WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 17, 2009

'กู้เงิน' สัญญาณไม่สู้ดี

ที่มา ไทยรัฐ

จะทำยังไงได้ เพราะนี่คือการเมือง

ในอารมณ์ของคนที่มองโลกอย่างโลก นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะเกิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

และจะเป็นประเด็นทางการเมือง ที่สุดท้ายแล้วอาจทำให้ถึงขั้นยุบสภา เพราะพรรคร่วมรัฐบาลจะแตกคอกัน โดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาเอาด้วย

แต่พรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึกอย่างไร หากในการเลือกตั้งครั้งหน้า หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นคนที่ชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนบ้านเลขที่ 111

พูดให้ครบทุกมุม มันต้องว่ากันแบบนี้

เพราะโดยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมา ว่าด้วยปมร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ ส่วนใหญ่หนักไปทางเสียงด่า ตั้งแง่ใส่นักเลือกตั้ง สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และลูกบ้านเลขที่ 109 จ้องทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ช่วยล้างมลทินอดีตนายกฯทักษิณ

ฝ่ายเสนอโดนถล่มเละ มีวาระแฝง

ทั้งๆที่ในบรรดาฝ่ายต้านก็ใช่ว่าจะไร้วาระซ่อนเร้น

พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางปล่อยเสือมากัดตัวเอง เพราะขนาดล็อกแขนล็อกขานักเลือกตั้งอาชีพ ประชาธิปัตย์ยังต้องเหนื่อยกับพวกนกแล นอมินีแถวสอง แถวสาม นับประสาอะไรถ้าปลดล็อกโทษดองเค็ม ปล่อยตัวจริงลงสนาม

ประชาธิปัตย์เข็ดแล้วกับตำแหน่ง ฝ่ายค้านดักดาน

อาการไม่ต่างกับม็อบพันธมิตรฯที่ดีดลูกคิดแล้วไม่คุ้มทุน แม้จะแลกกับการล้างโทษของ 5 แกนนำในคดียึดทำเนียบรัฐบาล คดีก่อการร้ายยึดสนามบิน

แต่เทียบกับการนิรโทษกรรมปล่อยโจทก์ตัวเอ้ อย่าง ทักษิณออกมายึดอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคืน ทั้งๆที่ธุรกิจเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯยังไม่ได้ผลตอบแทนจากการล้ม ทักษิณเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ไอ้ที่ออกแรงอาละวาดกันมาก็เหนื่อยฟรี

และที่ขึงขังมาเลย เสียงคำรามฮึ่มฮั่มของกองทัพที่สะท้อนผ่านโฆษกกระทรวงกลาโหม ยังไงก็ไม่ยอมปล่อยเสือเจ็บอย่าง ทักษิณกลับมาล้างแค้นเอาคืนเหล่าอำมาตย์ที่รวมหัวกันโค่นอำนาจ

ทหารต้องล็อกดุลอำนาจไม่ให้หลุดมือ

โดยเกมที่ขึงพืดใส่กัน ฝ่ายหนึ่งโดนจ้อง วาระแฝง อีกฝ่ายหนึ่งก็เคลียร์ วาระซ่อนเร้นไม่ออก

นิรโทษกรรมยังต้องซดกันอีกหลายยก เรื่องปรองดองอยู่อีกไกล

แต่เบื้องต้นเลย นี่คือการเมืองอย่างที่นายปริญญา อ่านเกมล่วงหน้า ความขัดแย้งที่จุดชนวนจากร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ จะนำไปสู่การยุบสภา พรรคร่วมรัฐบาลจะเขม่นกับพรรคประชาธิปัตย์

นี่แหละธงของพรรคเพื่อไทย

รีบ ปล่อยของออกมาเร่งไฟ ทั้งๆที่วางคิวกันไว้จะใช้ นิรโทษกรรมเป็นมุกหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อดึงแต้มสงสารจากกองเชียร์ อยากช่วยทักษิณ หนุนนิรโทษกรรม ให้เลือกพรรคเพื่อไทย

ตอกลิ่ม แหย่ฟืนโหมเพลิง

ในห้วงที่สารพัดเผือกร้อนกำลังหล่นใส่มือนายกฯอภิสิทธิ์ ล่าสุดทั้งคิวของ กกต. ทั้งคิวของดีเอสไอ แท็กทีมไล่บี้สอบปมเงินบริจาค 250 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์

การเมืองก็ งานเข้ารายวัน ไหนจะสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้ดี

จับน้ำเสียงล่าสุด นายกฯอภิสิทธิ์พูดแปร่งๆ ยอมรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศครั้งนี้ยากเป็นพิเศษ

หากมาตรการทั้งหมดแก้ปัญหาไม่ได้ อาจต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ

และก็เป็นนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยอมรับรายได้ในปีงบประมาณ 2553 ประเมินไว้ว่า จะต่ำกว่าปีงบประมาณ 2552 แต่รายจ่ายยังต้องกำหนดไว้ในระดับสูง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และโดยการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมี 2 ทางเลือก คือ การเพิ่มภาษีจากประชาชนและการกู้เงินจากแหล่งต่างๆเข้ามาแก้ปัญหา

ซึ่งรัฐบาลขอเลือกแนวทางกู้เงินน่าจะเป็นแนวทางเหมาะสมมากกว่า

โดยคำว่า กู้เงินมันกระตุ้นอารมณ์ของคนที่คาใจกึ๋นของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ที่สำคัญมันเข้าทางของอดีตนายกฯทักษิณที่โฟนอินเย้ยข้ามประเทศ ถากถางเจ็บๆคันๆ

เมืองไทยปล่อยเด็กสองคนลุยไฟกู้เศรษฐกิจ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน สื่อต่างชาติบิดเบือน..!!?

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป
17 กุมภาพันธ์ 2552
*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง ตบหน้าคนไทยอีกฉาด ซุ่มเงียบตอบแทนแกนนำยึดสนามบินนั่งผู้ช่วยเสนาบดีวันนี้


ผู้ใช้นามแฝง"ฟักกลิ้ง บุญชิต"ในบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป บอร์ดสนทนาการเมืองใหญ่ที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ตของไทย ได้นำเสนอกระทู้เสียดสีการยึดสนามบินของพันธมิตรในหัวข้อเรื่อง"พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน สื่อต่างชาติบิดเบือน" โดยได้เสียดสีกรณีที่พันธมิตรพยายามอ้างข้างๆคูๆผ่านเวบผู้จัดการ กับASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรว่า พธม.ไม่ได้เป็นฝ่ายปิดสนามบินสุวรรณภูมิ จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ แต่ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นผู้สั่งปิดเอง

ทั้งนี้กระทู้ดังกล่าวซึ่งได้รับการโหวตจากสมาชิกห้องราชดำเนินให้เป็นกระทู้ยอดนิยม ได้นำภาพข่าวในสื่อต่างประเทศแทบทุกสำนักที่ลงข่าวว่า ผู้ประท้วงพันธมิตรปิดสนามบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารตกค้างในสนามบินเฉพาะวันแรกหลายพันคน และรวมทั้งหมดกว่า600,000คนที่ตกค้างจากเหตุการณ์นั้น และบางรายต้องตายจากอุบัติเหตุรถคว่ำ หลังความพยายามเรียกแท็กซี่หนีออกจากประเทศไทย

















เด็กไม่ทัน! “นังจวน” มาเองออกจากโลง “จีบปากจีบคอ” เตือนอย่าประมาทเงิน 'ทักษิณ' เชื่อยังแทรกอยู่ทุกองค์กร “ปากดี” เงินของเขายังมีความหมายมาก (โถ..“อีเว

ที่มา thaifreenews

โดย : NEWS




นที่ 16 ก.พ. 2552 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า การโทรศัพท์เข้า-ออกจากต่างประเทศ เป็นสิทธิที่ทำได้ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่สิ่งที่ไม่ควรประมาทคือ เงินของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเชื่อว่าเงินยังมีความหมายและมีอิทธิพลมาก จนตนคิดว่าเงินในระบอบทักษิณ ซื้อคนเกือบทุกองค์กรได้ เพียงแต่ซื้อได้ไม่หมดทุกคนเท่านั้น ซึ่งอันตรายมาก เราต้องช่วยกันประคับประคองให้กำลังใจองค์กรที่เป็นหลักของบ้านเมืองให้ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ไม่สยบให้กับอิทธิพลการคุกคามหรือการข่มขู่

“ทั้งนี้การใช้ เงินยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีอิทธิพล การใช้เงินครอบงำเข้ามาในองค์กรต่าง ๆ ตลอดเวลา แม้ตัวบุคคลจะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย ตัวบุคคลอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ เพราะเงินไปได้ทุกแห่ง รัฐบาลจะวีซ่า ห้ามคนไม่ให้ไปที่ไหนได้ แต่ห้ามเงินใครไม่ได้ และเงินไปไม่เหมือนคน ไปได้หลายวิธี ฉะนั้นเรื่องเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ อย่าไปประเมินของเขาน้อยไป อย่าไปประมาท เงินของเขายังมีความหมายมาก”นายชวนกล่าว

นายชวน กล่าวถึงบทบัญญัติเรื่องยุบพรรค ควรมีในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ตรงนี้เหมือนดาบสองคม เพราะโอกาสที่คนไม่เจตนาก็มีโอกาสผิดพลาดได้ แต่ขณะเดียวกันคนที่โกงมาตลอด ก็สมควรได้รับโทษ ดังนั้นหากคณะที่จะมาปฏิรูปการเมืองคิดเรื่องนี้และนำประเด็นนี้มาหารือ เพื่อหาข้อยุติ แต่ตราบเท่าที่กฎหมายยังมีอยู่ จะต้องเคารพกฎหมาย ทั้งนี้ต้องดูว่าสาเหตุที่เกิดวิกฤติในบ้านเมือง ส่วนหนึ่งก็มาจากการเมืองที่ทุจริตซื้อเสียงการเลือกตั้ง คนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญก็พยายามสกัดตรงนี้ด้วยมาตรการกฎหมายที่รุนแรง แต่ปัญหาคือว่าขณะนี้เหตุเหล่านี้ก็ยังดำรงอยู่ ฉะนั้นจะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีอะไร ผู้ที่จะทำหน้าที่ปฏิรูปการเมือง ควรจะคิดประเด็นเหล่านี้ และตนขอว่าอย่าทำเหมือนครั้งที่แล้ว คืออย่ามองข้ามนักการเมืองที่มาจากการเลือก หรือมองในแง่ร้าย

“พวก ซื้อมาก็มีมาก มากจนมากกว่าพวกที่ไม่ซื้อแล้วหรือไม่ ต้องยอมรับว่ามันพัฒนาไปอย่างนั้นจริง ๆ ดังนั้นการแก้ปัญหานี้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่จะแก้โดยวิธีใช้มาตรการ 237 โดยไม่มีข้อแม้หรืออย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่คนที่ทำงานด้านนี้จะได้ดูกัน ผมเสียดายที่ครั้งที่แล้วเราเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าสอบถามพวกเรา ก็จะได้ข้อมูลที่ดี ผมคิดว่ามาตรการในการลงโทษผู้กระทำผิดกรณีนี้ควรจะมี แต่ควรจะมีแค่ไหน อย่างไร ควรต้องไปคุยกันอีกที ถ้าอ่อนไปจะแก้อะไรไม่ได้เลย ถ้าแข็งไป ก็จะมีปัญหา พลาดได้ง่าย”นายชวนกล่าว

รายงานข่าวในที่ประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัต ย์ แจ้งว่า ในที่ประชุมนายชวน หลีกภัย ประธานกรรมการที่ปรึกษา ได้ย้ำให้สมาชิกทุกคนใช้สื่อในการชี้แจงความจริง เพราะในอดีตถือว่าเป็นจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น กรณีการแจกส.ป.ก.ที่ทำให้รัฐบาลต้องล่ม เพราะประชาชนไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่การแจกส.ป.ก.เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการแจกส.ป.ก.ที่จ.ภูเก็ต ที่นายทศพร เทพบุตร ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ควรที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อบ้าง

นอกจากนั้น นายชวน ได้ขอให้รัฐมนตรีของพรรคให้ความร่วมมือกับการประชุมสภาและการประชุมส.ส.พรรค ทุกครั้ง เพื่อที่จะได้มาพูดคุยกับส.ส.ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยตรง เพราะส.ส.ทุกคนเป็นคนค้ำบัลลังก์ของรัฐมนตรีอยู่ หากรัฐมนตรีไม่เข้าร่วมการประชุมสภา ก็อาจทำให้องค์ประชุมไม่ครบได้

ทั้งนี้นายชวน ยังได้บอกกับที่ประชุมว่า ไม่ต้องกลัวเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะอดีตที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยใช้เงินตัวเองเลย แต่กลับให้รัฐมนตรีหาเงินแผ่นดินมาใช้แทน แต่ตอนนี้พ.ต.ท.ทักษิณถึงแม้จะใช้เงินของตัวเองที่มีเป็นหมื่นล้าน ก็ไม่ต้องกลัว และขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

'ณัฐวุฒิ' เปิด! เอกสารประทับตรา “ลับมาก” ของกองทัพภาคที่ 3 จับผิด ทบ.อ้าง “เบื้องสูง” ลับลวงพราง สลายแนวร่วม นปช. จับโกหก 'บิ๊กป้อม' ชี้แจงไม่ตรง เชื่

ที่มา thaifreenews

โดย : NEWS



วันที่ 16 ก.พ. 2552 เวลา 13.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น 2 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปกช.) ได้ร่วมแถลงพร้อมเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมอีกหนึ่งชุด แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 4 แผ่น เป็นรายงานผลการประชุม ส่วนที่ 2 จำนวน 5 แผ่น เป็นพื้นที่รับผิดชอบตามโครงการ เพื่อยืนยันว่ากองทัพบกร่วมมือรัฐบาลสกัดกั้นคนเสื้อแดงตามที่ออกมาแถลงก่อน หน้านี้นั้นเป็นเรื่องจริง

โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากเป็นไปตามที่กองทัพชี้แจง ว่าไม่มีโครงการที่มุ่งสลายคนเสื้อแดง แต่เป็นโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วันที่ 16 ก.พ.นี้จะเป็นวันแรกที่เริ่มดำเนินการ แต่จากเอกสารฉบับล่าสุด ซึ่งประทับตราลับมาก ของกองทัพภาคที่ 3 ที่ กห.0483/ฝยก.64 เรื่อง สรุปผลการประชุมประสานงานโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอ เพียง โดยรายละเอียดระบุแผนปฏิบัติการ ปรากฎข้อความที่ทำให้เชื่อไม่ได้ว่าภารกิจกู้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เช่น เอกสารหน้า 3 กำหนดพื้นที่ในระดับจังหวัดตามความรุนแรงของสถานการณ์ 3 ระดับ คือพื้นที่เพ่งเล็ง พื้นที่สนใจและพื้นที่ปกติ และให้หน่วยต่างๆ พิจารณาใช้วิทยุในพื้นที่รับผิดชอบในการปฏิบัติการข่าวสาร (IO) สนับสนุนการปฏิบัติได้ และข้อ 1.2.7 ที่ให้หน่วยระดับจังหวัดที่วงค์ดุริยางค์นำไปใช้สนับสนุนการปฏิบัติการใน พื้นที่ที่มีความรุนแรง สับสนุนการปฏิบัติการขนาดใหญ่ เช่น การจัดคอนเสิร์ตรักชาติ เป็นต้น

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า บทบาทของกอ.รมน.อยู่ในฐานะผู้สนับสนุน แต่จากการชี้แจงของพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 12 ก.พ.บอกว่าใช้งบประมาณของ กอ.รมน. แต่จากที่ได้ตรวจสอบเอกสารงบประมาณ 2552 ไม่ปรากฎงบประมาณและแผนงานดังกล่าว จึงขอถามว่าใช้งบประมาณจากกอ.รมน.หรือกองทัพ หรือจากใคร หรือกองทัพได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามที่ได้พูดคุยกันเมื่อต้นเดือนม.ค. จริง ถ้าเป็นเช่นนั้นตนก็เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า กองทัพจับมือกับรัฐบาลทำโครงการ อ้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบังหน้าดำเนินการเคลื่อนไหวมวลชนฝ่ายตรงข้ามเพื่อ หวังผลการเมือง ซึ่งกองทัพต้องเป็นผู้ชี้แจงแทนรัฐบาล ทั้งนี้ตนรู้มาว่าเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ได้นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมและได้แสดงอาการไม่พอใจและกล่าวคาดโทษเชิง สาปแช่งผู้ใต้บังคับบัญชาที่เอาข้อมูลออกมา ซึ่งตนไม่มีเจตนามุ่งร้ายส่วนตัวกับใคร แต่เห็นว่าโครงการพฤติกรรมอำพรางเช่นนี้ไม่ยุติธรรมกับประชาชน

นาย จตุพร กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานกับประธานวิปฝ่ายค้านเพื่อยื่นกระทู้ถามสดต่อพล.อ.ประวิตร แต่ถ้าไม่สามารถตั้งกระทู้ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะจะใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมอยู่แล้ว เพราะเป็นโครงการผลาญงบประมาณ ซึ่งตนเห็นว่าตราบใดที่กองทัพไทยยังประกาศซื้อเครื่องบินกริพเพน 1 ฝูง ด้วยราคาที่แพงกว่าประเทศอื่น ย่อมไม่ใช่ความพอเพียงแต่เป็นการทำมาหากินแบบเกินตัว นอกจากนี้ตั้งข้อสังเกตุว่าทั้งบรรยากาศและการทำโครงการทำมาหากินโดยพุ่ง เป้าไปที่ฝ่ายตรงข้าม เป็นลักษณะความเคลื่อนไหวเหมือนช่วงก่อนเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 หากทหารจะแทรกแซงใยจะใช้หุ่นเชิดอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นากยรัฐมนตรีขอให้ทำรัฐประหารเสีย

นาย จตุพร กล่าวว่า สำหรับการชุมนุมใหญ่วันท่ 24 ก.พ. จะนัดรวมตัวที่สนามหลวงเวลา 09.00 น.จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.00 น. ซึ่งทราบว่าทางรัฐบาลได้ประสานขอรถบดจากกทม.เพื่อสกัดกั้นคนเสื้อแดงเนื่อง จากรถขนผู้ต้องขังมีน้ำหนักเบาประชาชนยก ได้ แต่ยืนยัน ไม่ว่าจะต้องเจอกำลังทหารตำรวจกี่หมื่นกี่แสน อาวุธเท่าไหร่ คนเสื้อแดงจะไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจะชุมนุมยืดเยื้อเพื่อทวงถามข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยเห็นว่าข้อเรียกร้องข้อ 1 ที่ให้ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ และ 2.ปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศและอดีตแกนนำพันธมิตรฯทุกคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาลเป็นสิ่งที่ รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ยาก โดยเฉพาะนายกษิต ซึ่งจากวันที่ 24 ก.พ.ก็จะเหลือเวลา 3 วันก่อนประชุมอาเซียนซัมมิท ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ นายอภิสิทธิ์ก็จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเคลื่อนขบวนไปขัดขวางการประชุม ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังใม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่คนเสื้อแดงต้องการขัดขวางการประชุม ส่วนสถานที่ซึ่งจะชุมนุมปิดล้อมนั้นอาจมีมากกว่ากระทรวงการต่างประเทศก็ได้

Monday, February 16, 2009

ตอกลิ่มใส่ฟืนโหมไฟ

ที่มา ไทยรัฐ

ไส้ศึกทางการเมือง

เห็นผลทันตาเลย กับความสำเร็จของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่เปิดเกมดันกฎหมายความปรองดองแห่งชาตินิรโทษกรรมนักเลือกตั้งที่ติดโทษแบนทางการเมืองหลังเหตุรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

อย่างน้อยก็ทำให้เกิดคำถามตอกลิ่ม

สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ต้องตอบด้วยน้ำเสียงไม่เต็มปากเต็มคำ กับกรณีที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แบะท่าหนุนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ของพรรคเพื่อไทย แบบสุดตัว

ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้มีประโยชน์ เพราะขณะนี้บุคลากรการเมืองเหลือน้อย การนิรโทษกรรมจะเป็นประโยชน์มาก หากเห็นว่าเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่พรรคก็พร้อมสนับสนุน และทุกฝ่ายก็ควรจะเข้ามาช่วยกันเพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

โดยรูปการณ์ที่ระแวงกันได้ว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นไส้ศึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หวังเข้ามาผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่สภา

ประชาธิปัตย์ต้องวัดใจพรรคร่วมรัฐบาล

ที่แน่ๆไม่ใช่แค่นายชวรัตน์ แต่มันสำคัญอยู่ที่คนบ้านเลขที่ 111 ที่ยืนทะมึนอยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย ไล่ชื่อดูทั้ง เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-อนุทิน ชาญวีรกูล-สรอรรถ กลิ่นประทุม-สุชาติ ตันเจริญ

ตัวจริงส่งสัญญาณขอกลับมาลงสนาม

และก็ไม่ใช่แค่คิวของค่ายภูมิใจไทย โดยท่าทีไม่ขัดข้องของ เสี่ยตือนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย สายตรงของ บิ๊กเติ้งนายบรรหาร ศิลปอาชา นายใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ชักธงเชียร์

พร้อมแห่ด้วย

ไม่ต้องพูดถึงพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่บอสใหญ่อย่างนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แสดงจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หนุนให้ปลดล็อกบุคลากรทางการเมือง

ผู้มีบารมีนอกรัฐบาลขยับพรึ่บพรั่บแน่

เกมดันกฎหมายนิรโทษกรรมมีลุ้นได้เสีย

และก็เป็นอะไรที่เลือกจังหวะ ปล่อยของได้อย่างเหนือชั้น พรรคเพื่อไทยเปิดเกมดัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองฯ ในห้วงที่เงื่อนไขการเมืองกำลังบีบรัด

โยนฟืนเร่งไฟโหมใส่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ก่อชนวนให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ป่วนกับการรับศึก หลายทาง

ด้านหนึ่งก็คนกันเอง ม็อบพันธมิตรฯ ขยับยืดเส้นยืดสาย เกณฑ์สาวกจากภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ยกพลบุกจังหวัดอุดรธานี เมืองหลวงของม็อบเสื้อแดงสายอีสาน ลุยดงบาทา โชว์ศักดาให้เห็นกันจะจะเลยว่า

ม็อบเสื้อเหลืองไม่เคยหลบให้ใคร

อีกนัยหนึ่งก็ส่งซิกเตือนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นิ่มๆ อย่าคิดขัดใจม็อบพันธมิตรฯ

ปั้นได้ก็ทุบได้

โดยเฉพาะพักหลังๆชักจะโดนเบี้ยวบ่อย ชื่อของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ถูกแตะเบรกจากนายกฯอภิสิทธิ์สั่งให้ชักออกจากบัญชีแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี กุนซือรัฐบาล

เพราะแหยงเสียงโห่ฮา

ในขณะที่เงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนเครือข่ายธุรกิจของขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ก็ยังไม่ได้รับการดูแลอุ้มสมจากรัฐบาลสมกับที่ลงทุนลงแรงช่วยให้พลิกขั้ว

แถมยังโดนทุบหม้อข้าว แนวร่วมหลักของม็อบพันธมิตรฯ อย่างสหภาพการบินไทยก็ ของขึ้นกับการถูกงดโบนัส เบรกขึ้นเงินเดือน จากผลสะเทือนม็อบยึดสนามบินขาดทุนบักโกรก

สั่งไม่ได้ดังใจ ม็อบพันธมิตรฯชักจะหงุดหงิดกับรัฐบาล เด็กดี

แต่ที่หมั่นไส้มาตลอด และตั้งท่าจะล้มกันให้ได้ภายในเร็ววัน

ล่าสุดม็อบ นปช.ประกาศดีเดย์เคลื่อนพลใหญ่บุกทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ทวงคำตอบ 4 ข้อที่ยื่นเงื่อนไขให้นายกฯอภิสิทธิ์ดำเนินการ

ส่งสัญญาณรบยืดเยื้อ

โดยกระบวนท่าโหมโรง ม็อบเสื้อแดงตั้งธงหักดิบรัฐบาลให้ได้

ยังไงก็ไม่ปล่อยให้ อภิสิทธิ์ผ่านจุดหักเห ลุ้นลากยาว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

หากทักษิณยังอยู่ ดอน สอนระเบียบ ก็คงไม่ต้องไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระราชินิเป็นแน่

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



จากข่าวที่ คุณดอน สอนระเบียบ อดีตดาราและนักร้องชื่อดังได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ รับไว้เป็นคนไข้พิเศษ ของพระองค์ท่าน ตามข่าวนี้

[url]http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190883&NewsType=1&Template=1[/url]

ได้ยินข่าวนี้ ผมรู้สึกนึกรันทดในใจอย่างยิ่ง เพราะหากท่านายกฯทักษิณยังอยู่ โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคยังคงอยู่ สังคมไทยคงช่วยคนเจ็บป่วยอนาถาได้มากกว่านี้ เพราะช่วงที่ทักษิณอยู่นั้น ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการรักษา และเข้าถึงบริการรักษาโรคไม่ว่าโรคหัวใจหรือป่วยหนักแค่ไหนก็ตาม ต่างก็สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ต้องไปรบกวนระคายเคืองเบื้องพระยุคคลบาท อย่างคุณดอน สอนระเบียบนี้


เพราะแม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระเมตตาสูงเพียงใดก็ตาม แต่ก็คงช่วยคนเจ็บป่วยเช่นนี้ได้จำนวนน้อยนิดของสังคม อย่างมากก็ไม่เกินสิบยี่สิบคนหรือร้อยคน แต่สังคมเรามีคนป่วยเช่นคุณดอนนี้จำนวนพันคนหรือมากกว่า พวกเขาจะทำอย่างไร หากความเดือดร้อนจากการเจ็บป่วยของเขา ไม่ได้ยินไปถึงพระกรรณของสมเด็จฯท่าน เพราะอาจอยู่ไกล จนพระองค์ท่านไม่ได้รับรู้ ซึ่งคาดว่ามีอีกเป็นจำนวนมาก

นึกแล้วก็เสียดายโครงการดีๆ ของท่านนายกฯทักษิณ เช่น ระบบประกันสุขภาพ ซึ่งท่านนายกฯทักษิณนำมาเรียกว่า โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคนั่นแหละครับ ซึ่งที่จริงชื่อที่ใช้ในวงการสาธารณสุขที่เขาเรียกกันคือ ระบบ Comprehensive Health System ซึ่งระบบนี้ถือว่า ประชาชนทุกคนที่เจ็บป่วยต้องได้รับการรักษา และ "เข้าถึง" บริการอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะยากจน ไม่มีเงิน ไร้ชื่อเสียงเช่นใดก็ตาม ก็เหมือนๆ กับที่เราได้รับรู้ในยุคที่ท่านนายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี คนแก่จำนวนมากที่เป็นโรคหัวใจก็ได้รับการผ่าตัด แม้จะมีค่ารักษาเป็นแสน แต่ก็เสียเพียงสามสิบบาทเท่านั้น และคนแก่เหล่านี้ แม้จะอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล ก็ตาม ระบบก็ไม่ได้กีดกันคนเหล่านี้ออกไป

ในประเทศอังกฤษที่ไม่มี "บัตรประชาชน" โรงพยาบาลจะรับคนไข้ทุกคนไม่ว่าจะมีสัญชาติใดๆ เขาก็ไม่ถามด้วยซ้ำ เพราะวถือว่า แพทย์ไม่มีสิทธิปฎิเสธการรักษาผู้ป่วยทุกกรณี เคยมีรัฐมนตรีมหาดไทยอังกฤษที่ต้องการให้มีการทำบัตรประชาชน ก็ได้รับการต่อต้าน เพราะในบัตรหากระบุสัญชาติ แพทย์เขาก็ไม่มีสิทธิปฎิเสธการรักษา ท้ายสุดก็ต้องล้มเลิกไป

กรณีคุณดอน สอนระเบียบ ถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับโชคดี เทียบได้กับการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งทีเดียว แต่เราเคยมีระบบที่ไม่ต้องการ "คนที่ถูกหวย" เช่นนี้ แต่คนอีกนับพันนับหมื่น ที่ไม่โชคดีเหมือนคุณดอน ก็ต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป เราเคยมีระบบที่ประกันว่า ประชาชนทุกคนที่เจ็บป่วยต้องได้รับการรักษาและเข้าถึงบริการทุกคน

ที่จริงระบบที่ท่านนายกฯทักษิณ สร้างเอาไว้นั้นดีเยี่ยมแล้ว

เฮ้อ สังคมไทยเสียดายสิ่งดีๆ
ปีหนึ่งๆ เราจะมีคนโชคดีเช่นคุณดอน สักกี่คน

ในยุคทักษิณ นิยายน้ำเน่าที่เราเคยได้ยินในสมัยก่อน เช่น ลูกสาวขายตัวเอาเงินไปรักษาแม่ที่เป็นโรคหัวใจ หายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นอีกแล้ว แค่ไปที่โรงพยายาบาลก็ได้รับการรักษา ภายใต้ระบบประกันสุขภาพที่รัฐบาลได้สร้างเอาไว้แล้ว

สังคมไทยของเรา คงต้องต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งดีๆ กลับคืนมาครับ

ผมขอแสดงความยินดี กับคุณดอน สอนระเบียบด้วยนะครับ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นเช่นนี้ครับ ครอบครัวของคุณดอน ควรซาบซึ้งในพระคุณเช่นนี้ตลอดไป



ก็ไม่ต่างจากชาวรากหญ้าทั้งหลายที่เคยได้รับอานิสงค์จากโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคของท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ซาบซึ้งในความกล้าคิดกล้าทำของท่านนายกฯทักษิณ และแม้ท่านจะต้องอยู่ห่างจากประเทศไทย เพราะปัญหาทางการเมือง และความอยุติธรรมในสังคมไทย แต่คนไทยจำนวนหลายแสนหลายลานคนที่ได้รับอานิสงค์นี้ คงไม่อาจลืมท่านอดีตนายกฯทักษิณได้ครับ

Sunday, February 15, 2009

กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมยืดเยื้อหน้าทำเนียบทวงสัญญารัฐบาล 24 ก.พ.นี้

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 14 ก.พ.-บรรยากาศงานระดมทุนกลุ่มเสื้อแดง แกนนำมาพร้อมเพรียง ทวง 4 ข้อเรียกร้องจากรัฐบาล ขณะที่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” จะโฟนอินด้วย นัดชุมนุมอีกรอบที่สนามหลวง 24 ก.พ.นี้ พร้อมเคลื่อนไปทำเนียบฯ-กระทรวงต่างประเทศ ยันไม่ยึดทำเนียบฯ แต่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง บริเวณใกล้กับวัดเวฬุวนาราม หรือวัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ว่า การชุมนุมวันนี้ ตั้งชื่อว่า “วันแห่งความรักประชาธิปไตย” มีการจัดโต๊ะจีนเพื่อระดมทุน จำนวน 1,000 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 10,000 บาท คาดว่าจะมีผู้มาร่วมงานประมาณ 15,000-20,000 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ชุมนุมที่ไม่มีตัวช่วย อาจต้องมีการระดมทุนต่อเนื่องอีกหลายครั้ง

“สำหรับเป้าหมายของงาน คือ การนัดหมายทวงสัญญาข้อเรียกร้อง 4 ข้อที่กลุ่มเสื้อแดงได้เรียกร้องต่อรัฐบาล คือ 1.การดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกรณีปิดสนามบิน 2.ให้ปรับนายกษิต ภิรมย์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 3.ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเอาร่างของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เป็นหลัก และ 4.หลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ขอให้ยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้กลุ่มเสื้แดงทราบดีว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศที่จะไม่ยอมรับข้อเรียกร้อง ทั้ง 4 ข้อ แต่เห็นว่าข้อเรียกร้องที่ 1 และ 2 เป็นข้อเรียกร้องที่น่าจะทำได้” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่าการนัดชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อทวงสัญญา คาดว่าน่าจะเป็นน่าจะเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะชุมนุมที่ท้องสนามหลวง แล้วเคลื่อนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ผู้ชุมนุมจะไม่เข้าไปยึดทำเนียบฯ แต่จะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ นอกจากนี้จะไปชุมนุมที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ล่าสุดจากการโทรศัพท์ปรึกษากับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีการโฟนอินเข้ามาในเวลา 19.30 น. โดยสาระสำคัญจะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับวันวาเลนไทน์ คือ เรื่องความรักประชาธิปไตย และเรื่องต่าง ๆ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องการพูด

ด้านบรรยากาศการชุมนุมของ นปช. ในช่วงเย็นวันนี้ (14 ก.พ.) มีการแสดงดนตรีบนเวที และได้มีร้านค้ามาวางจำหน่ายสินค้าจำนวนมาก อาทิ เสื้อผ้าสีแดง หัวใจตบ รวมทั้งจำหน่ายอาหารด้วย โดยกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 16.00 น. ขณะที่แกนนำต่างทยอยเดินทางมาร่วมงาน อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-14 18:39:19

เพื่อไทยยันในพรรคไม่ขัดแย้งเรื่องซักฟอกรัฐบาล

ที่มา MCOT News

พรรคเพื่อไทย 14 ก.พ.- “กมล บันไดเพชร” ยืนยันเพื่อไทยไม่ขัดแย้งกรณีญัตติซักฟอกรัฐบาล ระบุแกนนำพรรคเพื่อไทยเห็นพ้องยื่นในสมัยประชุมทั่วไปนี้แน่ คุยมีข้อมูลจำนวนมากส่อบริหารทุจริต-จริยธรรมมีปัญหา

นายกมล บันไดเพชร กรรมการบริหารพรรค และนายทะเบียนพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยยืนยันว่า ภายในพรรคไม่มีความขัดแย้งกันตามที่เป็นข่าว จากการประมวลและสอบถามกันแล้ว เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น เพราะในการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการที่จะให้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมทั่วไปนี้ หากพ้นจากนี้ไปจะเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติ จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ ซึ่งจากการพูดคุยแกนนำพรรค ทุกคนมีความเห็นตรงกันในหลักการดังกล่าวว่าจะต้องยื่นญัตติในสมัยประชุมนี้อย่างแน่นอน

“การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมนี้ เราไม่หวังผลล้มรัฐบาล แต่เป็นการเตือนรัฐบาลชุดนี้ว่าจะทำอะไรหรือบริหารราชการแผ่นดิน ต้องระมัดระวังให้มาก ยิ่งภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะงบกลางปีที่รัฐบาลได้เสนอเข้าสู่สภาฯ มีหลายเรื่องที่ส่อการทุจริต ถ้าขาดการควบคุมก็จะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ เพราะยังไม่ทันจะเข้ามาบริหารก็มีปัญหากรณีการแจกปลากระป๋องที่ส่อการทุจริต จึงมั่นใจในข้อมูลทั้งในส่วนของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ระดับหนึ่ง และเชื่อว่าบางเรื่องเมื่อเปิดออกมา คนทั้งประเทศจะฮือฮาพอสมควร” นายกมล กล่าว

นายกมล ยอมรับว่ามีข้อมูลไหลเข้ามาที่พรรคเป็นจำนวนมาก ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหลายเรื่องที่เกิดขึ้น บางเรื่องส่อในการบริหารราชการแผ่นดินที่มีปัญหา บางเรื่องส่อในส่วนจริยธรรม และสมัยประชุมจะปิดในเดือนพฤษภาคม จึงเห็นว่ายังมีเวลาในการเตรียมการรวบรวมข้อมูลให้แน่น และยังไม่กำหนดเวลาว่าจะยื่นญัตติเมื่อใด จึงไม่ควรเร่งรีบ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-14 16:36:13

"แม้ว"ไม่หวั่นถูกฆ่ายันกลับไทยแน่ไม่ตายเมืองนอก ซัดรบ.ปล้นอำนาจ สอนแก้ปัญหาศก.ข้องใจติดคุก2ปี

ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ" โฟนอิน ขอตายคาอีสานไม่ยอมตายเมืองนอกแน่ ยันไม่ห่วงตัวเองไม่ห่วงอำนาจห่วงปชช. ซัดปล้นอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ เอา"ทหาร-ศาล"มาใช้ สอนมวยวิธีแก้เศรษฐกิจส่งเสริมส่งออกท่องเที่ยว อักรบ.ไม่เข้าใจประชานิยมใช้เพื่ออะไร ชี้ปีหน้าเศรษกิจแย่ ยันกลับแน่ถ้าพร้อมแม้จะถูกฆ่าข้องใจติดคุก2ปี

"แม้ว"โฟนอินอ้อนขอตายคาอีสาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19 .30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในงานเลี้ยงโต๊ะจีนระดมทุนของกลุ่มคนเสื้อแดงหน้าวัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โฟนอินเข้ามาว่า ไม่ยอมตายเมืองนอกแน่นอน เพราะเป็นห่วงพี่น้องคนไทย ที่บอกว่ายอมจะไปตายแผ่นดินอีสานหมายความว่า พร้อมจะเข้าประเทศไทยทุกเวลาถึงแม้ว่าเข้าไปแล้วจะถูกฆ่าตายคาแผ่นดินอีสานก็ยอม วันนี้เป็นวันสัญลักษณ์แสดงความรัก บางคนก็แสดงความรักต่อครอบครัว กับลูกกับแม่ แต่วันนี้ทุกคนมาแสดงความรักกับระบอบประชาธิปไตย เป็นน้ำหล่อเลี้ยงประเทศไทยซึ่งกำลังป่วยกำลังกัดกร่อนเพราะไม่ยึดตามกติกา เพียงแต่อยากจะย้ายข้างย้ายขั้วโดยไม่สนใจกติกา


ซัดปล้นอำนาจให้รัฐบาลปชป.

" ผมไม่ห่วงตัวเอง ไม่ห่วงเรื่องอำนาจ เพราะเป็นเรื่องเล็ก แต่ปัญหาคือต่อไปนี้ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร ถ้าคิดว่าไม่ต้องมีการแข่งขัน ถึงเวลาก็มีคนมาช่วยปล้นอำนาจให้แล้วก็เข้ามานั่งบริหารประเทศ จิตสำนึกอย่างนี้มันไม่ทางเข้ากับระบบแข่งขันที่ตรงไปตรงมา การแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยคือการแข่งขันทำความดีให้กับประชาชน และประชาชนศรัทธาจึงเลือกเข้ามาทำงาน วันนี้ ระบบนี้มันถูกลิดรอนไปแล้ว โดยการเอาทหารมาใช้ เอาศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ ซึ่งอันนี้เสียหาย " พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


สอนมวยวิธีแก้เศรษฐกิจ


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อไปว่า ได้เดินทางรอบโลก และเห็นสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นผลดีต่อประเทศไทยหลายเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือวิกฤตการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และตอนนี้เริ่มลุกลามไปหลายที่จนบริษัทใหญ่ต้องล้มเพราะสภาพคล่องธนาคารไม่มีเงินให้กู้ และจะลามมาถึงไทยตรงไหน เพราะไทยเป็นประเทศที่ยึดการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ของจีดีพี (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) กว่า 60% ของจีดีพีไทยเกิดจากการส่งออก ส่งออกหมายความว่าต้องส่งออกไปขายประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ปรากฏว่าวันนี้กำลังซื้อหมด เมื่อกำลังซื้อหมด หรือลดลงไปมาก กระทบส่งออกแน่ กระทบต่อจีดีพีประเทศแน่นอน อีกส่วนที่อาศัยเป็นรายได้คือการท่องเที่ยวก็มีปัญหาอีก เพราะความไม่น่าเชื่อถือของระบบ เอาคนยึดสนามบินมาเป็นรัฐมนตรี คนก็ไม่เชื่อถือ สิ่งที่เป็นห่วงมากคือว่า พอความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้น การลงทุนลดน้อยลง ส่งออกลดลง ท่องเที่ยวลดลง พี่น้องจะอยู่กันอย่างไร แล้วเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลยังทำได้น้อย และยังไม่เข้าใจประเด็น นึกว่าการทำประชานิยมเพียงพอ ต้องเข้าใจประชานิยมเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อคะแนนเสียง แต่เพื่อความเป็นอยู่ของพี่น้อง


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจของไทยจะอ่อนแอแน่นอนในปี 2552 การเติบโตน่าจะแย่มาก คือไม่โต หมายถึงคนที่ทำงานปัจจุบันตกงาน เด็กที่เรียนหนังสือจบใหม่หางานทำไม่ได้ พ่อแม่กำลังซื้อตก เงินทองไม่มี ลูกจะเรียนหนังสืออย่างไร ปัญหาสังคมตามมาแน่นอน วันนี้การเมืองยิ่งอ่อนแอแบบนี้ การเมืองที่ไม่ยึดกติกา 2 มาตรฐานแบบนี้ เรื่องที่ไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่มีทางเลยที่ประเทศชาติจะฟื้นได้ พี่น้องที่เรียกหาประชาธิปไตยที่แท้จริง เรียกหาระบบความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม น่ายกย่อง เพราะบางคนก็อาจจะบอกว่าไม่ใช่เรื่อง แต่จริงๆ แล้วประเทศจะอยู่ได้ด้วยน้ำหล่อเลี้ยงที่ดีคือระบอบประชาธิปไตย


ชี้ชาติพังถ้าไม่เป็นปชต.


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤตเศรษฐกิจจริงๆ แล้วมีต้นเหตุเกิดจากขาดกระบวนคิดในเรื่องของการผลิต ถ้าผลิตแล้วขายไม่ได้ราคา ไม่ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และวันนี้สหรัฐขาดดุลการค้าจมจึงไม่มีกำลังซื้อ ถึงแม้งบฯกลางปีจะผ่านสภาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะวันนี้การแก้ปัญหาอยู่ที่ไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลิตในอนาคตข้างหน้า ถ้าประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นยาก เพราะประชาธิปไตยทำให้คนคิดอย่างไม่มีข้อจำกัด ถ้ากล้าคิดกล้าแสดงออกอย่างไม่มีข้อจำกัด วันนี้จึงต้องกลับมาที่ประชาธิปไตย ถึงบอกว่าประชาธิปไตยเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ถ้าใครบอกว่าประชาธิปไตยไม่สำคัญ คิดว่าจบ

"ถ้าเมื่อไหร่ประชาชนพร้อมที่จะเอาผมกลับ ผมก็พร้อมจะกลับ เมื่อไหร่ที่ชาติคิดว่าผมเป็นประโยชน์จะให้ผมกลับ ผมก็กลับ แต่กลับมาแล้วจะตายจะถูกฆ่าตายก็ไม่เป็นไร แต่ต้องมีความเป็นธรรม วันนี้สิ่งที่เขาเรียกร้องให้กลับมาขึ้นศาล ต้องถามก่อนว่า ผมได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ นอกจากกระบวนการสอบสวนโดย คตส. ตั้งขึ้นโดยปรปักษ์ คือคณะปฏิวัติ แล้วตั้งคนที่เป็นปฏิปักษ์กับผมทั้งนั้น ผมจบปริญญาเอกทางกระบวนการยุติธรรมอาญา แต่เป็นผู้ที่ได้รับความไม่ยุติธรรมมากที่สุด เพราะดันทะลึ่งไปทำงานรับใช้ประชาชนจนเป็นที่พอใจของประชาชน นั่นคือที่มาของความอยุติธรรมที่โถมใส่ผม เพราะต้องการขจัดผมให้พ้นจากการเมืองไทย"


ข้องใจติดคุก2ปี-ลั่นไม่ยอมแพ้


"พวกที่กล่าวหาผมคอร์รัปชั่นจำคุก 2 ปี คอร์รัปชั่นแปลว่าอะไร ยักยอกเอาเงินส่วนตัวเป็นของตัวเอง ผมซื้อที่จ่ายตังค์ ศาลพิพากษาว่าผู้ขายก็ไม่ผิด ผู้ซื้อก็ไม่ผิด ที่ดินพิพาทก็คืนให้ผู้ซื้อ แต่ผู้ขายดันทะลึ่งเป็นผัวคนซื้อ เซ็นใบยินยอมให้ ก็เลยต้องติดคุก 2 ปี อย่างนี้หรือแปลว่าคอร์รัปชั่น ให้ใครเอาส่วนไหนคิดก็คงจะพอรู้ แต่ถือเป็นชะตากรรมที่ต้องรับก็ต้องรับ แต่ขอให้รู้ว่ารับอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ต้องเคารพกติกา ไม่ใช่ใช้กรรมการมาเข้าข้างตัวเอง อีกไม่กี่วันมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คงจะรู้กันว่าอะไรเป็นอะไร ขอขอบคุณประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมจะไม่กลับคืนสู่ประเทศไทยตราบใดที่ประชาธิปไตยยังไม่เสร็จ ยังไม่เป็นหลักต่อการเมืองไทย ผมจะไม่ยอม พี่น้องเชื่อมั้ยศาลตัดสินผมผิดด้วยมติ 5 ต่อ 4 โดย 4 ที่บอกว่าผมไม่ผิด เขียนได้ชัดเจนเห็นว่าผมไม่ผิด แต่วันที่ศาลตัดสินลงโทษ มันเหลือ 4 ต่อ 4 เพราะอีกคนไม่สามารถนั่งบังลังก์ได้" อดีตนายกฯกล่าวในท้ายสุด

จับตานาทีทอง พรรคฝ่ายค้าน

ที่มา ข่าวสด


สถานการณ์ช่วงนี้ถือเป็น"นาทีทอง"ของพรรคฝ่ายค้าน

เนื่องจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังระส่ำจากสารพัดปัญหารุมเร้าทั้งภายในและภายนอก

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามปลุกปั้นให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง

เอาเข้าจริงก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม

งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.16 แสนล้านผ่านสภาไปแล้วแต่ยังต้องรอไปจนถึงเดือนหน้าเป็นอย่างน้อย กว่าเม็ดเงินจะกระจายลงไปสู่ระดับชาวบ้าน

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะพัฒนาขีดขั้นความรุนแรงอีกมากน้อยแค่ไหน

แต่เท่าที่เห็นตอนนี้คือเสียงเชียร์จากภาคนักธุรกิจที่เคยดังเจี๊ยวจ๊าว ในช่วงประชาธิปัตย์เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล

ผ่านไปยังไม่ครบ 2 เดือน ปรากฏว่าเบาลงไปเยอะ

นอกจากนี้รัฐบาลยังออกอาการสะดุดขาตัวเองหลายเรื่อง

เริ่มตั้งแต่ปัญหาปลากระป๋องเน่า ที่ลุกลามจนต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีผู้ดูแลรับผิดชอบ

ที่ยังมีเรื่องร้องเรียนติดตัว รอการชี้ขาดจากองค์กรอิสระก็อีกหลายคน อาทิ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และนายสุเทพ เทือกสุวรรณ รองนายกฯ เป็นต้น

การโยกย้ายข้าราชการ-ตำรวจแบบล้างบางทีใครทีมัน ถูกโจมตีว่าเป็นการกระทำสวนทางกับนโยบายสร้างความสมานฉันท์โดยสิ้นเชิง

ล่าสุดกรณีเงินบริจาค 250 ล้านบาท ที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดโปง

ถึงจะเป็นเรื่องเก่าเกิดขึ้นมาหลายปี แต่ก็สร้างความกระสับกระส่ายให้พรรคประชาธิปัตย์พอสมควร

และที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียเครดิตไปไม่น้อย

คือเรื่อง กกต.มีมติแจกใบแดงให้ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.ของพรรคในเขต 1 สมุทรปราการ

อีกทั้งสดๆ ร้อนๆ กับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. ที่พบว่ามีรัฐมนตรี 3 คนเข้าข่ายถือหุ้นเกินร้อยละ 5

ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งได้

ปมอื้อฉาวที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดนี้

ทำให้เริ่มมีการตั้งข้อสงสัยกันบ้างแล้ว ว่ารัฐบาลกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงภาวะ"ขาลง"เร็วกว่าที่คาดคิดหรือไม่

แน่นอนว่าการที่รัฐบาลออกอาการไม่ค่อยดีแบบนี้ ผลดีย่อมตกอยู่กับฝ่ายค้าน

พรรคเพื่อไทยนั้นสืบสายพันธุ์จากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ผูกขาดเป็นรัฐบาลมายาวนานถึง 8 ปี ก่อนจะมาเป็นฝ่ายค้าน

บทบาทใหม่นี้จึงท้าทายความสามารถอย่างมาก

ถึงจะมี"ม็อบเสื้อแดง"เป็นกองกำลังคู่ขนาน คอยเคลื่อนไหวก่อกวนรัฐบาลอยู่นอกสภา

แต่การเมืองในยามปกติ รัฐบาล-ฝ่ายค้านต้องต่อสู้หักโค่นกันในสภาเท่านั้น ประชาชนถึงจะยอมรับ

ในจังหวะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เผลอทำการ์ดตก เผยจุดอ่อนให้ฝ่ายค้านเห็นเต็มไปหมดเช่นนี้

จึงอยู่ที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยจะฉวยโอกาสปล่อยหมัดเด็ดได้เข้าเป้าจังๆหรือไม่

อาวุธหนักและอันตรายของฝ่ายค้านที่ใช้ต่อสู้กับรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย

คือการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

จากสภาพของพรรคเพื่อไทยขณะนี้ สมาชิกที่ได้ชื่อว่าเจนจัดในเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมากที่สุดก็คือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

และร.ต.อ.เฉลิมก็ไม่ทำให้พรรคผิดหวัง จากข้อมูลที่ได้มาเรื่องเงินบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ 250 ล้าน

ร.ต.อ.เฉลิมแสดงความพร้อมที่จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 มี.ค.

แต่ปัญหาคือกติกาในการยื่นเปิดอภิปรายตัวนายกฯ กำหนดให้ฝ่ายค้านต้องเสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯเข้าไปด้วย ซึ่งตามหลักการแล้วควรจะเป็นหัวหน้าพรรค

แต่เพราะนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคปัจจุบันไม่ได้เป็นส.ส. จึงเป็นนายกฯไม่ได้

พรรคเพื่อไทยจึงต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่เป็นส.ส. มาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน และสำหรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ เพื่อให้การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ สมบูรณ์มากขึ้น

ตรงนี้เองที่ทำให้พรรคเพื่อไทยขัดแย้งกันเอง

การที่พรรคเพื่อไทยตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จนกระทบต่อแผนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ที่อาจต้องหยุดพักไว้ก่อน

เนื่องจากในพรรคมีผู้เสนอตัวเข้าช่วงชิงตำแหน่งหลายคน

นอกจากร.ต.อ.เฉลิม ที่ได้รับเสียงหนุนจากส.ส.ภาคอีสานจำนวนหนึ่ง

ยังมีพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่แสดงความพร้อมจะทิ้งเก้าอี้รองประธานสภา เพื่อมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านเสียเอง

ขณะเดียวกันชื่อนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่เงียบหายไปนานก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง

หลังการประชุมพรรคล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิมออกมาให้ข่าวว่า พรรคมีความพร้อมจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ วันที่ 11 มี.ค.นี้

แต่ปรากฏว่ามีส.ส.และแกนนำหลายคนออกมาปฏิเสธ

ยืนยันพรรคยังไม่ได้มีมติกำหนดวันตายตัว ว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เพราะต้องรอตกลงกันให้ได้เสียก่อนว่าจะเลือกใครเป็นหัวหน้าพรรค

เพราะทั้งสองเรื่องมีผลเชื่อมโยงถึงกัน

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ถึงแม้ว่าร.ต.อ.เฉลิมจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้อย่างดุดัน แต่การจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ช่วงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลุดจากเก้าอี้นายกฯ แล้วมีการพยายามเสนอชื่อบุคคลที่สังคมไม่ยอมรับขึ้นมาเป็นนายกฯแทน

จนทำให้พรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นไม่ยอมรับไปด้วย และได้แปรพักตร์หันมาจับขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์

ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกฯ

ครั้งนั้นนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์เลยได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

ครั้งนี้จึงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าความขัดแย้งในการช่วงชิงอำนาจการนำในพรรคเพื่อไทย จะทำให้รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ได้รับประโยชน์ซ้ำสอง

หลุดรอดจากการถูกตรวจสอบหรือไม่