ที่มา thaifreenews
ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม ตอน3)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, February 12, 2009
ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม ตอน3)
ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม ตอน2)
ที่มา thaifreenews
ทหาร commando พร้อมอาวุธสงคราม M16 ใส่ไอ้โม่ง สวมผ้าพันคอสีเหลือง บุกบ้านยงยุทธ พังประตูเข้่าไป
ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม)
ที่มา thaifreenews
ทหาร commando พร้อมอาวุธสงคราม M16 ใส่ไอ้โม่ง สวมผ้าพันคอสีเหลือง บุกบ้านยงยุทธ พังประตูเข้่าไป
Wednesday, February 11, 2009
"คำนูณ"ชี้แถลง"ใจ"หนักข้อกว่าประกาศคณะปฏิวัติ
ที่มา มติชนออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ ว่า ภายหลังเผยแพร่แถลงการณ์สยามแดงที่เขียนโดยนายใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านทางเว็บไซด์ต่าๆ มีประชาชนในนามตัวแทนชมรมคนรักในหลวง นำสำเนาแถลงการณ์ดังกล่าวร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ที่มี พล.อ.ณพฤต พันธะจิต ส.ว.สรรหา เป็นประธาน
'สุวัจน์' ก็สัญญาณแรง
“ข่าวที่ออกมาว่ามีการยกเลิกวีซ่านั้น เป็นข่าวลือ ซึ่งเรื่องการขอวีซ่าตามปกติสถานทูตสหรัฐฯ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวีซ่าของบุคคลทั่วไป แต่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับอดีตนายกฯทักษิณและนางพรทิวา ผมจึงจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะข่าวการถอนวีซ่าของทั้งสองคนล้วนเป็นข่าวลือทั้งสิ้น”
โดยมาตรฐานการรักษามารยาททางการทูต ในแบบฉบับของนายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันชัดเจนเลยว่า
ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีการถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้
ตามกฎหมายของสหรัฐฯ พ.ต.ท.ทักษิณยังสามารถใช้วีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ ได้ และทางสหรัฐฯ ยังไม่มีแผนการที่จะถอนหรือยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ
เช่นเดียวกับข่าวการขึ้นบัญชีดำนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ก็เป็นแค่ข่าวลือที่ไม่มีความเป็นธรรม พร้อมการันตีนางพรทิวา จะไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อใดก็ได้
ก็หน้าม้าน อายม้วนกันไป
โดยเฉพาะ “เดอะคึก” นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดประเด็นเรื่องวีซ่าสหรัฐฯ แถลงข่าวเล่นเอาล่อเอาเถิดรายวัน
มันฟ้องมาตรฐานข่าวโคมลอย แค่ตีกินทางการเมือง
ที่แน่ๆโดยอาการรีบตีกรรเชียงชิ่งกันทันควัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกปัดไม่ได้สะกิดให้นายเทพไท ออกมาปูดข่าวสหรัฐฯถอนวีซ่าอดีตนายกฯทักษิณ พร้อมกับโบ้ยการตั้งนายเทพไท เป็นโฆษกของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แค่ทำงานในส่วนของพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
จากยุทธศาสตร์ใช้ “เทพไท” ล่อกับพรรคเพื่อไทย
กลายเป็นตัว “ล่อเป้า” ซะเอง
เรื่องของเรื่อง จากคิวที่ประชาธิปัตย์พลาด “มุกแป๊ก” กรณีวีซ่า โดนทูตสหรัฐฯตอกหน้าหงายเก๋ง ก็ถือเป็นการประทับความเก๋า เข้าทางนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายใหญ่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่เล่นบท “พี่เอื้อย” สอนมวยรัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของรุ่นน้องอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ ถ้าคิดจะประคองสถานภาพอยู่ในอำนาจนานๆ
“รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงให้มาก และต้องตอบโต้ให้น้อยหน่อย”
“สุวัจน์” พูดผิดซะที่ไหน
และก็เป็นอะไรที่สะท้อนราคาหุ้นดีดตัวอีกครั้ง ถ้าเป็นไปตามนัยที่นักการเมืองใช้วันคล้ายวันเกิดเป็นดัชนีชี้วัดบารมี ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 54 ของนายสุวัจน์ ปีนี้
ปึ้กสมฐานะ “ผู้มีบารมีนอกรัฐบาล”
ครบเครื่องทั้ง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ว่าที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
ไม่เว้นแม้แต่ปีกฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ก็ส่งเบอร์ต้นๆอย่างนายพายัพ ชินวัตร น้องชายอดีตนายกฯทักษิณ มาร่วมอวยพรด้วยตัวเอง
รวมถึงศิษย์เก่าพรรคชาติพัฒนาที่คืนสู่เหย้ากันพร้อมหน้า ทั้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายประจวบ ไชยสาส์น “เจ๊ปิ๊ก” นางปวีณา หงสกุล
แต่ที่มีนัยจริงๆน่าจะอยู่ที่คิวของแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของ “พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” ที่มากันเป็นขบวน
ตอกย้ำสัญญาณ “แท็กทีม”
“สุวัจน์-พินิจ-ปรีชา-ไพโรจน์” ขั้วที่แรงสปาร์กไม่แพ้ค่ายภูมิใจไทย
และก็เป็นอะไรที่ต้องยอมรับว่า “สุวัจน์” เป็นหนึ่งในไม่กี่คน ที่กล้าแสดงจุดยืนสนับสนุนการนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ปลดล็อกบุคลากรทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น
ไม่มีกั๊ก ไม่มีเขิน
แต่ก็จุดยืนแข็งขืนมาตลอดเหมือนกัน พลพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีวันเห็นดีเห็นงามกับการนิรโทษกรรมนักเลือกตั้งอาชีพ โดยอาการ “เทพเทือก” เมินใส่ข้อเรียกร้อง “สุวัจน์” แบบไม่ไยดี
นั่นก็เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง
ขนาดทุกวันนี้เจอแค่นอมินีแถวสอง แถวสาม แม้แต่นกแล นกกระจิบกระจอก ยังเอาชนะลำบาก ถ้านักเลือกตั้งตัวจริงกลับมาลงสนามได้
ประชาธิปัตย์ก็ยิ่งหืดจับไปใหญ่.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
อ้วกแตก!เปลว สีเงิน ชเลียร์แผล่บรัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอน
ที่มา Thai E-News
โดย เปลว สีเงิน
ที่มา ไทยโพสต์
หมายเหตุไทยอีนิวส์:เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ จัดได้ว่าเป็นสื่อที่ตามล้างตามจองเวรเครือข่ายฝ่ายทักษิณได้ทุกเรื่อง อย่างล่าสุดไทยโพสต์ของเปลวเป็นคนเปิดข่าวเองว่าอเมริกางดซีว่าเข้าประเทศของทักษิณ แต่พอข่าวออกมาว่าไม่จริง ไทยโพสต์กลับไม่ยอมแก้ไขข่าวผิดพลาดของตนเอง แต่ทางตรงกันข้ามก็เชียร์ฝ่ายรัฐประหารรัฐบาลเทพประทานได้ในทุกเรื่อง กรณีของพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ ที่ถูกข่าวเรื่องอเมริกางดวีซ่าเข้าประเทศเหมือนกัน พอข่าวออกมาว่าไม่ใช่ เปลวก็หันมาจับปากกาแก้ต่างว่าพรทิวา"ถูกใส่ร้าย" และแม้แต่หาเหตุเชียร์ไม่เจอ ก็ยังไปยกเรื่องโหงวเฮ้งมาเชียร์กันจนได้
แต่จาก ๖๐ จะขึ้นเป็น ๘๐-๙๐ หรือ ๙๙.๙๙ นั้น ก็อยู่ตรงจมูก ฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล.."พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!
ตอนนี้ ผมไม่สงสารใครเท่า "คุณพรทิวา นาคาศัย" ตั้งแต่ขึ้นชั้นพรวดพราดมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงหลักใหญ่โตเบ้อเริ่มเทิ่ม เธอก็ถูกดูหมิ่น ดูแคลน ค่อนแคะ ค่อนขอด ต่างๆ นานามาตลอด
ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องไม่เคยงาน ไม่มีประสบการณ์ ถึงจะมีความสามารถอยู่บ้าง ก็เป็นความสามารถยังไม่ถึงระดับจะมาเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ เมื่อมาเป็น ก็คล้ายเป็นรัฐมนตรี "ตู้เซียมซีหยอดเหรียญ" ให้กับคณะปรึกษาเขี้ยวงาแหลม
ล่าสุด ไม่รู้ใครไปปล่อยข่าวว่า "เธออาจเป็นอีกคนหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาไม่ให้เข้าประเทศ" ทั้งที่มีโปรแกรมจะไปสหรัฐในเดือนหน้า เล่นเอาเธอต้องตั้งโต๊ะโชว์ "วีซ่า ๑๐ ปี" ให้ดูเมื่อวันจันทร์
และเมื่อวาน (๑๐ ก.พ.) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำไทย "นายอีริค จี. จอห์น" ต้องออกมาช่วยอุ้มว่า "ข่าวการถอนวีซ่าของนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ นั้น ไม่มีความเป็นธรรมสำหรับเธอเลย"
สรุปความว่า ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์หญิง "ถูกใส่ร้าย" ไม่มีการถูกแบล็กลิสต์ ไม่มีการถูกถอนวีซ่า ตามที่ "ไอ้โม่งแดง-ไอ้โม่งดำ" ปล่อยข่าวแต่ประการใด!
ความจริงก็น่าเห็นใจ และไม่เป็นธรรมกับท่านรัฐมนตรีพาณิชย์จริงๆ ด้วย ใครจะอิจฉาตาร้อน หรือหวังแซะเก้าอี้เธอ จะยกเหตุเป็นทายาทโพไซดอน หรือมือใหม่หัดขับ ก็ว่ากันไปเถอะ
แต่การปล่อยข่าวแบบนี้ ไม่ใช่ตัวรัฐมตรีเท่านั้นที่เสียหาย ชื่อเสียง "ประเทศไทย" ต้องเสียหายไปกับความเท็จนั้นด้วย เพราะคุณพรทิวาเธออยู่ในฐานะ "ตัวแทนประเทศไทย"!
ผมดูบุคลิก การพูดจาของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์หญิงคนนี้แล้ว วันไหน-ที่เธอสลัดความไม่มั่นใจในตัวเองหมดไป และไม่ยอมให้คำค่อนแคะ-ดูแคลนมีอิทธิพลเหนือจิตใจ แล้วดึง "ศักยภาพ" ที่มีอยู่พร้อมในตัวออกมาใช้ให้ได้
"พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!
ผมสังเกตว่าเธอเป็นคน "หัวไว-ใจนักเลง" โครงสร้างเสียง บ่งอนาคตไปได้ใหญ่โต เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่า การนอบน้อม และรับฟังผู้ใหญ่ที่เป็น "คณะปรึกษา" นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหาร
แต่ "การรับฟัง" คนละเรื่องกับ "การเชื่อฟัง" ต้องแยกแยะให้ถูก!
ถ้าสามารถทำให้นำไปพูดกันได้ว่า "ท่านรัฐมนตรีหารือกับปลัด-อธิบดีแล้วตัดสินใจสั่งการ" ไม่ใช่ให้เอาไปพูดกันว่า "ท่านรัฐมนตรีสั่งการ ตามที่ที่ปรึกษาตัดสินใจ"
ถ้าเป็นอย่างนี้ได้เมื่อไหร่ละก็ ใคร..ก็ต้านผู้หญิงห้าว-ไฟแรง คนนี้ไว้ไม่อยู่!
แต่ในเอกลักษณ์ "เสียง" นั้น น่าเสียดายอยู่นิด คือ "แฝงวิบาก" ที่ประสานรับกับเค้าโครงหน้า แววตา รอยยิ้ม ซึ่งต้องปลงว่า..นี่คือวาสนาของเธอ ฉะนั้น ก็ต้องเป็นไปตามนั้น!
เดี๋ยวก่อน ต้องเข้าใจคำว่า "วาสนา" ให้ถูกต้องนะครับ คำว่า "วาสนา" ในความเข้าใจคนทั่วไป หมายถึง "ด้านดี" อย่างเดียว แต่ความหมายของคำว่า "วาสนา" จริงๆ แล้ว "ไม่เกี่ยว" ซึ่งก็แค่อะไรที่ "ทำบ่อยๆ" หลีกหนี-หลบเลี่ยงที่จะไม่ทำอย่างนั้นไม่ได้ นั่นแปลว่า..วาสนา!
ใครที่เวลาพูดชอบแลบลิ้นแผลบๆ นั่นก็เรียกว่าวาสนา คือเป็นผลกรรมฝังลึก ลบไม่ออก แกะไม่ออก ติดตัวมาแต่อดีตชาติ
ใครที่ชอบนั่งกระดิกเท้า-สั่นเท้ายิกๆๆๆๆ นั่นก็เรียกว่าวาสนา ใครที่พูดมาก พูดไม่ยอมหยุด อย่างที่เรียกกันว่า "โม้ลิงหลับ" หรือเวลาพูดต้องเกาหัว นั่นก็เป็นเพราะวาสนา
เป็นคนละเรื่อง คนละความหมายที่เรามักใช้คำว่า "วาสนา" ในความหมาย อะไรที่ได้มาฟลุกๆ ได้อย่างที่คนอื่นเขาตะกายมาแทบตายยังไม่ได้ แต่เราอยู่เฉยๆ กลับได้เอา-ได้เอา เรามักเข้าใจว่า แบบนี้คือ "โชควาสนา"
หรืออย่างคุณพรทิวา เดินตามเมีย "คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน" ต้อยๆ ไม่นึก-ไม่ฝัน ใหญ่ท่วมหัวทั้งคุณสมศักดิ์+อนงค์วรรณ นั่งทั้งเก้าอี้เลขาฯ พรรค และเก้าอี้รัฐมนตรีพาณิชย์ ชนิดตาค้างกันทั้งประเทศ!!
นี่ก็ไม่ใช่ในความหมายของคำว่า "วาสนา" นะครับ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของ "บุญทำ-กรรมแต่ง" ของเธอ
ก็ย้อนมาถึง "รอยยิ้ม" ที่เป็นวาสนาอันผมพูดค้างไว้ คือรัฐมนตรีพรทิวาจะเป็นคนพูดพร้อมยิ้ม เหมือนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของคุณสุดารัตน์เขายิ้มหวาน แต่ของคุณพรทิวา นั้น ไม่ใช่ยิ้มหวาน หรือยิ้มที่ทำให้โลกยิ้มตาม หากแต่รอยยิ้มของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ ลองสังเกตดูเถอะ จะเป็นยิ้มที่เรียกว่า
"ยิ้มเหมือนโลกเศร้า" เป็นยิ้มของคน "ไม่สิ้นโศก" จากส่วนลึก!?
เมื่อประกอบเข้าทั้งใบหน้า แววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย และในเสียงผิดลักษณ์หญิง แต่เป็นเอกลักษณ์ "หญิงทรงอำนาจ" และเด็ดขาด นั้น ก็บังเอิญปลายเส้นเสียงเป็นกังวานที่แตกพร่า
ก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสียหมดนะครับ ดี-แต่ดีในลักษณะ "ในบุญบารมีที่ได้มานั้น-แฝงทุกข์" แทนที่จะสุขร้อย ถึงแม้มีมรดกแสนล้าน เธอก็จะสุขเต็มที่ได้แค่ ๖๐ ซึ่งนั่นก็ถือว่ามากแล้ว!
แต่จาก ๖๐ จะขึ้นเป็น ๘๐-๙๐ หรือ ๙๙.๙๙ นั้น ก็อยู่ตรงจมูก ฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล
2552 คนบ้า (อำนาจ) ครองเมือง
ที่มา thaifreenews
บทความ โดย ปูนนก
หลายปีก่อนเคยมีภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมืองเข้ามาสร้างความฮือฮาให้กับคนไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่เกิดหลังยุคดังกล่าวอย่างมาก ชื่อของ แดง ไบเล่ย์, ปุ๊ ระเบิดขวด, ดำ เอสโซ่, เปี๊ยก วิสุทธิ็กษัตริย์ กลายเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญกันในพฤติกรรมกวนเมืองของพวกเขา ผู้คนในยุคอันธพาลครองเมืองต่างมีวิถีชีวิตที่หวาดกลัวกับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ดูเหมือนอยู่เหนือกฎหมายโดยใช้อำนาจกฎหมู่ขึ้นมาข่มขู่ แม้ภาพยนตร์จะสร้างให้ตัวละครแต่ละคนดูเหมือนเป็นคนมีคุณธรรมอยู่บ้าง แต่การใช้อำนาจมืดที่อยู่นอกกฎหมายและอิทธิพลข่มขู่ก็เป็นสิ่งไม่อาจปฏิเสธได้
ปี 2552 ประเทศไทยคงไม่มีอันธพาลครองเมืองดังเช่นปี 2499 อีกต่อไป แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่ปรากฏเห็นในปัจจุบันเรากลับได้สัมผัส “คนบ้า (อำนาจ)” ที่กำลัีงครองเมืองอย่างโจ๋งครึ่มที่สุด “คนบ้า (อำนาจ)” ที่ว่านี้ ก็คือ คนบ้าที่สามารถยกพวกเข้าไปยึดครองทำเนียบรัฐบาล, ยึดครองสนามบิน, เครื่องบิน, และโจรกรรมสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในอาคารผู้โดยสารโดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ และที่ยิ่งกว่านั้น “คนบ้า (อำนาจ)” เหล่านี้ ยััีงพยายามยึดครองประเทศโดยใช้องคาพยพทุกอย่างเพื่อยึดอำนาจในประเทศนี้มาเป็นของตน อำนาจที่ว่านี้หมายถึงอำนาจ “ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไทยทั้งมวล”
รัฐบาลกำลัังถูกบริหารจัดการโดย “คนบ้า (อำนาจ)” และเป็น “คนบ้า (อำนาจ)” ที่กำลังทำลายประเทศชาติให้ย่อยยับ “คนบ้า (อำนาจ)” ที่กำลัีีงพยายามจะออกกฎหมายให้โทษของ “การก่อการร้ายสากล” ในการยึดสนามบินที่มีโทษถึง “ประหารชีวิต” ให้เหลือเพียงแค่ปรับ “500 บาท” “คนบ้า (อำนาจ)” ที่มองเห็นคดีที่มีความสำคัญระดับโลกอย่างการยึดเครื่องบินทีเดียว 88 ลำ มีความสำคัญน้อยกว่าการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และ “คนบ้า (อำนาจ)” เหล่านี้ได้รวมกันเพื่อจะใส่ร้ายคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งชาติให้กลายเป็นศัตรูต่อประเทศชาติ โดยอาศัยกฎหมาย “หมิ่น” และคำว่า “ไม่จงรักภักดี” มาใช้เป็นเครื่องมือ
กลุ่ม “คนบ้า (อำนาจ)” เหล่านี้ใช้การโกหก, หลอกลวง, ปลิ้นปล้อน, พูดให้ความผิดกลายเป็นความถูก พูดให้ความถูกเป็นความผิด โดยใช้บุคลิก, น้ำเสียง, ท่าทาง ที่ดูน่าเืชื่อถือของใครบางคน (ที่สร้างภาพเอาไว้) มาเป็นเครื่องมือเพื่อชักจูงและโน้มน้าวจูงใจคนไทยให้เชื่อในสิ่งที่ได้วางแผนไว้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยพูดว่า อดีตนายกทักษิณ โอนเงินนับหมื่นล้านบาทผ่านทางสนามบินสุวรรณภูิิมิ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งโดยชูกระดาษแผ่นเดียวแต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ต่อมานายสุเทพ ใช้ความเก๋าทางการเมือง และความหน้าด้านแบบ “คนบ้า (อำนาจ)” ให้สัมภาษณ์ว่า อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาประเทศไทยเพื่อจะเป็นประธานาธิบดีโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ....
อยู่ ๆ นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกส่วนตัวของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็แถลงข่าวบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นบัญชีดำของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ไม่ให้เข้าประเทศ ซึ่งท่านเอกอ้ครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ให้ข่าวว่าไม่เป็นความจริง การโยกย้ายทหารระดับ (คุมกำลัง) ผู้บังคับกองพัน และการย้ายนายตำรวจครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของยุทธการปิดประเทศของ “คนบ้า (อำนาจ)” ที่กำลังมัวเมาในอำนาจของประเทศนี้.....
ไม่มีการเคลื่อนไหวดำเนินการเอาผิดที่ชัดเจนใด ๆ ต่อการกระทำผิดซึ่งหน้าของกลุ่มพันธมิตรที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังและมีอาวุธเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT, แม้กระทั่งคดีฆ่าคนตายกลางถนนราชดำเนิน หรือการใช้ปืนยิงและทำร้ายผู้คนกลางถนนในขณะที่กำลังก่อม๊อบประท้วงไปทั่วกรุงเทพฯ.....แต่ตรงกันข้ามกลุ่ม “คนบ้า (อำนาจ)” เหล่านี้กลับพยายามหาเหตุที่จำจับกุมดำเินินคดีต่อผู้ที่พยายามเรียกร้องประชาธิปไตยผู้สวมเสื้อ “สีแดง” โดยใช้ข้อกล่าวหาว่า “หมิ่น” และ “ความไ่ม่จงรักภักดี” มาเป็นเครื่องมือ....
และที่สำคัญนอกจากจะไม่ดำเนินการใด ๆ กับกลุ่มพันธมิตรแล้ว ยังมีการกระทำที่เหมือนส่งเสริมให้เกิดการกระทำผิดมากยิ่งขึ้น.... นายกษิต ภิรมย์, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และอีกหลาย ๆ คนที่อยู่ในการชุมนุมประท้วงของพันธมิตร ต่างได้รับความดีความชอบและตำแหน่งในรัฐบาล “คนบ้า (อำนาจ)” นี้ นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรคนสำคัญประกาศลั่นว่า จะเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรไปที่ จ. อุดร ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ โดยบอกว่าจะไปนำจังหวัด อุดรราชธานี มาเป็นเมืองขึ้นของพันธมิตรให้จงได้....ไม่ว่าการพูดนี้จะเป็นการพูดเพื่อปลุกใจให้ฮึกเหิม หรือเป็นการพูดเล่น ๆ ก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพันธมิตรที่รวมตัวเพื่อจะไปจังหวัดอุดร ครั้งนี้ก็เพื่อจะไปก่อให้เกิดความรุนแรงอย่างแน่นอน.....ไม่มีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคนใดออกมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่นายสนธิพูดในครั้งนี้แต่อย่างใด...
ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน และประชาชนไทยทุกคนก็เป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ที่จะเลือกในการปกครองของตนเองและอยู่ในประเทศนี้อย่างมีอิสระ ไม่ใช่อยู่อย่างทาสในเรือนเบี้ยที่จะต้องอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการ “คนบ้า (อำนาจ)” อย่างที่เป็นอยู่นี้....
เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต และกำลังรุกลามเข้ามาสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่เราทุกคนก็จะได้รับผลกระทบนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ที่สำคัญวิกฤตการเมืองเรื่ืองประชาธิปไตยที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นกลับเป็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนยิ่งกว่า ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนโดยสมบูรณ์ วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะทำลายโครงสร้างและระบบการปกครองของประเทศไทยลงอย่างย่อยยับ อนาคตของประชาชนไทย และประเทศชาติคงมองไม่เห็นอย่างแน่นอน...
คงจะถึงเวลาแล้วที่ประชาชนไทยทุกคนต้องถือเป็น “หน้า่ที่” โดยตรงที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการสืืบสานปณิธานของคณะราษฎร์ที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย เพื่อประชาชนไทยทั้งมวล.....“เสื้อสีแดง” จะเป็นพลังแห่งการรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ครอบงำประเทศไทยนี้อยู่
“เหตุที่ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ได้ก็เพราะพวกเรามอบกราบอยู่แทบเท้าของพวกเขา ถ้าเรายืนขึ้นก็จะเห็นว่าอันที่จริงแล้่วพวกเขาก็ไม่มีอะไรเลย” อาจารย์ใจ กล่าวก่อนจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ
ปูนนก
ไม่นานเขาจะกลับมา
ที่มา โลกวันนี้
| จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ |
| ปีที่ 10 ฉบับที่ 2478 ประจำวัน อังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2009 |
| โดย อ.ภัทร แอสโต |
ตามวันเกิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือวันที่ 26 กรกฎาคม 2492 และหลังจากการโฟนอินครั้งล่าสุดในการประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้ทราบจุดยืนของพ.ต.ท.ทักษิณว่า จะต่อสู้ทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง นั่นเท่ากับว่าวันหนึ่งข้างหน้า อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้จะกลับมาต่อสู้ในประเทศไทย
เมื่อถึงตรงนี้หลายคนคงตั้งคำถามในใจว่า แล้วเมื่อไรอดีตนายกฯจะมีโอกาสได้กลับเข้าประเทศ และการกลับเข้ามาครั้งนี้จะมีเหตุการณ์อะไรบ้างเป็นส่วนประกอบในมิติการพยากรณ์ ซึ่งก็เป็นคำถามที่นักพยากรณ์อย่างผมอยากรู้เหมือนกับผู้อ่านเช่นกัน
ศาสตร์ไพ่ยิปซีและความมหัศจรรย์ของตัวเลขสามารถให้คำทำนายในเรื่องดังกล่าวด้วยการบูรณาการตัวเลขสำคัญกับบุคคลที่กล่าวถึง โดยจะค้นหาหน้าไพ่ยิปซีเพื่อเป็นตัวแทนเหตุการณ์ได้ดังนี้
วันเกิดอดีตนายกฯ 26 (2+6) ไพ่หมายเลข 8 Justice ความหมาย “ชัยชนะ/ประสบความสำเร็จ”
เดือนเกิดกรกฎาคม=ไพ่หมายเลข 7 ไพ่ The Chariot ความหมาย “ข่าวดี”
ปีเกิด 2492 =ไพ่หมายเลข 17 ไพ่ The World ความหมาย “ความยินดี/ความงาม”
และอายุย่างของอดีตนายกฯคือ 60 ไพ่หมายเลข 16 The Tower (ตั้ง 60 หักออกครั้งละ 22 จนเหลือเศษไม่เกิน 22) ความหมาย “มีอุปสรรค”
ตั้งต้นที่ไพ่ The Tower ที่สะท้อนภาพรวมของอายุย่าง 60 ปีที่กล่าวถึงในที่นี้ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณมีความหมายในช่วงอายุย่างนี้ว่า จะพบอุปสรรคขวากหนามในการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงการต่อสู้ทางการเมือง โดยมีเหตุการณ์ประกอบที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ถึงเดือนกรกฎาคม 2552 (โดยประมาณว่า) แม้จะต้องพบอุปสรรคปัญหา แต่ไพ่ Justice ได้สะท้อนถึงโอกาสในการต่อสู้เรื่องคดีความเริ่มส่งสัญญาณในด้านดี หรือมีช่องทางที่จะล้างมลทินให้กับตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังคงเป็นแค่ข่าวหรือแนวทาง ยังไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ในเร็ววัน
มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่อดีตนายกฯจะเดินทางกลับประเทศไทยใน 3 ช่วงระยะเวลา
ช่วงที่ 1 คือหลังเดือนกรกฎาคม
ช่วงที่ 2 ต้นปี 2553 (ไตรมาสที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2553)
หรืออย่างช้าที่สุดช่วงที่ 3 ภายในปี 2554
คำทำนายนี้อาจจะดูเหมือนหว่านแห แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่า เมื่อโอกาสในมิติการพยากรณ์เปิดก็ยังคงต้องพิจารณาปัจจัยเรื่องวาสนา หรือผลบุญหนุนนำเข้ามาเกี่ยวข้องอีกประการหนึ่งด้วย ถ้าต้นทุนด้านบุญกุศลมีมากพอ สิ่งที่คาดหวังจะเกิดได้เร็วตามที่ดวงชะตาลิขิตไว้ แต่ถ้าต้นทุนดังกล่าวยังไม่พร้อมก็ต้องรอเวลาอย่างช้าสุด ซึ่งในที่นี้ก็คือภายในปี 2554 ไม่เกินนี้แน่นอน
มีบทพิสูจน์มาก่อนหน้านี้จากคำทำนายของผมผ่านหนังสือพิมพ์โลกวันนี้เมื่อปี 2550 ว่า “หลังจากการรัฐประหาร (19 ก.ย .2549) พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทยไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่เดินทางไปพักอาศัยในต่างประเทศ”
และในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณก็เดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 28 ก.พ. 2551 ดังที่ทราบกัน
"สรรพากร" โต้ "ดีเอสไอ" ยันไม่เคยดองคดี ชี้ปม "แม่ค้าอาวุธ" ยังไม่หมดอายุความ
ที่มา มติชนออนไลน์
อธิบดีสรรพากร โต้ "ดีเอสไอ" ยันทำงานโปร่งใส ไม่มีการดองคดี ยินดีให้ตั้งพนักงานประเมินภาษีร่วมด้วย ชี้คดี"แม่ค้าอาวุธ"ยังไม่หมดอายุความ และไม่พบใบกำกับภาษีปลอม
นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ระบุว่า กรมสรรพากรดำเนินงานล่าช้าและไม่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากรของอดีตแม่ค้าอาวุธรายใหญ่ ซึ่งออกใบกำกับภาษีปลอมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท และใกล้จะหมดอายุความฟ้องคดี ว่า นโยบายของตนคือ การทำงานอย่างโปร่งใสและที่ผ่านมากรมสรรพากรก็ทำงานร่วมกับดีเอสไอมาด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งในกรณีที่ดีเอสไอต้องการให้คดีเดินหน้าโดยเร็ว หรือต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินภาษี กรมสรรพากรก็ยินดีที่จะตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นพนักงานประเมินภาษีด้วย เพราะที่ผ่านมาทางดีเอสไอเคยตั้งเจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ เพื่อเร่งรัดคดีต่างๆของดีเอสไอมาแล้ว
"เท่าที่ดูขณะนี้ ยืนยันคดียังไม่หมดอายุความ ยังเหลือเวลาอีกหลายปี และยังไม่พบว่ามีใบกำกับภาษีปลอม โดยอยู่ระหว่างสอบสวนในเชิงลึกว่า ขั้นตอนและกระบวนการเป็นอย่างไร มีการกระทำผิดจริงหรือไม่ หากตรวจพบและมีการประเมินแล้วว่า จงใจหลีกเลี่ยงภาษีจริง จะมีความผิดทั้งทางผิดและทางอาญา เท่าที่ทราบ โทษของคนที่ปลอมใบกำกับภาษี มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 17 ปี และต้องเสียเบี้ยปรับสองเท่าของวงเงินภาษีจริงที่จะต้องจ่าย พร้อมทั้งเงินเพิ่มอีก 1.5%ต่อเดือน และกรณีที่เป็นนิติบุคคล จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งโทษของการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี น่าจะมากพอที่จะทำให้คนรู้สึกกลัวที่จะทำผิด"นายวินัยกล่าว
นายวินัยกล่าวว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรมีการตรวจสอบพบผู้จงใจใช้ใบกำกับภาษีปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหลายสิบราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้รายที่ตรวจพบแล้วว่าจงใจหลีกเลี่ยงภาษีและเป็นคดีที่อยู่ในความร่วมมือกับดีเอสไอ ได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้ดีเอสไอดำเนินการต่อและเรียกเงินภาษีคืนไปหลายรายแล้ว ดังนั้นยืนยันว่ากรณีของคดีนี้จะไม่มีการดอง หรือมีการซิกแซก เพราะทุกอย่างจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คือมีการสอบยืนทั้งฝ่ายที่ซื้อและขายใบกำกับภาษีปลอม
แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรกล่าวว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอมีหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงกรมสรรพากร เพื่อเร่งดำเนินคดีดังกล่าวเพียงครั้งเดียว แต่มีการพูดคุยและติดตามผลการหารือเป็นระยะ จึงเข้าใจว่ากรณีที่ดีเอสไอออกมาระบุว่ามีการส่งเรื่องหลายครั้ง คงเป็นการพูดคุยกันมากกว่า
วิทยาลัยนานาชาติ"ปรีดี พนมยงค์" มิติใหม่ธรรมศาสตร์ สร้างนักศึกษาสู่ตลาดโลก
ที่มา มติชน
โดย สกุณา ประยูรศุขท่ามกลางความเจริญอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและความสัมพันธ์แบบไร้พรมแดนในโลกปัจจุบัน "การเปลี่ยนแปลง" จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเพื่อมีความรู้ความเข้าใจและก้าวให้ทันโลกที่หมุนอยู่ตลอดเวลา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เช่นกัน
เดิมรู้จักกันดีว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศทางด้านสังคมศาสตร์และการเมือง แต่เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเปลี่ยนโฉมใหม่เพิ่มเติมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เกิดคณะใหม่ๆ หลายคณะทางด้านวิทยาศาสตร์ อาทิ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
มาถึงบัดนี้การเปลี่ยนแปลงไม่อาจหยุดนิ่ง เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน "ธรรมศาสตร์" ได้เปิดมิติใหม่อีกครั้งเพื่อให้ทันโลกทันเวลา ด้วยการจัดตั้ง
"วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์" ขึ้น
เป็นวิทยาลัยที่เกิดขึ้นมารองรับการเรียนการสอนระดับนานาชาติ มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะเด่นไม่เฉพาะแต่ในเอเชีย แต่เป็นทั่วโลก โดยมี
"ดร.พิมพันธุ์ เวสสะโกศล" ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารวิทยาลัย
เรื่องราวความเป็นมาของการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ "ดร.พิมพันธุ์"เล่าว่า เริ่มมาจากนโยบายของอธิการบดี "ดร.สุรพล นิติไกรพจน์" มอบหมายให้เป็นคนจัดทำรายละเอียดการก่อตั้งทั้งหมดตั้งแต่ต้น เพราะเคยทำงานนี้สมัยยังเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
เดิมทีนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาต่างชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าคณะศิลปศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือ คณะบัญชี ซึ่งมีสัญญาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยทั่วโลกถึง 200 กว่าสัญญา ส่วนมากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งนั้น โดยมีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ
แต่การทำหน้าที่ของฝ่ายวิเทศสัมพันธ์นั้น อธิการบดีเห็นว่าเป็นเรื่องผิดที่ผิดทาง เพราะฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ไม่มีหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น จึงมีนโยบายให้จัดตั้งสถาบันขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง เป็นระดับนานาชาติ
ด้วยเหตุนี้จึงเกิด วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ขึ้นมา
ฉะนั้น วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จึงมีสถานะเทียบเท่าคณะคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551
การจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จะดูแลรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนที่เป็นหลักสูตรอินเตอร์ทั้งหมดของธรรมศาสตร์ โดยจะเริ่มอย่างจริงจังในปี 2552 เป็นต้นไป
(บน) คณะผู้ดูแลหลักสูตร (ล่าง) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ |
"เวลานี้แต่ละคณะในธรรมศาสตร์จะมีหลักสูตรอินเตอร์เป็นของตัวเองไม่ว่า วิศวกรรมศาสตร์ บัญชี ศิลปศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งในตอนต้นนี้เราคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร แต่ว่าพอปี 2552 เป็นต้นไปนักศึกษาหลักสูตรอินเตอร์ชั้นปี 1 ที่เปิดใหม่ของแต่ละคณะจะต้องมาเรียนปี 1 ที่เรา ส่วนของเดิมที่มีอยู่ก็ปล่อยให้เขาจัดการไปอย่างเดิมจนสิ้นสุดโครงการ แต่ถ้าเปิดใหม่เมื่อไหร่ต้องมาขึ้นกับเราตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเรียนที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์" ดร.พิมพันธุ์อธิบาย
ดร.พิมพันธุ์กล่าวว่า การเปิดสอนก่อนหน้านี้คือเดือนสิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น เป็นการเปิดรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนโปรแกรม "ไทยศึกษา" เป็นนักศึกษาต่างชาติจากมหาวิทยาลัยคู่สัญญามาเรียนรู้เรื่องราวของเมืองไทย ไม่ว่าในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตวัฒนธรรม
"เด็กต่างชาติที่มาเรียนเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนโดยมากเป็นเด็กปีสาม เพราะขณะนี้เป็นแนวโน้มของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่พยายามให้เด็กของเขาจะต้องมีความรู้มากกว่าภายในมหาวิทยาลัยของตนเอง ให้มองเห็นว่าโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล เพราะฉะนั้น เขาไม่เรียนเฉพาะในประเทศ ยิ่งในยุโรปขณะนี้มีประกาศเกี่ยวกับการศึกษา ว่าจะต้องเรียนที่ไหนก็ได้แล้วโอนหน่วยกิตกลับไปได้ คือให้เด็กนักศึกษาของเขามีโลกทัศน์ที่กว้าง เพราะฉะนั้น เวลานี้มหาวิทยาลัยในยุโรปส่งเสริมให้เด็กออกไปเรียนนอกมหาวิทยาลัย"
โปรแกรมไทยศึกษาที่เปิดไปนั้นเป็นโครงการแลกเปลี่ยน แต่ขณะนี้วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กำลังจะเปิดรับนักศึกษาปริญญาตรี ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของตนเอง คือ "หลักสูตรปริญญาตรีจีนศึกษา"
"มักจะมีคำถามว่าทำไมวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จึงเปิดสอนจีนศึกษา" ดร.พิมพันธุ์เอ่ยเชิงคำถาม
แล้วอธิบายว่า ที่เปิดสอนจีนศึกษาเป็นหลักสูตรแรก เพราะนอกเหนือจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นกัลยาณมิตรของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แล้ว จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจในโลกยุคปัจจุบัน มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในนานาประเทศ ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือ ศิลปวัฒนธรรม และที่สำคัญอีกอย่างคือการได้รับการสนับสนุนในตอนต้นจากบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)
"ประเทศจีนและประเทศไทยต่างมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นนับเนื่องมาเป็นเวลากว่า 200 ปี ตั้งแต่ระดับประชาชนถึงคณะผู้บริหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ บทบาทสำคัญของจีนมีทั้งในบริบทสังคมโลกและสังคมไทย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จึงพัฒนาหลักสูตรจีนศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตระดับปริญญาตรี ที่สามารถปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน ตลอดจนศึกษาต่อในระดับสูงด้านจีนศึกษาต่อไป
"..บัณฑิตซึ่งเป็นผลผลิตของหลักสูตรนี้ จะมีคุณลักษณะเด่นในด้านทักษะการใช้ภาษาจีน และมีความรู้ความเข้าใจในด้านต่างๆ เกี่ยวกับประเทศจีนและวัฒนธรรมจีน ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอนาคตที่ดีและขณะนี้ตลาดแรงงานขาดคนรู้ภาษาจีนระดับดีๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การเจรจาในชีวิตประจำวัน แต่ต้องเจรจาความธุรกิจได้ และต้องมีความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน เพื่อจะได้รู้ว่าคนจีนคิดอย่างไร มีประวัติศาสตร์อย่างไร เศรษฐกิจเขาเป็นอย่างไร"
หลักสูตรจีนศึกษาจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนเดือนสิงหาคม 2552 เป็นรุ่นแรก แต่ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครอยู่ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 โดยจะเปิดรับจำนวน 100 คน
ผู้บริหารวิทยาลัยนานาชาติกล่าวต่อว่า เรื่องอาจารย์ผู้สอนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนจากที่ต่างๆ ระดับชั้นนำของเมืองไทย เช่น อาจารย์สุรชัย ศิริไกร, อาจารย์จุลชีพ ชินวัณโณ, อาจารย์พรชัย ตั้งตระกูล, ดร.นิยม รัฐอมฤต เป็นต้น รวมทั้งมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย
"หลักสูตรของเราจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่เรียนปี 1-3 ก่อนจะเดินทางไปเรียนที่ประเทศจีน เพราะการไปเรียนที่โน่นเด็กจะต้องเข้มแข็งพอ เพราะประเทศจีนระบบการศึกษาเขาเข้มแข็งมาก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นจะต้องไปเริ่มต้นศูนย์ที่ปักกิ่งด้วยลำพังตนเอง และสำหรับเด็กที่เรียนจบหลักสูตรจะได้ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนศึกษา" ดร.พิมพันธุ์กล่าว
พร้อมตบท้ายไว้ "รับรองว่าเด็กที่จบออกมาภาษาไทยดี ภาษาจีนดีมาก ภาษาอังกฤษก็เก่งด้วย"
ที่สำคัญคุณธรรมจริยธรรมยังเป็นสิ่งที่เน้นย้ำอย่างหนัก
"จีน คืออนาคตของโลก"
ดร.นิยม รัฐอมฤต
"ในเรื่องธุรกิจการค้าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอนาคตที่ดีทีเดียว และในอนาคตจะมีบทบาทมาก ศักยภาพของจีนเห็นได้จากการจัดกีฬาโอลิมปิคที่ผ่านมา หรือการจัดประชุมที่เซี่ยงไฮ้ สะท้อนให้เห็นว่าจีนพร้อมจะเป็นผู้นำโลก และพร้อมจะยื่นมือไปช่วยประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ไม่ว่าไต้หวัน แอฟริกาก็ดี จีนออกไปช่วยต่างชาติเยอะมาก ไปสร้างทางรถไฟในแทนซาเนีย ละตินอเมริกา บุกไปถึงหลังบ้านของสหรัฐอเมริกา...
"..ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับจีนยาวนานมาก และที่ว่ารู้ภาษาจีนอย่างเดียวเวลานี้ไม่พอ แต่ต้องรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของประเทศจีนด้วย ต้องรู้ว่าเขาคิดอย่างไร เศรษฐกิจเขาเป็นอย่างไร อาจจะพูดกันว่าระยะหลังจีนด้อยลงไปในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจีนเองก็มองเห็นและตอนนี้พยายามกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง มันเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว เพราะจีนเขามองว่าการจะเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริง ตัวเองจะต้องมีแก่นที่แท้จริงของตัวเองด้วย
"จีนในฐานะเป็นประเทศใหญ่และรัฐบาลจีนรับผิดชอบคนตั้งเยอะแยะ ถ้าไม่มีคุณธรรมอยู่ไม่ได้หรอก.. แน่นอนว่าจีนโตขึ้นทุกวัน แม้แต่อเมริกา หรือยุโรป ยังต้องขอความช่วยเหลือจากจีนเลย ยังมาจับมือทำสัญญากับจีนเพื่อที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก.."
หลักสูตรปริญญาตรี"จีนศึกษา"
วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จัดตั้งหลักสูตรปริญญาตรี จีนศึกษา (นานาชาติ) เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทั้งทักษะทางภาษาจีน อังกฤษ เป็นอย่างดีเพื่อรองรับความต้องการของประเทศและของโลก เป็นหลักสูตรที่มีลักษณะ "สหวิทยาการ" ผสมผสานความรู้ทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และบริหารธุรกิจ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ของจีน นักศึกษาทุกคนจะได้ไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่น้อยกว่า 1 ภาคการศึกษา
ทุกสาขาที่เปิดสอนมุ่งเน้นการเรียนรู้หรือการนำไปศึกษาต่อในอนาคต ได้แก่ สาขาการค้าการลงทุนแบบจีน, สาขาวัฒนธรรมและสังคมจีน, สาขาการเมืองและการปกครองจีน เป็นต้น
การเรียนใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน โดยมีภาคเรียนที่ 1 เปิด สิงหาคม-ธันวาคม, ภาคเรียนที่ 2 เปิดมกราคม-พฤษภาคม
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ หน่วยกิตละ 300 บาท ค่าหน่วยกิตและค่าธรรมเนียมภาคการศึกษาละ 50,000-56,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 4 ปี ไม่เกิน 430,000 บาท
สนใจซื้อใบสมัครได้ที่ ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือดาวน์โหลดใบสมัคร www.pbic.tu.ac.th และ อี-เมล : pridibanomyong@yahoo.com ตั้งแต่บัดนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2552 สอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ชั้น 8 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โทร.0-2613-3701-3