WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 13, 2009

ลูกน้องเองยังเซ็ง!

ที่มา ไทยรัฐ

หัวเราะกันใหญ่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็หัวเราะกับข่าวที่ถูกปูด มีการโอนเงิน 250 ล้านบาทเข้าบัญชีคนใกล้ชิด

พร้อมกับบอกปัด นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ บอสใหญ่ค่ายทีพีไอ ไม่เคยบริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะสมัยนี้ หรือสมัยที่นายประชัยเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย

อาการเดียวกับ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็หัวเราะเยาะใส่ข้อมูลของ สารวัตรเหลิมร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศจะเปิดโปงการรับบริจาคเงิน 250 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ เข้าข่ายพฤติกรรมฟอกเงิน

ออกหน้ารับประกันเสียงแข็ง ในยุคนายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค และตนเองเป็นเลขาธิการพรรค ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่กลัวเลย

เย้ยกันในที บลัฟกันด้วยลีลา

แต่ล่าสุดก็เป็นนายประชัย ที่ออกมายอมรับกับปากเองเลยว่า เคยมีการจ่ายเงินจำนวน 250 ล้านบาทให้กับพรรคประชาธิปัตย์จริง

โดยเป็นการจ่ายเงินค่าโฆษณา

และไม่คิดว่าจะมีความผิด เนื่องจากในช่วงดังกล่าวยังมีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งไม่มีการระบุความผิด ในการบริจาคเงินจำนวนดังกล่าว ผิดกับในปัจจุบัน ที่มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งมีการระบุถึงความผิดในการให้เงินบริจาคพรรคการเมือง

ก็แค่นี้แหละ ที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยต้องการ ฟื้นข่าวเก่ามาเล่าใหม่

ล่อให้ ประชัยเจ้าของเงินยอมรับกับปาก จากนั้นก็ให้ไปตามกันเองว่าค่าโฆษณาอะไรตั้งมากมาย แล้วทำไมต้องจ่ายผ่านพรรคประชาธิปัตย์

เงินจำนวนนี้ใครเป็นคนรับ

ที่แน่ๆ โดยเงื่อนเวลา มันก็สามารถโยงเงินบริจาค 250 ล้านบาท ให้เข้าล็อกกับปมที่มีการปูดข้อมูลเบื้องหลังการอัดฉีดให้ ส.ส.พรรคการเมืองใหญ่ เกณฑ์คนในพื้นที่มาร่วมชุมนุมกับม็อบพันธมิตรฯที่กรุงเทพฯ ล้มอดีตรัฐบาล ทักษิณ

แตะมือ เหยียบตีนกันเล่นยังไง

เกมไหลมาเข้าทางเต็มๆ คิวนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะหัวเราะได้ดังกว่า

แต่ที่หัวเราะไม่ออกเลยจริงๆ น่าจะเป็นรายการผิดคิวของทหาร กับรายการร้อนๆ ที่กำลังพลของหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกฯอภิสิทธิ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

กรณี บิ๊กป๊อกพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบนโยบายให้กับกองกำลังพลปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ซึ่ง พล.ท.ยุทธศิลป์ โดยชื่นงาม ผู้บัญชาการ นปอ.ได้นำมาทดลองใช้ โดยปรับเปลี่ยนเวลาปฏิบัติงานจากเดิม 08.30-16.30 น. เป็น 08.00-16.00 น. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา กำลังพลของ นปอ.ต้องเข้าแถวเคารพธงชาติและปฏิญาณตน โดยเฉพาะความจงรักภักดีต่อกองทัพและปกป้องสถาบัน

ทำให้กำลังพลส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะการส่งบุตรหลานไปโรงเรียนในห้วงเวลาฉุกละหุก

ข่าวกรอบเล็กๆ แต่ความหมายใหญ่หลวงเลย

ในมุมของนักข่าวสายทหารจับสัญญาณอาการทะแม่งๆ เพราะปกติโดยวินัยทหาร คำสั่งของผู้บังคับบัญชาต้องศักดิ์สิทธิ์ คำไหนคำนั้น

ไม่บ่อยนักที่กำลังพลกล้าหักนาย

ที่สำคัญคิวนี้ยังเล่น ข้ามหน้าข้ามตาทำหนังสือร้องเรียนไปถึงนายกฯ และ รมว.กลาโหม เหมือนตั้งใจประโคมข่าวให้ดังได้ยินกันไปนอกค่าย

ยิ่งกว่าตบหน้ากันแรงๆ

และก็ช่างบังเอิญอีกว่า ข่าวนี้ปูดออกมาในห้วงเวลาพอดิบพอดีกับกระแสงบลับ 2,000 ล้านบาท สลายม็อบเสื้อแดง

โดยอารมณ์ที่สะท้อนออกมา แม้แต่กำลังพลของกองทัพเองยังมีปฏิกิริยา เซ็งกับรายการปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติในแบบฉบับของทหาร ที่ไปกระทบชีวิตประจำวัน

ก็ไม่ต้องพูดถึงประชาชนภายนอก กับปฏิกิริยาของชาวบ้านที่มีต่อยุทธศาสตร์ให้ทหารแทรกซึมไปตามหมู่บ้าน เพื่อปรับทัศนคติ ล้างสมองกองเชียร์ทักษิณ

แค่ได้ยินข่าวลือก็โห่กันลั่นแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

มือปราบทุจริตถูกตบหน้า

ที่มา เดลินิวส์

ความจริงวันนี้ผมตั้งใจจะนำรายละเอียด การแก้ไขระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (กตร.) เพื่อเปิดทางให้คนใกล้ชิดของ “บิ๊กสีกากี” เข้ามารับราชการในโรงพยาบาลตำรวจมาเผยแพร่ให้คนในสังคมได้รับทราบ แต่บังเอิญมีเรื่องร้อน ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในยุค “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” เป็น ผบ.ตร. ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวตามสื่อต่าง ๆ เมื่อ วันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา จึงขอลุยเรื่องร้อน ๆ ก่อน

เอาเป็นว่า สตช. ยุคนี้เข้าไปตรวจสอบเรื่องไหน ก็พบ ทั้งความผิดปกติ และส่อให้เห็นความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง ไล่ ตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้าย ประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งหลังจากนี้ต่อไปคงจะต้องนำมาพูดคุยถึงคดีความต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็น ซึ่ง เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีพฤติกรรมละเมิดสถาบัน ล่าสุดก็ “นายใจ อึ๊งภากรณ์” ก็ใช้วิธีล่องหนเดินทางออกนอกประเทศไปอีกคนหนึ่งแล้วครับ

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ นำรายชื่อ 41 นายตำรวจ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ไปมอบให้ “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้รับทราบ หลังจากนั้นผู้นำรัฐบาลประกาศว่า จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จากรายละเอียดที่สื่อหลายฉบับรายงานตรงกันว่า มีตั้งแต่นายตำรวจระดับนายพล ลงไปจนถึงดาบตำรวจ

หลายคนจึงสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้เพิ่งปูดในช่วงที่มีนาย อลงกรณ์เข้ามารับผิดชอบดูแลกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือที่ผ่านมา ผู้รับผิดชอบปล่อยปละละเลย ผมยังเสียดายนายกฯอภิสิทธิ์น่าจะนำรายชื่อที่ได้รับจาก รมช.พาณิชย์ มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ หรืออาจจะติดขัดเรื่องกฎหมาย แต่ที่ไม่แน่ใจคือการที่ผู้นำรัฐบาลตัดสินใจนำรายชื่อตำรวจ 41 นาย ไปมอบให้ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯซึ่งกำกับดูแล สตช. ไปดำเนินการ จะเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่

เพราะได้เห็นการทำงานของรองนายกฯช่วงที่ผ่านมา ที่ยึดหลัก “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” และดูเหมือนจะไม่ตั้งใจที่จะพัฒนา สตช. ให้เป็นที่พึ่งของประชาชน สังเกตดูจากการ ไม่ปรับย้ายนายตำรวจบางคน แถมยังปล่อยให้คนไร้ประสิทธิภาพหรือถูกตั้งข้อหายังสามารถทำงานอยู่ในตำแหน่งสำคัญได้อีก

ยิ่งได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ “พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์” ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดปราบปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ รมช.พาณิชย์ มอบรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ 41 นาย ที่พัวพันกับซีดีเถื่อนให้นายกฯในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทำนองว่า ตนเองยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ในส่วนของตำรวจเอง ยังไม่พบว่ามีตำรวจคนไหนเข้าไปพัวพันกับซีดีเถื่อน แถมยังบอกต่ออีกด้วยว่า ต้องเข้าใจว่าการถูกกล่าวหาบางครั้งอาจจะมีการกลั่นแกล้งกันได้ จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนเป็นราย ๆ ไป

ถ้าไม่ได้สวมหัวใจเสือ หรือกินดีหมีมาจากไหน ต้องบอก ว่างานนี้ หัวหน้าชุดปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์คงมี “แบ๊กอัพ” ระดับพระกาฬเลยก็ว่าได้ สงสัยว่านายอลงกรณ์ซึ่งเคยได้รับการยกย่องจากสื่อว่าเป็น “มือปราบทุจริต” ต้องทบทวนวิธีการทำงานของตนเองแล้วล่ะครับ ในเมื่อตำรวจซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามเทปผีซีดีเถื่อนออกมาบอกว่า ยังไม่เคยพบว่ามีตำรวจคนไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมอยากถามว่าท่านรัฐมนตรีผู้ทรงเกียรตินำหลักฐานซึ่งระบุว่า มีตำรวจเกือบครึ่งร้อยเกี่ยวข้องกับ “เทปผี ซีดีเถื่อน” จากไหนครับ

ผมอยากรู้ทั้ง นายกฯและนายสุเทพจะเลือกเชื่อใคร ระหว่างสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กับนายตำรวจซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ ผบ.ตร. หรือถ้าหากจะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป เท่ากับว่างานนี้ นายอลงกรณ์ถูกตบหน้าฉาดใหญ่เลยครับ และนายอภิสิทธิ์ต้องปลด รมช.พาณิชย์ออกจากตำแหน่งโดยเร็วเลยครับ.

หนี้สินชาวนา

ที่มา เดลินิวส์

ความทุกข์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และพ่อแม่พี่น้อง คือ การสอบเอนทรานซ์ (ตอนนี้ต้องสอบทั้งโอเน็ต-เอเน็ต) ราวกับโลกถล่มดินทลาย ทั้งที่การสอบ “เอนทรานซ์” ก็แค่ช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเลย

ยังมีที่เรียนที่เป็นของเอกชน และมหาวิทยาลัยเปิด อย่าง รามคำแหง คนเรียนจบออกมาแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตก็มากมาย แต่นั่นละ เรื่องนักเรียนที่มีปัญหาไม่จ่ายค่าสมัครสอบ อ้าง “ออนไลน์” ผิดพลาด

จะยังไง ก็น่าเห็นใจ เพราะ เป็นปัญหามาทุกปี

ก็เอาอย่างนี้ได้ไหม จะสอบกี่วิชา ก็ให้ฟรีซะเลย แม้จะเสียค่าสอบวิชาละร้อย แต่นักเรียนบางคน เงินแค่ 500-600 บาท ก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะความยากจน เรียนฟรี ยังขยายจาก 12 ปี เป็น 15 ปี ไหน ๆ ก็ไหน ๆ รัฐต้องสูญเงินค่าสมัครสอบบ้าง ก็คงไม่กี่ร้อยล้าน

ใครจะเอนทรานซ์ก็แค่ไปสมัครสอบไว้ จะได้หมดเรื่องกันไป

หันมาดูความทุกข์ของคนอีกกลุ่มที่ได้ชื่อว่า กระดูกสันหลังของชาติ เห็นข่าว เครือข่ายหนี้สินชาวนานับพันคนที่มานอนกลางดินกินกลางทรายที่ลานพระรูป ต้องสังเวยชีวิต เพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันแล้ว

เศร้าใจจริง ๆ !?!

ปัญหาหนี้สินชาวนา เป็นภัยคุกคามของชาติมานาน ทำนา หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เท่าไหร่ ก็ไม่พอปลดหนี้ แม้จะเคยมีโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปีจากรัฐบาลแม้ว ก็แค่พักหนี้ ไม่ใช่ยกหนี้ให้ แถมจะยกหนี้ทีไร บรรดาเจ้าหนี้เบรกกันตัวโก่ง ไม่ได้เด็ดขาด

อ้างทำลายระบบธรรมาภิบาล ทำให้ชาวนาไม่มีวินัยการเงิน เป็นหนี้แล้วไม่จ่าย

ก็แปลกดี ทีเอาภาษีของชาติไปจ่ายหนี้ให้กองทุนฟื้นฟูตั้ง 1.3 ล้านล้าน เพื่ออุ้มคนรวย รวมถึงแบงเกอร์นี่ล่ะ กลับไม่โวย แถมนักการเมืองบางคนเคยประกาศออกมาตรการนี้ช้าแค่ชั่วโมงเดียว ก็ไม่ได้

ขณะที่หนี้สินเครือข่ายชาวนาที่มาร้องแรกแหกกระเชอให้ทุกรัฐบาลช่วย เทียบกับหนี้คนรวยไม่ได้เลย ทั้งระบบแค่ 1.7 หมื่นล้าน แล้วทำไมจะยกหนี้ให้ไม่ได้ ???

หรือว่าต้องช่วยแต่คนรวย ให้ล้มบนฟูกหรือ แค่หนี้รายเดียว เอาภาษีไปอุ้มเป็นแสนล้าน ช่วยไปเจ้าของกลับสบาย ไซฟอนเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นหมื่นล้าน อยู่แบบเศรษฐี ไปไหนมาไหนสบายใจเฉิบ ลอยนวลได้

อย่างนี้ ไม่กระทบธรรมาภิบาลเลยหรือ !!!

เหนืออื่นใด รัฐบาลมาร์ค งัดนโยบายโคตรประชานิยม โปรยเงินแบบ เฮลิคอปเตอร์มันนี่ ขนาดเอาเงินยัดใส่มือผู้ประกันตนและข้าราชการที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท คนละ 2,000 บาทรวด เพื่อให้เอาไปใช้ให้หมด ๆ

ใช้เงินกว่า 1.8 หมื่นล้าน พอกับหนี้สินเครือข่ายชาวนาเลย

จะให้ไปอาศัย กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้ เพราะผลงานที่ผ่านมา กลายเป็นแหล่งหาเสียงนักการเมือง ยังไม่นับมีการหากินกับกองทุนหรือไม่ หนี้ชาวนา จึงต้องใช้มือ “นายกรัฐมนตรี” ช่วยเท่านั้น

ไหน ๆ ก็เอาเงินไปไล่แจกให้คนบริโภคสุด ๆ จะเอาเงินอีก 1.8 หมื่นล้าน ปลดแอกชาวนาบ้าง ก็จะเป็นไรไป ดีเสียอีก จะได้มีผลงานเป็นของตัวเองเสียที มติ ครม. ล่าสุด จะช่วยเจรจากับสถาบันการเงิน ขยายเวลายึดทรัพย์ หรือรัฐบาลจะช่วยแบ่งเบาภาระโดยไม่มีรูปธรรม ไม่พอหรอก

ต้องปลดหนี้ให้เลย นอกจากได้ใจรากหญ้า ยังดีกว่าเอาแต่ลอกการบ้านคนอื่นตั้งมากมาย.

ดาวประกายพรึก

นิธิ’ ยันหลักการร่วมลงชื่อยกเลิก ม.112 ป้องกันใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ที่มา Thai E-News


ที่มา ประชาไท

11 กุมภาพันธ์ 2552


ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้สัมภาษณ์ ประชาไทกล่าวถึงการร่วมลงชื่อ กรณีรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา112 (หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) หลังจากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ในความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า เป็นไปตามหลักการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก

“การลงชื่อนั้น คนอื่นจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ประเด็นมันอยู่ที่เรื่องหลักการที่ว่า คนควรมีเสรีภาพในการพูดหรือแสดงออก ในสิ่งที่เขาพูด เขาอาจจะคิดผิด ข้อมูลผิด อะไรก็ตามแต่ ก็ตอบโต้เขาได้ ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งคนที่ลงชื่อจำนวนไม่น้อยก็อาจจะไม่เห็นด้วยสิ่งที่ใจคิดหรือข้อเขียนของเขาที่กลายเป็นคดีก็ได้ แต่เขาเซ็นชื่อด้วยหลักการว่า เป็นนักวิชาการจะคิดอย่างนั้น จะวิเคราะห์อย่างนั้น เป็นหน้าที่ที่จะแสดงออกโดยมีเสรีภาพ" นิธิกล่าว อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่า ข้อความที่ ใจเขียนในหนังสือและกลายเป็นคดีความนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะดูหมิ่นหรือก่อความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

“คนลงชื่อให้อาจารย์ใจ ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับอาจารย์ใจ แต่ลงชื่อในหลักการว่า อาจารย์ใจต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกโดยบริสุทธิ์ใจในสิ่งที่แกคิด แกวิเคราะห์ คนละเรื่องกัน ต้องแยกตรงนี้ให้ออก” นิธิกล่าว

เมื่อถามถึงการจัดการต่อบรรยากาศของความกลัวที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ นิธิย้ำว่า หากเราไม่มีสติปัญญาที่จะโต้ หรือชี้ให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งต่างๆ ในงานศึกษาเหล่านี้ก็อาจต้องกลัว เหมือนกับกบที่ต้องขุดดินหนีภัยเพราะไม่สามารถจะสู้อะไรได้ แต่ถ้าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีสติปัญญา สามารถที่จะตอบโต้ด้วยเหตุผลได้ก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การดำเนินคดีข้อหาหมิ่นฯ กับผู้คนร้อยกว่าคดี ประกอบกับการที่สื่อมวลชนไทยไม่ลงข่าวนี้ปล่อยให้มีการดำเนินการกันเงียบๆ จะทำให้บรรยากาศความกลัวเลวร้ายลงหรือไม่ นิธิตอบว่า อันที่จริง คนไม่กล้าพูดมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า คนถูกฟ้องร้องมีมากมาย โดยมีบุคคลก็ตาม องค์กรก็ตาม พรรคการเมืองก็ตาม ใช้ประโยชน์จากมาตรา 112 ในการขจัดศัตรูทางการเมืองของตนเอง ที่น่าเศร้าคือ มาตรานี้อนุญาตให้ใครเป็นผู้ร้องทุกข์ก็ได้ ถามว่าตำรวจไทยเมื่อได้รับคดีร้องทุกข์อย่างนี้จะกล้าบอกไหมว่าการร้องทุกข์นั้นฟังไม่ขึ้น ประกอบกับการกระพือข่าวก่อนที่จะมีการกล่าวหาด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะไม่ทำคดี ดังนั้น ในที่สุด ทุกคนก็ผ่านจากขั้นตำรวจไปถึงขั้นอัยการ ซึ่งสำหรับคดีนี้ อัยการส่วนใหญ่หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็คงต้องฟ้องไปก่อนแล้วให้ไปว่ากันที่ศาล ภายใต้กระบวนการยืดยาวทั้งหมดนี้ คนที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษจะเดือดร้อนแค่ไหน

“กฎหมายตัวนี้ถูกคนนำไปใช้ไม่ใช่เพื่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายก็คือ สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะลำบาก ท่านป้องกันตัวเองได้ยาก ถ้าใครหมิ่นประมาทท่าน จะให้ท่านลงมาว่าคดีกันในศาลมันจะไหวหรือ เพราะท่านคือประมุขของชาติ ดังนั้น เขาจึงทำกฎหมายแบบนี้เพื่อปกป้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ต้องลงมาทำเอง แต่คุณไม่ระวัง เลยปล่อยให้ถูกใช้ชนิดที่ไม่ถูกเจตนารมณ์ สร้างความเดือดร้อนไปหมดทุกหย่อมหญ้าเวลานี้ กฎหมายตัวนี้ถ้าคุณไม่ทบทวนกระบวนการใช้มัน มันจะกลายเป็นตัวเผาบ้านเผาเมือง”

“ผมคิดว่าสำหรับคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ก็น่าจะมองเห็นว่า ทำแบบนี้ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์เองเดือดร้อนไปด้วย” นิธิกล่าว

นิธิกล่าวด้วยว่า ไม่โกรธกับการออกนอกประเทศของใจ เพราะแม้ทุกอย่างซื่อสัตย์หมด กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยก็กินเวลายาวนานไล่ตั้งแต่ตำรวจถึงอัยการ และบางทีในชั้นศาลก็อาจประกันตัวไม่ได้ด้วย

“สมมติว่าศาลใช้เวลา 3 ปีในการไต่สวน แล้วในที่สุดก็พ้นข้อหา แต่ 3 ปีต้องอยู่ในคุก คุณเอาไหม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอาจารย์ใจจะหนีไปด้วยเหตุใด แถลงการณ์ล่าสุดของท่านก็เป็นเรื่องของท่าน แต่สมมติท่านไม่มีแถลงการณ์เลย ผมก็ยังเห็นใจการที่บุคคลหลบหนีออกจากประเทศไทยเพราะคดีนี้” นิธิกล่าว พร้อมระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักคือแถลงการณ์ชิ้นสุดท้ายของใจนั้นเกิดขึ้นหลังจากคดีความและแรงกดดันต่างๆ เริ่มขึ้นแล้ว เหมือนเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่ผ่านมา ส่วนก่อนหน้าที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ยังไม่เห็นว่าอาจารย์ใจเจตนาจะต่อต้านสถาบันในกรณีไหน




ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Nidhi: signing the petition was for the principle of free speech /ประชาไท/12 Feb 09
แฮรี่ นิโคไลดส์ บันทึกหลังกรงขัง: ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเขียน ‘หมิ่นสถาบันฯ’ /ประชาไท/11 Feb 09
THAILAND: Time to talk openly about lese-majesty /AHRC/12 Feb 09
Social critic urges Thai premier to act on lese majeste /Deutsche Presse-Agentur/11 Feb 09

พนักงานบินไทยฮือเฉดหัวเจ๊แจ่ม ร่วมม็อบยึดสนามบินส่งผลแห้วโบนัส

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดสนทนาสหภาพพนักงานการบินไทย
12 กุมภาพันธ์ 2552

บอร์ดสนทนาสหภาพการบินไทยร้อน พนักงานก่อหวอดเฉดหัวส่งสหภาพชุด"เจ๊แจ่ม"พ้นเก้าอี้ เหตุสมคบพันธมิตรยึดสนามบิน จนส่งผลให้บริษัทขาดทุนขาดสภาพคล่องต้องงดโบนัส แจ่มศรีด้านไม่เลิกยกพวกบุกเคลียร์ดีดีจำปี บีบจ่ายย้อนหลังหากการบินไทยพ้นภาวะเจ๊ง ส่วนคดียึดสนามบินผ่านไป79วันเงียบฉี่ ทั้งที่จะครบกำหนด1เดือนพรุ่งนี้ที่"จงรัก"เคยสัญญาจะจับกุมดำเนินคดีผู้ก่อการร้าย


พนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)ได้พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหภาพแรงงานพนักงานการบินไทย ภายใต้การนำของประธานสหภาพ คือนางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ อย่างหนักที่มีส่วนสำคัญในการเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร รวมทั้งสนับสนุนการยึดสนามบิน จนเป็นเหตุสำคัญให้การบินไทยขาดทุนและขาดสภาพคล่องอย่างหนัก กระทั่งล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติงดจ่ายเงินโบนัส และงดขึ้นเงินเดือนพนักงาน

โดยพนักงานการบินไทยจำนวนมากเข้าไประบายความไม่พอใจต่อนางแจ่มศรีกับสหภาพในบอร์ดสนทนาของสภาพแรงงานการบินไทย

พนักงานรายหนึ่งเขียนตั้งกระทู้เรื่อง"มาร์คช่วยไม่ได้"ว่า ถ้าบริษัทการบินไทยถึงขั้นต้องปลดพนักงานบริษัทออก รบกวนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ยอมลงทุนทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อให้มาร์คได้เป็นนายกฯช่วยแสดงความรับผิดชอบด้วยการปลดตัวเองก่อนใครนะครับ

ผู้ใช้นามว่าTG LOVERเขียนว่า อยากให้คุณแจ่มศรีออกมาช่วยพวกเราบ้างนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เลือกคุณเป็นประธานสหภาพ ทำอะไรเพื่อพวกเราบ้างเถอะครับ ตอนปิดสนามบิน คนที่ไม่ได้บินรายได้หายอย่างน้อย20,000-30,000บาท ช่วยอะไรพวกเราบ้างเถอะครับ หาคำตอบที่ชัดเจนให้พวกเราบ้างนะครับคุณแจ่มศรี

คนที่ใช้ชื่อ"พนักงาน"เขียนว่า ถามคำเดียวว่าพวกท่านและพรรคพวกสหภาพพนักงานการบินไทยทำอะไรกันได้บ้าง หรือต้องปิดสนามบินกันอีกครั้ง

ส่วนผู้ใช้ชื่อว่ากบในกะลา เขียนว่า ทุกวันนี้ก็สำนึกผิดมาตลอดที่กากบาทเลือกนางแจ่มศรีเข้ามาเป็นประธานสหภาพพนักงานการบินไทย

ผู้ใช้ชื่อA300เขียนในกระทู้เรื่อง"ไม่ขึ้นเงินเดือนประจำปี"ว่า ปิดสนามบินจนบริษัทขาดทุนขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาขอขึ้นเงินเดือนอีกหรือ คนอื่นในบริษัทขยันทำงานแทบตาย คนกลุ่มเดียวมาทำพังหมด

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ เตรียมเข้าพบกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย บ่ายนี้ จี้ทบทวนการไม่จ่ายโบนัสและปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน

เจ๊แจ่มด้านไม่เลิกขอโบนัสย้อนหลังหากบินไทยฟื้น

นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมกรรมการสหภาพ เพื่อหารือถึงมติคณะกรรมการการบินไทยที่งดจ่ายโบนัสให้กับพนักงานและไม่ขึ้นเงินเดือน โดยจะขอเข้าพบ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทยเพื่อขอให้คณะกรรมการทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยการไม่จ่ายโบนัสนั้นสามารถยอมรับได้ แต่ต้องมีการจ่ายย้อนหลังเมื่อสถานการณ์ของบริษัทฟื้นกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนการไม่ปรับขึ้นเงินเดือนนั้นเห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ โดยหากบริษัทมีกำไรต้องปรับขึ้นให้กับพนักงาน 75% ต่อปี แต่หากขาดทุนจะต้องขึ้น 6.5% ต่อปี ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการก็ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ ไม่มีการแสดงสปิริตลดสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ของบริษัท แต่เป็นการเรียกร้องตามสิทธิและจะไม่มีการชุมนุมประท้วงหรือหยุดงานแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าจะเจรจากับทางผู้บริหารบริษัทได้

พนักงานบินไทยแห้วเงินโบนัส!

นายสุรชัย ธารสิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดการบินไทยเมื่อวานนี้(11ก.พ.)ว่า ที่ประชุมรับทราบแผนการฟื้นฟูของบริษัทฯที่จะลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ โดยในเบื้องต้น จะมีการลดค่าใช้จ่ายในช่วง 3 ปี (52-54) ลง 10% โดยในระยะแรกจะปรับลดรายจ่ายลง 3% หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการปรับแผนการลงทุนในช่วงปี 52-54 ด้วย

ขณะเดียวกัน จะมีการจัดหารายได้เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้จะไม่มีการบรรจุงานใหม่สำหรับตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ในส่วนของแผนปี 52 นั้นจะมีการปรับลดรายได้ลงจากเดิมที่อยู่ที่ 200,000 ล้านบาท เหลือ 180,000 ล้านบาท โดยคาดว่าปี 52 น่าจะมีกำไรจากการดำเนินการก่อนการหักภาษี นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบที่จะไม่ให้จ่ายเงินรางวัลประจำปี 51 ให้กับพนักงาน

ที่นี่ประเทศไทยยึดสนามบิน79วันคดีเงียบหาย

นับจากวันที่25พฤศจิกายน2551ถึงวันนี้(12ก.พ.)เป็นเวลา 79 วันผ่านไปแล้ว คดียึดสนามบิน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

-5 วันในเดือนพฤศจิกายน 2551...เงียบ
-ตลอด31วันของเดือนธันวาคม2551..เงียบ
-ตลอด31วันของเดือนมกราคม2552..เงียบ
-ผ่านไปอีก12วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2552..เงียบหาย

*เชื่อหรือไม่ ตำรวจกำลังหาหลักฐานอยู่ ข้อมูลล่าสุดคือ มีความคืบหน้าในการหาหลักฐานไปแล้ว 70%

*พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ พูดไว้ล่าสุดเมื่อ13ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จะออกหมายจับผู้กระทำผิดได้ภายใน1เดือน

*จับตามองว่าภายในวันพรุ่งนี้(ศุกร์13ก.พ.นี้)ซึ่งครบรอบ80วันยึดสนามบิน จะมีอะไรเกิดขึ้นในกอไผ่หรือไม่?

2552 คนบ้า (อำนาจ) ครองเมือง

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

หลายปีก่อนเคยมีภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมืองเข้ามาสร้างความฮือฮาให้กับคนไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่เกิดหลังยุคดังกล่าวอย่างมาก ชื่อของ แดง ไบเล่ย์, ปุ๊ ระเบิดขวด, ดำ เอสโซ่, เปี๊ยก วิสุทธิ็กษัตริย์ กลายเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญกันในพฤติกรรมกวนเมืองของพวกเขา ผู้คนในยุคอันธพาลครองเมืองต่างมีวิถีชีวิตที่หวาดกลัวกับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ดูเหมือนอยู่เหนือกฎหมายโดยใช้อำนาจกฎหมู่ขึ้นมาข่มขู่ แม้ภาพยนตร์จะสร้างให้ตัวละครแต่ละคนดูเหมือนเป็นคนมีคุณธรรมอยู่บ้าง แต่การใช้อำนาจมืดที่อยู่นอกกฎหมายและอิทธิพลข่มขู่ก็เป็นสิ่งไม่อาจปฏิเสธได้

ปี 2552 ประเทศไทยคงไม่มีอันธพาลครองเมืองดังเช่นปี 2499 อีกต่อไป แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่ปรากฏเห็นในปัจจุบันเรากลับได้สัมผัส คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลัีงครองเมืองอย่างโจ๋งครึ่มที่สุด คนบ้า (อำนาจ) ที่ว่านี้ ก็คือ คนบ้าที่สามารถยกพวกเข้าไปยึดครองทำเนียบรัฐบาล, ยึดครองสนามบิน, เครื่องบิน, และโจรกรรมสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในอาคารผู้โดยสารโดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ และที่ยิ่งกว่านั้น คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ ยััีงพยายามยึดครองประเทศโดยใช้องคาพยพทุกอย่างเพื่อยึดอำนาจในประเทศนี้มาเป็นของตน อำนาจที่ว่านี้หมายถึงอำนาจ ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไทยทั้งมวล

รัฐบาลกำลัังถูกบริหารจัดการโดย คนบ้า (อำนาจ) และเป็น คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลังทำลายประเทศชาติให้ย่อยยับ คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลัีีงพยายามจะออกกฎหมายให้โทษของ การก่อการร้ายสากล ในการยึดสนามบินที่มีโทษถึง ประหารชีวิต ให้เหลือเพียงแค่ปรับ “500 บาท คนบ้า (อำนาจ) ที่มองเห็นคดีที่มีความสำคัญระดับโลกอย่างการยึดเครื่องบินทีเดียว 88 ลำ มีความสำคัญน้อยกว่าการยกเลิกพาสปอร์ตแดงของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และ คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ได้รวมกันเพื่อจะใส่ร้ายคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งชาติให้กลายเป็นศัตรูต่อประเทศชาติ โดยอาศัยกฎหมาย หมิ่น และคำว่า “ไม่จงรักภักดี มาใช้เป็นเครื่องมือ

กลุ่ม คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้ใช้การโกหก, หลอกลวง, ปลิ้นปล้อน, พูดให้ความผิดกลายเป็นความถูก พูดให้ความถูกเป็นความผิด โดยใช้บุคลิก, น้ำเสียง, ท่าทาง ที่ดูน่าเืชื่อถือของใครบางคน (ที่สร้างภาพเอาไว้) มาเป็นเครื่องมือเพื่อชักจูงและโน้มน้าวจูงใจคนไทยให้เชื่อในสิ่งที่ได้วางแผนไว้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยพูดว่า อดีตนายกทักษิณ โอนเงินนับหมื่นล้านบาทผ่านทางสนามบินสุวรรณภูิิมิ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งโดยชูกระดาษแผ่นเดียวแต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ต่อมานายสุเทพ ใช้ความเก๋าทางการเมือง และความหน้าด้านแบบ คนบ้า (อำนาจ) ให้สัมภาษณ์ว่า อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาประเทศไทยเพื่อจะเป็นประธานาธิบดีโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ....

อยู่ ๆ นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกส่วนตัวของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็แถลงข่าวบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นบัญชีดำของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ไม่ให้เข้าประเทศ ซึ่งท่านเอกอ้ครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ให้ข่าวว่าไม่เป็นความจริง การโยกย้ายทหารระดับ (คุมกำลัง) ผู้บังคับกองพัน และการย้ายนายตำรวจครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของยุทธการปิดประเทศของ คนบ้า (อำนาจ) ที่กำลังมัวเมาในอำนาจของประเทศนี้.....

ไม่มีการเคลื่อนไหวดำเนินการเอาผิดที่ชัดเจนใด ๆ ต่อการกระทำผิดซึ่งหน้าของกลุ่มพันธมิตรที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังและมีอาวุธเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT, แม้กระทั่งคดีฆ่าคนตายกลางถนนราชดำเนิน หรือการใช้ปืนยิงและทำร้ายผู้คนกลางถนนในขณะที่กำลังก่อม๊อบประท้วงไปทั่วกรุงเทพฯ.....แต่ตรงกันข้ามกลุ่ม คนบ้า (อำนาจ) เหล่านี้กลับพยายามหาเหตุที่จำจับกุมดำเินินคดีต่อผู้ที่พยายามเรียกร้องประชาธิปไตยผู้สวมเสื้อ สีแดง โดยใช้ข้อกล่าวหาว่า หมิ่น และ ความไ่ม่จงรักภักดี มาเป็นเครื่องมือ....

และที่สำคัญนอกจากจะไม่ดำเนินการใด ๆ กับกลุ่มพันธมิตรแล้ว ยังมีการกระทำที่เหมือนส่งเสริมให้เกิดการกระทำผิดมากยิ่งขึ้น.... นายกษิต ภิรมย์, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และอีกหลาย ๆ คนที่อยู่ในการชุมนุมประท้วงของพันธมิตร ต่างได้รับความดีความชอบและตำแหน่งในรัฐบาล คนบ้า (อำนาจ) นี้ นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรคนสำคัญประกาศลั่นว่า จะเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรไปที่ จ. อุดร ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ โดยบอกว่าจะไปนำจังหวัด อุดรราชธานี มาเป็นเมืองขึ้นของพันธมิตรให้จงได้....ไม่ว่าการพูดนี้จะเป็นการพูดเพื่อปลุกใจให้ฮึกเหิม หรือเป็นการพูดเล่น ๆ ก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพันธมิตรที่รวมตัวเพื่อจะไปจังหวัดอุดร ครั้งนี้ก็เพื่อจะไปก่อให้เกิดความรุนแรงอย่างแน่นอน.....ไม่มีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคนใดออกมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่นายสนธิพูดในครั้งนี้แต่อย่างใด...

ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน และประชาชนไทยทุกคนก็เป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ที่จะเลือกในการปกครองของตนเองและอยู่ในประเทศนี้อย่างมีอิสระ ไม่ใช่อยู่อย่างทาสในเรือนเบี้ยที่จะต้องอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการ คนบ้า (อำนาจ) อย่างที่เป็นอยู่นี้....

เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต และกำลังรุกลามเข้ามาสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่เราทุกคนก็จะได้รับผลกระทบนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ที่สำคัญวิกฤตการเมืองเรื่ืองประชาธิปไตยที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นกลับเป็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนยิ่งกว่า ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนโดยสมบูรณ์ วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะทำลายโครงสร้างและระบบการปกครองของประเทศไทยลงอย่างย่อยยับ อนาคตของประชาชนไทย และประเทศชาติคงมองไม่เห็นอย่างแน่นอน...

คงจะถึงเวลาแล้วที่ประชาชนไทยทุกคนต้องถือเป็น หน้า่ที่ โดยตรงที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการสืืบสานปณิธานของคณะราษฎร์ที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย เพื่อประชาชนไทยทั้งมวล.....เสื้อสีแดง จะเป็นพลังแห่งการรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ครอบงำประเทศไทยนี้อยู่

เหตุที่ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ได้ก็เพราะพวกเรามอบกราบอยู่แทบเท้าของพวกเขา ถ้าเรายืนขึ้นก็จะเห็นว่าอันที่จริงแล้่วพวกเขาก็ไม่มีอะไรเลย อาจารย์ใจ กล่าวก่อนจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ

ปูนนก

Thursday, February 12, 2009

“ไข่มาร์ค” แรง แซง “ไข่สมัคร”

ที่มา ไทยรัฐ

การขึ้น-ลง ของราคาไข่ ไม่เพียงมีนัยสำคัญต่อคะแนนนิยมรัฐบาล ยังชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ และฝีมือในการบริหารประเทศของรัฐบาลแต่ละยุค

นอกจากไข่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก เมื่อเทียบตามน้ำหนักกับราคาเนื้อสัตว์อื่น ยังเป็นสินค้าที่มีผู้นิยมบริโภคในวงกว้าง พูดได้ว่า ตั้งแต่ก้นครัวบ้านยาจก กระทั่งเมนูบนโต๊ะอาหารบ้านเศรษฐี ยังไงก็ต้องมีไข่เข้าไปมีส่วนร่วม

ด้วยเหตุนี้ ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมักถูกจับเอาไปเปรียบเปรยกับราคาไข่ ถูกหรือแพงกว่าสมัยนายกฯคนอื่นๆ

ปีที่แล้ว ชาวญี่ปุ่น บริโภคไข่ไก่เฉลี่ย 348 ฟอง/คน/ปี คนฮ่องกง กินไข่ 210 ฟอง/คน/ปี ชาวจีน บริโภค 270 ฟอง/คน/ปี ชาวมาเลเซีย 246 ฟอง/คน/ปี อเมริกัน 235 ฟอง/คน/ปี และ ชาวสิงคโปร์ บริโภคเฉลี่ย 280 ฟอง/คน/ปี

ส่วน คนไทย บริโภคไข่ไก่เฉลี่ยขึ้น-ลงอยู่ระหว่าง 145-165 ฟอง/คน/ปี

ว่าไปแล้ว คนไทยยังบริโภคไข่น้อยมาก เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ทางสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ บอกว่า ถ้าคนไทยเพิ่มยอดบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยขึ้นเป็น 190-200 ฟอง/คน/ปี จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ผลิต และผู้บริโภค

แต่ทุกวันนี้เมืองไทยผลิตไข่ไก่ได้ถึงปีละ 12.05 พันล้านฟอง ส่งออกไปขายต่างประเทศปีละ 400 ล้านฟอง ที่เหลืออีกล้นหลาม ใช้บริโภคภายในประเทศ

ราคาไข่จะถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยเป็นสำคัญ

โดยทั่วไปราคาไข่ไก่มักจะตกต่ำในช่วง เทศกาลเข้าพรรษา เทศกาลกินเจ ช่วงที่อากาศหนาว และ ช่วงโรงเรียนปิดเทอม

ช่วงเข้าพรรษาและเทศกาลกินเจ ประชาชนส่วนหนึ่งงดเว้นบริโภคไข่ และ เนื้อสัตว์ ช่วงอากาศหนาว แม่ไก่มักให้ผลผลิตไข่ดกกว่าช่วงอื่น ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ออกมาล้นตลาด และช่วงโรงเรียนปิดเทอม ยอดขายอาหารตามโรงเรียนซบเซาตามจำนวนลูกค้า

นอกจาก 4 ปัจจัยข้างต้น กลไกที่ทำให้ราคาไข่ถูก-แพง ยังขึ้นกับต้นทุน การผลิตไข่ในแต่ละช่วง เช่น ค่าอาหารไก่ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่ายาและเวชภัณฑ์ ที่ใช้ดูแลไก่ ค่าบริหารจัดการภายในฟาร์ม รวมทั้ง ราคาน้ำมัน ซึ่งเชื่อมโยงกับค่าขนส่ง

ลองเทียบฟอร์มกันดูสัก 4-5 รัฐบาลก็ได้ สมัยที่ ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 20

ปี 2536 ไข่ไก่คุณชวนไซส์ใหญ่สุด หรือเบอร์ 0 ขายตามท้องตลาด ราคาถูก-แพงไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ฟองละ 1.65-2.70 บาท แล้วแต่ซื้อจากย่านไหน

ย่านไหนที่เจอราคาหลัง คนกินยุคนั้นพากันร้องจ๊าก

เทียบสมัยรัฐบาลชวนกับรัฐบาลทักษิณ ไข่ชวนว่าแพงแล้ว มาเจอไข่เศรษฐีอย่างทักษิณเข้า ไข่ชวนก็ต้องชิด

ซ้ายไปตามระเบียบ เพราะเอาเข้าจริง ไข่ทักษิณคว้าตำแหน่งแชมป์ราคามหาโหดไปครอง ชนิดที่แม้วันนี้ ก็ยังไม่มีนายกฯคนไหนกล้าลบล้างสถิติ

ดูได้จากราคาที่ผันผวนถึง 3 ครั้ง เริ่มจากต้นปี 2547 (ก่อนไข้หวัดนกระบาด) ไข่ทักษิณเบอร์ 0 ฟองละ 2.62 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.47 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 1.77 บาท

ช่วงมีนาคม 2547 เมืองไทยเจอไข้หวัดนกเล่นงานเต็มเปา ไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาร่วงลงมาเหลือแค่ฟองละ 2.40 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.25 บาท และเบอร์ 5 เหลือ ฟองละ 1.77 บาท

แต่หลังจากไข้หวัดนกสงบ เดือน พ.ค.2547 ไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาทะยานขึ้นไปเป็นฟองละ 3.20 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 3.10 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.70 บาท

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คนไทยได้ลิ้มรสไข่ไก่ฟองละ ทะลุ 3 บาท

สาเหตุเพราะช่วงก่อนที่ไข้หวัดนกระบาด เมืองไทยมีแม่ไก่ไข่อยู่ทั้งสิ้นประมาณ 36 ล้านตัว เคยให้ผลผลิตไข่ไก่ป้อนสู่ตลาดวันละประมาณ 25 ล้านฟอง

พอเจอไข้หวัดนกเล่นงานจนงอมพระราม มีการทำลายแม่พันธุ์ไก่ไข่เป็นจำนวนมาก เดือน พ.ค.2547 ทั้งประเทศเหลือแม่ไก่ไข่เพียง 22 ล้านตัว ทำให้ผลผลิตป้อนสู่ตลาดลดลงเหลือเพียงวันละ 15 ล้านฟอง หรือหายไปวันละประมาณ 10 ล้านฟอง

สถานการณ์ข้างต้น ส่งผลให้ราคาไข่ทักษิณ สวิงราคากลับมาแพงกระฉูดถึงฟองละ 3.20 บาท แถมบางย่าน เช่น ตลาด อ.ต.ก. ฟองละ 4 บาท

เทียบกับช่วงที่ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ (29 ม.ค.-9 ก.ย. 2551) ระยะเวลาครองเก้าอี้นายกฯทั้งสิ้น 7 เดือนกับอีก 12 วัน

ช่วงนั้น ไข่สมัครเบอร์ 0 ตามตลาดสดทั่วไป ขายฟองละ 3 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 2.60 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 2.50 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 2.40 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 2.30 บาท เบอร์ 5 ฟองละ 2.20 บาท และเบอร์ 6 (เล็กสุด) ฟองละ 2.10 บาท

แม้คนกินจะเคยชินกับราคา บ่นไม่ออก แต่พ่อค้าแม่ค้าไข่ส่วนใหญ่ ในช่วงที่คุณสมัครเป็นนายกฯ บ่นกันปอดแปดว่า นายกฯยังไม่ทันได้เริ่มต้นทำงาน ราคาไข่มีแต่ขึ้นเอาๆ ทั้ง ยี่ปั๊ว หน้าฟาร์ม ทั้ง ล้ง (คนกลางคัดขนาดไข่) อ้างต้นทุนพุ่งอย่างไร้เหตุผล

หลังจากรัฐบาลสมัครส่งไม้ต่อให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26

นับจากวันแรกที่นายสมชายได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯ จนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมา ตัดสิทธิกรรมการบริหารฯ ทั้ง 3 พรรค จนนายสมชายต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551

การที่ รัฐบาลสมชายมีอายุสั้นเพียง 2 เดือน กับอีก 15 วัน ประกอบกับช่วงที่คุณสมชายเป็นนายกฯ สถานการณ์บ้านเมือง และราคาไข่ แทบไม่ต่างกับช่วงที่คุณสมัครเป็นนายกฯ กระแสความเคลื่อนไหวราคา ไข่สมชายกับ ไข่สมัครจึงแทบไม่แตกต่าง

ให้หลังจากรัฐบาลสมชายโบกมือลา สลับขั้วการเมืองให้พรรคประชาธิปัตย์ ผลักดัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27

นับจากวันแรกที่หนุ่มมาร์ค อภิสิทธิ์รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 เมื่อ 17 ธ.ค. 2551 จวบจนวันนี้ ประมาณ 2 เดือน ผ่านพ้นจากช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ และสอบผ่านการเป็นรัฐบาลไปอย่างฉิวเฉียด

เมื่อลองสุ่มวัดดัชนี ไข่มาร์คที่ตลาดไท และตลาดสดย่านสะพานควาย พบว่า ไข่ไก่เบอร์ 2 ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภค และเป็นไข่ไซส์ประจำรถเข็นขายข้าวไข่เจียวส่วนใหญ่ ล่าสุดราคาเฉลี่ยแผงละ (30 ฟอง) 80 บาท หรือตกฟองละ ประมาณ 2.60 บาท

เทียบกับช่วงที่นายสมัครเป็นนายกฯใหม่ๆ ยังไม่ทันได้เริ่มต้นทำงาน ไข่สมัครเบอร์ 2 ตามท้องตลาด ฟองละ 2.50 บาท ถูกกว่า ไข่มาร์คฟองละ 10 สตางค์

แต่ยังดีที่กู้หน้าไว้ได้ ไข่มาร์คเบอร์ 0 ช่วงนี้ฟองละ 3 บาท ราคาเท่ากับช่วงที่สมัครเป็นนายกฯ จึงฟันธงยาก นาทีนี้ฝีมือใครเหนือกว่า

กระนั้นก็ตาม เสน่ห์ กรรณสูต อุปนายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออก ไข่ไก่ บอกว่า เวลานี้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่แต่ละฟอง (เฉลี่ยทุกเบอร์) ตกฟองละ 2 บาทเศษ

แต่ช่วงนี้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม เฉลี่ยเหลือเพียงฟองละ 1.90 บาท ตกต่ำต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ทำให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุนกันป่นปี้

สาเหตุที่ราคาไข่ไก่ตกต่ำ เป็นเพราะปริมาณที่ล้นตลาด บวกกับความเชื่อ ที่ว่า กินไข่มากแล้วจะเกิดคอเลสเทอรอล หรือมีไขมันในเลือดสูง รวมทั้งข่าวลือ เรื่องไข้หวัดนก

ถึงกระนั้นเสน่ห์บอกว่า แม้จะขาดทุน ผู้ผลิตไก่ไข่แหล่งใหญ่ของประเทศ ทั้งที่อยุธยาและอ่างทอง ยังคงก้มหน้ากัดฟันเลี้ยงและขายกันต่อไป บางรายต้องควักทุนเก่า บางรายต้องไปหาเงินกู้ก้อนใหม่มาประคองกิจการเพื่อให้อยู่รอด

ในฐานะอุปนายกสมาคมฯ เขาเห็นว่า สิ่งที่ รัฐบาลมาร์คควรทำ เวลานี้ ก็คือเร่งหามาตรการกระตุ้นให้คนไทยเชื่อมั่น และกลับมาบริโภคไข่ไก่ ให้มากขึ้น

คงเดากันได้ไม่ยาก นานวันเข้า ขืนรัฐบาลมาร์คปล่อยปละให้คนเลี้ยงไก่ทยอยเจ๊งกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง

สักวันเมื่อถึงจุดหนึ่งที่รับไม่ได้อาจไปเพิ่มแนวร่วม โดยไม่ตั้งใจ เปิดฉากสงครามปาไข่ครั้งใหม่ ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ถล่มรัฐบาลกระเจิง.

ใบแดงเหมือนกัน

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาลนายกฯอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีชุดแรก 11 คน ใครเป็นใครกันบ้างไม่ต้องเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามให้เสียเวลา

ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลจะแต่งตั้ง

คนใกล้ชิดเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

เพราะถ้าไม่เอาพวกเดียวกันเองก็ ผิดปกติน่ะซีโยม

แม่ลูกจันทร์ เห็นด้วยที่รัฐบาลแต่งตั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี เพื่อมาช่วยงานรัฐบาล ถือเป็น การแบ่งเบาภาระรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปได้ พอสมควร

เนื่องจากหลายกระทรวงมีรัฐมนตรีคนเดียว เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการ ท่องเที่ยวฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม ฯลฯ

ถ้ารัฐมนตรีต้องเดินทางไปราชการต่างประเทศ การบริหารงานในกระทรวงก็ต้องหยุดชะงักกลางคัน!!

เมื่อมี ผู้ช่วยรัฐมนตรี แบ่งเบาภาระ ของรัฐมนตรี ก็จะทำให้การทำงานไม่ติดขัดลำกล้องอย่างที่ผ่านมา

สรุปว่าการแต่งตั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีจึงมีประโยชน์ฉะนี้แล

แต่มาติดอยู่หน่อยเดียวคือ ตอนที่พรรค ประชาธิปัตย์ยังเป็นฝ่ายค้านได้เคยวิจารณ์ การตั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรี เอาไว้บานตะเกียง

เช่น...ตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีไม่ สามารถแต่งตั้งได้ เพราะไม่มีกฎหมายรับรอง

หรือ การที่ อดีตนายกฯทักษิณ คิดสร้างตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนใกล้ชิดรัฐบาล

หรือใช้เก้าอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นรางวัลปลอบใจให้กับคนอกหักที่ไม่ได้เป็น รัฐมนตรี

แต่วันนี้ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล สิ่งที่เคยตำหนิรัฐบาลเก่าเอาไว้ รัฐบาลใหม่ก็ทำตามแบบเดียวกัน

เข้าตำราเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินนํ้าแกง

พรรคประชาธิปัตย์เคยโจมตีรัฐบาลทักษิณใช้อิทธิพลการเมืองโยกย้ายล้างบางข้าราชการประจำ

แต่งตั้งคนใกล้ชิดเข้าไปยึดกุมตำแหน่งสำคัญๆ

หวังจะใช้ข้าราชการประจำเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง

วันนี้สิ่งที่เคยว่าแต่เขา อิเหนาก็เป็น ซะเอง

แม่ลูกจันทร์ ไม่ได้รู้สึกผิดหวังที่ เอาใจช่วยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

ไม่ผิดหวัง...เพราะไม่ได้คาดหวังว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์จะเก่งกล้าสามารถ สะอาด โปร่งใสไร้สารพิษเจือปน

ไม่ผิดหวัง...เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่านักการเมืองไทยไม่ว่าอยู่ก๊วนไหนก็แปะเอี้ยพอกัน

แต่อย่างน้อย...การที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็เป็นโอกาสให้พิสูจน์ ฝีมือการทำงานแก้ปัญหาบ้านเมือง

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำได้ดี ก็ควรให้ ทำหน้าที่ต่อไปอีกนานๆ

ข้อสำคัญ การที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทำให้การเมืองเดินหน้าไปได้ ไม่วุ่นวาย เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

ล่าสุด...การที่ กกต.ลงมติแจกใบแดงใบแรกให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าทุจริตเลือกตั้งจริง

ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าพรรคประชาธิปัตย์มีสิทธิ์โดนใบแดงเหมือนกัน

ถึงใบแดงใบนี้จะไม่มีผลต่อการยุบพรรค ประชาธิปัตย์ เนื่องจาก ส.ส.ที่ถูก กกต.แจกใบแดงไม่มีตำแหน่งเป็น กก.บริหารพรรคตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

แต่อย่างน้อย...การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ใบแดงฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ ก็ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโจมตีพรรค คู่แข่งว่าใช้เงินซื้อเสียงเลือกตั้ง จะไม่ สามารถใช้ประเด็นนี้โจมตีพรรคอื่นได้ เต็มปากเต็มคำ

เพราะสิ่งโจมตีคนอื่นไว้ มันจะย้อน กลับมาเข้าตัวเอง.

แม่ลูกจันทร์