WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 13, 2009

พนักงานบินไทยฮือเฉดหัวเจ๊แจ่ม ร่วมม็อบยึดสนามบินส่งผลแห้วโบนัส

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดสนทนาสหภาพพนักงานการบินไทย
12 กุมภาพันธ์ 2552

บอร์ดสนทนาสหภาพการบินไทยร้อน พนักงานก่อหวอดเฉดหัวส่งสหภาพชุด"เจ๊แจ่ม"พ้นเก้าอี้ เหตุสมคบพันธมิตรยึดสนามบิน จนส่งผลให้บริษัทขาดทุนขาดสภาพคล่องต้องงดโบนัส แจ่มศรีด้านไม่เลิกยกพวกบุกเคลียร์ดีดีจำปี บีบจ่ายย้อนหลังหากการบินไทยพ้นภาวะเจ๊ง ส่วนคดียึดสนามบินผ่านไป79วันเงียบฉี่ ทั้งที่จะครบกำหนด1เดือนพรุ่งนี้ที่"จงรัก"เคยสัญญาจะจับกุมดำเนินคดีผู้ก่อการร้าย


พนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)ได้พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหภาพแรงงานพนักงานการบินไทย ภายใต้การนำของประธานสหภาพ คือนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ อย่างหนักที่มีส่วนสำคัญในการเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร รวมทั้งสนับสนุนการยึดสนามบิน จนเป็นเหตุสำคัญให้การบินไทยขาดทุนและขาดสภาพคล่องอย่างหนัก กระทั่งล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติงดจ่ายเงินโบนัส และงดขึ้นเงินเดือนพนักงาน

โดยพนักงานการบินไทยจำนวนมากเข้าไประบายความไม่พอใจต่อนางแจ่มศรีกับสหภาพในบอร์ดสนทนาของสภาพแรงงานการบินไทย

พนักงานรายหนึ่งเขียนตั้งกระทู้เรื่อง"มาร์คช่วยไม่ได้"ว่า ถ้าบริษัทการบินไทยถึงขั้นต้องปลดพนักงานบริษัทออก รบกวนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ยอมลงทุนทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อให้มาร์คได้เป็นนายกฯช่วยแสดงความรับผิดชอบด้วยการปลดตัวเองก่อนใครนะครับ

ผู้ใช้นามว่าTG LOVERเขียนว่า อยากให้คุณแจ่มศรีออกมาช่วยพวกเราบ้างนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เลือกคุณเป็นประธานสหภาพ ทำอะไรเพื่อพวกเราบ้างเถอะครับ ตอนปิดสนามบิน คนที่ไม่ได้บินรายได้หายอย่างน้อย20,000-30,000บาท ช่วยอะไรพวกเราบ้างเถอะครับ หาคำตอบที่ชัดเจนให้พวกเราบ้างนะครับคุณแจ่มศรี

คนที่ใช้ชื่อ"พนักงาน"เขียนว่า ถามคำเดียวว่าพวกท่านและพรรคพวกสหภาพพนักงานการบินไทยทำอะไรกันได้บ้าง หรือต้องปิดสนามบินกันอีกครั้ง

ส่วนผู้ใช้ชื่อว่ากบในกะลา เขียนว่า ทุกวันนี้ก็สำนึกผิดมาตลอดที่กากบาทเลือกนางแจ่มศรีเข้ามาเป็นประธานสหภาพพนักงานการบินไทย

ผู้ใช้ชื่อA300เขียนในกระทู้เรื่อง"ไม่ขึ้นเงินเดือนประจำปี"ว่า ปิดสนามบินจนบริษัทขาดทุนขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาขอขึ้นเงินเดือนอีกหรือ คนอื่นในบริษัทขยันทำงานแทบตาย คนกลุ่มเดียวมาทำพังหมด

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ เตรียมเข้าพบกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย บ่ายนี้ จี้ทบทวนการไม่จ่ายโบนัสและปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน

เจ๊แจ่มด้านไม่เลิกขอโบนัสย้อนหลังหากบินไทยฟื้น

นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมกรรมการสหภาพ เพื่อหารือถึงมติคณะกรรมการการบินไทยที่งดจ่ายโบนัสให้กับพนักงานและไม่ขึ้นเงินเดือน โดยจะขอเข้าพบ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทยเพื่อขอให้คณะกรรมการทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยการไม่จ่ายโบนัสนั้นสามารถยอมรับได้ แต่ต้องมีการจ่ายย้อนหลังเมื่อสถานการณ์ของบริษัทฟื้นกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนการไม่ปรับขึ้นเงินเดือนนั้นเห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ โดยหากบริษัทมีกำไรต้องปรับขึ้นให้กับพนักงาน 75% ต่อปี แต่หากขาดทุนจะต้องขึ้น 6.5% ต่อปี ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการก็ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ ไม่มีการแสดงสปิริตลดสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ของบริษัท แต่เป็นการเรียกร้องตามสิทธิและจะไม่มีการชุมนุมประท้วงหรือหยุดงานแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าจะเจรจากับทางผู้บริหารบริษัทได้

พนักงานบินไทยแห้วเงินโบนัส!

นายสุรชัย ธารสิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดการบินไทยเมื่อวานนี้(11ก.พ.)ว่า ที่ประชุมรับทราบแผนการฟื้นฟูของบริษัทฯที่จะลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ โดยในเบื้องต้น จะมีการลดค่าใช้จ่ายในช่วง 3 ปี (52-54) ลง 10% โดยในระยะแรกจะปรับลดรายจ่ายลง 3% หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการปรับแผนการลงทุนในช่วงปี 52-54 ด้วย

ขณะเดียวกัน จะมีการจัดหารายได้เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้จะไม่มีการบรรจุงานใหม่สำหรับตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ในส่วนของแผนปี 52 นั้นจะมีการปรับลดรายได้ลงจากเดิมที่อยู่ที่ 200,000 ล้านบาท เหลือ 180,000 ล้านบาท โดยคาดว่าปี 52 น่าจะมีกำไรจากการดำเนินการก่อนการหักภาษี นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบที่จะไม่ให้จ่ายเงินรางวัลประจำปี 51 ให้กับพนักงาน

ที่นี่ประเทศไทยยึดสนามบิน79วันคดีเงียบหาย

นับจากวันที่25พฤศจิกายน2551ถึงวันนี้(12ก.พ.)เป็นเวลา 79 วันผ่านไปแล้ว คดียึดสนามบิน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

-5 วันในเดือนพฤศจิกายน 2551...เงียบ
-ตลอด31วันของเดือนธันวาคม2551..เงียบ
-ตลอด31วันของเดือนมกราคม2552..เงียบ
-ผ่านไปอีก12วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2552..เงียบหาย

*เชื่อหรือไม่ ตำรวจกำลังหาหลักฐานอยู่ ข้อมูลล่าสุดคือ มีความคืบหน้าในการหาหลักฐานไปแล้ว 70%

*พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ พูดไว้ล่าสุดเมื่อ13ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จะออกหมายจับผู้กระทำผิดได้ภายใน1เดือน

*จับตามองว่าภายในวันพรุ่งนี้(ศุกร์13ก.พ.นี้)ซึ่งครบรอบ80วันยึดสนามบิน จะมีอะไรเกิดขึ้นในกอไผ่หรือไม่?

2552 คนบ้า (อำนาจ) ครองเมือง

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

หลายปีก่อนเคยมีภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมืองเข้ามาสร้างความฮือฮาให้กับคนไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่เกิดหลังยุคดังกล่าวอย่างมาก ชื่อของ แดง ไบเล่ย์, ปุ๊ ระเบิดขวด, ดำ เอสโซ่, เปี๊ยก วิสุทธิ็กษัตริย์ กลายเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญกันในพฤติกรรมกวนเมืองของพวกเขา ผู้คนในยุคอันธพาลครองเมืองต่างมีวิถีชีวิตที่หวาดกลัวกับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ดูเหมือนอยู่เหนือกฎหมายโดยใช้อำนาจกฎหมู่ขึ้นมาข่มขู่ แม้ภาพยนตร์จะสร้างให้ตัวละครแต่ละคนดูเหมือนเป็นคนมีคุณธรรมอยู่บ้าง แต่การใช้อำนาจมืดที่อยู่นอกกฎหมายและอิทธิพลข่มขู่ก็เป็นสิ่งไม่อาจปฏิเสธได้

ปี 2552 ประเทศไทยคงไม่มีอันธพาลครองเมืองดังเช่นปี 2499 อีกต่อไป แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่ปรากฏเห็นในปัจจุบันเรากลับได้สัมผัส คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลัีงครองเมืองอย่างโจ๋งครึ่มที่สุด คนบ้า (อำนาจ) ที่ว่านี้ ก็คือ คนบ้าที่สามารถยกพวกเข้าไปยึดครองทำเนียบรัฐบาล, ยึดครองสนามบิน, เครื่องบิน, และโจรกรรมสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในอาคารผู้โดยสารโดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ และที่ยิ่งกว่านั้น คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ ยััีงพยายามยึดครองประเทศโดยใช้องคาพยพทุกอย่างเพื่อยึดอำนาจในประเทศนี้มาเป็นของตน อำนาจที่ว่านี้หมายถึงอำนาจ ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไทยทั้งมวล

รัฐบาลกำลัังถูกบริหารจัดการโดย คนบ้า (อำนาจ) และเป็น คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลังทำลายประเทศชาติให้ย่อยยับ คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลัีีงพยายามจะออกกฎหมายให้โทษของ การก่อการร้ายสากล ในการยึดสนามบินที่มีโทษถึง ประหารชีวิต ให้เหลือเพียงแค่ปรับ “500 บาท คนบ้า (อำนาจ) ที่มองเห็นคดีที่มีความสำคัญระดับโลกอย่างการยึดเครื่องบินทีเดียว 88 ลำ มีความสำคัญน้อยกว่าการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และ คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ได้รวมกันเพื่อจะใส่ร้ายคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งชาติให้กลายเป็นศัตรูต่อประเทศชาติ โดยอาศัยกฎหมาย หมิ่น และคำว่า “ไม่จงรักภักดี มาใช้เป็นเครื่องมือ

กลุ่ม คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ใช้การโกหก, หลอกลวง, ปลิ้นปล้อน, พูดให้ความผิดกลายเป็นความถูก พูดให้ความถูกเป็นความผิด โดยใช้บุคลิก, น้ำเสียง, ท่าทาง ที่ดูน่าเืชื่อถือของใครบางคน (ที่สร้างภาพเอาไว้) มาเป็นเครื่องมือเพื่อชักจูงและโน้มน้าวจูงใจคนไทยให้เชื่อในสิ่งที่ได้วางแผนไว้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยพูดว่า อดีตนายกทักษิณ โอนเงินนับหมื่นล้านบาทผ่านทางสนามบินสุวรรณภูิิมิ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งโดยชูกระดาษแผ่นเดียวแต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ต่อมานายสุเทพ ใช้ความเก๋าทางการเมือง และความหน้าด้านแบบ คนบ้า (อำนาจ) ให้สัมภาษณ์ว่า อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาประเทศไทยเพื่อจะเป็นประธานาธิบดีโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ....

อยู่ ๆ นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกส่วนตัวของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็แถลงข่าวบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นบัญชีดำของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ไม่ให้เข้าประเทศ ซึ่งท่านเอกอ้ครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ให้ข่าวว่าไม่เป็นความจริง การโยกย้ายทหารระดับ (คุมกำลัง) ผู้บังคับกองพัน และการย้ายนายตำรวจครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของยุทธการปิดประเทศของ คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลังมัวเมาในอำนาจของประเทศนี้.....

ไม่มีการเคลื่อนไหวดำเนินการเอาผิดที่ชัดเจนใด ๆ ต่อการกระทำผิดซึ่งหน้าของกลุ่มพันธมิตรที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังและมีอาวุธเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT, แม้กระทั่งคดีฆ่าคนตายกลางถนนราชดำเนิน หรือการใช้ปืนยิงและทำร้ายผู้คนกลางถนนในขณะที่กำลังก่อม๊อบประท้วงไปทั่วกรุงเทพฯ.....แต่ตรงกันข้ามกลุ่ม คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้กลับพยายามหาเหตุที่จำจับกุมดำเินินคดีต่อผู้ที่พยายามเรียกร้องประชาธิปไตยผู้สวมเสื้อ สีแดง โดยใช้ข้อกล่าวหาว่า หมิ่น และ ความไ่ม่จงรักภักดี มาเป็นเครื่องมือ....

และที่สำคัญนอกจากจะไม่ดำเนินการใด ๆ กับกลุ่มพันธมิตรแล้ว ยังมีการกระทำที่เหมือนส่งเสริมให้เกิดการกระทำผิดมากยิ่งขึ้น.... นายกษิต ภิรมย์, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และอีกหลาย ๆ คนที่อยู่ในการชุมนุมประท้วงของพันธมิตร ต่างได้รับความดีความชอบและตำแหน่งในรัฐบาล คนบ้า (อำนาจ) นี้ นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรคนสำคัญประกาศลั่นว่า จะเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรไปที่ จ. อุดร ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ โดยบอกว่าจะไปนำจังหวัด อุดรราชธานี มาเป็นเมืองขึ้นของพันธมิตรให้จงได้....ไม่ว่าการพูดนี้จะเป็นการพูดเพื่อปลุกใจให้ฮึกเหิม หรือเป็นการพูดเล่น ๆ ก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพันธมิตรที่รวมตัวเพื่อจะไปจังหวัดอุดร ครั้งนี้ก็เพื่อจะไปก่อให้เกิดความรุนแรงอย่างแน่นอน.....ไม่มีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคนใดออกมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่นายสนธิพูดในครั้งนี้แต่อย่างใด...

ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน และประชาชนไทยทุกคนก็เป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ที่จะเลือกในการปกครองของตนเองและอยู่ในประเทศนี้อย่างมีอิสระ ไม่ใช่อยู่อย่างทาสในเรือนเบี้ยที่จะต้องอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการ คนบ้า (อำนาจ) อย่างที่เป็นอยู่นี้....

เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต และกำลังรุกลามเข้ามาสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่เราทุกคนก็จะได้รับผลกระทบนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ที่สำคัญวิกฤตการเมืองเรื่ืองประชาธิปไตยที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นกลับเป็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนยิ่งกว่า ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนโดยสมบูรณ์ วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะทำลายโครงสร้างและระบบการปกครองของประเทศไทยลงอย่างย่อยยับ อนาคตของประชาชนไทย และประเทศชาติคงมองไม่เห็นอย่างแน่นอน...

คงจะถึงเวลาแล้วที่ประชาชนไทยทุกคนต้องถือเป็น หน้า่ที่ โดยตรงที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการสืืบสานปณิธานของคณะราษฎร์ที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย เพื่อประชาชนไทยทั้งมวล.....เสื้อสีแดง จะเป็นพลังแห่งการรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ครอบงำประเทศไทยนี้อยู่

เหตุที่ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ได้ก็เพราะพวกเรามอบกราบอยู่แทบเท้าของพวกเขา ถ้าเรายืนขึ้นก็จะเห็นว่าอันที่จริงแล้่วพวกเขาก็ไม่มีอะไรเลย อาจารย์ใจ กล่าวก่อนจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ

ปูนนก

Thursday, February 12, 2009

“ไข่มาร์ค” แรง แซง “ไข่สมัคร”

ที่มา ไทยรัฐ

การขึ้น-ลง ของราคาไข่ ไม่เพียงมีนัยสำคัญต่อคะแนนนิยมรัฐบาล ยังชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ และฝีมือในการบริหารประเทศของรัฐบาลแต่ละยุค

นอกจากไข่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับราคาเนื้อสัตว์อื่น ยังเป็นสินค้าที่มีผู้นิยมบริโภคในวงกว้าง พูดได้ว่า ตั้งแต่ก้นครัวบ้านยาจก กระทั่งเมนูบนโต๊ะอาหารบ้านเศรษฐี ยังไงก็ต้องมีไข่เข้าไปมีส่วนร่วม

ด้วยเหตุนี้ ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมักถูกจับเอาไปเปรียบเปรยกับราคาไข่ ถูกหรือแพงกว่าสมัยนายกฯคนอื่นๆ

ปีที่แล้ว ชาวญี่ปุ่น บริโภคไข่ไก่เฉลี่ย 348 ฟอง/คน/ปี คนฮ่องกง กินไข่ 210 ฟอง/คน/ปี ชาวจีน บริโภค 270 ฟอง/คน/ปี ชาวมาเลเซีย 246 ฟอง/คน/ปี อเมริกัน 235 ฟอง/คน/ปี และ ชาวสิงคโปร์ บริโภคเฉลี่ย 280 ฟอง/คน/ปี

ส่วน คนไทย บริโภคไข่ไก่เฉลี่ยขึ้น-ลงอยู่ระหว่าง 145-165 ฟอง/คน/ปี

ว่าไปแล้ว คนไทยยังบริโภคไข่น้อยมาก เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ทางสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ บอกว่า ถ้าคนไทยเพิ่มยอดบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยขึ้นเป็น 190-200 ฟอง/คน/ปี จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ผลิต และผู้บริโภค

แต่ทุกวันนี้เมืองไทยผลิตไข่ไก่ได้ถึงปีละ 12.05 พันล้านฟอง ส่งออกไปขายต่างประเทศปีละ 400 ล้านฟอง ที่เหลืออีกล้นหลาม ใช้บริโภคภายในประเทศ

ราคาไข่จะถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยเป็นสำคัญ

โดยทั่วไปราคาไข่ไก่มักจะตกต่ำในช่วง เทศกาลเข้าพรรษา เทศกาลกินเจ ช่วงที่อากาศหนาว และ ช่วงโรงเรียนปิดเทอม

ช่วงเข้าพรรษาและเทศกาลกินเจ ประชาชนส่วนหนึ่งงดเว้นบริโภคไข่ และ เนื้อสัตว์ ช่วงอากาศหนาว แม่ไก่มักให้ผลผลิตไข่ดกกว่าช่วงอื่น ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ออกมาล้นตลาด และช่วงโรงเรียนปิดเทอม ยอดขายอาหารตามโรงเรียนซบเซาตามจำนวนลูกค้า

นอกจาก 4 ปัจจัยข้างต้น กลไกที่ทำให้ราคาไข่ถูก-แพง ยังขึ้นกับต้นทุน การผลิตไข่ในแต่ละช่วง เช่น ค่าอาหารไก่ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่ายาและเวชภัณฑ์ ที่ใช้ดูแลไก่ ค่าบริหารจัดการภายในฟาร์ม รวมทั้ง ราคาน้ำมัน ซึ่งเชื่อมโยงกับค่าขนส่ง

ลองเทียบฟอร์มกันดูสัก 4-5 รัฐบาลก็ได้ สมัยที่ ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 20

ปี 2536 ไข่ไก่คุณชวนไซส์ใหญ่สุด หรือเบอร์ 0 ขายตามท้องตลาด ราคาถูก-แพงไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ฟองละ 1.65-2.70 บาท แล้วแต่ซื้อจากย่านไหน

ย่านไหนที่เจอราคาหลัง คนกินยุคนั้นพากันร้องจ๊าก

เทียบสมัยรัฐบาลชวนกับรัฐบาลทักษิณ ไข่ชวนว่าแพงแล้ว มาเจอไข่เศรษฐีอย่างทักษิณเข้า ไข่ชวนก็ต้องชิด

ซ้ายไปตามระเบียบ เพราะเอาเข้าจริง ไข่ทักษิณคว้าตำแหน่งแชมป์ราคามหาโหดไปครอง ชนิดที่แม้วันนี้ ก็ยังไม่มีนายกฯคนไหนกล้าลบล้างสถิติ

ดูได้จากราคาที่ผันผวนถึง 3 ครั้ง เริ่มจากต้นปี 2547 (ก่อนไข้หวัดนกระบาด) ไข่ทักษิณเบอร์ 0 ฟองละ 2.62 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.47 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 1.77 บาท

ช่วงมีนาคม 2547 เมืองไทยเจอไข้หวัดนกเล่นงานเต็มเปา ไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาร่วงลงมาเหลือแค่ฟองละ 2.40 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.25 บาท และเบอร์ 5 เหลือ ฟองละ 1.77 บาท

แต่หลังจากไข้หวัดนกสงบ เดือน พ.ค.2547 ไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาทะยานขึ้นไปเป็นฟองละ 3.20 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 3.10 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.70 บาท

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คนไทยได้ลิ้มรสไข่ไก่ฟองละ ทะลุ 3 บาท

สาเหตุเพราะช่วงก่อนที่ไข้หวัดนกระบาด เมืองไทยมีแม่ไก่ไข่อยู่ทั้งสิ้นประมาณ 36 ล้านตัว เคยให้ผลผลิตไข่ไก่ป้อนสู่ตลาดวันละประมาณ 25 ล้านฟอง

พอเจอไข้หวัดนกเล่นงานจนงอมพระราม มีการทำลายแม่พันธุ์ไก่ไข่เป็นจำนวนมาก เดือน พ.ค.2547 ทั้งประเทศเหลือแม่ไก่ไข่เพียง 22 ล้านตัว ทำให้ผลผลิตป้อนสู่ตลาดลดลงเหลือเพียงวันละ 15 ล้านฟอง หรือหายไปวันละประมาณ 10 ล้านฟอง

สถานการณ์ข้างต้น ส่งผลให้ราคาไข่ทักษิณ สวิงราคากลับมาแพงกระฉูดถึงฟองละ 3.20 บาท แถมบางย่าน เช่น ตลาด อ.ต.ก. ฟองละ 4 บาท

เทียบกับช่วงที่ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ (29 ม.ค.-9 ก.ย. 2551) ระยะเวลาครองเก้าอี้นายกฯทั้งสิ้น 7 เดือนกับอีก 12 วัน

ช่วงนั้น ไข่สมัครเบอร์ 0 ตามตลาดสดทั่วไป ขายฟองละ 3 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.60 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.50 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 2.40 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 2.30 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 2.20 บาท และเบอร์ 6 (เล็กสุด) ฟองละ 2.10 บาท

แม้คนกินจะเคยชินกับราคา บ่นไม่ออก แต่พ่อค้าแม่ค้าไข่ส่วนใหญ่ ในช่วงที่คุณสมัครเป็นนายกฯ บ่นกันปอดแปดว่า นายกฯยังไม่ทันได้เริ่มต้นทำงาน ราคาไข่มีแต่ขึ้นเอาๆ ทั้ง ยี่ปั๊ว หน้าฟาร์ม ทั้ง ล้ง (คนกลางคัดขนาดไข่) อ้างต้นทุนพุ่งอย่างไร้เหตุผล

หลังจากรัฐบาลสมัครส่งไม้ต่อให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26

นับจากวันแรกที่นายสมชายได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯ จนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมา ตัดสิทธิกรรมการบริหารฯ ทั้ง 3 พรรค จนนายสมชายต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551

การที่ รัฐบาลสมชายมีอายุสั้นเพียง 2 เดือน กับอีก 15 วัน ประกอบกับช่วงที่คุณสมชายเป็นนายกฯ สถานการณ์บ้านเมือง และราคาไข่ แทบไม่ต่างกับช่วงที่คุณสมัครเป็นนายกฯ กระแสความเคลื่อนไหวราคา ไข่สมชายกับ ไข่สมัครจึงแทบไม่แตกต่าง

ให้หลังจากรัฐบาลสมชายโบกมือลา สลับขั้วการเมืองให้พรรคประชาธิปัตย์ ผลักดัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27

นับจากวันแรกที่หนุ่มมาร์ค อภิสิทธิ์รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 เมื่อ 17 ธ.ค. 2551 จวบจนวันนี้ ประมาณ 2 เดือน ผ่านพ้นจากช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ และสอบผ่านการเป็นรัฐบาลไปอย่างฉิวเฉียด

เมื่อลองสุ่มวัดดัชนี ไข่มาร์คที่ตลาดไท และตลาดสดย่านสะพานควาย พบว่า ไข่ไก่เบอร์ 2 ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภค และเป็นไข่ไซส์ประจำรถเข็นขายข้าวไข่เจียวส่วนใหญ่ ล่าสุดราคาเฉลี่ยแผงละ (30 ฟอง) 80 บาท หรือตกฟองละ ประมาณ 2.60 บาท

เทียบกับช่วงที่นายสมัครเป็นนายกฯใหม่ๆ ยังไม่ทันได้เริ่มต้นทำงาน ไข่สมัครเบอร์ 2 ตามท้องตลาด ฟองละ 2.50 บาท ถูกกว่า ไข่มาร์คฟองละ 10 สตางค์

แต่ยังดีที่กู้หน้าไว้ได้ ไข่มาร์คเบอร์ 0 ช่วงนี้ฟองละ 3 บาท ราคาเท่ากับช่วงที่สมัครเป็นนายกฯ จึงฟันธงยาก นาทีนี้ฝีมือใครเหนือกว่า

กระนั้นก็ตาม เสน่ห์ กรรณสูต อุปนายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออก ไข่ไก่ บอกว่า เวลานี้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่แต่ละฟอง (เฉลี่ยทุกเบอร์) ตกฟองละ 2 บาทเศษ

แต่ช่วงนี้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม เฉลี่ยเหลือเพียงฟองละ 1.90 บาท ตกต่ำต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ทำให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุนกันป่นปี้

สาเหตุที่ราคาไข่ไก่ตกต่ำ เป็นเพราะปริมาณที่ล้นตลาด บวกกับความเชื่อ ที่ว่า กินไข่มากแล้วจะเกิดคอเลสเทอรอล หรือมีไขมันในเลือดสูง รวมทั้งข่าวลือ เรื่องไข้หวัดนก

ถึงกระนั้นเสน่ห์บอกว่า แม้จะขาดทุน ผู้ผลิตไก่ไข่แหล่งใหญ่ของประเทศ ทั้งที่อยุธยาและอ่างทอง ยังคงก้มหน้ากัดฟันเลี้ยงและขายกันต่อไป บางรายต้องควักทุนเก่า บางรายต้องไปหาเงินกู้ก้อนใหม่มาประคองกิจการเพื่อให้อยู่รอด

ในฐานะอุปนายกสมาคมฯ เขาเห็นว่า สิ่งที่ รัฐบาลมาร์คควรทำ เวลานี้ ก็คือเร่งหามาตรการกระตุ้นให้คนไทยเชื่อมั่น และกลับมาบริโภคไข่ไก่ ให้มากขึ้น

คงเดากันได้ไม่ยาก นานวันเข้า ขืนรัฐบาลมาร์คปล่อยปละให้คนเลี้ยงไก่ทยอยเจ๊งกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง

สักวันเมื่อถึงจุดหนึ่งที่รับไม่ได้อาจไปเพิ่มแนวร่วม โดยไม่ตั้งใจ เปิดฉากสงครามปาไข่ครั้งใหม่ ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ถล่มรัฐบาลกระเจิง.

ใบแดงเหมือนกัน

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาลนายกฯอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีชุดแรก 11 คน ใครเป็นใครกันบ้างไม่ต้องเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามให้เสียเวลา

ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลจะแต่งตั้ง

คนใกล้ชิดเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

เพราะถ้าไม่เอาพวกเดียวกันเองก็ ผิดปกติน่ะซีโยม

แม่ลูกจันทร์ เห็นด้วยที่รัฐบาลแต่งตั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี เพื่อมาช่วยงานรัฐบาล ถือเป็น การแบ่งเบาภาระรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปได้ พอสมควร

เนื่องจากหลายกระทรวงมีรัฐมนตรีคนเดียว เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการ ท่องเที่ยวฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม ฯลฯ

ถ้ารัฐมนตรีต้องเดินทางไปราชการต่างประเทศ การบริหารงานในกระทรวงก็ต้องหยุดชะงักกลางคัน!!

เมื่อมี ผู้ช่วยรัฐมนตรี แบ่งเบาภาระ ของรัฐมนตรี ก็จะทำให้การทำงานไม่ติดขัดลำกล้องอย่างที่ผ่านมา

สรุปว่าการแต่งตั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีจึงมีประโยชน์ฉะนี้แล

แต่มาติดอยู่หน่อยเดียวคือ ตอนที่พรรค ประชาธิปัตย์ยังเป็นฝ่ายค้านได้เคยวิจารณ์ การตั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี เอาไว้บานตะเกียง

เช่น...ตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีไม่ สามารถแต่งตั้งได้ เพราะไม่มีกฎหมายรับรอง

หรือ การที่ อดีตนายกฯทักษิณ คิดสร้างตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนใกล้ชิดรัฐบาล

หรือใช้เก้าอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นรางวัลปลอบใจให้กับคนอกหักที่ไม่ได้เป็น รัฐมนตรี

แต่วันนี้ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล สิ่งที่เคยตำหนิรัฐบาลเก่าเอาไว้ รัฐบาลใหม่ก็ทำตามแบบเดียวกัน

เข้าตำราเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินนํ้าแกง

พรรคประชาธิปัตย์เคยโจมตีรัฐบาลทักษิณใช้อิทธิพลการเมืองโยกย้ายล้างบางข้าราชการประจำ

แต่งตั้งคนใกล้ชิดเข้าไปยึดกุมตำแหน่งสำคัญๆ

หวังจะใช้ข้าราชการประจำเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง

วันนี้สิ่งที่เคยว่าแต่เขา อิเหนาก็เป็น ซะเอง

แม่ลูกจันทร์ ไม่ได้รู้สึกผิดหวังที่ เอาใจช่วยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

ไม่ผิดหวัง...เพราะไม่ได้คาดหวังว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์จะเก่งกล้าสามารถ สะอาด โปร่งใสไร้สารพิษเจือปน

ไม่ผิดหวัง...เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่านักการเมืองไทยไม่ว่าอยู่ก๊วนไหนก็แปะเอี้ยพอกัน

แต่อย่างน้อย...การที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็เป็นโอกาสให้พิสูจน์ ฝีมือการทำงานแก้ปัญหาบ้านเมือง

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำได้ดี ก็ควรให้ ทำหน้าที่ต่อไปอีกนานๆ

ข้อสำคัญ การที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทำให้การเมืองเดินหน้าไปได้ ไม่วุ่นวาย เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

ล่าสุด...การที่ กกต.ลงมติแจกใบแดงใบแรกให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าทุจริตเลือกตั้งจริง

ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าพรรคประชาธิปัตย์มีสิทธิ์โดนใบแดงเหมือนกัน

ถึงใบแดงใบนี้จะไม่มีผลต่อการยุบพรรค ประชาธิปัตย์ เนื่องจาก ส.ส.ที่ถูก กกต.แจกใบแดงไม่มีตำแหน่งเป็น กก.บริหารพรรคตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

แต่อย่างน้อย...การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ใบแดงฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ ก็ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโจมตีพรรค คู่แข่งว่าใช้เงินซื้อเสียงเลือกตั้ง จะไม่ สามารถใช้ประเด็นนี้โจมตีพรรคอื่นได้ เต็มปากเต็มคำ

เพราะสิ่งโจมตีคนอื่นไว้ มันจะย้อน กลับมาเข้าตัวเอง.

แม่ลูกจันทร์

วิถีคนกล้า

ที่มา ไทยรัฐ

หากจะวัดความมั่งคั่ง ระหว่างตุรกีกับอิหร่าน ด้วยปริมาณเครื่องเพชรและอัญมณีมีค่า ที่นักท่องเที่ยวถูกพาไปเห็นด้วยตา ยากที่จะตัดสินว่า ประเทศไหนรวยกว่ากัน

พระราชวังทอปกาปิ กรุงอิสตันบูล มีเพชรสีขาวเม็ดใหญ่... รวมกับมรกต ทับทิม หลายเม็ดเท่าไข่ไก่ ที่ประดิดประดอยไว้ในสารพัดข้าวของเครื่องใช้ของกษัตริย์ และพระชายา

แล้วยังมีเหลือรวมเป็นเม็ดๆไว้...อีกหลายกระบะ

ในจำนวนอัญมณีมีค่าเหล่านี้ บางเม็ดมีเรื่องเล่า...น่าสนใจ เช่น มรกต และเพชรพลอยที่ประดับประดาไว้ในกริช...เล่มสำคัญ

สมัยผมยังวัยรุ่น เคยดูหนังชื่อ ทอปกาปิคณะกายกรรมจากยุโรป ตัวเอกแต่งตัวเหมือนสุลต่าน เหน็บกริช ตั้งใจทำให้เหมือนกริชในพระราชวัง ที่คนทั้งประเทศรู้จัก

เรื่องเร้าใจพระเอกใช้วิชากายกรรม เปิดหลังคาอาคาร ห้อยโหนโจนทะยาน เข้าไปคว้ากริชเล่มจริง เอากริชเล่มปลอม เสียบไว้แทน พระเอกก็หนีออกทางหลังคา

แต่ช่องว่างที่หลังคา นกพิราบตัวหนึ่งบินเข้าไป...ร่อนถลาแตะพื้น สัญญาณเตือนก็ดังกังวาน

เป็นอันว่า พระเอกตาย (ถูกจับ) ตอนจบ

ระหว่างที่เพื่อนๆจากไทย และนักท่องเที่ยวจากหลายชาติ เพลินอยู่กับการเดินดูเครื่องเพชรพลอยล้ำค่า ผมสังเกตได้ว่า มีคนสนใจห้องแสดงเครื่องลายครามจากจีนสมัยเหม็งน้อยมาก

เครื่องลายครามชุดนี้ มีประวัติชัดเจน แต้ฮั้ว (เจิ้งเหอ) เสนาบดีสมัยฮ่องเต้หยงเล่อ นำมาในกองเรือมหาสมบัติ (เปาฉวน)

แต่จะเอาเรือมาเทียบท่าจอด หรือขึ้นบกที่เมืองอื่น แล้วบรรทุกขึ้นหลังอูฐ รอนแรมฝ่าทะเลทรายมาให้อีกต่อ...ผมขอติดค้างไว้ จะหาอ่านมาเล่ากันวันหลัง

ย้อนมาหาบรรยากาศระหว่างการเดินหลงอยู่ในดงเพชรพลอย มีเสียงใครสักคนรำพึง

อิจฉาคนเป็นเจ้าของจัง!

ผมนึกถึงเจ้าของ...ซึ่งจริงๆแล้วคงสะสมกันไว้หลายชั่วคน เลือกเอาคนเดียวที่โลกจารึกว่ายิ่งใหญ่ เป็นเจ้าชายนักรบ เป็นราชันแห่งกฎหมาย เป็นเจ้าแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

จอมอัศจรรย์ สุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมาน พระนาม สุไลมาน

ชันษาแค่ 27 ปี สุไลมานนำทัพจากคอนสแตนติโนเปิล ขึ้นเหนือไปพิชิตเมืองเบลเกรดของเซอร์เบีย แล้วก็รุกคืบหน้าไปพิชิตฮังการี ปี ค.ศ.1519 รุกไกลไปจนถึงกำแพงกรุงเวียนนา

ปิดล้อมเวียนนา 19 วัน ฤดูหนาวมาเยือน ทัพสุไลมาน สู้กับน้ำแข็ง-หิมะไม่ได้ ต้องถอยกลับ

จนถึงปี 1566 สุลต่านสุไลมาน ผู้ชรา ก็ยังนำทัพไปเวียนนาอีกครั้ง ครั้งนี้สุไลมานอ่อนล้าจนสิ้นแรง ก่อนจะถึงกรุงเวียนนา ก็สิ้นพระชนม์

ประวัติของสุไลมาน สุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ ตอบคำถาม อิจฉาเจ้าของได้ว่า สุดท้าย เจ้าของอำนาจยิ่งใหญ่และทรัพย์สินอันเกินประมาณค่า...ก็ต้องตายไปมือเปล่า เอาอะไรไปไม่ได้

ดูจากวิถีชีวิต ทุกผู้นำที่กระหายหาอำนาจ ไม่ว่ายุคนี้หรือยุคไหน ไม่เห็นว่า ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากอำนาจ จะช่วยให้ความสุขได้สักกี่มากน้อย?

น่าเสียดายสุไลมาน ผู้ยิ่งใหญ่ แทนการเลือกชีวิตสุขสงบบั้นปลาย เขาเลือกตายในสนามรบ

แต่บางผู้นำ มีเหตุน่าเห็นใจ เขาถูกบังคับให้เลือกทางสู้ตาย...ทางเดียว.

กิเลน ประลองเชิง

ลดภาษีซื้อรถยนต์ เอาขึ้น ฮ.โปรยให้คนจนดีกว่า

ที่มา ไทยรัฐ

เวลานี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำทีมโดยบริษัทรถยนต์ ต่างชาติยักษ์ใหญ่ กำลังเดินสายล็อบบี้รัฐบาลอย่างหนัก โดยเฉพาะ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอุตสาหกรรม เท่าไร เพื่อเป็นช่องทางผลักดันให้รัฐบาล อุ้มบริษัทรถยนต์เหมือนในสหรัฐฯ

จะว่าไปแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย ไม่ถือว่าเดือดร้อน วันก่อนก็เพิ่งแถลงตัวเลขไปหมาดๆ ปี 2551 ยังโกยกำไรกันอื้อซ่า กำลัง ผลิตเพิ่มขึ้น ยอดส่งออกก็เพิ่มขึ้นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ สวนทางเศรษฐกิจโลกที่ กำลังแย่

แต่วันวาน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กลับออกมาเรียกร้องให้ รัฐบาล ลดภาษีเพื่อกระตุ้น ยอดขายรถยนต์ในประเทศ ให้มากขึ้น โดยขอให้รัฐบาลแก้กฎหมายให้ผู้ซื้อรถยนต์ นำค่าซื้อรถมาหักลดหย่อน ภาษีได้คนละ 100,000 บาท เหมือนการลดหย่อนให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และประกันชีวิต

โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ บอกด้วยว่า เดิมตั้งใจจะขอให้รัฐบาล ลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับซื้อรถยนต์ จากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 4 ด้วยซ้ำ ซึ่งจะทำให้รถยนต์มีราคาลดลงคันละ 2-3 หมื่นบาท แต่ดูแนวโน้มแล้วคงจะยาก เลยขอลดหย่อนภาษีคันละ 1 แสนบาทแทน

เหตุผลที่ต้องขอให้รัฐบาลลดภาษี เพราะบริษัทรถยนต์คาดการณ์ว่า ปี 2552 นี้ ยอดขายรถยนต์ในเมืองไทยจะลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาล ลดหย่อนภาษีให้ จะมียอดขายเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นคัน

ที่ฟังแล้วอดสงสารบ้านเมืองไม่ได้ก็คือ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เมื่อรับข้อเสนอจากบริษัทรถยนต์แล้ว แทนที่จะใช้ สมองคิดเสียหน่อยว่า ควรหรือไม่ควร กลับบอกว่า จะรีบเสนอให้ ครม.เศรษฐกิจ พิจารณา แต่มีข้อแม้ว่า ต้องลดราคารถยนต์ลงมาคันละ 5 หมื่นบาท เป็นการแลกเปลี่ยน

ท่านรัฐมนตรีฉลาดแค่ไหน ท่านผู้อ่านไปวิเคราะห์เอาเอง

อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย ไม่เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐฯ การที่บริษัทรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยมากมาย ก็เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากไทยในการ ลดภาษีรถยนต์เพื่อส่งไปขายในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีข้อตกลงลดหย่อนภาษีกับไทย ทำให้รถยนต์ที่ส่งไปขายมีราคาถูกลง

สิ่งที่ไทยได้ จากบริษัทรถยนต์ข้ามชาติเหล่านี้ มีอย่างเดียว คือ ค่าแรงคนงานเพราะบริษัทรถยนต์เหล่านี้ยังเป็นของต่างชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

ผลประโยชน์อื่นๆ เช่น เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ ก็ไม่เคยถ่ายทอดให้คนไทย กำไรที่ได้ก็ส่งกลับประเทศแม่หมด บางแห่งก็มีตัวเลขขาดทุน (ทั้งๆที่กำไร) เพราะมีการตั้งราคาขายจากโรงงานให้มีกำไรน้อย รถยนต์ที่ส่งออกก็ได้ยกเว้นภาษี ที่น่าเจ็บปวดก็คือ โรงงานรถยนต์ร้อยละ 100 ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ และได้บีโอไอต่อเนื่องกันเป็นสิบๆปี ฯลฯ

แล้วรัฐบาลจะเอา เงินภาษีของคนไทยตาดำๆไป อุ้มบริษัทรถยนต์ต่างชาติที่ยังมีกำไร เพื่อเพิ่มยอดขาย สมควรหรือไม่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องไปทำการบ้านคิดให้หนักๆ

การจ้างงานของกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ ให้รัฐมนตรีแรงงานไปสำรวจดูได้ ใช้แรงงานน้อยมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับรายได้มหาศาลแต่ละบริษัท การประกอบรถยนต์ส่วนใหญ่ ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติหมด

ถ้า รัฐบาลจะโง่พอ เอาเงินภาษีคนไทยก้อนโตไป อุ้มบริษัทรถยนต์ต่างชาติ เพื่อให้ขายรถยนต์ได้มากขึ้น ทำให้รถติดมากขึ้น เผาผลาญน้ำมันมากขึ้น เสียเงินตราต่างประเทศซื้อน้ำมันมากขึ้น ผมขอเสนอว่า เอาเงินก้อนนี้ใส่กระสอบขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แล้วบินไป โปรยให้คนยากจนในสลัมและชาวไร่ชาวนาที่กำลังเดือดร้อนจากราคาพืชผลตกต่ำ จะดีกว่ามากๆ.

ลม เปลี่ยนทิศ

รอดไม่รอด

ที่มา ไทยรัฐ

รอดไม่รอด

มีคำถามมากพอสมควรว่ารัฐบาลชุดนี้จะไปรอดไหม...คงไม่มีใครตอบได้ แต่มันขึ้นอยู่กับนายกฯและคณะรัฐมนตรีว่าจะสามารถบริหารประเทศให้ราบรื่นมีผลงานปรากฏจนได้ รับการยอมรับจากประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของประเทศในความเป็นจริงนั้นมีปัญหาใหญ่ๆอยู่ 2 เรื่องคือเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งไม่ใช่ว่าจะแก้ได้ง่ายๆ เศรษฐกิจนั้นเนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงต้องมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออก

นอกจากจะแก้ปัญหาภายในด้วยมาตรการกระตุ้นต่างๆ เพื่อฟื้นฟูแล้วยังต้องตั้งรับจากผลกระทบจากภายนอกอีกด้วย เพราะประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกเป็นหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่กำลังเกิดปัญหา

เหนืออื่นใด ประเด็นสำคัญก็คือเรื่องความเชื่อมั่นที่มีผลต่อเนื่อง มาจากการเมือง ซึ่งรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขและแสดงให้นักลงทุนต่างชาติยอมรับว่าเมืองไทยไม่มีปัญหานี้แล้วทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติ แต่ในความเป็นจริงยังมิอาจดำเนินการได้สำเร็จ

นี่คือปมปัญหาของประเทศนี้

อย่างไรก็ดี ปัญหาการเมืองทุกวันนี้ยังอยู่ในจุดเดิม แม้ในรูปแบบการเมืองจะมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายค้านไม่ได้ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองกลับไปสู่ในจุดเดิมคือคนเพียงคนเดียวที่พยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง

พรรคเพื่อไทยมีความเคลื่อนไหวสอดรับกับกลุ่มเสื้อแดง โดยมีอดีตนายกฯที่ต้องหนีคดีอยู่ต่างประเทศคอยกดปุ่ม กำหนดทิศทางอยู่ตลอดเวลา

คำถามว่า รัฐบาลนี้จะไปรอดหรือไม่ คำตอบมันก็เลยวนกลับมาอยู่ตรงนี้ ทั้งๆที่โดยรวมแล้วคนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลบริหารประเทศไปได้เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะหากรัฐบาลอยู่ได้ยาวปัญหาการเมืองก็น่าจะเบาบางลง เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้นเมื่อมีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น ทุกอย่างก็ลื่นไหลไปได้

อย่างที่บอกเอาไว้ว่า ห้วงระยะ 3 เดือนนี่แหละคือหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่ารัฐบาลจะผ่านมรสุมไปได้หรือไม่

พรรคเพื่อไทยนั้นเคลื่อนไหวสอดรับกับกลุ่มเสื้อแดงอย่างแยกไม่ออก ซึ่งมีพลังพอสมควร ล่าสุดดูเหมือนว่ามีเป้าหมายพุ่งไปที่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มุ่งไปที่นายกฯ โดยกำหนดเอาไว้ว่าจะยื่นญัตติในวันที่ 11 มี.ค. 52 เพราะหากช้าไปกว่านี้จะไม่ทันกาล และอาจไม่มีโอกาสได้ซักฟอก

แม้ยังไม่เปิดเผยข้อมูล แต่ดูเหมือนจะมั่นใจในหลักฐานต่างๆ ที่อยู่ในมือที่เชื่อว่าเปิดขึ้นมาเมื่อใดก็สามารถเล่นงานจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้

ก็ต้องฟังหูไว้หูก่อนว่าจะมีทีเด็ดจริงหรือว่าแค่ราคาคุยข่มขวัญกันเท่านั้น

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ พรรคเพื่อไทยยังไม่มีหัวหน้าพรรคที่เป็น ส.ส. ทำให้ไม่สามารถตั้งผู้นำฝ่ายค้านได้ แม้หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันเปิดทางแล้วก็ตาม แต่เพราะไม่ค่อยมีใครอยากจะเป็น โดยล่าสุดมีแคนดิเดตอยู่ 3 คน

1. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 2. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ 3. พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย

ร.ต.อ.เฉลิมนั้น แรกๆก็พยายามปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่ง อ้างว่าชั้นไม่ถึง แต่ประเด็นมันน่าจะอยู่ที่เงื่อนไขมากกว่า โดยเฉพาะการยอมรับไม่ใช่เรื่องของการกลัวว่าหากพรรคมีปัญหาถูกยุบจะต้องถูกเว้นวรรคการเมือง

แต่มันน่าจะอยู่ที่เจ้าของพรรคตัวจริงเสียงจริงมากกว่า จนล่าสุดคงมั่นใจแล้วจึงประกาศรับตำแหน่ง

เพราะมันต้องเกี่ยวกับ เงินและการทำให้คนในพรรคยอมรับในคำสั่ง.

"สายล่อฟ้า"