WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 15, 2009

"แม้ว"โฟนอินเสื้อแดง ลันยอมตาย ฉะทหาร-แค่ยาม

ที่มา ข่าวสด
ร่ายยาวไม่อยู่อย่างแพ้ ตร.กันวุ่น2ม็อบอุดรฯ




แดงพรึบ- แกนนำนปช.จัดงานระดมทุนดำเนินกิจกรรมทางการเมือง มีบรรดาชาวเสื้อแดงมาร่วมงานอย่างล้นหลาม เมื่อเย็นวันที่ 14 ก.พ. ที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โฟนอินเข้ามาปลุกใจด้วย

"ทักษิณ" ไม่เลิก โฟนอินเวทีนปช. กินโต๊ะจีนวัดไผ่เขียว ดอน เมือง ด่ากราดหลังยึดอำนาจ ทหารมาเป็นรัฐบาล โวยเหมือนยึดบริษัทแล้วให้ยามมาบริหาร ลั่นพร้อมกลับประเทศทุกเวลา แม้ถูกฆ่าตายก็ยอม ร่ายยาวเป็นคนพูดดีๆ รู้เรื่อง ถ้าโดนกลั่นแกล้งตายเป็นตาย ดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ อ้างอีกเพราะทะลึ่งรับใช้ประชาชนมากเกินไป เลยต้องถูกขจัด ขณะที่เวทีพันธมิตรฯสัญจรที่อุดรธานี หลายจังหวัดทยอยร่วมงาน ปิดสวนสาธารณะกลางเมือง การ์ดขึงลวดหนามป้องกัน ด้านตร.ระดมกำลังตั้งจุดตรวจค้น เจอทั้งปืน กระสุน มีด หนังสติ๊ก หวิดเผชิญหน้าปะทะม็อบเสื้อแดง ที่ตั้งขบวนแห่ขับไล่ เจ้าหน้าที่สับรางกันวุ่น ส่วน"สุริยะใส"โต้จัดเวทีสัญจร ไม่ใช่การเผชิญหน้า จะชุมนุมไปให้ถึงเช้า อ้างเพื่อความปลอดภัย

"มาร์ค"สั่ง"เทือก"คุม2ม็อบอุดรฯ

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลือง จ.อุดร ธานี ว่า มอบนโยบายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้ทุกฝ่ายใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองให้อยู่ในขอบเขต นั่นถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไร เพราะผวจ.อุดรธานีรายงานมาแล้วว่า ทั้ง 2 ฝ่ายชุมนุมอยู่ห่างไกลกัน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจังหวัด ดูแลให้เกิดความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า สถานการณ์การ เมืองในขณะนี้ ยังมีปัญหาอยู่ แม้รัฐบาลจะพยายามหาทางออกจากวิกฤต แต่ยังมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายต่อต้าน โดยขับเคลื่อนทั้งในสภา นอกสภา และในต่างประเทศ พรรคจึงขอสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล ในการยึดมั่นแก้ไขปัญหาทาง การเมืองต่อไป และมุ่งมั่นสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

"เทพไท"ชี้แจงเหตุฟ้อง"จตุพร"

ที่จ.นครศรีธรรมราช นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช และโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายกฯ ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในข้อหาหมิ่นประมาทว่า จริงๆ แล้วนายกฯ ไม่อยากจะดำเนินคดีกับนักการเมืองด้วยกัน แต่นายจตุพรพยายามจงใจใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์เรื่อยมา ไม่เคยหยุดยั้ง ทั้งที่นายอภิสิทธิ์อดทนมาตลอด การฟ้องครั้งนี้ นายจตุพรพยายามใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ หากไม่ดำเนินคดีทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นจริงตามนั้น ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ ทำตามระเบียบปฏิบัติที่กำหนดมาจากสำนักพระราชวังแนะนำ

นายเทพไทกล่าวว่า การฟ้องครั้งนี้ทนายความขอประธานศาล ให้นับโทษที่ลงกับจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีอื่นๆ อีก 5 คดี ทั้งหมดไม่ได้เป็นเรื่องโกรธแค้นอาฆาตส่วนตัว แต่ต้องชี้ให้เห็นว่าการเป็นนักการเมืองไม่มีสิทธิเหนือบุคคลธรรมดา ไม่มีสิทธิพิเศษอื่นใด ที่จะกล่าวร้ายผู้อื่น หรือมีเจตนาทำลายทางการเมือง โดยเฉพาะการใส่ความที่เกี่ยวกับเบื้องสูงโดยปราศจากข้อเท็จจริง นายจตุพรต้องรับผิดชอบ และต้องไปสู้คดีอาญา สำหรับคดีแพ่งที่จะฟ้องตามมายังมีอายุความภายใน 1 ปี ต้องปรึกษากับทนายความอย่างไรต่อไป

ฉะอีก"เสื้อแดง"หาทุนจัดฉาก

โฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงว่า ไม่มีท่าทีหยุดยั้ง และเพิ่มความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด คนเหล่านี้จะรับผิดชอบกับเหตุการณ์ในอนาคตอย่างไร วันที่ 14 ก.พ. นัดชุมนุมหาทุนในวันวาเลนไทน์ อยากถามต่อว่าเงินที่หาทุนโต๊ะจีนที่โรงแรมมิราเคิล วันก่อนยังไม่เพียงพอหรือ หรือเป็นการจัดฉากให้เห็นภาพว่าการเคลื่อน ไหวของเสื้อแดงไม่มีคนหนุนหลัง ทั้งที่เจ้าของม็อบเสื้อแดงตัวจริง โฟนอินเปิดเผยตัวจริงให้คนทั้งสังคมเห็นแล้วในที่ประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เขาใหญ่ ไม่กี่วันที่ผ่านมา

"ท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มเสื้อแดง ไม่ได้มาจากการจัดเลี้ยงหาทุนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน การจัดเลี้ยงเป็นเพียงการสร้างภาพจัดฉากให้เห็นว่าม็อบเสื้อแดงบริสุทธิ์ ไม่มีการเมืองแอบแฝงหนุนหลัง ทั้งที่สังคมรู้ว่าใครอยู่ข้างหลัง ใครเป็นเครื่องมือหรือลูกจ้างบริการจัดการความเคลื่อนไหว วันนี้รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าต้องการสมานฉันท์ และความปรองดองในชาติ ไม่อยากให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสร้างเงื่อนไขขัดแย้งในสังคม ไม่ว่าเสื้อแดง เสื้อเหลือง เพราะบ้านเมืองบอบช้ำมามาก ความเชื่อมั่นกำลังกลับคืนมาแล้ว หากกลุ่มคนเหล่านี้เห็นประโยชน์ประเทศชาติ ควรชะลอความเคลื่อนไหว ให้โอกาสรัฐบาลจัดการแก้ปัญหาความแตกแยกในชาติ ด้วยหลักธรรมาภิบาลภายใต้นิติรัฐ ที่คนในชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน" นายเทพไท กล่าว

"ยะใส"โต้ยั่วยุ-จัดพธม.สัญจรอุดรฯ

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ จ.อุดรธานี ว่า ไม่ใช่การไปยั่วยุ เพียงแต่ต้องยอมรับถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หากกลุ่มเสื้อแดงไม่พอใจ ก็สามารถตั้งเวทีแสดงจุดยืนได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง หรือการเผชิญหน้า สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็กำชับไปยังการ์ดที่มาจากส่วนกลาง และกลุ่มผู้ชุมนุมที่จ.อุดรฯ ว่าให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างเด็ดขาด ขอยืนยันว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ โดยรูปแบบงานจะมีปราศรัย และคิดว่าจะพยายามดึงเวทีให้ไปถึงเช้า เพราะหากเลิกตอนกลางคืน อาจจะเกิดอันตรายต่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้

บุกอุดรฯ - กลุ่มพันธมิตรฯ นับหมื่น คน ชุมนุมใหญ่ในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี โดยบรรดาแกนนำขึ้นเวทีปราศรัย ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากตำรวจสกัดม็อบทั้งสองฝ่ายอย่างเข้มข้น เมื่อค่ำ 14 ก.พ.



ที่สนามกอล์ฟกองทัพบก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายกฯ ระบุว่าขอกำลังทหารให้ไปดูแลความสงบเรียบร้อยที่จ.อุดรธานี ว่า ไม่มี ไม่ได้ส่งทหารเข้าไปดูแล เพราะเชื่อว่าตำรวจจะดูแลความสงบได้ สถานการณ์ไม่มีอะไร

เสื้อเหลืองปิดสวน-ขึงลวดหนาม

สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง และม็อบเสื้อแดง โดยเฉพาะการจัดงานของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จัดแต่งเวทีเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มพันธมิตรฯ จากจังหวัดต่างๆ ทยอยกันเข้ามากลางเต็นท์รอบๆ หนองน้ำในสวนสาธารณะ โดยมีกลุ่มนักรบศรีวิชัยเป็นการ์ดดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งในบริเวณสวนสาธารณะ และปากทางเข้า เปิดให้เข้าเพียงประตูใหญ่ทางเดียว มีการ์ดคอยตรวจคนเข้าออกอย่างละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ การ์ดพันธมิตรฯ ยังไปตั้งเครื่องกีดขวางรั้วลวดหนาม บริเวณถนนรอบนอกสวนสาธารณะ ตั้งแต่พ้นปากทางเข้าโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ถนนเพาะนิยม ที่บริเวณทางแยกหน้าศาลเทพารักษ์ ถนนศุภกิจจรรยา ที่ถนนเทศา หลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ขณะที่ตามเต็นท์ต่างๆ ขึ้นชื่อกลุ่มพันธมิตรฯจากจังหวัดต่างๆ เอาไว้ อาทิ กาญจนบุรี เพชรบุรี และสระบุรี เป็นต้น

ม็อบแดงก็พรึบ-ตร.ตั้งจุดตรึง

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบเสื้อแดง ก็มีจำนวนมากเช่นกัน โดยพากันเดินทางเข้าไปพักในเต็นท์ที่บริเวณสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ของนายขวัญชัย ไพรพนา ซึ่งขณะนี้พากันมาประมาณกว่า 4,000 คน และมีอีกส่วนหนึ่งเดินทางไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี เพื่อขับไล่แกนนำพันธมิตรฯ ที่จะเดินทางมาร่วมเวทีที่สวนสาธารณะ แต่ปรากฏว่าไม่เจอกัน เนื่องจากแกนนำพันธมิตรหลายคนลงจากเครื่องบินแล้วอยู่ในห้องรับรองของสนามบิน รอจนฝ่ายต้อนรับของกลุ่ม นำรถตู้มารับ ก่อนพากันออกไปจากสนามบินอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของตำรวจ 1 กองร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนของการรักษาความปลอดภัยของตำรวจนั้น ได้ตั้งจุดตรวจตั้งแต่อำเภอรอบนอกที่จะเข้าสู่ตัวเมืองอุดรธานี แล้วจุดตรวจต่อมาที่บริเวณถนนรอบนอก ก่อนเข้าสวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ โดยตรวจพบอาวุธพวกมีด หนังสติ๊ก และกระสุนจำนวนมาก จึงตรวจยึดไว้ ในขณะเดียวกันนำรถยนต์สำหรับไว้ควบคุมตัวผู้ต้องหาจอดไว้ตามจุดต่างๆ รอบสวนสาธารณะจำนวนหลายคัน

จับสาวจันท์พกกระสุน-มาเวทีพธม.

ต่อมาเวลา 11.30 น. ขณะที่พ.ต.ท.ศุภเชษฐ์ รังคะวงษ์ พงส.(สบ2) สภ.เมืองอุดรธานี ทำหน้าที่หัวหน้าจุดตรวจศาลเทพารักษ์ ถนนศุภกิจจรรย์ ตรงข้ามสวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจความเรียบร้อยประชาชนที่จะเข้าไปร่วมงานของม็อบพันธมิตรฯ ปรากฏว่าพบกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 17 นัด อยู่ในเป้ของน.ส.ขวัญเรือน งามขำ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/7 หมู่ 1 ต.เขาแก้ว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี สอบสวนน.ส.ขวัญเรือนให้การว่า เดินทางจากจ.จันทบุรี มาร่วมงานม็อบพันธมิตรฯ ส่วนกระสุนปืนในกระเป๋านั้น พบอยู่ใกล้ๆ ด่านตรวจ และกำลังจะนำไปมอบให้การ์ดพันธมิตรฯ แต่ถูกจับกุมเสียก่อน

ถัดมาเจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธปืนขนาด 11 ม.ม. 1 กระบอก และกระสุน 7 นัด ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กจ 312 อุดรธานี ของนายปานศักดิ์ ภัทราโรดม อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73/1 หมู่ 7 ต.บ้านมะเกลือ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ สอบสวนนายปานศักดิ์ให้การว่า เป็นผู้จัดการของโรงงานน้ำตาล อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี กำลังจะไปพบแพทย์ที่ร.พ. ใกล้จุดตรวจ ทางเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.เมืองอุดรธานี

การ์ดฉุนตร.ค้นยิบ-ฮือยึดจุดตรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า จากการที่ตำรวจยึดกระสุนปืนขนาด .38 ภายหลังตรวจสอบพบอยู่ในกระเป๋าของน.ส.ขวัญเรือน รวมทั้งยึดมีด หนังสติ๊ก และลูกเหล็ก ได้อีกจำนวนหนึ่งจากกลุ่มพันธมิตรฯ ปรากฏว่าทำให้การ์ดพันธมิตรฯไม่พอใจ จึงพากันเข้ายึดจุดตรวจจากตำรวจที่จุดนั้นไว้ได้ ทางตำรวจจึงถอดกำลัง ออกจากจุดดังกล่าว เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกัน

จากนั้นเวลา 15.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 300 คน ที่ชุมนุมอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี พากันเดินทางกลับไปรวมตัวกันที่ชมรมคนรักอุดร ผ่านไปสักพักก็มีขบวนรถบัสของกลุ่มพันธมิตรฯ ประมาณ 30 คัน จากนครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, พังงา, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่, ลพบุรี, กาฬสินธุ์, อ่างทอง, และลำปาง เดินทางเข้ามา และขณะเลี้ยวมาสู่ถนนศรีสุข จะเข้าไปที่ชุมนุม ปรากฏว่ามีม็อบเสื้อแดงอีกกลุ่ม นำโดยนายวิเชียร ขาวขำ, นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์, นายอนันต์ ศรีพันธ์, พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์, และนายทองดี มนิสสาร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และสมาชิกเสื้อแดงประมาณ 300 คน ขึ้นรถเปิดหลังคาติดลำโพง ประณามกลุ่มพันธมิตรฯ และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาช่วยกันขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯออกไปจากจ.อุดรธานี

สับรางระทึก 2 ม็อบหวิดเผชิญหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่ขบวนทั้ง 2 ม็อบมาใกล้จะประจันหน้ากัน ทางพล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดร ศักดิ์ ผบก.อุดรธานี จึงวิทยุสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปเจรจากับ 5 ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอร้องให้นำขบวนเลี้ยวตรงสามแยกโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ไปรวมกันที่ทุ่งศรีเมือง ขณะเดียวกัน ทางขบวนรถของกลุ่มพันธมิตรฯก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการให้เลี้ยวซ้ายที่สามแยกวิทยาลัยอาชีวศึกษา แล้วเลี้ยวเข้าที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ ได้ด้วยความเรียบร้อย

แดงพรึบ - แกนนำนปช.จัดงานระดมทุนดำเนินกิจกรรมทางการเมือง มีบรรดาชาวเสื้อแดงมาร่วมงานอย่างล้น หลาม โดยพ.ต.ท.ทัก ษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาปลุกใจ เมื่อเย็นวันที่ 14 ก.พ. ที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง กทม.



กระทั่งในเวลา 16.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯเริ่ม รายการบนเวที ด้วยการแสดงดนตรี สลับการปราศรัยของแกนนำพันธมิตรฯ 5 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรฯอยู่แต่ในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ ส่วนกลุ่มเสื้อแดงคาดว่าทยอยกันมาเกือบ 10,000 คน พากันไปรวมตัวอยู่ที่ชมรมคนรักอุดร ทางเจ้าหน้าที่เองต้องขอสนับสนุนกำลังตำรวจเพิ่มเติมจากจ.เลย จ.กาฬสินธุ์ และจ.มหาสารคาม เพื่อมาช่วยควบคุมสถานการณ์

ม็อบแดงนัด24ก.พ.ฮือทวงสัญญา

สำหรับบรรยากาศการจัดงานระดมทุนของราย การความจริงวันนี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ลานตรงข้ามวัดเวฬุวนาราม หรือวัดไผ่เขียว แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการจัดเตรียมเวทีขนาดใหญ่ พร้อมด้วยจอโปรเจ็กเตอร์ 5 จอ ด้านหน้าจัดเป็นโต๊ะจีนจำนวนกว่า 1,000 โต๊ะ โดยมีนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เป็นผู้อำนวยการจัดงานในครั้งนี้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เตรียมโต๊ะจีนไว้ 1,000 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 10,000 บาท พร้อมเก้าอี้เสริมไว้ 5,000 ตัว คาดว่าจะมีประชาชน 15,000-20,000 คน มาร่วมงาน นอกจากเป็นการระดมทุนแล้ว ยังเป็นการกำหนดวันนัดชุมนุมใหญ่ เพื่อทวงสัญญา 4 ข้อ ที่กลุ่มเสื้อแดงยื่นต่อรัฐบาล เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นวันที่ 24 ก.พ. จะนัดชุมนุมที่สนามหลวง เพื่อเดินเท้ามายังทำเนียบรัฐบาลในเวลากลางวัน และจะปักหลักยืดเยื้อจนกว่ารัฐบาลจะทำตามข้อเรียกร้อง 4 ข้อ แต่ยืนยันว่าจะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบอย่างแน่นอน และแม้จะถูกสกัดกั้นอย่างไร ไม่ว่าจะนำรถขวางที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็จะไม่หยุดยั้งพวกเราได้ ส่วนในวันที่ 14 ก.พ.นี้ รูปแบบงานจะมีการแสดงดนตรี พร้อมกับการปราศรัยของแกนนำ และในเวลา 19.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินเข้ามาที่เวทีด้วย

"แม้ว"โฟนอิน-ด่าทหารเป็นแค่ยาม

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กระทั่งใกล้เวลาเริ่มงาน มีประชาชนที่ซื้อบัตรเข้ามาจับจองโต๊ะอาหารบริเวณหน้าเวที เพื่อรอรับฟังการปราศรัยและการแสดงดนตรีอย่างแน่นขนัด คาดประมาณ 15,000 คน จากนั้นเวลา 19.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. เปิดการปราศรัย โดยกล่าวว่า ขอบคุณนายการุณ ที่เป็นผู้เสนอการใช้สถานที่และดูแลเรื่องอาหาร ขอย้ำไปยังคนเสื้อแดงทั่วประเทศว่า ทุกคนเหมือนครอบ ครัวเดียวกัน ดังนั้น การทะเลาะเบาะแว้ง การไม่ลงรอยกันจะทำให้ชัยชนะของเราอยู่ห่างออกไป และ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิป ไตยก็อยู่ห่างออกไปเช่นกัน จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนมีความสามัคคี สถานีวิทยุชุมชนในต่างจังหวัด ทั้งที่เกิดขึ้นมาใหม่ และที่มีอยู่เดิมต้องจับมือช่วยเหลือกัน เพื่อให้สัญลักษณ์ประชาธิปไตยของเรา กลับมาประเทศไทยเร็วที่สุด

ต่อมาเวลา 19.30 น. นายวีระ ขึ้นประกาศบนเวทีว่า ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในสาย และพร้อมจะพูดคุยกับประชาชน จากนั้นเปิดสายผ่านเครื่องขยายเสียง โดยพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า การยึดอำนาจเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือการทำร้ายประชาชนทางอ้อม ประชาชนที่เคยมีความหวังต้องอับจนหนทาง เพราะหลังจากยึดอำนาจก็ส่งทหารมาเป็นรัฐบาล ก็เหมือนเอายามมาเป็นผู้บริหาร เหมือนบริษัทถูกยึดเอายามมาบริหาร ซึ่งยามจะบริหารประเทศได้อย่างไร เข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยใช้ระบอบเผด็จการ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวาย ทำแล้วทำเล่าให้ประเทศเสียหาย วันนี้ยังอยู่เมืองนอก ปรับตัวได้ ยังมีช่องทางทำมาหากิน แต่ขอบอกว่าจะไม่ยอมตายที่เมืองนอกอย่างแน่นอน

พร้อมกลับไทย-ตายแผ่นดินอีสาน

"ผมเคยบอกว่าจะมายอมตายที่แผ่นดินอีสาน หมายความว่าพร้อมจะเข้ามาประเทศไทยทุกเวลา แม้จะต้องถูกฆ่าตายที่อีสานก็ยอม วันนี้เป็นวันวาเลน ไทน์ ขอขอบคุณพี่น้องที่รักประชาธิปไตยที่มาแสดงออกว่า มีความรักให้กับประชาธิปไตยอย่างแท้จริง วันนี้เป็นวันของการแสดงความรัก บางคนอาจแสดงความรักกับครอบครัว แต่วันนี้พวกท่านมาแสดงออกว่ารักประเทศและรักประชาธิปไตย วันนี้บ้านเมืองกำลังป่วน เพราะไม่ยึดหลักกติกา ใครอยากย้ายข้างย้ายขั้ว ก็ทำโดยไม่คำนึงกติกา จริงๆ แล้วผมไม่ได้ห่วงตัวเอง เพราะการเสียอำนาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ประชาชนจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่แข่งขันตามกติกา อยู่ๆ รอให้เขาปล้นอำนาจไปให้ จิตสำนึกในการบริหารประเทศเพื่อประชาชนก็ไม่มี บ้านเมืองจะเจริญได้ต้องมีการแข่งขันกันทำความดีให้กับประเทศ เมื่อไม่มีก็ขาดจิตสำนึก พยายามมาลิดรอนอำนาจประชาชน เอารัฐธรรมนูญมาใช้ก่อให้เกิดความเสียหาย" อดีตนายกฯ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า ตนเดินทางรอบโลก เห็นทั้งสิ่งที่ไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างหนึ่ง คือปัญหาวิกฤตทางการเงินในสหรัฐและยุโรปกำลังลุกลามเข้ามา จะส่งผลเสียให้ประเทศ ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ ทั้งที่ประเทศเรายึดการส่งออกเป็นหลัก 60 เปอร์เซ็นต์ หากส่งออกไม่ได้ก็กระทบกับประชาชน การท่องเที่ยวก็มีปัญหา เพราะคนไม่เชื่อถือต่อระบบ เอาคนยึดสนามบินมาเป็นรัฐมนตรีทำให้คนไม่เชื่อถือ ส่งผลให้การลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง เห็นว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศได้น้อย จะทำประชานิยมต้องเข้าใจว่าเพื่อจุดประสงค์อะไร ต้องเน้นที่โอกาส และความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อคะแนนเสียงเท่านั้น การที่เศรษฐกิจแย่จะส่งผลกระทบต่อปัญหาต่างๆ ไม่ว่าคนตกงาน เด็กจบมาไม่มีงานทำ เมื่อเศรษกิจแย่ ปัญหาสังคมก็ตามมา

อ้างทะลึ่งรับใช้ประชาชนมากไป

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ขอย้ำว่าประเทศจะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ขาดคนมีความคิดริเริ่ม ซึ่งประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุด ทำให้คนกล้าคิดกล้าทำ แต่วันนี้เราสร้างมูลค่าเพิ่มไม่ได้ เพราะคนไม่กล้าคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขอทำนายว่าต่อไปสหรัฐจะต้องยึดแนวทางการพัฒนาประเทศของประเทศโลกที่ 3 คือการลดภาษีเพื่อให้บริษัทต่างๆ เข้าไปใช้ฐานการผลิตในสหรัฐ เพราะวันนี้เขาขาดดุลการค้า เก่งเพียงเรื่องการเงิน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขอย้ำว่าต้องนำประชาธิปไตยกลับคืนมา ไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าสร้างสรรค์ ดังนั้น การจะแก้ปัญหาประเทศ ต้องนำระบอบประชาธิปไตยกลับมาให้ได้

"ผมขอบคุณอีกครั้งสำหรับคนที่รักประชาธิปไตย คนที่อยากเห็นคนที่ถูกรังแกกลับมารับใช้ชาติ ถ้าประชาชนเอาผมกลับก็พร้อมที่จะกลับ ถ้ายังคิดว่ายังเป็นประโยชน์ ผมก็พร้อมกลับมา แม้กลับมาแล้วจะถูกฆ่าตายก็ไม่เป็นไร พรรคประชาธิปัตย์พยายามเรียกร้องให้ผมกลับมาขึ้นศาล ต้องถามว่าผมได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่เบื้องต้นหรือไม่ เพราะตั้งแต่ตั้งคตส.ก็เอาปฏิปักษ์ทางการเมืองมาสอบสวน แล้วจะให้ทำอย่างไร ผมจบปริญญาเอกด้านความยุติธรรมทางคดีอาญา แต่เป็นคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมมากที่สุด เพราะทะลึ่งไปรับใช้ประชาชนจนพอใจมากไป นี่เป็นที่มาที่ถาโถมใส่ผม ต้องการขจัดผมออกไป" พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน

ลั่นยอมตายดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า "ผมเป็นคนพูดดีๆ รู้เรื่อง แต่ถ้ามากลั่นแกล้งผม ตายเป็นตาย ผมยอมตายดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ และผมไม่ยอมแพ้ อย่างเรื่องที่โดนก็เป็นเรื่องไม่จริงที่มากลั่นแกล้ง บอกว่าผมคอร์รัปชั่นต้องติดคุก 2 ปี ถามว่าคอร์รัปชั่นคืออะไร ยักยอกเงินหลวงไปเป็นของตัวเองหรือ ซื้อที่ดินก็จ่ายเงิน แล้วบอกว่าผู้ขายไม่ผิด ผู้ซื้อไม่ผิด ที่ดินก็ไม่ยึด แต่ผมผิด เพราะทะลึ่งเป็นผัวของคนซื้อ แต่คนอื่นที่เอาที่หลวงที่ป่าสงวน ที่บนเขา ไปยึดครองก็ปรากฏว่าเป็นคนดี แต่ผมแค่เซ็นยินยอมให้เมียซื้อที่ดิน ก็ติดคุก 2 ปี อย่างนี้ใครคิดก็รู้ ดังนั้น ผมจะไม่ยอมแพ้" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

อดีตนายกฯ โฟนอินต่อว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้มาขึ้นศาล ถ้าแน่จริงขอให้ทำตามกติกา และอีกไม่นานเมื่อถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็รู้กันดี วันนี้ไอ้พวกเสื้อเหลืองไปที่ไหน ตำรวจทหารคอยดูแล ต่างกับกลุ่มเสื้อแดงไปที่ไหนก็ถูกกระทำ อย่างนี้ชาวบ้านที่กินข้าวฟังแล้วก็เข้าใจและคิดเป็น สิ่งเหล่านี้เติมเชื้อในหัวใจของชาวบ้าน คนที่สั่งการก็รู้ตัว ถ้าปล่อยไปอย่างนี้จะมีปัญหามากกว่านี้เยอะ ตอนนี้มันสุดๆ ไปแล้วกระบวนการยุติธรรมของไทย ตนเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมที่รุนแรงที่สุด แต่จะแสวงหาความยุติธรรมร่วมกับพวกท่านต่อไป ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ตอนนี้ก็ใส่เสื้อแดงเดินเล่นอยู่

นปช.โววันที่24ก.พ.มาครึ่งแสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินจบ กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่ภายในงานระดมทุน โดยมีแกนนำนปช. อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง สลับกันขึ้นปราศรัย และร้องเพลง โดยแกนนำย้ำว่าขอให้สนุกกันเต็มที่ และเก็บแรงไว้ให้มาต่อสู้กันอย่างเข้มข้นในวันที่ 24 ก.พ. จะชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบ

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หลังจากเปิดขายหน้างาน รวมถึงใบสั่งจองผ่านที่ทำการสถานีดีทีวี ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยงทั้ง 1,000 โต๊ะ จนต้องจัดโต๊ะเสริม กรณีที่การระดมทุนครั้งก่อนมีคนมาน้อย เพราะเป็นการจัดงานที่เร่งด่วน เวลากระชั้นชิด ไม่มีแบบแผน อีกทั้งราคาแพงถึงโต๊ะละ 500,000 บาท ขณะที่ครั้งนี้ขายเพียงโต๊ะละ 10,000 บาท คนจึงเยอะกว่าเดิม ส่วนกรอบการชุมนุมใหญ่วันที่ 24 ก.พ. เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง 4 ข้อจากรัฐบาลนั้น จะเคลื่อนจากสนามหลวงเวลา 09.00 น. มั่นใจว่าจะมีผู้เข้าร่วม 50,000 คน ส่วนจะปักหลักยาวนานหรือไม่ ต้องหารือกับแกนนำเป็นช่วงๆ ไป ยืนยันว่ากลุ่มนปช.จะไม่ยึดทำเนียบ และสถานที่ราชการเหมือนกลุ่มพันธมิตรฯ เหตุที่ต้องเคลื่อนไหว เพราะรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง ทั้งที่การปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และการดำเนินคดีกับบุคคลที่ยึดสนามบิน รัฐบาลสามารถทำได้เลย แต่กลับไม่ทำ

เวทีพธม.อุดรฯคึก-เล็งบุกเชียงใหม่

สำหรับเวทีพันธมิตรฯ ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม อ.เมือง จ.อุดรธานี นั้น ตั้งแต่ช่วงเย็นมีการจัดเวทีคอนเสิร์ตการเมืองใหม่ โดยมีพันธมิตรฯจากหลายจังหวัด ทยอยเข้ามาบนเวที คาดประมาณ 15,000 คน ภายในงานมีการตั้งโรงทาน พร้อมจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารฟรีตลอดทั้งคืน และเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจผู้เข้างานอย่างเข้มงวด รวมถึงให้การ์ดพันธมิตรฯมาช่วยตรวจวัตถุระเบิดด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บรรยากาศบนเวทีมีการเล่นดนตรีสลับกับการปราศรัย โดยแกนนำพันธมิตรฯ 4 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง สลับกันพูดบนเวที พร้อมทั้งเชิญนายทหารนอกราชการในพื้นที่จ.อุดรธานี ขึ้นร่วมปราศรัยด้วย เนื้อหาส่วนใหญ่โจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายสนธิระบุว่า ครั้งหน้าจะไปจัดคอนเสิร์ตแบบนี้ที่จ.เชียงใหม่ เพราะเป็นถิ่นของพ.ต.ท.ทักษิณ อยากจะดูว่าคนเชียงใหม่ต้อนรับพันธมิตรฯหรือไม่

ก.ม.ปรองดอง"ตอกลิ่ม"รอยร้าวรอบใหม่"เหลือง"ยังอยู่"แดง"ยังสู้"น้ำเน่า

ที่มา เดลินิวส์

น่าจะเป็นท่าทีที่ชัดเจนที่สุด สำหรับพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร “ท่ามกลาง” ความสงสัยของทุกฝ่ายว่า เป็นความพยายามปรองดองหรือต้องการสร้างความขัดแย้ง “รอบใหม่” ให้เกิดขึ้นในสังคมกันแน่

หากดูในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ระบุว่า เพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ ให้นิรโทษกรรมบรรดาการกระทำผู้ถูกกระทำด้วยประการใด ๆ ที่เป็นความผิดหรือถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของบุคคล ซึ่งได้กระทำก่อนหรือหลังวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หรือบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากองค์กรที่เกิดจากการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในความผิดที่เกี่ยวกับ (1) การต่อต้านการบริหารราชการแผ่นดิน (2) การต่อต้านการยึดอำนาจการปกครองประเทศ (3) การปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (4) การปฏิบัติหน้าที่ ในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและการที่บุคคลหรือคณะบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (5) การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการเข้าระงับปราบปรามหรือสลายการชุมนุมของกลุ่มบุคคลตาม (1) และ (2) (6) การที่บุคคลหรือคณะบุคคลที่บริหารราชการแผ่นดินและตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30

ผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามวรรค 1 ให้รวมถึงการกระทำเพราะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้จ้างผู้วานและผู้ใช้ให้กระทำ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดทางกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น ให้ผู้นั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดทั้งในทางอาญา ทางแพ่งและทางปกครอง หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง หากผู้นั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง ให้คืนสิทธิทางการเมืองแก่ผู้นั้น

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ความผิดใด ๆ ที่เกี่ยวพันกับทางการเมือง จะได้รับการ “ยกเว้น” ทั้งหมด

ถือเป็นเรื่องที่ “ท้าทายกระบวนการยุติธรรม” และคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แต่การที่พรรคเพื่อไทยออกมาจุดพลุในเรื่องดังกล่าว เพื่อหวังให้สังคม “คล้อยตาม” ในลักษณะทำนองว่า แม้ “บุคลากรทางการเมือง” จะถูกจำกัดทางการเมืองอย่างไร แต่การต่อสู้ทางการเมืองจากผ่าน “คนสีแดง” และ “คนสีเหลือง” ก็ยังคงอยู่และดูท่าจะ “ร้อนแรง” มากขึ้นตามลำดับ หากจะทำให้ “ทุกอย่าง” สงบลง ก็ควรจะใช้แนวทาง “ลบล้าง” ความผิดของทุกฝ่าย พูดง่าย ๆ ก็คือเมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ประชาชนจะได้ความสงบกลับคืนมา

ต้องถามเพื่อให้ช่วยกันตอบดัง ๆ ว่า เมื่อทุกอย่างย้อนกลับไปอยู่ในช่วงก่อนการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศอยู่ในความสงบหรือไม่และมีอะไรเป็นหลักประกันว่าปัญหาจะหายไปไม่กลับมาอีก

การเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง จึงเป็นการ “เกาไม่ถูกที่คัน”

หากวิเคราะห์ “สถานการณ์การเมือง” ณ วันนี้ ก็จะพบว่า “สี” ที่ต่างฝ่ายต่าง “หยิบยก” มาใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงแนวทางต่อสู้นั้น “ยังอยู่” และกำลังจะลุกลามไปก้าวล่วงหลายต่อหลายสถาบันหลักของชาติเข้าแล้ว แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นับวันแนวโน้มของการ “ล่วงล้ำ” สถาบันหลักดูจะมากขึ้น ๆ

กรณีนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งหนีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เจ้าของแถลงการณ์ “สยามแดง” ก็เป็นผู้หนึ่งที่ขึ้นเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สนามหลวงเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา หรือกรณีนายสุชาติ นาคบางไทร หรือกรณี ดา ตอร์ปิโด หรือแม้แต่กรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำคนเสื้อแดง

“ท่าที ท่วงทำนอง” ของบุคคลเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำอะไรและกำลังคิดอะไรกันอยู่

กรณี “ประธานาธิบดี” ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี วิจารณ์ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่แกนนำคนเสื้อแดงนับถือนั้น บอกนัยการเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกที่จะ ใช้กระบวนการยุติธรรมที่ตัวเองวิจารณ์ว่าเป็นกระบวนการยุติความ เป็นธรรมฟ้องร้องนายสุเทพ เพราะเชื่อว่า ในไม่ช้าไม่นาน ความเชื่อของนายสุเทพ จะอธิบายทำไมเขาจึงเชื่อว่า มี “บางคน” อยากเป็นประธานาธิบดี

นั่นก็ “เสื้อแดง” ขณะที่ “เสื้อเหลือง” แม้วันนี้จะเงียบไป แต่ก็เป็นการเงียบในลักษณะ “ถอยเพื่อรุก” เพราะยังมีการเคลื่อนไหว “มวลชน” ในพื้นที่เพื่อ “สร้างการเมืองใหม่” อยู่ตลอดเวลา เพราะการต่อสู้เพียงแค่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “ขั้วการเมือง” นั้นไม่ใช่ “จุดมุ่งหมาย” สูงสุดที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองต้องการ

แต่อีกกลุ่มซึ่งเกิดขึ้นใหม่ คือ กลุ่ม “สีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นกลุ่ม ส.ส. และ “มวลชน” ในนามพรรคภูมิใจไทย กลุ่มมวลชนกลุ่มนี้ ความจริงก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นกลุ่มที่แยกตัวหรือแตกตัวออกมาจาก กลุ่ม “เสื้อแดง”

ในอดีตกลุ่มนี้แหละที่ถูกกล่าวหาจากกลุ่ม “แดงแท้” ว่าเป็นพวก “แดงเทียม”

แต่วันนี้อารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมเปลี่ยน เป็นธรรมดาของนักการเมืองผู้ได้ชื่อว่า มีจมูกทางการเมืองไวยิ่งกว่ามด อย่าง นายเนวิน ชิดชอบ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะไม่รับรู้ “ความรู้สึก” เช่นนี้เชียวหรือ

แม้กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน จะระบุว่า การแสดงออกด้วยสีน้ำเงิน นั้นเป็น “สี” ประจำพรรค แต่ในยามที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ มันน่าจะมี “นัย” มากกว่าที่จะเป็นสีประจำพรรค

เสื้อเหลืองกับเสื้อน้ำเงิน ดูไปดูมา ทำท่าจะกลายเป็นแนวร่วมกันและอยู่ตรงข้ามกับเสื้อแดง

บทบาทที่น่าจับตาสำคัญคือ บทบาทของกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งว่ากันว่า เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการ “คลี่คลาย” สถานการณ์ทางการเมืองจะทำอย่างไร ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังจะแตกเป็นฝ่าย อย่าลืมว่า กองทัพนั้นต้องคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง มีหน้าที่พิทักษ์รักษา “สถาบันหลัก” ของชาติ

สถานการณ์ “สีเสื้อ” และสถานการณ์การเมืองที่มุ่งจะทำทุกทางเพื่อ “ล้มกระดาน” ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงอยู่ในภาวะที่ “สุ่มเสี่ยง” เป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาซึ่งความ “แตกแยก” ระลอกใหม่ กติกาและกฎหมายกำลังถูกใช้และทำให้เป็นประเด็นในเรื่อง “ความไม่เป็นธรรม” รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้ประกาศตัวว่าจะนำ “ความสมานฉันท์” กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” เพราะกำลังถูกแต่ละฝ่ายเรียกร้องและรุกเร้าให้ทำในสิ่งที่เป็นความต้องการของตัวเอง

“สมานฉันท์” นั้นพูดง่าย แต่ทำนั้น “ยาก”

ที่สำคัญต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ “กติกา” ในการอยู่ร่วมกัน

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาสุโว กล่าวไว้ระหว่างการเสวนา เรื่อง “มหาวิทยาลัยกับจินตนาการใหม่เพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี” เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ตอนหนึ่งสะท้อนได้ดีว่า

“ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติการณ์ชาติ ซึ่งเป็นวิกฤติจากทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งมีความซับซ้อนและถือเป็นวิกฤติคลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”.

พท.นัดประชุม 16 ก.พ. ถกอภิปราย

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 14 ก.พ.ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 15 ก.พ. พรรคเพื่อไทยจะเปิดแถลงข่าวเปิดโปงการทุจริตเลือกตั้งที่ภาคใต้ที่มีประชาชนในพื้นที่ส่งข้อมูลมาให้ พร้อมเอกสาร หลักฐาน พร้อมกันนี้จะสรุปข้อร้องเรียนของประชาชน ที่ทางพรรคได้รวบรวมมาจากเว็บไซต์ของพรรค ตู้ ปณ.222 คอล เซ็นเตอร์ 0-2653-4000 รวมทั้งข้อมูลที่ประชาชนมาร้องเรียนกับพรรคโดยตรง อาทิ กรณีคนตกงาน ว่างงาน สินค้าราคาแพงสืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยาเสพติดระบาดหนัก การทุจริตต่างๆ รวมทั้งความแตกแยกในสังคม ซึ่งในบางเรื่อง ส.ส.ของพรรคจะนำไปตั้งกระทู้ถามรัฐบาลต่อไป สำหรับการประชุมพรรคเพื่อไทยประจำสัปดาห์ จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 16 ก.พ. เวลา 14.30 น. ประเด็นหลักที่จะพูดคุยกันคือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาตินั้น เรื่องนี้ยังไม่เคยคุยกันในที่ประชุมพรรค ในการประชุมพรรคอาจมีสมาชิกบางคนหยิบยกมาหารือ

ไชยาซัดพรรคไร้ผู้นำ-ไร้พลัง

ด้านนายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความอึดอัดของ ส.ส.น่าจะมาจากความไม่ชัดเจนในหลายๆเรื่องของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหาบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ รวมทั้งผู้นำพรรคที่จะเอาชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในอนาคต ในด้านยุทธศาสตร์แม้ว่าจะมีการสัมมนาพรรคที่เขาใหญ่ มาแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนอะไรต่อไป ส.ส.หลายคนมองเห็นปัญหาตรงนี้อยู่ แม้จะมีสมาชิกใน ครอบครัวชินวัตรมาคอยดูแลพรรค ดูเหมือนยึดโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯอยู่ก็ตาม แต่การขับเคลื่อนกลับไม่มีพลังเหมือนครั้งที่เป็นพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนทำ ศูนย์ ประสานงานพรรคทั่วประเทศ จะขับเคลื่อนเป็นองคาพยพพร้อมๆกัน แต่ตอนนี้ไม่มีความเคลื่อนไหว การดูแลภายในพรรควันนี้มันยังไม่พอ ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งได้ ต้องพยายามให้ ส.ส.ลงพื้นที่ขยายฐานเสียง ปลุกกระแสของพรรคกลับมาให้ได้รับความนิยมอีกครั้ง พรรคไม่ควรจะยึดเอาแต่เฉพาะคนเสื้อแดง ควรทำให้พรรคเป็นรูปแบบมหาชนจริงๆ ต้องสลัดให้หลุดภาพของคนเสื้อแดง

ขาดปัจจัยความอบอุ่นความสามัคคี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจัยการเงินของ ส.ส.เป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ที่ทำให้เกิดปัญหาในพรรค นายไชยาตอบว่า มันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว การดูแล ส.ส.ในเรื่องปัจจัย น้ำเลี้ยงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องมีอย่างอื่นด้วย เช่น การมีงบประมาณของพรรคให้ ส.ส.เข้าไปรณรงค์สร้างกระแสความนิยม และขยายฐานสมาชิกให้กับพรรค นอกจากนี้ พรรคต้องมีความอบอุ่น มีความสามัคคี เมื่อถามว่า ส.ส.ได้รับเงินลดลงจาก 1 แสนบาท เหลือเพียง 5 หมื่นบาท ใช่หรือไม่ นายไชยาตอบว่า ขอไม่พูดรายละเอียด แต่ขอย้ำว่าไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว อย่าไปคิดว่ากระแสยังดีอยู่แล้วนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะในภาคอีสาน มิฉะนั้นแล้วคนจะลืม กระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะหายไปจากความทรงจำ อย่าลืมว่าคนไทยมีนิสัยลืมง่าย

แฉ ส.ส.รับเงินเดือน 2 ฝั่งอู้ฟู้

ทางด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ส.ส.หลายคนบ่นน้อยใจที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนเงินให้ ส.ส.เป็นรายเดือนน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ว่าเรื่องนี้คุยในที่ประชุมพรรคคงไม่จบ ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคเกิดจากมีการพูดเกทับกันไปมาว่าเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้น้อย ถ้าไปอยู่พรรคภูมิใจไทยได้เยอะ และรัฐมนตรียังจัดงบประมาณลงไปในพื้นที่ให้อีก ทำให้ตอนนี้มี ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยประมาณ 20-30 คน กิน 2 ฝั่งรับเงิน 2 พรรค จะได้คนละประมาณ 2.5 แสนบาทต่อเดือน ทำให้รัฐมนตรีต้องไปหากิน เพื่อหาเงินดูแล ส.ส. ทำแบบนี้บ้านเมืองฉิบหาย เนื่องจากมีบางพรรคการเมืองใช้วิธีแบบนี้มาโดยตลอด เพื่อดึง ส.ส.เข้าพรรค ทั้งนี้เมื่อ ส.ส.ถูกแซะข้ามพรรค เพื่อแลกกับการโหวตยกมือ อยากให้ ส.ส.ต้องหนักแน่น ไม่ใช่ไปตามกระแส ส่วนวิธีแก้ไขนั้น ส.ส.คนไหนไม่อยากอยู่ก็ต้องออกไปเลย และในพรรคเพื่อไทยต้องพูดคุยกัน แม้ขณะนี้พรรคเราบริการ ส.ส.ไม่มีพรรคไหนดีไปกว่าพรรคเพื่อไทย แต่คนเราต้องรู้จักพอด้วย

พร้อมฟันทุจริตองค์การค้าฯ

อีกเรื่องวันเดียวกัน นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริงปัญหาการทุจริตคอรัปชันขององค์การค้าของคุรุสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหภาพแรงงานองค์การของคุรุสภา และพนักงานองค์การค้าประท้วงเรียกร้องพร้อมยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ให้มีการตรวจสอบการทุจริตในองค์การค้าว่า เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้กำหนดหัวข้อการตรวจสอบไว้แล้ว ยืนยันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ขององค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้เกิดจากการบริหารที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาหลายยุคสมัย และส่งผลภาพลบต่อองค์การค้าของคุรุสภามาเป็นเวลานาน ซึ่งต้องฟังข้อเรียกร้องจากทุกฝ่ายและคำชี้แจงก่อน และต้องมองภาพรวมขององค์กรทั้งหมด โดยเฉพาะเอกสารข้อเท็จจริงของประเด็นที่จะให้ตรวจสอบการทุจริตว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าไม่ยาก

ย้ำการเมืองแทรกแซงจนธุรกิจเซ

นายองค์กรกล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิรูปองค์การค้าที่มีหนี้ขาดทุนสะสมมีอยู่กว่า 2,000 กว่าล้านนั้น ทางบอร์ดบริหารได้มีนโยบายล้างหนี้ตั้งแต่เมื่อเข้ามารับตำแหน่งใหม่แล้ว โดยการบริหารที่ผ่านมาได้ทำหลายเรื่องทั้งการจ้างสถาบันวิจัยมาศึกษาเพื่อหาวิธีการฟื้นฟู จนขณะนี้มีกรรมการฟื้นฟูและมีกระบวนการแก้ปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจปัญหาที่แท้จริง นอกจากเป็นการบริหารที่มีบุคลากรจำนวนมากแล้ว ที่สำคัญคือมีการเมืองเข้าไปแทรกแซง โดยเฉพาะนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นคงต้องไปดูข้อมูลในเชิงลึก แต่ยืนยันว่าปัญหานี้ต้องเร่งแก้ไข เพราะต่อไปบทบาทขององค์การค้าจะทวีความสำคัญมากขึ้น ทั้งจากนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล จะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจมหาศาลที่ทางเอกชนเองให้ความสนใจ ซึ่งการปฏิรูปองค์การค้าและการยุติปัญหาจึงต้องทำอย่างเร่งด่วนไปพร้อมๆกับการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดอย่างชัดเจนและความเป็นธรรม

คนป่ามีปืน

ที่มา ไทยรัฐ

อาชีพที่น่าอิจฉาเมื่อเห็นรัฐมนตรีอู้ฟู่มีเงินเพียบ รวยจริงรวยทันตาเห็น 250 ล้าน ตัวเลขนี้กำลังจะบี้ประชาธิปัตย์อ่วม พ่วง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เพื่อไทยงัดออกมาดูท่ารัฐบาลป่วนแน่ๆ

ข่าว เขย่าขวดสุดสัปดาห์นี้เห็นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้แล้วดูเหมือนจะอู้ฟู่ ฟู่ฟ่ากันทั้งนั้น

แต่ละท่านล้วนมี เงินระดับ เสี่ย เลย ทีเดียว

บางคนนั้นพอจะเข้าใจ เพราะมีที่มาที่ไป มีธุรกิจชัดเจน มีมรดกตกทอด แต่อีกหลายคนไม่รู้ว่าเหตุไฉนจึงร่ำรวยกันถึงปานนั้น

อาชีพอื่นก็ไม่ปรากฏ มรดกก็ไม่น่าจะมี นอกจากการเป็น นักการเมือง เท่านั้น

น่าจะพูดได้ว่าอาชีพนี้รวยเร็ว รวยที่สุดในโลกก็ว่าได้...(ฮา)

จึงไม่ต้องแปลกใจที่นักการเมืองแต่ละคนต้องรักษาฐานะตำแหน่งเอาไว้ให้มั่นคง เอาลูก-เมีย ญาติสนิทเข้ามาเป็น นอมินีกันเพียบไปหมด

ไม่ยอมให้คนอื่นรับ มรดกตกทอดแย่งอาชีพไปได้

อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางความรํ่ารวยของ บรรดามีนักการเมืองทั้งหลาย พรรคเพื่อไทยที่ จะประเดิมหน้าที่พรรคฝ่ายค้านก็เลยเปิดฉากเรื่อง เงินทันที

250 ล้าน”...ท่านได้แต่ใดมา

แต่กว่าจะตัดสินใจยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐบาลก็ยึกๆยักๆจนสุดท้ายก็คิดว่าจะต้อง เอาแน่ 11 มี.ค. 52 แม้จะมีความเห็นไม่เอกฉันท์ ก็ตาม

ฝ่ายคัดค้านคิดว่าข้อมูลของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นเรื่องเก่าไม่น่าจะเล่นงานรัฐบาลได้ อีกทั้งรัฐบาลก็เพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่วัน

ข้อสำคัญคิดว่า เหลิมเล่นเองชงเอง หวังจะคั่วเก้าอี้ผู้นำพรรค และเป็นนายกฯมากกว่า

จนกระทั่ง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์เจ้าพ่อทีพีไอ ระบุว่าเคยจ่ายเงินให้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ 250 ล้านจริง แต่เป็นค่าโฆษณา ไม่คิดว่าเป็น ความผิดเนื่องจากอยู่ในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ไม่ระบุความผิดในการบริจาคเงิน

มิหนำซ้ำ สดศรี สัตยธรรม1 ใน 5 กกต. บอกว่าจะต้องมีการตรวจสอบว่าเงินบริจาคชอบ หรือไม่ และยังเปิดประเด็นด้วยว่าดีเอสไอกำลังสอบเรื่องนี้ด้วย

เล่นเอาหูผึ่งกันทีเดียว

ประชาธิปัตย์ตัวเล็กตัวใหญ่ก็เลยเต้นกันไปตามๆ แม้จะปฏิเสธว่าไม่มี ไม่รู้ แต่ยุคนั้น มีชื่อ บัญญัติ บรรทัดฐานเป็นหัวหน้าพรรค

จริงเท็จอย่างไรยังไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือสะเทือน ไปทั้งพรรค

เหนืออื่นใด เม็ดเงินก้อนใหญ่ๆนี้คนจ่ายมีตัวตนแล้ว แต่คนรับยังไม่เห็นตัวเห็นตน แต่ เส้นทางการเดินไปไหน อย่างไร อยู่ในมือใคร

คงไม่ใช่เรื่องตลกแน่

การเมืองดูท่าจะเข้มข้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมีความเคลื่อนไหวกันอีกแล้ว เสื้อเหลืองไปปักหลักที่อุดรฯ นัยว่าเพื่อดึงมวลชนให้คืนกลับมา

เสื้อแดงก็ไม่น้อยหน้าจะชุมนุมล้อมทำเนียบ กดดันรัฐบาลอีกครั้ง ยังไม่รู้ว่าจะเปิดเกมยาว หรือเกมสั้น แต่เมื่อรัฐบาลกำลังเป๋ๆอย่างนี้

จึงหวังจะน็อกกันเลยทีเดียว

ที่กำลังจ่อและจะเป็นประเด็นใหญ่ก็คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่พรรคเพื่อไทยจัดการร่างออกมาเรียบร้อยแล้ว

จะสางความผิดตั้งแต่เหตุการณ์ 19 ก.ย. 49 เป็นต้นมา

แต่ที่แน่ๆ 111 ไทยรักไทย และ 109 ชุดใหม่ ของพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ที่ถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ปลดปล่อยจาก คุกการเมือง

กฎหมายฉบับนี้พรรคเพื่อไทยคงมุ่งหวังเพื่อจะปลดล็อก และทำให้รัฐบาลสั่นสะเทือน เพราะแน่ใจว่าประชาธิปัตย์์คงไม่เอาด้วยแน่ หรือ พรรคร่วมที่ไม่ถูกยุบพรรคก็คงสบายๆมากกว่า

เรื่องอะไรที่จะเอาความได้เปรียบไปโยนให้คู่แข่งทำนองว่า คนป่ามีปืนแต่พรรคร่วมอื่นๆที่ลูกพี่ตัวจริงถูกเว้นวรรคก็ต้องขานรับแน่

เล่นผิดท่ารัฐบาลแตกแน่!!!

ลิขิต จงสกุล

ตรวจสอบเข้มหรือเกมแฝงประโยชน์

ที่มา ไทยรัฐ

เสียงปรบมือดังเกรียวกราว ลั่นห้องประชุมพรรคเพื่อไทย

ส่งเสียงเชียร์ให้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เป้าหมายหลัก คือ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ

แน่นอน การจุดพลุตั้งลำเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้

สร้างความคึกคักให้กับวงการเมืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพลพรรคฝ่ายค้าน

ยิ่งหัวหอกในการทำศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาประกาศว่า

มีข้อมูลทีเด็ด เจ๋งกว่าเรื่อง สปก.4-01 ที่จะนำมาโค่นรัฐบาล โดยกำหนดเองเสร็จสรรพวันที่ 11 มีนาคม ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

รวมทั้งจะยื่นเรื่องถอดถอนนายอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

โหมโรงให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาหนักหน่วง

แม้ในตอนแรก มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนออกมาปฏิเสธว่า เรื่องการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเพียงการเสนอของ ร.ต.อ.เฉลิม เท่านั้น ยังไม่ใช่มติพรรค

ทำให้ดูเหมือนว่า ฝ่ายค้านเกิดอาการแกว่ง

แต่ล่าสุด แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ได้ตั้งวงหารือเรื่องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

โดยได้ข้อสรุปว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 11 มีนาคมนี้ โดยจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เพื่อขอมติจากที่ประชุมอีกครั้ง

สรุปก็คือ ฝ่ายค้านจะต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องดำเนินการในสมัยประชุมสภาฯสมัยสามัญทั่วไป ที่มีห้วงเวลา 4 เดือน

ที่ผ่านๆมาฝ่ายค้านเกือบทุกยุคทุกสมัยมักจะใช้จังหวะเวลาในช่วงท้ายของสมัยประชุมสภาฯ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเล่นงานรัฐบาล

เนื่องจากต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลและปัญหาทุจริตคอรัปชันที่เกิดขึ้นจากการบริหารราชการแผ่นดิน

หลักฐานยิ่งแน่น ฝ่ายค้านยิ่งได้เปรียบ

แต่สำหรับรัฐบาลชุดนี้ ถือว่าไม่ได้เข้ามาตามปกติ เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังการเลือกตั้ง

แต่เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการพลิกขั้วการเมือง

อาการฝังแค้นของฝ่ายค้าน ที่โดนพลิกขั้วให้หลุดจากอำนาจ ก็มีส่วนสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วขึ้น

ที่สำคัญ ไม่ได้มีบทบัญญัติใดๆกำหนดกรอบว่าจะต้องให้เวลารัฐบาลบริหารประเทศไปก่อน 3 เดือน 6 เดือน ถึงจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

ทั้งนี้ โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 158 กำหนดแค่ว่า

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทน

ราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้วจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้

นอกจากนี้ การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะต้องยื่นเรื่องถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย

โดยในการลงมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ในขณะที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในหกของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

ทั้งนี้ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องดำเนินการในสมัยประชุมสามัญทั่วไป เพราะในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติจะเป็นการพิจารณาเฉพาะร่างกฎหมาย

ชัดเจน จากเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะเข้าชื่อกันตามจำนวนที่กำหนด เพื่อขอเปิดอภิปราย

ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้ตลอดห้วงเวลาในสมัยประชุมสามัญทั่วไป

เร็วหรือช้า ไม่มีข้อห้าม ถ้ามีเสียง ส.ส.ตามเกณฑ์ ยื่นเชือดได้เลย

เหนืออื่นใด ถ้ามีเหตุหรือมีข้อมูลหลักฐานว่ารัฐบาลบริหารราชการทำให้ประเทศชาติเสียหาย รัฐมนตรีประพฤติ

ผิดจริยธรรม มีการทุจริตคอรัปชัน

ฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ปล่อยให้ช้าไปวันเดียวก็ไม่ได้ เพราะอาจเกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ

ถ้าฝ่ายค้านไม่ดำเนินการ ก็เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐเห็นด้วยกับการที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย จะเดินเครื่องตรวจสอบรัฐบาล ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะคนที่เข้ามาใช้กลไกอำนาจรัฐและงบประมาณแผ่นดินในการบริหารประเทศ ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และต้องพร้อมที่จะให้ทุกฝ่ายตรวจสอบได้

ทั้งนี้ จากการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านในการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในครั้งนี้

ก็พอเดาทางกันได้ว่าต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นร้อนๆตามที่ตีปี๊บโหมโรงเอาไว้

ไล่ตั้งแต่ประเด็นที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ บริจาคเงิน 250 ล้านบาท ผ่านบริษัทโฆษณาให้กับพรรคประชาธิปัตย์

ประเด็นการแจกปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดพัทลุง

งานนี้ แม้นายวิฑูรย์ นามบุตร ได้แสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯไปแล้ว แต่

การตรวจสอบต้นตอยังไม่มีความชัดเจน

ประเด็นที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ พร้อมแจกนามบัตร

ประเด็นเรื่องกองทัพใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการสลายกำลังมวลชนคนเสื้อแดง

ประเด็นการเลือกปฏิบัติในการดำเนินคดีกับกลุ่มม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ

รวมไปถึงประเด็นเรื่องความเหมาะสมของบุคคลที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี

อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์

เข้าข่าย ตัวล่อเป้าที่ฝ่ายค้านพยายามตามจิกมาตลอด

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปม เป็นประเด็น ที่จะนำมาอภิปรายถล่มรัฐบาลได้ทั้งสิ้น

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ถูกอภิปรายจะสามารถชี้แจงได้เคลียร์

มากน้อยแค่ไหน

แน่นอน การที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นการต่อสู้กันในระบบรัฐสภา ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้านมีสิทธิตั้งข้อกล่าวหา รัฐบาลมีหน้าที่ต้องชี้แจง และสุดท้ายตัดสินกันด้วยเสียงข้างมากในสภาฯ

เป็นไปตามหลักสากลของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

ดีกว่าไปเล่นเกมตีรวนกันนอกสภา

อย่างไรก็ตาม จากพฤติกรรมการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีต หลาย

ยุคหลายสมัยที่ผ่านๆมา ก็มีร่องรอยให้เห็นเหมือนกันว่า

มีการนำเอาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

ทั้งในลักษณะที่มีคนในซีกฝ่ายค้าน พยายามออกมาตีปีบแพลมข้อมูลจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้

แล้วฉวยโอกาสแอบไปเจรจาต่อรองผลประโยชน์ต่างๆนานา สุดท้ายพอถึงตอนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจริงๆ

รายชื่อรัฐมนตรีคนดังกล่าวก็หลุดโผเชือดไปเฉยๆ

หรือบางครั้งมีชื่อติดโผเชือดจริง แต่ข้อมูลที่นำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจที่คุยนักคุยหนาว่าเป็นข้อมูลเด็ด

กลับกลายเป็นข้อมูลเก่าๆ ที่เคยลงตามหน้าหนังสือพิมพ์

ส่งผลให้การอภิปราย กร่อยไปถนัดตา

นอกจากนี้ คนในซีกพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ก็ยังเอาการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองเช่นกัน

มีทั้งประเภทฉวยโอกาสทุบตู้เอทีเอ็ม ขอค่ายกมือสนับสนุนจากรัฐมนตรี

และประเภทแทงข้างหลังเพื่อน ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้านถล่มรัฐมนตรีที่เป็นเป้าหมายหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วตัวเองจะได้เข้าเสียบแทน

เรื่องแบบนี้ ในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

มาถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ประกาศจองกฐินเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์

จะเป็นการพิสูจน์ว่า การเมืองไทยมีการพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น จะเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น เพื่อผลประโยชน์

ของประเทศชาติโดยรวม

หรือเป็นแค่เกมแฝงผลประโยชน์ของนักการเมือง

สังคมต้องช่วยกันจับตา.

ทีมการเมือง

เปิดเวบบล็อกใหม่"การ์ตูนมะนาว"เขย่าล้อการเมืองไทย

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกมะนาวตูน
15 กุมภาพันธ์ 2552

ไทยอีนิวส์ขอแจ้งข่าวดีแก่แฟนๆของ"การ์ตูนมะนาว" การ์ตูนนิสต์ประจำไทยอีนิวส์ท่านหนึ่งว่า ตอนนี้ได้มีการเปิดเวบบล็อกใหม่ชื่อ"การ์ตูนมะนาว"-http://manaotoon.blogspot.comขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ท่านสามารถติดตามอ่านการ์ตูนล้อการเมืองฝีมือของการ์ตูนมะนาวได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

การสร้างสรรค์การ์ตูนล้อการเมือง เป็นการเสียดสี เป็นการชี้ให้ประชาชนได้ขบคิดถึงประเด็นต่างๆ ทั้งทางการเมือง สังคม และอื่นๆ โดยใช้ภาพ ซึ่งทำให้เข้าใจง่าย นับเป็นศิลปะขั้นสูง สื่อถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสำหรับการสื่อสารเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งการเรียกหาความยุติธรรมในสังคม

ขณะที่ในต่างประเทศมีเวบบล็อกนำเสนอการ์ตูนล้อเลียนการเมืองบุกเบิกนำหน้าไปหลายก้าวพอสมควรแล้ว นี่จึงเป็นเวลาเริ่มต้นสำหรับเวบบล็อกของการ์ตูนล้อเลียนการเมืองในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามเพื่อลดความตึงเครียดจากเนื้อหาข่าวสารการเมืองอันหนักอึ้งของไทยอีนิวส์ และเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกขำขันผ่อนคลายบ้าง เราจะนำเสนอผลงานของการ์ตูนมะนาว รวมทั้งการ์ตูนนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตยท่านอื่นๆ ในหน้าแรกของไทยอีนิวส์สลับบ้างตามแต่สถานการณ์ และความเหมาะสม

(โปรดชมตัวอย่างบางตอนจากบล็อกการ์ตูนมะนาว และคลิ้กที่นี่เพื่อเข้าสู่เวบบล็อกการ์ตูนมะนาว)

การ์ตูน3ช่องชุดหนูเกรซ:ตอนพธม.บุกอุดร



การ์ตูนเงียบตอน:ขลังจริงๆ





ตอน:ดอกไม้วาเลนไทน์แด่รัฐบาล


เปิดเวบบล็อกใหม่"การ์ตูนมะนาว"เขย่าล้อการเมืองไทย

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกมะนาวตูน
15 กุมภาพันธ์ 2552

ไทยอีนิวส์ขอแจ้งข่าวดีแก่แฟนๆของ"การ์ตูนมะนาว" การ์ตูนนิสต์ประจำไทยอีนิวส์ท่านหนึ่งว่า ตอนนี้ได้มีการเปิดเวบบล็อกใหม่ชื่อ"การ์ตูนมะนาว"-http://manaotoon.blogspot.comขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ท่านสามารถติดตามอ่านการ์ตูนล้อการเมืองฝีมือของการ์ตูนมะนาวได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

การสร้างสรรค์การ์ตูนล้อการเมือง เป็นการเสียดสี เป็นการชี้ให้ประชาชนได้ขบคิดถึงประเด็นต่างๆ ทั้งทางการเมือง สังคม และอื่นๆ โดยใช้ภาพ ซึ่งทำให้เข้าใจง่าย นับเป็นศิลปะขั้นสูง สื่อถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสำหรับการสื่อสารเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งการเรียกหาความยุติธรรมในสังคม

ขณะที่ในต่างประเทศมีเวบบล็อกนำเสนอการ์ตูนล้อเลียนการเมืองบุกเบิกนำหน้าไปหลายก้าวพอสมควรแล้ว นี่จึงเป็นเวลาเริ่มต้นสำหรับเวบบล็อกของการ์ตูนล้อเลียนการเมืองในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามเพื่อลดความตึงเครียดจากเนื้อหาข่าวสารการเมืองอันหนักอึ้งของไทยอีนิวส์ และเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกขำขันผ่อนคลายบ้าง เราจะนำเสนอผลงานของการ์ตูนมะนาว รวมทั้งการ์ตูนนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตยท่านอื่นๆ ในหน้าแรกของไทยอีนิวส์สลับบ้างตามแต่สถานการณ์ และความเหมาะสม

(โปรดชมตัวอย่างบางตอนจากบล็อกการ์ตูนมะนาว และคลิ้กที่นี่เพื่อเข้าสู่เวบบล็อกการ์ตูนมะนาว)

การ์ตูน3ช่องชุดหนูเกรซ:ตอนพธม.บุกอุดร



การ์ตูนเงียบตอน:ขลังจริงๆ





ตอน:ดอกไม้วาเลนไทน์แด่รัฐบาล