ ต้องนำบริวารให้เก่งและดีตามไปให้ได้ด้วย

นายกฯเก่ง รัฐมนตรีมือสะอาด ไม่มีเรื่องคอรัปชัน อย่างเรื่องแจกปลากระป๋องเน่า แจกเงินแถมนามบัตร อายุรัฐบาลที่วิตกกันว่าจะสั้น ก็อาจจะยาวจนครบเทอม

ดีใจกับปัจจุบันผู้นำ ก็อดเป็นห่วงอดีตผู้นำไม่ได้ โถ! ท่านก็คงต้องตุหรัดตุเหร่ต่อไป ค่าโรงแรมเมืองนอกก็แพง ค่าม็อบการเมืองเมืองใน...ก็ยิ่งแพงกว่า

สถานการณ์นี้ ภาษาหมอดูเขาว่าทุกขลาภ แปลความว่ามีเงินมากเท่าไหร่ ก็เป็นทุกข์มากเท่านั้น.

กิเลน ประลองเชิง

ไม่มีทาง

ที่มา ไทยรัฐ

ขุนพลการเมืองอดีต กก.บริหารพรรคที่ถูกใส่กุญแจ ล็อก 5 ปี ทั้งรุ่นแรก และรุ่นสอง นับไปนับมา นับมานับไป ก็มากกว่า 150 คน

มีส่วนน้อยเท่านั้นที่เข็ดเขี้ยวเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดไป

แต่ส่วนใหญ่ยังรอโอกาสที่จะกลับสู่ สนามการเมืองด้วยความเสียวซ่านดวงฤดี

เพียงแต่ช่วงที่ยังติดล็อก 5 ปี ก็จำเป็นต้องอยู่หลังฉากชั่วคราว รอครบ 5 ปีเมื่อไหร่ ก็จะกระโดดแหย็วออกมาเล่นการเมืองเต็มตัว

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และอดีต กก.บริหารพรรคไทยรักไทย ก็เป็นอีกคนที่นับวันนับคืนอยากให้ครบ 5 ปีซะเร็วๆ

ถึงจะติดล็อก 5 ปี แต่ สุวัจน์ ยังเป็น กล่องดวงใจ ของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มี ส.ส.ในสภาฯ 9 คน

งานเลี้ยงวันเกิด สุวัจน์ ครบ 54 ปี เมื่อวานซืน จึงมีนักการเมืองไปร่วมงานกันมากหน้าหลายตา

แม้แต่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้มีอิทธิพลสูงสุดของรัฐบาลยังต้องเอาแจกันดอกไม้ไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์

สุวัจน์ กล่าวด้วยความมั่นใจว่า รัฐบาลใหม่จะเดินหน้าบริหารประเทศไปได้อย่างมั่นคง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเป็นปึกแผ่นแข็งแรง และทำงานเป็นทีม

ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลมีเรื่องเดียวคือ การแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่ง นายกฯอภิสิทธิ์ ต้องเร่งพิสูจน์ผลงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นโดยเร็ว

สุวัจน์ ซึ่งเคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เป็นหนึ่งในมือวางอันดับที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า การเมืองยุคปัจจุบันขาดมืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบ-การณ์การเมือง

ถ้าหากนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ 5 ปี ได้มีโอกาสกลับมาช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ชาติโดยรวม

ส่วนจะสนับสนุนให้ออก ก.ม.นิรโทษกรรมผู้ถูกตัดสิทธิ์ 5 ปีหรือไม่?? สุวัจน์ ไม่ขอเปิดใจ เพราะมีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้โดยตรง

เอาเถอะ ถึงไม่พูดก็รู้อยู่แล้วว่า สุวัจน์ คิดยังไง

แต่ แม่ลูกจันทร์ มั่นใจว่าความฝันของ สุวัจน์ ไม่มีโอกาสเป็นจริง!!

เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมปล่อยเสือสิงห์กระทิงแรดออกจากกรง??

ถึงแม้ว่าวันนี้ สุวัจน์ เนวิน สมศักดิ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะย้ายขั้วมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

แต่การเมืองลูกกลมๆ ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร

วันนี้ยังรักกันดีก็ดีไป แต่วันหน้าใช่ว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม??

ขนาด ทักษิณ ปลานํ้าเดียวกันยังโดนล่อซะงอมพระราม แล้วพรรคประชาธิปัตย์ ปลาคนละนํ้า ก็ไม่น่าจะรักกันได้นาน??

ข้อสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่ไม่เคยได้รับผลกระทบจากการยุบพรรคการเมือง

แถมเป็นพรรคเดียวที่ได้ประโยชน์ จากการยุบพรรคโดยตรง!!

แม่ลูกจันทร์ จึงมองไม่เห็นเหตุผลว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดไฟเขียวให้ออก ก.ม.นิรโทษกรรมอดีต กก.บริหารพรรคที่ถูก ตัดสิทธิ์ 5 ปี??

วันนี้ สุวัจน์ติดล็อกมาแล้วปีครึ่ง ก็เหลืออีกสามปีครึ่งเท่านั้นเอง

แถม สุวัจน์ ยังโชคดีกว่าคนอื่นเพราะอายุเพิ่ง 54 ปี

เท่ากับจะได้กลับมาเล่นการเมืองเต็มตัวอีกครั้งเมื่ออายุ 58 ปี

สถิติอายุขัยเฉลี่ยชายไทยที่สำรวจล่าสุดอยู่ที่ 68 กับ 4 เดือน แปลว่า สุวัจน์ ยังเล่นการเมืองต่อไปได้อีก 10 ปี

เล่นได้อีกตั้ง 10 ปี ยังไม่พอเรอะไง??

แม่ลูกจันทร์