WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 15, 2009

พท.นัดประชุม 16 ก.พ. ถกอภิปราย

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 14 ก.พ.ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 15 ก.พ. พรรคเพื่อไทยจะเปิดแถลงข่าวเปิดโปงการทุจริตเลือกตั้งที่ภาคใต้ที่มีประชาชนในพื้นที่ส่งข้อมูลมาให้ พร้อมเอกสาร หลักฐาน พร้อมกันนี้จะสรุปข้อร้องเรียนของประชาชน ที่ทางพรรคได้รวบรวมมาจากเว็บไซต์ของพรรค ตู้ ปณ.222 คอล เซ็นเตอร์ 0-2653-4000 รวมทั้งข้อมูลที่ประชาชนมาร้องเรียนกับพรรคโดยตรง อาทิ กรณีคนตกงาน ว่างงาน สินค้าราคาแพงสืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยาเสพติดระบาดหนัก การทุจริตต่างๆ รวมทั้งความแตกแยกในสังคม ซึ่งในบางเรื่อง ส.ส.ของพรรคจะนำไปตั้งกระทู้ถามรัฐบาลต่อไป สำหรับการประชุมพรรคเพื่อไทยประจำสัปดาห์ จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 16 ก.พ. เวลา 14.30 น. ประเด็นหลักที่จะพูดคุยกันคือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาตินั้น เรื่องนี้ยังไม่เคยคุยกันในที่ประชุมพรรค ในการประชุมพรรคอาจมีสมาชิกบางคนหยิบยกมาหารือ

ไชยาซัดพรรคไร้ผู้นำ-ไร้พลัง

ด้านนายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความอึดอัดของ ส.ส.น่าจะมาจากความไม่ชัดเจนในหลายๆเรื่องของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหาบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ รวมทั้งผู้นำพรรคที่จะเอาชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในอนาคต ในด้านยุทธศาสตร์แม้ว่าจะมีการสัมมนาพรรคที่เขาใหญ่ มาแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนอะไรต่อไป ส.ส.หลายคนมองเห็นปัญหาตรงนี้อยู่ แม้จะมีสมาชิกใน ครอบครัวชินวัตรมาคอยดูแลพรรค ดูเหมือนยึดโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯอยู่ก็ตาม แต่การขับเคลื่อนกลับไม่มีพลังเหมือนครั้งที่เป็นพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนทำ ศูนย์ ประสานงานพรรคทั่วประเทศ จะขับเคลื่อนเป็นองคาพยพพร้อมๆกัน แต่ตอนนี้ไม่มีความเคลื่อนไหว การดูแลภายในพรรควันนี้มันยังไม่พอ ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งได้ ต้องพยายามให้ ส.ส.ลงพื้นที่ขยายฐานเสียง ปลุกกระแสของพรรคกลับมาให้ได้รับความนิยมอีกครั้ง พรรคไม่ควรจะยึดเอาแต่เฉพาะคนเสื้อแดง ควรทำให้พรรคเป็นรูปแบบมหาชนจริงๆ ต้องสลัดให้หลุดภาพของคนเสื้อแดง

ขาดปัจจัยความอบอุ่นความสามัคคี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจัยการเงินของ ส.ส.เป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ที่ทำให้เกิดปัญหาในพรรค นายไชยาตอบว่า มันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว การดูแล ส.ส.ในเรื่องปัจจัย น้ำเลี้ยงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องมีอย่างอื่นด้วย เช่น การมีงบประมาณของพรรคให้ ส.ส.เข้าไปรณรงค์สร้างกระแสความนิยม และขยายฐานสมาชิกให้กับพรรค นอกจากนี้ พรรคต้องมีความอบอุ่น มีความสามัคคี เมื่อถามว่า ส.ส.ได้รับเงินลดลงจาก 1 แสนบาท เหลือเพียง 5 หมื่นบาท ใช่หรือไม่ นายไชยาตอบว่า ขอไม่พูดรายละเอียด แต่ขอย้ำว่าไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว อย่าไปคิดว่ากระแสยังดีอยู่แล้วนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะในภาคอีสาน มิฉะนั้นแล้วคนจะลืม กระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะหายไปจากความทรงจำ อย่าลืมว่าคนไทยมีนิสัยลืมง่าย

แฉ ส.ส.รับเงินเดือน 2 ฝั่งอู้ฟู้

ทางด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ส.ส.หลายคนบ่นน้อยใจที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนเงินให้ ส.ส.เป็นรายเดือนน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ว่าเรื่องนี้คุยในที่ประชุมพรรคคงไม่จบ ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคเกิดจากมีการพูดเกทับกันไปมาว่าเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้น้อย ถ้าไปอยู่พรรคภูมิใจไทยได้เยอะ และรัฐมนตรียังจัดงบประมาณลงไปในพื้นที่ให้อีก ทำให้ตอนนี้มี ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยประมาณ 20-30 คน กิน 2 ฝั่งรับเงิน 2 พรรค จะได้คนละประมาณ 2.5 แสนบาทต่อเดือน ทำให้รัฐมนตรีต้องไปหากิน เพื่อหาเงินดูแล ส.ส. ทำแบบนี้บ้านเมืองฉิบหาย เนื่องจากมีบางพรรคการเมืองใช้วิธีแบบนี้มาโดยตลอด เพื่อดึง ส.ส.เข้าพรรค ทั้งนี้เมื่อ ส.ส.ถูกแซะข้ามพรรค เพื่อแลกกับการโหวตยกมือ อยากให้ ส.ส.ต้องหนักแน่น ไม่ใช่ไปตามกระแส ส่วนวิธีแก้ไขนั้น ส.ส.คนไหนไม่อยากอยู่ก็ต้องออกไปเลย และในพรรคเพื่อไทยต้องพูดคุยกัน แม้ขณะนี้พรรคเราบริการ ส.ส.ไม่มีพรรคไหนดีไปกว่าพรรคเพื่อไทย แต่คนเราต้องรู้จักพอด้วย

พร้อมฟันทุจริตองค์การค้าฯ

อีกเรื่องวันเดียวกัน นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริงปัญหาการทุจริตคอรัปชันขององค์การค้าของคุรุสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหภาพแรงงานองค์การของคุรุสภา และพนักงานองค์การค้าประท้วงเรียกร้องพร้อมยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ให้มีการตรวจสอบการทุจริตในองค์การค้าว่า เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้กำหนดหัวข้อการตรวจสอบไว้แล้ว ยืนยันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ขององค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้เกิดจากการบริหารที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาหลายยุคสมัย และส่งผลภาพลบต่อองค์การค้าของคุรุสภามาเป็นเวลานาน ซึ่งต้องฟังข้อเรียกร้องจากทุกฝ่ายและคำชี้แจงก่อน และต้องมองภาพรวมขององค์กรทั้งหมด โดยเฉพาะเอกสารข้อเท็จจริงของประเด็นที่จะให้ตรวจสอบการทุจริตว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าไม่ยาก

ย้ำการเมืองแทรกแซงจนธุรกิจเซ

นายองค์กรกล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิรูปองค์การค้าที่มีหนี้ขาดทุนสะสมมีอยู่กว่า 2,000 กว่าล้านนั้น ทางบอร์ดบริหารได้มีนโยบายล้างหนี้ตั้งแต่เมื่อเข้ามารับตำแหน่งใหม่แล้ว โดยการบริหารที่ผ่านมาได้ทำหลายเรื่องทั้งการจ้างสถาบันวิจัยมาศึกษาเพื่อหาวิธีการฟื้นฟู จนขณะนี้มีกรรมการฟื้นฟูและมีกระบวนการแก้ปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจปัญหาที่แท้จริง นอกจากเป็นการบริหารที่มีบุคลากรจำนวนมากแล้ว ที่สำคัญคือมีการเมืองเข้าไปแทรกแซง โดยเฉพาะนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นคงต้องไปดูข้อมูลในเชิงลึก แต่ยืนยันว่าปัญหานี้ต้องเร่งแก้ไข เพราะต่อไปบทบาทขององค์การค้าจะทวีความสำคัญมากขึ้น ทั้งจากนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล จะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจมหาศาลที่ทางเอกชนเองให้ความสนใจ ซึ่งการปฏิรูปองค์การค้าและการยุติปัญหาจึงต้องทำอย่างเร่งด่วนไปพร้อมๆกับการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดอย่างชัดเจนและความเป็นธรรม

คนป่ามีปืน

ที่มา ไทยรัฐ

อาชีพที่น่าอิจฉาเมื่อเห็นรัฐมนตรีอู้ฟู่มีเงินเพียบ รวยจริงรวยทันตาเห็น 250 ล้าน ตัวเลขนี้กำลังจะบี้ประชาธิปัตย์อ่วม พ่วง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เพื่อไทยงัดออกมาดูท่ารัฐบาลป่วนแน่ๆ

ข่าว เขย่าขวดสุดสัปดาห์นี้เห็นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้แล้วดูเหมือนจะอู้ฟู่ ฟู่ฟ่ากันทั้งนั้น

แต่ละท่านล้วนมี เงินระดับ เสี่ย เลย ทีเดียว

บางคนนั้นพอจะเข้าใจ เพราะมีที่มาที่ไป มีธุรกิจชัดเจน มีมรดกตกทอด แต่อีกหลายคนไม่รู้ว่าเหตุไฉนจึงร่ำรวยกันถึงปานนั้น

อาชีพอื่นก็ไม่ปรากฏ มรดกก็ไม่น่าจะมี นอกจากการเป็น นักการเมือง เท่านั้น

น่าจะพูดได้ว่าอาชีพนี้รวยเร็ว รวยที่สุดในโลกก็ว่าได้...(ฮา)

จึงไม่ต้องแปลกใจที่นักการเมืองแต่ละคนต้องรักษาฐานะตำแหน่งเอาไว้ให้มั่นคง เอาลูก-เมีย ญาติสนิทเข้ามาเป็น นอมินีกันเพียบไปหมด

ไม่ยอมให้คนอื่นรับ มรดกตกทอดแย่งอาชีพไปได้

อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางความรํ่ารวยของ บรรดามีนักการเมืองทั้งหลาย พรรคเพื่อไทยที่ จะประเดิมหน้าที่พรรคฝ่ายค้านก็เลยเปิดฉากเรื่อง เงินทันที

250 ล้าน”...ท่านได้แต่ใดมา

แต่กว่าจะตัดสินใจยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐบาลก็ยึกๆยักๆจนสุดท้ายก็คิดว่าจะต้อง เอาแน่ 11 มี.ค. 52 แม้จะมีความเห็นไม่เอกฉันท์ ก็ตาม

ฝ่ายคัดค้านคิดว่าข้อมูลของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นเรื่องเก่าไม่น่าจะเล่นงานรัฐบาลได้ อีกทั้งรัฐบาลก็เพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่วัน

ข้อสำคัญคิดว่า เหลิมเล่นเองชงเอง หวังจะคั่วเก้าอี้ผู้นำพรรค และเป็นนายกฯมากกว่า

จนกระทั่ง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์เจ้าพ่อทีพีไอ ระบุว่าเคยจ่ายเงินให้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ 250 ล้านจริง แต่เป็นค่าโฆษณา ไม่คิดว่าเป็น ความผิดเนื่องจากอยู่ในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ไม่ระบุความผิดในการบริจาคเงิน

มิหนำซ้ำ สดศรี สัตยธรรม1 ใน 5 กกต. บอกว่าจะต้องมีการตรวจสอบว่าเงินบริจาคชอบ หรือไม่ และยังเปิดประเด็นด้วยว่าดีเอสไอกำลังสอบเรื่องนี้ด้วย

เล่นเอาหูผึ่งกันทีเดียว

ประชาธิปัตย์ตัวเล็กตัวใหญ่ก็เลยเต้นกันไปตามๆ แม้จะปฏิเสธว่าไม่มี ไม่รู้ แต่ยุคนั้น มีชื่อ บัญญัติ บรรทัดฐานเป็นหัวหน้าพรรค

จริงเท็จอย่างไรยังไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือสะเทือน ไปทั้งพรรค

เหนืออื่นใด เม็ดเงินก้อนใหญ่ๆนี้คนจ่ายมีตัวตนแล้ว แต่คนรับยังไม่เห็นตัวเห็นตน แต่ เส้นทางการเดินไปไหน อย่างไร อยู่ในมือใคร

คงไม่ใช่เรื่องตลกแน่

การเมืองดูท่าจะเข้มข้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมีความเคลื่อนไหวกันอีกแล้ว เสื้อเหลืองไปปักหลักที่อุดรฯ นัยว่าเพื่อดึงมวลชนให้คืนกลับมา

เสื้อแดงก็ไม่น้อยหน้าจะชุมนุมล้อมทำเนียบ กดดันรัฐบาลอีกครั้ง ยังไม่รู้ว่าจะเปิดเกมยาว หรือเกมสั้น แต่เมื่อรัฐบาลกำลังเป๋ๆอย่างนี้

จึงหวังจะน็อกกันเลยทีเดียว

ที่กำลังจ่อและจะเป็นประเด็นใหญ่ก็คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่พรรคเพื่อไทยจัดการร่างออกมาเรียบร้อยแล้ว

จะสางความผิดตั้งแต่เหตุการณ์ 19 ก.ย. 49 เป็นต้นมา

แต่ที่แน่ๆ 111 ไทยรักไทย และ 109 ชุดใหม่ ของพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ที่ถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ปลดปล่อยจาก คุกการเมือง

กฎหมายฉบับนี้พรรคเพื่อไทยคงมุ่งหวังเพื่อจะปลดล็อก และทำให้รัฐบาลสั่นสะเทือน เพราะแน่ใจว่าประชาธิปัตย์์คงไม่เอาด้วยแน่ หรือ พรรคร่วมที่ไม่ถูกยุบพรรคก็คงสบายๆมากกว่า

เรื่องอะไรที่จะเอาความได้เปรียบไปโยนให้คู่แข่งทำนองว่า คนป่ามีปืนแต่พรรคร่วมอื่นๆที่ลูกพี่ตัวจริงถูกเว้นวรรคก็ต้องขานรับแน่

เล่นผิดท่ารัฐบาลแตกแน่!!!

ลิขิต จงสกุล

ตรวจสอบเข้มหรือเกมแฝงประโยชน์

ที่มา ไทยรัฐ

เสียงปรบมือดังเกรียวกราว ลั่นห้องประชุมพรรคเพื่อไทย

ส่งเสียงเชียร์ให้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เป้าหมายหลัก คือ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ

แน่นอน การจุดพลุตั้งลำเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้

สร้างความคึกคักให้กับวงการเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพลพรรคฝ่ายค้าน

ยิ่งหัวหอกในการทำศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาประกาศว่า

มีข้อมูลทีเด็ด เจ๋งกว่าเรื่อง สปก.4-01 ที่จะนำมาโค่นรัฐบาล โดยกำหนดเองเสร็จสรรพวันที่ 11 มีนาคม ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

รวมทั้งจะยื่นเรื่องถอดถอนนายอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

โหมโรงให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาหนักหน่วง

แม้ในตอนแรก มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนออกมาปฏิเสธว่า เรื่องการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเพียงการเสนอของ ร.ต.อ.เฉลิม เท่านั้น ยังไม่ใช่มติพรรค

ทำให้ดูเหมือนว่า ฝ่ายค้านเกิดอาการแกว่ง

แต่ล่าสุด แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ได้ตั้งวงหารือเรื่องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

โดยได้ข้อสรุปว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 11 มีนาคมนี้ โดยจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เพื่อขอมติจากที่ประชุมอีกครั้ง

สรุปก็คือ ฝ่ายค้านจะต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องดำเนินการในสมัยประชุมสภาฯสมัยสามัญทั่วไป ที่มีห้วงเวลา 4 เดือน

ที่ผ่านๆมาฝ่ายค้านเกือบทุกยุคทุกสมัยมักจะใช้จังหวะเวลาในช่วงท้ายของสมัยประชุมสภาฯ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเล่นงานรัฐบาล

เนื่องจากต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลและปัญหาทุจริตคอรัปชันที่เกิดขึ้นจากการบริหารราชการแผ่นดิน

หลักฐานยิ่งแน่น ฝ่ายค้านยิ่งได้เปรียบ

แต่สำหรับรัฐบาลชุดนี้ ถือว่าไม่ได้เข้ามาตามปกติ เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังการเลือกตั้ง

แต่เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการพลิกขั้วการเมือง

อาการฝังแค้นของฝ่ายค้าน ที่โดนพลิกขั้วให้หลุดจากอำนาจ ก็มีส่วนสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วขึ้น

ที่สำคัญ ไม่ได้มีบทบัญญัติใดๆกำหนดกรอบว่าจะต้องให้เวลารัฐบาลบริหารประเทศไปก่อน 3 เดือน 6 เดือน ถึงจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

ทั้งนี้ โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 158 กำหนดแค่ว่า

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทน

ราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้วจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้

นอกจากนี้ การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะต้องยื่นเรื่องถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย

โดยในการลงมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ในขณะที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในหกของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

ทั้งนี้ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องดำเนินการในสมัยประชุมสามัญทั่วไป เพราะในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติจะเป็นการพิจารณาเฉพาะร่างกฎหมาย

ชัดเจน จากเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะเข้าชื่อกันตามจำนวนที่กำหนด เพื่อขอเปิดอภิปราย

ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้ตลอดห้วงเวลาในสมัยประชุมสามัญทั่วไป

เร็วหรือช้า ไม่มีข้อห้าม ถ้ามีเสียง ส.ส.ตามเกณฑ์ ยื่นเชือดได้เลย

เหนืออื่นใด ถ้ามีเหตุหรือมีข้อมูลหลักฐานว่ารัฐบาลบริหารราชการทำให้ประเทศชาติเสียหาย รัฐมนตรีประพฤติ

ผิดจริยธรรม มีการทุจริตคอรัปชัน

ฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ปล่อยให้ช้าไปวันเดียวก็ไม่ได้ เพราะอาจเกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ

ถ้าฝ่ายค้านไม่ดำเนินการ ก็เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐเห็นด้วยกับการที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย จะเดินเครื่องตรวจสอบรัฐบาล ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะคนที่เข้ามาใช้กลไกอำนาจรัฐและงบประมาณแผ่นดินในการบริหารประเทศ ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และต้องพร้อมที่จะให้ทุกฝ่ายตรวจสอบได้

ทั้งนี้ จากการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านในการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในครั้งนี้

ก็พอเดาทางกันได้ว่าต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นร้อนๆตามที่ตีปี๊บโหมโรงเอาไว้

ไล่ตั้งแต่ประเด็นที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ บริจาคเงิน 250 ล้านบาท ผ่านบริษัทโฆษณาให้กับพรรคประชาธิปัตย์

ประเด็นการแจกปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดพัทลุง

งานนี้ แม้นายวิฑูรย์ นามบุตร ได้แสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯไปแล้ว แต่

การตรวจสอบต้นตอยังไม่มีความชัดเจน

ประเด็นที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ พร้อมแจกนามบัตร

ประเด็นเรื่องกองทัพใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการสลายกำลังมวลชนคนเสื้อแดง

ประเด็นการเลือกปฏิบัติในการดำเนินคดีกับกลุ่มม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ

รวมไปถึงประเด็นเรื่องความเหมาะสมของบุคคลที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี

อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์

เข้าข่าย ตัวล่อเป้าที่ฝ่ายค้านพยายามตามจิกมาตลอด

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปม เป็นประเด็น ที่จะนำมาอภิปรายถล่มรัฐบาลได้ทั้งสิ้น

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ถูกอภิปรายจะสามารถชี้แจงได้เคลียร์

มากน้อยแค่ไหน

แน่นอน การที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นการต่อสู้กันในระบบรัฐสภา ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้านมีสิทธิตั้งข้อกล่าวหา รัฐบาลมีหน้าที่ต้องชี้แจง และสุดท้ายตัดสินกันด้วยเสียงข้างมากในสภาฯ

เป็นไปตามหลักสากลของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

ดีกว่าไปเล่นเกมตีรวนกันนอกสภา

อย่างไรก็ตาม จากพฤติกรรมการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีต หลาย

ยุคหลายสมัยที่ผ่านๆมา ก็มีร่องรอยให้เห็นเหมือนกันว่า

มีการนำเอาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

ทั้งในลักษณะที่มีคนในซีกฝ่ายค้าน พยายามออกมาตีปีบแพลมข้อมูลจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้

แล้วฉวยโอกาสแอบไปเจรจาต่อรองผลประโยชน์ต่างๆนานา สุดท้ายพอถึงตอนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจริงๆ

รายชื่อรัฐมนตรีคนดังกล่าวก็หลุดโผเชือดไปเฉยๆ

หรือบางครั้งมีชื่อติดโผเชือดจริง แต่ข้อมูลที่นำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจที่คุยนักคุยหนาว่าเป็นข้อมูลเด็ด

กลับกลายเป็นข้อมูลเก่าๆ ที่เคยลงตามหน้าหนังสือพิมพ์

ส่งผลให้การอภิปราย กร่อยไปถนัดตา

นอกจากนี้ คนในซีกพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ก็ยังเอาการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองเช่นกัน

มีทั้งประเภทฉวยโอกาสทุบตู้เอทีเอ็ม ขอค่ายกมือสนับสนุนจากรัฐมนตรี

และประเภทแทงข้างหลังเพื่อน ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้านถล่มรัฐมนตรีที่เป็นเป้าหมายหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วตัวเองจะได้เข้าเสียบแทน

เรื่องแบบนี้ ในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

มาถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ประกาศจองกฐินเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์

จะเป็นการพิสูจน์ว่า การเมืองไทยมีการพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น จะเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น เพื่อผลประโยชน์

ของประเทศชาติโดยรวม

หรือเป็นแค่เกมแฝงผลประโยชน์ของนักการเมือง

สังคมต้องช่วยกันจับตา.

ทีมการเมือง

เปิดเวบบล็อกใหม่"การ์ตูนมะนาว"เขย่าล้อการเมืองไทย

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกมะนาวตูน
15 กุมภาพันธ์ 2552

ไทยอีนิวส์ขอแจ้งข่าวดีแก่แฟนๆของ"การ์ตูนมะนาว" การ์ตูนนิสต์ประจำไทยอีนิวส์ท่านหนึ่งว่า ตอนนี้ได้มีการเปิดเวบบล็อกใหม่ชื่อ"การ์ตูนมะนาว"-http://manaotoon.blogspot.comขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ท่านสามารถติดตามอ่านการ์ตูนล้อการเมืองฝีมือของการ์ตูนมะนาวได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

การสร้างสรรค์การ์ตูนล้อการเมือง เป็นการเสียดสี เป็นการชี้ให้ประชาชนได้ขบคิดถึงประเด็นต่างๆ ทั้งทางการเมือง สังคม และอื่นๆ โดยใช้ภาพ ซึ่งทำให้เข้าใจง่าย นับเป็นศิลปะขั้นสูง สื่อถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสำหรับการสื่อสารเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งการเรียกหาความยุติธรรมในสังคม

ขณะที่ในต่างประเทศมีเวบบล็อกนำเสนอการ์ตูนล้อเลียนการเมืองบุกเบิกนำหน้าไปหลายก้าวพอสมควรแล้ว นี่จึงเป็นเวลาเริ่มต้นสำหรับเวบบล็อกของการ์ตูนล้อเลียนการเมืองในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามเพื่อลดความตึงเครียดจากเนื้อหาข่าวสารการเมืองอันหนักอึ้งของไทยอีนิวส์ และเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกขำขันผ่อนคลายบ้าง เราจะนำเสนอผลงานของการ์ตูนมะนาว รวมทั้งการ์ตูนนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตยท่านอื่นๆ ในหน้าแรกของไทยอีนิวส์สลับบ้างตามแต่สถานการณ์ และความเหมาะสม

(โปรดชมตัวอย่างบางตอนจากบล็อกการ์ตูนมะนาว และคลิ้กที่นี่เพื่อเข้าสู่เวบบล็อกการ์ตูนมะนาว)

การ์ตูน3ช่องชุดหนูเกรซ:ตอนพธม.บุกอุดร



การ์ตูนเงียบตอน:ขลังจริงๆ





ตอน:ดอกไม้วาเลนไทน์แด่รัฐบาล


เปิดเวบบล็อกใหม่"การ์ตูนมะนาว"เขย่าล้อการเมืองไทย

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกมะนาวตูน
15 กุมภาพันธ์ 2552

ไทยอีนิวส์ขอแจ้งข่าวดีแก่แฟนๆของ"การ์ตูนมะนาว" การ์ตูนนิสต์ประจำไทยอีนิวส์ท่านหนึ่งว่า ตอนนี้ได้มีการเปิดเวบบล็อกใหม่ชื่อ"การ์ตูนมะนาว"-http://manaotoon.blogspot.comขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ท่านสามารถติดตามอ่านการ์ตูนล้อการเมืองฝีมือของการ์ตูนมะนาวได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

การสร้างสรรค์การ์ตูนล้อการเมือง เป็นการเสียดสี เป็นการชี้ให้ประชาชนได้ขบคิดถึงประเด็นต่างๆ ทั้งทางการเมือง สังคม และอื่นๆ โดยใช้ภาพ ซึ่งทำให้เข้าใจง่าย นับเป็นศิลปะขั้นสูง สื่อถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสำหรับการสื่อสารเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งการเรียกหาความยุติธรรมในสังคม

ขณะที่ในต่างประเทศมีเวบบล็อกนำเสนอการ์ตูนล้อเลียนการเมืองบุกเบิกนำหน้าไปหลายก้าวพอสมควรแล้ว นี่จึงเป็นเวลาเริ่มต้นสำหรับเวบบล็อกของการ์ตูนล้อเลียนการเมืองในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามเพื่อลดความตึงเครียดจากเนื้อหาข่าวสารการเมืองอันหนักอึ้งของไทยอีนิวส์ และเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกขำขันผ่อนคลายบ้าง เราจะนำเสนอผลงานของการ์ตูนมะนาว รวมทั้งการ์ตูนนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตยท่านอื่นๆ ในหน้าแรกของไทยอีนิวส์สลับบ้างตามแต่สถานการณ์ และความเหมาะสม

(โปรดชมตัวอย่างบางตอนจากบล็อกการ์ตูนมะนาว และคลิ้กที่นี่เพื่อเข้าสู่เวบบล็อกการ์ตูนมะนาว)

การ์ตูน3ช่องชุดหนูเกรซ:ตอนพธม.บุกอุดร



การ์ตูนเงียบตอน:ขลังจริงๆ





ตอน:ดอกไม้วาเลนไทน์แด่รัฐบาล


ทักษิณลั่น:ตายเป็นตาย ดีกว่าเป็นผู้แพ้

ที่มา Thai E-News


ตายดีกว่าพ่ายแพ้-อดีตนายกฯทักษิณโฟนอินกับคนเสื้อแดงที่จัดโต๊ะจีนหาทุนเคลื่อนไหวว่า คนอย่างเขาพูดดีๆรู้เรื่อง แต่ถ้าแกล้งกันแล้วก็ต้องสู้กันตายเป็นตาย ตายดีกว่าเป็นผู้แพ้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน และINN
ภาพ คุณJPLSOFT
14 กุมภาพันธ์ 2552




ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยพลังเสื้อแดงเข้าร่วมงานโต๊ะจีนระดมทุนเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่วัดไผ่เขียว เมื่อวันที่14ก.พ. มีผู้เข้าร่วมงานล้นหลามมากกว่า 20,000 คน ผู้สื่อข่าวรายงานจากในงานว่าโต๊ะเก้าอี้ที่เตรียมไว้เต็ม จนต้องยืน ซึ่งแกนนำเสื้อแดงนายจตุพร พรหมพันธุ์ เผยว่า คนเสื้แดงได้นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 24 ก.พ. นี้ ที่สนามหลวงก่อนเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบฯเพื่อทวงข้อเรียกร้อง4ข้อที่รัฐบาลยังเพิกเฉย

"ทักษิณ"โฟนอินบอกประชานิยมแก้ปัญหาศก.ไม่ได้ชี้ปีหน้าทรุด
*คลิ้กฟังคลิปเสียงโฟนอินของทักษิณ ที่นี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19 .35 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในงานเลี้ยงโต๊ะจีนระดมทุนของกลุ่มคนเสื้อแดงหน้าวัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานครว่า ขอขอบคุณคนเสื้อแดง และบอกว่าตอนนี้ก็ใส่เสื้อแดงเดินอยู่เช่นเดียวกัน และขอยืนยันจะไม่ยอมแพ้ และรับรองว่าจะสู้ต่อไปจะกลับมารับใช้ประเทศอีกครั้ง หากประชาชนพร้อมจะให้กลับไป


"เมื่อไรที่คิดว่าผมเป็นประโยชน์ให้กลับก็กลับ กลับมาแล้วจะตายจะถูกฆ่าตายก็ไม่เป็นไร สิ่งที่เรียกร้องกลับมาขึ้นศาล ต้องถามก่อนว่าได้รับความเป็นธรรมเป็นหรือเปล่า ผมไม่ได้เป็นคนหาเรื่องราวแต่ต้องการแสวงหาความเป็นธรรม ผมกลายเป็นเหยื่อ เชื่อไหมครับว่าพวกพันธมิตรจะไปที่ไหน ตำรวจทหารดูแลเป็นแถว แต่เสื้อแดงไปไหนก็ถูกห้าม " พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

"ถ้ากลับมาแล้วจะถูกฆ่าตายก็ไม่เป็นไร แต่ทั้งหมดต้องได้รับความเป็นธรรม แต่ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่การตั้ง คตส. ขึ้นมาสอบสวน สำหรับผมได้รับความไม่ยุติธรรมมากที่สุด เพราะทำงานรับใช้ประชาชนมากจนเกินไป" พ.ต.ท.ทักษิณ ย้ำว่า สำหรับตนพูดดีๆรู้เรื่อง แต่ถ้าแกล้งกันแล้วตายเป็นตาย ตายดีกว่าเป็นผู้แพ้

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทักทายกลุ่มเสื้อแดงว่า ขอชื่นชมพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกคน วันนี้เป็นวันแสดงความรัก วันนี้พวกเรามาแสดงความรักต่อประเทศไทยซึ่งกำลังกัดกร่อน อย่างไม่สนกติกา ตนไม่ห่วงอำนาจ เพราะเป็นเรื่องเล็กแต่ห่วงว่าต่อไปนี้ประเทศชาติจะอยู่อย่างไร ไม่รู้ว่าการที่ปล้นเข้ามาแล้วจะดูแลประชาชนได้อย่างไร

"ผมเดินทางรอบโลกกำลังเห็นสิ่งที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ วิกฤติการเงินที่ลุกลามทั่วโลกหลายที่จนบริษัทใหญ่ล้ม เพราะธนาคารไม่มีเงินให้กู้ ไม่รู้ว่าจะลามถึงประเทศไทยตอนไหน ประเทศไทยส่งออกกว่า 70 % ของจีดีพี ที่ส่งไปทั่วโลก แต่ปรากฏว่ากำลังซื้อไม่มี กระทบแน่นอน ท่องเที่ยวก็มีปัญหาอีก เพราะว่าไม่มีความน่าเชื่อ เอาคนยึดสนามบินมาเป็น รัฐมนตรีส่งออกลดลงท่องเที่ยวลดลง จะอยู่กันอย่างไร" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การใช้ประชานิยมมาแก้เศรษฐกิจไม่ได้เพราะเป็นนโยบายเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน เชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2009 จะแย่อย่างแน่นอน เด็กที่จบใหม่จะไม่มีงานทำ พ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ เกิดปัญหาสังคมตามมา การเมืองที่อ่อนแอแบบนี้จะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร การเมืองที่มี 2 มาตรฐาน ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่มีทางที่ประเทศจะฟื้นได้

อุดรแป๊ก!!

ที่มา thaifreenews

โดย : เสียงประชาไทย
ผ่านพ้นไปด้วยดีไร้คาวเลือดสำหรับสัญจรล่อเป้าของม๊อบโกเต๊ก

หลายคนคงต้องคิดผิด. . .
(โดยเฉพาะไอ้เจ๊กลิ้มที่หวังสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง)
หลายคนรู้สึกโล่งอกที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
(โดยเฉพาะชาวเสื้อแดงหลายท่านที่รู้สึกเป็นห่วงชาวอุดรฯกัน)

งานนี้บอกได้คำเดียวว่า แป๊ก!!! ครับ
สำหรับม๊อบโกเต๊กที่ไม่เท่าราคาคุยและไม่มีใครเล่นตามเกม
ต่างจากงานเลี้ยงระดมทุนของคนเสื้อแดงที่โต๊ะจีนขายเกลี้ยง

หน้าแหกตามๆกันสำหรับแกนนำม๊อบโกเต๊ก
ทั้งๆที่มีการประโคมข่าวมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาฯรวมไปถึงการคุยโม้เอาไว้เยอะว่าจะรวมมวลชนไปไม่ต่ำกว่า50,000คนแน่นอนยิ่งก่อนวันงานจริงเฮิกเหิมหนักลั่นมีคนไปร่วมงานนับแสนคนเพราะเตรียมงานผ่านไปด้วยดีไม่มีคนก่อกวนถึงขั้นคิดข้ามช็อตไปถึงการยึดอุดรฯไว้ในเชิงยุทธศาสตร์ การไปครั้งนี้เจ๊กลิ้มกบฏพกความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่ายังไงมันก็มีแต่ได้กับได้

แต่แล้วผลที่ได้กลับตรงกันข้ามจำนวนผู้ชุมนุมซึ่งไปร่วมเป็นแสนเช่นกัน แต่แสนสาหัสแทน(ฮ่า...) ขนาด1ทุ่มกว่าแล้วผู้คนยังโหรงเหรง ซึ่งเต็มที่แล้วก็หมื่นกว่าคน(10%ของจำนวนที่โม้เอาไว้ด้วยซ้ำ)

ส่วนข่าวเรื่องโรงแรมที่อุดรฯเต็มทุกที่น่าจะเพราะเป็นช่วงที่มีการจัดงานมรดกโลกบ้านเชียงขึ้นด้วยแต่กระบอกเสียงโกเต๊กก็เหมารวมไปว่าโรงแรมเต็มเพราะคนไปร่วมงานม๊อบโกเต๊ก(มันก็น่าตลกดีเหมือนกับเด็กที่ชอบพูดจาโอ้อวดใส่คนอื่นก็เท่านั้น)
และที่สำคัญไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นตามคาด แม้จะมีการต่อต้านแต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง การ์ดหมาบ้าโกเต๊กเลยแห้วทั้งที่หวังจะมาเอาคืนจากเมื่อปีที่แล้ว อุตส่าห์ขนอาวุธมากันเพียบ (ถ้าเกิดปะทะกันจริงๆแล้วมีการใช้แก๊ชน้ำตาเข้าสลายอีกคงมีแต่ม๊อบโกเต๊กอีกละมั้งที่ขาขาดคนเสื้อแดงคงแค่แสบตาเท่านั้น เพราะไม่ได้พกระเบิดปิงปองแบบพวกหมาบ้าพวกนี้)

มิหนำซ้ำยังมีข่าวฉาวพกอาวุธอีกตามเคยเมื่อตำรวจอุดรฯจับได้ว่ามีการพกอาวุธเข้าไปในที่ชุมนุมของม๊อบโกเต๊กแต่ผู้ต้องหาพันธมิตรฯยังหน้าด้านว่าเก็บได้ข้างรั้วเลยจะเอาไปให้เพื่อน
(งงว่ะ!!ชุมนุมม๊อบโกเต๊กนี่หาเก็บปืน เก็บมีด เก็บระเบิดตามพื้นได้เลยหรอว่ะเนี่ย ทีคนเสื้อแดงไม่เห็นเขาพกอะไรไปเลย)

อยากจะขอบคุณและขอแสดงความชื่นชม
คนเสื้อแดงอุดรฯทุกๆคนเลยครับ ว่าพวกท่านทำได้ดีแล้วครับ
ขอบคุณที่ไม่เข้าไปใกล้ม๊อบหมาบ้าพวกนั้น
ขอบคุณที่ไม่เดินเกมรุนแรงตามพวกม๊อบหมาบ้า
ขอบคุณน้ำใจและอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพวกท่าน
แม้เมื่อเทียบกันแล้วจำนวนคนจะน้อยกว่าแต่พวกท่านก็ได้ใจพวกเราชาวเสื้อแดงทั้งประเทศและประชาชนทั้งประเทศที่เขาไม่อยากจะเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น
(ที่น้อยกว่าเฉพาะกลุ่มคุณขวัญชัยก็ประมาณ4000คนแล้วและคนเสื้อแดงที่ชุมนุมต่อต้านก็เฉพาะคนอุดรฯต่างกับม๊อบโกเต๊กที่10,000กว่านี่ทั่วทั้งประเทศ)

คนเสื้อแดงอุดรฯแสดงเห็นถึงพลังประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ลบคำสบประมาทของสาวกม๊อบโกเต๊ก
ลบคำสบประมาทของสื่อขยะทั้งหลาย
ลบคำพูดที่ว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนออกจากคนเสื้อแดงอุดรฯ

สร้างคำนิยามใหม่แก่ประชาชนไทยบางส่วน
ที่ยังคิดว่าคนเสื้อแดงเป็นอันธพาล
วันนี้ที่อุดรฯทำให้คนทั่วประเทศได้เห็นแล้วว่า
ม๊อบไหนกันแน่ที่นิยมความรุนแรง
ม๊อบไหนกันแน่ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

การต่อสู้เชิงยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่อุดรฯในวันแห่งความรัก
ฝ่ายที่ชนะคือกลุ่มคนเสื้อแดง
ชนะเพราะใจที่เป็นประชาธิปไตยของชาวเสื้อแดงอุดรฯทุกคน
ฝ่ายที่แพ้คือม๊อบโกเต๊ก
แพ้เพราะความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปของมัน
แพ้เพราะการกระทำที่มีการเตรียมจะสร้างความรุนแรงของมัน
แพ้เพราะความไร้อุดมการณ์มีแต่อุดมกินที่คอยจะยัดเยียด
แพ้เพราะจิตใจของพวกมันเอง

ใครจะว่ายังไงช่าง จะแก้ตัวยังไงก็ตาม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่อุดรฯในวันแห่งความรักปีนี้
มันมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเอง ว่าอะไรเป็นอะไร?

Saturday, February 14, 2009

แกนนำ นปช. ยืนยันกินโต๊ะจีนเสร็จแยกย้ายกลับบ้าน

ที่มา MCOT News
พรรคเพื่อไทย 13 ก.พ. - แกนนำ นปช. เผยได้เตรียมงานระดมทุนกลุ่มคนเสื้อแดงพรุ่งนี้พร้อมแล้ว มียอดจองโต๊ะจีนกว่าพันโต๊ะ ไม่มีการโฟนอินจากอดีตนายกรัฐมนตรี ติงรัฐบาลอย่าวิตกเตรียมรับมือเกินเหตุ ย้ำไม่มีการเคลื่อนพล

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมืองของพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้จัดรายการความจริงวันนี้ กล่าวถึงการเตรียมจัดเลี้ยงโต๊ะจีน เพื่อระดมทุนของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้ (14 ก.พ.) ที่วัดไผ่เขียว ดอนเมืองว่า ขณะนี้ด้านพื้นที่ ระบบเทคนิค เวที องค์ประกอบการจัดงานต่าง ๆ มีความพร้อมแล้ว รวมถึงการติดป้ายบอกทางเข้างาน และได้ทราบฝ่ายติดต่อประสานงาน ได้มีการจองโต๊ะจีนไว้แล้วกว่า 1,000 โต๊ะ แต่คาดว่าจะมีประชาชนร่วมงานมากกว่านั้น จึงสำรองโต๊ะจีนเพิ่มเติม ไม่ทราบว่าจะเพียงพอรองรับพี่น้องคนเสื้อแดง ที่เข้าร่วมงานหรือไม่ โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อไปทวงข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ต่อรัฐบาลชุดนี้ และวันพรุ่งนี้ คงจะมีการประกาศจุดยืนและแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไป

นายณัฐวุฒิ ยืนยันว่า ในงานครั้งนี้คงไม่มีการโฟนอินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ถือเป็นการพบปะสังสรรค์ มีการพูดทางการเมือง สิ่งสำคัญจะได้มีการพบปะมีโอกาสได้ทักทายกระชับความสัมพันธ์กับคนเสื้อแดงกันอย่างใกล้ชิดมากกว่าในการร่วมชุมนุมที่ผ่านมา น่าจะเป็นบรรยากาศที่ดี ที่เราจะเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากนี้ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างแน่นอน

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยของการจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ว่า ได้เตรียมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไว้อย่างเต็มที่ โดยได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครในพื้นที่เขตดอนเมือง อปฟร. ตำรวจบ้าน มาร่วมด้วย แต่ทราบข่าวว่า รัฐบาลก็ตกอกตกใจตื่นตัวในการจัดกิจกรรมครั้งนี้มากผิดปกติ ถึงขนาด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เรียกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปประชุมกำหนดมาตรการเตรียมรับมือ ในแง่ดีจะมีตำรวจส่วนหนึ่งมาอำนวยความสะดวกในงาน

“อยากฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าได้ตกใจอะไรจนเกินไป เพราะสิ่งที่แถลงออกมาเหมือนเตรียมการรับมือกับกลุ่มคนจะเข้ายึดทำเนียบฯ การจัดจะไปกินโต๊ะจีน กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะคนเสื้อแดงจะไปกินโต๊ะจีน เสร็จแล้วก็เลิก แยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน เพราะจัดหน้าวัดไผ่เขียว ดอนเมือง เรายืนยันว่า ถ้ารัฐบาลและ นายสุเทพ กำลังเครียดนอนไม่หลับ ขอยืนยันว่า วันพรุ่งนี้คนเสื้อแดงกินเสร็จจะกลับบ้าน ไม่ไปยึดวัดไผ่เขียว หรือไปกดดันเจ้าอาวาส อย่างไรก็ตาม เราเป็นห่วงในเรื่องมาตรฐานในการปฎิบัติ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวแสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์การเผชิญหน้ากรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไปจัดงานที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอาจถูกต่อต้านจากกลุ่มคนรักอุดรว่า ทราบว่าคนเสื้อแดงที่อุดรฯ ไม่สบายใจอาจการจัดชุมนุมเผชิญหน้ากัน ตนก็มีความห่วงใยได้สอบถามประเมินสถานการณ์กับประชาชนที่จังหวัดอุดรฯ หลายส่วน ซึ่งทราบว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ไปปักหลักตั้งเวทีที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ มีการกางเต็นท์ขึ้นป้าย จึงแปลกใจว่า ก่อนนี้ทราบว่าทางจังหวัดและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้วิตกกังวลในการจัดการชุมนุมของพันธมิตรฯ เพราะเกรงจะมีการปะทะกัน ทางจังหวัดได้ประกาศปิดพื้นที่หนองประจักษ์ ตั้งแต่วันที่ 13 – 15 กุมภาพันธ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการชุมนุม แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ พื้นที่ที่หนองประจักษ์กลับปิดเอาไว้ให้พันธมิตรฯ เข้าไปปักป้าย ตั้งเต็นท์ดำเนินกิจกรรม จึงแปลกใจท่าทีของทางจังหวัดและทางราชการที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้.- สำนักข่าวไทย

ขายสำนวน-เป่าคดีใน กกต.

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com



ได้อ่านคำวิฉัยสั่งการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยื่นต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนการสรรหานายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว) โดยอ้างว่า นิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูเรียนปาร์ค ที่เสนอชื่อนายเรืองไกรเป็น ส.ว. เป็นองค์กรที่ไม่มีสิทธิเสนอชื่อตามกฎหมายแล้ว เชื่อว่า มติของ กกต.ในเรื่องนี้ (ไม่เอกฉันท์) จะสร้างความยุ่งยากให้แก่ กกต.อย่างน้อย 2 คน ถึงขั้นต้องคดีอาญา

ยิ่งเมื่ออ่านเอกสารอื่นๆ ประกอบแล้วยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า มีการจ้องเล่นงานนายเรืองไกรโดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมา นายเรืองไกรเป็น ส.ว.ตัวแสบที่ยื่นเรื่องตรวจสอบผู้มีอำนาจอุตลุดแบบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม

คดีนี้ กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวนองค์กรที่เสนอรายชื่อบุคคลเข้าสรรหาเป็น ส.ว. 5 องค์กร ซึ่งคณะกรรมการสรุปผลว่า ทั้ง 5 องค์กร มีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดทุกประการ ส่วนของกระบวนการสรรหา ส.ว.ภาคเอกชนก็ดำเนินการโดยเปิดเผยภายในกรอบกฎหมาย เห็นสมควรให้ยกคำร้องคัดค้าน

ปรากฏว่า กกต.มีมติเอกฉันท์เห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนฯ เพียง 4 องค์กร

ยกเว้นองค์กรที่เสนอชื่อนายเรืองไกรที่ กกต. 2 คนเห็นว่า มิใช่เป็นหน่วยงานที่ดำเนินกิจการเพื่อสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ อันจะยังประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาแต่ประการใด จึงมิใช่องค์กรที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ กับทั้งนิติบุคคลประเภทนี้มีอยู่มากมาย หากได้รวมกันเป็นสมาคมแล้วให้สมาคมเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว.ก็จะเหมาะสมยิ่งกว่าให้นิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้เสนอชื่อโดยตรง

ความเห็นของ กกต.ทั้ง 2 คน เป็นเพียงความเห็นลอยๆ และข้อเสนอแนะในกระบวนการสรรหามากว่าข้อวินิจฉัยทางกฎหมาย และยังขัดกับมติของคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ที่กำหนดคุณสมบัติขององค์กรไว้ตั้งแต่ต้น

ความจริงความเห็นของ กกต. 2 คน ไม่ใช่เสียงข้างมาก เพราะมีผู้เข้าประชุม 4 คน แต่อาศัยเทคนิคในการลงคะแนนซ้ำ ในฐานะประธานที่ประชุม เสียงที่เท่ากันจึงกลายเป็นเสียงข้างมากไป (อ่านรายละเอียดใน "มติชนออนไลน์"http://www.matichon.co.th/)

ขณะเดียวกันคำวินิจฉัยเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นมาตรฐานการทำงาน กกต.ได้เป็นอย่างดี

สัปดาห์ที่ผ่านมา มี กกต.ท่านหนึ่งบรรยายในหลักสูตรการฝึกอบรมหนึ่ง ยอมรับว่า กกต.มีปัญหามากมายจากบุคลากรที่มาจากหลายหน่วยงาน ปัญหาหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์จากสำนวนคดีเลือกตั้งที่มีอยู่จำนวนมาก มีการดึงคดีหรือทำให้คดีล่าช้า

ความจริงข้อมูลที่ กกต.ท่านนี้พูด ซึ่งเรียกกันว่า "การขายสำนวน" หรือ "เป่าดคี" เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ยืนยันชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะตรวจสอบอย่างจริงจังก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง แต่ กกต.ต้องทำด้วยการรื้อระบบสารสนเทศใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รู้ว่าแต่ละสำนวนคดีอยู่ที่ไหน มีสถานะอย่างไร เพื่อสะดวกในการบริหารและติดตามคดี

แต่ที่สำคัญกว่า กกต.ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสว่า มีคดีอยู่ที่ไหน อย่างไร ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย โดยเฉพาะผ่านทางเว็บไซต์ เพราะถ้ายังคงปกปิดหมกเม็ดอยู่เหมือนทุกวันนี้ ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

มีคำถามง่ายๆ ให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลเป็นตัวอย่างอยู่ 3 เรื่อง

หนึ่ง หลังจาก กกต.มีมติเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ให้ดำเนินคดีอาญากับนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยในข้อหาเป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 การดำเนินคดีกับบุคคลทั้งสองไปถึงไหน อย่างไรแล้ว

สอง สมัย กกต.ชุดที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน มีสำนวนการทุจริตเลือกตั้งกว่า 20 สำนวน ที่การร่างคำวินิจฉัยไม่ตรงกับมติ กกต. กล่าวคือ มติ กกต.ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) เขียนคำวิจฉัยเป็นใบเหลือง (แค่จัดการเลือกตั้งใหม่) มติที่ให้ใบเหลือง เขียนเป็นไม่มีความผิด ซึ่งน่าสงสัยว่า เป็นการขายสำนวนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง

มีข่าวว่า กกต.ชุดปัจจุบันตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน และลงโทษเจ้าหน้าที่สถานเบาแค่ตัดเงินเดือน ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นคดีอาญา

สาม กตต.มีมติเมื่อมิถุนายน 2551 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่ 2 นายกรณีปลอมลายมือชื่อในเอกสารที่ยื่นต่อศาลฎีกาคดีทุจริตเลือกตั้ง นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (เอกสารข่าว สำนักงาน กกต. เลขที่ 95_2551 วันที่ 26 มิถุนายน 2551)

แต่บัดนี้เวลาผ่านไปกว่าครึ่งปียังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ขณะที่มีข่าวว่า ระดับ "บิ๊ก" ใน กกต.พยายามปิดคดีช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่การปลอมแปลงลายมือชื่อในเอกสารราชการเป็นความผิดอาญาและวินัยร้ายแรง

ทั้งๆ ที่เอกสารข่าวของ กกต.ระบุว่า นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.บอกว่า สำนักงาน กกต.ให้ความสำคัญและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

เรื่องเหล่านี้ ถ้าชี้แจงอย่างตรงไปตรงไป ไม่ปกปิด มีเหตุมีผล ไม่เอาสีข้างเข้าถูคงไม่มีใครตอบโต้หรอกครับ

"ยุวรัตน์"ฟันธง! "มติข้างมาก"ทำกกต.ติดลบ

ที่มา มติชน

สัมภาณ์พิเศษ

โดย พนัสชัย คงศิริขันธ์




การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ทั้งการพิจารณาคำร้องเรียนเลือกตั้งและเขียนคำวินิจฉัยล่าช้า เกิดปัญหาถูกตั้งข้อหาเรื่อง "ความไม่เป็นกลาง" เอนเอียงเข้าข้างพรรคนั้นพรรคนี้

"ยุวรัตน์ กมลเวชช" อดีต กกต.ชุดแรก ที่ได้เครดิตจากการเป็น "มือปราบนักเลือกตั้ง" สั่งใบแดง-แจกใบเหลืองกับนักการเมืองเป็นว่าเล่น จนบางจังหวัดกว่าจะได้ ส.ส.หรือ ส.ว.ครบจำนวน ก็ต้องหย่อนบัตรไป 5-6 ครั้ง ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับการทำงานของ "กกต.รุ่นน้อง" ผ่าน "มติชน" ไว้ว่า...

"ผมมองว่ารัฐธรรมนูญจะทำให้ กกต.เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ และคิดว่าเคยติติงเอาไว้แล้ว ผมมอง 3 ข้อที่อยากเปลี่ยนแปลง 1.การลงมติของ กกต.ไม่ควรเป็นมติเสียงข้างมาก 4 ใน 5 ควรเป็นมติเอกฉันท์เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ผมคิดว่าหากยังทำความเข้าใจกับ กกต.ทุกคนไม่ได้ มันก็ไม่ควรลงโทษเขา 2.เปิดโอกาสให้ทำความเข้าใจกันให้ได้ก่อน จะไม่ใช่ใช้วิธีลงมติแบบรวบรัดเพื่อตัดปัญหา เมื่อก่อนตีหนึ่งตีสองยังประชุมไม่เลิกเลยหากยังไม่เข้าใจตรงกัน และ 3.กกต.ต้องช่วยกันปิดปากเมื่อลงมติเสร็จแล้ว หากจะพูดก็ต้องให้สอดคล้องกัน คำตัดสินขององค์กรก็จะยังคงความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความแตกแยก ไม่เป็นจุดอ่อนทำให้เสียรูปคดี

"หลักของผมมีอยู่ว่า 1.คุณต้องคิดว่าความเห็นของคุณผิด ความเห็นคนอื่นถูก คุณถึงมีใจฟัง และผมก็จะเถียงกับใครไม่มาก และการทำงาน กกต.ชุดแรกมีเอกภาพมีการลดการโต้เถียงกัน และ 2.มีความอดทนมากทั้ง กกต.ชุดแรกถึงรักกัน หากจะโกรธก็เดี๋ยวเดียว เมื่อมติเอกฉันท์ การฟ้องร้อง กกต.ทั้ง 5 ต่างเป็นจำเลยหมด แต่เมื่อเป็นมติ 4 ใน 5 คนที่ไม่เห็นด้วยอาจไม่ถูกฟ้อง ทำให้ขาดความรับผิดชอบต่อองค์กร เรื่องคุณสมบัติของ กกต.ก็ควรมีการแยกตามสาขางานที่ กกต.ต้องทำ ต้องหาคนที่เชี่ยวชาญมาทำ ที่สำคัญตอนนี้นักการเมืองเขาไม่กลับใบเหลืองแล้ว แต่กลัวใบแดง ทำให้การทุจริตเลือกตั้งยังมีอยู่"

- คิดว่าโครงสร้างการทำงานของ กกต.ชุดแรกกับชุดปัจจุบันเป็นอย่างไร

ต่างกันนิดเดียว คือการลงมติโดยใช้เสียง 4 ใน 5 กับการลงมติเอกฉันท์ คิดว่าเสียงเอกฉันท์มีความยุติธรรมมากกว่า 4 ใน 5 เพราะการลงมติเอกฉันท์ คุณจะไม่ลงคะแนนต้องบอกเหตุผล

- ในการสรรหา กกต.นั้น คิดว่ารัฐธรรมนูญให้น้ำหนักไปศาลยุติธรรมมากเกินไปหรือไม่

มาจากศาลมากก็ไม่เป็นไร เพราะของชุดผม มีศาลมา 3 คน (นายจิระ บุญพจนสุนทร นายสวัสดิ์ โชติพานิช และนายธีรศักดิ์ กรรณสูต) ซึ่งทั้ง 3 คนก็ถนัดไม่เหมือนกัน ท่านธีรศักดิ์มาจากศาลแพ่ง เป็นประธาน กกต. ได้ควบคุมเรื่องเงินทอง อาจารย์สวัสดิ์เก่งด้านวินิจฉัย ก็จัดให้ลงจุดที่เหมาะ และหากงานไม่ตรงกับตัวคนก็จะติดขัดได้ สำหรับเรื่องคุณสมบัตินั้น ผมอยากให้เลือกความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญที่สุด มากกว่าผู้เชี่ยวชาญของสาขา แต่ถ้าคำนึงความแตกต่างซึ่งกันและกันเพื่อมาดูงานก็ควรพิจารณาด้วย ซึ่งงานของ กกต.มันเป็นงานที่มีคนมาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก

- กกต.ชุดท่านแจกใบเหลืองใบแดงชนิดไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม แต่ชุดนี้ถูกมองกันว่าไม่กล้าฟันนักการเมือง

(หัวเราะ) ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ คงเป็นในลักษณะเหมือนการจราจร ที่ในระยะที่มีกล้องจับจ้องคนอาจจะไม่กล้าฝ่าไฟแดงคนเลยอาจจะกลัว

- จะต้องมีการปรับระบบการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ใหม่อย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกวิจารณ์มาก

พูดกันจริงๆ ก็คงต้องบอกว่า กกต.ชุดปัจจุบัน ท่านเสียเปรียบเพราะคนทำงานให้ท่าน (พนักงาน) ท่านไม่ได้เลือกมารองรับงานที่ท่านจะทำ เนื่องจากมีการบรรจุข้าราชการไว้อยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ชุดพวกผมไปเลือกไปเฟ้นกันมา ผมได้แต่เพียงว่าเอาพนักงานออกมันเหนื่อยกว่าเอาเข้า

- เรื่องนี้ก็เลยเป็นที่มาว่า กกต.ถูกลองของหรือหมกเม็ดจากพนักงานอยู่เรื่อยๆ

(พยักหน้า) ครับ มันเหนื่อยตรงนั้น เพราะท่านไม่ใช่เป็นคนเลือก สมัยผมเลือกคนมาช่วยได้หมด ผมคิดว่าความไว้วางใจที่ กกต.จะมอบให้พนักงานระดับล่าง 1- % คงไม่มี เพราะยังไม่ค่อยเชื่อใจเท่าไร ยังหวาดผวาอยู่

- ในฐานะขององค์กรอิสระ ทำอย่างไรจะได้ชื่อว่าเป็น "องค์กรอิสระ" มีความใสสะอาดโปร่งใสเสียที

อย่าไปพูดว่าใสสะอาด เพราะเขาใสสะอาดอยู่แล้ว เพียงแต่เกิดความรู้สึกจากคนข้างนอก แต่ผมไม่อยากเปรียบเทียบกับชุดเก่า เพราะพวกผมจะลงมติในทิศทางเดียวกันได้ต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง

- ชุดปัจจุบันในการลงมติเกิดกรณีเสียงแตกออกเป็น 2 กลุ่ม

ก็ 5 คนนี่นะ พูดมากทั้ง 5 คน และเถียงกันโดยไม่ต้องไปคอยเจอใคร (หัวเราะ) และ กกต.ทุกคนเถียงกันหมด

- แล้วท่านมองคดีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา เขต 6 ที่ถูก กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญาเมื่อครั้งไม่ได้รับเลือกตั้งอย่างไร

พูดตามความจริงของมติเสียงข้างมากนั้น มีภาพให้เห็นชัดเจนแล้วในสภา มันทำให้คนรวมกลุ่มกัน แต่ถ้าคุณเอามติเอกฉันท์ คุณจะไม่มีการแบ่งแยกฝ่ายเลย เรื่องนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ชอบเสียงข้างมาก เพราะจะทำให้มีการรวมกลุ่มเพื่อควบคุมองค์กรเหมือนสภา

- แต่ก็มองจุดดีของการลงมติของ กกต.ปัจจุบันว่าเป็นอิสระจากกัน เพราะไม่มีการปรึกษาหารือกันก่อนลงมติ

เรื่องนี้ไม่ใช่ทำแบบตัวใครตัวมัน จะทำกันเป็นกลุ่ม ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นคนนี้ไม่ต้องไปพูด เหมือนฝ่ายค้านเราไม่ต้องไปพูดกับมัน เอาฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียวเดี๋ยวมันก็ผ่าน

- มีการพูดกันว่า กกต.ปัจจุบันอยู่ข้างพรรคประชาธิปัตย์ และอยู่กับฝ่ายทหาร

ผมว่า 5 ท่านชุดปัจจุบันโดนด่าน้อยกว่าชุดผมเสียอีก ยุคแรกโดนด่ามากและผมโดนหนักสุด เรื่องนี้เกี่ยวกับการลงมติ หากเป็นมติเอกฉันท์มันก็ไม่ทำให้คนภายนอกมององค์กรว่ามีความแตกแยกไม่เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เสียงเอกฉันท์มันจะบังคับให้คุณต้องเห็นด้วยไปในตัว

- แล้วจะทำอย่างไรกับความล่าช้าในการพิจารณาสำนวนร้องเรียนของ กกต.

จะว่าไปแล้วพวกผมเป็น กกต.ที่เลขาธิการ กกต.ไม่อยากได้มากที่สุด เพราะลงไปทำงานเอง (หัวเราะ) แต่ที่ผมต้องทำงานเองเพราะเป็นคนวางรากฐานตั้งแต่ต้น แต่ กกต.ตอนนี้อาจจะมองว่าหากลงไปยุ่งก็หาว่าล้วงลึก ดังนั้นต้องเห็นใจท่านด้วย ก็อยู่ที่ท่านจะตัดสินใจอย่างไร เราบอกไม่ได้หรอก ผมพูดทั้งหมดแค่เป็นตัวเลือกว่าจะเลือกตรงไหน อย่างประกาศผลหรือลงมติประชุมเสร็จแถลงเลย ไม่ต้องรอ เรื่องใบเหลืองใบแดง สมัยก่อนต้องส่งไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษดูด้วย ส่วนใหญ่ก็ยืนตามมติของ กกต. แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม ต้องรับงานเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย

- ถ้าตั้งศาลเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นมาดูแลเรื่องร้องเรียนเลือกตั้งท้องถิ่นจะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่

ก็อาจเป็นรูปหนึ่งที่จะต้องมี ผมอยากให้เป็นเหมือนเป็นศาลแขวง เป็นการฟ้องปากเปล่า ใช้วิธีพิจารณาแบบไต่สวน อาจมีการแต่งตั้งผู้พิพากษาสมทบมาช่วยดูด้วย คดีจะได้ไว

- นักการเมืองไทยไม่รู้จักแพ้-ชนะ พอเลือกตั้งเสร็จถ้าแพ้ก็ร้องคัดค้าน

การร้องคัดค้านไม่เป็นปัญหา อยู่ที่ตัวเรา (กกต.) เหมือนการเลือกตั้ง ส.ว. 2- คน ที่พวกผมสอยไป 60 คน ขณะที่เลือกตั้ง ส.ส.กลับโดนตั้งเยอะ แต่พอมีกฎ 30 วันต้องรับรองผลก็เลยโดนกันไม่รู้กี่คน