WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 12, 2009

ลดภาษีซื้อรถยนต์ เอาขึ้น ฮ.โปรยให้คนจนดีกว่า

ที่มา ไทยรัฐ

เวลานี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำทีมโดยบริษัทรถยนต์ ต่างชาติยักษ์ใหญ่ กำลังเดินสายล็อบบี้รัฐบาลอย่างหนัก โดยเฉพาะ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอุตสาหกรรม เท่าไร เพื่อเป็นช่องทางผลักดันให้รัฐบาล อุ้มบริษัทรถยนต์เหมือนในสหรัฐฯ

จะว่าไปแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย ไม่ถือว่าเดือดร้อน วันก่อนก็เพิ่งแถลงตัวเลขไปหมาดๆ ปี 2551 ยังโกยกำไรกันอื้อซ่า กำลัง ผลิตเพิ่มขึ้น ยอดส่งออกก็เพิ่มขึ้นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ สวนทางเศรษฐกิจโลกที่ กำลังแย่

แต่วันวาน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กลับออกมาเรียกร้องให้ รัฐบาล ลดภาษีเพื่อกระตุ้น ยอดขายรถยนต์ในประเทศ ให้มากขึ้น โดยขอให้รัฐบาลแก้กฎหมายให้ผู้ซื้อรถยนต์ นำค่าซื้อรถมาหักลดหย่อน ภาษีได้คนละ 100,000 บาท เหมือนการลดหย่อนให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และประกันชีวิต

โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ บอกด้วยว่า เดิมตั้งใจจะขอให้รัฐบาล ลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับซื้อรถยนต์ จากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 4 ด้วยซ้ำ ซึ่งจะทำให้รถยนต์มีราคาลดลงคันละ 2-3 หมื่นบาท แต่ดูแนวโน้มแล้วคงจะยาก เลยขอลดหย่อนภาษีคันละ 1 แสนบาทแทน

เหตุผลที่ต้องขอให้รัฐบาลลดภาษี เพราะบริษัทรถยนต์คาดการณ์ว่า ปี 2552 นี้ ยอดขายรถยนต์ในเมืองไทยจะลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาล ลดหย่อนภาษีให้ จะมียอดขายเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นคัน

ที่ฟังแล้วอดสงสารบ้านเมืองไม่ได้ก็คือ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เมื่อรับข้อเสนอจากบริษัทรถยนต์แล้ว แทนที่จะใช้ สมองคิดเสียหน่อยว่า ควรหรือไม่ควร กลับบอกว่า จะรีบเสนอให้ ครม.เศรษฐกิจ พิจารณา แต่มีข้อแม้ว่า ต้องลดราคารถยนต์ลงมาคันละ 5 หมื่นบาท เป็นการแลกเปลี่ยน

ท่านรัฐมนตรีฉลาดแค่ไหน ท่านผู้อ่านไปวิเคราะห์เอาเอง

อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย ไม่เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐฯ การที่บริษัทรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยมากมาย ก็เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากไทยในการ ลดภาษีรถยนต์เพื่อส่งไปขายในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีข้อตกลงลดหย่อนภาษีกับไทย ทำให้รถยนต์ที่ส่งไปขายมีราคาถูกลง

สิ่งที่ไทยได้ จากบริษัทรถยนต์ข้ามชาติเหล่านี้ มีอย่างเดียว คือ ค่าแรงคนงานเพราะบริษัทรถยนต์เหล่านี้ยังเป็นของต่างชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

ผลประโยชน์อื่นๆ เช่น เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ ก็ไม่เคยถ่ายทอดให้คนไทย กำไรที่ได้ก็ส่งกลับประเทศแม่หมด บางแห่งก็มีตัวเลขขาดทุน (ทั้งๆที่กำไร) เพราะมีการตั้งราคาขายจากโรงงานให้มีกำไรน้อย รถยนต์ที่ส่งออกก็ได้ยกเว้นภาษี ที่น่าเจ็บปวดก็คือ โรงงานรถยนต์ร้อยละ 100 ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ และได้บีโอไอต่อเนื่องกันเป็นสิบๆปี ฯลฯ

แล้วรัฐบาลจะเอา เงินภาษีของคนไทยตาดำๆไป อุ้มบริษัทรถยนต์ต่างชาติที่ยังมีกำไร เพื่อเพิ่มยอดขาย สมควรหรือไม่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องไปทำการบ้านคิดให้หนักๆ

การจ้างงานของกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ ให้รัฐมนตรีแรงงานไปสำรวจดูได้ ใช้แรงงานน้อยมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับรายได้มหาศาลแต่ละบริษัท การประกอบรถยนต์ส่วนใหญ่ ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติหมด

ถ้า รัฐบาลจะโง่พอ เอาเงินภาษีคนไทยก้อนโตไป อุ้มบริษัทรถยนต์ต่างชาติ เพื่อให้ขายรถยนต์ได้มากขึ้น ทำให้รถติดมากขึ้น เผาผลาญน้ำมันมากขึ้น เสียเงินตราต่างประเทศซื้อน้ำมันมากขึ้น ผมขอเสนอว่า เอาเงินก้อนนี้ใส่กระสอบขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แล้วบินไป โปรยให้คนยากจนในสลัมและชาวไร่ชาวนาที่กำลังเดือดร้อนจากราคาพืชผลตกต่ำ จะดีกว่ามากๆ.

ลม เปลี่ยนทิศ

รอดไม่รอด

ที่มา ไทยรัฐ

รอดไม่รอด

มีคำถามมากพอสมควรว่ารัฐบาลชุดนี้จะไปรอดไหม...คงไม่มีใครตอบได้ แต่มันขึ้นอยู่กับนายกฯและคณะรัฐมนตรีว่าจะสามารถบริหารประเทศให้ราบรื่นมีผลงานปรากฏจนได้ รับการยอมรับจากประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของประเทศในความเป็นจริงนั้นมีปัญหาใหญ่ๆอยู่ 2 เรื่องคือเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งไม่ใช่ว่าจะแก้ได้ง่ายๆ เศรษฐกิจนั้นเนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงต้องมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออก

นอกจากจะแก้ปัญหาภายในด้วยมาตรการกระตุ้นต่างๆ เพื่อฟื้นฟูแล้วยังต้องตั้งรับจากผลกระทบจากภายนอกอีกด้วย เพราะประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกเป็นหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่กำลังเกิดปัญหา

เหนืออื่นใด ประเด็นสำคัญก็คือเรื่องความเชื่อมั่นที่มีผลต่อเนื่อง มาจากการเมือง ซึ่งรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขและแสดงให้นักลงทุนต่างชาติยอมรับว่าเมืองไทยไม่มีปัญหานี้แล้วทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติ แต่ในความเป็นจริงยังมิอาจดำเนินการได้สำเร็จ

นี่คือปมปัญหาของประเทศนี้

อย่างไรก็ดี ปัญหาการเมืองทุกวันนี้ยังอยู่ในจุดเดิม แม้ในรูปแบบการเมืองจะมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายค้านไม่ได้ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองกลับไปสู่ในจุดเดิมคือคนเพียงคนเดียวที่พยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง

พรรคเพื่อไทยมีความเคลื่อนไหวสอดรับกับกลุ่มเสื้อแดง โดยมีอดีตนายกฯที่ต้องหนีคดีอยู่ต่างประเทศคอยกดปุ่ม กำหนดทิศทางอยู่ตลอดเวลา

คำถามว่า รัฐบาลนี้จะไปรอดหรือไม่ คำตอบมันก็เลยวนกลับมาอยู่ตรงนี้ ทั้งๆที่โดยรวมแล้วคนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลบริหารประเทศไปได้เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะหากรัฐบาลอยู่ได้ยาวปัญหาการเมืองก็น่าจะเบาบางลง เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้นเมื่อมีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น ทุกอย่างก็ลื่นไหลไปได้

อย่างที่บอกเอาไว้ว่า ห้วงระยะ 3 เดือนนี่แหละคือหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่ารัฐบาลจะผ่านมรสุมไปได้หรือไม่

พรรคเพื่อไทยนั้นเคลื่อนไหวสอดรับกับกลุ่มเสื้อแดงอย่างแยกไม่ออก ซึ่งมีพลังพอสมควร ล่าสุดดูเหมือนว่ามีเป้าหมายพุ่งไปที่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มุ่งไปที่นายกฯ โดยกำหนดเอาไว้ว่าจะยื่นญัตติในวันที่ 11 มี.ค. 52 เพราะหากช้าไปกว่านี้จะไม่ทันกาล และอาจไม่มีโอกาสได้ซักฟอก

แม้ยังไม่เปิดเผยข้อมูล แต่ดูเหมือนจะมั่นใจในหลักฐานต่างๆ ที่อยู่ในมือที่เชื่อว่าเปิดขึ้นมาเมื่อใดก็สามารถเล่นงานจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้

ก็ต้องฟังหูไว้หูก่อนว่าจะมีทีเด็ดจริงหรือว่าแค่ราคาคุยข่มขวัญกันเท่านั้น

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ พรรคเพื่อไทยยังไม่มีหัวหน้าพรรคที่เป็น ส.ส. ทำให้ไม่สามารถตั้งผู้นำฝ่ายค้านได้ แม้หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันเปิดทางแล้วก็ตาม แต่เพราะไม่ค่อยมีใครอยากจะเป็น โดยล่าสุดมีแคนดิเดตอยู่ 3 คน

1. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 2. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ 3. พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย

ร.ต.อ.เฉลิมนั้น แรกๆก็พยายามปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่ง อ้างว่าชั้นไม่ถึง แต่ประเด็นมันน่าจะอยู่ที่เงื่อนไขมากกว่า โดยเฉพาะการยอมรับไม่ใช่เรื่องของการกลัวว่าหากพรรคมีปัญหาถูกยุบจะต้องถูกเว้นวรรคการเมือง

แต่มันน่าจะอยู่ที่เจ้าของพรรคตัวจริงเสียงจริงมากกว่า จนล่าสุดคงมั่นใจแล้วจึงประกาศรับตำแหน่ง

เพราะมันต้องเกี่ยวกับ เงินและการทำให้คนในพรรคยอมรับในคำสั่ง.

"สายล่อฟ้า"

เครื่องรวนเหมือนกัน

ที่มา ไทยรัฐ

กร่อยไปเลยกับ มุกหากินของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถนัดด่าพรรคอื่นซื้อเสียง กดหัวคู่แข่งโกงเลือกตั้ง ชูตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่พรรคเดียว

ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์งดประกาศผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. สมุทรปราการ เขต 1 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง น.ส.สรชา วีรชาติวัฒนา ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์

เนื่องจากให้หัวคะแนนแจกเงินซื้อเสียงพร้อมแนบนามบัตร

แจกใบแดง พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดเลือกตั้งใหม่

คนประชาธิปัตย์โดนไปเจ๋งๆ ใบแดงค้ำคอ ต่อไปจะด่าใครได้เต็มปากเต็มคำ

จับน้ำเสียงข้องใจของ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกลีลาชิ่งกันเนียนๆ ยังไม่ได้คุยกับ น.ส.สรชา แต่ยอมรับว่าแปลกใจที่ น.ส.สรชาได้ใบแดง เพราะพรรคให้งบฯไปหาเสียงเพียงแค่ล้านกว่าบาท

แต่คงจะแก้ยาก เพราะ กกต.ให้ใบแดงไปแล้ว ไม่อยากทะเลาะกับ กกต.

โดยอารมณ์ที่สะท้อนออกมา ลึกๆก็เหมือนจะรู้ตัวว่า กำลังโดน หมั่นไส้

ที่แน่ๆ เทพเทือกไม่อยากมีปัญหากับ กกต. เพราะคิวของตัวเองก็จ่อรอลุ้นคดีแจกของร่วมกับน้องชายและผู้สมัครสมาชิก อบจ.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เอาเป็นว่า ยี่ห้อประชาธิปัตย์เปิดซิงใบแดงไปแล้ว ไอ้ที่ว่าห้อยหลวงพ่อรอด แคล้วคลาดมาตลอด

ก็ไม่เหนียวอีกต่อไป

และก็เป็นอะไรที่เริ่มส่งสัญญาณเครื่องรวนภายใน จับอาการจากคิวที่ เทพเทือกยังต้องออกตัว มัวแต่ยุ่งกับสถานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ไม่มีเวลาทำหน้าที่แม่บ้าน

ทำให้งานในพรรคประชาธิปัตย์หย่อนยาน

แน่นอนโดยปัจจัยเหตุหนึ่งน่าจะเกี่ยวเนื่องกับ คิวหลุดของนายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งมาฟัดกับพรรคเพื่อไทย

แต่ไปๆมาๆ กลายเป็น ตัวล่อเป้าซะเอง

และอันที่จริงเลยกรณีของนายเทพไทก็เป็นแค่ปลายเหตุ เพราะโดยเกมอย่างที่รู้ๆกัน เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่การทำหน้าที่ของทีมงานกระบอกเสียงรัฐบาล รวมไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่สามารถต่อกรกับพรรคเพื่อไทยได้

ปากตะไกรไม่สะใจ

และก็อย่างที่เห็นร่องรอยของรายการขบเหลี่ยม ทีมรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเหน็บ หมอท็อปนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค ชอบทำงานเป็นเอกเทศ ไม่นัดแนะประเด็นเล่นข่าว ไม่สนองประเด็นการเมืองให้ผู้ใหญ่ในพรรค

ศิลปินเดี่ยว ไม่เข้าขากับใคร

ล่าสุดถึงคิวของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาบ่นดังๆ เริ่มอึดอัดในการทำงานร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างนายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกรัฐบาล ที่เน้นเรื่องวิชาการและผลงานรัฐบาลมากเกินไป

อ่อนเชิงตอบโต้ทางการเมือง

กระบอกเสียงแตกคอกันเอง

จึงไม่น่าแปลกใจกับอาการ ผิดฟอร์มของสำนัก ปากกล้ายี่ห้อประชาธิปัตย์

เทพไทก็หงายเก๋งเรื่องสหรัฐฯ ถอนวีซ่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร นพ.บุรณัชย์ก็ถูกมองว่าโฉ่งฉ่างไม่มีเชิง กับคิวลุยถั่วแฉเรื่องคนใกล้ชิดโดนตำรวจป่าไม้จับข้อหาบุกรุกป่าสงวน จ้องดิสเครดิต สารวัตรเหลิมร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่มีข่าวคั่วเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

พลาดเข้าเนื้อ เจ็บตัวไปตามๆกัน

ร้อนถึงหัวขบวนใหญ่ทั้ง อภิสิทธิ์และ เทพเทือกต้องรีบชิ่ง ตีกรรเชียงหนีกันอุตลุด

อย่างไรก็ดี ในขณะที่เครื่องของพรรคประชาธิปัตย์กำลังรวน ย้อนมาดูคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยก็ใช่ว่าเครื่องจะเดินเต็มลูกสูบซะที่ไหน

กับอาการทะลุกลางปล้องของนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย โวยวายดังๆ

พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้มีมติยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 11 มีนาคม ตามที่ สารวัตรเหลิมประโคมข่าวแต่อย่างใด

ขณะที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ก็สำทับว่า สัปดาห์หน้าจะหยิบยกเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเข้าหารือในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อใด

โดยปฏิเสธว่า ยังไม่มีมติยื่นอภิปรายในวันที่ 11-12 มีนาคม ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิมระบุ

ขัดขากันเองหัวทิ่มตั้งแต่ยังไม่ก้าวขึ้นเวที.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม ตอน3)

ที่มา thaifreenews



ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม ตอน3)

ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม ตอน2)

ที่มา thaifreenews



ทหาร commando พร้อมอาวุธสงคราม M16 ใส่ไอ้โม่ง สวมผ้าพันคอสีเหลือง บุกบ้านยงยุทธ พังประตูเข้่าไป

ทหารผ้าพันคอเหลือง บุกบ้านยงยุทธ (ฉบับเต็ม)

ที่มา thaifreenews



ทหาร commando พร้อมอาวุธสงคราม M16 ใส่ไอ้โม่ง สวมผ้าพันคอสีเหลือง บุกบ้านยงยุทธ พังประตูเข้่าไป

Wednesday, February 11, 2009

"คำนูณ"ชี้แถลง"ใจ"หนักข้อกว่าประกาศคณะปฏิวัติ

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ ว่า ภายหลังเผยแพร่แถลงการณ์สยามแดงที่เขียนโดยนายใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านทางเว็บไซด์ต่าๆ มีประชาชนในนามตัวแทนชมรมคนรักในหลวง นำสำเนาแถลงการณ์ดังกล่าวร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ที่มี พล.อ.ณพฤต พันธะจิต ส.ว.สรรหา เป็นประธาน

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในฐานะโฆษกกมธ.ฯ กล่าวเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ถึงแถลงการณ์สยามแดงที่เขียนโดยนายใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของนายใจที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ ขณะนี้ ส่วนตัวถือว่า มีความรุนแรงมากกว่าแถลงการณ์ของคณะราษฎรในการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิ.ย.2475 เสียอีก ไม่จำเป็นต้องพิจารณาแล้วว่า ขัดกฎหมายอาญา มาตรา 122 หรือไม่ เพราะเนื้อหาเข้าขั้นกบฏในราชอาชอาณาจักร เนื่องจากมีการสนับสนุนให้จัดตั้งพรรคการเมืองในระบบสาธารณรัฐ ถือว่า เกินขอบเขตที่จะอ้างเสรีภาพในทางวิชาการ ดังนั้นจึงเชื่อว่าคงยากที่นายใจจะกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง

นายคำนูณ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ทางการเมืองมีการผนวกกันหลายส่วนทั้งการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ การต่อต้านทหาร การคัดค้านการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และการล้มรัฐบาลทำให้ประเด็นการเมืองแหลมคมมากจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลที่ประกาศนโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องแสดงความชัดเจนว่า ทิศทางปฎิรูปการเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างมีเป้าหมายอะไร รวมทั้งต้องปฎิรูปสื่ออย่างจริงจัง ไม่ใช่เปลี่ยนแค่โลโก้สถานี แต่ต้องดำเนินการกับวิทยุชุมชนที่จาบจ้วง ให้ข้อมูลผิดๆกับประชาชน ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในสังคม

ส่วนข้อเรียกร้องของนักวิชาการที่จะให้ปรับปรุงมาตรา122 ซึ่งเป็นข้อหาเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้น นายคำนูณ กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญม.8 ที่ระบุว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้ ซึ่งบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไทยก็เป็นไปตามลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่อาจจะแตกต่างกับสังคมอื่นโดยเฉพาะโลกตะวันตก จะนำมาเปรียบเทียบกันมิได้

“กรณีนี้มีการตีความหลายทาง ด้านหนึ่งก็มองว่าการดำเนินการตามมาตรา 122 อย่างเคร่งครัดจะทำให้เกิดแรงต่อต้านสูง แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยถามว่ากฎหมายจะมีค่าอะไร"นายคำนูณ กล่าว

'สุวัจน์' ก็สัญญาณแรง

ที่มา ไทยรัฐ

ข่าวที่ออกมาว่ามีการยกเลิกวีซ่านั้น เป็นข่าวลือ ซึ่งเรื่องการขอวีซ่าตามปกติสถานทูตสหรัฐฯ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวีซ่าของบุคคลทั่วไป แต่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับอดีตนายกฯทักษิณและนางพรทิวา ผมจึงจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะข่าวการถอนวีซ่าของทั้งสองคนล้วนเป็นข่าวลือทั้งสิ้น

โดยมาตรฐานการรักษามารยาททางการทูต ในแบบฉบับของนายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันชัดเจนเลยว่า

ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีการถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้

ตามกฎหมายของสหรัฐฯ พ.ต.ท.ทักษิณยังสามารถใช้วีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ ได้ และทางสหรัฐฯ ยังไม่มีแผนการที่จะถอนหรือยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ

เช่นเดียวกับข่าวการขึ้นบัญชีดำนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ก็เป็นแค่ข่าวลือที่ไม่มีความเป็นธรรม พร้อมการันตีนางพรทิวา จะไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อใดก็ได้

ก็หน้าม้าน อายม้วนกันไป

โดยเฉพาะ เดอะคึกนายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดประเด็นเรื่องวีซ่าสหรัฐฯ แถลงข่าวเล่นเอาล่อเอาเถิดรายวัน

มันฟ้องมาตรฐานข่าวโคมลอย แค่ตีกินทางการเมือง

ที่แน่ๆโดยอาการรีบตีกรรเชียงชิ่งกันทันควัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกปัดไม่ได้สะกิดให้นายเทพไท ออกมาปูดข่าวสหรัฐฯถอนวีซ่าอดีตนายกฯทักษิณ พร้อมกับโบ้ยการตั้งนายเทพไท เป็นโฆษกของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แค่ทำงานในส่วนของพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

จากยุทธศาสตร์ใช้ เทพไทล่อกับพรรคเพื่อไทย

กลายเป็นตัว ล่อเป้าซะเอง

เรื่องของเรื่อง จากคิวที่ประชาธิปัตย์พลาด มุกแป๊กกรณีวีซ่า โดนทูตสหรัฐฯตอกหน้าหงายเก๋ง ก็ถือเป็นการประทับความเก๋า เข้าทางนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายใหญ่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่เล่นบท พี่เอื้อยสอนมวยรัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของรุ่นน้องอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ ถ้าคิดจะประคองสถานภาพอยู่ในอำนาจนานๆ

รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงให้มาก และต้องตอบโต้ให้น้อยหน่อย

สุวัจน์พูดผิดซะที่ไหน

และก็เป็นอะไรที่สะท้อนราคาหุ้นดีดตัวอีกครั้ง ถ้าเป็นไปตามนัยที่นักการเมืองใช้วันคล้ายวันเกิดเป็นดัชนีชี้วัดบารมี ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 54 ของนายสุวัจน์ ปีนี้

ปึ้กสมฐานะ ผู้มีบารมีนอกรัฐบาล

ครบเครื่องทั้ง เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เสธ.หนั่นพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ว่าที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ไม่เว้นแม้แต่ปีกฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ก็ส่งเบอร์ต้นๆอย่างนายพายัพ ชินวัตร น้องชายอดีตนายกฯทักษิณ มาร่วมอวยพรด้วยตัวเอง

รวมถึงศิษย์เก่าพรรคชาติพัฒนาที่คืนสู่เหย้ากันพร้อมหน้า ทั้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายประจวบ ไชยสาส์น เจ๊ปิ๊กนางปวีณา หงสกุล

แต่ที่มีนัยจริงๆน่าจะอยู่ที่คิวของแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของ พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวีที่มากันเป็นขบวน

ตอกย้ำสัญญาณ แท็กทีม

สุวัจน์-พินิจ-ปรีชา-ไพโรจน์ขั้วที่แรงสปาร์กไม่แพ้ค่ายภูมิใจไทย

และก็เป็นอะไรที่ต้องยอมรับว่า สุวัจน์เป็นหนึ่งในไม่กี่คน ที่กล้าแสดงจุดยืนสนับสนุนการนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ปลดล็อกบุคลากรทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น

ไม่มีกั๊ก ไม่มีเขิน

แต่ก็จุดยืนแข็งขืนมาตลอดเหมือนกัน พลพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีวันเห็นดีเห็นงามกับการนิรโทษกรรมนักเลือกตั้งอาชีพ โดยอาการ เทพเทือกเมินใส่ข้อเรียกร้อง สุวัจน์แบบไม่ไยดี

นั่นก็เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

ขนาดทุกวันนี้เจอแค่นอมินีแถวสอง แถวสาม แม้แต่นกแล นกกระจิบกระจอก ยังเอาชนะลำบาก ถ้านักเลือกตั้งตัวจริงกลับมาลงสนามได้

ประชาธิปัตย์ก็ยิ่งหืดจับไปใหญ่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

อ้วกแตก!เปลว สีเงิน ชเลียร์แผล่บรัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอน

ที่มา Thai E-News

โดย เปลว สีเงิน
ที่มา ไทยโพสต์

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ จัดได้ว่าเป็นสื่อที่ตามล้างตามจองเวรเครือข่ายฝ่ายทักษิณได้ทุกเรื่อง อย่างล่าสุดไทยโพสต์ของเปลวเป็นคนเปิดข่าวเองว่าอเมริกางดซีว่าเข้าประเทศของทักษิณ แต่พอข่าวออกมาว่าไม่จริง ไทยโพสต์กลับไม่ยอมแก้ไขข่าวผิดพลาดของตนเอง แต่ทางตรงกันข้ามก็เชียร์ฝ่ายรัฐประหารรัฐบาลเทพประทานได้ในทุกเรื่อง กรณีของพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ ที่ถูกข่าวเรื่องอเมริกางดวีซ่าเข้าประเทศเหมือนกัน พอข่าวออกมาว่าไม่ใช่ เปลวก็หันมาจับปากกาแก้ต่างว่าพรทิวา"ถูกใส่ร้าย" และแม้แต่หาเหตุเชียร์ไม่เจอ ก็ยังไปยกเรื่องโหงวเฮ้งมาเชียร์กันจนได้



แต่จาก ๖๐ จะขึ้นเป็น ๘๐-๙๐ หรือ ๙๙.๙๙ นั้น ก็อยู่ตรงจมูก ฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล.."พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!


ตอนนี้ ผมไม่สงสารใครเท่า "คุณพรทิวา นาคาศัย" ตั้งแต่ขึ้นชั้นพรวดพราดมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงหลักใหญ่โตเบ้อเริ่มเทิ่ม เธอก็ถูกดูหมิ่น ดูแคลน ค่อนแคะ ค่อนขอด ต่างๆ นานามาตลอด

ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องไม่เคยงาน ไม่มีประสบการณ์ ถึงจะมีความสามารถอยู่บ้าง ก็เป็นความสามารถยังไม่ถึงระดับจะมาเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ เมื่อมาเป็น ก็คล้ายเป็นรัฐมนตรี "ตู้เซียมซีหยอดเหรียญ" ให้กับคณะปรึกษาเขี้ยวงาแหลม

ล่าสุด ไม่รู้ใครไปปล่อยข่าวว่า "เธออาจเป็นอีกคนหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาไม่ให้เข้าประเทศ" ทั้งที่มีโปรแกรมจะไปสหรัฐในเดือนหน้า เล่นเอาเธอต้องตั้งโต๊ะโชว์ "วีซ่า ๑๐ ปี" ให้ดูเมื่อวันจันทร์

และเมื่อวาน (๑๐ ก.พ.) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำไทย "นายอีริค จี. จอห์น" ต้องออกมาช่วยอุ้มว่า "ข่าวการถอนวีซ่าของนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ นั้น ไม่มีความเป็นธรรมสำหรับเธอเลย"

สรุปความว่า ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์หญิง "ถูกใส่ร้าย" ไม่มีการถูกแบล็กลิสต์ ไม่มีการถูกถอนวีซ่า ตามที่ "ไอ้โม่งแดง-ไอ้โม่งดำ" ปล่อยข่าวแต่ประการใด!

ความจริงก็น่าเห็นใจ และไม่เป็นธรรมกับท่านรัฐมนตรีพาณิชย์จริงๆ ด้วย ใครจะอิจฉาตาร้อน หรือหวังแซะเก้าอี้เธอ จะยกเหตุเป็นทายาทโพไซดอน หรือมือใหม่หัดขับ ก็ว่ากันไปเถอะ

แต่การปล่อยข่าวแบบนี้ ไม่ใช่ตัวรัฐมตรีเท่านั้นที่เสียหาย ชื่อเสียง "ประเทศไทย" ต้องเสียหายไปกับความเท็จนั้นด้วย เพราะคุณพรทิวาเธออยู่ในฐานะ "ตัวแทนประเทศไทย"!

ผมดูบุคลิก การพูดจาของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์หญิงคนนี้แล้ว วันไหน-ที่เธอสลัดความไม่มั่นใจในตัวเองหมดไป และไม่ยอมให้คำค่อนแคะ-ดูแคลนมีอิทธิพลเหนือจิตใจ แล้วดึง "ศักยภาพ" ที่มีอยู่พร้อมในตัวออกมาใช้ให้ได้

"พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!

ผมสังเกตว่าเธอเป็นคน "หัวไว-ใจนักเลง" โครงสร้างเสียง บ่งอนาคตไปได้ใหญ่โต เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่า การนอบน้อม และรับฟังผู้ใหญ่ที่เป็น "คณะปรึกษา" นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหาร

แต่ "การรับฟัง" คนละเรื่องกับ "การเชื่อฟัง" ต้องแยกแยะให้ถูก!

ถ้าสามารถทำให้นำไปพูดกันได้ว่า "ท่านรัฐมนตรีหารือกับปลัด-อธิบดีแล้วตัดสินใจสั่งการ" ไม่ใช่ให้เอาไปพูดกันว่า "ท่านรัฐมนตรีสั่งการ ตามที่ที่ปรึกษาตัดสินใจ"

ถ้าเป็นอย่างนี้ได้เมื่อไหร่ละก็ ใคร..ก็ต้านผู้หญิงห้าว-ไฟแรง คนนี้ไว้ไม่อยู่!

แต่ในเอกลักษณ์ "เสียง" นั้น น่าเสียดายอยู่นิด คือ "แฝงวิบาก" ที่ประสานรับกับเค้าโครงหน้า แววตา รอยยิ้ม ซึ่งต้องปลงว่า..นี่คือวาสนาของเธอ ฉะนั้น ก็ต้องเป็นไปตามนั้น!

เดี๋ยวก่อน ต้องเข้าใจคำว่า "วาสนา" ให้ถูกต้องนะครับ คำว่า "วาสนา" ในความเข้าใจคนทั่วไป หมายถึง "ด้านดี" อย่างเดียว แต่ความหมายของคำว่า "วาสนา" จริงๆ แล้ว "ไม่เกี่ยว" ซึ่งก็แค่อะไรที่ "ทำบ่อยๆ" หลีกหนี-หลบเลี่ยงที่จะไม่ทำอย่างนั้นไม่ได้ นั่นแปลว่า..วาสนา!

ใครที่เวลาพูดชอบแลบลิ้นแผลบๆ นั่นก็เรียกว่าวาสนา คือเป็นผลกรรมฝังลึก ลบไม่ออก แกะไม่ออก ติดตัวมาแต่อดีตชาติ

ใครที่ชอบนั่งกระดิกเท้า-สั่นเท้ายิกๆๆๆๆ นั่นก็เรียกว่าวาสนา ใครที่พูดมาก พูดไม่ยอมหยุด อย่างที่เรียกกันว่า "โม้ลิงหลับ" หรือเวลาพูดต้องเกาหัว นั่นก็เป็นเพราะวาสนา

เป็นคนละเรื่อง คนละความหมายที่เรามักใช้คำว่า "วาสนา" ในความหมาย อะไรที่ได้มาฟลุกๆ ได้อย่างที่คนอื่นเขาตะกายมาแทบตายยังไม่ได้ แต่เราอยู่เฉยๆ กลับได้เอา-ได้เอา เรามักเข้าใจว่า แบบนี้คือ "โชควาสนา"

หรืออย่างคุณพรทิวา เดินตามเมีย "คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน" ต้อยๆ ไม่นึก-ไม่ฝัน ใหญ่ท่วมหัวทั้งคุณสมศักดิ์+อนงค์วรรณ นั่งทั้งเก้าอี้เลขาฯ พรรค และเก้าอี้รัฐมนตรีพาณิชย์ ชนิดตาค้างกันทั้งประเทศ!!

นี่ก็ไม่ใช่ในความหมายของคำว่า "วาสนา" นะครับ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของ "บุญทำ-กรรมแต่ง" ของเธอ

ก็ย้อนมาถึง "รอยยิ้ม" ที่เป็นวาสนาอันผมพูดค้างไว้ คือรัฐมนตรีพรทิวาจะเป็นคนพูดพร้อมยิ้ม เหมือนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของคุณสุดารัตน์เขายิ้มหวาน แต่ของคุณพรทิวา นั้น ไม่ใช่ยิ้มหวาน หรือยิ้มที่ทำให้โลกยิ้มตาม หากแต่รอยยิ้มของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ ลองสังเกตดูเถอะ จะเป็นยิ้มที่เรียกว่า

"ยิ้มเหมือนโลกเศร้า" เป็นยิ้มของคน "ไม่สิ้นโศก" จากส่วนลึก!?

เมื่อประกอบเข้าทั้งใบหน้า แววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย และในเสียงผิดลักษณ์หญิง แต่เป็นเอกลักษณ์ "หญิงทรงอำนาจ" และเด็ดขาด นั้น ก็บังเอิญปลายเส้นเสียงเป็นกังวานที่แตกพร่า

ก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสียหมดนะครับ ดี-แต่ดีในลักษณะ "ในบุญบารมีที่ได้มานั้น-แฝงทุกข์" แทนที่จะสุขร้อย ถึงแม้มีมรดกแสนล้าน เธอก็จะสุขเต็มที่ได้แค่ ๖๐ ซึ่งนั่นก็ถือว่ามากแล้ว!

แต่จาก ๖๐ จะขึ้นเป็น ๘๐-๙๐ หรือ ๙๙.๙๙ นั้น ก็อยู่ตรงจมูก ฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล

2552 คนบ้า (อำนาจ) ครองเมือง

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

หลายปีก่อนเคยมีภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมืองเข้ามาสร้างความฮือฮาให้กับคนไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่เกิดหลังยุคดังกล่าวอย่างมาก ชื่อของ แดง ไบเล่ย์, ปุ๊ ระเบิดขวด, ดำ เอสโซ่, เปี๊ยก วิสุทธิ็กษัตริย์ กลายเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญกันในพฤติกรรมกวนเมืองของพวกเขา ผู้คนในยุคอันธพาลครองเมืองต่างมีวิถีชีวิตที่หวาดกลัวกับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ดูเหมือนอยู่เหนือกฎหมายโดยใช้อำนาจกฎหมู่ขึ้นมาข่มขู่ แม้ภาพยนตร์จะสร้างให้ตัวละครแต่ละคนดูเหมือนเป็นคนมีคุณธรรมอยู่บ้าง แต่การใช้อำนาจมืดที่อยู่นอกกฎหมายและอิทธิพลข่มขู่ก็เป็นสิ่งไม่อาจปฏิเสธได้

ปี 2552 ประเทศไทยคงไม่มีอันธพาลครองเมืองดังเช่นปี 2499 อีกต่อไป แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่ปรากฏเห็นในปัจจุบันเรากลับได้สัมผัส คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลัีงครองเมืองอย่างโจ๋งครึ่มที่สุด คนบ้า (อำนาจ) ที่ว่านี้ ก็คือ คนบ้าที่สามารถยกพวกเข้าไปยึดครองทำเนียบรัฐบาล, ยึดครองสนามบิน, เครื่องบิน, และโจรกรรมสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในอาคารผู้โดยสารโดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ และที่ยิ่งกว่านั้น คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ ยััีงพยายามยึดครองประเทศโดยใช้องคาพยพทุกอย่างเพื่อยึดอำนาจในประเทศนี้มาเป็นของตน อำนาจที่ว่านี้หมายถึงอำนาจ ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไทยทั้งมวล

รัฐบาลกำลัังถูกบริหารจัดการโดย คนบ้า (อำนาจ) และเป็น คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลังทำลายประเทศชาติให้ย่อยยับ คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลัีีงพยายามจะออกกฎหมายให้โทษของ การก่อการร้ายสากล ในการยึดสนามบินที่มีโทษถึง ประหารชีวิต ให้เหลือเพียงแค่ปรับ “500 บาท คนบ้า (อำนาจ) ที่มองเห็นคดีที่มีความสำคัญระดับโลกอย่างการยึดเครื่องบินทีเดียว 88 ลำ มีความสำคัญน้อยกว่าการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และ คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ได้รวมกันเพื่อจะใส่ร้ายคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งชาติให้กลายเป็นศัตรูต่อประเทศชาติ โดยอาศัยกฎหมาย หมิ่น และคำว่า “ไม่จงรักภักดี มาใช้เป็นเครื่องมือ

กลุ่ม คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ใช้การโกหก, หลอกลวง, ปลิ้นปล้อน, พูดให้ความผิดกลายเป็นความถูก พูดให้ความถูกเป็นความผิด โดยใช้บุคลิก, น้ำเสียง, ท่าทาง ที่ดูน่าเืชื่อถือของใครบางคน (ที่สร้างภาพเอาไว้) มาเป็นเครื่องมือเพื่อชักจูงและโน้มน้าวจูงใจคนไทยให้เชื่อในสิ่งที่ได้วางแผนไว้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยพูดว่า อดีตนายกทักษิณ โอนเงินนับหมื่นล้านบาทผ่านทางสนามบินสุวรรณภูิิมิ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งโดยชูกระดาษแผ่นเดียวแต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ต่อมานายสุเทพ ใช้ความเก๋าทางการเมือง และความหน้าด้านแบบ คนบ้า (อำนาจ) ให้สัมภาษณ์ว่า อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาประเทศไทยเพื่อจะเป็นประธานาธิบดีโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ....

อยู่ ๆ นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกส่วนตัวของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็แถลงข่าวบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นบัญชีดำของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ไม่ให้เข้าประเทศ ซึ่งท่านเอกอ้ครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ให้ข่าวว่าไม่เป็นความจริง การโยกย้ายทหารระดับ (คุมกำลัง) ผู้บังคับกองพัน และการย้ายนายตำรวจครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของยุทธการปิดประเทศของ คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลังมัวเมาในอำนาจของประเทศนี้.....

ไม่มีการเคลื่อนไหวดำเนินการเอาผิดที่ชัดเจนใด ๆ ต่อการกระทำผิดซึ่งหน้าของกลุ่มพันธมิตรที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังและมีอาวุธเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT, แม้กระทั่งคดีฆ่าคนตายกลางถนนราชดำเนิน หรือการใช้ปืนยิงและทำร้ายผู้คนกลางถนนในขณะที่กำลังก่อม๊อบประท้วงไปทั่วกรุงเทพฯ.....แต่ตรงกันข้ามกลุ่ม คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้กลับพยายามหาเหตุที่จำจับกุมดำเินินคดีต่อผู้ที่พยายามเรียกร้องประชาธิปไตยผู้สวมเสื้อ สีแดง โดยใช้ข้อกล่าวหาว่า หมิ่น และ ความไ่ม่จงรักภักดี มาเป็นเครื่องมือ....

และที่สำคัญนอกจากจะไม่ดำเนินการใด ๆ กับกลุ่มพันธมิตรแล้ว ยังมีการกระทำที่เหมือนส่งเสริมให้เกิดการกระทำผิดมากยิ่งขึ้น.... นายกษิต ภิรมย์, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และอีกหลาย ๆ คนที่อยู่ในการชุมนุมประท้วงของพันธมิตร ต่างได้รับความดีความชอบและตำแหน่งในรัฐบาล คนบ้า (อำนาจ) นี้ นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรคนสำคัญประกาศลั่นว่า จะเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรไปที่ จ. อุดร ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ โดยบอกว่าจะไปนำจังหวัด อุดรราชธานี มาเป็นเมืองขึ้นของพันธมิตรให้จงได้....ไม่ว่าการพูดนี้จะเป็นการพูดเพื่อปลุกใจให้ฮึกเหิม หรือเป็นการพูดเล่น ๆ ก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพันธมิตรที่รวมตัวเพื่อจะไปจังหวัดอุดร ครั้งนี้ก็เพื่อจะไปก่อให้เกิดความรุนแรงอย่างแน่นอน.....ไม่มีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคนใดออกมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่นายสนธิพูดในครั้งนี้แต่อย่างใด...

ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน และประชาชนไทยทุกคนก็เป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ที่จะเลือกในการปกครองของตนเองและอยู่ในประเทศนี้อย่างมีอิสระ ไม่ใช่อยู่อย่างทาสในเรือนเบี้ยที่จะต้องอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการ คนบ้า (อำนาจ) อย่างที่เป็นอยู่นี้....

เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต และกำลังรุกลามเข้ามาสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่เราทุกคนก็จะได้รับผลกระทบนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ที่สำคัญวิกฤตการเมืองเรื่ืองประชาธิปไตยที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นกลับเป็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนยิ่งกว่า ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนโดยสมบูรณ์ วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะทำลายโครงสร้างและระบบการปกครองของประเทศไทยลงอย่างย่อยยับ อนาคตของประชาชนไทย และประเทศชาติคงมองไม่เห็นอย่างแน่นอน...

คงจะถึงเวลาแล้วที่ประชาชนไทยทุกคนต้องถือเป็น หน้า่ที่ โดยตรงที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการสืืบสานปณิธานของคณะราษฎร์ที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย เพื่อประชาชนไทยทั้งมวล.....เสื้อสีแดง จะเป็นพลังแห่งการรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ครอบงำประเทศไทยนี้อยู่

เหตุที่ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ได้ก็เพราะพวกเรามอบกราบอยู่แทบเท้าของพวกเขา ถ้าเรายืนขึ้นก็จะเห็นว่าอันที่จริงแล้่วพวกเขาก็ไม่มีอะไรเลย อาจารย์ใจ กล่าวก่อนจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ

ปูนนก