WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 17, 2009

เด็กไม่ทัน! “นังจวน” มาเองออกจากโลง “จีบปากจีบคอ” เตือนอย่าประมาทเงิน 'ทักษิณ' เชื่อยังแทรกอยู่ทุกองค์กร “ปากดี” เงินของเขายังมีความหมายมาก (โถ..“อีเว

ที่มา thaifreenews

โดย : NEWS




นที่ 16 ก.พ. 2552 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า การโทรศัพท์เข้า-ออกจากต่างประเทศ เป็นสิทธิที่ทำได้ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่สิ่งที่ไม่ควรประมาทคือ เงินของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเชื่อว่าเงินยังมีความหมายและมีอิทธิพลมาก จนตนคิดว่าเงินในระบอบทักษิณ ซื้อคนเกือบทุกองค์กรได้ เพียงแต่ซื้อได้ไม่หมดทุกคนเท่านั้น ซึ่งอันตรายมาก เราต้องช่วยกันประคับประคองให้กำลังใจองค์กรที่เป็นหลักของบ้านเมืองให้ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ไม่สยบให้กับอิทธิพลการคุกคามหรือการข่มขู่

“ทั้งนี้การใช้ เงินยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีอิทธิพล การใช้เงินครอบงำเข้ามาในองค์กรต่าง ๆ ตลอดเวลา แม้ตัวบุคคลจะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย ตัวบุคคลอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ เพราะเงินไปได้ทุกแห่ง รัฐบาลจะวีซ่า ห้ามคนไม่ให้ไปที่ไหนได้ แต่ห้ามเงินใครไม่ได้ และเงินไปไม่เหมือนคน ไปได้หลายวิธี ฉะนั้นเรื่องเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ อย่าไปประเมินของเขาน้อยไป อย่าไปประมาท เงินของเขายังมีความหมายมาก”นายชวนกล่าว

นายชวน กล่าวถึงบทบัญญัติเรื่องยุบพรรค ควรมีในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ตรงนี้เหมือนดาบสองคม เพราะโอกาสที่คนไม่เจตนาก็มีโอกาสผิดพลาดได้ แต่ขณะเดียวกันคนที่โกงมาตลอด ก็สมควรได้รับโทษ ดังนั้นหากคณะที่จะมาปฏิรูปการเมืองคิดเรื่องนี้และนำประเด็นนี้มาหารือ เพื่อหาข้อยุติ แต่ตราบเท่าที่กฎหมายยังมีอยู่ จะต้องเคารพกฎหมาย ทั้งนี้ต้องดูว่าสาเหตุที่เกิดวิกฤติในบ้านเมือง ส่วนหนึ่งก็มาจากการเมืองที่ทุจริตซื้อเสียงการเลือกตั้ง คนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญก็พยายามสกัดตรงนี้ด้วยมาตรการกฎหมายที่รุนแรง แต่ปัญหาคือว่าขณะนี้เหตุเหล่านี้ก็ยังดำรงอยู่ ฉะนั้นจะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีอะไร ผู้ที่จะทำหน้าที่ปฏิรูปการเมือง ควรจะคิดประเด็นเหล่านี้ และตนขอว่าอย่าทำเหมือนครั้งที่แล้ว คืออย่ามองข้ามนักการเมืองที่มาจากการเลือก หรือมองในแง่ร้าย

“พวก ซื้อมาก็มีมาก มากจนมากกว่าพวกที่ไม่ซื้อแล้วหรือไม่ ต้องยอมรับว่ามันพัฒนาไปอย่างนั้นจริง ๆ ดังนั้นการแก้ปัญหานี้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่จะแก้โดยวิธีใช้มาตรการ 237 โดยไม่มีข้อแม้หรืออย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่คนที่ทำงานด้านนี้จะได้ดูกัน ผมเสียดายที่ครั้งที่แล้วเราเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าสอบถามพวกเรา ก็จะได้ข้อมูลที่ดี ผมคิดว่ามาตรการในการลงโทษผู้กระทำผิดกรณีนี้ควรจะมี แต่ควรจะมีแค่ไหน อย่างไร ควรต้องไปคุยกันอีกที ถ้าอ่อนไปจะแก้อะไรไม่ได้เลย ถ้าแข็งไป ก็จะมีปัญหา พลาดได้ง่าย”นายชวนกล่าว

รายงานข่าวในที่ประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัต ย์ แจ้งว่า ในที่ประชุมนายชวน หลีกภัย ประธานกรรมการที่ปรึกษา ได้ย้ำให้สมาชิกทุกคนใช้สื่อในการชี้แจงความจริง เพราะในอดีตถือว่าเป็นจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น กรณีการแจกส.ป.ก.ที่ทำให้รัฐบาลต้องล่ม เพราะประชาชนไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่การแจกส.ป.ก.เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการแจกส.ป.ก.ที่จ.ภูเก็ต ที่นายทศพร เทพบุตร ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ควรที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อบ้าง

นอกจากนั้น นายชวน ได้ขอให้รัฐมนตรีของพรรคให้ความร่วมมือกับการประชุมสภาและการประชุมส.ส.พรรค ทุกครั้ง เพื่อที่จะได้มาพูดคุยกับส.ส.ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยตรง เพราะส.ส.ทุกคนเป็นคนค้ำบัลลังก์ของรัฐมนตรีอยู่ หากรัฐมนตรีไม่เข้าร่วมการประชุมสภา ก็อาจทำให้องค์ประชุมไม่ครบได้

ทั้งนี้นายชวน ยังได้บอกกับที่ประชุมว่า ไม่ต้องกลัวเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะอดีตที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยใช้เงินตัวเองเลย แต่กลับให้รัฐมนตรีหาเงินแผ่นดินมาใช้แทน แต่ตอนนี้พ.ต.ท.ทักษิณถึงแม้จะใช้เงินของตัวเองที่มีเป็นหมื่นล้าน ก็ไม่ต้องกลัว และขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

'ณัฐวุฒิ' เปิด! เอกสารประทับตรา “ลับมาก” ของกองทัพภาคที่ 3 จับผิด ทบ.อ้าง “เบื้องสูง” ลับลวงพราง สลายแนวร่วม นปช. จับโกหก 'บิ๊กป้อม' ชี้แจงไม่ตรง เชื่

ที่มา thaifreenews

โดย : NEWS



วันที่ 16 ก.พ. 2552 เวลา 13.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น 2 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปกช.) ได้ร่วมแถลงพร้อมเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมอีกหนึ่งชุด แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 4 แผ่น เป็นรายงานผลการประชุม ส่วนที่ 2 จำนวน 5 แผ่น เป็นพื้นที่รับผิดชอบตามโครงการ เพื่อยืนยันว่ากองทัพบกร่วมมือรัฐบาลสกัดกั้นคนเสื้อแดงตามที่ออกมาแถลงก่อน หน้านี้นั้นเป็นเรื่องจริง

โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากเป็นไปตามที่กองทัพชี้แจง ว่าไม่มีโครงการที่มุ่งสลายคนเสื้อแดง แต่เป็นโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วันที่ 16 ก.พ.นี้จะเป็นวันแรกที่เริ่มดำเนินการ แต่จากเอกสารฉบับล่าสุด ซึ่งประทับตราลับมาก ของกองทัพภาคที่ 3 ที่ กห.0483/ฝยก.64 เรื่อง สรุปผลการประชุมประสานงานโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอ เพียง โดยรายละเอียดระบุแผนปฏิบัติการ ปรากฎข้อความที่ทำให้เชื่อไม่ได้ว่าภารกิจกู้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เช่น เอกสารหน้า 3 กำหนดพื้นที่ในระดับจังหวัดตามความรุนแรงของสถานการณ์ 3 ระดับ คือพื้นที่เพ่งเล็ง พื้นที่สนใจและพื้นที่ปกติ และให้หน่วยต่างๆ พิจารณาใช้วิทยุในพื้นที่รับผิดชอบในการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) สนับสนุนการปฏิบัติได้ และข้อ 1.2.7 ที่ให้หน่วยระดับจังหวัดที่วงค์ดุริยางค์นำไปใช้สนับสนุนการปฏิบัติการใน พื้นที่ที่มีความรุนแรง สับสนุนการปฏิบัติการขนาดใหญ่ เช่น การจัดคอนเสิร์ตรักชาติ เป็นต้น

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า บทบาทของกอ.รมน.อยู่ในฐานะผู้สนับสนุน แต่จากการชี้แจงของพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 12 ก.พ.บอกว่าใช้งบประมาณของ กอ.รมน. แต่จากที่ได้ตรวจสอบเอกสารงบประมาณ 2552 ไม่ปรากฎงบประมาณและแผนงานดังกล่าว จึงขอถามว่าใช้งบประมาณจากกอ.รมน.หรือกองทัพ หรือจากใคร หรือกองทัพได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามที่ได้พูดคุยกันเมื่อต้นเดือนม.ค. จริง ถ้าเป็นเช่นนั้นตนก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า กองทัพจับมือกับรัฐบาลทำโครงการ อ้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบังหน้าดำเนินการเคลื่อนไหวมวลชนฝ่ายตรงข้ามเพื่อ หวังผลการเมือง ซึ่งกองทัพต้องเป็นผู้ชี้แจงแทนรัฐบาล ทั้งนี้ตนรู้มาว่าเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ได้นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมและได้แสดงอาการไม่พอใจและกล่าวคาดโทษเชิง สาปแช่งผู้ใต้บังคับบัญชาที่เอาข้อมูลออกมา ซึ่งตนไม่มีเจตนามุ่งร้ายส่วนตัวกับใคร แต่เห็นว่าโครงการพฤติกรรมอำพรางเช่นนี้ไม่ยุติธรรมกับประชาชน

นาย จตุพร กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานกับประธานวิปฝ่ายค้านเพื่อยื่นกระทู้ถามสดต่อพล.อ.ประวิตร แต่ถ้าไม่สามารถตั้งกระทู้ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะจะใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมอยู่แล้ว เพราะเป็นโครงการผลาญงบประมาณ ซึ่งตนเห็นว่าตราบใดที่กองทัพไทยยังประกาศซื้อเครื่องบินกริพเพน 1 ฝูง ด้วยราคาที่แพงกว่าประเทศอื่น ย่อมไม่ใช่ความพอเพียงแต่เป็นการทำมาหากินแบบเกินตัว นอกจากนี้ตั้งข้อสังเกตุว่าทั้งบรรยากาศและการทำโครงการทำมาหากินโดยพุ่ง เป้าไปที่ฝ่ายตรงข้าม เป็นลักษณะความเคลื่อนไหวเหมือนช่วงก่อนเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 หากทหารจะแทรกแซงใยจะใช้หุ่นเชิดอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นากยรัฐมนตรีขอให้ทำรัฐประหารเสีย

นาย จตุพร กล่าวว่า สำหรับการชุมนุมใหญ่วันท่ 24 ก.พ. จะนัดรวมตัวที่สนามหลวงเวลา 09.00 น.จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.00 น. ซึ่งทราบว่าทางรัฐบาลได้ประสานขอรถบดจากกทม.เพื่อสกัดกั้นคนเสื้อแดงเนื่อง จากรถขนผู้ต้องขังมีน้ำหนักเบาประชาชนยก ได้ แต่ยืนยัน ไม่ว่าจะต้องเจอกำลังทหารตำรวจกี่หมื่นกี่แสน อาวุธเท่าไหร่ คนเสื้อแดงจะไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจะชุมนุมยืดเยื้อเพื่อทวงถามข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยเห็นว่าข้อเรียกร้องข้อ 1 ที่ให้ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ และ 2.ปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศและอดีตแกนนำพันธมิตรฯทุกคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาลเป็นสิ่งที่ รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ยาก โดยเฉพาะนายกษิต ซึ่งจากวันที่ 24 ก.พ.ก็จะเหลือเวลา 3 วันก่อนประชุมอาเซียนซัมมิท ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ นายอภิสิทธิ์ก็จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเคลื่อนขบวนไปขัดขวางการประชุม ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังใม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่คนเสื้อแดงต้องการขัดขวางการประชุม ส่วนสถานที่ซึ่งจะชุมนุมปิดล้อมนั้นอาจมีมากกว่ากระทรวงการต่างประเทศก็ได้

Monday, February 16, 2009

ตอกลิ่มใส่ฟืนโหมไฟ

ที่มา ไทยรัฐ

ไส้ศึกทางการเมือง

เห็นผลทันตาเลย กับความสำเร็จของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่เปิดเกมดันกฎหมายความปรองดองแห่งชาตินิรโทษกรรมนักเลือกตั้งที่ติดโทษแบนทางการเมืองหลังเหตุรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

อย่างน้อยก็ทำให้เกิดคำถามตอกลิ่ม

สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ต้องตอบด้วยน้ำเสียงไม่เต็มปากเต็มคำ กับกรณีที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แบะท่าหนุนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ของพรรคเพื่อไทย แบบสุดตัว

ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้มีประโยชน์ เพราะขณะนี้บุคลากรการเมืองเหลือน้อย การนิรโทษกรรมจะเป็นประโยชน์มาก หากเห็นว่าเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่พรรคก็พร้อมสนับสนุน และทุกฝ่ายก็ควรจะเข้ามาช่วยกันเพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

โดยรูปการณ์ที่ระแวงกันได้ว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นไส้ศึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หวังเข้ามาผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่สภา

ประชาธิปัตย์ต้องวัดใจพรรคร่วมรัฐบาล

ที่แน่ๆไม่ใช่แค่นายชวรัตน์ แต่มันสำคัญอยู่ที่คนบ้านเลขที่ 111 ที่ยืนทะมึนอยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย ไล่ชื่อดูทั้ง เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-อนุทิน ชาญวีรกูล-สรอรรถ กลิ่นประทุม-สุชาติ ตันเจริญ

ตัวจริงส่งสัญญาณขอกลับมาลงสนาม

และก็ไม่ใช่แค่คิวของค่ายภูมิใจไทย โดยท่าทีไม่ขัดข้องของ เสี่ยตือนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย สายตรงของ บิ๊กเติ้งนายบรรหาร ศิลปอาชา นายใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ชักธงเชียร์

พร้อมแห่ด้วย

ไม่ต้องพูดถึงพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่บอสใหญ่อย่างนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แสดงจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หนุนให้ปลดล็อกบุคลากรทางการเมือง

ผู้มีบารมีนอกรัฐบาลขยับพรึ่บพรั่บแน่

เกมดันกฎหมายนิรโทษกรรมมีลุ้นได้เสีย

และก็เป็นอะไรที่เลือกจังหวะ ปล่อยของได้อย่างเหนือชั้น พรรคเพื่อไทยเปิดเกมดัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองฯ ในห้วงที่เงื่อนไขการเมืองกำลังบีบรัด

โยนฟืนเร่งไฟโหมใส่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ก่อชนวนให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ป่วนกับการรับศึก หลายทาง

ด้านหนึ่งก็คนกันเอง ม็อบพันธมิตรฯ ขยับยืดเส้นยืดสาย เกณฑ์สาวกจากภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ยกพลบุกจังหวัดอุดรธานี เมืองหลวงของม็อบเสื้อแดงสายอีสาน ลุยดงบาทา โชว์ศักดาให้เห็นกันจะจะเลยว่า

ม็อบเสื้อเหลืองไม่เคยหลบให้ใคร

อีกนัยหนึ่งก็ส่งซิกเตือนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นิ่มๆ อย่าคิดขัดใจม็อบพันธมิตรฯ

ปั้นได้ก็ทุบได้

โดยเฉพาะพักหลังๆชักจะโดนเบี้ยวบ่อย ชื่อของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ถูกแตะเบรกจากนายกฯอภิสิทธิ์สั่งให้ชักออกจากบัญชีแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี กุนซือรัฐบาล

เพราะแหยงเสียงโห่ฮา

ในขณะที่เงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนเครือข่ายธุรกิจของขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ก็ยังไม่ได้รับการดูแลอุ้มสมจากรัฐบาลสมกับที่ลงทุนลงแรงช่วยให้พลิกขั้ว

แถมยังโดนทุบหม้อข้าว แนวร่วมหลักของม็อบพันธมิตรฯ อย่างสหภาพการบินไทยก็ ของขึ้นกับการถูกงดโบนัส เบรกขึ้นเงินเดือน จากผลสะเทือนม็อบยึดสนามบินขาดทุนบักโกรก

สั่งไม่ได้ดังใจ ม็อบพันธมิตรฯชักจะหงุดหงิดกับรัฐบาล เด็กดี

แต่ที่หมั่นไส้มาตลอด และตั้งท่าจะล้มกันให้ได้ภายในเร็ววัน

ล่าสุดม็อบ นปช.ประกาศดีเดย์เคลื่อนพลใหญ่บุกทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ทวงคำตอบ 4 ข้อที่ยื่นเงื่อนไขให้นายกฯอภิสิทธิ์ดำเนินการ

ส่งสัญญาณรบยืดเยื้อ

โดยกระบวนท่าโหมโรง ม็อบเสื้อแดงตั้งธงหักดิบรัฐบาลให้ได้

ยังไงก็ไม่ปล่อยให้ อภิสิทธิ์ผ่านจุดหักเห ลุ้นลากยาว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

หากทักษิณยังอยู่ ดอน สอนระเบียบ ก็คงไม่ต้องไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระราชินิเป็นแน่

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



จากข่าวที่ คุณดอน สอนระเบียบ อดีตดาราและนักร้องชื่อดังได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ รับไว้เป็นคนไข้พิเศษ ของพระองค์ท่าน ตามข่าวนี้

[url]http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190883&NewsType=1&Template=1[/url]

ได้ยินข่าวนี้ ผมรู้สึกนึกรันทดในใจอย่างยิ่ง เพราะหากท่านายกฯทักษิณยังอยู่ โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคยังคงอยู่ สังคมไทยคงช่วยคนเจ็บป่วยอนาถาได้มากกว่านี้ เพราะช่วงที่ทักษิณอยู่นั้น ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการรักษา และเข้าถึงบริการรักษาโรคไม่ว่าโรคหัวใจหรือป่วยหนักแค่ไหนก็ตาม ต่างก็สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ต้องไปรบกวนระคายเคืองเบื้องพระยุคคลบาท อย่างคุณดอน สอนระเบียบนี้


เพราะแม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระเมตตาสูงเพียงใดก็ตาม แต่ก็คงช่วยคนเจ็บป่วยเช่นนี้ได้จำนวนน้อยนิดของสังคม อย่างมากก็ไม่เกินสิบยี่สิบคนหรือร้อยคน แต่สังคมเรามีคนป่วยเช่นคุณดอนนี้จำนวนพันคนหรือมากกว่า พวกเขาจะทำอย่างไร หากความเดือดร้อนจากการเจ็บป่วยของเขา ไม่ได้ยินไปถึงพระกรรณของสมเด็จฯท่าน เพราะอาจอยู่ไกล จนพระองค์ท่านไม่ได้รับรู้ ซึ่งคาดว่ามีอีกเป็นจำนวนมาก

นึกแล้วก็เสียดายโครงการดีๆ ของท่านนายกฯทักษิณ เช่น ระบบประกันสุขภาพ ซึ่งท่านนายกฯทักษิณนำมาเรียกว่า โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคนั่นแหละครับ ซึ่งที่จริงชื่อที่ใช้ในวงการสาธารณสุขที่เขาเรียกกันคือ ระบบ Comprehensive Health System ซึ่งระบบนี้ถือว่า ประชาชนทุกคนที่เจ็บป่วยต้องได้รับการรักษา และ "เข้าถึง" บริการอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะยากจน ไม่มีเงิน ไร้ชื่อเสียงเช่นใดก็ตาม ก็เหมือนๆ กับที่เราได้รับรู้ในยุคที่ท่านนายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี คนแก่จำนวนมากที่เป็นโรคหัวใจก็ได้รับการผ่าตัด แม้จะมีค่ารักษาเป็นแสน แต่ก็เสียเพียงสามสิบบาทเท่านั้น และคนแก่เหล่านี้ แม้จะอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล ก็ตาม ระบบก็ไม่ได้กีดกันคนเหล่านี้ออกไป

ในประเทศอังกฤษที่ไม่มี "บัตรประชาชน" โรงพยาบาลจะรับคนไข้ทุกคนไม่ว่าจะมีสัญชาติใดๆ เขาก็ไม่ถามด้วยซ้ำ เพราะวถือว่า แพทย์ไม่มีสิทธิปฎิเสธการรักษาผู้ป่วยทุกกรณี เคยมีรัฐมนตรีมหาดไทยอังกฤษที่ต้องการให้มีการทำบัตรประชาชน ก็ได้รับการต่อต้าน เพราะในบัตรหากระบุสัญชาติ แพทย์เขาก็ไม่มีสิทธิปฎิเสธการรักษา ท้ายสุดก็ต้องล้มเลิกไป

กรณีคุณดอน สอนระเบียบ ถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับโชคดี เทียบได้กับการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งทีเดียว แต่เราเคยมีระบบที่ไม่ต้องการ "คนที่ถูกหวย" เช่นนี้ แต่คนอีกนับพันนับหมื่น ที่ไม่โชคดีเหมือนคุณดอน ก็ต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป เราเคยมีระบบที่ประกันว่า ประชาชนทุกคนที่เจ็บป่วยต้องได้รับการรักษาและเข้าถึงบริการทุกคน

ที่จริงระบบที่ท่านนายกฯทักษิณ สร้างเอาไว้นั้นดีเยี่ยมแล้ว

เฮ้อ สังคมไทยเสียดายสิ่งดีๆ
ปีหนึ่งๆ เราจะมีคนโชคดีเช่นคุณดอน สักกี่คน

ในยุคทักษิณ นิยายน้ำเน่าที่เราเคยได้ยินในสมัยก่อน เช่น ลูกสาวขายตัวเอาเงินไปรักษาแม่ที่เป็นโรคหัวใจ หายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นอีกแล้ว แค่ไปที่โรงพยายาบาลก็ได้รับการรักษา ภายใต้ระบบประกันสุขภาพที่รัฐบาลได้สร้างเอาไว้แล้ว

สังคมไทยของเรา คงต้องต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งดีๆ กลับคืนมาครับ

ผมขอแสดงความยินดี กับคุณดอน สอนระเบียบด้วยนะครับ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นเช่นนี้ครับ ครอบครัวของคุณดอน ควรซาบซึ้งในพระคุณเช่นนี้ตลอดไป



ก็ไม่ต่างจากชาวรากหญ้าทั้งหลายที่เคยได้รับอานิสงค์จากโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคของท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ซาบซึ้งในความกล้าคิดกล้าทำของท่านนายกฯทักษิณ และแม้ท่านจะต้องอยู่ห่างจากประเทศไทย เพราะปัญหาทางการเมือง และความอยุติธรรมในสังคมไทย แต่คนไทยจำนวนหลายแสนหลายลานคนที่ได้รับอานิสงค์นี้ คงไม่อาจลืมท่านอดีตนายกฯทักษิณได้ครับ

Sunday, February 15, 2009

กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมยืดเยื้อหน้าทำเนียบทวงสัญญารัฐบาล 24 ก.พ.นี้

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 14 ก.พ.-บรรยากาศงานระดมทุนกลุ่มเสื้อแดง แกนนำมาพร้อมเพรียง ทวง 4 ข้อเรียกร้องจากรัฐบาล ขณะที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะโฟนอินด้วย นัดชุมนุมอีกรอบที่สนามหลวง 24 ก.พ.นี้ พร้อมเคลื่อนไปทำเนียบฯ-กระทรวงต่างประเทศ ยันไม่ยึดทำเนียบฯ แต่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง บริเวณใกล้กับวัดเวฬุวนาราม หรือวัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ว่า การชุมนุมวันนี้ ตั้งชื่อว่า “วันแห่งความรักประชาธิปไตย” มีการจัดโต๊ะจีนเพื่อระดมทุน จำนวน 1,000 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 10,000 บาท คาดว่าจะมีผู้มาร่วมงานประมาณ 15,000-20,000 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ชุมนุมที่ไม่มีตัวช่วย อาจต้องมีการระดมทุนต่อเนื่องอีกหลายครั้ง

“สำหรับเป้าหมายของงาน คือ การนัดหมายทวงสัญญาข้อเรียกร้อง 4 ข้อที่กลุ่มเสื้อแดงได้เรียกร้องต่อรัฐบาล คือ 1.การดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกรณีปิดสนามบิน 2.ให้ปรับนายกษิต ภิรมย์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 3.ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเอาร่างของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เป็นหลัก และ 4.หลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ขอให้ยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้กลุ่มเสื้แดงทราบดีว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศที่จะไม่ยอมรับข้อเรียกร้อง ทั้ง 4 ข้อ แต่เห็นว่าข้อเรียกร้องที่ 1 และ 2 เป็นข้อเรียกร้องที่น่าจะทำได้” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่าการนัดชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อทวงสัญญา คาดว่าน่าจะเป็นน่าจะเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะชุมนุมที่ท้องสนามหลวง แล้วเคลื่อนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ผู้ชุมนุมจะไม่เข้าไปยึดทำเนียบฯ แต่จะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ นอกจากนี้จะไปชุมนุมที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ล่าสุดจากการโทรศัพท์ปรึกษากับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีการโฟนอินเข้ามาในเวลา 19.30 น. โดยสาระสำคัญจะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับวันวาเลนไทน์ คือ เรื่องความรักประชาธิปไตย และเรื่องต่าง ๆ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องการพูด

ด้านบรรยากาศการชุมนุมของ นปช. ในช่วงเย็นวันนี้ (14 ก.พ.) มีการแสดงดนตรีบนเวที และได้มีร้านค้ามาวางจำหน่ายสินค้าจำนวนมาก อาทิ เสื้อผ้าสีแดง หัวใจตบ รวมทั้งจำหน่ายอาหารด้วย โดยกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 16.00 น. ขณะที่แกนนำต่างทยอยเดินทางมาร่วมงาน อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-14 18:39:19

เพื่อไทยยันในพรรคไม่ขัดแย้งเรื่องซักฟอกรัฐบาล

ที่มา MCOT News

พรรคเพื่อไทย 14 ก.พ.- “กมล บันไดเพชร” ยืนยันเพื่อไทยไม่ขัดแย้งกรณีญัตติซักฟอกรัฐบาล ระบุแกนนำพรรคเพื่อไทยเห็นพ้องยื่นในสมัยประชุมทั่วไปนี้แน่ คุยมีข้อมูลจำนวนมากส่อบริหารทุจริต-จริยธรรมมีปัญหา

นายกมล บันไดเพชร กรรมการบริหารพรรค และนายทะเบียนพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยยืนยันว่า ภายในพรรคไม่มีความขัดแย้งกันตามที่เป็นข่าว จากการประมวลและสอบถามกันแล้ว เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น เพราะในการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการที่จะให้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมทั่วไปนี้ หากพ้นจากนี้ไปจะเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติ จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ ซึ่งจากการพูดคุยแกนนำพรรค ทุกคนมีความเห็นตรงกันในหลักการดังกล่าวว่าจะต้องยื่นญัตติในสมัยประชุมนี้อย่างแน่นอน

“การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมนี้ เราไม่หวังผลล้มรัฐบาล แต่เป็นการเตือนรัฐบาลชุดนี้ว่าจะทำอะไรหรือบริหารราชการแผ่นดิน ต้องระมัดระวังให้มาก ยิ่งภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะงบกลางปีที่รัฐบาลได้เสนอเข้าสู่สภาฯ มีหลายเรื่องที่ส่อการทุจริต ถ้าขาดการควบคุมก็จะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ เพราะยังไม่ทันจะเข้ามาบริหารก็มีปัญหากรณีการแจกปลากระป๋องที่ส่อการทุจริต จึงมั่นใจในข้อมูลทั้งในส่วนของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ระดับหนึ่ง และเชื่อว่าบางเรื่องเมื่อเปิดออกมา คนทั้งประเทศจะฮือฮาพอสมควร” นายกมล กล่าว

นายกมล ยอมรับว่ามีข้อมูลไหลเข้ามาที่พรรคเป็นจำนวนมาก ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหลายเรื่องที่เกิดขึ้น บางเรื่องส่อในการบริหารราชการแผ่นดินที่มีปัญหา บางเรื่องส่อในส่วนจริยธรรม และสมัยประชุมจะปิดในเดือนพฤษภาคม จึงเห็นว่ายังมีเวลาในการเตรียมการรวบรวมข้อมูลให้แน่น และยังไม่กำหนดเวลาว่าจะยื่นญัตติเมื่อใด จึงไม่ควรเร่งรีบ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-14 16:36:13

"แม้ว"ไม่หวั่นถูกฆ่ายันกลับไทยแน่ไม่ตายเมืองนอก ซัดรบ.ปล้นอำนาจ สอนแก้ปัญหาศก.ข้องใจติดคุก2ปี

ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ" โฟนอิน ขอตายคาอีสานไม่ยอมตายเมืองนอกแน่ ยันไม่ห่วงตัวเองไม่ห่วงอำนาจห่วงปชช. ซัดปล้นอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ เอา"ทหาร-ศาล"มาใช้ สอนมวยวิธีแก้เศรษฐกิจส่งเสริมส่งออกท่องเที่ยว อักรบ.ไม่เข้าใจประชานิยมใช้เพื่ออะไร ชี้ปีหน้าเศรษกิจแย่ ยันกลับแน่ถ้าพร้อมแม้จะถูกฆ่าข้องใจติดคุก2ปี

"แม้ว"โฟนอินอ้อนขอตายคาอีสาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19 .30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในงานเลี้ยงโต๊ะจีนระดมทุนของกลุ่มคนเสื้อแดงหน้าวัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โฟนอินเข้ามาว่า ไม่ยอมตายเมืองนอกแน่นอน เพราะเป็นห่วงพี่น้องคนไทย ที่บอกว่ายอมจะไปตายแผ่นดินอีสานหมายความว่า พร้อมจะเข้าประเทศไทยทุกเวลาถึงแม้ว่าเข้าไปแล้วจะถูกฆ่าตายคาแผ่นดินอีสานก็ยอม วันนี้เป็นวันสัญลักษณ์แสดงความรัก บางคนก็แสดงความรักต่อครอบครัว กับลูกกับแม่ แต่วันนี้ทุกคนมาแสดงความรักกับระบอบประชาธิปไตย เป็นน้ำหล่อเลี้ยงประเทศไทยซึ่งกำลังป่วยกำลังกัดกร่อนเพราะไม่ยึดตามกติกา เพียงแต่อยากจะย้ายข้างย้ายขั้วโดยไม่สนใจกติกา


ซัดปล้นอำนาจให้รัฐบาลปชป.

" ผมไม่ห่วงตัวเอง ไม่ห่วงเรื่องอำนาจ เพราะเป็นเรื่องเล็ก แต่ปัญหาคือต่อไปนี้ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร ถ้าคิดว่าไม่ต้องมีการแข่งขัน ถึงเวลาก็มีคนมาช่วยปล้นอำนาจให้แล้วก็เข้ามานั่งบริหารประเทศ จิตสำนึกอย่างนี้มันไม่ทางเข้ากับระบบแข่งขันที่ตรงไปตรงมา การแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยคือการแข่งขันทำความดีให้กับประชาชน และประชาชนศรัทธาจึงเลือกเข้ามาทำงาน วันนี้ ระบบนี้มันถูกลิดรอนไปแล้ว โดยการเอาทหารมาใช้ เอาศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ ซึ่งอันนี้เสียหาย " พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


สอนมวยวิธีแก้เศรษฐกิจ


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อไปว่า ได้เดินทางรอบโลก และเห็นสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นผลดีต่อประเทศไทยหลายเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือวิกฤตการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และตอนนี้เริ่มลุกลามไปหลายที่จนบริษัทใหญ่ต้องล้มเพราะสภาพคล่องธนาคารไม่มีเงินให้กู้ และจะลามมาถึงไทยตรงไหน เพราะไทยเป็นประเทศที่ยึดการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ของจีดีพี (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) กว่า 60% ของจีดีพีไทยเกิดจากการส่งออก ส่งออกหมายความว่าต้องส่งออกไปขายประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ปรากฏว่าวันนี้กำลังซื้อหมด เมื่อกำลังซื้อหมด หรือลดลงไปมาก กระทบส่งออกแน่ กระทบต่อจีดีพีประเทศแน่นอน อีกส่วนที่อาศัยเป็นรายได้คือการท่องเที่ยวก็มีปัญหาอีก เพราะความไม่น่าเชื่อถือของระบบ เอาคนยึดสนามบินมาเป็นรัฐมนตรี คนก็ไม่เชื่อถือ สิ่งที่เป็นห่วงมากคือว่า พอความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้น การลงทุนลดน้อยลง ส่งออกลดลง ท่องเที่ยวลดลง พี่น้องจะอยู่กันอย่างไร แล้วเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลยังทำได้น้อย และยังไม่เข้าใจประเด็น นึกว่าการทำประชานิยมเพียงพอ ต้องเข้าใจประชานิยมเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อคะแนนเสียง แต่เพื่อความเป็นอยู่ของพี่น้อง


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจของไทยจะอ่อนแอแน่นอนในปี 2552 การเติบโตน่าจะแย่มาก คือไม่โต หมายถึงคนที่ทำงานปัจจุบันตกงาน เด็กที่เรียนหนังสือจบใหม่หางานทำไม่ได้ พ่อแม่กำลังซื้อตก เงินทองไม่มี ลูกจะเรียนหนังสืออย่างไร ปัญหาสังคมตามมาแน่นอน วันนี้การเมืองยิ่งอ่อนแอแบบนี้ การเมืองที่ไม่ยึดกติกา 2 มาตรฐานแบบนี้ เรื่องที่ไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่มีทางเลยที่ประเทศชาติจะฟื้นได้ พี่น้องที่เรียกหาประชาธิปไตยที่แท้จริง เรียกหาระบบความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม น่ายกย่อง เพราะบางคนก็อาจจะบอกว่าไม่ใช่เรื่อง แต่จริงๆ แล้วประเทศจะอยู่ได้ด้วยน้ำหล่อเลี้ยงที่ดีคือระบอบประชาธิปไตย


ชี้ชาติพังถ้าไม่เป็นปชต.


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤตเศรษฐกิจจริงๆ แล้วมีต้นเหตุเกิดจากขาดกระบวนคิดในเรื่องของการผลิต ถ้าผลิตแล้วขายไม่ได้ราคา ไม่ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และวันนี้สหรัฐขาดดุลการค้าจมจึงไม่มีกำลังซื้อ ถึงแม้งบฯกลางปีจะผ่านสภาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะวันนี้การแก้ปัญหาอยู่ที่ไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลิตในอนาคตข้างหน้า ถ้าประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นยาก เพราะประชาธิปไตยทำให้คนคิดอย่างไม่มีข้อจำกัด ถ้ากล้าคิดกล้าแสดงออกอย่างไม่มีข้อจำกัด วันนี้จึงต้องกลับมาที่ประชาธิปไตย ถึงบอกว่าประชาธิปไตยเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ถ้าใครบอกว่าประชาธิปไตยไม่สำคัญ คิดว่าจบ

"ถ้าเมื่อไหร่ประชาชนพร้อมที่จะเอาผมกลับ ผมก็พร้อมจะกลับ เมื่อไหร่ที่ชาติคิดว่าผมเป็นประโยชน์จะให้ผมกลับ ผมก็กลับ แต่กลับมาแล้วจะตายจะถูกฆ่าตายก็ไม่เป็นไร แต่ต้องมีความเป็นธรรม วันนี้สิ่งที่เขาเรียกร้องให้กลับมาขึ้นศาล ต้องถามก่อนว่า ผมได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ นอกจากกระบวนการสอบสวนโดย คตส. ตั้งขึ้นโดยปรปักษ์ คือคณะปฏิวัติ แล้วตั้งคนที่เป็นปฏิปักษ์กับผมทั้งนั้น ผมจบปริญญาเอกทางกระบวนการยุติธรรมอาญา แต่เป็นผู้ที่ได้รับความไม่ยุติธรรมมากที่สุด เพราะดันทะลึ่งไปทำงานรับใช้ประชาชนจนเป็นที่พอใจของประชาชน นั่นคือที่มาของความอยุติธรรมที่โถมใส่ผม เพราะต้องการขจัดผมให้พ้นจากการเมืองไทย"


ข้องใจติดคุก2ปี-ลั่นไม่ยอมแพ้


"พวกที่กล่าวหาผมคอร์รัปชั่นจำคุก 2 ปี คอร์รัปชั่นแปลว่าอะไร ยักยอกเอาเงินส่วนตัวเป็นของตัวเอง ผมซื้อที่จ่ายตังค์ ศาลพิพากษาว่าผู้ขายก็ไม่ผิด ผู้ซื้อก็ไม่ผิด ที่ดินพิพาทก็คืนให้ผู้ซื้อ แต่ผู้ขายดันทะลึ่งเป็นผัวคนซื้อ เซ็นใบยินยอมให้ ก็เลยต้องติดคุก 2 ปี อย่างนี้หรือแปลว่าคอร์รัปชั่น ให้ใครเอาส่วนไหนคิดก็คงจะพอรู้ แต่ถือเป็นชะตากรรมที่ต้องรับก็ต้องรับ แต่ขอให้รู้ว่ารับอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ต้องเคารพกติกา ไม่ใช่ใช้กรรมการมาเข้าข้างตัวเอง อีกไม่กี่วันมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คงจะรู้กันว่าอะไรเป็นอะไร ขอขอบคุณประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมจะไม่กลับคืนสู่ประเทศไทยตราบใดที่ประชาธิปไตยยังไม่เสร็จ ยังไม่เป็นหลักต่อการเมืองไทย ผมจะไม่ยอม พี่น้องเชื่อมั้ยศาลตัดสินผมผิดด้วยมติ 5 ต่อ 4 โดย 4 ที่บอกว่าผมไม่ผิด เขียนได้ชัดเจนเห็นว่าผมไม่ผิด แต่วันที่ศาลตัดสินลงโทษ มันเหลือ 4 ต่อ 4 เพราะอีกคนไม่สามารถนั่งบังลังก์ได้" อดีตนายกฯกล่าวในท้ายสุด

จับตานาทีทอง พรรคฝ่ายค้าน

ที่มา ข่าวสด


สถานการณ์ช่วงนี้ถือเป็น"นาทีทอง"ของพรรคฝ่ายค้าน

เนื่องจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังระส่ำจากสารพัดปัญหารุมเร้าทั้งภายในและภายนอก

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามปลุกปั้นให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง

เอาเข้าจริงก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม

งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.16 แสนล้านผ่านสภาไปแล้วแต่ยังต้องรอไปจนถึงเดือนหน้าเป็นอย่างน้อย กว่าเม็ดเงินจะกระจายลงไปสู่ระดับชาวบ้าน

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะพัฒนาขีดขั้นความรุนแรงอีกมากน้อยแค่ไหน

แต่เท่าที่เห็นตอนนี้คือเสียงเชียร์จากภาคนักธุรกิจที่เคยดังเจี๊ยวจ๊าว ในช่วงประชาธิปัตย์เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล

ผ่านไปยังไม่ครบ 2 เดือน ปรากฏว่าเบาลงไปเยอะ

นอกจากนี้รัฐบาลยังออกอาการสะดุดขาตัวเองหลายเรื่อง

เริ่มตั้งแต่ปัญหาปลากระป๋องเน่า ที่ลุกลามจนต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีผู้ดูแลรับผิดชอบ

ที่ยังมีเรื่องร้องเรียนติดตัว รอการชี้ขาดจากองค์กรอิสระก็อีกหลายคน อาทิ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และนายสุเทพ เทือกสุวรรณ รองนายกฯ เป็นต้น

การโยกย้ายข้าราชการ-ตำรวจแบบล้างบางทีใครทีมัน ถูกโจมตีว่าเป็นการกระทำสวนทางกับนโยบายสร้างความสมานฉันท์โดยสิ้นเชิง

ล่าสุดกรณีเงินบริจาค 250 ล้านบาท ที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดโปง

ถึงจะเป็นเรื่องเก่าเกิดขึ้นมาหลายปี แต่ก็สร้างความกระสับกระส่ายให้พรรคประชาธิปัตย์พอสมควร

และที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียเครดิตไปไม่น้อย

คือเรื่อง กกต.มีมติแจกใบแดงให้ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.ของพรรคในเขต 1 สมุทรปราการ

อีกทั้งสดๆ ร้อนๆ กับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. ที่พบว่ามีรัฐมนตรี 3 คนเข้าข่ายถือหุ้นเกินร้อยละ 5

ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งได้

ปมอื้อฉาวที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดนี้

ทำให้เริ่มมีการตั้งข้อสงสัยกันบ้างแล้ว ว่ารัฐบาลกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงภาวะ"ขาลง"เร็วกว่าที่คาดคิดหรือไม่

แน่นอนว่าการที่รัฐบาลออกอาการไม่ค่อยดีแบบนี้ ผลดีย่อมตกอยู่กับฝ่ายค้าน

พรรคเพื่อไทยนั้นสืบสายพันธุ์จากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ผูกขาดเป็นรัฐบาลมายาวนานถึง 8 ปี ก่อนจะมาเป็นฝ่ายค้าน

บทบาทใหม่นี้จึงท้าทายความสามารถอย่างมาก

ถึงจะมี"ม็อบเสื้อแดง"เป็นกองกำลังคู่ขนาน คอยเคลื่อนไหวก่อกวนรัฐบาลอยู่นอกสภา

แต่การเมืองในยามปกติ รัฐบาล-ฝ่ายค้านต้องต่อสู้หักโค่นกันในสภาเท่านั้น ประชาชนถึงจะยอมรับ

ในจังหวะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เผลอทำการ์ดตก เผยจุดอ่อนให้ฝ่ายค้านเห็นเต็มไปหมดเช่นนี้

จึงอยู่ที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยจะฉวยโอกาสปล่อยหมัดเด็ดได้เข้าเป้าจังๆหรือไม่

อาวุธหนักและอันตรายของฝ่ายค้านที่ใช้ต่อสู้กับรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย

คือการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

จากสภาพของพรรคเพื่อไทยขณะนี้ สมาชิกที่ได้ชื่อว่าเจนจัดในเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมากที่สุดก็คือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

และร.ต.อ.เฉลิมก็ไม่ทำให้พรรคผิดหวัง จากข้อมูลที่ได้มาเรื่องเงินบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ 250 ล้าน

ร.ต.อ.เฉลิมแสดงความพร้อมที่จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 มี.ค.

แต่ปัญหาคือกติกาในการยื่นเปิดอภิปรายตัวนายกฯ กำหนดให้ฝ่ายค้านต้องเสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯเข้าไปด้วย ซึ่งตามหลักการแล้วควรจะเป็นหัวหน้าพรรค

แต่เพราะนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคปัจจุบันไม่ได้เป็นส.ส. จึงเป็นนายกฯไม่ได้

พรรคเพื่อไทยจึงต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่เป็นส.ส. มาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน และสำหรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ เพื่อให้การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ สมบูรณ์มากขึ้น

ตรงนี้เองที่ทำให้พรรคเพื่อไทยขัดแย้งกันเอง

การที่พรรคเพื่อไทยตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จนกระทบต่อแผนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ที่อาจต้องหยุดพักไว้ก่อน

เนื่องจากในพรรคมีผู้เสนอตัวเข้าช่วงชิงตำแหน่งหลายคน

นอกจากร.ต.อ.เฉลิม ที่ได้รับเสียงหนุนจากส.ส.ภาคอีสานจำนวนหนึ่ง

ยังมีพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่แสดงความพร้อมจะทิ้งเก้าอี้รองประธานสภา เพื่อมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านเสียเอง

ขณะเดียวกันชื่อนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่เงียบหายไปนานก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง

หลังการประชุมพรรคล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิมออกมาให้ข่าวว่า พรรคมีความพร้อมจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ วันที่ 11 มี.ค.นี้

แต่ปรากฏว่ามีส.ส.และแกนนำหลายคนออกมาปฏิเสธ

ยืนยันพรรคยังไม่ได้มีมติกำหนดวันตายตัว ว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เพราะต้องรอตกลงกันให้ได้เสียก่อนว่าจะเลือกใครเป็นหัวหน้าพรรค

เพราะทั้งสองเรื่องมีผลเชื่อมโยงถึงกัน

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ถึงแม้ว่าร.ต.อ.เฉลิมจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้อย่างดุดัน แต่การจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ช่วงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลุดจากเก้าอี้นายกฯ แล้วมีการพยายามเสนอชื่อบุคคลที่สังคมไม่ยอมรับขึ้นมาเป็นนายกฯแทน

จนทำให้พรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นไม่ยอมรับไปด้วย และได้แปรพักตร์หันมาจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์

ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกฯ

ครั้งนั้นนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์เลยได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

ครั้งนี้จึงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าความขัดแย้งในการช่วงชิงอำนาจการนำในพรรคเพื่อไทย จะทำให้รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ได้รับประโยชน์ซ้ำสอง

หลุดรอดจากการถูกตรวจสอบหรือไม่

"แม้ว"โฟนอินเสื้อแดง ลันยอมตาย ฉะทหาร-แค่ยาม

ที่มา ข่าวสด
ร่ายยาวไม่อยู่อย่างแพ้ ตร.กันวุ่น2ม็อบอุดรฯ




แดงพรึบ- แกนนำนปช.จัดงานระดมทุนดำเนินกิจกรรมทางการเมือง มีบรรดาชาวเสื้อแดงมาร่วมงานอย่างล้นหลาม เมื่อเย็นวันที่ 14 ก.พ. ที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โฟนอินเข้ามาปลุกใจด้วย

"ทักษิณ" ไม่เลิก โฟนอินเวทีนปช. กินโต๊ะจีนวัดไผ่เขียว ดอน เมือง ด่ากราดหลังยึดอำนาจ ทหารมาเป็นรัฐบาล โวยเหมือนยึดบริษัทแล้วให้ยามมาบริหาร ลั่นพร้อมกลับประเทศทุกเวลา แม้ถูกฆ่าตายก็ยอม ร่ายยาวเป็นคนพูดดีๆ รู้เรื่อง ถ้าโดนกลั่นแกล้งตายเป็นตาย ดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ อ้างอีกเพราะทะลึ่งรับใช้ประชาชนมากเกินไป เลยต้องถูกขจัด ขณะที่เวทีพันธมิตรฯสัญจรที่อุดรธานี หลายจังหวัดทยอยร่วมงาน ปิดสวนสาธารณะกลางเมือง การ์ดขึงลวดหนามป้องกัน ด้านตร.ระดมกำลังตั้งจุดตรวจค้น เจอทั้งปืน กระสุน มีด หนังสติ๊ก หวิดเผชิญหน้าปะทะม็อบเสื้อแดง ที่ตั้งขบวนแห่ขับไล่ เจ้าหน้าที่สับรางกันวุ่น ส่วน"สุริยะใส"โต้จัดเวทีสัญจร ไม่ใช่การเผชิญหน้า จะชุมนุมไปให้ถึงเช้า อ้างเพื่อความปลอดภัย

"มาร์ค"สั่ง"เทือก"คุม2ม็อบอุดรฯ

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลือง จ.อุดร ธานี ว่า มอบนโยบายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้ทุกฝ่ายใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองให้อยู่ในขอบเขต นั่นถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไร เพราะผวจ.อุดรธานีรายงานมาแล้วว่า ทั้ง 2 ฝ่ายชุมนุมอยู่ห่างไกลกัน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจังหวัด ดูแลให้เกิดความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า สถานการณ์การ เมืองในขณะนี้ ยังมีปัญหาอยู่ แม้รัฐบาลจะพยายามหาทางออกจากวิกฤต แต่ยังมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายต่อต้าน โดยขับเคลื่อนทั้งในสภา นอกสภา และในต่างประเทศ พรรคจึงขอสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล ในการยึดมั่นแก้ไขปัญหาทาง การเมืองต่อไป และมุ่งมั่นสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

"เทพไท"ชี้แจงเหตุฟ้อง"จตุพร"

ที่จ.นครศรีธรรมราช นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช และโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายกฯ ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในข้อหาหมิ่นประมาทว่า จริงๆ แล้วนายกฯ ไม่อยากจะดำเนินคดีกับนักการเมืองด้วยกัน แต่นายจตุพรพยายามจงใจใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์เรื่อยมา ไม่เคยหยุดยั้ง ทั้งที่นายอภิสิทธิ์อดทนมาตลอด การฟ้องครั้งนี้ นายจตุพรพยายามใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ หากไม่ดำเนินคดีทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นจริงตามนั้น ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ ทำตามระเบียบปฏิบัติที่กำหนดมาจากสำนักพระราชวังแนะนำ

นายเทพไทกล่าวว่า การฟ้องครั้งนี้ทนายความขอประธานศาล ให้นับโทษที่ลงกับจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีอื่นๆ อีก 5 คดี ทั้งหมดไม่ได้เป็นเรื่องโกรธแค้นอาฆาตส่วนตัว แต่ต้องชี้ให้เห็นว่าการเป็นนักการเมืองไม่มีสิทธิเหนือบุคคลธรรมดา ไม่มีสิทธิพิเศษอื่นใด ที่จะกล่าวร้ายผู้อื่น หรือมีเจตนาทำลายทางการเมือง โดยเฉพาะการใส่ความที่เกี่ยวกับเบื้องสูงโดยปราศจากข้อเท็จจริง นายจตุพรต้องรับผิดชอบ และต้องไปสู้คดีอาญา สำหรับคดีแพ่งที่จะฟ้องตามมายังมีอายุความภายใน 1 ปี ต้องปรึกษากับทนายความอย่างไรต่อไป

ฉะอีก"เสื้อแดง"หาทุนจัดฉาก

โฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงว่า ไม่มีท่าทีหยุดยั้ง และเพิ่มความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด คนเหล่านี้จะรับผิดชอบกับเหตุการณ์ในอนาคตอย่างไร วันที่ 14 ก.พ. นัดชุมนุมหาทุนในวันวาเลนไทน์ อยากถามต่อว่าเงินที่หาทุนโต๊ะจีนที่โรงแรมมิราเคิล วันก่อนยังไม่เพียงพอหรือ หรือเป็นการจัดฉากให้เห็นภาพว่าการเคลื่อน ไหวของเสื้อแดงไม่มีคนหนุนหลัง ทั้งที่เจ้าของม็อบเสื้อแดงตัวจริง โฟนอินเปิดเผยตัวจริงให้คนทั้งสังคมเห็นแล้วในที่ประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เขาใหญ่ ไม่กี่วันที่ผ่านมา

"ท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มเสื้อแดง ไม่ได้มาจากการจัดเลี้ยงหาทุนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน การจัดเลี้ยงเป็นเพียงการสร้างภาพจัดฉากให้เห็นว่าม็อบเสื้อแดงบริสุทธิ์ ไม่มีการเมืองแอบแฝงหนุนหลัง ทั้งที่สังคมรู้ว่าใครอยู่ข้างหลัง ใครเป็นเครื่องมือหรือลูกจ้างบริการจัดการความเคลื่อนไหว วันนี้รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าต้องการสมานฉันท์ และความปรองดองในชาติ ไม่อยากให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสร้างเงื่อนไขขัดแย้งในสังคม ไม่ว่าเสื้อแดง เสื้อเหลือง เพราะบ้านเมืองบอบช้ำมามาก ความเชื่อมั่นกำลังกลับคืนมาแล้ว หากกลุ่มคนเหล่านี้เห็นประโยชน์ประเทศชาติ ควรชะลอความเคลื่อนไหว ให้โอกาสรัฐบาลจัดการแก้ปัญหาความแตกแยกในชาติ ด้วยหลักธรรมาภิบาลภายใต้นิติรัฐ ที่คนในชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน" นายเทพไท กล่าว

"ยะใส"โต้ยั่วยุ-จัดพธม.สัญจรอุดรฯ

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ จ.อุดรธานี ว่า ไม่ใช่การไปยั่วยุ เพียงแต่ต้องยอมรับถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หากกลุ่มเสื้อแดงไม่พอใจ ก็สามารถตั้งเวทีแสดงจุดยืนได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง หรือการเผชิญหน้า สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็กำชับไปยังการ์ดที่มาจากส่วนกลาง และกลุ่มผู้ชุมนุมที่จ.อุดรฯ ว่าให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างเด็ดขาด ขอยืนยันว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ โดยรูปแบบงานจะมีปราศรัย และคิดว่าจะพยายามดึงเวทีให้ไปถึงเช้า เพราะหากเลิกตอนกลางคืน อาจจะเกิดอันตรายต่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้

บุกอุดรฯ - กลุ่มพันธมิตรฯ นับหมื่น คน ชุมนุมใหญ่ในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี โดยบรรดาแกนนำขึ้นเวทีปราศรัย ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากตำรวจสกัดม็อบทั้งสองฝ่ายอย่างเข้มข้น เมื่อค่ำ 14 ก.พ.



ที่สนามกอล์ฟกองทัพบก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายกฯ ระบุว่าขอกำลังทหารให้ไปดูแลความสงบเรียบร้อยที่จ.อุดรธานี ว่า ไม่มี ไม่ได้ส่งทหารเข้าไปดูแล เพราะเชื่อว่าตำรวจจะดูแลความสงบได้ สถานการณ์ไม่มีอะไร

เสื้อเหลืองปิดสวน-ขึงลวดหนาม

สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง และม็อบเสื้อแดง โดยเฉพาะการจัดงานของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จัดแต่งเวทีเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มพันธมิตรฯ จากจังหวัดต่างๆ ทยอยกันเข้ามากลางเต็นท์รอบๆ หนองน้ำในสวนสาธารณะ โดยมีกลุ่มนักรบศรีวิชัยเป็นการ์ดดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งในบริเวณสวนสาธารณะ และปากทางเข้า เปิดให้เข้าเพียงประตูใหญ่ทางเดียว มีการ์ดคอยตรวจคนเข้าออกอย่างละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ การ์ดพันธมิตรฯ ยังไปตั้งเครื่องกีดขวางรั้วลวดหนาม บริเวณถนนรอบนอกสวนสาธารณะ ตั้งแต่พ้นปากทางเข้าโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ถนนเพาะนิยม ที่บริเวณทางแยกหน้าศาลเทพารักษ์ ถนนศุภกิจจรรยา ที่ถนนเทศา หลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ขณะที่ตามเต็นท์ต่างๆ ขึ้นชื่อกลุ่มพันธมิตรฯจากจังหวัดต่างๆ เอาไว้ อาทิ กาญจนบุรี เพชรบุรี และสระบุรี เป็นต้น

ม็อบแดงก็พรึบ-ตร.ตั้งจุดตรึง

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบเสื้อแดง ก็มีจำนวนมากเช่นกัน โดยพากันเดินทางเข้าไปพักในเต็นท์ที่บริเวณสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ของนายขวัญชัย ไพรพนา ซึ่งขณะนี้พากันมาประมาณกว่า 4,000 คน และมีอีกส่วนหนึ่งเดินทางไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี เพื่อขับไล่แกนนำพันธมิตรฯ ที่จะเดินทางมาร่วมเวทีที่สวนสาธารณะ แต่ปรากฏว่าไม่เจอกัน เนื่องจากแกนนำพันธมิตรหลายคนลงจากเครื่องบินแล้วอยู่ในห้องรับรองของสนามบิน รอจนฝ่ายต้อนรับของกลุ่ม นำรถตู้มารับ ก่อนพากันออกไปจากสนามบินอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของตำรวจ 1 กองร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนของการรักษาความปลอดภัยของตำรวจนั้น ได้ตั้งจุดตรวจตั้งแต่อำเภอรอบนอกที่จะเข้าสู่ตัวเมืองอุดรธานี แล้วจุดตรวจต่อมาที่บริเวณถนนรอบนอก ก่อนเข้าสวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ โดยตรวจพบอาวุธพวกมีด หนังสติ๊ก และกระสุนจำนวนมาก จึงตรวจยึดไว้ ในขณะเดียวกันนำรถยนต์สำหรับไว้ควบคุมตัวผู้ต้องหาจอดไว้ตามจุดต่างๆ รอบสวนสาธารณะจำนวนหลายคัน

จับสาวจันท์พกกระสุน-มาเวทีพธม.

ต่อมาเวลา 11.30 น. ขณะที่พ.ต.ท.ศุภเชษฐ์ รังคะวงษ์ พงส.(สบ2) สภ.เมืองอุดรธานี ทำหน้าที่หัวหน้าจุดตรวจศาลเทพารักษ์ ถนนศุภกิจจรรย์ ตรงข้ามสวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจความเรียบร้อยประชาชนที่จะเข้าไปร่วมงานของม็อบพันธมิตรฯ ปรากฏว่าพบกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 17 นัด อยู่ในเป้ของน.ส.ขวัญเรือน งามขำ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/7 หมู่ 1 ต.เขาแก้ว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี สอบสวนน.ส.ขวัญเรือนให้การว่า เดินทางจากจ.จันทบุรี มาร่วมงานม็อบพันธมิตรฯ ส่วนกระสุนปืนในกระเป๋านั้น พบอยู่ใกล้ๆ ด่านตรวจ และกำลังจะนำไปมอบให้การ์ดพันธมิตรฯ แต่ถูกจับกุมเสียก่อน

ถัดมาเจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธปืนขนาด 11 ม.ม. 1 กระบอก และกระสุน 7 นัด ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กจ 312 อุดรธานี ของนายปานศักดิ์ ภัทราโรดม อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73/1 หมู่ 7 ต.บ้านมะเกลือ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ สอบสวนนายปานศักดิ์ให้การว่า เป็นผู้จัดการของโรงงานน้ำตาล อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี กำลังจะไปพบแพทย์ที่ร.พ. ใกล้จุดตรวจ ทางเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.เมืองอุดรธานี

การ์ดฉุนตร.ค้นยิบ-ฮือยึดจุดตรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า จากการที่ตำรวจยึดกระสุนปืนขนาด .38 ภายหลังตรวจสอบพบอยู่ในกระเป๋าของน.ส.ขวัญเรือน รวมทั้งยึดมีด หนังสติ๊ก และลูกเหล็ก ได้อีกจำนวนหนึ่งจากกลุ่มพันธมิตรฯ ปรากฏว่าทำให้การ์ดพันธมิตรฯไม่พอใจ จึงพากันเข้ายึดจุดตรวจจากตำรวจที่จุดนั้นไว้ได้ ทางตำรวจจึงถอดกำลัง ออกจากจุดดังกล่าว เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกัน

จากนั้นเวลา 15.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 300 คน ที่ชุมนุมอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี พากันเดินทางกลับไปรวมตัวกันที่ชมรมคนรักอุดร ผ่านไปสักพักก็มีขบวนรถบัสของกลุ่มพันธมิตรฯ ประมาณ 30 คัน จากนครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, พังงา, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่, ลพบุรี, กาฬสินธุ์, อ่างทอง, และลำปาง เดินทางเข้ามา และขณะเลี้ยวมาสู่ถนนศรีสุข จะเข้าไปที่ชุมนุม ปรากฏว่ามีม็อบเสื้อแดงอีกกลุ่ม นำโดยนายวิเชียร ขาวขำ, นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์, นายอนันต์ ศรีพันธ์, พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์, และนายทองดี มนิสสาร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และสมาชิกเสื้อแดงประมาณ 300 คน ขึ้นรถเปิดหลังคาติดลำโพง ประณามกลุ่มพันธมิตรฯ และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาช่วยกันขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯออกไปจากจ.อุดรธานี

สับรางระทึก 2 ม็อบหวิดเผชิญหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่ขบวนทั้ง 2 ม็อบมาใกล้จะประจันหน้ากัน ทางพล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดร ศักดิ์ ผบก.อุดรธานี จึงวิทยุสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปเจรจากับ 5 ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอร้องให้นำขบวนเลี้ยวตรงสามแยกโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ไปรวมกันที่ทุ่งศรีเมือง ขณะเดียวกัน ทางขบวนรถของกลุ่มพันธมิตรฯก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการให้เลี้ยวซ้ายที่สามแยกวิทยาลัยอาชีวศึกษา แล้วเลี้ยวเข้าที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ ได้ด้วยความเรียบร้อย

แดงพรึบ - แกนนำนปช.จัดงานระดมทุนดำเนินกิจกรรมทางการเมือง มีบรรดาชาวเสื้อแดงมาร่วมงานอย่างล้น หลาม โดยพ.ต.ท.ทัก ษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาปลุกใจ เมื่อเย็นวันที่ 14 ก.พ. ที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง กทม.



กระทั่งในเวลา 16.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯเริ่ม รายการบนเวที ด้วยการแสดงดนตรี สลับการปราศรัยของแกนนำพันธมิตรฯ 5 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรฯอยู่แต่ในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ ส่วนกลุ่มเสื้อแดงคาดว่าทยอยกันมาเกือบ 10,000 คน พากันไปรวมตัวอยู่ที่ชมรมคนรักอุดร ทางเจ้าหน้าที่เองต้องขอสนับสนุนกำลังตำรวจเพิ่มเติมจากจ.เลย จ.กาฬสินธุ์ และจ.มหาสารคาม เพื่อมาช่วยควบคุมสถานการณ์

ม็อบแดงนัด24ก.พ.ฮือทวงสัญญา

สำหรับบรรยากาศการจัดงานระดมทุนของราย การความจริงวันนี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ลานตรงข้ามวัดเวฬุวนาราม หรือวัดไผ่เขียว แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการจัดเตรียมเวทีขนาดใหญ่ พร้อมด้วยจอโปรเจ็กเตอร์ 5 จอ ด้านหน้าจัดเป็นโต๊ะจีนจำนวนกว่า 1,000 โต๊ะ โดยมีนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เป็นผู้อำนวยการจัดงานในครั้งนี้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เตรียมโต๊ะจีนไว้ 1,000 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 10,000 บาท พร้อมเก้าอี้เสริมไว้ 5,000 ตัว คาดว่าจะมีประชาชน 15,000-20,000 คน มาร่วมงาน นอกจากเป็นการระดมทุนแล้ว ยังเป็นการกำหนดวันนัดชุมนุมใหญ่ เพื่อทวงสัญญา 4 ข้อ ที่กลุ่มเสื้อแดงยื่นต่อรัฐบาล เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นวันที่ 24 ก.พ. จะนัดชุมนุมที่สนามหลวง เพื่อเดินเท้ามายังทำเนียบรัฐบาลในเวลากลางวัน และจะปักหลักยืดเยื้อจนกว่ารัฐบาลจะทำตามข้อเรียกร้อง 4 ข้อ แต่ยืนยันว่าจะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบอย่างแน่นอน และแม้จะถูกสกัดกั้นอย่างไร ไม่ว่าจะนำรถขวางที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็จะไม่หยุดยั้งพวกเราได้ ส่วนในวันที่ 14 ก.พ.นี้ รูปแบบงานจะมีการแสดงดนตรี พร้อมกับการปราศรัยของแกนนำ และในเวลา 19.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินเข้ามาที่เวทีด้วย

"แม้ว"โฟนอิน-ด่าทหารเป็นแค่ยาม

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กระทั่งใกล้เวลาเริ่มงาน มีประชาชนที่ซื้อบัตรเข้ามาจับจองโต๊ะอาหารบริเวณหน้าเวที เพื่อรอรับฟังการปราศรัยและการแสดงดนตรีอย่างแน่นขนัด คาดประมาณ 15,000 คน จากนั้นเวลา 19.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. เปิดการปราศรัย โดยกล่าวว่า ขอบคุณนายการุณ ที่เป็นผู้เสนอการใช้สถานที่และดูแลเรื่องอาหาร ขอย้ำไปยังคนเสื้อแดงทั่วประเทศว่า ทุกคนเหมือนครอบ ครัวเดียวกัน ดังนั้น การทะเลาะเบาะแว้ง การไม่ลงรอยกันจะทำให้ชัยชนะของเราอยู่ห่างออกไป และ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิป ไตยก็อยู่ห่างออกไปเช่นกัน จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนมีความสามัคคี สถานีวิทยุชุมชนในต่างจังหวัด ทั้งที่เกิดขึ้นมาใหม่ และที่มีอยู่เดิมต้องจับมือช่วยเหลือกัน เพื่อให้สัญลักษณ์ประชาธิปไตยของเรา กลับมาประเทศไทยเร็วที่สุด

ต่อมาเวลา 19.30 น. นายวีระ ขึ้นประกาศบนเวทีว่า ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในสาย และพร้อมจะพูดคุยกับประชาชน จากนั้นเปิดสายผ่านเครื่องขยายเสียง โดยพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า การยึดอำนาจเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือการทำร้ายประชาชนทางอ้อม ประชาชนที่เคยมีความหวังต้องอับจนหนทาง เพราะหลังจากยึดอำนาจก็ส่งทหารมาเป็นรัฐบาล ก็เหมือนเอายามมาเป็นผู้บริหาร เหมือนบริษัทถูกยึดเอายามมาบริหาร ซึ่งยามจะบริหารประเทศได้อย่างไร เข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยใช้ระบอบเผด็จการ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวาย ทำแล้วทำเล่าให้ประเทศเสียหาย วันนี้ยังอยู่เมืองนอก ปรับตัวได้ ยังมีช่องทางทำมาหากิน แต่ขอบอกว่าจะไม่ยอมตายที่เมืองนอกอย่างแน่นอน

พร้อมกลับไทย-ตายแผ่นดินอีสาน

"ผมเคยบอกว่าจะมายอมตายที่แผ่นดินอีสาน หมายความว่าพร้อมจะเข้ามาประเทศไทยทุกเวลา แม้จะต้องถูกฆ่าตายที่อีสานก็ยอม วันนี้เป็นวันวาเลน ไทน์ ขอขอบคุณพี่น้องที่รักประชาธิปไตยที่มาแสดงออกว่า มีความรักให้กับประชาธิปไตยอย่างแท้จริง วันนี้เป็นวันของการแสดงความรัก บางคนอาจแสดงความรักกับครอบครัว แต่วันนี้พวกท่านมาแสดงออกว่ารักประเทศและรักประชาธิปไตย วันนี้บ้านเมืองกำลังป่วน เพราะไม่ยึดหลักกติกา ใครอยากย้ายข้างย้ายขั้ว ก็ทำโดยไม่คำนึงกติกา จริงๆ แล้วผมไม่ได้ห่วงตัวเอง เพราะการเสียอำนาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ประชาชนจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่แข่งขันตามกติกา อยู่ๆ รอให้เขาปล้นอำนาจไปให้ จิตสำนึกในการบริหารประเทศเพื่อประชาชนก็ไม่มี บ้านเมืองจะเจริญได้ต้องมีการแข่งขันกันทำความดีให้กับประเทศ เมื่อไม่มีก็ขาดจิตสำนึก พยายามมาลิดรอนอำนาจประชาชน เอารัฐธรรมนูญมาใช้ก่อให้เกิดความเสียหาย" อดีตนายกฯ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า ตนเดินทางรอบโลก เห็นทั้งสิ่งที่ไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างหนึ่ง คือปัญหาวิกฤตทางการเงินในสหรัฐและยุโรปกำลังลุกลามเข้ามา จะส่งผลเสียให้ประเทศ ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ ทั้งที่ประเทศเรายึดการส่งออกเป็นหลัก 60 เปอร์เซ็นต์ หากส่งออกไม่ได้ก็กระทบกับประชาชน การท่องเที่ยวก็มีปัญหา เพราะคนไม่เชื่อถือต่อระบบ เอาคนยึดสนามบินมาเป็นรัฐมนตรีทำให้คนไม่เชื่อถือ ส่งผลให้การลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง เห็นว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศได้น้อย จะทำประชานิยมต้องเข้าใจว่าเพื่อจุดประสงค์อะไร ต้องเน้นที่โอกาส และความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อคะแนนเสียงเท่านั้น การที่เศรษฐกิจแย่จะส่งผลกระทบต่อปัญหาต่างๆ ไม่ว่าคนตกงาน เด็กจบมาไม่มีงานทำ เมื่อเศรษกิจแย่ ปัญหาสังคมก็ตามมา

อ้างทะลึ่งรับใช้ประชาชนมากไป

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ขอย้ำว่าประเทศจะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ขาดคนมีความคิดริเริ่ม ซึ่งประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุด ทำให้คนกล้าคิดกล้าทำ แต่วันนี้เราสร้างมูลค่าเพิ่มไม่ได้ เพราะคนไม่กล้าคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขอทำนายว่าต่อไปสหรัฐจะต้องยึดแนวทางการพัฒนาประเทศของประเทศโลกที่ 3 คือการลดภาษีเพื่อให้บริษัทต่างๆ เข้าไปใช้ฐานการผลิตในสหรัฐ เพราะวันนี้เขาขาดดุลการค้า เก่งเพียงเรื่องการเงิน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขอย้ำว่าต้องนำประชาธิปไตยกลับคืนมา ไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าสร้างสรรค์ ดังนั้น การจะแก้ปัญหาประเทศ ต้องนำระบอบประชาธิปไตยกลับมาให้ได้

"ผมขอบคุณอีกครั้งสำหรับคนที่รักประชาธิปไตย คนที่อยากเห็นคนที่ถูกรังแกกลับมารับใช้ชาติ ถ้าประชาชนเอาผมกลับก็พร้อมที่จะกลับ ถ้ายังคิดว่ายังเป็นประโยชน์ ผมก็พร้อมกลับมา แม้กลับมาแล้วจะถูกฆ่าตายก็ไม่เป็นไร พรรคประชาธิปัตย์พยายามเรียกร้องให้ผมกลับมาขึ้นศาล ต้องถามว่าผมได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่เบื้องต้นหรือไม่ เพราะตั้งแต่ตั้งคตส.ก็เอาปฏิปักษ์ทางการเมืองมาสอบสวน แล้วจะให้ทำอย่างไร ผมจบปริญญาเอกด้านความยุติธรรมทางคดีอาญา แต่เป็นคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมมากที่สุด เพราะทะลึ่งไปรับใช้ประชาชนจนพอใจมากไป นี่เป็นที่มาที่ถาโถมใส่ผม ต้องการขจัดผมออกไป" พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน

ลั่นยอมตายดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า "ผมเป็นคนพูดดีๆ รู้เรื่อง แต่ถ้ามากลั่นแกล้งผม ตายเป็นตาย ผมยอมตายดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ และผมไม่ยอมแพ้ อย่างเรื่องที่โดนก็เป็นเรื่องไม่จริงที่มากลั่นแกล้ง บอกว่าผมคอร์รัปชั่นต้องติดคุก 2 ปี ถามว่าคอร์รัปชั่นคืออะไร ยักยอกเงินหลวงไปเป็นของตัวเองหรือ ซื้อที่ดินก็จ่ายเงิน แล้วบอกว่าผู้ขายไม่ผิด ผู้ซื้อไม่ผิด ที่ดินก็ไม่ยึด แต่ผมผิด เพราะทะลึ่งเป็นผัวของคนซื้อ แต่คนอื่นที่เอาที่หลวงที่ป่าสงวน ที่บนเขา ไปยึดครองก็ปรากฏว่าเป็นคนดี แต่ผมแค่เซ็นยินยอมให้เมียซื้อที่ดิน ก็ติดคุก 2 ปี อย่างนี้ใครคิดก็รู้ ดังนั้น ผมจะไม่ยอมแพ้" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

อดีตนายกฯ โฟนอินต่อว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้มาขึ้นศาล ถ้าแน่จริงขอให้ทำตามกติกา และอีกไม่นานเมื่อถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็รู้กันดี วันนี้ไอ้พวกเสื้อเหลืองไปที่ไหน ตำรวจทหารคอยดูแล ต่างกับกลุ่มเสื้อแดงไปที่ไหนก็ถูกกระทำ อย่างนี้ชาวบ้านที่กินข้าวฟังแล้วก็เข้าใจและคิดเป็น สิ่งเหล่านี้เติมเชื้อในหัวใจของชาวบ้าน คนที่สั่งการก็รู้ตัว ถ้าปล่อยไปอย่างนี้จะมีปัญหามากกว่านี้เยอะ ตอนนี้มันสุดๆ ไปแล้วกระบวนการยุติธรรมของไทย ตนเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมที่รุนแรงที่สุด แต่จะแสวงหาความยุติธรรมร่วมกับพวกท่านต่อไป ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ตอนนี้ก็ใส่เสื้อแดงเดินเล่นอยู่

นปช.โววันที่24ก.พ.มาครึ่งแสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินจบ กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่ภายในงานระดมทุน โดยมีแกนนำนปช. อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง สลับกันขึ้นปราศรัย และร้องเพลง โดยแกนนำย้ำว่าขอให้สนุกกันเต็มที่ และเก็บแรงไว้ให้มาต่อสู้กันอย่างเข้มข้นในวันที่ 24 ก.พ. จะชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบ

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หลังจากเปิดขายหน้างาน รวมถึงใบสั่งจองผ่านที่ทำการสถานีดีทีวี ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยงทั้ง 1,000 โต๊ะ จนต้องจัดโต๊ะเสริม กรณีที่การระดมทุนครั้งก่อนมีคนมาน้อย เพราะเป็นการจัดงานที่เร่งด่วน เวลากระชั้นชิด ไม่มีแบบแผน อีกทั้งราคาแพงถึงโต๊ะละ 500,000 บาท ขณะที่ครั้งนี้ขายเพียงโต๊ะละ 10,000 บาท คนจึงเยอะกว่าเดิม ส่วนกรอบการชุมนุมใหญ่วันที่ 24 ก.พ. เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง 4 ข้อจากรัฐบาลนั้น จะเคลื่อนจากสนามหลวงเวลา 09.00 น. มั่นใจว่าจะมีผู้เข้าร่วม 50,000 คน ส่วนจะปักหลักยาวนานหรือไม่ ต้องหารือกับแกนนำเป็นช่วงๆ ไป ยืนยันว่ากลุ่มนปช.จะไม่ยึดทำเนียบ และสถานที่ราชการเหมือนกลุ่มพันธมิตรฯ เหตุที่ต้องเคลื่อนไหว เพราะรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง ทั้งที่การปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และการดำเนินคดีกับบุคคลที่ยึดสนามบิน รัฐบาลสามารถทำได้เลย แต่กลับไม่ทำ

เวทีพธม.อุดรฯคึก-เล็งบุกเชียงใหม่

สำหรับเวทีพันธมิตรฯ ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม อ.เมือง จ.อุดรธานี นั้น ตั้งแต่ช่วงเย็นมีการจัดเวทีคอนเสิร์ตการเมืองใหม่ โดยมีพันธมิตรฯจากหลายจังหวัด ทยอยเข้ามาบนเวที คาดประมาณ 15,000 คน ภายในงานมีการตั้งโรงทาน พร้อมจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารฟรีตลอดทั้งคืน และเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจผู้เข้างานอย่างเข้มงวด รวมถึงให้การ์ดพันธมิตรฯมาช่วยตรวจวัตถุระเบิดด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บรรยากาศบนเวทีมีการเล่นดนตรีสลับกับการปราศรัย โดยแกนนำพันธมิตรฯ 4 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง สลับกันพูดบนเวที พร้อมทั้งเชิญนายทหารนอกราชการในพื้นที่จ.อุดรธานี ขึ้นร่วมปราศรัยด้วย เนื้อหาส่วนใหญ่โจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ โดยนายสนธิระบุว่า ครั้งหน้าจะไปจัดคอนเสิร์ตแบบนี้ที่จ.เชียงใหม่ เพราะเป็นถิ่นของพ.ต.ท.ทักษิณ อยากจะดูว่าคนเชียงใหม่ต้อนรับพันธมิตรฯหรือไม่

ก.ม.ปรองดอง"ตอกลิ่ม"รอยร้าวรอบใหม่"เหลือง"ยังอยู่"แดง"ยังสู้"น้ำเน่า

ที่มา เดลินิวส์

น่าจะเป็นท่าทีที่ชัดเจนที่สุด สำหรับพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร “ท่ามกลาง” ความสงสัยของทุกฝ่ายว่า เป็นความพยายามปรองดองหรือต้องการสร้างความขัดแย้ง “รอบใหม่” ให้เกิดขึ้นในสังคมกันแน่

หากดูในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ระบุว่า เพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ ให้นิรโทษกรรมบรรดาการกระทำผู้ถูกกระทำด้วยประการใด ๆ ที่เป็นความผิดหรือถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของบุคคล ซึ่งได้กระทำก่อนหรือหลังวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หรือบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากองค์กรที่เกิดจากการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในความผิดที่เกี่ยวกับ (1) การต่อต้านการบริหารราชการแผ่นดิน (2) การต่อต้านการยึดอำนาจการปกครองประเทศ (3) การปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (4) การปฏิบัติหน้าที่ ในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและการที่บุคคลหรือคณะบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (5) การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการเข้าระงับปราบปรามหรือสลายการชุมนุมของกลุ่มบุคคลตาม (1) และ (2) (6) การที่บุคคลหรือคณะบุคคลที่บริหารราชการแผ่นดินและตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30

ผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามวรรค 1 ให้รวมถึงการกระทำเพราะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้จ้างผู้วานและผู้ใช้ให้กระทำ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดทางกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น ให้ผู้นั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดทั้งในทางอาญา ทางแพ่งและทางปกครอง หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง หากผู้นั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง ให้คืนสิทธิทางการเมืองแก่ผู้นั้น

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ความผิดใด ๆ ที่เกี่ยวพันกับทางการเมือง จะได้รับการ “ยกเว้น” ทั้งหมด

ถือเป็นเรื่องที่ “ท้าทายกระบวนการยุติธรรม” และคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แต่การที่พรรคเพื่อไทยออกมาจุดพลุในเรื่องดังกล่าว เพื่อหวังให้สังคม “คล้อยตาม” ในลักษณะทำนองว่า แม้ “บุคลากรทางการเมือง” จะถูกจำกัดทางการเมืองอย่างไร แต่การต่อสู้ทางการเมืองจากผ่าน “คนสีแดง” และ “คนสีเหลือง” ก็ยังคงอยู่และดูท่าจะ “ร้อนแรง” มากขึ้นตามลำดับ หากจะทำให้ “ทุกอย่าง” สงบลง ก็ควรจะใช้แนวทาง “ลบล้าง” ความผิดของทุกฝ่าย พูดง่าย ๆ ก็คือเมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ประชาชนจะได้ความสงบกลับคืนมา

ต้องถามเพื่อให้ช่วยกันตอบดัง ๆ ว่า เมื่อทุกอย่างย้อนกลับไปอยู่ในช่วงก่อนการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศอยู่ในความสงบหรือไม่และมีอะไรเป็นหลักประกันว่าปัญหาจะหายไปไม่กลับมาอีก

การเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง จึงเป็นการ “เกาไม่ถูกที่คัน”

หากวิเคราะห์ “สถานการณ์การเมือง” ณ วันนี้ ก็จะพบว่า “สี” ที่ต่างฝ่ายต่าง “หยิบยก” มาใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงแนวทางต่อสู้นั้น “ยังอยู่” และกำลังจะลุกลามไปก้าวล่วงหลายต่อหลายสถาบันหลักของชาติเข้าแล้ว แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นับวันแนวโน้มของการ “ล่วงล้ำ” สถาบันหลักดูจะมากขึ้น ๆ

กรณีนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งหนีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เจ้าของแถลงการณ์ “สยามแดง” ก็เป็นผู้หนึ่งที่ขึ้นเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สนามหลวงเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา หรือกรณีนายสุชาติ นาคบางไทร หรือกรณี ดา ตอร์ปิโด หรือแม้แต่กรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำคนเสื้อแดง

“ท่าที ท่วงทำนอง” ของบุคคลเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำอะไรและกำลังคิดอะไรกันอยู่

กรณี “ประธานาธิบดี” ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี วิจารณ์ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่แกนนำคนเสื้อแดงนับถือนั้น บอกนัยการเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกที่จะ ใช้กระบวนการยุติธรรมที่ตัวเองวิจารณ์ว่าเป็นกระบวนการยุติความ เป็นธรรมฟ้องร้องนายสุเทพ เพราะเชื่อว่า ในไม่ช้าไม่นาน ความเชื่อของนายสุเทพ จะอธิบายทำไมเขาจึงเชื่อว่า มี “บางคน” อยากเป็นประธานาธิบดี

นั่นก็ “เสื้อแดง” ขณะที่ “เสื้อเหลือง” แม้วันนี้จะเงียบไป แต่ก็เป็นการเงียบในลักษณะ “ถอยเพื่อรุก” เพราะยังมีการเคลื่อนไหว “มวลชน” ในพื้นที่เพื่อ “สร้างการเมืองใหม่” อยู่ตลอดเวลา เพราะการต่อสู้เพียงแค่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “ขั้วการเมือง” นั้นไม่ใช่ “จุดมุ่งหมาย” สูงสุดที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองต้องการ

แต่อีกกลุ่มซึ่งเกิดขึ้นใหม่ คือ กลุ่ม “สีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นกลุ่ม ส.ส. และ “มวลชน” ในนามพรรคภูมิใจไทย กลุ่มมวลชนกลุ่มนี้ ความจริงก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นกลุ่มที่แยกตัวหรือแตกตัวออกมาจาก กลุ่ม “เสื้อแดง”

ในอดีตกลุ่มนี้แหละที่ถูกกล่าวหาจากกลุ่ม “แดงแท้” ว่าเป็นพวก “แดงเทียม”

แต่วันนี้อารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมเปลี่ยน เป็นธรรมดาของนักการเมืองผู้ได้ชื่อว่า มีจมูกทางการเมืองไวยิ่งกว่ามด อย่าง นายเนวิน ชิดชอบ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะไม่รับรู้ “ความรู้สึก” เช่นนี้เชียวหรือ

แม้กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน จะระบุว่า การแสดงออกด้วยสีน้ำเงิน นั้นเป็น “สี” ประจำพรรค แต่ในยามที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ มันน่าจะมี “นัย” มากกว่าที่จะเป็นสีประจำพรรค

เสื้อเหลืองกับเสื้อน้ำเงิน ดูไปดูมา ทำท่าจะกลายเป็นแนวร่วมกันและอยู่ตรงข้ามกับเสื้อแดง

บทบาทที่น่าจับตาสำคัญคือ บทบาทของกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งว่ากันว่า เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการ “คลี่คลาย” สถานการณ์ทางการเมืองจะทำอย่างไร ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังจะแตกเป็นฝ่าย อย่าลืมว่า กองทัพนั้นต้องคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง มีหน้าที่พิทักษ์รักษา “สถาบันหลัก” ของชาติ

สถานการณ์ “สีเสื้อ” และสถานการณ์การเมืองที่มุ่งจะทำทุกทางเพื่อ “ล้มกระดาน” ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงอยู่ในภาวะที่ “สุ่มเสี่ยง” เป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาซึ่งความ “แตกแยก” ระลอกใหม่ กติกาและกฎหมายกำลังถูกใช้และทำให้เป็นประเด็นในเรื่อง “ความไม่เป็นธรรม” รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้ประกาศตัวว่าจะนำ “ความสมานฉันท์” กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” เพราะกำลังถูกแต่ละฝ่ายเรียกร้องและรุกเร้าให้ทำในสิ่งที่เป็นความต้องการของตัวเอง

“สมานฉันท์” นั้นพูดง่าย แต่ทำนั้น “ยาก”

ที่สำคัญต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ “กติกา” ในการอยู่ร่วมกัน

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาสุโว กล่าวไว้ระหว่างการเสวนา เรื่อง “มหาวิทยาลัยกับจินตนาการใหม่เพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี” เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ตอนหนึ่งสะท้อนได้ดีว่า

“ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติการณ์ชาติ ซึ่งเป็นวิกฤติจากทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งมีความซับซ้อนและถือเป็นวิกฤติคลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”.