WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 14, 2009

ทักษิณ ส่งทนายยื่นฟ้อง สุเทพ

ที่มา ไทยรัฐ

วานนี้ (13 ก.พ.) ที่ศาลอาญา นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยนายอุดมกล่าวว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสุเทพให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การที่ พ.ต.ท. ทักษิณโฟนอินมาหากลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ต้องการกลับมาเป็นประธานาธิบดี ถ้าประชาชนต้องการก็พร้อมจะกลับมา นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ในการประชุมสภา นายสุเทพยังได้ตอบกระทู้ถามสด ของ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า เชื่อโดยสุจริตใจในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่านายสุเทพไม่สำนึกในการกระทำของตนเอง นอกจากนี้ทีมทนายความเตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีทางแพ่งกับนายสุเทพอีก จำนวนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท รวมทั้งเตรียมยื่นฟ้องนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายสรรชัย อินทรสูตร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทในสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยศาลได้รับคำฟ้องไว้ เพื่อนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในวันที่ 18 พ.ค.ที่จะถึงนี้

นายสุเทพกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ทนายความฟ้องหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท กรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีว่า น้อยไป นายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาฯ เคยฟ้องผม 4,000 ล้านบาท แต่ตอนหลังลดลงเหลือ 2,000 ล้านบาท ค่าตัวผมมันสูงขนาดนั้น 100 ล้านบาท มันน้อยเกินไปหน่อยเมื่อถามว่าแสดงว่ามั่นใจจะสู้คดีได้ นายสุเทพหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพร้อมตอบว่า ถามหาเรื่องนี่

หมอเหวง จี้ ผบ.ทบ.แจงงบฯลับ

ที่มา ไทยรัฐ

ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก วานนี้ (13 ก.พ.) นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงกรณีที่มีข่าวระบุว่า ฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกใช้งบประมาณลับ 2,000 ล้านบาท จัดทำโครงการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ ในพื้นที่ 74,474 หมู่บ้าน โดยมีเป้าหมายหลักคือกลุ่มคนเสื้อแดง

นพ.เหวงกล่าวว่า จากข่าวที่เกิดขึ้น คนเสื้อแดงต่างรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคนเสื้อแดงเป็นประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพรรคเพื่อไทย แต่ตกเป็นเป้าหมายทำลายล้างทางการเมืองจากกองทัพ โดยอาศัยข้ออ้างในการปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และความสมานฉันท์คนในชาติ ดังนั้นพวกตนในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง จึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ขอให้กองทัพบกเปิดเผยข้อมูลโครงการดังกล่าวต่อสาธารณชน และยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไม่ขัดขวาง หากเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ และระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

วิสา คัญทัพ:วันแห่งความรัก

ที่มา Thai E-News


โดย วิสา คัญทัพ
14 กุมภาพันธ์ 2552

วันรักความเป็นธรรม



ท่านจะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ
หากท่านยืนตัวสั่นด้วยหวั่นไหว
เมื่อเห็นความอยุติธรรมเหยียบย่ำใคร
ท่านพร้อมสู้สุดใจในทันที

เห็นการ ทำร้าย ทำลายคน
ผู้ยากไร้ ทุกข์ทน ถูกกดขี่
เห็นการกลั่นแกล้งแทงคนดี
เที่ยวราวีคุกคามตามรังควาน

เลือดในกายฉีดแรงสำแดงบอก
ให้เดินออกไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
แม้พบคนดังว่าอย่าช้านาน
ประเทศไทยมีงาน ต้องการตัว

เราชุมชน สีแดง สีแห่งรัก
ขบวนหลัก ป้องคนดี ตีคนชั่ว
กำลังเรียกระดมพลคนไม่กลัว
ร่วมกวาดฟ้ามืดมัว รับตะวัน

แม้หาก รักประชาธิปไตย
เปิดนรกออกไปสู่สวรรค์
ต่ออธรรม ทนไม่ได้ ใจเดียวกัน
ด้วยรักและผูกพัน วาเลนไทน์.



วันแห่งความรัก
วิสา คัญทัพ

รักศรัทธาประชาชนผู้ทนทุกข์
รักสังคมสันติสุขแห่งยุคใหม่
รักระบอบประชาธิปไตย
รักสัจจะจริงใจ ตรงไปตรงมา

รักสิทธิเสรียิ่งชีวิต
รักอิสรภาพซึ้งทราบค่า
รักชาติที่อยู่รอดตลอดมา
รักนักสู้ผู้กล้าอุทิศตน

รักความสงบงามตามระบอบ
รักระเบียบตรวจสอบโดยเหตุผล
รักคนไม่ทรยศคิดคดคน
รักคนชนคนสู้กับหมู่มาร

รักเคารพมนุษย์ประเสริฐผู้เลิศล้ำ
รักความเป็นธรรมในทุกด้าน
รักสู้กับอิทธิพลทั้งคนพาล
รักคนเกลียดเผด็จการสันดานโจร

รักคนมีหัวใจ สู้ไม่ถอย
ต่อเถื่อนถ่อยทมิฬมารทะยานโผน
รักจักสาดน้ำใส่ไฟลุกโชน
รักจักโค่นอธรรมอันต่ำทราม.

80วันยึดสนามบินลอยนวล เจ้าของม็อบปลดโซ่สมุนโจรนับพันอาละวาดก่อเหตุนองเลือดอุดร

ที่มา Thai E-News


สมุนลิ้มคุมโจร1,000ยึดอุดร-ชนะ ผาสุกสกุล "ไอ้ก๊อง"(ที่2จากซ้าย)สมุนสนธิลิ้ม ที่ถูกวางตัวให้คุมงานฝ่ายบู๊จากนายใหญ่คุมกองกำลังการ์ดหน้าโจร1,000คนตั้งเวที และกระจายกำลังคุมอุดรทุกจุดพร้อมก่อเหตุนองเลือดวันวาเลนไทน์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 กุมภาพันธ์ 2552

พิสูจน์ม็อบเส้นใหญ่หนุนหลังของจริง ครบ1เดือนที่"จงรัก"ให้สัญญาจะจับกุมคดียึดสนามบินเงียบหายไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปิดสนามบินผ่านไป80วันผู้ก่อการร้ายลอยนวล แถมการ์ดหน้าโจรนักรบศรีวิชัยยกกองกำลังพรึบ1,000คนยึดอุดรฯเป็นเมืองขึ้น พร้อมอาละวาดก่อเหตุวาเลนไทน์เลือดกันเต็มที่


มันมาแล้ว-นักรบศรีวิชัย การ์ดหน้าโจรพธม.ที่ถูกจับตอนบุกยึดโทรทัศน์NBTได้ประกันออกจากคุกหมดทุกคน นายสนธิลิ้มได้เรียกระดมพลเป็นกองกำลังบุกยึดอุดรฯเป็นเมืองขึ้นให้ได้ในวันที่14ก.พ.นี้ โดยที่เจ้าของม็อบมีเส้นนั่งรอดูคนในชาติฆ่ากันแตกแยกเป็นเสี่ยงอย่างอำมหิตเลือดเย็น

ครบ1เดือนตามลมปาก"จงรัก"คดียึดสนามบินเงียบ

นับจากวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 จนถึงขณะนี้เป็นเวลา 80 วันแล้วที่คดียึดสนามบินผ่านไป โดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งที่พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาว่าภายใน1เดือนจะมีการออกหมายจับ ถึงวันนี้ครบ1เดือนแล้ว ทุกอย่างยังเงียบ

นับวันก็ยิ่งเงียบหายกับสายลม ตอนนี้เงียบมาแล้ว 80 วัน

-5 วันในเดือนพฤศจิกายน 2551
-ตลอด31วันของเดือนธันวาคม2551
-ตลอด31วันของเดือนมกราคม2552
-ผ่านไปอีก13วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2552

*เชื่อหรือไม่ ตำรวจกำลังหาหลักฐานอยู่ ข้อมูลล่าสุดคือ มีความคืบหน้าในการหาหลักฐานไปแล้ว 70%

*พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ พูดไว้ล่าสุดเมื่อ13ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จะออกหมายจับผู้กระทำผิดได้ภายใน1เดือน

*จนถึงล่าสุดช่วงบ่ายวันศุกร์13ก.พ.นี้ ซึ่งครบรอบ80วันยึดสนามบิน และครบ1เดือนที่พล.ต.อ.จงรักพูดไว้ทุกอย่างยังเงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในกอไผ่...

เจ้าของม็อบมีเส้นอำมหิตเลือดเย็นปล่อยโจรนับพันบุกก่อเหตุนองเลือดที่อุดร

นอกจากไม่มีการดำเนินคดีใดๆแล้ว ม็อบมีเส้นยังเหิมเกริมออกอาละวาดก่อเหตุร้ายทั่วประเทศ ล่าสุดคือการยกพวกไปที่อุดรธานี เสมือนต้องการยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด โดยล่าสุดเวบผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 13 ก.พ.ทีมงานของพันธมิตรฯ ได้เริ่มติดตั้งเวทีที่หนองประจักษ์แล้ว ขณะที่การ์ดพันธมิตรฯ ประมาณ 1,000 คน ได้เข้าประจำการตามจุดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้จัดประชุมซักซ้อมนักรบศรีวิชัย และการ์ดฮาร์ดคอร์ ที่บ้านพระอาทิตย์ มีการส่งโทรสาร โทรศัพท์ จดหมายเรียก ให้เหล่านักรบมารายงานตัว การเตรียมการยกกำลังไปตีอุดรให้เป็นเมืองขึ้นของพันธมิตรให้ได้ เพื่อหยามว่าสามารถไปทุกจังหวัดในประเทศ โดยหากกองกำลังของนายสนธิสู้ไม่ไหวถูกทำร้ายก็จะออกข่าวว่าเสื้อแดงถ่อยทำร้ายพธม.ผู้รักสงบ แต่หากกลุ่มเสื้อแดงไม่ออกมาทำร้ายก็จะออกข่าวว่า พวกเสื้อแดงใจไม่ถึง และประกาศปักธงยึดอุดรไว้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมยั่วยุอย่างไม่เห็นบ้านเมืองมีขื่อแป ก็เพราะว่าไม่มีการจัดการดำเนินคดีใดๆกับพันธมิตรเลยในช่วงที่ผ่านมา แม้มีพฤติการณ์ทั้งยึดเอ็นบีที ทำเนียบรัฐบาล และสนามบินมาแล้วก็ตาม ทำให้อันธพาลการเมืองกลุ่มนี้ได้ใจที่จะก่อเหตุนองเลือด เพราะมีเส้นใหญ่หนุนหลัง

(ภาพชุดการ์ดหน้าโจรสมุนลิ้มบุกยึดอุดร จากเวบผู้จัดการ)



...ยางพารามีมากในภาคใต้ ยางอะไรไม่มีในพรรคประชาธิปัตย์...

ที่มา thaifreenews

โดย ปลายอ้อกอแขม

“ยางอาย” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นฉบับเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ นำมาอ่านตัดสินคดีนายสมัคร สุนทรเวช ที่เอาตะหลิวเคาะกะทะส่งเสียงดังไปหน่อย มีผลให้นายสมัครหลุดจากตำแหน่งนายกของประเทศสาระขัณฑ์ ให้ความหมายว่า “เป็นยางชนิดหนึ่ง ใช้ทำอะไรไม่ได้ แต่จะมีอยู่ในตัวของมนุษย์บางจำพวก แต่บางจำพวกก็ไม่มี เหตุที่บางจำพวกไม่มีนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสส.ที่ด่าสิ่งที่คนอื่นๆทำว่าเป็นเรื่องเลวชั่ว แต่ภายหลังก็กลับมาทำในสิ่งๆนั้นเสียเอง ”

คำว่า “ไร้ยางอาย” หรือ “หมดยางอาย” พจนานุกรมไทยฉบับเดียวกันนี่แหละ ให้ความหมายว่า “ไม่มีความละอายต่อเทวาฟ้าดินใดๆทั้งสิ้น หน้าด้านถึงที่สุดเกินกว่าจะบรรยายได้ ตนเองผิดเห็นๆก็บอกว่าถูก ผู้อื่นถูกชัดๆมันก็บอกว่าผิด พูดดำให้เป็นขาว พูดขาวให้เป็นดำ บัดซบ”..ตอนท้ายๆ พจนานุกรม “สบถ”ออกมาเช่นนั้น


“ไร้ยางอาย” หรือ “หมดยางอาย” ถือเป็นผรุสวาจาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุดสำหรับผู้ถูกด่า
หากเป็นคนธรรมดา ถูกด่าว่า “เอ็งนี่ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี” หรือ “เอ็ง..หมดยางอายแล้วซิ” เช่นนี้แล้ว ผมและเพื่อนพ้องต่างก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าหลังจากคำด่านี้สิ้นสุดลงไม่เกิน 3 วินาที ไม่ใครก็ใคร ..ต้องมี “บาดแผล”จากอวัยวะข้างขวาที่ใช้เดินของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน

สมัยพรรคประชาธิปัตย์อันประกอบไปด้วยท่านนายกฯอภิสิทธิ์และผองเพื่อน ยังตามไล่เห่าอดีตนายกฯทักษิณอยู่ซึ่งนั่งอยู่บนเครื่องบินอยู่นั้น อดีตนายกฯไม่ค่อยได้ตอบโต้อะไรเท่าไหร่ เพราะเสียงเห่าหอนที่ดังโหยหวนตลอดเวลานั้น อดีตนายกฯรู้ดีว่าเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากความอดอยาก หิวโหยเกินบรรยาย ..นานๆทีก็โยนปลากระป๋องยี่ห้อ “ชาวดอย”จากเครื่องบินเพื่อให้คาบเอาไปให้รถไฟทับสักครั้งหนึ่ง

ประชาธิปัตย์ไล่เห่าไล่งับอดีตนายกฯตลอด 6 ปีที่ผ่านมา นับจำนวนดูแล้วปีละกว่า 700 ครั้ง ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้อดีตนายกฯหวั่นไหว เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า “ประเทศไทยพัฒนาไปไกลเกินกว่าจะมานั่งทะเลาะกัน” จึงทำให้เสียงเห่าหอนเริ่มแหบโหยจะตายมิตายแหล่ เดชะบุญที่ฟอสซิลไทรันโนเซารัสซึ่งเป็นบรรพบุรุษของตะกวดในปัจจุบันปรากฏกาย..19 กันยา 49

วันนั้นด่าทักษิณว่าทุนนิยมสามานย์ ประชานิยม โคตรโกงหรือโกงทั้งโคตร แต่วันนี้เอาสิ่งที่ทักษิณทำไว้มาทำชนิดหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ..เฮ้ย อะไรวะ!

วันนั้นด่าสมัครว่าเลว ชั่ว ออกมาตรการมาใช้ ทำให้ประชาชนขี้เกียจสันหลังยาว แต่วันนี้เอาสิ่งที่สมัครทำไว้มาทำต่อชนิดหน้าตาเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ..เฮ้ย อะไรเนี่ยะ !

วันนั้นด่าสมชายว่าเลว ชั่ว เป็นนอมินีทักษิณ ตั้งคนชั่วมาเป็น รมต.สาระพัด แต่วันนี้กลับทำยิ่งกว่าสมชาย คือตั้งพวกพันธมิตรที่ทำลายชาติจนย่อยยับมาเป็นใหญ่ในรัฐบาล..เฮ้ย ทำได้ไง !

“ด่าคนอื่นเหย็งๆว่าชั่วช้าสามานย์ วันนี้กับมาทำตามเขาต้อยๆๆ อย่างนี้ ..เรียกว่าอะไร”

ถ้าจะลำดับนับเรื่องเอาแค่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลเมื่อไม่นานนี้ ก็มองเห็นแล้วว่าขนาดไหน ความทุเรศทุรังที่สร้างขึ้นทำให้เป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์ เราจะบอกชาวโลกเขาได้อย่างไรว่าประเทศเราทำไมพิกลพิการขนาดนี้ เราจะบอกลูกบอกหลานเราได้อย่างไรว่าบรรพบุรุษรุ่นเราทำระยำอะไรไว้กับประเทศตัวเอง..ไม่น่าเลย

ตอนแรกๆ ผมรู้สึกอายแทน แต่พอนึกถึงคำเตือนของเพื่อนคนหนึ่งที่เคยบอกไว้ว่า “เอ็งอย่าไปอายแทนใครเชียวนะ ปล่อยให้มันอายด้วยตัวของมันเอง เพราะถ้าเอ็งไปอายแทนมัน มันก็จะไม่อาย” ..ผมก็เลยเลิกอายแทน


แต่ถึงผมจะไม่อายแทนพรรคนี้แล้ว ผมก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจเหมือนนายสุเทพว่าพรรคนี้มันก็ไม่คิดอายหรอก เพราะ “ต่อมความอาย” มันหดหายกันไปหมดแล้ว ตั้งแต่หัวยันหาง ..เข้าใจว่าพอย่างเท้าเข้าพรรคนี้ยางอายก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ

เมื่อเช้า เดินผ่านหน้าโรงเรียนทึดทืออนุสรณ์ ขณะครูกำลังอบรมแถวนักเรียนตอนก่อนเคารพธงชาติ ได้ยินเสียงครูถามนักเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายว่า “ยางพารามีมากในภาคใต้ แล้วยางอะไรไม่มีในพรรคประชาธิปัตย์ ตอบพร้อมๆกันซิ”


เสียงนักเรียนตอบเป็นเสียงคอรัสว่า “ ยางอาย เฮ้...!!!”

อย่าไปสนใจการรุกด้านมวลชนของ พธม. มากนักเลยครับ ผมไม่ค่อยให้ราคานักหรอกครับ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



ผมไม่ได้เขียนบทความเสียนาน เพราะรู้สึกว่ามันไม่มีประเด็นทางการเมืองอะไรมากนัก ก็แค่ด่ากันไปด่ากันมา ประเด็นที่ผมให้ความสนใจช่วงนี้ เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะผมรู้ว่า มรสุมทางเศรษฐกิจครั้งนี้ใหญ่หลวงกว่าที่คนไทยตระหนักมากนัก และมรสุมทางเศรษฐกิจ จะเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใหญ่โต ในจุดที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์

ตอนนี้ยิ่งฝ่ายโน้นเคลื่อนไหว ทำอะไรมาก ก็จะเป็นสาเหตุหรือปัจจัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่คุมไม่ได้มากกว่า

ช่วงนี้มีข่าวว่า พธม.รุกหนักทางด้านมวลชน ไปต่างจังหวัด สร้างความวิตกกังวลให้คนเสื้อแดงบางคนค่อนข้างมาก ยิ่งมีข่าวว่ามีการรุกไปที่อุดร เพื่อโจมตีฐานที่มั่นฝ่ายเสื้อแดง มีการตั้งเวทีประชันกัน เหมือนกับว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยึดหัวหาดได้แล้ว จะทำให้ชนะสงคราม

ผมคิดว่าเป็นความวิตกกังวลที่เกินไป บางคนมองแต่ปัญหาทางยุทธวิธี มองภาพในมุมแคบมากกว่า ที่จะประเมินสถานการณ์ในภาพรวมทั้งระดับสากล และระดับประเทศ มองแต่เพียงการต่อสู้กันในเวทีเล็ก ซึ่งคำกล่าวในทางตำราพิชัยสงครามเรียกว่า เป็นการมองการปะทะกันของกองกำลังแต่ละฝ่ายในจุดเล็กๆ มากกว่าที่จะมองภาพรวมของสงคราม รวมทั้งสถานการณ์ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ รวมทั้งบรรยากาศของอุดมการณ์ทางการเมือง




สำหรับผมแล้วไม่ได้วิตกกังวลอะไรกับการเคลื่อนไหวทางด้านมวลชนของ พธม.มากมายนัก เพราะคนพวกนี้ไม่ได้มี "อุดมการณ์ทางการเมือง" ที่น่ากลัว จนต้องถึงกับมาวิตกว่า พวกเขาอาจแย่งชิงมวลชนไปได้

ที่จริง พธม. โด่งดังขึ้นมาได้ในช่วงสองสามปีนี้ ไม่ได้เป็นความสามารถในการขยายงานด้านมวลชนมากมายนัก แต่เป็นเพราะ "การต่อต้านอำนาจรัฐ โดยมีคนมีบารมีหนุนหลัง" และเคลื่อนไหวได้โดย ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายหรืออะไรทั้งสิ้น คนพวกนี้ไม่ได้มีจำนวนมากมายอะไรนัก แต่ไม่มีใครกล้าปราบ ภาพจึงดูน่ากลัวสำหรับคนที่ไม่ได้วิเคราะห์ให้ถ่องแท้

มวลชนหลักของเขาที่ใช้ต่อสู้กับรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ล้วนแต่เป็น “กลุ่มจัดตั้ง” ทั้งสิ้น เช่น สันติอโศก หรือกลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการขนคนมาช่วยของพรรคประชาธิปัตย์จากภาคใต้

หากวิเคราะห์องค์ประกอบของมอบ พธม.แล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่น่ากลัวเลย ในการรุกด้านมวลชน

ฝ่ายเสื้อแดงเสียอีก ที่มีมวลชนหลากหลายเข้ามาร่วมด้วย ในทางการเมือง น่ากลัวกว่าเสื้อเหลืองเยอะ เพราะนี่คือ ของจริง ไม่ใช่ม็อบมีเส้น แบบ พธม.

ตอนนี้คนพวกนี้ ได้อำนาจรัฐแล้ว พวกเขาจะปฎิเสธว่ามาร์กไม่ได้เป็นคนของพันธมิตร ก็คงทำได้แต่คงไม่มีใครฟัง เงื่อนไขในการขยายมวลชนของพวกเขาจึงไม่มี ที่จริงก็ขยายไม่ได้อยู่แล้ว ความผิดพลาดอะไรของมาร์ก ก็คือความผิดพลาดของคนพวกนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยต่อไปนี้ ต้องประเคนใส่คนพวกนี้โดยตรง

อาจมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ "หลงยุค" ไปเชื่อคนพวกนี้ แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน




คนพวกนี้ ออกไปชนบท จะเอาอะไรไปขายให้กับประชาชน ไปด่าทักษิณให้ชาวบ้านฟังอย่างนั้นหรือ จะเอาอุดมการณ์อะไรไปโปรประกันดา หลอกชาวบ้าน จะโฆษณาว่า "ทักษิณจะล้มราชบัลลังค์" หรือทักษิณจะเป็นประธานาธิบดี ผมว่าคนคงไม่สนใจเท่าไหร่แล้วเพราะคนพวกนี้กล่าวหาจนคนเบื่อจะฟังแล้ว

เชื่อผมเถอะประเด็นนี้ ปลุกไม่ขึ้นแน่นอน ขนาดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถางทางไว้แล้ว ก็ยังปั่นกระแสไม่ได้

จะเอาแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ไปโฆษณา ผมว่าแม้คนไทยจะ "รักในหลวงยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง" แต่คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะคนชนบทไม่ได้ชอบ เศรษฐกิจพอเพียง เพราะทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ ต้องอยู่อย่างแร้นแค้นต่อไป ผิดกับยุคทักษิณ ที่พวกเขาอยู่ดีกินดี ลืมตาอ้าปากได้ แม้คนจะรักในหลวงมาก แต่ก็ไม่พร้อมที่จะมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ทุกคนอยากมีอยู่มีกิน มีเงินทองจับจ่ายใช้สอย ต้องการชีวิตที่สุขสบายทั้งสิ้น อุดมการณ์นี้ขายให้คนชนบทไม่ได้แน่นอน ที่เห็นพูดๆ กันมีแต่พวกร่ำรวยในเมืองเท่านั้นที่พูด เพราะไม่ต้องการให้คนชนบท ลืมตาอ้าปากได้มาแย้งทรัพยากรกับพวกตน เลยจะยัดเยียดเศรษฐกิจพอเพียงให้คนชนบท โดยอาศัย “ความรักในหลวง” มาใช้ประชาสัมพันธ์

แต่ผมคิดว่า เอาไปหาเสียงคงไม่มีคนเลือก อย่างมากเขาก็ฟังเงียบๆ ไม่กล้าค้าน เพราะความรักในหลวง แต่ก็คงไม่มีใครทำตาม ทุกวันนี้ไม่มีัใครกล้าวิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียงมีแต่คนสรรเสริญ เพราะความรักในหลวง แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับเศรษฐกิจพอเพียงเท่าใดนัก

ผมจึงไม่เห็นว่า พธม. ออกชนบท หรือทหารทุ่มงบเข้าไปชนบทเพื่อทำ ปจว. แล้วจะสามารถชักจูงชาวบ้านได้ เหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่พวกเขา ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด

ในสงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ครั้งนั้น ชาวบ้านยังไม่รู้จักคอมมิวนิสต์ ทหารไปโปรประกันดาว่า คอมมิวนิสต์จะยึดไร่ ยึดนา ทำลายพระศาสนา ฆ่าพระ ชาวบ้านก็ต้องต่อต้านเป็นธรรมดา เพราะมันฝืนกับวัฒนธรรมของคนชนบทในยุคนั้น ยุคนั้นชาวบ้าน จบ ป.4 ก็ยังมีน้อยมาก

แต่ตอนนี้จะไปโปรประกันดาในชนบทว่า ระบอบทักษิณเลว ทั้งๆ ที่ชาวบ้าน เคยรับรู้ว่า ยุคทักษิณคือ ”ยุคทองของชาวบ้าน" ผมจึงไม่คิดว่าจะมีใครเชื่อทหารหน้าโง่เหล่านั้นหรอกครับ แนวคิดล้าหลัง ยุทธวิธีตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ที่ไม่ได้ปรับปรุงอะไรเลย เพราะมาจากทหารแก่ๆ ที่อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น

ปัญหาตาสว่าง ก็เป็นประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่ง ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการโหมโปรประกันดา อย่างแน่นอนครับ เรื่องนี้ มันทำลายถึงรากฐานการรับรู้ของคนในจิตใต้สำนึก รุนแรงเกินกว่าที่จะมาบ่ายเบี่ยงกันด้วยคำพูดไม่กี่คำ หรือการโหมโปรประกันดา นี่ก็ต้องยกความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ให้กับน้องโบว์นะครับ

ผมว่าทหารประเมินวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ต่ำเกินไป ต่ำกว่านักเศรษฐศาสตร์อย่างผมมาก

ตอนนี้สื่อพยายามสร้างกระแสว่า ข้อมูลที่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ พูดขึ้นมานั้น ไม่จริง ดร.โอฬาร ไม่ได้อยู่ใกล้ข้อมูล โดยหารู้ไม่ว่า ดร.โอฬาร คือ รองนายกฯ สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลหน่วยงานของรัฐได้แต่ต้นแล้ว และนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายก็ทราบดีว่าว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ ดร.โอฬารยกมาพูดนั้นจริงร้อยเปอร์เซนต์ทีเดียว จะสังเกตุได้ว่าสภาพัฒน์ฯ ไม่ได้ออกมาโต้แต่อย่างใด เพราะเขารู้ว่านั่นของจริง

สถานการณ์โดยรวมขณะนี้ ผมไม่ได้กังวลกับการเคลื่อนไหวของพวก พธม. ทหาร หรือกลุ่มอำมาตย์มากนัก

สิ่งที่ผมหวังมีอย่างเดียวคือ “ฝ่ายทักษิณ” หรือฝ่ายประชาธิปไตย อย่าเพิ่งเป็นรัฐบาลในระยะสองปีนี้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นซวยแน่นอน

ความล่มสลายทางเศรษฐกิจจะตอกย้ำความผิดพลาดของพวกอำมาตย์และคนที่อยู่เบื้องหลัง

Friday, February 13, 2009

พูดมากปากมีสี

ที่มา ไทยรัฐ

คำพังเพยที่ว่า พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะมีสีนั้น คงไม่ต้องอธิบายความมาก เพราะมันมีคำตอบในตัวของมันเองแล้ว ครับ...กำลังจะพูดถึงหน้าที่ของคนใช้ปากก็บรรดาโฆษก รองโฆษกของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละ

ยิ่งพรรคการเมืองนี้ได้ดีมีสุขอยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะปากนี่แหละครับ...เพราะแต่ละคนช่างพูดช่างจำนรรจากันเหลือเกิน

จนถูกค่อนขอดว่าเก่งแต่ปาก แต่บริหารประเทศไม่ได้เรื่องซึ่งก็เป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธเมื่อได้เป็นรัฐบาลมาหลายครั้งแต่แทบจะไม่มีผลงานให้ปรากฏ ซึ่งนั่นเป็นผลโดยตรงที่ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมทำนองว่าพูดเก่ง แต่ทำงานไม่เก่ง

ส่งผลต่อความเชื่อมั่น เชื่อถือ จนต้องไปเป็นฝ่ายค้านยาวหลายปี ซึ่งตรงนี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธ

ยิ่งไปเจอคู่แข่งที่มีความรู้ความสามารถ ทำงานเก่งก็ยิ่งไปกันใหญ่ อย่าไปมองว่าเพราะ เงินอย่างเดียวที่ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องเป็นฝ่ายค้านยาว

การได้เป็นรัฐบาลครั้งนี้ถือว่า ส้มหล่นมีหลายฝ่ายหนุน มีนักการเมืองและพรรคการเมืองต้องการเปลี่ยนขั้วเพื่อให้การเมืองเดินหน้าไปได้ เพื่อให้สังคมพ้นจุดความขัดแย้งไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ข้อสำคัญก็คือยังคาดหวังว่าคนหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะน่าจะเป็นความหวังที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆได้

ยิ่งพูดถึงความ สมานฉันท์ที่จะยุติความขัดแย้งของสังคมอันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลก็ยิ่งเชื่อกันว่าน่าจะทำได้

แต่ก็อย่างที่พูดเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า คนของพรรคการเมืองนี้มันช่างพูด พูดมันทุกเรื่อง โต้มันทุกช็อตถึงตอนนี้ก็เลยไม่เห็นช่องว่ามันจะไปสมานฉันท์กันได้อย่างไร มีแต่ปะ ฉะ ดะกันทุกวัน มันจะทำให้การสมานฉันท์ห่างไกลไปทุกทีแล้ว

รัฐบาลได้ตั้งทีมงานโฆษกมีนักวิชาการคนนอกเข้ามาเป็นโฆษกรัฐบาล และมีรองโฆษกจากประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลก็เกิดปัญหาทำงานเป็นทีมไม่ได้ เพราะแบ่งกันพูดไม่ลงตัว

มันตลกดีนะครับ...

ขณะเดียวกับที่มีโฆษกพรรคที่ทำหน้าที่แถลงข่าวกิจการของ พรรคและตอบโต้พรรคการเมืองคู่แข่งแล้วก็ยังมีการตั้งโฆษกขึ้นมาอีกคน ตอนแรกก็บอกว่าโฆษกส่วนตัวนายกฯเพื่อตอบโต้ เปิดประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนายก

แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็นว่าโฆษกหัวหน้าพรรค เพราะโฆษกรัฐบาลก็ทำหน้าที่ชี้แจง ตอบโต้นายกฯอยู่แล้วก็เลยต้องเปลี่ยนชื่อให้มันยุ่งเข้าไปอีก ซึ่งจริงๆแล้วตัวนายกฯเองนั้นก็ช่างพูดอยู่แล้วก็เลยกลายเป็นว่ามีทีมช่างพูดเพียบไปเลย

สุดท้ายก็มีปัญหาขัดแย้งกันเองยังเคลียร์กันไม่จบ

จริงๆแล้วการขับเคลื่อนทางการเมืองหรือการบริหารประเทศ หากนายกฯยึดถือนโยบายสมานฉันท์นั้นน่าจะอยู่ที่ว่า พูดการเมืองให้น้อย หยุดตอบโต้ไร้สาระน่าจะเป็นกระบวนการทำงานที่ดี นั่นมิได้หมายความว่านายกฯรัฐมนตรี หรือ ส.ส.ในพรรคจะพูดอะไรไม่ได้

แต่มันน่าจะเป็นไปในทางสร้างสรรค์ พูดถึงงานชี้แจงทำความเข้าใจให้ประชาชนได้รับรู้หรือพูดถึงความคืบหน้า ความก้าวหน้าของงานอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและรัฐบาลมากกว่า อีกทั้งจะทำให้บรรยากาศต่างๆเป็นไปในทางสร้างสรรค์มากกว่า ไม่ต้องไปเปิดหน้าสู้กับฝ่ายค้านอันไม่มีความจำเป็น อันไหนควรตอบโต้หรือชี้แจงต้องอยู่ที่ประเด็นและความเหมาะสม

ไม่ใช่สร้างเงื่อนไขหรือเพิ่มเงื่อนไขให้มากขึ้นไปอีก ยิ่งวันนี้

ผลงานยังไม่ปรากฏยิ่งหนักเข้าไปอีก

กลัวครับ...กลัวว่าจะต้องไปเพราะ ปากนี่แหละ.

“สายล่อฟ้า”

ลูกน้องเองยังเซ็ง!

ที่มา ไทยรัฐ

หัวเราะกันใหญ่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็หัวเราะกับข่าวที่ถูกปูด มีการโอนเงิน 250 ล้านบาทเข้าบัญชีคนใกล้ชิด

พร้อมกับบอกปัด นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ บอสใหญ่ค่ายทีพีไอ ไม่เคยบริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะสมัยนี้ หรือสมัยที่นายประชัยเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย

อาการเดียวกับ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็หัวเราะเยาะใส่ข้อมูลของ สารวัตรเหลิมร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศจะเปิดโปงการรับบริจาคเงิน 250 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ เข้าข่ายพฤติกรรมฟอกเงิน

ออกหน้ารับประกันเสียงแข็ง ในยุคนายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค และตนเองเป็นเลขาธิการพรรค ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่กลัวเลย

เย้ยกันในที บลัฟกันด้วยลีลา

แต่ล่าสุดก็เป็นนายประชัย ที่ออกมายอมรับกับปากเองเลยว่า เคยมีการจ่ายเงินจำนวน 250 ล้านบาทให้กับพรรคประชาธิปัตย์จริง

โดยเป็นการจ่ายเงินค่าโฆษณา

และไม่คิดว่าจะมีความผิด เนื่องจากในช่วงดังกล่าวยังมีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งไม่มีการระบุความผิด ในการบริจาคเงินจำนวนดังกล่าว ผิดกับในปัจจุบัน ที่มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งมีการระบุถึงความผิดในการให้เงินบริจาคพรรคการเมือง

ก็แค่นี้แหละ ที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยต้องการ ฟื้นข่าวเก่ามาเล่าใหม่

ล่อให้ ประชัยเจ้าของเงินยอมรับกับปาก จากนั้นก็ให้ไปตามกันเองว่าค่าโฆษณาอะไรตั้งมากมาย แล้วทำไมต้องจ่ายผ่านพรรคประชาธิปัตย์

เงินจำนวนนี้ใครเป็นคนรับ

ที่แน่ๆ โดยเงื่อนเวลา มันก็สามารถโยงเงินบริจาค 250 ล้านบาท ให้เข้าล็อกกับปมที่มีการปูดข้อมูลเบื้องหลังการอัดฉีดให้ ส.ส.พรรคการเมืองใหญ่ เกณฑ์คนในพื้นที่มาร่วมชุมนุมกับม็อบพันธมิตรฯที่กรุงเทพฯ ล้มอดีตรัฐบาล ทักษิณ

แตะมือ เหยียบตีนกันเล่นยังไง

เกมไหลมาเข้าทางเต็มๆ คิวนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะหัวเราะได้ดังกว่า

แต่ที่หัวเราะไม่ออกเลยจริงๆ น่าจะเป็นรายการผิดคิวของทหาร กับรายการร้อนๆ ที่กำลังพลของหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกฯอภิสิทธิ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

กรณี บิ๊กป๊อกพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบนโยบายให้กับกองกำลังพลปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ซึ่ง พล.ท.ยุทธศิลป์ โดยชื่นงาม ผู้บัญชาการ นปอ.ได้นำมาทดลองใช้ โดยปรับเปลี่ยนเวลาปฏิบัติงานจากเดิม 08.30-16.30 น. เป็น 08.00-16.00 น. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา กำลังพลของ นปอ.ต้องเข้าแถวเคารพธงชาติและปฏิญาณตน โดยเฉพาะความจงรักภักดีต่อกองทัพและปกป้องสถาบัน

ทำให้กำลังพลส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะการส่งบุตรหลานไปโรงเรียนในห้วงเวลาฉุกละหุก

ข่าวกรอบเล็กๆ แต่ความหมายใหญ่หลวงเลย

ในมุมของนักข่าวสายทหารจับสัญญาณอาการทะแม่งๆ เพราะปกติโดยวินัยทหาร คำสั่งของผู้บังคับบัญชาต้องศักดิ์สิทธิ์ คำไหนคำนั้น

ไม่บ่อยนักที่กำลังพลกล้าหักนาย

ที่สำคัญคิวนี้ยังเล่น ข้ามหน้าข้ามตาทำหนังสือร้องเรียนไปถึงนายกฯ และ รมว.กลาโหม เหมือนตั้งใจประโคมข่าวให้ดังได้ยินกันไปนอกค่าย

ยิ่งกว่าตบหน้ากันแรงๆ

และก็ช่างบังเอิญอีกว่า ข่าวนี้ปูดออกมาในห้วงเวลาพอดิบพอดีกับกระแสงบลับ 2,000 ล้านบาท สลายม็อบเสื้อแดง

โดยอารมณ์ที่สะท้อนออกมา แม้แต่กำลังพลของกองทัพเองยังมีปฏิกิริยา เซ็งกับรายการปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติในแบบฉบับของทหาร ที่ไปกระทบชีวิตประจำวัน

ก็ไม่ต้องพูดถึงประชาชนภายนอก กับปฏิกิริยาของชาวบ้านที่มีต่อยุทธศาสตร์ให้ทหารแทรกซึมไปตามหมู่บ้าน เพื่อปรับทัศนคติ ล้างสมองกองเชียร์ทักษิณ

แค่ได้ยินข่าวลือก็โห่กันลั่นแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

มือปราบทุจริตถูกตบหน้า

ที่มา เดลินิวส์

ความจริงวันนี้ผมตั้งใจจะนำรายละเอียด การแก้ไขระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (กตร.) เพื่อเปิดทางให้คนใกล้ชิดของ “บิ๊กสีกากี” เข้ามารับราชการในโรงพยาบาลตำรวจมาเผยแพร่ให้คนในสังคมได้รับทราบ แต่บังเอิญมีเรื่องร้อน ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในยุค “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” เป็น ผบ.ตร. ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวตามสื่อต่าง ๆ เมื่อ วันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา จึงขอลุยเรื่องร้อน ๆ ก่อน

เอาเป็นว่า สตช. ยุคนี้เข้าไปตรวจสอบเรื่องไหน ก็พบ ทั้งความผิดปกติ และส่อให้เห็นความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง ไล่ ตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้าย ประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งหลังจากนี้ต่อไปคงจะต้องนำมาพูดคุยถึงคดีความต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็น ซึ่ง เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีพฤติกรรมละเมิดสถาบัน ล่าสุดก็ “นายใจ อึ๊งภากรณ์” ก็ใช้วิธีล่องหนเดินทางออกนอกประเทศไปอีกคนหนึ่งแล้วครับ

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ นำรายชื่อ 41 นายตำรวจ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ไปมอบให้ “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้รับทราบ หลังจากนั้นผู้นำรัฐบาลประกาศว่า จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จากรายละเอียดที่สื่อหลายฉบับรายงานตรงกันว่า มีตั้งแต่นายตำรวจระดับนายพล ลงไปจนถึงดาบตำรวจ

หลายคนจึงสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้เพิ่งปูดในช่วงที่มีนาย อลงกรณ์เข้ามารับผิดชอบดูแลกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือที่ผ่านมา ผู้รับผิดชอบปล่อยปละละเลย ผมยังเสียดายนายกฯอภิสิทธิ์น่าจะนำรายชื่อที่ได้รับจาก รมช.พาณิชย์ มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ หรืออาจจะติดขัดเรื่องกฎหมาย แต่ที่ไม่แน่ใจคือการที่ผู้นำรัฐบาลตัดสินใจนำรายชื่อตำรวจ 41 นาย ไปมอบให้ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯซึ่งกำกับดูแล สตช. ไปดำเนินการ จะเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่

เพราะได้เห็นการทำงานของรองนายกฯช่วงที่ผ่านมา ที่ยึดหลัก “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” และดูเหมือนจะไม่ตั้งใจที่จะพัฒนา สตช. ให้เป็นที่พึ่งของประชาชน สังเกตดูจากการ ไม่ปรับย้ายนายตำรวจบางคน แถมยังปล่อยให้คนไร้ประสิทธิภาพหรือถูกตั้งข้อหายังสามารถทำงานอยู่ในตำแหน่งสำคัญได้อีก

ยิ่งได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ “พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์” ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดปราบปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ รมช.พาณิชย์ มอบรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ 41 นาย ที่พัวพันกับซีดีเถื่อนให้นายกฯในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทำนองว่า ตนเองยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ในส่วนของตำรวจเอง ยังไม่พบว่ามีตำรวจคนไหนเข้าไปพัวพันกับซีดีเถื่อน แถมยังบอกต่ออีกด้วยว่า ต้องเข้าใจว่าการถูกกล่าวหาบางครั้งอาจจะมีการกลั่นแกล้งกันได้ จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนเป็นราย ๆ ไป

ถ้าไม่ได้สวมหัวใจเสือ หรือกินดีหมีมาจากไหน ต้องบอก ว่างานนี้ หัวหน้าชุดปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์คงมี “แบ๊กอัพ” ระดับพระกาฬเลยก็ว่าได้ สงสัยว่านายอลงกรณ์ซึ่งเคยได้รับการยกย่องจากสื่อว่าเป็น “มือปราบทุจริต” ต้องทบทวนวิธีการทำงานของตนเองแล้วล่ะครับ ในเมื่อตำรวจซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามเทปผีซีดีเถื่อนออกมาบอกว่า ยังไม่เคยพบว่ามีตำรวจคนไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมอยากถามว่าท่านรัฐมนตรีผู้ทรงเกียรตินำหลักฐานซึ่งระบุว่า มีตำรวจเกือบครึ่งร้อยเกี่ยวข้องกับ “เทปผี ซีดีเถื่อน” จากไหนครับ

ผมอยากรู้ทั้ง นายกฯและนายสุเทพจะเลือกเชื่อใคร ระหว่างสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กับนายตำรวจซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ ผบ.ตร. หรือถ้าหากจะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป เท่ากับว่างานนี้ นายอลงกรณ์ถูกตบหน้าฉาดใหญ่เลยครับ และนายอภิสิทธิ์ต้องปลด รมช.พาณิชย์ออกจากตำแหน่งโดยเร็วเลยครับ.

หนี้สินชาวนา

ที่มา เดลินิวส์

ความทุกข์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และพ่อแม่พี่น้อง คือ การสอบเอนทรานซ์ (ตอนนี้ต้องสอบทั้งโอเน็ต-เอเน็ต) ราวกับโลกถล่มดินทลาย ทั้งที่การสอบ “เอนทรานซ์” ก็แค่ช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเลย

ยังมีที่เรียนที่เป็นของเอกชน และมหาวิทยาลัยเปิด อย่าง รามคำแหง คนเรียนจบออกมาแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตก็มากมาย แต่นั่นละ เรื่องนักเรียนที่มีปัญหาไม่จ่ายค่าสมัครสอบ อ้าง “ออนไลน์” ผิดพลาด

จะยังไง ก็น่าเห็นใจ เพราะ เป็นปัญหามาทุกปี

ก็เอาอย่างนี้ได้ไหม จะสอบกี่วิชา ก็ให้ฟรีซะเลย แม้จะเสียค่าสอบวิชาละร้อย แต่นักเรียนบางคน เงินแค่ 500-600 บาท ก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะความยากจน เรียนฟรี ยังขยายจาก 12 ปี เป็น 15 ปี ไหน ๆ ก็ไหน ๆ รัฐต้องสูญเงินค่าสมัครสอบบ้าง ก็คงไม่กี่ร้อยล้าน

ใครจะเอนทรานซ์ก็แค่ไปสมัครสอบไว้ จะได้หมดเรื่องกันไป

หันมาดูความทุกข์ของคนอีกกลุ่มที่ได้ชื่อว่า กระดูกสันหลังของชาติ เห็นข่าว เครือข่ายหนี้สินชาวนานับพันคนที่มานอนกลางดินกินกลางทรายที่ลานพระรูป ต้องสังเวยชีวิต เพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันแล้ว

เศร้าใจจริง ๆ !?!

ปัญหาหนี้สินชาวนา เป็นภัยคุกคามของชาติมานาน ทำนา หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เท่าไหร่ ก็ไม่พอปลดหนี้ แม้จะเคยมีโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปีจากรัฐบาลแม้ว ก็แค่พักหนี้ ไม่ใช่ยกหนี้ให้ แถมจะยกหนี้ทีไร บรรดาเจ้าหนี้เบรกกันตัวโก่ง ไม่ได้เด็ดขาด

อ้างทำลายระบบธรรมาภิบาล ทำให้ชาวนาไม่มีวินัยการเงิน เป็นหนี้แล้วไม่จ่าย

ก็แปลกดี ทีเอาภาษีของชาติไปจ่ายหนี้ให้กองทุนฟื้นฟูตั้ง 1.3 ล้านล้าน เพื่ออุ้มคนรวย รวมถึงแบงเกอร์นี่ล่ะ กลับไม่โวย แถมนักการเมืองบางคนเคยประกาศออกมาตรการนี้ช้าแค่ชั่วโมงเดียว ก็ไม่ได้

ขณะที่หนี้สินเครือข่ายชาวนาที่มาร้องแรกแหกกระเชอให้ทุกรัฐบาลช่วย เทียบกับหนี้คนรวยไม่ได้เลย ทั้งระบบแค่ 1.7 หมื่นล้าน แล้วทำไมจะยกหนี้ให้ไม่ได้ ???

หรือว่าต้องช่วยแต่คนรวย ให้ล้มบนฟูกหรือ แค่หนี้รายเดียว เอาภาษีไปอุ้มเป็นแสนล้าน ช่วยไปเจ้าของกลับสบาย ไซฟอนเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นหมื่นล้าน อยู่แบบเศรษฐี ไปไหนมาไหนสบายใจเฉิบ ลอยนวลได้

อย่างนี้ ไม่กระทบธรรมาภิบาลเลยหรือ !!!

เหนืออื่นใด รัฐบาลมาร์ค งัดนโยบายโคตรประชานิยม โปรยเงินแบบ เฮลิคอปเตอร์มันนี่ ขนาดเอาเงินยัดใส่มือผู้ประกันตนและข้าราชการที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท คนละ 2,000 บาทรวด เพื่อให้เอาไปใช้ให้หมด ๆ

ใช้เงินกว่า 1.8 หมื่นล้าน พอกับหนี้สินเครือข่ายชาวนาเลย

จะให้ไปอาศัย กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้ เพราะผลงานที่ผ่านมา กลายเป็นแหล่งหาเสียงนักการเมือง ยังไม่นับมีการหากินกับกองทุนหรือไม่ หนี้ชาวนา จึงต้องใช้มือ “นายกรัฐมนตรี” ช่วยเท่านั้น

ไหน ๆ ก็เอาเงินไปไล่แจกให้คนบริโภคสุด ๆ จะเอาเงินอีก 1.8 หมื่นล้าน ปลดแอกชาวนาบ้าง ก็จะเป็นไรไป ดีเสียอีก จะได้มีผลงานเป็นของตัวเองเสียที มติ ครม. ล่าสุด จะช่วยเจรจากับสถาบันการเงิน ขยายเวลายึดทรัพย์ หรือรัฐบาลจะช่วยแบ่งเบาภาระโดยไม่มีรูปธรรม ไม่พอหรอก

ต้องปลดหนี้ให้เลย นอกจากได้ใจรากหญ้า ยังดีกว่าเอาแต่ลอกการบ้านคนอื่นตั้งมากมาย.

ดาวประกายพรึก