WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 17, 2009

เผด็จการครองอำนาจแต่ประชาธิปไตยครองประเทศ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

การปฏิวัติ, การรัฐประหาร, การกบฏ ที่จริงคำ 3 คำนี้ก็มาจากพฤติกรรมเดียวกัน เพียงแต่ผลแห่งการกระทำต่างกันเท่านั้น ในประเทศไทยนับตั้งแต่ รศ. 130 (พ.ศ. 2455) เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการปฏิวัติ (เปลี่ยนแปลงการปกครอง) มาแล้ว 1 ครั้ง, รัฐประหาร 12 ครั้ง และกบฏ 8 ครั้ง และทุก ๆ ครั้งก็ไม่มีครั้งไหนที่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนมากก็เพื่อการเปลี่ยนผู้มีอำนาจขึ้นมาปกครองประเทศเท่านั้น

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ในครั้งนี้เป็นการรัฐประหารครั้งที่ 12 ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งรูปแบบก็หาได้แตกต่างจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตไม่ แต่เนื้อหาแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงรัฐประหารครั้งนี้เป็นรัฐประหารที่กระทำต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วทั้งประเทศ ในขณะที่บ้านเมืองกำลังพัฒนาและเจริญรุดหน้าไปอย่างเต็มที่เทียบเคียงกับ นานาอารยะประเทศ แต่ก็กลับมาสะดุดหยุดลงเพราะรัฐประหารครั้งนี้ ด้วยข้ออ้างที่ไม่ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็คือ การคอรัปชั่น นักการเมืองโกง ไม่จงรักภักดี จะจริงเท็จอย่างไร ก็ต้องว่ากันไป แต่ที่แน่ ๆ อำนาจได้ถูกเปลี่ยนไปจากประชาชนไปสู่ผู้ถืออาวุธ และเผด็จการที่ครองเมืองอีกครั้ง

เวลานี้กระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งประเทศ ประชาชนที่เคยเข้าใจว่าประเทศไทยมีการปกครองแบบ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ นั้น ต่างก็ ตาสว่าง และเข้าใจกันอย่างชัดเจนแล้วว่า ที่ว่าประชาธิปไตยแบบไทย ๆ นั้น อันที่จริงแล้วก็คือ เผด็จการ นั่นเอง แต่เพียงเป็นเผด็จการซ่อนรูป และแนบเนียนกว่าเผด็จการในประเทศเผด็จการอื่น ๆ เท่านั้นเอง พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เคยเป็นความหวังของประชาชนในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร จนถึงขนาดได้รับขนานนามว่า พรรคเทพ มาแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อสีเหลืองทองที่ทาทับเอาไว้เริ่มลอกออกมา ประชาชนที่เคยหลงใหลบูชากันมาตลอดหลายสิบปีก็เริ่มมองเห็นว่า อันที่จริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเพียงแค่ กิ่งก้านอันหนึ่งที่ต้นไม้เผด็จการได้แพร่ขยายความเลวร้ายเอาไว้ในประเทศนี้เท่านั้นเอง....เวลานี้ประชาชนทั้งประเทศแม้แต่ในพื้่ีนที่ภาคใต้ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคต่างก็มองเห็นและเข้าใจถึงพฤติกรรมอันเลวร้ายของพรรคนี้อย่างชัดแจ้ง สังเกตได้จากประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยได้เริ่มเปิดตัวมากขึ้นในพื้นที่ภาคใต้อย่างมากมาย

หลายสิบปีก่อนพี่น้องผู้เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมจำนวนมากทางภาคเหนือและภาคอิสานต้องเข้าป่าทำการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการด้วยการใช้อาวุธ คนเหล่านี้ถูกรัฐบาลเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ส่วนทางภาคใต้ก็มีแนวร่วมอีกส่วนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า โจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต่อสู้นั้นศรัทธาในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แต่ด้วยความต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมทำให้พวกเขา (ซึ่งก็คือคนไทยธรรมดา ๆ นี่เอง) จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มีสิทธิเสรีภาพทางสังคมในประเทศนี้บ้าง

คอมมิวนิสต์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล้างสมองประชาชนให้เกิดความหวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล ด้วยความเชื่ออย่างขาดสติและประกอบกับการสื่อสารที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึง ทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากต้องล้มตายเพียงเชื่อว่า คอมมิวนิสต์เลว ภาพการล้อมปราบนักศึกษาในวันที่ 6 ตุึลาคม 2519 ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ หรือ ร่วมสมัยนั้นอย่างมิอาจจะลืมเลือนไปได้ และนั่นคือสิ่งที่แสดงให้เห็นแล้วว่า อำนาจเผด็จการนั้นชั่วร้ายเพียงใด

การล้อมปราบประชาขนมือเปล่าในวันที่ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหล่านี้เป็นภาพที่ปรากฏชัดถึงรูปแบบการปกครองที่เผด็จการอ้างว่ากระทำเพื่อประชาขน อย่างไรก็ดีเวลานี้ด้วยการสื่อสารที่รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ประชาชนเริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการมากขึ้น ปรากฎการณ์ชาวเสื้อแดงผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นและแพร่ขยายอยู่ทั่วทุกหัวระแแหงของประเทศนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่แจ่มชัดว่าประเทศไทยคงไม่อาจจะหลีกพ้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ได้

ปรากฏการณ์ใหญ่ก็คือการเกิดขึ้นกว้างขวางของประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ขณะเดียวกันเผด็จการก็พยายามอย่างเต็มกำลังในการยึดครองอำนาจของตนเองเอาไว้ โดยการปิดกั้นและให้การควบคุมทุกอย่าง เวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านการปกครองให้มาสู่ประชาชนได้มาถึงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งได้ ยิ่งมีอำนาจมาพยายามปิดกั้นก็ยิ่งเกิดแรงต้าน....น้ำชนิดเดียวกันจะไหลไปรวมกัน...คนประเภทเดียวกันมักจะอยู่รวมกัน.....คนเสื้อแดง ทุกคนต่างก็มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันก็คือ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันแท้จริงในประเทศนี้ ความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นกํบกลุ่มคนเสื้อแดงหลาย ๆ กลุ่มเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามรูปแบบที่เกิดจากการรวมตัวโดยไม่มีการจัดตั้ง....และวานนี้คุึณขวัญชัย ไพรพนา นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญของชาวอุดรได้ประกาศทั้งน้ำตาว่า จะนำพลพรรคชาวเสื้อแดงไม่ต่ำกว่า 2,000 คนมาร่วมในการชุมนุมครั้งสำคัญที่สนามหลวงวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้

ในยามยากนี้พวกเราชาวเสื้อแดงจำต้องหันหน้าเข้าหากัน เป็นไปไม่ได้ที่ทุึก ๆ คนจะคิดเหมือนกัน แต่เป็นความจริงที่ว่า เราทุกคนสู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งเดียวกัน นี่คือจุดร่วมที่เราชาวเสื้อแดงทุกคนต้องยึดเอาไว้ให้มั่น พวกเราไม่มีใครอีกแล้วที่จะอยู่ฝ่ายเรา ไม่มีใครที่จะเห็นใจเรา นอกจากพวกเรากันเองเท่านั้น....พวกเราชาวเสื้อแดงทุกคนต่างก็เหมือนกับอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายเดียวกัน อวัยวะแต่ละส่วนล้วนแล้วแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และทุก ๆ อวัยวะต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้อวัยวะบางส่วนจะดูเล็กน้่อยแต่ก็มีความสำคัญยิ่งสำหรับชีวิต พวกเราคนเสื้อแดงก็ดุจเดียวกัน

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะมองข้่ามความขัดแย้งทั้งมวล..... ยอมที่จะวางทิฐิมานะของตนเองลง.... วางความทะยานอยากของตัวเองเอาไว้.... ยอมงอไม่ยอมหัก.... กล้ำกลืนความไม่พอใจ... แล้วร่วมจับมือกัน...เดินเคียงไปด้วยกัน... เพราะยังมีความยากลำบากอีกมากมายนักที่จะต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน ไม่มีใครที่จะรักและเห็นใจคนเสื้อแดงมากไปกว่าคนเสื้อแดงด้วยกัน....

เพราะถ้าเมื่อใดพวกเราแตกแยกกัน โดยคิดว่า ข้าแน่...ข้าเก่ง...ข้าอยู่เองได้ เมื่อนั้นเราจะตกลงไปสู่การทำลายของเผด็จการอย่างไม่สามารถกู้คืนได้อย่างแน่นอน..... เวลานี้เผด็จการกำลังครองอำนาจอยู่ในประเทศไทย แต่อย่าให้เผด็จการเอาประชาธิปไตยไปจากใจประชาชนได้อีกเลย......

ปูนนก

เปิดเอกสาร"ลับ"แกะรอยเส้นทางเงิน250ล้านจาก"เมซไซอะฯ"มัดคอแกนนำ ส.ส.ภาคใต้ประชาธิปัตย์?

ที่มา มติชนออนไลน์


เงินจำนวน 250 ล้านบาทมีเอกสาร"ลับ"ที่ระบุว่า การนำเงินเข้าบัญชีญาติพี่น้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อย 5 คนเป็นเงินนับสิบล้านบาท


เงินจำนวน 250 ล้านบาท ที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยและเจ้าของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด(มหาชน)ยอมรับว่า จ่ายให้แก่บริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อเป็นค่าจ้างโฆษณา อาจทำให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์บางคนต้องตกอยู่ในฐานะลำบาก

เพราะเอกสาร"ลับ"แกะรอยเส้นทางเงินดังกล่าวบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า มีการนำเงินเข้าบัญชีญาติพี่น้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อย 5 คนเป็นเงินนับสิบล้านบาท


ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ โฆษกดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมายอมรับว่า กำลังตรวจสอบเส้นทางเงินจำนวน 250 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด เนื่องจากเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2551 มีผู้ร้องเรียนว่า การนำเงินออกจากบริษัท ทีพีไอโพลีนดังกล่าวเป็นการกระทำความ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535เพราะเป็นการกล่าวหาว่า "ไซฟ่อน"หรือ"ยักยอกเงิน"จากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์


ขณะที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์เองอ้างว่าในช่วงปี 2547-2548 มีการจ่ายเงิน 250 ล้าน เพื่อใช้ในการค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์

จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทเมซไซอะะฯจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัทถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2551


อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบงบการเงินพบว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดคือ


ในปี 2547 ซึ่งเป็นปีแรกที่พบว่า อ้างว่ามีการว่าจ้างบริษัททำโฆษณาทำให้มีรายได้รวมถึง 152,190,943.83 บาท


ขณะที่ปี 2546 มีรายได้ 8,242,627.60บาท ปี 2545 มีรายได้ 6,513,795.54 ปี 2544 มีรายได้ 9,315,128.88 และปี 2543 มีรายได้เพียง 5,220,999.10 บาท


จากข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ทำให้การไหลเวียนของเงิน 250 ล้านบาท น่าสงสัยมากพออยู่แล้ว


ยิ่งเมื่อพรรคเพื่อไทยพยายามลากโยงว่า เงินจำนวนดังกล่าวไหลเข้าพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ผู้ฟังหูผึ่งขึ้นมาทันที


ก่อนหน้านี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดงออกเปิดโปงว่า เงินดังกล่าวไหลผ่านบริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด มี มีนายประจวบ สังขาว เป็นผู้บริหาร และมีชื่อของ น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง ลูกสาวนายสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง หลายสมัย และนายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท


จากการตรวจข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัทดังกล่าวมี นายประจวบ สังขาว น.ส.วลัยลักษณ์ ประสงค์ และนายปณิธิ ศิริเขต เป็นกรรมการ


มีผู้ถือหุ้น 7 คน ได้แก่ 1.นายประจวบ สังขาว (80,000 หุ้น) 2.น.ส.วลัยลักษณ์ ประสงค์ (10,000 หุ้น) 3.น.ส.ฐิติพร อยู่ไว (9,960 หุ้น) 4.น.ส.กรุณา คอนแหยม (10 หุ้น) 5.น.ส.เบญจวรรณ คอนแหยม (10 หุ้น) 6.นายปรีดี คอนแหยม (10 หุ้น) และ 7.น.ส.วิสุดา มีสุโข (10 หุ้น)


ขณะที่สุนัย จุลพงศธรส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เคยแฉกลางสภามาเแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551ในช่วงที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนำเอกสารเป็นการนำเข้าบัญชีบุคคลต่างๆที่อ้างว่า เป็นส่วนหนึ่งของเงิน 250 ล้านบาทมาเปิดเผย แต่ขณะนั้นไม่ได้รับความสนใจมากนักเพราะเหมือนฝ่ายรัฐบาลอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้าน


จนกระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มีนายอภิสิทธฺ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยนำเรื่องดังกล่าวมาขู่อภิปรายไม่ไว้างใจรัฐบาลผนวกกับกระแสข่าวย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอซึ่งเป็นผู้กุมข้อมูลเรื่องนี้อยู่


ปมเงิน 250 ล้านบาทจึงกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง


จากเอกสารที่พรรคเพื่อไทยนำมากล่าวหานั้น อ้างว่า เป็นสำเนาหลักฐานการโอนเงินออกจากบริษัทเมซไซอะฯ ไปยังบุคคลต่างๆหลายคนผ่าน 3 ธนาคารใหญ่คือ กสิกรไทย กรุงเทพ และกรุงไทย สาขารังสิต นับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2547 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ไปยังสาขาปลายทางของ 3 ธนาคารใหญ่ ในเขตกรุงเทพมหานคร 64 ครั้ง และสาขาใน จ.สงขลาอีก 11 ครั้ง รวมแล้ว 75 ครั้ง


การโอนเงินแต่ละครั้งส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับ 1.8-1.9 ล้านบาทเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ตรวจสอบเพราะ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดว่า ถ้าธุรกรรม 2 ล้านบาทขึ้นไปธนาคารต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงาน ป.ป.ง


อย่างไรก็ตามมีไม่ต่ำกว่า 8 ครั้งที่การโอนเงินอยู่ในระดับ 3.6 ล้านบาท บางครั้งสูงถึง 10 ล้านบาท


จากเอกสารระบุว่าบุคคลชื่อ"ประจวบ"เป็นผู้นำเงินฝากผ่านบัญชีถึง 68 ครั้งจาก 75 ครั้ง คำถามคือ เป็นคนเดียวกับนายประจวบ สังขาว กรรมการบริษัท เมซไวอะะฯหรือไม่


ส่วนผู้นำเงินเข้าบัญชีคนอื่นได้แก่ ประมูล หอมหวล ณัฐพล จิรวิสุทธิกุล มานพ นาสุวรรณ


สำหรับผู้ที่รับเงินปลายทาง เอกสารของพรรคเพื่อไทยอ้างว่า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ


หนึ่ง กลุ่มคนใกล้ชิดของนายประจวบ เช่น นายณัฐพล จิรวิสุทธิกุล, นายประมูล,นายสวัสดิ์ สังขาว, นายปัญญา ประสงค์ ฯลฯรวมแล้วหลายสิบล้านบาทและเป็นเงินส่วนใหญ่


สอง กลุ่มใกล้ชิด ส.ส.แบบสัดส่วนทางภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคในช่วงที่มีการโอนเงิน เช่น นางมาลีน้องสาว ส.ส. รับไป 10 ล้านบาท นายนูญ เป็นข้าราชการครู แต่ ใกล้ชิด ส.ส. รับไป 3.6 ล้านบาทเศษ นายจักรริน ถือหุ้นบริษัทเดียวกับ ส.ส. 3.1 ล้านบาท

สาม กลุ่มใกล้ชิด ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์รายหนึ่ง(ใกล้ชิดกับ ส.ส.แบบสัดส่วน) ได้แก่ อาภาพร น้องสาว ส.ส. รับไป 3.6 ล้านบาท สมศักดิ์ ญาติ ส.ส.เจ้าของแพปลา รับไป 1.8 ล้านบาท นายอัฎฐกร พระธาตุ รับไป 3.6 ล้านบาท


นายอัฎฐกร พระธาตุ กล่าวกับ"มติชนออนไลน์"ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้มาสอบปากคำตนไปแล้ว ช่วงขณะที่ได้รับเงินโอนนั้นทำงานอยู่กับ"น้าอู๊ด" หรือ"สมศักดิ์"ซึ่งเป็นเจ้าของแพปลา เมื่อได้รับเงินก็นำไปให้นายสมศักดิ์ต่อ แต่ไม่ทราบว่านายสมศักดิไปใช้ทำอะไร


ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ นอกจากมีเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าบัญชีญาติพี่น้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แล้ว จะโยงถึงตัวพรรคได้อย่างไร


เพราะเมื่อดูท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรมากนักเพราะช่วงที่มีการโอนเงินเข้ากระเป๋า ส.ส.พรรคนั้นเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2548 ที่มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อดีต ส.ส.สงขลา เป็นรองเลขาธิการพรรค


ทั้งนี้เป็นที่รู้กันดีว่า ในขณะนั้นกลุ่มนายบัญญัติและกลุ่มนายสุเทพต่างช่วงชิงอำนาจกันในพรรคกันอย่างดุเดือด


การงัดเรื่องปมเงิน 250 ล้านบาทมาเล่นกันในครั้งนี้ อาจเข้าทางของนายสุเทพ เทือกสุบรรณโดยบังเอิญก็เป็นได้ เว้นแต่มีหลักฐานบางอย่างโยงว่า ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันมีส่วนเกี่ยวข้องไมาทางใดก็ทางหนึ่ง

ปรองดอง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




จุดติดเรียบร้อยสำหรับพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติของพรรคเพื่อไทย

หรือที่เข้าใจกันในนามกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง หลังปฏิวัติ 19 ก.ย. 49

พรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นดีเห็นด้วยโดยพร้อมเพรียงกัน

มท.1 ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยใหม่ๆ หมาดๆ ออกปากหนุนสุดตัวไม่มีอ้อมค้อม

ถ้าพ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ไม่เพียง "เสี่ยหนู"อนุทิน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะได้กลับสนามการเมืองก่อนกำหนด

เนวิน ชิดชอบ กับ สมศักดิ์ เทพสุทิน เจ้าของพรรคตัวจริงก็คืนชีพด้วย

รวมทั้ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าที่ผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกฯ คนต่อไป?

พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ชาติไทยพัฒนา "บิ๊กเติ้ง"บรรหาร กับลูกๆ ศิลปอาชาต่างติดล็อก 5 ปี

เช่นเดียวกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

พินิจ จารุสมบัติ กับ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ พรรคเพื่อแผ่นดิน

นักการเมืองบิ๊กๆ เบิ้มๆ เหล่านี้ต่างต้องการปลดล็อกด้วยกันทั้งนั้น

กอดคอร้องประสานเสียงคีย์เดียวกับเพื่อไทยได้เหมาะสมลงตัวเมื่อไหร่

ประชาธิปัตย์ที่ว่าเขี้ยวๆ เซียนๆ ก็เหนื่อย

เพราะไม่เพียงมีเสียงรวมกันเกินครึ่งสภาเท่านั้น

ประธานสภา ชัย ชิดชอบ กับรองประธาน อภิวันท์ วิริยะชัย และ สามารถ แก้วมีชัย เรื่องนี้ยังไงๆ ต้องร้องเพลงเดียวกันแน่ๆ

ถ้าร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติแหกด่านเข้าสภาได้ ประชาธิปัตย์ย่อมมีสภาพไม่ต่างฝ่ายค้านนอกรัฐธรรมนูญ!

ลองคิดดูว่าพลังต่อรองของ "พ่อมดเขมร" จะบิ๊กเบิ้มแค่ไหน

ทุกวันนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานประชาธิปัตย์ ไม่กล้าหือไม่กล้าอืออยู่แล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะทางสะดวก

ต้องเข้าใจก่อนว่ากฎหมายฉบับนี้ใหญ่หลวงนัก!!

ยังมีองค์ประกอบ ประเด็น เนื้อหา รายละเอียดต่างๆ มากมาย

ไม่นับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทย

หรืออดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย

หรือสีเขียว สีเหลือง สีแดง

เอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ "ทักษิณ ชินวัตร" คนเดียว

แผ่นดินก็ลุกเป็นไฟ!?

ปูดทหาร1หมื่น ลุยม็อบเสื้อแดง

ที่มา ข่าวสด

พท.แฉอีก คำสั่งลับ! 24กพ.ระอุ



"มาร์ค"ชูปฏิรูปการเมืองสู้พ.ร.บ.ปรองดองของฝ่ายค้าน มั่นใจพรรคร่วมเสียงไม่แตก เชื่อยังคุยกันรู้เรื่อง แนะฝ่ายค้านมาร่วมตั้งกรรมการปฏิรูปการเมืองเพื่อผลักดันกฎหมายสมานฉันท์ดีกว่า "เทือก"รับลูกระบุไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรก็คือการช่วยคนทำผิดให้พ้นโทษ มีแต่สร้างความแตกแยก "ชวรัตน์"กลับลำอ้างไม่เคยพูดว่าเห็นด้วย เพียงแต่สนับสนุนถ้าช่วยอดีตกรรมการบริหารที่ถูกยุบพรรค โดยไม่เกี่ยวกับผู้ทำผิดกฎหมาย "ปู่ชัย"ข้องใจเพื่อไทยเผยแพร่ร่างพ.ร.บ. ก่อนยื่นญัตติ วิปรัฐบาลประชุมสรุปยังไม่ถึงเวลากฎหมายฉบับนี้ ชี้รัฐบาลยังมีงานเร่งด่วนต้องทำอีกมาก "อภิวันท์"โยนสมาชิก 111 ไทยรักไทยเป็นคนเสนอกฎหมายดังกล่าว เห็นควรชะลอไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน เพื่อไทยประชุมพรรคมีมติยื่นซักฟอก"มาร์ค"และครม.ในสมัยประชุมนี้ ส่วนกำหนดวันยื่นญัตติและเสนอชื่อใครเป็นนายกฯนัดประชุมกันอีกครั้ง กกต.นัดตัดสินวันนี้"เนวิน"ร่วมตั้งรัฐบาล

"มาร์ค"ชูปฏิรูปสู้พ.ร.บ.ปรองดอง

เมื่อเวลา 12.15 น.วันที่ 16 ก.พ.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯ วันที่ 18 ก.พ.นี้ว่า รัฐบาลจะไม่เสนอร่างกฎหมายประกบร่างของฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่มีความคิดเสนอกฎหมายลักษณะดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าพรรคร่วมสนับสนุนฝ่ายค้าน รัฐบาลจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายนิติบัญ ญัติ พรรคการเมือง และส.ส. มีสิทธิเสนอกฎหมายได้ แต่รัฐบาลคงไม่เสนอ เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจกับพรรคร่วมอย่างไร เพราะขณะนี้บางพรรคเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีปัญหาอะไร ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิเสนอ แต่รัฐบาลมีจุดยืนของตัวเอง เมื่อถามว่าถ้าพรรคร่วมเสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องยึดตามนโยบายรัฐบาลคือการปฏิรูปการเมือง แต่ถ้าในสภาจะเสนอในนามของพรรคการ เมือง ก็ขึ้นกับดุลพินิจของแต่ละพรรค แต่ไม่ใช่กฎ หมายของรัฐบาล และการดำเนินการของสภาต้องมาจบลงที่วิปรัฐบาล

มั่นใจคุยพรรคร่วมรู้เรื่อง

เมื่อถามว่ามั่นใจเสียงไม่แตกใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าจะพูดคุยกันรู้เรื่อง ตนยืนยันและยังเชื่อมั่นว่าทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลขณะนี้รู้ว่าเป้าหมายสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินคือการฟื้นเศรษฐกิจ ไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เมื่อถามว่าตอนพรรคประชาธิปัตย์เชิญพรรคร่วมเข้าร่วม ไม่มีเงื่อนเรื่องนิรโทษกรรมใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่มี มีแต่พูดถึงปฏิรูปการเมือง และเขียนไว้ในนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เมื่อถามว่าประชาชนจะสับสนกับความเห็นที่แตกต่างกันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องดูที่ผล บทบาทของแต่ละฝ่าย รัฐบาลไม่มีสิทธิห้ามส.ส. แต่ต้องสามารถบริหารราชการแผ่นดินและคุมสภาพเสียงข้างมากในสภาได้

ต่อข้อถามว่าถึงวันหนึ่งหากไม่สามารถคุมเสียงข้างมากได้จะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้ยังไม่เกิดขึ้นแต่มั่นใจว่าจะคุมเสียงได้ เชื่อว่าพรรคร่วมแต่ละพรรคได้พูดคุยกับสมาชิกของตน ส่วนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เห็นด้วยกับฝ่ายค้านนั้นก็เพียงแต่บอกว่าข้อเสนอของฝ่ายค้านมีเหตุผลในตัว อยากฟังเหตุผลของคนที่ไม่เห็นด้วย ก็พูดคุยกันได้ ไม่มีปัญหา

พยายามดึงฝ่ายค้านสมานฉันท์

ส่วนความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะกรรมการสมาน ฉันท์แห่งชาติตามแนวคิดของนายกฯนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามและปรึกษากับฝ่ายค้านอยู่ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบจากฝ่ายค้าน เพียงแต่เมื่อตนพบกับฝ่ายค้านที่มีบทบาท ก็พยายามพูดคุยเพราะไม่อยากเดินฝ่ายเดียว

"ถ้าผมจะตั้งวันนี้ก็ตั้งได้ แต่ถ้าตั้งวันนี้แล้ว ปรากฏมีคนบอกว่าไม่อยากได้รูปแบบนี้ มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ฉะนั้นผมจึงต้องพยายาม ต้องใช้เวลาสักนิด ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้กระบวนการเริ่มต้นและเป็นที่ยอมรับ จะเป็นแนวทางที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า" นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าถ้าฝ่ายค้านดึงเวลาต่อไปเรื่อยๆ จะเกิดผลกระทบอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถึงจุดหนึ่งตนต้องตัดสินใจว่าเขามีปัญหาเรื่องอะไร แต่ถ้าคิดว่าในที่สุดต้องเดินหน้าไป มั่นใจว่ามีเหตุผลเพียงพอ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ แต่จริงๆ แล้วไม่อยากทำเช่นนั้น อยากให้ฝ่ายค้านเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อถามว่าจะใช้เวลาตัดสินใจนานถึง 6 เดือนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงไม่ทอดเวลาออกไปถึง 6 เดือน แต่ต้องยอมรับว่าความเร่งด่วนเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ จะเกิดความเสียหาย เพราะขณะนี้ดูที่ภาพรวมนโยบายการสร้างบรรยากาศของเสถียรภาพในบ้านเมือง และจำกัดวงของความขัดแย้ง ที่สำคัญคงไม่มีประโยชน์หากจะรีบทำแล้วในที่สุดไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

เตรียมแถลงความคืบหน้าคดีต่างๆ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์สงบเรียบร้อย เพียงแต่มีความเคลื่อนไหวของประชาชน หรือกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ก็สั่งดูแลไม่ให้ละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน หรือทำผิดกฎหมาย ส่วนตัวคิดว่าแม้จะมีคณะกรรมการอะไรก็ตาม ไม่เชื่อว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ จะยุติ แต่เงื่อนไขอะไรที่จะต้องได้รับความมั่นใจมากขึ้นว่าดำเนินการชำระสะสางแล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งรัด เช่น คดีความต่างๆ โดยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้พูดคุยกับตน และจะสรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีความต่างๆ เพื่อรายงานให้ทราบต่อไป การสรุปครั้งนี้จะได้เห็นความคืบหน้าเพื่อรายงานประชาชนและสังคม รวมถึงทุกๆ ฝ่ายได้รับทราบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า หากฝ่ายค้านเห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาล ก็จะเดินหน้าต่อไป แต่ถ้าคิดว่ามีทางเลือกอื่น ก็มาร่วมพิจารณาด้วยกัน ขณะนี้ทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการเพราะเรื่องปฏิรูปการเมือง ตนไม่อยากมีธงไปจากรัฐบาลว่าต้องทำอย่างนั้น หรือไม่ทำอย่างนี้ เพราะถ้าทำก็เสี่ยงที่จะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง จึงเอากระบวนการที่เป็นที่ยอมรับ และสาระต่างๆ ไปว่าตามกระบวนการ ทั้งนี้การใช้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ขณะนี้มีความคิดเพิ่มเติมเข้ามา อยู่ระหว่างพิจารณา เช่นเดียวกับเรื่องการสร้างความปรองดองที่จะต้องดูแลเรื่องความเป็นธรรม คดีความ หรือกฎหมายต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะแทรกแซง เพียงแต่มีกลไกเอื้ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจมากขึ้นว่าการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายคำนึงถึงความเป็นธรรมในภาพรวม

"เทือก"ขวางลำพ.ร.บ.ปรองดอง

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติว่า ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร แต่ฟังดูเนื้อหาคือต้องการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกพิพากษาตัดสิทธิ์ทางการเมือง ตนยังไม่ได้ประชุมกันในพรรคประชาธิปัตย์ แต่โดยจุดยืนแล้วจะไม่สร้างกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาให้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เราจะทำกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ กรณีที่เห็นว่าต้องการให้การเมืองดีขึ้นต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการตรงนั้น ถ้าเขียนกฎหมายมาเพื่อช่วยเหลือพวกเดียวกันประชาชนคงไม่พอใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำความเข้าใจกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ออกมาสนับสนุนอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า ทุกพรรคต้องคุยกันในพรรคของตัวเอง ซึ่งสมาชิกพรรคส่วนใหญ่คงเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อถามว่าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพูดผ่านสื่ออย่างชัดเจนว่าสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว นายสุเทพกล่าวว่า คงต้องการฟังเสียงประชาชนดูว่าเป็นอย่างไร

โต้ดองเรื่อง-ดันกก.ปฏิรูปการเมือง

เมื่อถามว่ารัฐบาลยังไม่ได้ริเริ่มดำเนินการอะไรที่ทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ นายสุเทพกล่าวว่า ที่จริงเราก็ทำ แต่ไม่ได้พูด นายกฯ พูดกับแกนนำฝ่ายค้านทั้งประธานวิปและประธานส.ส.เพื่อให้มาร่วมมือปฏิรูปการเมือง ประเด็นที่นายกฯ เสนอคือจะร่วมกันพิจารณาหาคนกลางที่ฝ่ายค้านก็รับได้มาเป็นเจ้าภาพ ชักชวนฝ่ายต่างๆ มาระดมสมองปฏิรูปการเมือง ถ้าตัวบุคคลยังคิดไม่ออกหรือยอมรับกันไม่ได้ก็ใช้สถาบัน ส่วนของส.ส.แต่ละพรรคคิดว่าอาจตั้งคณะกรรมาธิการของสภาขึ้นมาศึกษาแนวทางการปฏิรูปการเมือง เพื่อเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อีกทางหนึ่ง ซึ่งดูอยู่ว่าแนวทางใดจะเริ่มได้ก่อนกัน ทั้งนี้การปฏิรูปการเมืองต้องใช้เวลาพิจารณาและทุกฝ่ายต้องเห็นชอบร่วมกันก่อน ซึ่งจะไม่เน้นเรื่องความปรองดอง แต่ต้องคิดในทุกมิติเพื่อวางรากฐานที่ดีให้กับระบบการเมืองของไทย ส่วนชื่อบุคคลหรือสถาบันที่จะเข้ามาดำเนินการนั้น ขอเวลาให้ฝ่ายค้านและรัฐบาลพิจารณาร่วมกันก่อน

ต่อข้อถามว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องสร้างความสมานฉันท์ปรองดองน้อยลงหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้ลดน้อยลง แต่เราไม่ได้พูดทุกวัน แต่ดำเนินการอยู่ โดยพยายามให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสถานภาพที่แท้จริงของบ้านเมือง และตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกัน เพื่อให้เกิดความสามัคคี เมื่อถามว่าการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับเรื่องปฏิรูปการเมืองที่ไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน เหมือนเข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ที่จะดองเรื่องไว้ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ใช่ พรรคไม่จำเป็นต้องดองเรื่องหรือยื้อเวลา ส่วนที่รัฐบาลจะต้องทำโดยไม่ต้องรอใครนั้นเราทำทุกวัน ส่วนการปฏิรูปการ เมืองนั้นรัฐบาลทำข้างเดียวไม่ได้ ต้องทำด้วยกันหลายฝ่าย เมื่อถามว่าแสดงว่าไม่เชื่อข้ออ้างของฝ่ายค้านที่ระบุร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะช่วยลดความขัดแย้งทางสังคมได้ใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ตนจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่การออกกฎหมายนี้ผิดหลักการ และต่อไปใครปฏิวัติรัฐประหารอย่าไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้

คุยรัฐบาลไม่หรี่ตาเข้าข้างสีไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะยิ่งสร้างปัญหาในสังคมหรือไม่ เพราะอีกฝ่ายประกาศเคลื่อนไหวเต็มที่ นายสุเทพกล่าวว่า การชุมนุมต่อต้านเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคนทำผิดกฎหมายแล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ ต่อไปใครทำผิดกฎหมายมีสิทธิ์มีเสียงหรือมีพวกอยู่ในสภาก็มาออกกฎหมายยกเว้นให้ อย่างนั้นไม่ใช่หลักการปกครองด้วยกฎหมาย เมื่อถามว่าจะคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ เพราะความเห็นยังต่างกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล นายสุเทพกล่าวว่า คิดว่าแต่ละพรรคต้องไปคิดเอง เดี๋ยวจะรู้

เมื่อถามว่าขณะนี้สังคมแตกออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า คิดว่าสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้แตกแยก มีแต่เฉพาะกลุ่มที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยพรรคและนักการเมืองเท่านั้นที่เคลื่อนไหวอยู่ เมื่อถามว่ากลุ่มพันธมิตรยังเคลื่อนไหวจัดคอนเสิร์ตการเมือง แต่รัฐบาลห้ามไม่ให้กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหว สังคมสงสัยการทำหน้าที่ของรัฐบาล นายสุเทพกล่าวว่า รัฐบาลไม่หรี่ตา ไม่เข้าข้างเสื้อสีไหน แต่ละกลุ่มมีแนวทางของตัวเอง ไม่ลดละ รัฐบาลคอยดูแลให้การชุมนุมอยู่ภายใต้กฎหมาย และยืนยันว่าถ้าใครทำผิดกฎหมายจะดำเนินคดีกับทุกฝ่าย โดย 1-2 วันนี้ตนจะนำผบ.ตร.และผบช.ภาคต่างๆ แถลงความคืบหน้าเรื่องคดีความของทุกฝ่ายที่ตำรวจดำเนินการอยู่ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าไม่มีการละเลยหรือยกเว้นให้ฝ่ายใด โดยจะรวมถึงคดีบุกยึดสนามบินด้วย ซึ่งตนเร่งตำรวจทำทุกคดีโดยเร็ว แต่คดีที่อยู่ในขั้นตอนของศาลนั้นไม่มีใครเร่งได้ ต้องว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม ในส่วนของตำรวจได้เร่งให้ทำสำนวนให้เสร็จโดยเร็ว

นายสุเทพกล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลวันที่ 24 ก.พ.นี้ โดยจะชุมนุมยืดเยื้อแต่ไม่บุกเข้าทำเนียบว่า ตนมีหน้าที่ดูแลจะพยายามดูแลให้เรียบร้อย ต้องไม่กระทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เมื่อถามว่าการประกาศปิดล้อมแต่ไม่บุกเข้ามารัฐบาลจะจัดการอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า เดี๋ยวดูกันต่อไป

วิปรบ.สรุปยังไม่ถึงเวลากม.ปรองดอง

เมื่อเวลา 13.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล แถลงหลังประชุมวิป รัฐบาลว่า วิปรัฐบาลเห็นตรงกันยังไม่ถึงเวลาเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เนื่องจากขณะนี้ประเทศยังถูกถาโถมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ มีปัญหาการว่างงาน ประชาชนได้รับผลกระทบ ส่งผลเรื่องปากท้อง อยากให้รัฐบาลสนใจการบริหารประเทศให้ออกจากวิกฤตนี้ก่อนมากกว่า นอกจากนี้เมื่อพิจารณาในเนื้อหาสาระเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจน ที่จะทำให้เกิดความ ปรองดองในชาติได้จริงอย่างที่มีการระบุไว้ก่อนหน้านี้ วิปจึงอยากเสนอว่าถ้าอยากให้แก้ปัญหาและสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ควรตั้งคณะกรรมการปฏิรูปทางการเมือง โดยมีองค์ประกอบมาจากหลายส่วนทั้งนักวิชาการ ที่สำคัญต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินงาน เพื่อวางระบบการบริหารประเทศ ให้เกิดผลที่สอดคล้องกับนโยบายปรองดองอย่างแท้จริง

นายชินวรณ์กล่าวอีกว่า หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายและพ.ร.บ.งบประมาณผ่านสภา กระทรวงต่างๆ ควรรีบประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลการทำงาน ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของประเทศ เช่น การอุดหนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การเรียนฟรีให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด เมื่อถามว่ามติที่ระบุควรชะลอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองไว้ก่อน สมาชิกเห็นชอบทั้งหมดหรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่า สมาชิกจากทุกพรรคยืนยันชัดเจนให้รัฐบาลควรแก้ปัญหาอย่างอื่นก่อน ส่วนปัญหาที่มาจากความล้มเหลวทางการเมืองควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ไม่ควรนำความคิดเห็นเรื่องของกฎหมายมาเป็นประเด็นทำให้สังคมเกิดความแตกแยก และที่สำคัญรัฐบาลขอย้ำจุดยืนว่าหากจะดำเนินงานใดๆ จะขอความเห็นจากประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่

"ชวรัตน์"กลับลำไม่เคยบอกเห็นด้วย

ที่กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติว่า ตนไม่เคยบอกว่าเห็นด้วยกับการเสนอพ.ร.บ. ปองดองแห่งชาติ เพราะขณะนั้นยังไม่มีการเสนอร่างดังกล่าวเลย ที่ผ่านมาให้ความเห็นส่วนตัวเรื่องการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่าตนเห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯระบุว่ายังไม่จำเป็น เพราะเรื่องเศรษฐกิจสำคัญกว่า นายชวรัตน์กล่าวว่า ใช่ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้อง และความสามัคคีของคนในชาติ ถ้าชะลอการออกพ.ร.บ.นี้ก็ไม่ขัดข้อง

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยระบุเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะถ้าออกได้เท่ากับสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ รมว.มหาดไทยกล่าวว่า เป็นคนละเรื่อง เพราะพ.ร.บ.ปรองดอง รวมถึงผู้ต้องหาคดีแพ่งและอาญาทั่วประเทศ ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด หากเป็นเช่นนั้นจะเกิดปัญหาวุ่นวายตามมามาก ส่วนตัวต้องการให้นิรโทษกรรมเฉพาะนักการเมือง ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111 และ 109 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดอีกว่า ใครควรได้หรือไม่ได้รับการนิรโทษกรรม

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนพ.ร.บ.ปรองดอง เพราะเรื่องนี้ต้องหารือในที่ประชุมพรรคก่อน เพราะการเสนอกฎหมายใดที่อาจเสี่ยงก่อให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง ทำให้ประชาชนจำนวนมากคัดค้าน ดังนั้นเรื่องนี้ต้องพูดในที่ประชุมให้เกิดความชัดเจน และออกมาเป็นมติของพรรควันที่ 17 ก.พ.นี้ ว่าพรรคจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นเนื้อหาของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จึงยังไม่รู้ว่าถ้าออกมาแล้ว จะเป็นเงื่อนไขทำให้เกิดความแตกแยกหรือไม่

ภูมิใจไทยแจงวุ่นไม่ได้ถูกกดดัน

นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย รองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยเห็นตรงกับที่วิปรัฐบาลเสนอว่าควรหยิบยกปัญหาของประเทศขึ้นมาเป็นปัญหาที่มีความสำคัญเร่งด่วน แม้ว่าก่อนหน้านี้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงความเห็นด้วยกับการเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาร่วมกันภายในพรรคแล้ว เห็นตรงกันว่าควรแก้ปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรก

เมื่อถามว่าสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนท่าทีเพราะถูกกดดันจากรัฐบาลหรือไม่ นายปัญญากล่าวว่า ยืนยันพรรคไม่ได้ถูกกดดันและภายในพรรคยังมีความเป็นเอกภาพ เพราะสมาชิกได้พูดคุยและหารือกันอยู่เป็นระยะ จึงยืนยันว่าภายในพรรคมีความมั่นคงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ปธ.วุฒิฯชี้ประชาชนต้องรับได้ด้วย

ต่อมาเวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงเข้าพบนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนฯ ว่า เป็นการไปประชุมร่วมกันเรื่องของรัฐสภา แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันกรณีส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เพราะยังไม่มีเวลา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่เห็นเนื้อหา จึงยังวิจารณ์ไม่ได้ แต่เข้าใจว่าเป็นเพียงการโยนหินถามทางของฝ่ายการเมือง คงไม่มีใครคิดอะไรจริงจัง ส่วนตัวเห็นว่าความปรองดองในชาติจะสร้างกฎหมายมาบังคับไม่ได้ แต่ต้องเกิดจากความรู้สึก ความเห็นพ้องต้องกันของคนในชาติ ไม่มีประเทศไหนใช้กฎหมายบังคับให้คนสมานฉันท์ แต่หากฝ่ายการเมืองต้องการคงเป็นสิทธิ์ที่จะเสนอได้

นายประสพสุขกล่าวว่า กรณีนี้ระบุให้ชัดเจนว่าจะยกเลิกโทษสำหรับการกระทำแบบใดบ้าง ช่วงเวลาเท่าใดให้ชัดเจน แต่ต้องขึ้นกับว่าประชาชนจะยอมรับหรือไม่ เท่าที่ฟังเสียงจากสังคม หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย แม้แต่กลุ่มพันธมิตร รัฐบาล หรือในพรรคฝ่ายค้านเอง ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ หากจะทำจริงๆ ควรให้คนกลางอย่างสถาบันพระปกเกล้าดำเนินการ ส่วนข่าวที่ว่าจะให้ตนและนายชัยเป็นตัวกลางหารือความเป็นไปได้ของกฎหมายฉบับนี้ ก็ได้ ไม่เป็นไร หากทำให้สังคมสมานฉันท์ได้จริงๆ แต่ตนยังกลัวว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดสมานฉันท์ไม่ได้

"เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องค่อยๆ ทำ ฝ่ายการเมืองจะเขียนให้ทุกอย่างเจ๊ากันหมดก็ได้ แต่ต้องถามประชาชนว่าจะเอาหรือไม่กับการทำความผิดแล้วไม่ต้องรับโทษเลย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้าเป็นหลักที่ต้องยึดเพราะประเทศเป็นนิติรัฐ เท่าที่ดูรัฐบาลนี้พยายามรื้อคดีสำคัญต่างๆ ที่สังคมกังขาในอดีตอยู่แล้ว เช่น คดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร คดีฆ่าชิปปิ้งหมู เป็นแนวทางที่ถูกต้องอยู่แล้ว ทราบว่ามีบางพรรคจะเสนอเป็นนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมว่าไปทำแบบนั้นก็ดี ส่วนที่นายกฯ ระบุว่าควรทำในลักษณะการปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ ท่านพูดว่า ต้องคิดกันให้ดี ไม่ใช่พยายามเร่งทำกัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6 เดือน เพราะปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่ามาก" นายประสพสุข กล่าว

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่ากฎหมายฉบับนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ นายประสพสุขกล่าวว่า มองกันหลายทาง บางฝ่ายเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 รับรองการกระทำขององค์กรต่างๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบ หลังจาก 19 ก.ย.2549 สุดท้ายเรื่องนี้ถ้ามีการผลักดันศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตัดสิน

"ปู่ชัย"ข้องใจเนื้อหาแพร่ก่อนญัตติ

ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังไม่เห็นญัตติร่างพ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติของส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงเนื้อหาสาระของร่างจากการนำเสนอของสื่อมวล ชนว่า หลักการและเหตุผลเกินกว่าความจำเป็นของเงื่อนไขการสร้างความสมานฉันท์ในประเทศหรือสร้างความปรองดองในสังคม เพราะหลักการที่แท้จริงที่จะสร้างความสามัคคีได้อยู่ที่สำนึกในจิตใจของแต่ละบุคคลมากกว่าออกเป็นกฎหมาย สาระสำคัญของกฎหมายลักษณะความปรองดองเช่นนี้ยังไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ทั้งนี้ตนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่มีการเผยแพร่เนื้อหาสาระให้สื่อมวลชนก่อนนำเสนอญัตติมีนัยอะไร หรือมีความจำเป็นอะไรที่จะเล่นเกมนอกสภา

นายชัยกล่าวถึงวาระการประชุมร่วมรัฐสภา เวลา 13.30 น. วันที่ 17 ก.พ. เพื่อพิจารณากรอบอาเซียนว่า เชื่อมั่นว่าสมาชิกรัฐสภาจะให้ความร่วมมือและลงมติเห็นชอบตามที่ครม.นำเสนอ เพื่อนำไปพิจารณาในการประชุมอาเซียนปลายเดือนก.พ.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.30 น. นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เข้าพบนายชัยเพื่อหารือถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ ขณะที่มีความกังวลจากหลายฝ่ายว่าจะทำให้ความแตกแยกขึ้นในบ้านเมืองบานปลายออกไปอีก

"ปริญญา"ชี้รัฐบาลมีสิทธิ์แตกคอ

ที่โรงแรมเดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นคร ราชสีมา นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติว่า แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนักแต่หากทำสำเร็จ กฎหมายผ่านไปได้ พรรคเพื่อไทยก็ได้ประ โยชน์ โดยเฉพาะประโยชน์กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่ยังมีปัญหาตามมาคือการยุบพรรคเกิดมาจากการได้ใบแดง ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายอาญา หากกฎหมายดังกล่าวผ่านทุกอย่างจะหลุดไปด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมือง หากพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมด้วยก็จะเกิดปัญหาภายในรัฐบาลเอง แล้วพรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึกอย่างไร หากการเลือกตั้งครั้งหน้าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นี่คือการเมือง เชื่อว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้รัฐบาลแตกคอกันได้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา และสุดท้ายอาจถึงขั้นยุบสภา

ด้านพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่สอง กล่าวว่า การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ ไม่ได้เกี่ยวกับส.ส.ในพรรค แต่เป็นความคิดข้อเสนอของนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร อดีตส.ส.นครนายก เป็นผู้เสนอ เพราะเสียประโยชน์ ยืนยันว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองที่นายกฯตั้งขึ้น

รธน.ดึงศาลมายุ่งการเมือง

ต่อมาในการสัมมนาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับสื่อมวลชนประจำรัฐสภา วันที่สอง มีเสวนาเรื่อง "ความคาดหวังในอนาคตกับรัฐธรรมนูญใหม่" โดยนายสุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตกล่าวว่า ทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนขอเสนอ 5 ทางคือ 1.อย่าโยนหน้าที่ซึ่งกันและกัน แต่ต้องคิดว่าเป็นหน้าที่ อย่าคิดแต่ว่าหากรัฐบาลออกหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้เสียฐานเสียง 2.ต้องฟังเสียงประชาชน รวมถึงนักวิชาการ สื่อมวลชน 3.ตั้งคณะกรรมการศึกษาผลดี ผลเสีย อย่ากลัวว่าจะเสียหน้าหรือเข้าทางคนนั้นคนนี้ 4.อย่าตั้งธงไว้ก่อนในแง่ผลประโยชน์ ว่าทำแบบนี้แล้วจะเอื้อผลประโยชน์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ หรือแก้แล้วจะเป็นการนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและยังพ่วงอีกหลายคนหลายพรรค และ 5.อย่าแก้เพื่อเอาหน้ารอดหรือแก้เพียงเฉพาะกิจเท่านั้น

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวในหัวข้อความคาดหวังในอนาคตกับรัฐธรรมนูญใหม่ ตอนหนึ่งว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยล้มเหลวในระบอบประชาธิปไตยมาจากคนไทยไม่ศรัทธาในระบอบ เข้าไม่ถึงรัฐธรรมนูญ แทนที่จะปล่อยทุกอย่างดำเนินไปตามกติกา แต่กลับล้มกระดานด้วยการรัฐประหาร ขณะเดียวกันระบอบประชาธิปไตยของไทยมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเผด็จการรัฐสภา และปัญหาการแก่งแย่งอำนาจโดยอ้างเรื่องโควตาต่อรองให้หมดไปได้ รัฐธรรมนูญปี 2540 เข้าใจปัญหาเหล่านี้ดีแต่กลับแก้ปัญหาผิด ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ปัญหาแบบเดินผิดทางโดยสิ้นเชิง เพราะยังไม่ได้แก้ปัญหาหรือแยกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติออกจากฝ่ายบริหารได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถแก้ปัญหาระบบโควตาออกไปได้ แต่กลับดึงศาลลงมายุ่งกับการเมืองจนทำให้ความเชื่อถือต่อศาลลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายปริญญากล่าวว่า แนวทางปฏิรูปการเมืองต้องทำให้ศาลกลับไปมีอำนาจตุลาการเพียงอย่างเดียว และทำให้สภาเป็นอิสระจากรัฐบาล เพื่อให้สามอำนาจเป็นอิสระซึ่งกันและกัน ให้คานอำนาจและตรวจสอบซึ่งกันและกันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ควรทบทวนประเด็นบังคับให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรค เนื่องจากจะทำให้ส.ส. กลายเป็นตัวแทนพรรคมากกว่าตัวแทนของประชาชน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการบังคับส.ส.สังกัดพรรคไม่ได้แก้ปัญหาส.ส.ขายตัวได้ แต่ทำให้ขายตัวมากขึ้น ทั้งนี้เป้าหมายที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองประสบความสำเร็จคือ ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ดีโดยมีมาตราน้อยที่สุด วางกรอบแก้ปัญหาพื้นฐานของระบบรัฐสภา โดยใช้ความรู้และมีการส่วนร่วมของทุกฝ่ายให้สมดุลกัน และแก้กติกาให้เป็นกติกาของคนในชาติอย่างแท้จริง อย่าเขียนแต่เรื่องส่วนตัว ทั้งนี้จะสำเร็จได้รัฐบาลต้องเป็นผู้เริ่ม ส่วนกรณีข้อเสนอร่างพ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาตินั้น ตนเห็นว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่ต้องการให้ทุกอย่างเจ๊ากันไปเพื่อทำความผิดใหม่อีกครั้งเท่านั้น แต่ควรแก้ไขที่กติกาให้เป็นกติกาของทุกคน

ควรสานเสวนาตั้งกก.ปฏิรูปการเมือง

ส่วนนายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า การร่างรัฐธรรม นูญทั้งปี 2540 และ 2550 เกิดจากสมมติฐานความไม่วางใจนักการเมือง ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเน้นที่ระบบเลือกตั้ง ความเข้มแข็งของภาคการเมืองและที่มาขององค์กรอิสระเท่านั้น การที่รัฐบาลประกาศจะมีกรรม การปฏิรูปการเมือง ตนเห็นว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการควรศึกษาและดูองค์ความรู้ของสังคมไทยและมองการณ์ไกลไปข้างหน้าว่า สังคมไทยอยากได้อะไร ไม่ใช่ลอกเลียนแบบรัฐธรรมนูญที่เป็นข้อดีจากต่างประเทศมาใส่รวมไว้โดยไม่ดูสถานการณ์และความพร้อมของประเทศ สำหรับการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองนั้น ส่วนตัวมองว่าควรมีการสานเสวนาขึ้นมา โดยรัฐบาลควรคิดวิธีการดังกล่าว เพื่อให้ได้ความคิดหลายแง่มุมที่มาจากบุคคลหลายกลุ่ม

ขณะที่พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย กล่าวว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะปี 2540 ร่างขึ้นมาโดยมีอคติ นักการเมืองเลวร้าย ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ดีต้องปราศจากอคติ ทั้งด้านความรัก ความหลง และความกลัว ถึงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงต้องรอคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองที่นายกฯมีแนวคิดแต่งตั้งกำหนดกรอบแก้ไข รวมถึงออกร่างพ.ร.บ.ความปรอง ดองแห่งชาติด้วย

"ไพบูลย์"แนะ3มิติสู่ทางออก

ที่ศูนย์คุณธรรม นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์คุณธรรม อดีตรองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างกฎหมายปรองดองแห่งชาติว่า ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่กฎหมายปรองดอง แต่อยู่ที่ว่าจะฟื้นฟูสร้างสรรค์ความปรองดอง สมานสามัคคีในชาติอย่างไร ตนคิดว่าต้องพูดจากันหลายฝ่าย จากกลุ่มเล็กขยับไปสู่วงใหญ่ขึ้น คุยกันก่อนว่าจะสร้างความปรองดองด้วยวิธีใดและใช้เครื่องมืออะไร ส่วนกฎหมายนำมาทีหลัง ตนเคยเสนอมาแล้วว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ต้องอาศัย 3 มิติ คือ ทัศนคติ กระบวนการ และสาระ โดยทัศนคติต้องเอื้ออำนวยให้พูดคุยกันง่ายขึ้น ไม่ใช่เอาคนโกรธกันหน้าดำหน้าแดงมาคุยกัน ก็ทะเลาะกันแน่ ถ้าแก้ปัญหา แบบโดดไปสู่สาระโดยไม่มีกระบวนการ ทัศนคติเป็นปฏิปักษ์กันก็ยากจะได้ข้อสรุป ยิ่งแตกแยกมากขึ้น

นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า ตนอยู่ในแวดวงกลุ่มสันติวิธี สานเสวนา เจรจาต่อรอง เสนอแนะมาทุกรัฐบาลให้ใช้วิธีเหล่านี้แก้ปัญหาความขัดแย้ง รัฐบาลต้องเล่นบทตรงนี้ให้มาก พูดแต่คำว่าสมานฉันท์หรือจะตั้งใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นจริงด้วยตาม 3 ประการที่บอกไปจะแก้ได้ไม่ยาก

นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ต้องถามว่าพ.ร.บ.ดังกล่าวสร้างปรองดองจริงหรือไม่ หรือมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ นักการเมืองทุกวันนี้ไม่ได้ฉลาดจะเอาอะไรก็เอาดื้อๆ ตนขอตั้งข้อสังเกตการออกกฎหมาย 2 ประการว่า 1.การออกกฎหมาย จะมุ่งออกเฉพาะตัวหรือเฉพาะบุคคลไม่ได้ 2.หากทำเช่นนั้นจริง ถ้ามีอะไรไม่พอใจก็ออกกฎหมายมาเลิก ซึ่งเป็นการทำลายหลักนิติธรรมและระบบยุติธรรม ไม่ว่าองค์กรใดถ้าออกกฎหมายทำลายหลักยุติธรรม ยิ่งกว่าการทำรัฐประหารเสียอีก การออกพ.ร.บ.ปรองดองถือว่าอันตรายมาก พอมีอะไรก็ใช้เสียงข้างมาก ไม่ใช่ว่าใครมีเสียงข้างมากก็ทำได้โดยไม่มีหลักการ

พรรคเติ้งขอดูเนื้อหาก่อนพิจารณา

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายชุม พล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประ ธานประชุมส.ส.พรรค เพื่อกำชับส.ส.เข้าประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณากรอบข้อตกลงสิทธิมนุษยชนในกรอบอาเซียนอย่างเคร่งครัด โดยนายชุมพลกล่าวว่า ในที่ประชุมพรรคหารือเรื่องประชุมสภาระหว่างวันที่ 17-19 ก.พ. และพูดคุยกรณีหาสมาชิกพรรคให้ครบ 5,000 คน จัดตั้งสาขาพรรคให้ครบ ก่อนประชุมใหญ่สามัญอีกครั้งเดือนมี.ค.นี้ อย่างไรก็ตามที่ประชุมไม่ได้หารือกรณีพรรคเพื่อไทยจะเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ

นายชุมพลกล่าวถึงพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติว่า จุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาคือต้องเห็นเนื้อหาสาระก่อนว่าเป็นอย่างไร ตอนนี้มีแค่ข่าว ไม่รู้ว่าใช่ของจริงหรือไม่ และในพรรคยังไม่หารือกัน เมื่อถามว่าในที่ประชุมครม.วันที่ 17 ก.พ. นายกฯจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือกับรมต.พรรคร่วมรัฐบาล นายชุมพลกล่าวว่า เข้าใจว่านายกฯคงไม่หารือเรื่องพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่จะพูดคุยถึงการปฏิรูปการเมือง ซึ่งหารือมาตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาล

เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมืองเพื่อเล่นเกมนอกสภา นายชุมพลกล่าวว่าต้องระวังกันหน่อย และต้องนำมาหารือกัน เพราะกลัวว่าจะทำให้เสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง ตนเป็นห่วงอย่างนั้นมากกว่า สิ่งใดทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ พรรคเอาด้วยหมด ตอนนี้ใครจะเสนออะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นรูปธรรม และจะพิจารณากัน แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน

"เรายังไม่ได้เห็นเรื่อง จึงไม่รู้จะไปถาม ไปหารืออะไร ผมพยายามถามหาตัวเนื้อร่างก็ยังไม่มีใครให้ได้ว่าร่างที่แท้จริงเป็นอย่างไร ประเด็นใหญ่ที่มีปัญหามากคือเรื่องรัฐธรรมนูญ เช่น หลายฝ่ายต้องการแก้ที่มาของส.ส.เป็นแบบเขตละคน ระบบบัญชีรายชื่อเป็นทั้งประเทศ ที่มาส.ว.อยากให้มาจากเลือกตั้งเหมือนเดิม อำนาจส.ส.มีมากเกินไป โดยเฉพาะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ลงคะแนนให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งเหล่านี้ทำให้เสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง ดังนั้นเป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกมาแก้ไข ส่วนตัวเห็นว่าควรเริ่มต้นจากการแก้รัฐธรรมนูญมากกว่า เชื่อว่าในพรรคร่วมรัฐบาลคงพูดคุยกันได้ ไม่มีปัญหา เพราะจะทำอะไรก็อย่าให้เป็นวิกฤตบ้านเมือง แต่เรื่องรัฐธรรมนูญควรนำมาหารือกันก่อนเพราะเป็นปัญหามาก" นายชุมพลกล่าว

แก้รธน.ก่อนปฏิรูปการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุผลที่เสนอพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เนื่องจากต้องการนักการเมืองที่อยู่บ้านเลขที่ 111 และเลขที่ 109 ควรออกมาพัฒนาบ้านเมืองอีกครั้ง ถือว่าเพียงพอหรือไม่ นายชุมพลกล่าวว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผล อาจเป็นการช่วยเหลือคนบางคน หรืออาจบอกว่าเวลานี้นักการเมืองขาดประสบการณ์ไปมากก็เป็นได้ เมื่อถามว่านิรโทษกรรมเพื่อให้เกิดความปรองดองในประเทศได้หรือไม่ นายชุมพลกล่าวว่าคงช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่คงไม่แก้ปัญหาทั้งหมด เพราะถ้ากฎหมายออกมาก็มีปัญหาแล้ว

เมื่อถามว่านายกฯเสนอว่าต้องปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ โดยหาคนกลางเข้ามา นายชุมพลกล่าวว่าไม่ใช่อย่างนั้น แต่ต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการปฏิรูปการเมืองไม่ได้หมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่ต้องปฏิรูปค่านิยมสังคม ปฏิรูปขนบประเพณี ปฏิรูปการศึกษา อยู่ในรูปแบบที่กว้างมาก แต่ต้องทำให้ครบวงจร ดังนั้นคำว่าปฏิรูปการเมืองมันใหญ่เกินไป ไม่เป็นรูปธรรม เวลานี้ควรแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก กฎหมายองค์กรอิสระ ซึ่งประเด็นที่จะแก้ไขมีอยู่แล้ว ตามที่กรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 รวบรวมไว้แล้วที่วุฒิสภา ไม่ยากที่จะต่อยอด เพียงแค่มาตกลงประเด็นแก้ไขให้สังคมรับทราบเท่านั้น น่าจะพอแล้ว ควรเริ่มต้นตรงนี้

"เหลิม"ชี้ยื่นร่างพ.ร.บ.ตอนนี้ไม่สำเร็จ

ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติว่า ตนยังไม่เห็น เป็นหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคดำเนินการ กฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากแนวคิดของตนที่เคยเสนอในเรื่องนิรโทษกรรมให้กับผู้ได้ผลกระทบทางการเมืองจากเหตุการณ์ 19 ก.ย.49 ทั้งนี้ หากเสนอเรื่องดังกล่าวต้องทำในลักษณะการรณรงค์ให้ประชาชนมีประชามติล่วงหน้าว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง น่าจะดำเนินการเรื่องนี้ได้ทันที หากเสนอพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะผ่านและประสบความสำเร็จ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่ใช่ฝ่ายเสียงข้างมาก ขณะเดียวกันรัฐบาลและพรรคร่วมคงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

พท.ลงมติยื่นซักฟอกสมัยนี้

ต่อมาเวลา 16.30 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังประชุมพรรคว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตั้งคณะดำเนินการ 2 ชุด ชุดที่ 1 ดูแลเนื้อหา สาระและหัวข้อ โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รับผิดชอบ ชุดที่ 2 ทำหน้าที่จัดบุคคลขึ้นอภิปราย โดยมีนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ดูแล ส่วนวันยื่นญัตติจะประชุมหารืออีกครั้งสัปดาห์หน้า คาดว่าทันสมัยประชุมนี้ ส่วนการเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ที่ประชุมมอบหมายกรรมการบริหารและแกนนำพรรคหารือส่วนนี้ คิดว่าส.ส.ทั้ง 187 คนของพรรคคงมีสักคนมีคุณสมบัติ ครบถ้วน

นายพร้อมพงศ์กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติว่า ไม่มีในระเบียบวาระประชุมวันนี้ แต่ถ้าหากเสนอเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้าถือเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. โดยมีนายสุรชัย เบ้าจรรยา และนายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน เป็นผู้ประสานงานระหว่างส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล

"ผู้ที่เสนอพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ น่าจะเป็นรัฐบาลมากกว่า แต่ถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่ทำอะไรให้เกิดความปรองดองเลย อีกทั้งยังไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรที่ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน"โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

กัดติดงบลับสลายม็อบเสื้อแดง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. แถลงกรณีกองทัพปฏิเสธโครงการ 2 พันล้านบาทเพื่อสร้างความสมานฉันท์ไม่ได้หวังผลทางการเมือง แต่เป็นการสู้วิกฤตเศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจพอเพียงว่า เมื่อตนได้เอกสารชุดหนึ่งจากกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งสรุปแผนปฏิบัติในการประชุมของกองทัพภาคที่ 3 เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พบข้อสังเกตสำคัญหลายประการ อาทิ รายงานดังกล่าวแบ่งพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังเป็น 3 ระดับ คือ พื้นที่เพ่งเล็ง พื้นที่สนใจ และพื้นที่ปกติ โดยจะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแบ่งงบประมาณ น่าสงสัยว่ากองทัพมีหลักเกณฑ์กำหนดพื้นที่และหลักเกณฑ์ในการแบ่งระดับภาวะเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่อย่างไร กองทัพอ้างว่าแผนดังกล่าวให้ความรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เท่าที่ดูกิจกรรมบางอย่าง อาทิ จัดคอนเสิร์ตรักชาติหรือวงดุริยางค์ไม่ได้เกี่ยวกับการสู้วิกฤตเศรษฐกิจ จึงเชื่อไม่ได้ว่าภารกิจของกองทัพมีเป้าหมายตรงตามชื่อของโครงการ น่าจะเป็นภารกิจปลุกระดมความคิดมวลชนเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ระบุว่าเป็นงบกอ.รมน. แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าตั้งแต่ปี 2543 ถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่มีการจัดสรรงบส่วนนี้เลย กองทัพต้องชี้แจงด้วย เชื่อว่างบ 2 พันล้านเป็นการจับมือระหว่างรัฐบาลและกองทัพ โดยอ้างอิงเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเคลื่อนไหวจัดการมวลชนฝ่ายตรงข้าม หวังผลทางการเมือง เนื่อง จากรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาลของประชาชน แต่เป็นหน่วยที่ขึ้นตรงกองทัพ ถือเป็นพฤติกรรมอำพราง ซ่อนเงื่อนและไม่ยุติธรรมต่อประชาชน

เสื้อแดงยันบุกทำเนียบ24ก.พ.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงยืนยันชุมนุมวันที่ 24 ก.พ. เวลา 09.00 น. ที่ท้องสนามหลวง เคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.00 น. แต่จะไม่ขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แม้ในแผนอาจเคลื่อนขบวนไปกระทรวงการต่างประเทศด้วยก็ตาม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมกำลังตำรวจทหารเพื่อสกัดกั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตอนมีคนบุกยึดสนามบินและทำเนียบ มีการเตรียมกำลังแค่ 1 กองร้อย แต่พอคนจะไปชุมนุมนอกทำเนียบ ไม่ได้บุกเข้าไป กลับใช้กำลังมากขนาดนั้น จะได้เห็นกันว่าเป็นอย่างไร กฎหมายต้องบังคับใช้กับทุกคน ถึงจะเรียกว่ากฎหมาย ถ้าใช้กับบางคนเรียก "กดหัว" สังคมไทยจะไม่มีใครยอมถูกกดหัวตลอดไป

ปูดเตรียมทหาร-ตร.1หมื่นลุยม็อบ

จากนั้นนายพร้อมพงศ์แถลงอีกว่า ได้รับแจ้งจากผู้หวังดีที่อยู่ฝ่ายความมั่นคง ว่ามีคำสั่งลับให้สนธิกำลังทหารและตำรวจ 1 หมื่นนายพร้อมอาวุธครบมือ เตรียมรับมือคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 24 ก.พ. ที่ท้องสนามหลวง ไม่รวมกองกำลังปกติ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นความจริง อยากถามว่าใครเป็นคนสั่งขอให้ชี้แจงสาธารณะรับทราบ

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ย้ำว่าจะกลับมาประเทศไทยเพื่อทวงคืนความยุติธรรมว่า คำพูดดังกล่าวทำให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยฮึกเหิมที่จะเดินหน้าต่อสู้ทางการเมืองต่อไป ตอกย้ำว่าท่านกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอนในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้ทางการเมือง เป็นนายกฯอีกครั้งตามที่ประชาชนเรียกร้อง เพียงแค่ส่งเสียงมายังทำเอารัฐบาลดิ้นพล่าน แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ กองทัพ พรรคภูมิใจไทย และกลุ่มพันธมิตรแสดงอาการปากกล้าขาสั่น กลัวท่านกลับมา ตอนนี้ปล่อยรัฐบาลนี้โชว์ฝีมือแก้เศรษฐกิจและปัญหาของประเทศไปก่อน อย่าบริหารประเทศจนร่ำรวยเฉพาะพวกพ้อง แต่ประชาชนยากจน

นปช.นัดชุมนุมสนามหลวง19ก.พ.

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรประกาศจะไปจัดกิจกรรมทางภาคเหนือ ที่จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพะเยา นั้น ขอให้รีบไปเร็วๆ พวกเสื้อแดงรอรับมืออยู่แล้ว การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้น อีกไม่นานจะต้องเกิดสงครามกลางเมืองแน่ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน วิธีแก้ไขต้องมีกฎหมายความปรองดองแห่งชาติ ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะเดินหน้าไม่ได้ เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องใจกว้าง รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์อย่ามีความคิดเห็นแก่ตัว กลัวหมดอำนาจ อย่ากลัวพ.ต.ท.ทักษิณ

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำนปช. พร้อมด้วยน.พ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางเคลื่อนไหว จากนั้นนายชินวัฒน์เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าวันที่ 19 ก.พ.เวลา 17.00-23.00 น.จะชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ภายใต้ชื่อ "รวมพลคนเดือดร้อน" เพื่อผลักดันข้อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต่อรัฐบาล จึงขอเชิญชวนชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม คนว่างงาน ผู้ยากไร้ เข้าร่วมชุมนุม

ผบ.ตร.พบ"เทือก"รับอาเซียนซัมมิต

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงการประชุมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เย็นวันเดียวกันนี้ว่า เพื่อหารือมาตรการรักษาความปลอดภัยการประชุมอาเซียนซัมมิตที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรี ขันธ์ ช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งตำรวจมีความพร้อม เนื่องจากตรียมการมานานตั้งแต่วางแผนจัดที่จ.เชียงใหม่ เพียงแต่ย้ายสถานที่ จึงไม่น่ามีปัญหา

ส่วนที่มีข่าวว่าจะหารือเรื่องดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.และกลุ่มพันธมิตรด้วยนั้น พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวว่าคดีกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ คิดว่าจะประชุมภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งตำรวจมีข้อมูลพร้อมแล้ว เพียงติดตามความคืบหน้าแต่ละส่วน โดยจะเชิญผู้บัญชาการภาค 1, 3, 4, 5 และนครบาลร่วมชี้แจงรายละเอียดของคดี โดยจะแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรที่ปิดสนามบิน ผบ.ตร.กล่าวว่าพนักงานสอบสวนบช.ภาค 1 สอบพยานอย่างต่อเนื่อง และไม่รู้สึกหนักใจกับแรงกดดันทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย ใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี

กทม.พร้อมดูแลรถน้ำ-รถส้วม

ที่ศาลาว่าการกทม. นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม.ให้สัมภาษณ์กรณีนปช.เตรียมชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงแล้วเคลื่อนมาทำเนียบรัฐบาลวันที่ 24 ก.พ.นี้ว่า ขณะนี้กทม.ประสานกับบช.น. รวมทั้งฝ่ายความมั่นคง สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่ออำนวยความสะดวกและความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ กทม.จะดูแลอำนวยความสะดวกกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ทั้งตู้น้ำดื่มและรถสุขา ขอยืนยันว่ากทม. จะดูแลทุกฝ่าย

นายพงศ์ศักติฐ์กล่าวต่อว่า กำชับผอ.ทั้ง 50 เขตให้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กรณีที่เขตชั้นในมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้การชุมนุมถือเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่าสถานการณ์ไม่น่าจะรุน แรง คาดว่าพูดคุยกันได้ในระดับแกนนำหรือผู้ประสานงาน ส่วนจะต้องปิดโรงเรียนในเขตพื้นที่ชั้นในหรือไม่นั้น ขอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

วาทะ"ชวน"เงิน"แม้ว"ยังน่ากลัว

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณว่า การโทรศัพท์เข้า-ออกไปต่างประเทศเป็นสิทธิทำได้ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่สิ่งที่ไม่ควรประมาทคือเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่าเงินยังมีความหมายและมีอิทธิพลมาก เงินในระบบทักษิณซื้อคนเกือบทุกองค์กรได้ เพียงแต่ซื้อได้ไม่หมดทุกคน เราต้องช่วยกันประคับประคองให้กำลังใจองค์กรที่เป็นหลักของบ้านเมืองให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ไม่สยบต่ออิทธิพลการคุกคามหรือข่มขู่

"การใช้เงินยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้ตัวบุคคลจะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย รัฐบาลจะวีซ่าห้ามคนไม่ให้ไปที่ไหนได้ แต่ห้ามเงินไม่ได้ และเงินไปได้หลายวิธี ฉะนั้นเรื่องเงินของพ.ต.ท.ทักษิณอย่าประเมินของเขาน้อยไป อย่าประมาท เงินของเขายังมีความหมายมาก" นายชวนกล่าว

ส.ส.หญิงขอแจง250ล.ในสภา

น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเงินบริจาค 250 ล้านบาทที่บริษัท ทีพีไอ โพลีน บริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนมีหลักฐานพร้อมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเงินเข้าออกสมุดบัญชีทุกธนาคาร สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีการบริจาคเงิน 250 ล้านบาทผ่านบัญชีตน นอกจากนี้นายชวนยังกำชับเตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อม เพราะหากอภิปรายในสภาจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีหลักฐานพร้อม ทำไมถึงไม่เปิดเผยผ่านสื่อมวลชน น.ส.สุพัชรีกล่าวว่า ที่ไม่สามารถแถลงผ่านสื่อได้นั้น เนื่องจากผู้ใหญ่หลายคนกังวลว่าหากออกมาแถลงข่าวตอบโต้จะถือเป็นการเล่นตามเกมฝ่ายค้าน และอาจตกเป็นเป้าโจมตีได้ ทั้งนี้ตนขอพูดข้อเท็จจริงในที่ประชุมสภา แต่ระหว่างนี้ขอดูข้อมูลของฝ่ายค้านก่อน

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำเรื่องนี้ไปตรวจสอบ น.ส.สุพัชรีกล่าวว่าไม่กังวล เพราะไม่ได้ถูกดีเอสไอเรียกตรวจสอบ เท่าที่ทราบดีเอสไอเรียกเพียงนายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส. สัดส่วน และนายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ไปสอบถามข้อเท็จจริง

เวลา 14.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม ส.ส. นายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ประธาน ส.ส.ของพรรค เป็นประธานในที่ประชุม มีส.ส.ร่วมประชุมบางตาเพราะปกติจะประชุมในวันอังคาร รวมถึงนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วย เนื่องจากติดภารกิจประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ที่ก.พ. นนทบุรี

"พีระพันธุ์"ยันไม่เด้งอธิบดีดีเอสไอ

ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม กล่าวว่าการสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นหน้าที่ของดีเอสไอและกกต. ตนในฐานะรมว.ยุติธรรมจะไม่แทรกแซง หน่วยงานใดมีหน้าที่อย่างไรให้ดำเนินการไป ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยทราบข้อมูลว่าดีเอสไอรับคดีบริษัททีพีไอเป็นคดีพิเศษ ส่วนที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่นั้น ตนคงทำไม่ได้ เพราะหากหยุดทำงานแล้วใครจะทำหน้าที่แทน ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ต้องดูที่เจตนา หากตนเป็นคนไม่ดีคงแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ขึ้นกับคุณธรรมและจริยธรรม ยืนยันว่าจะไม่ทำเหมือนกับที่ฝ่ายค้านเคยทำในอดีต จึงไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าคดีนี้มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่าหน้าที่ของตนคือทำงาน ทำทุกอย่างให้ตรงไปตรงมา และไม่เคยสนใจว่าจะถูกฝ่ายค้านโจมตี ส่วนรายละเอียดคดีดังกล่าวไม่มีอะไรหนักใจ ทุกอย่างว่ากันตามกฎหมาย ทุกหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมเริ่มชัดเจนมากขึ้น รวมถึงดีเอสไอที่ตนพอใจการทำงานที่มีกรอบและแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ความรู้สึกไม่พึงพอใจเป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันทุกคนทำงานเต็มที่และมีผลงานชัดเจน ยืนยันว่าไม่มีความคิดโยกย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ

เมื่อถามถึงข่าวผู้บริหารระดับสูงดีเอสไอเข้าพบอดีตแกนนำรัฐบาลที่โรงแรมเอสซีปาร์ค นายพีระพันธุ์กล่าวว่าตนไม่ทราบและไม่สนใจด้วย และจะไม่เรียกใครมาสอบถาม เพราะไม่จำเป็น

เผยพบหลักฐานนำมาสู่คดีพิเศษ

รายงานข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยว่า คดีนี้ดีเอสไอได้รับร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณีบริษัททีพีไอ กระทำผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่พ.ค.2551 จากนั้นตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีของทีพีไอ พบข้อมูลจากกรมสรรพากรว่า มีการโอนเงิน 258 ล้านบาทไปให้บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อว่าจ้างทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ จากนั้นกรมสรรพากร ทำหนังสือเรียกเก็บภาษีไปยังบริษัท เมซไซอะ เพราะไม่พบข้อมูลชำระภาษีรายได้ 10% ตามการชี้แจงของบริษัททีพีไอฯ ระบุมีการจ่ายเงินค่าโฆษณาให้บริษัทดังกล่าว เมื่อพบความผิดปกติในข้อมูลทางบัญชี ดีเอสไอจึงเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และพบว่าเงินถูกโอนต่อไปเข้าบัญชีของบุคคล ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ดีเอสไอจึงเสนอต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ รับเป็นคดีพิเศษ

รายงานข่าวเปิดเผยอีกว่า การสอบสวนของดีเอสไอยังพบประเด็นน่าสงสัยหลายประเด็น เช่น ทีพีไอเป็นบริษัทใหญ่ เหตุใดจึงว่าจ้างบริษัท เมซไซอะทำประชาสัมพันธ์ เพราะบริษัทนี้ไม่มีประสบการณ์ด้าน โฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ผ่านมาเคยรับจ้างงานแค่ทำใบปลิว แผ่นป้าย และคัตเอาต์ โฆษณา เพื่อใช้ประชา สัมพันธ์และรณรงค์เลือกตั้งให้กับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นไม่เคยปรากฏว่าบริษัทนี้ทำงานด้านอื่นเลย

พท.มีมติเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ที่มา เดลินิวส์

พ.ร.บ.นิรโทษกรรมส่อแววจอดณัฐวุฒิงัดหลักฐานแฉงบลับ

ส่อแววจอด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข็นไม่ขึ้น"ชวรัตน์"พลิกระบุไม่เคยออกมาชี้นำ แจงแค่อยากเห็นนักการเมืองมืออาชีพกลับมาทำงาน รัฐบาลปิดประตูไม่ต้อนรับ “เทพเทือก” โยนเผือกร้อนให้คนกลางไปพิจารณา วิปรัฐบาลมีมติไม่แตะ “เพื่อไทย” ปล่อยเป็นเรื่องส่วนบุคคลดำเนินการ หันมาเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ “ชุมพล” แทงกั๊กรอความชัดเจน ขณะที่ “ไพบูลย์” ออกโรงเสนอเร่งฟื้นฟูความสามัคคี ยันกฎหมายเรื่องรอง “ปริญญา” หวั่นเป็นปมขัดแย้งในพรรคร่วมลามถึงขั้นยุบสภาได้ สมาชิก 111 เมินอย่ามาเมตตา แนะแก้รธน. เอาผิดคมช. “สุพัชรี” ปฏิเสธรับเงินบริจาค 250 ล. ยืนยันให้ตรวจสอบบัญชี “เพื่อไทย” ดักคอรมว.ยุติธรรม สร้างข่าวหาเหตุโยกย้าย “เสื้อแดง” เดินหน้าไม่สนตร.-ทหารนับหมื่นรอสกัด แกนนำสวด “อภิสิทธิ์” แค่นายกฯเงา “ณัฐวุฒิ” ซัดแผนลับมีจริงงัดหลักฐานโชว์อีก โพลสำรวจแก้รธน.เผยประชาชนสนับสนุน

รัฐบาลเด้งหนีนิรโทษกรรม

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการเสนอร่างพ.ร.บ.การสร้างความปรองดองแห่งชาติว่า ทางรัฐบาลยืนยันว่าไม่มีความคิดจะเสนอกฎหมายนี้ ไม่ใช่กฎหมายในรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีจุดยืนในการทำงานที่ชัดเจน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคการเมือง นัก การเมือง จะเสนอกฎหมายก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ที่ผ่านมา ตนพยายามหารือร่วมกับฝ่ายค้าน เพื่อหากระบวนการที่เป็นที่ยอมรับเพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ และมั่นใจว่าจะคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลได้เข้าใจ เพราะทุกคนในรัฐบาลรู้ว่าเป้าหมายการทำงานของ รัฐบาลชุดนี้ คือการมุ่งฟื้นฟูปัญหาเศรษฐกิจ คงไม่มีการสร้างเงื่อนไขขัดแย้ง เพราะรัฐบาลจะยึดเรื่องการปฏิรูปการเมืองเป็นแนวทาง

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า เวลานี้บ้านเมืองเรียบร้อยดี จะมีเพียงกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ได้กำชับให้ดูแลไม่ให้ละเมิดสิทธิซึ่งกันและกันและไม่ทำผิดกฎหมาย ตนเชื่อว่าแม้จะมีการตั้งคณะกรรมการอะไรขึ้นมา ความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะไม่ยุติลง จนกว่าจะมั่นใจในกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับและแนวทางการปฏิรูปการเมืองที่แท้จริง

โยนเผือกร้อนให้คนกลาง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่ากฎหมายอะไร แต่ฟังดูเนื้อหาคือต้องการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกพิพากษาให้ตัดสิทธิทางการเมือง โดยจุดยืนแล้วยืนยันว่าเราจะไม่สร้างกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาให้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เราจะทำกฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนทั้งบ้านเมือง หากเห็นว่าเรื่องนี้จะทำให้การเมืองดีขึ้น ก็ต้องให้ไปทำในรูปคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง หากเขียนกฎหมายออกมาเพื่อช่วยเหลือพวกเดียวกันประชาชนเจ้าของประเทศคงมีความรู้สึก

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนที่แกนนำ ตัวจริงของทางพรรคภูมิใจไทย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาออกมาพูดชัดเจนว่าต้องการออกมาเล่นการเมืองอยู่เบื้องหน้านั้น คงเป็นเพราะเขาคงต้องการฟังเสียงประชาชนว่าเป็นอย่างไร เรื่องนี้นายกฯลงทุนไปพูดกับแกนนำฝ่ายค้านด้วยตัวเอง ทั้งประธานวิป และประธานส.ส.เพื่อให้เขาได้ร่วมมือในการปฏิรูปการเมือง ซึ่งนายกฯได้เสนอให้หาคนกลางที่ฝ่ายค้านเองก็รับได้มาเป็นเจ้าภาพ เพื่อระดมสมองปฏิรูปการเมือง หากหาตัวบุคคลไม่ได้ก็ให้ใช้สถาบันใดสถาบันหนึ่ง ในส่วนของ ส.ส. แต่ละพรรคก็คิดว่าควรตั้งกรรมาธิการของสภา เพื่อศึกษาเรื่องการปฏิรูปการเมือง และเร่งดำเนินการเรื่องนี้อีกทางหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าคงต้องช้าหน่อย เพราะการปฏิรูปการเมืองต้องใช้เวลา

“ชวรัตน์”พลิกไม่เคยชี้นำ

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ซึ่งจะมีผลต่อการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่า ขอปฏิเสธว่าไม่เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นเรื่องส่วนตัวหรือในนามพรรคก็ตาม แต่เคยให้ความเห็นเฉพาะส่วนของนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่าเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ ทั้งนี้เรื่องของ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติมีรายละเอียดจำนวนมาก รวมถึงกฎหมายอาญาและแพ่งด้วย โดยให้ผู้ที่กระทำและผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้รอดพ้นจากความผิด และต้องใช้เวลาไปศึกษา

นายชวรัตน์ ยังกล่าวว่า ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะนิรโทษทั้งหมดหรือว่าจะต้องมาดูความผิดของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม การเสนอกฎหมายใด ๆ ถ้าเป็นเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงทำให้บ้านเมืองเกิดความแตกแยก ก็ไม่เห็นด้วย แต่จะนำเรื่องทั้งหมดไปหารือในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 17 ก.พ.นี้

“ชัย”ตอกเล่นเกมการเมือง

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่ส.ส. พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. ความปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่สภาว่า ยังไม่เห็นร่างกฎหมายดังกล่าว แต่หากหลักการและเหตุผลเป็นไปตามที่เป็นข่าว มองว่าอาจเป็นกฎหมาย ที่เกินกว่าความจำเป็น ในเงื่อนไขในการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองในสังคม เพราะหลักการที่แท้จริงที่จะสร้างความสามัคคีได้ อยู่ที่สำนึกในจิตใจของแต่ละบุคคล มากกว่าที่จะออกเป็นกฎหมาย สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายในลักษณะความปรองดองเช่นนี้ ยังไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก จึงอยากตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม

เมื่อถามถึงวาระการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 17 ก.พ. นายชัยตอบว่า เป็นวาระเพื่อพิจารณากรอบอาเซียนที่รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาในบางกรอบ เชื่อมั่นว่าสมาชิกรัฐสภาจะให้ความร่วมมือและลงมติเห็นชอบตามที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอ เพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการในการประชุมอาเซียนในปลายเดือนนี้

“ปู่สุข”ชี้แค่โยนหินถามทาง

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติว่า ยังไม่เห็นเนื้อหาจึงยังวิจารณ์ไม่ได้ แต่เข้าใจว่าเป็นเพียงการโยนหินถามทางของฝ่ายการเมือง คงยังไม่มีใครคิดอะไรจริงจัง ส่วนตัวเห็นว่าความปรองดองในชาติ จะสร้างกฎหมายมาบังคับไม่ได้ แต่ต้องเกิดจากความรู้สึก ความเห็นพ้องต้องกันของคนในชาติ ไม่มีประเทศไหนใช้กฎหมายบังคับให้คนสมาน ฉันท์ แต่หากฝ่ายการเมืองต้องการก็คงเป็นสิทธิที่เขาจะเสนอ

นายประสพสุข กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องค่อย ๆ ทำ ฝ่ายการเมืองจะเขียนให้ทุกอย่างเจ๊ากันหมดก็ได้ แต่ต้องถามประชาชน ว่าจะเอาหรือไม่ กับการทำความผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ ตนมองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้าเป็นหลักที่ต้องยึด เพราะประเทศเป็นนิติรัฐ

มติวิปรัฐบาลไม่เอาด้วย

นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล แถลงผลการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวคิดการออกร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ โดยทั้งหมดมีความเห็นร่วมกันว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะนำร่างกฎหมายนี้เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร เพราะประเทศยังถูกปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาการว่างงาน ปัญหาของเกษตรกร ปัญหาปากท้องของประชาชน เป็นต้น ถาโถมอย่างรุนแรง จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสนใจต่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่า อีกทั้ง เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็ยังไม่เห็นแนวทางว่าจะสร้างความปรองดองได้จริงอย่างที่ระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้

นายปัญญา ศรีปัญญา รองประธานวิปรัฐบาล และส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าควรแก้ปัญหาของประเทศก่อน จึงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะยื่นร่างพ.ร.บ. ดังกล่าวในตอนนี้ แม้นายชวรัตน์ ได้แสดงความเห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่เมื่อพูดคุยกันในพรรคแล้วก็ได้ข้อสรุปที่เห็นตรงกันว่ายังไม่ควรยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวในขณะนี้ ยืนยันว่าการที่พรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนท่าทีมาเห็นด้วยกับรัฐบาล ไม่ใช่เป็นเพราะถูกกดดัน ที่สำคัญภายในพรรคยังมีความเป็นเอกภาพ ไม่ได้เกิดความขัดแย้งอย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต

ชทพ.แทงกั๊กรอดูท่าที

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงร่างพ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นต้นร่างและที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ถือว่าเป็นการเป็นข่าวทั้งนั้น ส่วนเนื้อหาสาระยังไม่เห็น และเท่าที่ปรากฏออกมาเป็นข่าวก็ยังไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ ดังนั้น จุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนายังไม่ได้มีการพูดคุยกันเลยในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีกฎหมายนี้จะทำให้เกิดความสมานฉันท์หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า การเมืองไทยจะต้องทำเป็นจุดและในองค์รวมด้วย ซึ่งประเด็นที่มีปัญหากันมากก็คือรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายอยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า การนิรโทษกรรมทั้งหมดจะช่วยให้เกิดความปรอง ดองสมานฉันท์ได้หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า คงจะช่วยได้ระดับหนึ่งแต่คงไม่แก้ปัญหา กฎหมาย ถ้าเป็นจริงออกมาก็เป็นปัญหาแล้ว คำว่าปฏิรูปการเมืองมันใหญ่เกินไป ประเด็นเวลานี้การแก้ไขปัญหาการเมืองอยู่ที่รัฐธรรมนูญอย่างเดียวรวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายองค์กรอิสระด้วย ซึ่งประเด็นที่จะแก้ไขมีอยู่แล้ว

“ไพบูลย์”แนะฟื้นฟูสามัคคี

ที่ศูนย์คุณธรรม ถนนวิภาวดีรังสิต นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์คุณธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมหรือกฎหมายปรองดองว่า ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่กฎหมายปรอง ดองแต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะฟื้นฟูสร้างสรรค์ความปรองดอง สมานสามัคคีในชาติอย่างไร เชื่อว่าทุกฝ่ายต้องการและมีเป้าหมายเหมือนกันตรงกันในการให้เกิดความปรองดองสามัคคี สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไร ตนคิดว่าต้องพูดจากันหลายฝ่าย จากกลุ่มเล็ก ๆ และขยับไปสู่วงใหญ่ชั้นสูงขึ้น เพื่อตอบคำถามว่าสิ่งที่พึงเปลี่ยนแปลงภาพร่วมกันคืออะไร ซึ่งมีหลายสิบหลายร้อยวิธี ซึ่งการออกกฎหมายเป็นหนึ่งในหลายร้อยวิธี

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ตนอยู่ในแวดวงกลุ่มสันติวิธี สานเสวนา เจรจาต่อรอง เสนอแนะมาทุกรัฐบาลให้ใช้วิธีการเหล่านี้แก้ปัญหาความขัดแย้ง สมัยตนอยู่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้ผลักดันออกระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องสมานฉันท์ ช่วงปลายรัฐบาล มีกระทรวงยุติธรรมเป็นเลขาฯ อยู่ระหว่างดำเนินการนำไปสู่การปฏิบัติ และสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็มีคำสั่งนายกฯ เรื่องยุทธศาสตร์สันติวิธี ทั้ง 2 ส่วนนี้มีผลบังคับใช้อยู่ น่าจะใช้ประโยชน์โดยยังไม่ต้อง ออกกฎหมายอะไรตอนนี้

ชี้เป็นปมปัญหาลามยุบสภา

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติว่า แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนัก แต่หากว่าสำเร็จกฎหมายผ่านไปได้ พรรคเพื่อไทยก็จะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะจะเกิดประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาคือการยุบพรรคเกิดมาจากการได้ใบแดง ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายอาญาแล้วหากกฎหมายดังกล่าวผ่านทุกอย่างจะหลุดไปด้วยหรือไม่

นายปริญญา กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนาร่วมด้วยก็จะเกิดปัญหาภายในรัฐบาลเอง แล้วพรรคประชาธิปัตย์จะรู้สึกอย่างไรหากในการเลือกตั้งครั้งหน้าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นคนที่ชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แต่จะทำอย่างไรได้เพราะนี่คือการเมือง ซึ่งเชื่อว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้ภายในรัฐบาลแตกคอกันได้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา และสุดท้ายอาจทำให้ถึงขั้นยุบสภา

สมาชิก 111 เมินปรองดอง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่ง ชาติ และพร้อมเสนอสู่สภาว่า ส่วนตัวไม่อยากแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ เพราะไม่ได้มีการพูดคุยกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจึงไม่ทราบรายละเอียด และที่ผ่านมาเวลาตนพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเขาก็หยุดกันทุกที จึงยังไม่ขอแสดงความเห็นใด ๆ ขอเวลาตั้งหลักอีกนิดหน่อย

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนไม่ยอมรับการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 จึงไม่เคยยอมรับเป็นกฎหมาย เรื่องนิรโทษกรรมตนไม่สนใจ และไม่ต้องมานิรโทษกรรมให้ตนเพราะตนไม่ผิด สิ่งที่ตนขอเสนอคือควรยกเลิกบทเฉพาะกาล ม.309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้ความคุ้มครอง คมช. ไม่ต้องรับความผิดใด ๆ จากการยึดอำนาจ ส่วนตัวเชื่อว่าแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่มั่นใจว่าร่าง พ.ร.บ. นี้จะไม่ผ่านสภาอย่างแน่นอน

“เหลิม”ชูเป็นนโยบายพรรค

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนยังไม่ เห็นรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เพราะเป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายยกร่างฯกัน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวไม่เหมือนกับแนวคิดของตนที่ต้องการให้ออก พ.ร.บ.อภัยโทษ สำหรับคนที่ได้รับโทษแล้ว และออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้กับคดีความยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ในคดีที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 19 ก.ย. 2549 รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า แนวคิดดังกล่าว ต้องได้รับการเสนอต่อประชาชนก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และหากประชาชนเห็นด้วยก็จะต้องเลือกพรรคเพื่อไทย ถ้าพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็จะสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ด้วยความชอบธรรม เพราะถือว่าผ่านการทำประชามติจากประชาชนมาแล้ว อย่างไรก็ดี การเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองฯ ไม่น่าจะผ่านเสียงข้างมาก เพราะรัฐบาลเขาไม่เอาด้วย แต่ถ้าทำตามที่ตนบอกเราจะมีความชอบธรรมในการดำเนินการ

มติ พท.ยื่นซักฟอกนายกฯ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังประชุมพรรคเพื่อไทยว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ยื่นญัตติอภิรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในการประชุมสภาสมัยสามัญนี้อย่างแน่นอน โดยแบ่งคณะทำงาน 2 คณะ ประกอบด้วยคณะทำงานรับผิดชอบหัวข้ออภิปรายและข้อมูลหลักฐาน มี ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้า และคณะทำงานคัดเลือกบุคคลที่ทำหน้าที่อภิปราย มีนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านเป็นหัวหน้า ส่วนวันที่จะยื่นญัตตินั้นจะหารืออีกครั้งหนึ่ง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับบุคคลที่จะยื่นอภิปรายมีนายอภิสิทธิ์ รวมถึงรัฐมนตรีอีกหลายราย นอกจากนี้ที่ประชุม ส.ส.ยังมีมติมอบให้กรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯควบคู่ไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่หลักการคือต้องเป็นคนในพรรคเพื่อไทย ซึ่งสัปดาห์หน้าจะได้ความชัดเจนในรายละเอียดทั้งหมด สำหรับประเด็นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ไม่ได้กำหนดในวาระการประชุมเป็นทางการจึงไม่มีมติในเรื่องนี้ แต่ก็มี ส.ส.หยิบยกขึ้นมาพูดคุยบ้าง โดยพรรคถือเป็นเอกสิทธิ์ส่วนตัวของ ส.ส. ที่จะดำเนินการ

เล็งงัดเรื่องในมุ้งอภิปราย

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้ความมั่นใจในที่ประชุมพรรคถึงการอภิปรายในประเด็นเงินบริจาค 250 ล้านบาท โดยอธิบายเส้นทางของเงินและมีพยานบุคคลที่เซ็นรับเงิน และเช็คจ่ายเงิน พร้อมบอกว่าหลักฐานใบเสร็จทุกอย่างที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจสมบูรณ์หมดแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถน็อกรัฐบาลได้ งานนี้ไม่ตายก็พิการ แต่ยังไม่ขอบอกอะไรตอนนี้ นอกจากนี้ จะพุ่งเป้าไปเรื่องของจริยธรรมและคุณธรรม ซึ่งในประเด็นนี้จะให้ ส.ส.หน้าใหม่ ที่เป็นผู้หญิงของพรรคเป็นผู้อภิปรายด้วย

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จากนั้นที่ประชุมได้เสนอความเห็นให้มีการอภิปรายกระทรวงต่างๆด้วยประเด็นอะไร โดยมีการตั้งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์, นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นอกจากนี้ ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ยังสนับสนุนให้เก็บข้อมูลเรื่องหลังบ้านและเรื่องชู้สาวภายในพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเข้าประเด็นเรื่องจริยธรรมคุณธรรม โดยมีการพูดถึง รมต.กระทรวงใหญ่ที่แอบซุกบ้านเล็กบ้านน้อยไว้ รวมทั้ง รมช.กระทรวงดังกล่าวยังมีสถานะที่ไม่ชัดเจนกับอดีตนักการเมืองผู้ใหญ่ และอีกหลาย ๆ คน ซึ่งส.ส.หลายคนรับจะรวบรวมข้อมูลให้กับผู้อภิปราย

ยันมีพยานเห็นบิ๊กดีเอสไอ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีข้าราชการระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ไปพบกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ก่อนที่ข้อมูลเรื่องเงินบริจาค 250 ล้านบาทจะถูกพรรคเพื่อไทยนำมาเปิดเผยว่า ก็มีคนส่งข่าวมาถึงตนเป็นคำบอกเล่า ส่วนจะเท็จหรือจริงอย่างไรนั้นตนคิดว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะยืนยันได้ ซึ่งถ้าเขายืนยันว่าไม่ใช่ ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่เขาสามารถยืนยันได้ แต่ก็มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวก็พยายามบอกเล่ากันมา แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ เป็นประเด็นข้อเท็จจริงแล้วทาง ดีเอสไอจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่า การที่ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดขึ้นมาสอบสวนเรื่องนี้ คิดว่ารวดเร็วเกินไปหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายต้องการข้อเท็จจริง ดังนั้นควรดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงและขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น

“สุพัชรี”พร้อมชี้แจงทุกบาท

น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเงินบริจาค 250 ล้านบาทที่บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนมีหลักฐาน พร้อมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเงินเข้าออกในสมุดบัญชีทุกธนาคาร ที่สามารถจะยืนยันได้ว่าไม่มีการบริจาคเงิน 250 ล้านบาทผ่านบัญชีของตนแน่นอน นอกจากนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ได้กำชับให้ตนเตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อม เพราะหากมีการอภิปรายในสภา จะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงได้ทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีหลักฐานพร้อม ทำไมถึงไม่เปิดเผยผ่านสื่อมวลชน น.ส.สุพัชรีกล่าวอีกว่า ที่ตนยังไม่สามารถแถลงข้อเท็จจริงผ่านสื่อมวลชนได้นั้น เนื่องจากผู้ใหญ่ในพรรคหลายคนกังวลว่า หากตนออกมาแถลงข่าวตอบโต้ จะถือเป็นการเล่นตามเกมของฝ่ายค้าน และอาจจะตกเป็นเป้าโจมตีได้ ทั้งนี้กรณีที่เกิดขึ้นตนไม่กังวล เพราะตนไม่ได้ถูกดีเอสไอเรียกเข้าไปตรวจสอบ

ดักคอปั้นข่าวรอโยกย้าย

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อดีตเลขานุการส่วนตัวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่ามีผู้ใหญ่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอเข้าพบนายสมชาย ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เพื่อมอบข้อมูลเรื่องเงินค่าโฆษณาของ บ.ทีพีไอ จำกัด จำนวน 250 ล้านบาทว่า ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งนายสมชายก็ยังงง ๆ อยู่ว่าตัวเองถูกเอาไปเชื่อมโยงได้อย่างไร

นายบุญทรง ยังกล่าวถึงส่วนที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ระบุว่ากระทรวงยุติธรรมจะต้องไม่มีคนที่รับใช้นักการเมือง อยู่นั้นว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นการแสดงเหตุผลของ รมว.ยุติธรรม ไว้ล่วงหน้าหรือไม่ หากใน อนาคตอาจจะมีการโยกย้ายข้าราชการในดีเอสไอ ดังนั้นกระแสข่าวดังกล่าวอาจเป็นการสร้างสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เป็นเหตุผลในการทำลายข้าราชการหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องติดตามกันต่อไป

แฉทหาร ตร.นับหมื่นสกัด

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าว โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้รับข้อมูลมาจากฝ่ายความมั่นคงว่าจะมีการสนธิกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ 10,000 นาย พร้อมอาวุธครบมือเพื่อใช้สกัดกั้นและดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. ที่ท้องสนามหลวง ดังนั้นตนขอตั้งคำถามไปยังนายอภิสิทธิ์ ถึงความจำเป็นถึงขั้นที่จะต้องใช้กำลังพลมากถึง 10,000 คนหรือไม่ และใครเป็นผู้ออกคำสั่งครั้งนี้ หากนายกฯตอบคำถามไม่ได้ แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์เป็นเพียงนายกฯเงาหรือไม่

นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยระบุว่าไปเปิดเวทีปราศรัยที่ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และ จ.ลำปางว่า พี่น้องประชาชนภาคเหนือบอกว่ายินดีต้อนรับกลุ่มพันธมิตรฯ และขอให้รีบ ๆ เดินทางมา ทั้งนี้กรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯประกาศออกมาเช่นนี้ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคม ทั้งที่บ้านเมืองกำลังจะเดินหน้าต่อไปได้เพราะกำลังจะมี พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติขึ้น ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มออกมาตีกันแล้ว เพราะกลัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะกลับมาแล้วตัวเองจะหมดอำนาจ

ซัดแผนลับมีจริงล้มเสื้อแดง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงพร้อมเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมอีกหนึ่งชุด แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 4 แผ่น เป็น รายงานผลการประชุม ส่วนที่ 2 มี 5 แผ่น เป็นพื้นที่รับผิดชอบตามโครงการเพื่อยืนยันว่ากองทัพบกร่วมมือรัฐบาลสกัดกั้นคนเสื้อแดงตามที่ออกมาแถลงก่อนหน้านี้นั้นเป็นเรื่องจริง โดยมีการเปิดเผยว่าเอกสารฉบับล่าสุด ซึ่งประทับตราลับมาก ของกองทัพภาคที่ 3 ที่ กห.0483/ ฝยก.64 เรื่อง สรุปผลการประชุมประสานงานโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรายละเอียดระบุแผนปฏิบัติการ ปรากฏข้อความที่ทำให้เชื่อไม่ได้ว่าภารกิจกู้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

นายณัฐวุฒิ ยกตัวอย่างในเอกสารว่า เช่นเอกสารหน้า 3 กำหนดพื้นที่ในระดับจังหวัดตามความรุนแรงของสถานการณ์ 3 ระดับ คือ พื้นที่เพ่งเล็ง พื้นที่สนใจ และพื้นที่ปกติ และให้หน่วยต่าง ๆ พิจารณาใช้วิทยุในพื้นที่รับผิดชอบในการปฏิบัติการข่าวสารสนับสนุนการปฏิบัติได้ และข้อ 1.2.7 ที่ให้หน่วยระดับจังหวัดที่วงดุริยางค์สนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีความรุนแรง เช่น การจัดคอนเสิร์ตรักชาติ เป็นต้น

ไล่บี้กองทัพใช้งบจากไหน

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า บทบาทของ กอ.รมน. อยู่ในฐานะผู้สนับสนุน แต่จากการชี้แจงของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 12 ก.พ. บอกว่าใช้งบประมาณของ กอ.รมน. แต่จากที่ได้ตรวจสอบเอกสารงบประมาณ 2552 ไม่ปรากฏงบประมาณและแผนงานดังกล่าว จึงขอถามว่าใช้งบประมาณจาก กอ.รมน.หรือกองทัพ หรือจากใคร

นายจตุพร กล่าวว่า กำลังประสานกับประธานวิปฝ่ายค้านเพื่อยื่นกระทู้ถามสดต่อพล.อ.ประวิตร แต่ถ้าไม่สามารถตั้งกระทู้ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะจะใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรมว.กลาโหมอยู่แล้ว เพราะเป็นโครงการผลาญงบประมาณ ตราบใดที่กองทัพไทยยังประกาศซื้อเครื่องบินกริพเพน 1 ฝูงด้วยราคาที่แพงกว่าประเทศอื่น ย่อมไม่ใช่ความพอเพียงแต่เป็นการทำมาหากินแบบเกินตัว สำหรับการชุมนุมใหญ่วันที่ 24 ก.พ. ทราบว่ามีการประสานขอรถบดจาก กทม. เพื่อสกัดกั้นเนื่องจากรถขนผู้ต้องขังมีน้ำหนักเบาประชาชนยกได้ แต่ยืนยันไม่ว่าจะต้องเจอกำลังทหารตำรวจกี่หมื่นกี่แสนอาวุธเท่าไหร่ คนเสื้อแดงจะไปให้ถึงทำเนียบรัฐบาล

“ชวน”เตือนระวังเงินทักษิณ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า การโทรศัพท์เข้า-ออกไปต่างประเทศเป็นสิทธิที่ทำได้ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่สิ่งที่ไม่ควรประมาทคือเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเชื่อว่าเงินยังมีความหมายและมีอิทธิพลมาก จนตนคิดว่าเงินในระบบทักษิณซื้อคนเกือบทุกองค์กรได้ เพียงแต่ซื้อได้ไม่หมดทุกคนเท่านั้น ซึ่งอันตรายมาก เราต้องช่วยกันประคับประคองให้กำลังใจองค์กรที่เป็นหลักของบ้านเมืองให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ไม่สยบให้กับอิทธิพลการคุกคามหรือการข่มขู่ ฉะนั้นเรื่องเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าไปประเมินน้อยไป อย่าไปประมาท เพราะเงินของเขายังมีความหมายมาก

ด้าน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขานุการคมช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่ามีพวกจิ้งเขียวไปขอเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 5,000 ล้านบาทนั้นว่า ไม่เป็นความจริง เพราะทหารไม่ใช่พวกหิวเงิน โดยพื้นฐานของทหารไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ไม่เหมือนพวกนักการเมืองที่ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ตัวเองเข้าสู่อำนาจ และขอเรียกร้องว่า อย่าพยายามดึงอดีต คมช.ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะ คมช. จบภารกิจไปแล้ว

อวดผลงานแถลงคดีชุมนุม

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงการประชุมร่วมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ว่า เป็นการประชุมหารือมาตรการรักษาความปลอดภัยในการประชุมอาเซียนซัมมิทที่จะจัดขึ้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ขณะนี้ตนคิดว่าสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้แตกแยก ประชาชนทุกภาคยังอยู่กันอย่างธรรมดา มีแต่เฉพาะกลุ่มที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้นที่เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งไม่ใช่จำนวนมากจนเป็นปัญหาของชาติ ขอให้คนส่วนใหญ่ยังตั้งมั่นอยู่บนหลักการเพื่อส่วนรวมก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้หลิ่วตาเข้าข้างเสื้อสีไหนทั้งนั้น โดยอีก 1-2 วัน ผู้บัญชาการตำรวจ ผู้บัญชาการภาคต่าง ๆ จะมาแถลงความคืบหน้าเรื่องคดีความของทุกฝ่ายที่ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ รวมทั้งคดีปิดสนามบิน ด้วย เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าไม่มีการละเลย

แม่น้องโบว์ยอมความตร.

ที่ห้องพิจารณาคดี 909 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อ.4167/2551 ที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ รับมอบอำนาจจากนางวิชชุดา ระดับปัญญาวุฒิ มารดาของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ นักศึกษาปริญญาโทเอแบค ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก สตช. เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตายด้วยการโฆษณา ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาล โดยศาลได้แนะนำให้คู่ความไกล่เกลี่ยกันและนำคดีเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาท ปรากฏว่าคู่ความสามารถสมานฉันท์กันได้ โดยจำเลยได้ทำบันทึกแสดงความเสียใจและกราบขอบพระคุณ

ศาลรับฟ้องคดีน้องสุเทพ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สุราษฎร์ธานีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีหนังสือแจ้งถึงนายธานี เทือกสุบรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุราษฎร์ธานี ที่ได้รับหนังสือคำฟ้องจาก กกต. แล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 52 กรณีการร้องคัดค้านการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบจ.สุราษฎร์ธานี อ.เกาะสมุย ที่มีประเด็นร้องเรียนเรื่องการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

ทั้งนี้ การรับคำฟ้องดังกล่าวส่งผลให้นายธานี ได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่และแต่งตั้ง พล.ต.ต. ภูวดล กระแสอินทร์ รองนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี รักษาการในตำแหน่ง โดยศาลได้นัดให้นายธานีและนายสุริญญา ยืนนาน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สุราษฎร์ธานี อ.เกาะสมุย เข้าชี้แจงในวันที่ 6 มี.ค.นี้

โพลเผยแรงหนุนแก้รธน.

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,770 คน ระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ. ในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญในฝัน ในสายตาประชาชน” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนและเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สรุปผลได้ดังนี้ 1.ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 พบว่า ร้อยละ 49.98 เห็นด้วย ร้อยละ 27.45 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 12.77 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 9.8 แก้หรือไม่แก้ก็ได้ 2.เรื่องที่อยากให้แก้ไข ร้อยละ 46.88 ระบุถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง/นักการเมือง ร้อยละ 34.37 สิทธิเสรีภาพของประชาชน และร้อยละ 18.75 เรื่องการศึกษาไทย

3.รัฐธรรมนูญในฝันหรือรัฐธรรมนูญที่ประชาชนอยากได้ ร้อยละ 44.78 ระบุว่าควรมีความยุติธรรม เป็นกลาง เท่าเทียมกันกับทุกฝ่าย ร้อยละ 25.37 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 11.94 ให้ก่อประ โยชน์อย่างแท้จริง ร้อยละ 10.54 คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และร้อยละ 7.46 ให้เนื้อหาเข้าใจง่ายไม่ต้องตีความอีก

สับอย่าเกี่ยงเป็นเจ้าภาพ

ที่ รร.เดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ ในการสัมมนาของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ในวันที่ 2 ได้มีการเสวนาเรื่อง “ความคาดหวังในอนาคตกับรัฐธรรมนูญใหม่” โดยรศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวถึงทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตนขอเสนอ 5 ทางคือ 1.อย่าโยนหน้าที่ซึ่งกันและกัน แต่ต้องคิดว่าเป็นหน้าที่ อย่าคิดแต่ว่าหากรัฐบาลออกหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้เสียฐานเสียง 2.ต้องฟังเสียงประชาชน รวมถึงนักวิชาการ สื่อมวลชน

3. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาผลดี ผลเสีย อย่ากลัวว่าจะเสียหน้าหรือเข้าทางคนนั้นคนนี้ 4.อย่าตั้งธงไว้ก่อนในแง่ผลประโยชน์ ว่าทำแบบนี้แล้วจะเอื้อผลประโยชน์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือแก้แล้วจะเป็นการนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและยังพ่วงอีกหลายคนหลายพรรค และ 5.อย่าแก้เพื่อเอาหน้ารอดหรือแก้เพียงเฉพาะกิจเท่านั้น

จ้องล้มกระดานถ่วงรธน.

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อความคาดหวังในอนาคตกับรัฐธรรมนูญใหม่” ในตอนหนึ่งว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยล้มเหลวใน ระบอบประชาธิปไตยส่วนหนึ่งมาจากคนไทยไม่ศรัทธาในระบอบ เข้าไม่ถึงรัฐธรรมนูญ แทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกติกา แต่กลับล้มกระดานด้วยการรัฐประหาร ขณะเดียวกันระบอบประชาธิปไตยของไทยมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเผด็จการรัฐสภา และปัญหาการแก่งแย่งอำนาจโดยอ้างเรื่องโควตาในการต่อรองให้หมดไปได้ รัฐธรรมนูญปี 2540 เข้าใจปัญหาเหล่านี้ดีแต่ก็กลับแก้ปัญหาผิด

นายปริญญา กล่าวอีกว่า ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ปัญหาแบบเดินผิดทางโดยสิ้นเชิง เพราะยังไม่ได้แก้ปัญหาหรือแยกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติออกจากฝ่ายบริหารได้ อย่างแท้จริง และไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องระบบโควตาออกไปได้ แต่กลับดึงศาลลงมายุ่งกับการเมืองจนทำให้ความเชื่อถือต่อศาลลดลงอย่างต่อ เนื่อง แนวทางในการปฏิรูปการเมือง จะต้องทำให้ศาลกลับไปมีอำนาจตุลาการเพียงอย่างเดียว และต้องทำให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นอิสระจากรัฐบาล เพื่อให้สามอำนาจเป็นอิสระซึ่งกันและกันให้มีการคานอำนาจและตรวจสอบซึ่งกันและกันได้อย่างแท้จริง.

สอนมวยประชาธิปัตย์

ที่มา เดลินิวส์

ขออนุญาตพวกเราที่พักนี้เหิมเกริมทำตัวเป็นผู้รู้เป็นกูรู เมื่อวานสอนมวยฝ่ายค้านมาวันนี้สอนมวยพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันทั้งวานนี้วันนี้ภายใต้เจตนาเดียวให้บ้านเมืองของเราเดินหน้าไปได้

พูดถึงประชาธิปัตย์เพราะจุดอ่อนของรัฐบาลไม่ใช่พรรคร่วมอย่างภูมิใจไทย,เพื่อแผ่นดิน,รวมใจไทยฯหรือชาติไทยพัฒนา หากอยู่ภายในพรรคแกนนำรัฐบาลนั่นแหละ

ธาตุแท้หนึ่งของพรรคเก่าแก่นี้ได้แก่ “อัตตา” สูงมาก

ต้องยอมรับรัฐบาลผสมปัจจุบันแม้มาตามระบอบแต่มีเงื่อนไขพิเศษ การทำงานร่วมกันในทำเนียบฯมีความหมายเท่ากับการอยู่ร่วมกันซึ่งต้องเข้าใจกัน รับทุกข์และสุขเท่าเทียมกัน แต่ละก้าวย่างขององคาพยพต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สองเดือนแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้น อาจมีกรณีต่อว่าโยเย ระหว่างพรรคร่วมผมก็เห็นว่าไม่คอขาดบาดตาย การจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปีที่ถูกหาว่าฝนตกไม่ทั่วฟ้าก็ไม่ถึงร้ายแรง

วันข้างหน้านี่สิ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำต้องระมัดระวังไม่ให้ความคลางแคลงใจเล็กๆน้อยๆสะสมจนเป็นเรื่อง เพราะมีงานใหญ่ๆของกระทรวงโดยรัฐมนตรีต่างพรรครอการตัด สินใจอยู่มากมาย แน่นอน บางกรณีไม่สอดคล้องกับความเป็นอัตตาของมนุษย์ประชาธิปัตย์

พูดไว้เลยกรณีโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันของขสมก.โดยพรรคภูมิใจไทยซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยคัดค้าน จะเป็นโจทย์ยากข้อหนึ่ง

ผมเชื่อด้วยว่าโจทย์ยากๆลักษณะนี้มีอีกหลายข้อ

หากการผลักดันโครงการของพรรคร่วมไปติดขัดโดยคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ย่อมเกิดปัญหา ด้วยพรรคเก่าแก่ตั้งใจ เหลือเกินสร้างภาพตัวเองเป็นพรรคการเมืองในอุดมคติ สะอาด และสุจริต ซึ่งความจริงเป็นเรื่องดี แต่หากแรงตั้งใจพิสูจน์ตรง นั้น ทำให้พรรคร่วมขับเคลื่อนโครงการของเขาไม่ได้ก็นั่นแหละปัญหาใหญ่

ประชาธิปัตย์จะถูกมองว่าเอาดีใส่ตัวโยนชั่วให้คนอื่น ซึ่งบางคนในพรรคมีแนวโน้มอย่างนั้น

แม้ผลการสำรวจความนิยมต่อรัฐบาลพบว่าบุคคลไม่เป็นที่นิยมอย่างสุเทพ เทือกสุบรรณผู้จัดการรัฐบาล กลับเป็นบุคคลที่พรรคร่วมรัฐบาลเชื่อถือและไว้ใจเป็นอันดับหนึ่ง สื่อสารกันรู้เรื่อง เหนือกว่าอภิสิทธิ์นายกรัฐมนตรี อันนี้ข้อมูลถูกต้องผมขอยืนยัน

ตรงข้ามกับผู้ร่วมครม.ซึ่งมีภาพสวยหรูอย่างกอร์ปศักดิ์ สภาวสุรองนายกฯ โพลอาจชอบแต่พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ชอบ

สอนมวยประชาธิปัตย์ว่าเมื่อลงเรือลำเดียวกันต้องไม่สถาปนาตัวเองเป็นวีรบุรุษแต่เพียงผู้เดียว

ผมไม่ได้หมายความว่าหากมีใครทำไม่ชอบมาพากลแล้วพรรคแกนนำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ตรงข้าม หัวหน้าพรรคในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องไปทำความเข้าใจด้วยตัวเองเป็นการภายในด้วยรูปแบบอันเป็นการให้เกียรติผู้ร่วมงาน ขณะเดียวกันพรรคร่วมเองก็ต้องติดตามดูโครงการของประชาธิปัตย์ด้วยเช่นกัน

แบบนี้รัฐบาลไปได้ยาว แต่วันใดที่คนในพรรคเก่าเอาแต่ระแวงและไม่ไว้ใจผู้อื่นโดยลืมสำรวจตัวเอง วันนั้นเสียงรัฐบาลในสภาจะเหลือเหี่ยวๆแค่ 180 เสียงของประชาธิปัตย์.

แมงเม่า

ดอกไม้ในมือมาร

ที่มา เดลินิวส์


จนบัดนี้ ยังไม่เห็นแนวทางชัดเจน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า จาก สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสื่อว่าจะเอายังไงกับเอ็นบีที ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์แน่ นอกจากย้ำแล้วย้ำอีก จะไม่ให้เอ็น บีทีเป็นเครื่องมือรัฐบาล จะเอา ไปเป็นทีวีเพื่อ สาธารณะ ไม่เหมือน ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เพราะ 50% จะเป็นเรื่องการทำความเข้าใจระหว่างรัฐบาลกับประชาชน อีก 50% ให้เป็นพื้นที่ภาคประชาสังคม

แล้วต่างกับทีวีไทยตรงไหน ???

อีกเรื่องที่ทำไปแล้วตั้ง คกก.จัดประกวด “โลโก้” เอ็นบีทีใหม่ชิงเงินรางวัล 1 แสนบาท เพราะรังเกียจว่าเป็นมรดก จักรภพ เพ็ญแข รวมทั้งมีข่าวจะมีการปรับผังรายการใหม่ ซึ่งมีบางส่วนเอกชนได้รับสัมปทานไป

ประการหลังนี้ เดาได้เลย ใครใกล้ชิดรัฐมนตรีคุมสื่อ ก็ได้สัมปทานไป ของอย่างนี้ ทีใครทีมัน ไม่ว่ากัน ถ้าไม่กระแดะว่า มีธรรมาภิบาล เพราะมีไม่จริงทุกรัฐบาลนั่นล่ะ แต่กรณี ถ้าไม่ยอมรับว่า ยังไง ๆ เอ็นบีที ก็ไม่พ้นเป็นเครื่องมือรัฐบาล จะรัฐบาลแม้ว รัฐบาลสมัคร รัฐบาลขิงแก่ รัฐบาลสมชาย รวมทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์

ก็ไม่เห็น เอ็นบีที จะปฏิเสธการเป็นเครื่องมือรัฐบาลได้พ้นเลย

เมื่อท่าน รมต.สาทิตย์ ตั้งเจตนารมณ์แน่วแน่ จะเปลี่ยน เอ็นบีที เป็นทีวีเพื่อสาธารณชน เอาอย่างนั้นจริง ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรให้เสียเวลา หรือเปลืองงบประมาณแผ่นดินอีกเลย

ยุบเอ็นบีทีให้สิ้นเรื่องสิ้นราวดีกว่า

ในเมื่อมีช่อง ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ของ เทพชัย หย่อง อยู่แล้ว จะต้องมีทีวีเพื่อสาธารณะอีกช่องไปทำไม ทีวีไทย ก็ใช้เงินภาษีปีละตั้ง 2,000 ล้านอุ้มอยู่ ผู้บริหารก็กินเงินเดือนหลายแสน แถมโฆษณาก็ไม่มีให้เกะกะ

เหมาะกับจุดประสงค์ของรัฐบาลมากเลย

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย เชื่อมั่นนายกรัฐมนตรี” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยึดไมค์ พูดข้างเดียวเหมือนที่เคยไปด่าเขา ก็ขอเวลา ทีวีไทย ทำไมจะไม่ได้ การถ่ายทอดสดที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ก็ทำได้

เจตนารมณ์ของช่องนี้ชัดเจน เป็นของประชาชนทุกคน

คน เอ็นบีที ที่เป็นข้าราชการ ก็โอนกลับไปอยู่กรมประชาสัมพันธ์ตามเดิมไป หรือไม่ ก็เอาไปเสริมทัพที่ ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ นั่นล่ะ ส่วนพวกเอกชน ไม่ต้องห่วง รับผิดชอบตัวเองกันไป แม้เห็นใจที่ต้องหางานใหม่

แต่เมื่อท่านรัฐมนตรีวางแนวไว้เช่นนั้น ก็สมควรเอาตามแนวทางนี้

ไม่ใช่อะไรหรอก สงสารคนทำงานเอ็นบีทีหรือช่อง 11 รัฐบาลไหนมา ก็ซวยซ้ำซวยซ้อน ถูกหาว่าเป็นเครื่องมือรัฐบาลเก่ายันเต ยัดข้อหาอย่างนี้เหมือนกันหมด

แทนที่ทีวีช่องนี้จะได้พัฒนาก้าวไปข้างหน้าเรื่อย ๆ มีแต่ถอยหลังลงเหว รัฐบาลใหม่มาที ก็ “ปู้ยี่ปู้ยำ” ที มีแต่พวก มือถือสาก ปากถือ ศีล ก็ยุบซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย เอางบประมาณที่จะอุ้มไปทำอย่างอื่น ดีกว่า

ทุกวันนี้ เอ็นบีที ก็จืดสนิท ไม่กล้าเล่นอะไรอยู่แล้ว เพราะกลัวรัฐบาลมาร์คเล่นงาน ดูช่องไหนก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรต่าง ที่ให้ยุบทิ้ง ก็ไม่ได้สะใจหรอก แต่เห็นใจมากกว่า เหมือนดอกไม้ในมือมาร

เค้าเชยชมเสร็จ ก็ขยี้ทิ้ง แล้วจะอยู่ให้ขมขื่นซ้ำซากทำไม !!!

ปิดท้าย มีข่าวฝากจาก สำนักนายก รัฐมนตรี จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการรัฐต่าง ๆ ครั้งที่ 2 ศุกร์ 20 ก.พ. ที่ รร.พาวิเลี่ยน ริมแคว กาญจนบุรี เวลาเท่าไหร่ ไม่แจ้ง แต่ใครสนใจ ก็ขอเชิญไปร่วมได้.

ดาวประกายพรึก

“วิทยา”ปัดแกล้งฝ่ายค้าน แฉนมบูดจัดซื้อสมัยเฉลิม

ที่มา ไทยรัฐ

นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าววันนี้ (17 ก.พ.) ถึงปัญหาการจัดซื้อนมโรงเรียนไม่ได้มาตรฐานไปแจกเด็กนักเรียนว่า เรื่องนมโรงเรียน ครม.เคยย้ำว่า อยากให้มีการใช้นมโคแท้ไปแจกนักเรียน เพราะบางพื้นที่มีการจัดซื้อนมไม่มีคุณภาพ ใช้นมผลละลายน้ำมาให้นักเรียนดื่ม เป็นความเห็นแก่ได้ของบริษัทผู้ผลิต ซึ่งตนจะให้องค์การอาหารและยา(อย.)กวดขันเรื่องนมโรงเรียน หากโรงเรียนใดไม่มั่นใจในคุณภาพนม ขอให้แจ้งมาที่อย. จะได้นำมาตรวจสอบคุณภาพให้ ถ้าพบว่า คุณภาพการผลิตมีความแตกต่างจากที่ระบุไว้ข้างกล่อง ก็สามารถใช้กฎหมาย อย.เอาผิดได้ การจัดซื้อนมโรงเรียนเป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับโรงเรียน ทำให้มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการกลั่นแกล้งฝ่ายค้านที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เนื่องจากการจัดซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรมว.มหาดไทย นายวิทยา กล่าวว่า คงไม่ใช่การกลั่นแกล้ง เพราะรัฐมนตรีคงไม่ได้ไปจัดซื้อนมเอง เป็นความบกพร่องระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่นมบูด 1 ถุง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ เพราะการจัดซื้อไม่เกี่ยวข้องกับส่วนกลาง เป็นเรื่องท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นห่วงเรื่องคุณภาพนมโรงเรียน จึงขอให้แต่ละโรงเรียนช่วยดูแลเรื่องคุณภาพนมที่ถูกจัดส่งมายังโรงเรียนว่า มีคุณภาพถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องให้แจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารับทราบ เพื่อหาทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะในภาคเรียนที่ 2 เดือนต.ค.นี้ รัฐบาลมีนโยบายขยายการดื่มนมฟรีเพิ่มเติมจากเดิมตั้งแต่อนุบาล ป.4 เป็น อนุบาล ป.6 เพราะนมเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อร่างกายและสมองเด็ก