WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 11, 2009

ไม่นานเขาจะกลับมา

ที่มา โลกวันนี้

คอลัมน์
รายงาน(ดวงวันนี้)
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 10 ฉบับที่ 2478 ประจำวัน อังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2009
โดย อ.ภัทร แอสโต

ตามวันเกิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือวันที่ 26 กรกฎาคม 2492 และหลังจากการโฟนอินครั้งล่าสุดในการประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้ทราบจุดยืนของพ.ต.ท.ทักษิณว่า จะต่อสู้ทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง นั่นเท่ากับว่าวันหนึ่งข้างหน้า อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้จะกลับมาต่อสู้ในประเทศไทย

เมื่อถึงตรงนี้หลายคนคงตั้งคำถามในใจว่า แล้วเมื่อไรอดีตนายกฯจะมีโอกาสได้กลับเข้าประเทศ และการกลับเข้ามาครั้งนี้จะมีเหตุการณ์อะไรบ้างเป็นส่วนประกอบในมิติการพยากรณ์ ซึ่งก็เป็นคำถามที่นักพยากรณ์อย่างผมอยากรู้เหมือนกับผู้อ่านเช่นกัน

ศาสตร์ไพ่ยิปซีและความมหัศจรรย์ของตัวเลขสามารถให้คำทำนายในเรื่องดังกล่าวด้วยการบูรณาการตัวเลขสำคัญกับบุคคลที่กล่าวถึง โดยจะค้นหาหน้าไพ่ยิปซีเพื่อเป็นตัวแทนเหตุการณ์ได้ดังนี้

วันเกิดอดีตนายกฯ 26 (2+6) ไพ่หมายเลข 8 Justice ความหมาย “ชัยชนะ/ประสบความสำเร็จ”

เดือนเกิดกรกฎาคม=ไพ่หมายเลข 7 ไพ่ The Chariot ความหมาย “ข่าวดี”

ปีเกิด 2492 =ไพ่หมายเลข 17 ไพ่ The World ความหมาย “ความยินดี/ความงาม”

และอายุย่างของอดีตนายกฯคือ 60 ไพ่หมายเลข 16 The Tower (ตั้ง 60 หักออกครั้งละ 22 จนเหลือเศษไม่เกิน 22) ความหมาย “มีอุปสรรค”

ตั้งต้นที่ไพ่ The Tower ที่สะท้อนภาพรวมของอายุย่าง 60 ปีที่กล่าวถึงในที่นี้ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณมีความหมายในช่วงอายุย่างนี้ว่า จะพบอุปสรรคขวากหนามในการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงการต่อสู้ทางการเมือง โดยมีเหตุการณ์ประกอบที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 (โดยประมาณว่า) แม้จะต้องพบอุปสรรคปัญหา แต่ไพ่ Justice ได้สะท้อนถึงโอกาสในการต่อสู้เรื่องคดีความเริ่มส่งสัญญาณในด้านดี หรือมีช่องทางที่จะล้างมลทินให้กับตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังคงเป็นแค่ข่าวหรือแนวทาง ยังไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ในเร็ววัน

มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่อดีตนายกฯจะเดินทางกลับประเทศไทยใน 3 ช่วงระยะเวลา

ช่วงที่ 1 คือหลังเดือนกรกฎาคม

ช่วงที่ 2 ต้นปี 2553 (ไตรมาสที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2553)

หรืออย่างช้าที่สุดช่วงที่ 3 ภายในปี 2554

คำทำนายนี้อาจจะดูเหมือนหว่านแห แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่า เมื่อโอกาสในมิติการพยากรณ์เปิดก็ยังคงต้องพิจารณาปัจจัยเรื่องวาสนา หรือผลบุญหนุนนำเข้ามาเกี่ยวข้องอีกประการหนึ่งด้วย ถ้าต้นทุนด้านบุญกุศลมีมากพอ สิ่งที่คาดหวังจะเกิดได้เร็วตามที่ดวงชะตาลิขิตไว้ แต่ถ้าต้นทุนดังกล่าวยังไม่พร้อมก็ต้องรอเวลาอย่างช้าสุด ซึ่งในที่นี้ก็คือภายในปี 2554 ไม่เกินนี้แน่นอน

มีบทพิสูจน์มาก่อนหน้านี้จากคำทำนายของผมผ่านหนังสือพิมพ์โลกวันนี้เมื่อปี 2550 ว่า “หลังจากการรัฐประหาร (19 ก.ย .2549) พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทยไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่เดินทางไปพักอาศัยในต่างประเทศ”

และในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณก็เดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 28 ก.พ. 2551 ดังที่ทราบกัน

"สรรพากร" โต้ "ดีเอสไอ" ยันไม่เคยดองคดี ชี้ปม "แม่ค้าอาวุธ" ยังไม่หมดอายุความ

ที่มา มติชนออนไลน์

อธิบดีสรรพากร โต้ "ดีเอสไอ" ยันทำงานโปร่งใส ไม่มีการดองคดี ยินดีให้ตั้งพนักงานประเมินภาษีร่วมด้วย ชี้คดี"แม่ค้าอาวุธ"ยังไม่หมดอายุความ และไม่พบใบกำกับภาษีปลอม


นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ระบุว่า กรมสรรพากรดำเนินงานล่าช้าและไม่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากรของอดีตแม่ค้าอาวุธรายใหญ่ ซึ่งออกใบกำกับภาษีปลอมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท และใกล้จะหมดอายุความฟ้องคดี ว่า นโยบายของตนคือ การทำงานอย่างโปร่งใสและที่ผ่านมากรมสรรพากรก็ทำงานร่วมกับดีเอสไอมาด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งในกรณีที่ดีเอสไอต้องการให้คดีเดินหน้าโดยเร็ว หรือต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินภาษี กรมสรรพากรก็ยินดีที่จะตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นพนักงานประเมินภาษีด้วย เพราะที่ผ่านมาทางดีเอสไอเคยตั้งเจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ เพื่อเร่งรัดคดีต่างๆของดีเอสไอมาแล้ว

"เท่าที่ดูขณะนี้ ยืนยันคดียังไม่หมดอายุความ ยังเหลือเวลาอีกหลายปี และยังไม่พบว่ามีใบกำกับภาษีปลอม โดยอยู่ระหว่างสอบสวนในเชิงลึกว่า ขั้นตอนและกระบวนการเป็นอย่างไร มีการกระทำผิดจริงหรือไม่ หากตรวจพบและมีการประเมินแล้วว่า จงใจหลีกเลี่ยงภาษีจริง จะมีความผิดทั้งทางผิดและทางอาญา เท่าที่ทราบ โทษของคนที่ปลอมใบกำกับภาษี มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 17 ปี และต้องเสียเบี้ยปรับสองเท่าของวงเงินภาษีจริงที่จะต้องจ่าย พร้อมทั้งเงินเพิ่มอีก 1.5%ต่อเดือน และกรณีที่เป็นนิติบุคคล จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งโทษของการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี น่าจะมากพอที่จะทำให้คนรู้สึกกลัวที่จะทำผิด"นายวินัยกล่าว

นายวินัยกล่าวว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรมีการตรวจสอบพบผู้จงใจใช้ใบกำกับภาษีปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหลายสิบราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้รายที่ตรวจพบแล้วว่าจงใจหลีกเลี่ยงภาษีและเป็นคดีที่อยู่ในความร่วมมือกับดีเอสไอ ได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้ดีเอสไอดำเนินการต่อและเรียกเงินภาษีคืนไปหลายรายแล้ว ดังนั้นยืนยันว่ากรณีของคดีนี้จะไม่มีการดอง หรือมีการซิกแซก เพราะทุกอย่างจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คือมีการสอบยืนทั้งฝ่ายที่ซื้อและขายใบกำกับภาษีปลอม

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรกล่าวว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอมีหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงกรมสรรพากร เพื่อเร่งดำเนินคดีดังกล่าวเพียงครั้งเดียว แต่มีการพูดคุยและติดตามผลการหารือเป็นระยะ จึงเข้าใจว่ากรณีที่ดีเอสไอออกมาระบุว่ามีการส่งเรื่องหลายครั้ง คงเป็นการพูดคุยกันมากกว่า

วิทยาลัยนานาชาติ"ปรีดี พนมยงค์" มิติใหม่ธรรมศาสตร์ สร้างนักศึกษาสู่ตลาดโลก

ที่มา มติชน

โดย สกุณา ประยูรศุข



ท่ามกลางความเจริญอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและความสัมพันธ์แบบไร้พรมแดนในโลกปัจจุบัน "การเปลี่ยนแปลง" จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเพื่อมีความรู้ความเข้าใจและก้าวให้ทันโลกที่หมุนอยู่ตลอดเวลา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เช่นกัน

เดิมรู้จักกันดีว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศทางด้านสังคมศาสตร์และการเมือง แต่เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเปลี่ยนโฉมใหม่เพิ่มเติมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เกิดคณะใหม่ๆ หลายคณะทางด้านวิทยาศาสตร์ อาทิ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์

มาถึงบัดนี้การเปลี่ยนแปลงไม่อาจหยุดนิ่ง เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน "ธรรมศาสตร์" ได้เปิดมิติใหม่อีกครั้งเพื่อให้ทันโลกทันเวลา ด้วยการจัดตั้ง

"วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์" ขึ้น

เป็นวิทยาลัยที่เกิดขึ้นมารองรับการเรียนการสอนระดับนานาชาติ มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะเด่นไม่เฉพาะแต่ในเอเชีย แต่เป็นทั่วโลก โดยมี

"ดร.พิมพันธุ์ เวสสะโกศล" ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารวิทยาลัย

เรื่องราวความเป็นมาของการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ "ดร.พิมพันธุ์"เล่าว่า เริ่มมาจากนโยบายของอธิการบดี "ดร.สุรพล นิติไกรพจน์" มอบหมายให้เป็นคนจัดทำรายละเอียดการก่อตั้งทั้งหมดตั้งแต่ต้น เพราะเคยทำงานนี้สมัยยังเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์

เดิมทีนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาต่างชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าคณะศิลปศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือ คณะบัญชี ซึ่งมีสัญญาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยทั่วโลกถึง 200 กว่าสัญญา ส่วนมากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งนั้น โดยมีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ

แต่การทำหน้าที่ของฝ่ายวิเทศสัมพันธ์นั้น อธิการบดีเห็นว่าเป็นเรื่องผิดที่ผิดทาง เพราะฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ไม่มีหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น จึงมีนโยบายให้จัดตั้งสถาบันขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง เป็นระดับนานาชาติ

ด้วยเหตุนี้จึงเกิด วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ขึ้นมา

ฉะนั้น วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จึงมีสถานะเทียบเท่าคณะคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551

การจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จะดูแลรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนที่เป็นหลักสูตรอินเตอร์ทั้งหมดของธรรมศาสตร์ โดยจะเริ่มอย่างจริงจังในปี 2552 เป็นต้นไป


(บน) คณะผู้ดูแลหลักสูตร (ล่าง) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่


"เวลานี้แต่ละคณะในธรรมศาสตร์จะมีหลักสูตรอินเตอร์เป็นของตัวเองไม่ว่า วิศวกรรมศาสตร์ บัญชี ศิลปศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งในตอนต้นนี้เราคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร แต่ว่าพอปี 2552 เป็นต้นไปนักศึกษาหลักสูตรอินเตอร์ชั้นปี 1 ที่เปิดใหม่ของแต่ละคณะจะต้องมาเรียนปี 1 ที่เรา ส่วนของเดิมที่มีอยู่ก็ปล่อยให้เขาจัดการไปอย่างเดิมจนสิ้นสุดโครงการ แต่ถ้าเปิดใหม่เมื่อไหร่ต้องมาขึ้นกับเราตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเรียนที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์" ดร.พิมพันธุ์อธิบาย

ดร.พิมพันธุ์กล่าวว่า การเปิดสอนก่อนหน้านี้คือเดือนสิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น เป็นการเปิดรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนโปรแกรม "ไทยศึกษา" เป็นนักศึกษาต่างชาติจากมหาวิทยาลัยคู่สัญญามาเรียนรู้เรื่องราวของเมืองไทย ไม่ว่าในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตวัฒนธรรม

"เด็กต่างชาติที่มาเรียนเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนโดยมากเป็นเด็กปีสาม เพราะขณะนี้เป็นแนวโน้มของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่พยายามให้เด็กของเขาจะต้องมีความรู้มากกว่าภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง ให้มองเห็นว่าโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล เพราะฉะนั้น เขาไม่เรียนเฉพาะในประเทศ ยิ่งในยุโรปขณะนี้มีประกาศเกี่ยวกับการศึกษา ว่าจะต้องเรียนที่ไหนก็ได้แล้วโอนหน่วยกิตกลับไปได้ คือให้เด็กนักศึกษาของเขามีโลกทัศน์ที่กว้าง เพราะฉะนั้น เวลานี้มหาวิทยาลัยในยุโรปส่งเสริมให้เด็กออกไปเรียนนอกมหาวิทยาลัย"

โปรแกรมไทยศึกษาที่เปิดไปนั้นเป็นโครงการแลกเปลี่ยน แต่ขณะนี้วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กำลังจะเปิดรับนักศึกษาปริญญาตรี ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของตนเอง คือ "หลักสูตรปริญญาตรีจีนศึกษา"

"มักจะมีคำถามว่าทำไมวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จึงเปิดสอนจีนศึกษา" ดร.พิมพันธุ์เอ่ยเชิงคำถาม

แล้วอธิบายว่า ที่เปิดสอนจีนศึกษาเป็นหลักสูตรแรก เพราะนอกเหนือจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นกัลยาณมิตรของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แล้ว จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจในโลกยุคปัจจุบัน มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในนานาประเทศ ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือ ศิลปวัฒนธรรม และที่สำคัญอีกอย่างคือการได้รับการสนับสนุนในตอนต้นจากบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

"ประเทศจีนและประเทศไทยต่างมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นนับเนื่องมาเป็นเวลากว่า 200 ปี ตั้งแต่ระดับประชาชนถึงคณะผู้บริหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ บทบาทสำคัญของจีนมีทั้งในบริบทสังคมโลกและสังคมไทย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จึงพัฒนาหลักสูตรจีนศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตระดับปริญญาตรี ที่สามารถปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน ตลอดจนศึกษาต่อในระดับสูงด้านจีนศึกษาต่อไป

พิมพันธุ์ เวสสะโกศล - นิยม รัฐอมฤต


"..บัณฑิตซึ่งเป็นผลผลิตของหลักสูตรนี้ จะมีคุณลักษณะเด่นในด้านทักษะการใช้ภาษาจีน และมีความรู้ความเข้าใจในด้านต่างๆ เกี่ยวกับประเทศจีนและวัฒนธรรมจีน ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอนาคตที่ดีและขณะนี้ตลาดแรงงานขาดคนรู้ภาษาจีนระดับดีๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การเจรจาในชีวิตประจำวัน แต่ต้องเจรจาความธุรกิจได้ และต้องมีความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน เพื่อจะได้รู้ว่าคนจีนคิดอย่างไร มีประวัติศาสตร์อย่างไร เศรษฐกิจเขาเป็นอย่างไร"

หลักสูตรจีนศึกษาจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนเดือนสิงหาคม 2552 เป็นรุ่นแรก แต่ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครอยู่ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 โดยจะเปิดรับจำนวน 100 คน

ผู้บริหารวิทยาลัยนานาชาติกล่าวต่อว่า เรื่องอาจารย์ผู้สอนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนจากที่ต่างๆ ระดับชั้นนำของเมืองไทย เช่น อาจารย์สุรชัย ศิริไกร, อาจารย์จุลชีพ ชินวัณโณ, อาจารย์พรชัย ตั้งตระกูล, ดร.นิยม รัฐอมฤต เป็นต้น รวมทั้งมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย

"หลักสูตรของเราจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่เรียนปี 1-3 ก่อนจะเดินทางไปเรียนที่ประเทศจีน เพราะการไปเรียนที่โน่นเด็กจะต้องเข้มแข็งพอ เพราะประเทศจีนระบบการศึกษาเขาเข้มแข็งมาก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นจะต้องไปเริ่มต้นศูนย์ที่ปักกิ่งด้วยลำพังตนเอง และสำหรับเด็กที่เรียนจบหลักสูตรจะได้ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนศึกษา" ดร.พิมพันธุ์กล่าว

พร้อมตบท้ายไว้ "รับรองว่าเด็กที่จบออกมาภาษาไทยดี ภาษาจีนดีมาก ภาษาอังกฤษก็เก่งด้วย"

ที่สำคัญคุณธรรมจริยธรรมยังเป็นสิ่งที่เน้นย้ำอย่างหนัก



"จีน คืออนาคตของโลก"

ดร.นิยม รัฐอมฤต


"ในเรื่องธุรกิจการค้าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอนาคตที่ดีทีเดียว และในอนาคตจะมีบทบาทมาก ศักยภาพของจีนเห็นได้จากการจัดกีฬาโอลิมปิคที่ผ่านมา หรือการจัดประชุมที่เซี่ยงไฮ้ สะท้อนให้เห็นว่าจีนพร้อมจะเป็นผู้นำโลก และพร้อมจะยื่นมือไปช่วยประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าไต้หวัน แอฟริกาก็ดี จีนออกไปช่วยต่างชาติเยอะมาก ไปสร้างทางรถไฟในแทนซาเนีย ละตินอเมริกา บุกไปถึงหลังบ้านของสหรัฐอเมริกา...

"..ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับจีนยาวนานมาก และที่ว่ารู้ภาษาจีนอย่างเดียวเวลานี้ไม่พอ แต่ต้องรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของประเทศจีนด้วย ต้องรู้ว่าเขาคิดอย่างไร เศรษฐกิจเขาเป็นอย่างไร อาจจะพูดกันว่าระยะหลังจีนด้อยลงไปในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจีนเองก็มองเห็นและตอนนี้พยายามกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง มันเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว เพราะจีนเขามองว่าการจะเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริง ตัวเองจะต้องมีแก่นที่แท้จริงของตัวเองด้วย

"จีนในฐานะเป็นประเทศใหญ่และรัฐบาลจีนรับผิดชอบคนตั้งเยอะแยะ ถ้าไม่มีคุณธรรมอยู่ไม่ได้หรอก.. แน่นอนว่าจีนโตขึ้นทุกวัน แม้แต่อเมริกา หรือยุโรป ยังต้องขอความช่วยเหลือจากจีนเลย ยังมาจับมือทำสัญญากับจีนเพื่อที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก.."



หลักสูตรปริญญาตรี"จีนศึกษา"

วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จัดตั้งหลักสูตรปริญญาตรี จีนศึกษา (นานาชาติ) เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทั้งทักษะทางภาษาจีน อังกฤษ เป็นอย่างดีเพื่อรองรับความต้องการของประเทศและของโลก เป็นหลักสูตรที่มีลักษณะ "สหวิทยาการ" ผสมผสานความรู้ทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และบริหารธุรกิจ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ของจีน นักศึกษาทุกคนจะได้ไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่น้อยกว่า 1 ภาคการศึกษา

ทุกสาขาที่เปิดสอนมุ่งเน้นการเรียนรู้หรือการนำไปศึกษาต่อในอนาคต ได้แก่ สาขาการค้าการลงทุนแบบจีน, สาขาวัฒนธรรมและสังคมจีน, สาขาการเมืองและการปกครองจีน เป็นต้น

การเรียนใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน โดยมีภาคเรียนที่ 1 เปิด สิงหาคม-ธันวาคม, ภาคเรียนที่ 2 เปิดมกราคม-พฤษภาคม

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ หน่วยกิตละ 300 บาท ค่าหน่วยกิตและค่าธรรมเนียมภาคการศึกษาละ 50,000-56,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 4 ปี ไม่เกิน 430,000 บาท

สนใจซื้อใบสมัครได้ที่ ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือดาวน์โหลดใบสมัคร www.pbic.tu.ac.th และ อี-เมล : pridibanomyong@yahoo.com ตั้งแต่บัดนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2552 สอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ชั้น 8 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โทร.0-2613-3701-3

พลังรักจากปู่-ย่ายื้อชีวิต หลานป่วยมะเร็งร้าย-ลามทั่วตัว11ก้อน!

ที่มา ข่าวสด

เมื่อ 3 ปีก่อน เด็กชายคอนนาห์ บรูม วัย 5 ขวบ ชาวเมืองโกรแนต์ ประเทศอังกฤษ ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า ป่วยเป็น "โรคมะเร็งนิวโรพลาสโทมา" ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นจากระบบประสาท โดยเซลล์มะเร็งสามารถแพร่ไปทั่วร่าง กายได้อย่างรวดเร็ว และ 2 ปีที่แล้ว แพทย์ที่โรงพยาบาลเด็กแอลเดอร์เฮย์ มีความเห็นว่า แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถช่วยเด็กชาย จึงแนะกับครอบครัวว่า ควรให้คอนนาห์ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข

แต่ครอบครัวบรูมซึ่งมีปู่ ย่า และพ่อของคอนนาห์ไม่ยอมแพ้ ใช้ทุกวิถีทางต่อสู้กับมะเร็ง จนปัจจุบันเด็กชายยังมีชีวิตอยู่ และก้อนมะเร็ง 10 ก้อนจาก 11 ก้อน มีขนาดเล็กลง ทั้งยังไม่พบการไหลเวียนของเลือด คาดว่าก้อนมะเร็งเหล่านี้น่าจะตายไปแล้ว

นางเด็บบี้ บรูม ผู้เป็นย่ากล่าวว่า "ก่อนที่หมอจะพบว่าเป็นมะเร็ง คอนนาห์ปวดท้องอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่นานเกือบ 1 ปี เมื่อหมอชี้ว่าหลานเป็นมะเร็ง ก็บอกกับฉันว่า อาการอย่างนี้เป็นมะเร็งขั้นที่ 4 และมีก้อนมะเร็งทั้งหมด 11 ก้อน กระจายอยู่ทั่วลำตัว ทั้งที่ คอ ที่หน้าอกใกล้กับหัวใจ ตับ ลำไส้ ขา และอีกหลายที่ พอรักษาได้ประมาณ 1 ปี หมอบอกว่า มะเร็งลามเข้าไปใกล้อวัยวะสำคัญ และคอนนาห์อาจมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน"



อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ให้ความหวังสุดท้ายว่า อาจให้คอนนาห์ทดลอง "ยาทาโพทีแคน" แต่ยานี่จะไปทำลายไต หัวใจ และมีโอกาสรอดจากการทดลอง 50% ซึ่งครอบครัวบรูมเห็นว่า มีความเสี่ยงสูงเกินไปที่จะนำยามาทดลองกับคอนนาห์

เมื่อการแพทย์สมัยใหม่รักษาไม่ได้ ครอบครัวบรูมจึงค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาทางเลือกใหม่ๆ ในการรักษา เช่น ให้รับประทานแต่อาหารออร์แกนิก ดื่มน้ำที่กรองแล้ว เข้าห้องอบเซาน่าทุกวันเพื่อเอาพิษมะเร็งออก เมื่อคอนนาห์รับประทานอาหารออร์แกนิกและดื่มน้ำกรอง ทางครอบครัวพบว่า เด็กชายหายเจ็บปวด แม้ผู้เชี่ยวชาญจะระบุว่า ระดับของสารพิษในอาหารและเครื่องดื่มไม่น่าทำให้เกิดโรคมะเร็ง

ครอบครัวบรูมยังลองวิธีใหม่ๆ หลายอย่าง เช่น เรกิ ซึ่งเป็นการรักษาด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าจากญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองเกี่ยวกับเรกิ พบว่า ไม่สามารถช่วยลดขนาดของก้อนเนื้อ แต่ทำให้ผู้ป่วยบางรายคลายเครียดและคลายความเจ็บปวดได้

นางเด็บบี้ กล่าวว่า "ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่า การรักษาวิธีใดที่ทำให้ก้อนมะเร็งลดขนาด แต่ถ้าพบว่าวิธีใดไม่ได้ผล ก็จะเปลี่ยนหาวิธีใหม่ๆ เราจะไม่ยอมแพ้และจะหาทุกวิธีที่มีในโลกมาช่วยหลาน"

ดร.จูลี่ ชาร์ป จากสถาบันวิจัยมะเร็ง มีความเห็นว่า "มะเร็งบางชนิดสามารถหายไปโดยอธิบายไม่ได้ และอาจกลับมาอีกก็ได้ สำหรับเด็ก 2 ใน 3 ที่ป่วยเป็นนิวโรบลาสโทมาสามารถรักษาได้" ด้านนายแพทย์อีมอน เจสซอป แพทย์ประจำตัวของคอนนาห์ กล่าวว่า "มะเร็งนิวโรบลาสโทมาอาจกลับมาใหม่ได้ และเมื่อมันกลับมา จะกลับมาเร็วมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 ปีก่อน เรามีความเห็นว่ามะเร็งของคอนนาห์รักษาไม่ได้แล้ว การที่คอนนาห์ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเพราะผู้ที่เป็นปู่และเป็นย่า ต้องยอมรับว่าครอบครัวบรูมเป็นครอบครัวที่น่าทึ่งจริงๆ"



นโยบายที่ล้มเหลว

ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน


จากการให้สัมภาษณ์เมื่อตอนขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ รวมถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ความสำคัญกับภารกิจนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก

รองลงมาคือการเร่งสร้างความปรองดองสมานฉันท์บนพื้นฐานความถูกต้อง ยุติธรรมและความยอมรับของทุกภาคส่วน

ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจนั้น

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์แสดงถึงความพยายามที่จะแก้ปัญหา ด้วยการผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณกลางปีกว่าแสนล้านเพื่อรองรับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ผลจะออกมาอย่างไรยังชี้ชัดตอนนี้ไม่ได้

ต้องรออีกราว 1-2 เดือน เพื่อให้กลไกกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้นเริ่มทำงานเต็มที่เสียก่อน

ถึงจะรู้ว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก

ระหว่างนี้หันมาดูนโยบายด้านการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กันบ้างว่าเป็นอย่างไร

นายอภิสิทธิ์นั้น เคยกล่าวไว้เช่นกันในทำนองรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าเมื่อตัวเองขึ้นมาเป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล

จะต้องเจอกับแรงต้านจากฝ่ายตรงข้ามที่ยังจงรักภักดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลชุดเก่าก่อน

แต่นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะบริหารประเทศแบบไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

จะทำงานเพื่อชาติและคนไทยทุกคนโดยไม่แบ่งสีเสื้อ

นับจากนั้นมาสังคมก็จับตามอง ว่านายอภิสิทธิ์จะทำตามที่พูดไว้ได้หรือไม่

ปรากฏผ่านไป 1 เดือนเศษ

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ถือว่าสอบตกด้านการบริหารความสมานฉันท์อย่างสิ้นเชิง

เพราะไม่เพียงแต่ความขัดแย้งของสังคมยังอยู่ในระดับเดิม

บางครั้งรัฐบาลเองยังเป็นฝ่ายซ้ำเติมความขัดแย้งให้รุนแรงมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ลำพังตัวนายกฯนั้นไม่เท่าไหร่

แต่พอไล่ลงมาตั้งแต่รองนายกฯ โฆษกพรรค โฆษกหัวหน้าพรรค ส.ส. ลิ่วล้อ ลูกหาบ ปลายแถว ฯลฯ แทบจะกลายเป็นหนังคนละม้วน

อย่างการโยกย้ายข้าราชการตำรวจก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ที่ส่อให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ หรือพูดอีกอย่างคือเลวร้ายพอกัน

โดยเฉพาะการแต่งตั้งเครือญาติ คนใกล้ชิดเข้ามาคุมตำแหน่งสำคัญ

เป้าหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

จุดนี้เองที่บ่งชี้ถึงความล้มเหลวในนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์

เป็นการสร้างแรงแข็งขืนต่อต้าน เร่งอุณหภูมิแตกหักทางการเมืองให้มาถึงเร็วขึ้น

ด้วยน้ำมือของคนในรัฐบาลเอง

เปิดเส้นทางเถื่อน แรงงานพม่าเข้าไทย

ที่มา ไทยรัฐ

แนวชายแดนไทยกับประเทศพม่ามีทั้งแผ่นดิน และผืนน้ำ ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ ด้านหนึ่งเอื้อต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันของชนทั้งสองชาติ

แต่อีกด้านหนึ่ง เท่ากับเปิดโอกาสให้แรงงานพม่าไหลเข้าสู่ประเทศ แรงงานเหล่านี้มีเดินทางมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

กรณีของนายจายบึก คนงานก่อสร้างชาวพม่า ที่ก่อคดีฆ่าข่มขืนนักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และถูกจับเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 นั้น เข้ามาทางภาคเหนือคือรอยต่อไทย-พม่า เขตอำเภอ ขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เส้นทางเข้ามาของจายบึกเป็นเส้นทางหนึ่งของภาคเหนือ ไล่สายตาลงมาดูภาคกลางจะเห็นว่าด้านจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรีจะได้รับความนิยมสูง เพราะเดินทางเข้ามาแล้ว เดินทางต่อเข้าแหล่งทำงานได้ง่าย และใช้เวลาไม่นานนัก

แหล่งงานของแรงงานต่างด้าวพม่าในภาคกลาง มี 3 จังหวัดหลักๆ คือกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง รังสิต จังหวัดปทุมธานี และที่ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

เส้นทางสวนผึ้ง ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง เอื้อให้แรงงานเดินทางเข้ามาได้ง่าย ชาวสวนผึ้งคนหนึ่งบอกว่า

สวนผึ้งมีแรงงานเข้ามาด้วยกัน 2 เส้นทาง

เส้นทางแรก เข้ามาอยู่ในศูนย์ผู้ลี้ภัยบ้านถ้ำหิน แล้วลักลอบหนีออกมา เส้นทางที่สอง เดินเลาะเขามาจากอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แล้วมาหาญาติที่อำเภอสวนผึ้ง ก่อนเดินทางต่อไปทำงานตามที่นายหน้าหาไว้รองรับ

แรงงานที่เดินทางมาทั้ง 2 เส้น มีวิธีเข้าไปขายแรงงานคือ นายหน้าเอารถมารับในจุดนัดหมาย นายจ้างเอารถมารับตามจุดนัดหมาย และแรงงานค่อยๆ ทยอยกันขึ้นรถเมล์ไปยังตัวจังหวัดราชบุรี แล้วไปรวมตัวกันตามจุดนัดหมาย

แรงงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปลงเรือประมง

เส้นทางสายกาญจนบุรี ตัวอย่างผู้เดินทางเข้ามา เช่น นางสาวอาว อายุ 22 ปี แรงงานต่างด้าวเชื้อสายมอญ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันทำงานอยู่ที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร

เธอเล่าว่า ก่อนเดินทางเข้ามา เธอมีพี่สาวทำงานแม่บ้านอยู่ในกรุงเทพฯก่อนแล้ว ถือว่ามีช่องที่ดี ที่บ้านเกิดแม่เปิดร้านขายของชำ แม่ไม่อยากให้เดินทางเข้ามาทำงานเลย เพราะอยากให้ช่วยขายของ แต่เธอเห็นเพื่อนๆ เข้ามาทำงานจึงฝันอยากที่จะมาทำงานกับเพื่อนๆบ้าง

ภาพฝันอันสวยงามคือ อยากได้เงินไปสร้างบ้านใหม่แม่ อยากให้แม่อยู่สบายๆ เพราะเมื่อตอนเด็กๆ เห็นแม่ลำบากมาก เพราะพ่อมาเสียชีวิตไปก่อน

แม้จะอยู่ที่สังขละบุรี แต่การเดินทางสู่มหาชัยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

เพราะ ต้องเดินเท้ามาทั้งกลางวันและกลางคืน คณะของหนูมากัน 10 กว่าคน ระหว่างทางไม่ได้กินข้าวกินน้ำเลย เดินกันไม่ได้หยุดหย่อน เราเดินมานั่งรถเมล์ที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ถ้านั่งรถเมล์สายสังขละบุรีมากาญจนบุรีทำไม่ได้ เพราะมีด่านตำรวจตรวจตราเป็นระยะๆ

นายหน้านำพานั้น เป็นคนไทย

คณะที่เดินทางมา ต้องจ่ายค่านำมาคนละ 1,200 บาท โดยมีสัญญากันว่า ต้องนำมาส่งชานเมืองกรุงเทพมหานคร ระหว่างทางถ้าถูกจับกุม นายหน้าจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น และจะไม่คืนเงินให้อย่างเด็ดขาด

ร้ายกว่าอื่นใดคือ เงินที่ให้นายหน้านั้น หนูขโมยเงินแม่มาจ่ายให้เขาไป

ระหว่างเดินทางมา ยังไม่รู้เลยว่าจะได้งานอะไรทำ เขาบอกให้หาเอาเอง เราก็อาศัยว่ามีพี่สาวอยู่ในกรุงเทพฯแล้ว ก็คิดว่าอย่างไรก็ต้องมีงานทำ

นับว่าโชคดีที่ได้งานแม่บ้านทำ เมื่อเพื่อนชวนเข้ามาทำงานที่มหาชัยก็นั่งรถเมล์ต่อมาอีก ระหว่างทางเส้นนี้ไม่ต้องมีคนนำพา เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจบัตรประจำตัวประชาชนเหมือนที่เมืองกาญจน์

ไต่ตามเทือกเขาตะนาวศรีลงไป จุดที่แรงงานพม่าเข้ามามากที่สุดคือ จังหวัดระนอง หนึ่งในนั้นคือ จาย อายุ 35 ปี เป็นชาวยะไข่ จายบอกว่าขณะเรียนหนังสือยู่ที่บ้านเกิด มีเพื่อนๆชวนเข้ามาทำงานในประเทศไทยก็ตัดสินใจมา

ดวงใจที่ไหวเต้นนั้น ผมฝันว่า เมื่อได้ทำงานแล้ว จะได้ไปเที่ยวมาเลเซีย และออสเตรเลียครับ

ความฝันกับความจริงมักขัดแย้งกันเหมือนสีขาวกับสีดำ และสีแดงกับสีเหลืองในสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน

จายเล่าว่า ก่อนเข้ามาต้องจ่ายเงินค่านายหน้าจำนวน 5,000 บาท เดินทางจากยะไข่มาถึงย่างกุ้งประมาณ 7-8 วัน

จากนั้นนั่งรถเมล์จากย่างกุ้งมาเกาะสอง แล้วต่อจากเกาะสองมายังแม่กลอง

นายหน้าพามาถึงแม่กลองเท่านั้นครับ หลังจากนั้นเราต้องหางานเอาเอง ก็อาศัยเพื่อนๆที่มาด้วยกัน และทำงานอยู่ก่อนแล้วช่วยเหลือจายบอก

ชีวิตของจายเมื่อถึงมหาชัยแล้วก็ลงเรืออวน

ความฝันที่จะได้ไปเที่ยวประเทศออสเตรเลียเป็นอันต้องพับไป เมื่อลงเรืออวนลากในท้องทะเล และที่เลวร้ายก็คือ

ผมลงเรืออวนไปคราวหนึ่งเป็นเดือนๆ งานหนักมาก และเมื่อไปลากอวนในประเทศอื่น เรือที่ผมทำงานอยู่ต้องหนีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของเขา เราไปคราวๆหนึ่งประมาณ 4 ลำ เมื่อโดนไล่ขับเราก็หนีมาพร้อมๆกัน

จายบอกว่า บางทีเขาก็ยิงใส่เรือ ต้องหลบอยู่กับกราบเรือ โผล่หัวขึ้นมาไม่ได้เลย

ลงเรืออยู่หลายปี เมื่อเพื่อนชวนขึ้นฝั่งเข้ามาทำงานมหาชัย จายจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ แต่งานอู่ซ่อมรถนั้นก็ทั้งแสนหนักและเหนื่อย

เส้นทางเข้ามาของจาย เป็นเส้นทางเดียวกับโรฮิงญา และบ้านของจายก็เป็นบ้านเดียวกับโรฮิงญา เส้นทางนี้ เมื่อมาถึงเกาะสองแล้ว สามารถไปขายแรงงานได้ที่จังหวัดภูเก็ต หาดใหญ่-สงขลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

และถ้ามีทุนและแรงพอ ก็สามารถเดินทางต่อไปทำงานได้ยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย บรูไน เป็นต้น

โก อายุ 32 ปี อีกหนึ่งแรงงานต่างด้าว เป็นชาวเมาะลำไย อยู่ตอนใต้ของกรุงย่างกุ้ง เป็นชาวพม่าอีกคนหนึ่ง หลังขายแรงที่มหาชัยอยู่นานปีก็ผันตัวเองเข้ามาทำงานให้กับมูลนิธิรักษ์ไทย เพื่อช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวด้วยกัน

โกบอกว่า มาอยู่เมืองไทยนานแล้ว อยากจะกลับบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อคิดแล้วเห็นว่าไม่คุ้ม เพราะเมื่อไปแล้วขากลับมาเมืองไทย ต้องจ่ายค่านายหน้าประมาณ 15,000 บาท เรื่อยไปจนถึง 18,000 บาท ต่อคนต่อครั้ง

เงินจำนวนนี้โกบอกว่า เป็นค่านำพาจากชายแดนมาถึงกรุงเทพฯหรือชานเมืองเท่านั้น ระหว่างเดินทางถ้ามีอะไรผิดพลาด เจ้าหน้าที่จับได้ก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่

นั่นหมายความว่าต้องหาเงินมาจ่ายใหม่อีก

ขากลับเสี่ยงมากครับ ต้องเดินทางเท้าเข้ามาระหว่างทางมันเสี่ยงมาก ผมเลยยังไม่อยากกลับไปบ้านโกบอก

เส้นทางชีวิตแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า กว่าจะผ่านด่านมาได้ต้องจ่ายเงิน และมีความเสี่ยงไม่น้อย มองด้านความเป็นคนเหมือนกันก็นับว่าน่าสงสาร

แต่ถ้ามองด้านปัญหาสังคมที่แรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งเข้ามาก่อ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรองให้หนักอยู่เหมือนกัน

แรงงานต่างด้าวมิใช่มีแต่พม่า มอญ แต่ยังมีลาว และกัมพูชาที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานไม่น้อย และแน่นอนว่า เข้ามาอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย.

เลือกตั้งผู้ว่าฯ

ที่มา ไทยรัฐ

งถึงเวลาต้องมาระดมสมองกันอีกครั้ง เพื่อหาทางปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะตอนนี้ ประชาชนได้แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ เสื้อแดง เสื้อเหลือง และเสื้อขาวฝ่ายเป็นกลาง

ในส่วนของเสื้อแดงนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการให้มีการปกครองแบบเลือกตั้ง หนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน เพื่อให้เสียงข้างมากบริหารประเทศ ส่วนเสียงข้างน้อยนั้น ให้คอยทักท้วงภายใต้ ขอบเขตของกฎหมาย เพื่อรักษาขื่อแปของบ้านเมืองเอาไว้

ขณะที่เสื้อเหลืองไม่ค่อยศรัทธาระบบเลือกตั้งเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่า มีการซื้อเสียงลากตั้งกันเข้ามา ก็เลยเสนอระบบสรรหา แต่หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลจากรัฐบาลทักษิณมาเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งโดนใจชาวเสื้อเหลืองเป็นอย่างมาก ก็เลยเลิกประท้วงเรียกร้องระบบสรรหากันไปเฉยๆ

หลายคนก็เลยงง ไม่รู้ว่าเสื้อเหลืองต้องการอะไรกันแน่

เพราะแค่เปลี่ยนชื่อรัฐบาลจากทักษิณมาเป็นอภิสิทธิ์ก็พอใจกันถ้วนหน้า คล้ายๆกับจะบอกว่า อั๊วไม่ชอบขี้หน้าลื้อ ฉะนั้น ลื้อรีบไสหัวไปซะแล้วทุกอย่างจะจบ เรื่องแบบนี้ ใครพอจะมีความคิดอ่านมีเหตุผลอยู่บ้าง ก็ไปไตร่ตรองกันเอาเอง จริงๆแล้วที่ประท้วงกันจะเป็นจะตาย ปิดทำเนียบฯ ปิดสนามบิน บ้านเมืองเสียหายไปเป็นแสนล้าน

สุดท้ายก็เพราะไม่ยอมรับมติมหาชนที่เลือกพรรคอันดับ 1 ให้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ใช้ความเห็นของกลุ่มตัวหรือพวกตัวเป็นใหญ่ สถาปนาพรรคการเมืองอันดับ 2 ให้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศแทน สะท้อนให้เห็นเด่นชัดว่า แผ่นดินนี้ กฎหมู่ต้องอยู่เหนือกฎหมายวันยังค่ำใช่หรือไม่

ก็เอาเถอะว่ากันไปตามสบาย เพราะในที่สุด ความเห็นขัดแย้งแบบคนละขั้วระหว่างคนสองฝ่ายในประเทศไทย จะต้องหาจุดลงตัวจุดใดจุดหนึ่งได้สักวัน ในเมื่อทั้งสองกลุ่มต่างก็ยอมรับแนวทางของกันและกันไม่ได้อีกต่อไป

สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนระบบการปกครองให้สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะไปบังคับให้กลุ่มคนนับล้านสองฝ่าย ซึ่งมีแนวความคิดทางการเมืองต่างกัน ต้องมานั่งทนการแสดงความคิดเห็นและท่าทางพฤติกรรมที่แตกต่างของแต่ละฝ่าย แล้วก็โมโห โกรธาเป็นเดือดเป็นแค้น ทำร้ายซึ่งกันและกันอีกต่อไป

ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการกระจายอำนาจออกไปให้กับส่วนภูมิภาคต่างๆได้บริหารจัดการวิธีการปกครองตามความต้องการของประชาชนแต่ละจังหวัดได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อตอบสนองความ ต้องการทางการเมืองที่ค่อนข้างหลากหลายในปัจจุบัน

การเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศก็เป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะผ่อนคลายความอึดอัดของประชาชนลงได้ โดยให้ทำการสำรวจประชามติอย่างเป็นทางการในแต่ละจังหวัดว่าจังหวัดใดต้องการแต่งตั้งผู้ว่าฯเหมือนเดิม หรือจังหวัด ใดต้องการลองของใหม่ด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือสรรหาผู้ว่าฯ

จากนั้นก็ให้ระบบการปกครองที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัดทำการแข่งขันพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมว่า ระบบแต่งตั้ง ระบบสรรหา หรือระบบเลือกตั้งแบบไหนห่วยแตกกว่ากัน

ข้อสำคัญ การกระจายอำนาจไปยังภูมิภาค ยังจะเป็นการช่วยลดแรงกดดันต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย เพราะถ้าผู้ว่าฯในจังหวัดต่างๆมีอำนาจสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละจังหวัดได้ดี

ทุกฝ่ายก็จะได้เลิกมารุมสกรัมนายกฯเสียที ไม่ใช่แค่ไม่ชอบขี้หน้านายกฯ ก็ปลุกระดมเผาบ้านเผาเมืองจนแทบล่มจมไปตามๆกัน สุดท้ายแค่เปลี่ยนหน้านายกฯจากเหลี่ยมเป็นหล่อ ปัญหาก็ยุติ

สาธุ ประเทศไทย การเมืองใหม่ที่เรียกร้องกันนักหนา ก็คือ นายกฯต้องหน้าหล่อนี่เอง.

เห่าดง

ปล่อยให้ตบมือข้างเดียว

ที่มา ไทยรัฐ

นับตั้งแต่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผมรู้สึกว่า หนุ่มมาร์คมีความเป็น ผู้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยสังเกตจากการให้สัมภาษณ์ในหลายๆครั้ง ต่างจากสมัยที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน มีความอดทนต่อ แรงยั่วยุของฝ่ายตรงข้ามได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่างล่าสุดก็ในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

คุณอภิสิทธิ์บอกว่า พอกลับถึงประเทศไทย ได้เปิดหนังสือพิมพ์ อ่านพบว่ามีข่าวคราวในเรื่องของการเมือง เรื่องของการตอบโต้อะไรต่างๆมากมาย แต่ขอย้ำว่า รายการทุกเช้าวันอาทิตย์จะไม่เป็นเวทีมาตอบโต้อะไรกัน แต่เป็นหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาล ที่จะมารายงานให้ประชาชนทราบถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและส่วนรวม

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง สื่อของรัฐ ต้องใช้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เพื่อให้รัฐบาลรายงานผลงานของรัฐบาลสู่ประชาชน ไม่ใช่นำไปเป็น เวทีโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาเสียงให้กับพรรครัฐบาล หรือ ให้ฝ่ายรัฐบาลใช้เป็นเวทีด่าใครก็ได้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งเป็น การเมืองน้ำเน่าแบบเก่าๆ ที่จะต้องเปลี่ยนไปสู่ การเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์ อย่างที่ บารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือ Change ในการเมืองสหรัฐฯ

นายกฯอภิสิทธิ์พูดอีกว่า รัฐบาลมีแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ด้วยการให้ความเป็นธรรม ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปด้วยความเสมอภาค คดีความต่างๆต้องว่ากันอย่างตรงไปตรงมา

ผมก็เห็นด้วยอีก ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ คนทุกคนในสังคมจะต้องเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาคในทางกฎหมายเท่าเทียมกัน

ไม่ใช่นักการเมืองถูกดำเนินคดีทุจริต ก็เอาสีข้างเข้าถูว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ต้องเสนอกฎหมายให้นิรโทษกรรมหมด ทำให้นักการเมืองย่ามใจ สุดท้ายก็คงไปถึงขั้นแก้กฎหมายปราบคอรัปชัน ไฟเขียวให้แกล้งโง่ด้วยความสุจริต แล้วคอรัปชันกันบานเบิกเหมือน ค่าโง่ไม่รู้กี่คดี

ถ้ารัฐมนตรีและนักการเมืองไม่เชื่อมั่นใน กฎหมาย และ ศาลยุติธรรม แล้วใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูกผิด ให้นักการเมืองเป็นผู้ตัดสินหรือ บ้านเมืองล่มจมแน่นอน เมืองไทยที่ล่มจมอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะนักการเมืองหรอกหรือ

ผมเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงของ นายกฯอภิสิทธิ์ ในครั้งนี้ เพราะรู้สึกชื่นชมใน ขันติความอดทนและ ความคิดชอบของ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่ประกาศไม่ตอบโต้การกล่าวร้ายทางการเมืองของฝ่ายตรงกันข้ามทุกประการ จะมุ่งหน้าทำงานเพื่อสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง และใช้สื่อของรัฐในการรายงานให้ประชาชนทราบ บ้านเมืองจะได้สงบ

ปล่อยให้อีกฝ่ายตบมือไปข้างเดียว

ตบไปก็เจอแต่อากาศธาตุไม่มีเสียงดังเกิดขึ้น

จะให้ดีมากกว่านี้ ถ้า นายกฯอภิสิทธิ์ ควรสั่งให้ สารพัดโฆษกของรัฐบาล แถลงข่าวในเชิงสร้างสรรค์ อย่าใช้วิชามารสู้กับวิชามาร มีแต่เพิ่มความเลวร้ายขึ้นในสังคม เพราะ สังคมจะเสพติดกับความชั่วร้ายของวิชามาร จนมองเห็นความชั่วร้ายเป็นเรื่องธรรมดาไป เหมือนกับที่ ประชาชนรู้สึกกับการคอรัปชัน ของนักการเมือง และข้าราชการใน

เวลานี้ว่า เป็นเรื่องธรรมดา โกงกินไม่เป็นไร

เราจะสะสมสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้เพิ่มขึ้นในสังคมไทยหรือ

เมื่อ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่ม คิดดีแล้ว ก็น่าจะสั่งให้ลูกพรรคคิดและทำไปในทางที่ดีด้วย สังคมส่วนรวมจะได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จะได้รู้ว่า อะไรคือความชั่ว ความไม่ดี และ อะไรคือความดี จะได้แยกแยะออก ดีกว่าลงไปร่วมตะลุมบอนด้วย จนแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว.

ลม เปลี่ยนทิศ

ไทยแลนด์หนึ่งเดียว

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวานนี้ ผมนำข้อเขียนของท่านเจ้าคุณพิพิธ หรือพระราชวิจิตรปฏิภาณ แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม มาลงตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้ โดยมิได้ตัดต่อหรือย่อย่นใดๆเลย แม้แต่ประโยคเดียว

เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านได้ตัดเก็บไว้สำหรับเป็นคู่มือในการดำรงชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ตามหัวข้อเรื่องที่ท่านเจ้าคุณท่านให้คำแนะนำไว้

เพียงข้อเขียนกรอบแรกออกวางตลาดก็มีแฟกซ์มาแสดงความชื่นชมและบอกว่าจะตัดเก็บไว้อย่างแน่นอน

ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ได้อ่าน หรืออ่านข้ามๆไป กรุณาไปหาอ่านในคอลัมน์เหะหะพาที ฉบับเมื่อวานตามสะดวกนะครับ

ผมเป็นคนที่ค่อนข้างห่างวัด ไม่ค่อยได้มีโอกาสสนทนากับพระคุณเจ้า...เวลาจะสนทนาพูดคุยหรือแม้แต่จะเขียนถึงพระคุณเจ้าก็มักจะอึดอัด เกรงว่าจะใช้คำศัพท์ไม่ถูกต้อง

จึงขออนุญาตที่จะออกตัวเอาไว้ก่อนว่า หากผมใช้คำพูดประการใดไม่เหมาะสม หรือไม่สมควรที่จะใช้กับพระสงฆ์...ก็ขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วย

คือผมอยากจะนมัสการขอบพระคุณพระคุณเจ้าหลายๆรูปที่กรุณา เทศนาให้คำชี้แนะแก่ประชาชนให้รู้จักวางตัววางตน อดทนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ถดถอยลงในขณะนี้

นอกจากท่านเจ้าคุณพิพิธที่กรุณาเขียนบทความในนิตยสาร Vote ที่ผมหยิบยกมาลงทั้งฉบับเมื่อวานนี้แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ก็ออกมาสนทนาธรรมกับนายกรัฐมนตรี คุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฝากข้อคิดไว้อีกหลายข้อ

นอกจากเรื่องที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ท่านยังขอบิณฑบาตเรื่อง สีเหลือง สีแดง ไว้ด้วย

ไม่อยากให้มีไทยเหลือง ไทยแดง ขอให้มีเพียงไทยแลนด์ที่เป็นหนึ่งเดียว

ผมเห็นด้วยกับท่านเป็นอย่างยิ่ง และตลอดเวลาที่เขียนคอลัมน์นี้ก็ได้เขียนถึงเรื่องนี้อยู่เสมอๆ...เพราะเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นใหญ่หลวงเหลือเกิน...ลำพังคนไทยที่เป็นหนึ่งเดียวก็ใช่ว่าจะแก้ไขได้ง่ายๆ

ยิ่งมาแตกเป็นไทยเหลืองไทยแดงเข้าด้วย ลงท้ายก็คงจะกลายเป็นไทยคางเหลือง หรือไทยนัยน์ตาแดงบอบช้ำสาหัสกันไปทั้งประเทศ

ผมตระหนักดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะคนไทยเราดูจะมีอุปนิสัยประจำชาติอยู่ประการหนึ่งคือชอบทะเลาะกัน ชอบแบ่งแยกกัน...เป็นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลโน่นแล้ว

อ่านประวัติศาสตร์เก่าๆก็จะพบการแตกสามัคคีถึงขั้นยกพวกรบกันก็มีบ่อยๆ

ครั้นมาอ่านประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ๆจับความตั้งแต่ พ.ศ.2475 ก็เห็นทะเลาะกันวุ่นวาย ระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งหลาย

เกิดการแบ่งแยกกันไปหมด จนผมแทบจะสรุปไปแล้วด้วยซ้ำว่าการขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้ง ที่สมัยหนึ่งเรียกกันว่า การกินเกาเหลานั้นน่าจะเป็นคุณสมบัติของคนไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปศึกษาในรายละเอียดอีกครั้ง จะพบว่าแม้คนไทยเราจะทะเลาะหรือแตกแยกกันจริง...แต่ที่จะรุนแรงถึงขั้นยกพวกฆ่ากันล้มตายเป็นเบือนั้นแทบไม่มีเลย

อาจมีการปะทะกันบ้าง สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อบ้าง แค่เพียงเล็กๆน้อยๆ ก็ตกลงกันได้ โดยฝ่ายที่อ่อนกว่ามักจะยอมรับความพ่ายแพ้

ความแตกสามัคคีที่เสียหายมาก เกิดขึ้นเมื่อตอนเสียกรุงศรีอยุธยา แต่นั่นก็เป็นเพราะฝีมือของฝ่ายอริราชศัตรูมิใช่คนไทยฆ่ากันเอง หรือทำลายล้างกันเอง

เมื่อตอนสงครามความคิดฝ่ายขวาฝ่ายซ้าย โลกเสรีโลกคอมมิวนิสต์ อาจจะสูญเสียเลือดเนื้อ และชีวิตไปพอสมควร แต่เราก็มีทางออกของเราเอง และยุติลงได้ ซึ่งเมื่อคำนวณความเสียหายแล้วนับว่าน้อยมาก หากเทียบกับประเทศอื่นๆที่เผชิญเหตุการณ์เดียวกัน

ผมจึงมีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่า ความขัดแย้งของคนไทยน่าจะเป็นเรื่องแก้ไขได้ และหากมีการชี้แจงทำความ

เข้าใจกันให้ดีๆ ความรุนแรงต่างๆก็จะลดลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย

กลับไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจและเสียงเรียกร้องของประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นคนไทยหันหน้าเข้าหากันและให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแก้ปัญหาใหญ่หลวงที่ชาติของเราเผชิญอยู่

ที่ผ่านมาพวกเราคอลัมนิสต์ที่เป็นฆราวาสเขียนขอร้องมาเยอะแล้ว...ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ นั่นก็อาจเพราะเราเป็นฆราวาสด้วยกัน

บัดนี้ได้มีพระภิกษุสงฆ์มาขอบิณฑบาตแล้ว...จะเป็นไปได้ไหมที่ไทยเหลือง ไทยแดง จะกลายเป็นไทยแลนด์เพียงหนึ่งเดียวในเร็ววันนี้.

ซูม

ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า

ที่มา ไทยรัฐ

คัมภีร์พระพุทธศาสนา เชื่อในความมหัศจรรย์ทางจิต เมื่อจิตบรรลุถึงระดับหนึ่ง จะมีตาทิพย์ หูทิพย์ รู้อนาคต และรู้อดีต เกิดมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ ก็สามารถบอกกันได้

กลางศตวรรษที่ 20 ฝรั่งคิดวิธีคำนวณหาอายุวัตถุโบราณ วิธีหนึ่ง ในการพิสูจน์อายุเครื่องปั้นดินเผารูปสตรีสมัยราชวงศ์ถังของจีน ว่าเป็นของแท้หรือไม่

หลักการ...ก็คือ ตอนที่วัตถุเหล่านั้นถูกเผาครั้งแรก ผลึกในเนื้อดินก็ถูกกระบวนการสร้างประจุไฟฟ้า แปรสภาพเป็นสารแปลกปลอม ยื้อแย่งเอาอิเล็กตรอนของแร่ธาตุในเนื้อดิน

มากักเก็บไว้เป็นอิเล็กตรอนอิสระ

เมื่อจะตรวจสอบอายุของวัตถุดินเผา ก็เอาเศษวัสดุนั้นมาเผาซ้ำด้วยความร้อนสูงมาก จนอิเล็กตรอนที่ถูกกักเก็บไว้ ปล่อยอนุภาคแสงออกมา จำนวนอนุภาคจะบอกอายุของวัตถุ

วัตถุยิ่งเก่าก็จะยิ่งกักเก็บอิเล็กตรอนอิสระไว้มาก วิธีนี้ยังใช้ ได้ดีกับวัสดุพวกหินเหล็กไฟเผาด้วย

ผลการพิสูจน์อิเล็กตรอนอิสระเครื่องปั้นดินเผาชิ้นนี้ อายุประมาณ 1,200 ปี ตรงกับลักษณะของรูปปั้นสตรีสมัยราชวงศ์ถัง... พอดี

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องรู้อนาคต วันนี้การทำนายอนาคตกลาย เป็นสินค้าขายดีของพวกร่างทรง หรือหมอดู หาบริการได้ง่ายๆ ทั้งในทีวีในหนังสือพิมพ์

พระปฏิบัติสายวัดป่า ระดับหลวงพ่อชา ก็ถูกลูกศิษย์เชื่อมั่น และคาดคั้นให้ช่วยทำนายอนาคตให้ แต่พระปฏิบัติท่านก็มักไม่หลวมตัว เป็นหมอดูจำเป็นให้ใคร

ท่านอาจารย์พรหม เล่าไว้ในหนังสือ ชวนม่วนชื่น ว่า วันหนึ่งหลวงพ่อชาก็เจอโจทย์หนัก ศิษย์เก่าแก่กราบขอร้องให้ช่วยทำนาย...หลวงพ่อเอาแต่ส่ายหน้า

ศิษย์พร่ำทวงบุญคุณ เคยถวายอาหาร เคยถวายเงิน เคยทิ้งครอบครัว ขับรถพาหลวงพ่อไปกิจนิมนต์ มากครั้งจนนับไม่ถ้วน เจอเข้าไม้นี้ หลวงพ่อชาก็จำนน เอามือมา อาตมาจะดูลายมือให้

ปกติหลวงพ่อไม่เคยทำนายให้ใคร ลูกศิษย์ตื่นเต้นมาก เขาเชื่อว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หลวงพ่อ ทายอะไร ต้องเป็นไปอย่างที่ท่านว่า

หลวงพ่อใช้นิ้วชี้ไล่ไปตามลายมือของศิษย์ พึมพำว่า น่าสนใจจริงๆ อือ...มันแปลกจริงๆแล้วก็บอกว่า อนาคตของโยม

ต้องเป็นไปดังนี้

ไม่มีอะไรแน่นอน

ทายแล้วหลวงพ่อก็สำทับ อาตมาไม่เคยทายใครผิด

ระยะนี้ผมเจอใครก็มักได้คำถาม นายกฯอภิสิทธิ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าหลวงพ่อชายังอยู่ เอาคำถามนี้ไปถาม หลวงพ่อท่าน ก็คงตอบทำนองว่า จะเอาอะไรแน่นอนได้เล่า

แต่ในความไม่แน่นอนนั้น หลักพระพุทธศาสนาสอนว่า ถ้าหมั่นทำกรรมดีไว้มากๆ ตัวเองเก่งและดียังไม่พอ ต้องนำบริวารให้เก่งและดีตามไปให้ได้ด้วย

นายกฯเก่ง รัฐมนตรีมือสะอาด ไม่มีเรื่องคอรัปชัน อย่างเรื่องแจกปลากระป๋องเน่า แจกเงินแถมนามบัตร อายุรัฐบาลที่วิตกกันว่าจะสั้น ก็อาจจะยาวจนครบเทอม

ดีใจกับปัจจุบันผู้นำ ก็อดเป็นห่วงอดีตผู้นำไม่ได้ โถ! ท่านก็คงต้องตุหรัดตุเหร่ต่อไป ค่าโรงแรมเมืองนอกก็แพง ค่าม็อบการเมืองเมืองใน...ก็ยิ่งแพงกว่า

สถานการณ์นี้ ภาษาหมอดูเขาว่าทุกขลาภ แปลความว่ามีเงินมากเท่าไหร่ ก็เป็นทุกข์มากเท่านั้น.

กิเลน ประลองเชิง