WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 17, 2009

วิกฤติสุขภาพไทย คลี่ปมปัญหาคนแก่

ที่มา ไทยรัฐ

โรคหมอนรองกระดูก เป็นความกังวลใจสำคัญของผู้ใส่ใจสุขภาพยุคใหม่...มีผลการสืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมากกว่า 50,000 แห่ง

เว็บบล็อก http://blog.eduzones.com/wanwan เริ่มสร้างบล็อกวันที่ 12 ธ.ค. 2551 มีเรื่องทั้งหมด 500 จำนวนผู้ชม 46,616 โพสต์ เรื่อง หมอนรองกระดูก ภัยเงียบ!!คุกคามคนออฟฟิศ เอาไว้ว่า....

สาเหตุสำคัญ เกิดจากการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ยกของหนัก เล่นกีฬาผิดท่าหรือรุนแรง ก่อให้เกิดอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวชาลงแขนหรือขา ไปจนถึงกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง

เหล่านี้...ล้วนเป็นสัญญาณร้ายของภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

โรคภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไขสันหลัง ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน หรืออาจถึงขั้นพิการได้...วัยเสี่ยงอยู่ในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป

นพ.ธีรศักดิ์ พื้นงาม หัวหน้าศูนย์ระบบประสาทไขสันหลัง เครือโรงพยาบาลพญาไทบอก

คุณหมอธีรศักดิ์บอกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการ แพทย์จะตรวจละเอียดด้วยเครื่อง MRI Spine หรือเครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตรวจหาความผิดปกติของหมอนรองกระดูก เพื่อวางแผนรักษาโดยไม่เปิดแผลผ่าตัด

โรคหมอนรองกระดูก แม้ว่าจะทำการรักษาแล้ว แต่มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก...การป้องกันจึงเป็นข้อเตือนใจที่สำคัญ นับตั้งแต่การจัดท่านั่งทำงาน หรือกิจวัตรประจำวันให้ถูกต้อง

ข้อมูลในเว็บบล็อกแนะว่า...พยายามให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ ในแนวตรงเสมอ หลีกเลี่ยงการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อหลังมากๆ หมั่น บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงไว้เสมอ

คนวัยทำงานควรนั่งหลังตรงชิดเก้าอี้ ขาวางติดพื้น แป้นพิมพ์และเม้าส์คอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระนาบเดียวกัน ทำมุม 45 องศากับจอคอมพิวเตอร์ สลับกับการปรับเปลี่ยนท่านั่ง หรือมีการเคลื่อนไหวทุกๆ 1 ชั่วโมง

โรคหมอนรองกระดูกเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆสำหรับข้อกังวลเรื่องสุขภาพ...ภาพใหญ่วิกฤติสุขภาพคนไทยยังมีหลายปัจจัยที่น่าเป็นห่วง

งานประชุมวิชาการ เนื่องในวันสถาปนาศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง วิกฤติของชาติ : ประเทศไทยจะไปทางใด?” ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล บอกว่า การขยายตัวของความเจ็บป่วย เป็นภาพสะท้อนที่จะชี้ให้เห็นว่าคนไทยเจ็บป่วยมากขึ้น...พิการมากขึ้น

สะท้อนถึงปลายทาง...ความไม่ประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาระบบสุขภาพ และการสาธารณสุขของประเทศไทย

ผลการเก็บข้อมูลวิจัยกว่า 10 ปี พบว่า ประเทศไทยมีการขยายตัวของความเจ็บป่วยมาก โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง

ตั้งแต่ปี 2541 คนไทยทั้งผู้ชาย..ผู้หญิง เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มอายุ

ปี 2541-2547 คนไทยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ...ยกเว้นในปี 2549 ลดลงอันอาจเป็นผลจากการรักษาที่ช่วยลดการเสียชีวิต

ผลสำรวจผู้สูงอายุ...มีความพึ่งพาหลากหลายด้านมากขึ้นทั้งผู้ชาย ผู้หญิง นับตั้งแต่การกินอาหาร สวมใส่เสื้อผ้า อาบน้ำ

พบด้วยว่า ความชุกของการพึ่งพาของผู้สูงอายุในแต่ละภาคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สูงที่สุดในเขตกรุงเทพมหานคร ปานกลางในภาคกลาง และภาคใต้

ต่ำที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ลดหลั่นกันไปตามความเจริญทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ภายใต้หัวข้อ สังคมผู้สูงอายุ : เราจะเตรียมรับมือกันอย่างไร? ในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า ประชากรของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 66.48 ล้านคนในปี 2551...เป็น 70.65 ล้านคนในปี 2568 และจะค่อยๆลดลง เป็น 70.63 ล้านคนในปี 2573

จำนวนประชากรวัยเด็ก ช่วงอายุ 0-14 ปี จะลดลงอย่างสม่ำเสมอจาก 15.95 ล้านคนในปี 2533...เหลือเพียง 9.54 ล้านคนในปี 2573

คิดเป็นสัดส่วน...ลดจากร้อยละ 29.23 เหลือเพียงร้อยละ 13.50

ประชากรวัยทำงาน ช่วงอายุ 15-59 ปี จะเพิ่มจาก 34.59 ล้านคนในปี 2533 เป็น 46.34 ล้านคนในปี 2560...จากนั้นจะลดลงเป็นลำดับ เหลือ 43.35 ล้านคนในปี 2573

คิดเป็นสัดส่วน เพิ่มจากร้อยละ 63.40 เป็นร้อยละ 67.67 แล้วลดลงเป็นร้อยละ 61.38

ประชากรวัยสูงอายุ...อายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จาก 4.02 ล้านคนในปี 2533 เป็น 17.74 ล้านคนในปี 2573 คิดเป็นสัดส่วนจะเพิ่มจากร้อยละ 7.36 เป็นร้อยละ 25.12

สะท้อนตามนิยามสังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2547 เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 เป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ในปี 2567

หรืออีก 15 ปีข้างหน้า...เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วน มากกว่าร้อยละ 20

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ ทำให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิงหรือภาระโดยรวมที่ประชากรวัยทำงานจะต้องเลี้ยงดูประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น

จากการสำรวจประชากรสูงอายุโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 71.4 อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล...อีกร้อยละ 28.6 อยู่ในเขตเทศบาล

ร้อยละ 62.5 เป็นผู้ที่สมรส ร้อยละ 34.8 เป็นม่าย หย่าหรือแยกกันอยู่ และอีกร้อยละ 2.7 เป็นโสด

ด้านการศึกษา...ผู้สูงอายุส่วนใหญ่คือร้อยละ 68.9 เรียนจบชั้นประถมศึกษา มีเพียงร้อยละ 9.5 ที่เรียนจบสูงกว่าระดับประถมศึกษา อีกร้อยละ 21.6 ไม่เคยเรียนหนังสือ หรือจบต่ำกว่าชั้นประถมศึกษา

อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุ 3 ใน 4 คน หรือร้อยละ 76.1 สามารถอ่านออกเขียนได้

ด้านสุขภาพ กลุ่มโรคที่ผู้สูงอายุป่วยมาก 3 อันดับแรก คือ กลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและข้อ...กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ...กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด

ส่วนสาเหตุการตายของผู้สูงอายุที่สำคัญ คือ โรคมะเร็งทุกชนิด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีแนวโน้มพิการมากขึ้น จากร้อยละ 5.8 ในปี 2544 เป็นร้อยละ 15.3 ในปี 2550 โดยความพิการที่พบมาก คือ สายตาเลือนรางทั้งสองข้าง หูตึงสองข้าง และอัมพฤกษ์

ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล เสนอข้อแนะนำต่อหน่วยงานสุขภาพภาครัฐว่า ควรเร่งดำเนินการจัดสรรงบและทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพคนไทยที่เลวลง พัฒนาให้เกิดการหดตัวของการเจ็บป่วยขึ้นแทนที่

จัดตั้งศูนย์แห่งชาติด้านวิจัย สนับสนุนนโยบายปัญหาการขยายตัวของความเจ็บป่วย ระดับชาติ เพื่อติดตามแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง แก้วิกฤติที่เกิดขึ้น

วันนี้...ชีวิตคนไทยอยู่นานขึ้น แต่สุขภาพแย่ จำเป็นต้องมีคนดูแล ผู้สูงอายุคือเหตุตอนปลาย ที่มีผลมาจากการใช้ชีวิตในตอนต้น

คุณหมอสุทธิชัย กล่าวทิ้งท้าย.

กกต.ไม่บรรจุวาระเอาผิดเนวินร่วมตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (17 ก.พ.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้งด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า ในวันนี้ยังไม่มีระเบียบวาระพิจารณากรณีของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาล กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยคงต้องหารือกันก่อนว่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ เพราะต้องรอให้เลขานุการฝ่ายสืบสวนสอบสวน รายงานสรุปรายละเอียดให้ทราบก่อน จึงยังไม่ทราบว่าจะต้องมีการสอบพยานเพิ่มเติมหรือไม่ และขณะนี้ยังไม่ทราบว่าสอบพยานครบแล้วหรือยัง ซึ่งต้องหารือในที่ประชุมก่อนว่าจะพิจารณาได้เลยหรือไม่ สำหรับข่าว กกต.เสียงแตกในการพิจารณาเรื่องนี้ที่อาจถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลหรือไม่ นั้น ต้องขอหารือในที่ประชุมก่อนไม่สามารถตอบได้ขณะนี้

นายประพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายค้านสามารถขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่าจะต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ยื่นขอเปิดอภิปราย แต่ระบุว่า ส.ส. 1 ใน 5 สามารถเปิดอภิปรายได้ และการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วยรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

เอกชนขย่มมาตรการรัฐ สร้างหนี้ท่วมหัวดันจีดีพีขึ้น แค่ 1%

ที่มา ไทยรัฐ

งานสัมมนาในหัวข้อ ฟื้นเศรษฐกิจไทย ใต้เงาวิกฤติเศรษฐกิจโลกซึ่งมีบรรดานักธุรกิจชั้นนำจากภาคเศรษฐกิจหลายสาขามาร่วมกันให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการรัฐบาล วานนี้ (16 ก.พ.) ว่าเพียงพอจะฉุดประเทศไทยให้ฝ่าวงล้อมวิกฤติเศรษฐกิจโลกออกไปได้หรือไม่นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะองค์ปาฐก ยังคงยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น และรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 3 และ 4 จะกลับมาเป็นบวกได้ เมื่อมาตรการต่างๆของรัฐบาลซึ่งหมายถึงการอัดฉีดเงินงบประมาณเริ่มลงไปในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้จีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนจะติดลบ และอาจติดลบต่อในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่รัฐบาลจะพยายามไม่ให้ไตรมาสที่ 2 ติดลบ หรือถ้าติดลบก็ให้น้อยลง กระนั้นก็ตามคงไม่สามารถพูดได้ว่าที่สุดแล้ว สิ้นปีนี้ตัวเลขสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และก็ไม่คิดด้วยว่าประเทศไหนจะรู้ว่าตัวเลขสุดท้ายของประเทศตัวเองจะเป็นอย่างไร

ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้คงจะไม่เห็นเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุด และจีดีพีจะต้องติดลบ อย่างไร ก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความคาดหวังของคน ซึ่งนายก้องเกียรติเสนอแนวทางไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1. เร่งกระตุ้นความต้องการการบริโภคในประเทศ ซึ่งนอกจากจะเน้นที่คนจนแล้ว รัฐบาลต้องมองถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนรวยด้วย ทั้งนี้ หากดูที่บัญชีเงินฝากทั้งหมดที่มีอยู่ 7 ล้านล้านบาท แยกเป็นบัญชีที่เกินกว่า 1 ล้านบาท มีมากถึง 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 900,000 บัญชี ขณะที่บัญชีที่มีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปมี 67,000 บัญชี หรือ 2.8 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า คนรวยยังคงเก็บเงินไว้เฉยๆรัฐจึงต้องหาวิธีกระตุ้นให้นำเงินออมออกมาใช้

ข้อ 2. ระยะเวลากระตุ้นเศรษฐกิจ ควรทำอย่างจำกัด ไม่ใช้เวลายาวเกินไป เช่น กรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาท กับคน 8 ล้านคน ควรให้จ่ายภายใน 1-2 เดือน ไม่ใช่เก็บไว้ในธนาคาร 3. นโยบายการเงินการคลังต้องทำอย่างสอดคล้องและไปในทางเดียวกัน เช่น การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลให้ธนาคารเฉพาะกิจปล่อยสินเชื่อมากขึ้น 4. กลุ่มประเทศในอาเซียนควรทำงานร่วมมือกันให้มากขึ้น 5.ไม่ควรมีการกีดกันทางการค้า เนื่องจากจะทำให้การค้าขายหดตัว 6. รัฐควรใช้ความสามารถของบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีความเข้มแข็งก้าวสู่เวทีระดับโลกให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นก็จะทำให้ไทยฟื้นตัวขึ้นก่อนคนอื่น

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเตือนว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลเน้นแต่สร้างการบริโภคให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เน้นการลงทุนเลย จึงมองไม่เห็นว่ารายได้ในอนาคตของประเทศจะมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันมีข้อควรระวังในการใช้นโยบายการคลัง ที่รัฐบาลแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีขอบเขตจำกัด จะสร้างหนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องคิดให้ดีว่าการสร้างหนี้ให้ ประเทศด้วยการขาดดุลงบประมาณจะกลายเป็นหนี้ในอนาคตที่ไม่คุ้มค่า เพราะมาตรการที่ออกมาทั้งหมด มีส่วนทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 1% ถือเป็นผลลัพธ์ที่ได้กลับมาน้อยไป เพราะจีดีพีที่ประเทศจะอยู่ได้ต่ำที่สุดภายใต้จำนวนหนี้สาธารณะปัจจุบันคือ 3% และต้องทำให้ขยายตัว เกิน 4-5% ขึ้นไป ถึงจะมีรายได้ประชาชาติที่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลงได้

นายศุภวุฒิกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่สุดเดือน ก.พ.-มี.ค.ที่จะมีคนว่างงานถึง 2 ล้านคน และมีคนจบการศึกษาใหม่อีก 700,000 -800,000 คน จึงเป็นเรื่องยากในการบริหารในไตรมาสที่ 2-3 ของปีนี้ แต่หากไตรมาส 4 ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นและท่องเที่ยวฟื้นก็จะดีขึ้น

นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวในงานสัมมนาเดียวกันว่า วิกฤติของการท่องเที่ยวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด มากกว่าในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้ง 2 ครั้ง ช่วงก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯเมื่อวันที่ 11 ก.ย ช่วงโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนกระบาด และหลังสึนามิ โดยล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวในยุโรปลดลง 40% กลุ่มสแกนดิเนเวียลดลง 10% ส่วนจีนและญี่ปุ่น ช่วงปิดสนามบินหายไป 90% แต่ช่วงตรุษจีนกลับมา 20-30% เท่านั้น จึงจำเป็นที่รัฐต้องเร่งฟื้นการท่องเที่ยว ทั้งมาตรการ และเม็ดเงินช่วยเหลือ ซึ่งรัฐอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นท่องเที่ยวน้อยมาก ส่วนเงินช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการ ที่ภาคเอกชนขอไป 15,000 ล้านบาท รัฐขอลดเหลือ 5,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติ

ผู้ประกอบการมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น เพราะปีนี้ไฮซีซั่นไม่จริง มันเป็นโลว์มากกว่า เงินที่สะสมไว้ก็ใช้ออกมาถ้าเงิน และมาตรการกระตุ้นของรัฐไม่ถึงผู้ประกอบการก่อนเดือน เม.ย.นี้ ปีนี้ภาคท่องเที่ยวจะปลดพนักงานกว่า 80,000 คน หรือ 40% ของแรงงานทั้งหมด และเราจะเจอโลว์ซีซั่นติดต่อกัน 5 ซีซั่น ตั้งแต่เดือน พ.ค.51-เดือน ต.ค.53 แต่ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เงินมา มาตรการรัฐทำงานได้จริง เดือน พ.ย.52-มี.ค.53 อาจจะมีไฮซีซั่นกลับมา และอาจมีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน อย่างนี้รัฐตั้งเป้าหมายได้

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตนมีข้อมูลว่าพอเกิดวิกฤติไม่ว่านานเท่าใด รายได้ต่อหัวของคนในประเทศจะลดลง 9% และจากจุดสูงสุดลงมาถึงจุดต่ำสุดก่อนเศรษฐกิจจะฟื้นตัว จะต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งหากต้องใช้เวลานานขนาดนี้ รัฐบาลก็ต้องเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวไว้ 2-3 ปี เห็นได้จากสหรัฐฯทำแผน 2 ปีไว้เลย ขณะที่ออสเตรเลียทำแผน 5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ดังนั้น ไทยต้องมองภาพอย่างนี้ ไม่ใช่กระตุ้นทีละปี และต้องเตรียมเงินไว้หากมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย และงบประมาณก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน รวมทั้งการใช้เงินต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รายได้ประชาชาติใน 3-4 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้น อัตราหนี้สาธารณะจะได้ลดลง

ไทยถือเป็นประเทศเล็กๆในโลก เหมือนเม็ดทรายบนหาดเวลาคลื่นซัดก็จะกระเด็น ฉะนั้นต้องป้องกันตนเอง หันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเพิ่มการบริโภคและการลงทุน โดยเพิ่มอุปสงค์ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยากมาก ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่แก้ปัญหาได้รวดเร็วด้วยการลดค่าเงินบาท สินค้าไทยก็ส่งออกได้ แต่ตอนนี้ใช้ไม่ได้เพราะเศรษฐกิจโลกตกลงทั้งหมด ต้องมาพึ่งเศรษฐกิจในประเทศ จึงเป็นโจทย์สำคัญมากว่าจะเพิ่มการบริโภคได้อย่างไร

ส่วนเรื่องการลงทุนจะต้องเน้นทั้งโครง สร้างพื้นฐานที่มีแผนอยู่ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมด้วย และต้องหารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีเรื่องใดต้องลงทุนบ้าง.

ทางเลือกสุดท้าย

ที่มา ไทยรัฐ

การจุดพลุ พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองหรือการนิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทยย่อมมีนัยเพื่อเป้าหมายในการปลดแอกนักการเมืองสำคัญๆ ให้พ้นจากการถูกเว้นวรรคการเมืองแล้ว หากทำสำเร็จก็มองเห็นอนาคตข้างหน้าชัดเจนขึ้น

คือทำให้ นายใหญ่คืนกลับมาสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้งแบบไร้มลทิน

แต่อีกด้านหนึ่ง หากไม่สำเร็จ ก็จะทำให้รัฐบาลปั˜นป่วน เกิดความขัดแย้งภายใน โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก เพราะยังไม่ทันได้ยื่นก็เริ่มระส่ำระสายแล้ว เพราะคิดเห็นเป็น 2 ฝ่ายคือ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ประชาธิปัตย์กับพรรคเท่านั้น แม้แต่พรรคร่วมด้วยกัน ก็ใช่ว่าจะเห็นตรงกัน

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะแม้ว่าส่วนหนึ่งที่เห็นด้วย ก็เพื่อให้บรรดาแกนนำที่ว่ากันถึงที่สุดแล้วก็คือ ผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งจริงๆก็คือ หัวหน้าพรรคตัวจริง แต่ถูกเว้นวรรคสามารถคืนสู่สนามได้อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ต้องวาระครบ 5 ปี แต่อย่างใด

นอกจากนั้น ยังสามารถที่จะสร้างความสมานฉันท์ในหมู่นักการ เมือง ซึ่งตกอยู่ในที่นั่งเดียวกันได้ระดับหนึ่ง หรือจะเรียกว่าเป็นบุญคุณทางการเมืองต่อกันได้อีกด้วย

สำหรับ 111 คน ที่ถูกเว้นวรรคการเมืองชุดแรกนั้น แม้จะเหลือเวลาอีกไม่เท่าใด ก็จะพ้นคุกแล้ว แต่เนื่องจากวาระของสภาที่จะครบ 4 ปี ก่อนที่จะถึงวาระนั้น จึงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ หากอยู่ครบเว้นวรรค 5 ปี ก็ต้องรอเวลาไปอีกเป็น 9 ปี

ดังนั้น หากมี ก.ม.นิรโทษกรรมออกมาตอนนี้ก็ถือว่าได้โชค 2 ชั้นเลยทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงพวกเว้นวรรคชุดหลังที่ถูกโทษในระยะเวลาสั้นๆก็พ้นแล้ว

ไมตรีจิตอย่างนี้แหละที่จะทำให้ ประชาธิปัตย์เหนื่อยหัวใจแน่

แม้ส่วนหนึ่งจะมองว่า ถ้า ก.ม.นิรโทษกรรมผ่านความเห็นชอบจะส่งผลให้การกลับคืนสู่ถนนการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะทำให้ นักการเมืองที่แยกคอกออกมาจะหวั่นไหวโดยมองว่าจะต้องกลับมาใหญ่และชนะการเลือกตั้งเป็นนายกฯเป็นรัฐบาล อาจจะไม่เห็นชอบกับแนวทางนี้

หรือนักการเมืองรุ่นที่ 3 หรือหน้าใหม่ๆ ที่เห็นว่าหากนักการเมืองรุ่นเก่ากลับมาเล่นการเมืองได้ก็จะปิดกั้นโอกาสพวกเขาที่จะมีบทบาท และเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองตามความปรารถนา ใครจะเชื่อล่ะว่าการเมืองยุคนี้ จะได้เป็นนายกฯหรือรัฐมนตรีกันอย่างง่ายดาย

ดังนั้น การทำให้กฎหมายนี้แท้งไม่ผ่าน ก็เท่ากับกำจัดนักการเมืองรุ่นนั้นไปโดยปริยาย เปิดโอกาสกว้างสำหรับพวกนักการเมืองโนเนมอย่างพวกเขา ซึ่งไม่มีโอกาสไหนจะดีกว่านี้แล้ว

นี่คือ สิ่งที่ประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลคิดและมุ่งหวังว่าจะให้เป็นไปเช่นนั้น เพราะสอดรับกับประโยชน์ของพวกเขาโดยตรง

แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แต่จะใช้วิธีการยื้อเวลาออกไปด้วยข้ออ้างที่ว่าปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วน และสำคัญกว่าปัญหาการเมือง ขณะเดียวกันก็สร้างไมตรีจิตด้วยแนวคิดปฏิรูปการเมืองมารองรับ

และเห็นว่าจะทำให้เกิดความชอบธรรมสร้างการเมืองใหม่ ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่และไม่เป็นการขัดหรือไปล้มล้างกระบวนการยุติธรรมที่กำลังถูกย่ำยีในขณะนี้ คือพร้อมจะช่วยแต่ก็ต้องช่วยด้วยกลวิธีที่แยบยลกว่า

ทั้งหลายทั้งปวงคงจะมีการหารือกันระหว่างรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล เพราะดูเหมือนว่าพรรคร่วมแม้จะมีเสียงสนับสนุนในระดับที่กว้าง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งนั่นแสดงว่าอาจจะพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ ที่สำคัญก็คือต้องตั้งคำถามว่าต้องการให้ ทักษิณคืนสังเวียนการเมืองหรือต้องการให้พันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวทำให้บ้านเมืองวุ่นวายอีกหรือ

จะอย่างไรก็ดี ประชาธิปัตย์จะต้องยื้อให้นานที่สุด เพื่อให้รัฐบาลตั้งหลักได้แม้จะเกิดปัญหาก็ตาม

สุดท้ายคงหนีไม่พ้น ยุบสภาทางออกที่ต้องเลือก.

“สายล่อฟ้า”

ลุ้นข้ามโลก

ที่มา ไทยรัฐ

ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนผมจะเคยเขียนในคอลัมน์นี้ไปหลายครั้งแล้วว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ทำให้มนุษย์ถกเถียงกันมากที่สุด แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมากที่สุด

เพราะทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เป็นทฤษฎีที่ไม่ลงตัวเหมือนวิชาคณิตศาสตร์ ประเภท 1+1 ต้องเป็น 2 หรือเหมือนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อื่นๆที่มีบทสรุปชัดเจน

แม้ในระยะหลังๆจะมีการนำวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในทางเศรษฐศาสตร์กันมาก แต่ก็ยังเป็นคณิตศาสตร์ที่มีเงื่อนไข และมีข้อสมมติฐานที่เป็นข้อจำกัด มากมายก่ายกอง

เงื่อนไขหลายๆข้อของวิชาเศรษฐศาสตร์ก็เป็นไปได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง

วลีที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้ก็คือ Other things being equal...โดยจะนำมาห้อยท้ายเอาไว้เสมอว่ามันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ ถ้าปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องมันนิ่งสนิท และไม่มีอะไรเคลื่อนไหว

ซึ่งเราจะไปหาความหยุดนิ่งได้ที่ไหนล่ะครับ--เจอปัญหาสังคมบ้าง การเมืองบ้าง ล้วนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแปรปรวนไปหมด

จากการที่วิชาเศรษฐศาสตร์มีเงื่อนไขมากมายนี่เอง ก็เลยกลายเป็นวิชาที่ขึ้นอยู่กับมุมมอง หรือขึ้นอยู่กับความเชื่อถือของแต่ละคน ทำให้เกิดมุมมองและการวิเคราะห์ที่สวนทางกันอยู่เสมอ

รวมทั้งแผนการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งจะผ่านรัฐสภาไปเมื่อ 2 วันที่แล้ว

แผนงานที่จะต้องใช้เงินมหาศาล 787,000 ล้านเหรียญ กลายเป็นแผนงานที่มีทั้งคนเห็นด้วยและคัดค้าน

ในขณะที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา กล่าวอย่างภาคภูมิใจที่แผนนี้ผ่านรัฐสภาและบรรดากองเชียร์ของท่าน โดยเฉพาะพรรคเดโมแครต ชื่นชม โสมนัสว่าเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ครั้งแรกในการครองตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

แต่พรรคฝ่ายค้านหรือรีพับลิกันกลับไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าจะเป็นการใช้จ่ายเงินที่สูญเปล่าครั้งมโหฬารของประเทศ

สื่อเองก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมด มีการตั้งข้อสังเกต มีการตักเตือน และฝากความห่วงใยเอาไว้มากมาย

จะได้ผลหรือไม่ได้ผลจะรู้กันไม่เกิน 6 เดือนนี้?

ถ้าไม่ได้ผล...แน่นอน ประธานาธิบดีโอบามาโดนสับแหลกแน่ๆ และ อาจจะอยู่ได้แค่เทอมเดียว เพราะระบบของเขาไม่มียุบสภา

ถามว่าเงินก้อนยักษ์นี้คุณโอบามาจะเอาไปใช้อะไรบ้าง? ตอบว่า--ก็มีทั้งลด แลก แจก แถม แบบบ้านเราแหละครับ...เท่าที่ผมอ่านอย่างคร่าวๆ

คนที่มีเงินเดือนน้อยและปานกลาง จะได้รับแจกเงินเข้ากระเป๋าอีกสัปดาห์ละ 13 เหรียญตลอดปีนี้

คนตกงานจะได้รับการแจกเพิ่มอีก 25 เหรียญต่อสัปดาห์ไปจนถึงปีหน้า หรือจนกว่าจะได้งานใหม่ทำ

รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนเงินประกันค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ตกงาน

สำหรับคนซื้อบ้านหลังแรก หรือรถยนต์คันแรกก็อาจจะมีทั้งเงินให้กู้และการลดหย่อนภาษีให้

ส่วนทางด้านการลงทุนที่เป็นถาวรวัตถุก็มีแยะ เช่น การสร้างทางรถไฟด่วน ระหว่างแอลเอกับลาสเวกัส เป็นต้น รวมตลอดถึงการสร้างถนน ปรับปรุงถนนลาดยางใหม่ เทปูนใหม่ เปลี่ยนท่อส่งน้ำ ท่อส่งก๊าซ ฯลฯ

ครับ! ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจอันยิ่งใหญ่ของคุณบารัก โอบามา จะประสบผลสำเร็จแค่ไหน?

บอกตรงๆว่าคงต้องเอาใจช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ--และขอให้ เงินก้อนนี้ทำให้เศรษฐกิจของเขาฟื้น ทำให้คนอเมริกันมีงานทำ มีรายได้ และหันกลับมาใช้จ่ายเพื่อเป็นหัวรถจักรในการฉุดเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นกลับมาโดยเร็ว

สหรัฐฯยังโชคดีที่แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างทั้งในทางเศรษฐกิจและในทางการเมือง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างของเขายังอยู่ในกฎกติกาและเป็นไปตามระบบ

ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยก็ค้านไป แต่ก็เปิดโอกาสให้รัฐบาลลงมือปฏิบัติไปพลางๆก่อน

ต่างกับของเราที่การเมืองยังไม่นิ่งและดูแล้วไม่แน่ว่าจะนิ่งได้เมื่อไร—เผลอๆอาจจะบานปลายไปสู่ความวุ่นวายที่ไม่สิ้นสุดเอาด้วยซ้ำ

ลำพังแผนฟื้นฟูของเราเองก็ยังเป็นที่ถกเถียงในทางเศรษฐศาสตร์กันอยู่แล้ว เมื่อการเมืองของเรายังวุ่นวายเข้าให้อีกก็ยิ่งคาดเดาไม่ถูกว่า อนาคตของชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

ดูแล้วของโอบามาแห่งยูเอสเอแม้จะหนักหนาสาหัสแต่อาจจะไม่หนักเท่าโอบามาร์คแห่งไทยแลนด์ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปครับว่าอะไรจะเกิดขึ้นในทั้ง 2 ประเทศนี้.

ซูม

คนเก่งสามก๊ก

ที่มา ไทยรัฐ

ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล ให้นิยามในการมองคนดี...ไว้สามแนวทาง 1. คนที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลตัวเอง 2. คนคนนั้นเป็นพวกพ้อง และ 3. คนคนนั้นทำอะไรหรือพูดจาถูกใจ

คนดีสามแบบของอาจารย์หมอสุทธิชัยจึงอยู่ในกรอบที่ว่าเป็นคนดีๆนั้น เป็นคนดีของใคร

สี่ห้าวันที่แล้ว ผมดั้นด้นไปฟัง ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์

ตั้งวงคุยกับ น.นพรัตน์ และคุณก่อศักดิ์ ชัยรัศมีศักดิ์ คนเขียนหนังสือชื่อ...อ่านสามก๊กถกบริหาร ถึงอาคารซีพี สีลม ก็เพราะติดใจ ใครในสามก๊ก

เป็นคนดีหรือเป็นคนไม่ดี

ก่อนจะบอกว่าใครดีไม่ดี ต้องมีพื้นฐานในการอ่านสามก๊ก แรกทีเดียวต้องรู้ว่า ถ้ายึดสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ก็ต้องเข้าใจว่า ฉบับนี้แปลมาจากฉบับ หลอก้วนจง

ถือกันเป็นวรรณกรรม เนื้อหาประวัติศาสตร์ เทียบกับส่วนที่แต่งเติมเสริมต่อ สำนวนคุณก่อศักดิ์ใช้ว่า...ใส่สีตีไข่ จริง 7 เท็จ 3

อย่างตอนโจโฉแตกทัพเรือ ฮอลลีวูดเพิ่งทำเป็นหนัง ทัพเรือที่เราดูว่าขงเบ้งเรียกลมมาช่วยเผา นี่เป็นเรื่องที่หลอก้วนจงแต่งเพิ่ม

ความจริงที่ผู้รู้เขาชำระแล้ว เกิดโรคระบาดในทัพโจโฉ โจโฉรบต่อไม่ไหว จะทิ้งเรือก็กลัวพวกซุนกวนจะเอาไปใช้ เลยตัดสินใจเผาทิ้ง

ของจริงในสามก๊กใช่จะมีแค่นี้ บทบาทของจิวยี่ที่หลอก้วนจงเขียนว่าคับแค้นถึงขั้นร้องว่า ฟ้าให้ยี่มาเกิดแล้ว ทำไมต้องให้เหลียง (ขงเบ้ง) มาเกิดด้วยเล่า ของจริงจิวยี่เป็นพระเอกเต็มตัว

มีเมีย (เสียวเกี้ยว) สวยมาก...เก่งมากฉลาดมาก เสียดายที่ตายแต่อายุยังน้อย

ส่วนขงเบ้งผู้หยั่งรู้ดินฟ้า ของจริงเป็นแค่เก่งทางบริหารจัดการบ้านเมือง ถ้าบังทองไม่ตาย ก็คงไม่ได้ขึ้นชั้นเป็นเสนาธิการคุมกองทัพให้เล่าปี่

และที่ว่าขงเบ้งมีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยม วางแผนให้เล่าปี่ยึดเกงจิ๋ว รุกเข้าไปใช้เสฉวน เป็นก๊กที่สาม ถ่วงดุลก๊กซุนกวน และก๊กโจโฉเอาไว้ พูดง่ายๆ เป็นต้นคิดให้เกิดสามก๊ก

อ่านบทแถมท้ายในสามก๊กถกบริหาร จึงได้รู้ว่า นักวิชาการจีนค้นคว้าประเด็นนี้แบบเอาเป็นเอาตาย ได้ความจริงว่า เจ้าของวิสัยทัศน์สามก๊กต้นแบบ

คือโลซก หนึ่งในกุนซือสำคัญของก๊กซุนกวน

โลซกนี่เองที่อธิบายให้ซุนกวนเข้าใจ สถานการณ์การเมืองยากที่จะฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ต้องลงหลักปักฐานที่กังตั๋ง ปล่อยเล่าเปียวเติบใหญ่อยู่ในเกงจิ๋ว

เพื่อคานอำนาจโจโฉที่ใช้ยี่ห้อฮ่องเต้ คุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางเหนือ

โลซกเสนอยุทธศาสตร์สามก๊กก่อนขงเบ้งเสนอเล่าปี˜ถึง 7 ปี ช่วงเวลานั้นเล่าปี่ยังเป็นขุนพลเร่ร่อน มีกองกำลังเล็กๆ ขนาดกองพล 93 ฝังตัวอยู่ในชายแดนเหนือของไทย...เท่านั้น

เจ้าของมันสมองนี้ในวรรณกรรมหลอก้วนจงเขียนให้เป็นลูกไล่ขงเบ้ง

ผมอ่านสามก๊กถกบริหารเล่มนี้จบในหนึ่งคืนหนึ่งวัน อ่านแล้วประเมินตัวเองว่าฉลาดกว่าเก่า ตรงที่ได้รู้ว่าคนแบบโลซกที่ดูซื่อๆเซ่อๆ ในความจริงยิ่งใหญ่ เป็นสุดยอดในสามก๊ก

ส่วนขงเบ้งที่โปรโมตโฆษณากันว่าเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้า สุดยอดนักวางแผนไร้เทียมทาน แท้จริงแล้วเกิดจากจินตนาการของนักเขียน

แต่ไม่ว่าจะเป็นขงเบ้งตัวจริงหรือในฝัน โลกสมัยใหม่จดจำกันได้ สุดยอดกลยุทธ์ที่ขงเบ้งใช้คือการ หนีขุนพลที่รบเป็นรุกเป็น ถ้าหนีไม่เป็น ลงท้ายก็มักตายตอนจบทุกคน.

กิเลน ประลองเชิง

รั่วไหลแน่นอน

ที่มา ไทยรัฐ

เรื่องเล็กทำให้ใหญ่ เรื่องง่ายทำให้ยากคืองานถนัดของนักการเมือง

ดูเถอะ...รัฐบาล “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องไปกู้เงินอีกหนึ่งแสนล้านบาท เพื่ออัดฉีดพิเศษกลางปี

แจกเงินสดๆสองพันบาท ช่วยค่า ครองชีพให้ผู้มีรายได้น้อย 9 ล้านคน เป็นเงินหนึ่งหมื่นแปดพันล้านบาท ตามนโยบายอภิมหาประชานิยม

แจกฟรีๆเพื่อให้เอาเงินไปใช้จ่ายซื้อสินค้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนไปและหมุนไป!!

วันนี้ สภาฯอนุมัติเรียบร้อยรัฐบาลมีเงินพร้อมจ่ายแล้ว แต่ติดปัญหาจะจ่ายอย่างไร ให้คน 9 ล้านคน เอาเงินที่แจกฟรีไปใช้ซื้อสินค้าทันที

ตอนแรก รัฐบาลจะใช้วิธีโอนเงินสดออนไลน์เข้าบัญชีธนาคาร

แต่วิธีโอนเข้าบัญชีธนาคาร ถ้าผู้รับเงินไม่รีบถอนออกมาใช้ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่เกิดผลสำเร็จอย่างที่รัฐบาลต้องการ

ก็มีทางเลือกที่สอง คือจ่ายเป็นเช็คเงินสดใบละสองพันบาทผ่านแบงก์กรุงไทย เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ 9 ล้านคน เอาเช็คไปแลกเป็นเงินสดมาใช้จ่ายกันเอง

แต่การจ่ายเช็คเงินสด รัฐบาลต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเช็คเงินสด 15 บาทต่อใบ เช็คเงินสด 9 ล้านใบ รัฐบาลต้องจ่ายอีก 135 ล้านบาท

บวกค่าจัดส่งไปรษณีย์ฉบับละ 3 บาท อีก 27 ล้านบาท เท่ากับรัฐบาลต้องควักกระเป๋าอีก 162 ล้านบาทเชียวนะโยม

ถ้าเปรียบเทียบการจ่ายเช็คเงินสดกับการโอนเงินออนไลน์ ซึ่งรัฐบาลต้องจ่ายค่าโอน 5 บาทต่อคน

9 ล้านคน ก็เป็นเงิน 45 ล้านบาท ถูกกว่าจ่ายเช็คเงินสด 3 เท่าตัว แถมสะดวกกว่า รวดเร็วกว่า ตรวจสอบง่ายกว่าแน่นอน

แต่ยังมีทางเลือกใหม่ คือจ่ายเป็นคูปองให้เอาไปซื้อสินค้าแทนเงิน

เพื่อรับประกันความมั่นใจว่า เงินแจกฟรี สองพันบาทจะถูกเอาไปใช้ซื้อสินค้าโดยตรง

แถมยังมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมพิเศษติดปลายนวม

การจ่ายเป็นคูปอง รัฐบาลต้องเสียค่าจัดพิมพ์คูปอง 9 ล้านใบ บวกค่าจัดส่งไปรษณีย์ อีก 3 บาทต่อคน

ประหยัดกว่าการจ่ายเช็คเงินสดและโอนเงินออนไลน์

แม่ลูกจันทร์ เห็นว่า ถ้ารัฐบาลต้องการให้เงินช่วยค่าครองชีพแจกฟรีหนึ่งหมื่นแปดพันล้านบาท มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจทุกบาททุกสตางค์

วิธีจ่ายเป็นคูปองช็อปปิ้งก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

แต่...แต่มีประเด็นที่รัฐบาลต้องระวัง 2 ประการ

คือ อย่าให้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกขาใหญ่รายใดรายเดียว??

และถ้าจ่ายเป็นคูปอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ จะมีขบวนการพิมพ์คูปองปลอม

เพราะเรื่องการทำปลอมคนไทยถนัดมาก และยากที่จะป้องกัน ขนาดแบงก์พันปลอมยากที่สุด มันยังปลอมได้ แล้วคูปองใบละสองพันบาท ปลอมง่ายกว่าตั้งเยอะ มีเรอะจะรอดฝีมือ??

สรุปว่า ไม่ว่าจะเลือกวิธีการจ่ายเงินแบบไหน ก็มีทั้งข้อเสียและข้อดี

โดยส่วนตัว แม่ลูกจันทร์ เห็นว่า การโอนเงินผ่านบัญชีไปถึงผู้ได้รับสิทธิ์แจกเงินฟรีทั้ง 9 ล้านคน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และมีปัญหาน้อยที่สุด เสียค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด จาก 3 ทางเลือกที่เสนอมา

แต่โครงการอัดฉีดเงินแจกฟรีๆ ยังไม่มีช่องโหว่เท่านโยบายอัดฉีดช่วยเหลือคนตกงานห้าแสนคน รัฐบาลจะใช้งบเจ็ดพันล้านบาท ฝึกอบรมอาชีพเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ว่างงาน

โดยหลักการดี แต่ถ้าควบคุมไม่ดี ไม่มีการตรวจสอบชัดเจน จะเกิดรั่วไหลอย่างมโหฬาร

แม่ลูกจันทร์ ฟันธงจะมีการทำบัญชีผี? มีการจัดอบรมปลอม? เบิกค่าวิทยากรสูงเกินจริง ฯลฯ ??

แหม...เงินเยอะๆอย่างนี้ แซ่บอีหลีอย่าบอกใคร.

แม่ลูกจันทร์

'กู้เงิน' สัญญาณไม่สู้ดี

ที่มา ไทยรัฐ

จะทำยังไงได้ เพราะนี่คือการเมือง

ในอารมณ์ของคนที่มองโลกอย่างโลก นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะเกิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

และจะเป็นประเด็นทางการเมือง ที่สุดท้ายแล้วอาจทำให้ถึงขั้นยุบสภา เพราะพรรคร่วมรัฐบาลจะแตกคอกัน โดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาเอาด้วย

แต่พรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึกอย่างไร หากในการเลือกตั้งครั้งหน้า หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นคนที่ชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนบ้านเลขที่ 111

พูดให้ครบทุกมุม มันต้องว่ากันแบบนี้

เพราะโดยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมา ว่าด้วยปมร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ ส่วนใหญ่หนักไปทางเสียงด่า ตั้งแง่ใส่นักเลือกตั้ง สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และลูกบ้านเลขที่ 109 จ้องทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ช่วยล้างมลทินอดีตนายกฯทักษิณ

ฝ่ายเสนอโดนถล่มเละ มีวาระแฝง

ทั้งๆที่ในบรรดาฝ่ายต้านก็ใช่ว่าจะไร้วาระซ่อนเร้น

พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางปล่อยเสือมากัดตัวเอง เพราะขนาดล็อกแขนล็อกขานักเลือกตั้งอาชีพ ประชาธิปัตย์ยังต้องเหนื่อยกับพวกนกแล นอมินีแถวสอง แถวสาม นับประสาอะไรถ้าปลดล็อกโทษดองเค็ม ปล่อยตัวจริงลงสนาม

ประชาธิปัตย์เข็ดแล้วกับตำแหน่ง ฝ่ายค้านดักดาน

อาการไม่ต่างกับม็อบพันธมิตรฯที่ดีดลูกคิดแล้วไม่คุ้มทุน แม้จะแลกกับการล้างโทษของ 5 แกนนำในคดียึดทำเนียบรัฐบาล คดีก่อการร้ายยึดสนามบิน

แต่เทียบกับการนิรโทษกรรมปล่อยโจทก์ตัวเอ้ อย่าง ทักษิณออกมายึดอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคืน ทั้งๆที่ธุรกิจเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯยังไม่ได้ผลตอบแทนจากการล้ม ทักษิณเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ไอ้ที่ออกแรงอาละวาดกันมาก็เหนื่อยฟรี

และที่ขึงขังมาเลย เสียงคำรามฮึ่มฮั่มของกองทัพที่สะท้อนผ่านโฆษกกระทรวงกลาโหม ยังไงก็ไม่ยอมปล่อยเสือเจ็บอย่าง ทักษิณกลับมาล้างแค้นเอาคืนเหล่าอำมาตย์ที่รวมหัวกันโค่นอำนาจ

ทหารต้องล็อกดุลอำนาจไม่ให้หลุดมือ

โดยเกมที่ขึงพืดใส่กัน ฝ่ายหนึ่งโดนจ้อง วาระแฝง อีกฝ่ายหนึ่งก็เคลียร์ วาระซ่อนเร้นไม่ออก

นิรโทษกรรมยังต้องซดกันอีกหลายยก เรื่องปรองดองอยู่อีกไกล

แต่เบื้องต้นเลย นี่คือการเมืองอย่างที่นายปริญญา อ่านเกมล่วงหน้า ความขัดแย้งที่จุดชนวนจากร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ จะนำไปสู่การยุบสภา พรรคร่วมรัฐบาลจะเขม่นกับพรรคประชาธิปัตย์

นี่แหละธงของพรรคเพื่อไทย

รีบ ปล่อยของออกมาเร่งไฟ ทั้งๆที่วางคิวกันไว้จะใช้ นิรโทษกรรมเป็นมุกหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อดึงแต้มสงสารจากกองเชียร์ อยากช่วยทักษิณ หนุนนิรโทษกรรม ให้เลือกพรรคเพื่อไทย

ตอกลิ่ม แหย่ฟืนโหมเพลิง

ในห้วงที่สารพัดเผือกร้อนกำลังหล่นใส่มือนายกฯอภิสิทธิ์ ล่าสุดทั้งคิวของ กกต. ทั้งคิวของดีเอสไอ แท็กทีมไล่บี้สอบปมเงินบริจาค 250 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์

การเมืองก็ งานเข้ารายวัน ไหนจะสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้ดี

จับน้ำเสียงล่าสุด นายกฯอภิสิทธิ์พูดแปร่งๆ ยอมรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศครั้งนี้ยากเป็นพิเศษ

หากมาตรการทั้งหมดแก้ปัญหาไม่ได้ อาจต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ

และก็เป็นนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยอมรับรายได้ในปีงบประมาณ 2553 ประเมินไว้ว่า จะต่ำกว่าปีงบประมาณ 2552 แต่รายจ่ายยังต้องกำหนดไว้ในระดับสูง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และโดยการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมี 2 ทางเลือก คือ การเพิ่มภาษีจากประชาชนและการกู้เงินจากแหล่งต่างๆเข้ามาแก้ปัญหา

ซึ่งรัฐบาลขอเลือกแนวทางกู้เงินน่าจะเป็นแนวทางเหมาะสมมากกว่า

โดยคำว่า กู้เงินมันกระตุ้นอารมณ์ของคนที่คาใจกึ๋นของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ที่สำคัญมันเข้าทางของอดีตนายกฯทักษิณที่โฟนอินเย้ยข้ามประเทศ ถากถางเจ็บๆคันๆ

เมืองไทยปล่อยเด็กสองคนลุยไฟกู้เศรษฐกิจ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน