WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 18, 2009

เสื้อแดงจัดพิธีสืบชะตา ทักษิณ

ที่มา ไทยรัฐ

วานนี้ (17 ก.พ.) ที่วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม หมู่ 10 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ. เป็นประธานทำบุญสืบชะตาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พ้นบ่วงกรรมซึ่งตรงกับวันอังคาร วันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 กว่า 500 คน นำโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานกลุ่มฯเข้าร่วมพิธีด้วย โดยนำรูปถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในชุดสูทสีแดงมีข้อความเขียนที่กระจก รูปภาพว่า “ท่านเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง รอทักษิณ กลับมา” ตั้งอยู่ในซุ้มสืบชะตาพร้อมเครื่องเซ่นหัวหมู อาหารคาวหวานครบครัน นอกจากนี้ ยังมีบาตร 1 ใบ สำหรับให้สมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงเขียนชื่อบุคคลอยู่ฝ่ายตรงข้าม อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และแกนนำอีกหลายคน

วอนขอให้อดีตนายกฯกลับไทย

จากนั้นนายเทพธีร์กรณ์ พรเรืองรอง มัคนายกวัดโลกโมฬี อ.เมืองเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมล้านนา ได้ทำพิธีกรรมจนแล้วเสร็จพร้อมเปิดเผยว่า การสืบชะตาครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ให้เทพยดาทั้งหลายรักษารูปนามของบุคคลที่ให้ คุณประโยชน์ต่อประชาชนต่อประเทศชาติและวัดวาอาราม ขอให้บุญกุศลทั้งหลายที่ พ.ต.ท.ทักษิณที่ทำมาตั้งแต่ อดีตชาติและทำมาในปัจจุบันและตั้งใจจะทำในอนาคตส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความสุขและทุกคนขอให้ตั้งจิตอธิษฐานรับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไทยและกลับมาเชียงใหม่มาเป็นขวัญใจของชาวไทยทั้งมวล ขอให้ทุกคนที่มาร่วมงานให้อโหสิกรรมให้กับคนที่มีชื่อในบาตร เพราะคนพวกนี้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม

“ต่อจากนี้ไปดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณจะดีขึ้นเพราะเป็นดวงชะตาปูชนียชะตา แต่ต้องรับกรรมก่อน คนที่เป็นปูชนียชะตาได้ ต้องผ่านอุปสรรคมากที่สุด เหมือนกับพระพุทธเจ้าที่ต้องผ่านมารผ่านอะไรมามากมายกว่าจะสำเร็จได้ สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำคุณประโยชน์ด้านประชาธิปไตยให้กับคนรากหญ้า ดังนั้น ต้องผ่านอุปสรรคถึงจะมีบารมี อะไรก็ตามที่ได้มาง่ายๆจะไม่มีบารมี ดังนั้นคนที่มีบารมีมากก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะได้ผ่านวิกฤติทั้งหมดมาแล้ว ในตอนนี้จะพ้นกฎเกณฑ์แล้ว ใครก็ตามที่คิดร้ายต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีดวงชะตาปูชนียชะตา ก็จะพ่ายแพ้ไปในที่สุด” นายเทพธีร์กรณ์กล่าว

“ชัยสิทธิ์” ปลุกระดมต้านเผด็จการ

ขณะที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ได้กล่าวกับกลุ่มคนเสื้อแดง รักเชียงใหม่ 51 ว่า ขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงต่อต้านเผด็จการและคงไว้ซึ่งประชาธิปไตย พวกเรายึดมั่นชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดังนั้นใครจะมาว่าพวกเราเบี่ยงเบนไปอย่างอื่นเป็นเรื่องทุเรศสิ้นดี ตนพูดไม่เก่ง ประเภทพูดน้อยต่อยหนัก ขอให้กำลังใจทุกคน และพร้อมที่จะทำทุกอย่างหากทุกคนต้องการ ขอชื่นชมคนเสื้อแดงเชียงใหม่น่ารักที่สุด พร้อมกันนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์เปิดเผยว่า ที่มาในวันนี้ในฐานะเป็นแขกเท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณบ้างหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่าไม่ได้เจอกันเลย ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยากกลับประเทศหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่าอยากจะกลับมั้ง จะให้กลับได้หรือยัง แต่อย่างไรก็ตาม หาก พ.ต.ท.ทักษิณหมดเวรหมดกรรมก็คงได้กลับมา ทางด้านนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้เปิดเผยว่า การทำพิธีในวันนี้เรียกว่าพิธีอโหสิกรรมให้กันและกัน หมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ กับคนที่เป็นศัตรู วันนี้เป็นวันดีเป็นวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นวันพระด้วย ขอยืนยันว่ากลุ่มเชียงใหม่ 51 ไม่แตกแยกกัน แต่กลุ่มไหนจะทำอะไรก็ขอให้ต่างคนต่างทำกิจกรรมกันไป

ใจ อึ๊งภากรณ์:ยุทธการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย ได้เวลาเริ่มต้นการตีโต้พวกเผด็จการแล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา หนังสือพิมพ์การ์เดี้ยน
18 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความเรื่อง"ยุทธการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย:ภายหลังรัฐประหาร สิทธิประชาธิปไตยถูกขยี้ ตอนนี้ได้เวลาเริ่มต้นตีโต้แล้ว"เขียนเป็นภาษาอังกฤษลงในหนังสือพิมพ์การ์เดี้ยนของอังกฤษ ไทยอีนิวส์เห็นว่าน่าสนใจจึงแปลเรียบเรียงให้ผู้อ่านได้พิจารณา โดยได้ใช้คำว่า"เซ็นเซอร์"ในบางคำที่เห็นว่าอาจหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายของไทย อย่างไรก็ตามนี่เป็นทัศนะส่วนบุคคล ซึ่งไทยอีนิวส์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป


เราต้องการตัดทอนบทบาทอิทธิพลของกองทัพในสังคม ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ และขยายเสรีภาพกับประชาธิปไตยจากกระบวนการความเคลื่อนไหวของชนชาวรากหญ้าออกไป และเราต้องการจะ(เซ็นเซอร์)อีกด้วย เนื่องจากถือเป็นอุปสรรคกีดขวางต่อเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์


เมื่อ5ปีที่แล้วการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างก้าวหน้า โดยมีเสรีภาพในการแสดงออกต่างๆ เช่น สื่อสารมวลชนที่มีอิสระ และกิจกรรมของภาคประชาสังคม ขณะที่กระบวนการทางสังคมก็มีความเคลื่อนไหวรณรงค์ในการพัฒนาความเป็นอยู่เพื่อสิทธิประโยชน์ของคนยากจน แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยกลับเดินไปบนหนทางระบบปกครองเผด็จการ

รัฐบาลปัจจุบัน นำโดยพรรคการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับชื่อคือประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นสู่อำนาจก็มีจุดกำเนิดจากการรัฐประหาร19กันยายน2549 เป็นรัฐบาลที่ชั่วร้ายและเต็มไปด้วยความขี้ระแวง โดยการนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(เช่นการหมิ่นประมาทกษัตริย์)มาบังคับใช้อย่างเข้มข้น มีการเซ็นเซอร์สื่ออินเตอร์เน็ต และสถานีวิทยุชุมชน แล้วก็ส่งเสริมประชนพลเมืองให้หันไปรับข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง

ประชาชนไทยถูกจับและโยนใส่คุก จากการติดตามสะกดรอยการเขียนความเห็นทางอินเตอร์เน็ต ส่วนสื่อโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์ก็ทำงานเป็นปี่เป็นขลุ่ยเข้าขากับกองทัพ ศาลถูกใช้ยังกับเป็นเครื่องมือของผู้เผด็จการ โดยการตัดสินให้ยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโหวตเสียงเข้าสภา ผู้พิพากษาปกป้องตนเองด้วยการลงโทษจำคุกใครก็ตามที่บังอาจวิจารณ์ผลตัดสินคดีด้วยข้อหา"หมิ่นศาล" เช่นเดียวกับการวิจารณ์สถาบันฯที่มีได้อย่างจำกัด นี่เป็นการขาดความโปร่งใส และไร้ความรับผิดชอบต่อฐานะหน้าที่,ไม่มีความยุติธรรม,ไม่มีเสรีภาพในการพูด และปราศจากเสรีภาพของแวดวงวิชาการ

ในตอนต้นปี2550 ผมได้ตีพิมพ์หนังสือวิชาการขนาดสั้นๆชื่อ"การรัฐประหารเพื่อผู้มั่งมี" การเขียนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร และชี้ถึงความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในไทย ผมได้วิจารณ์ว่าสิทธิมนุษยชนในระบอบประชาธิปไตยถูกละเมิดในรัฐบาลเลือกตั้งของทักษิณ และทักษิณต้องรับผิดชอบต่อการวิสามัญฆาตกรรมในสิ่งที่เขาเรียกว่าสงครามยาเสพติด และกรณีการปราบปรามรุนแรงต่อประชาชนมุสลิมใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ผมได้โต้เถียงว่าการทำรัฐประหารไม่ใช่ทางออก แล้วผมก็ถูกจับกุมดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วเราจะไปหาเสรีภาพในแวดวงวิชาการได้อย่างไร ในเมื่อจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่ผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ นำหนังสือที่ผมเขียนนี้ไปแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีกับผมซะเอง?

ผู้คนในสังคมไทยพากันสนับสนุนการรัฐประหาร19กันยายน นั้นรวมถึงนักวิชาการจำนวนมาก พวกเอ็นจีโอมากกว่าครึ่งหนึ่ง และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)

พธม.มีการจัดองค์กรเอนเอียงไปทางลัทธิเผด็จการฟาสต์ซิสม์ เต็มไปด้วยบรรดาพวกคลั่งสถาบันกษัตริย์ พวกเขาพากันใส่เสื้อเหลืองและอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของกองทัพ กับ(เซ็นเซอร์ )และเต็มไปด้วยพวกคลั่งชาติอย่างรุนแรง และเกือบเป็นเหตุให้เกิดสงครามกับเพื่อนบ้านกัมพูชา พวกเขาสร้างการ์ดเป็นกองกำลัง และใช้อาวุธอย่างเปิดเผยบนท้องถนน พวกเขาเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ปิดล้อมที่ทำการรัฐสภา และเคลื่อนกำลังเข้ายึดสนามบินนานาชาติ2แห่ง โดยได้รับการหนุนหลังจากกองทัพและ(เซ็นเซอร์) รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเวลานี้เป็นผู้สนับสนุนพธม. กระบอกเสียงของพธม.คือเครือผู้จัดการได้ปฏิบัติการออกล่าหัวนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมผู้มีคำถามต่อความตกต่ำของประชาธิปไตย

สงครามชนชั้นถูกเสี้ยมขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน แต่เป็นไปอย่างบิดเบี้ยว พวกเสื้อเหลืองนั้นถูกหนุนหลังโดยพวกทำรัฐประหาร พากันเกลียดความจริงข้อที่ว่าทักษิณชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจากโครงการสุขภาพ30บาทรักษาทุกโรค และโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท พวกเขาเห็นว่าการเลือกตั้งในที่สุดพวกคนชนบทหน้าโง่ก็จะเลือกพวกของทักษิณให้ชนะเข้ามามีอำนาจอีก เลยพากันเรียกหา"การเมืองใหม่"กันขึ้น ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ไม่เคารพต่อสิทธิเสียงของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

ทักษิณนั้นไม่ได้เป็นนักสังคมนิยม แม้เขาถูกขับออกจากตำแหน่งและเผชิญวิกฤตมากมาย บรรดาชาวรากหญ้าเสื้อแดงต่างหากที่ได้พัฒนากระบวนความเคลื่อนไหวไปมากกว่าทักษิณเสียอีก ที่น่าประหลาดใจมากก็คือความเคลื่อนไหวไปสู่(เซ็นเซอร์)เนื่องจากทนเห็นกองทัพกับพธม.ลากเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองไม่ไหว พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทรงมีพระราชดำรัสเลยสักครั้งที่จะต่อต้านการทำลายประชาธิปไตย พระองค์ท่านยังทรงโปรดให้พสกนิกรหมอบคลานอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ และในฐานะที่เป็นบุคคลที่ทรงร่ำรวยที่สุดของโลก พระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชดำรัสสอนพสกนิกรผู้ยากไร้ให้ใช้ปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"แก้ไขปัญหาความยากจน ส่วนบรรดาชนชั้นนำของไทยต่างก็ซาบซึ้งในพระราชบุญญามารมีของในหลวงที่ขณะนี้ทรงพระชราภาพมากแล้ว ทว่าสยามกุฎราชกุมารดูจะไม่เป็นที่นิยมนัก

เราต้องการตัดทอนบทบาทอิทธิพลของกองทัพในสังคม ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ และขยายเสรีภาพกับประชาธิปไตยจากกระบวนการความเคลื่อนไหวของชนชาวรากหญ้าออกไป และเราต้องการจะ(เซ็นเซอร์)อีกด้วย เนื่องจากถือเป็นอุปสรรคกีดขวางต่อเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

งบ ปจว. สองพันล้านของกองทัพสูญเปล่า ไม่มีทางเปลี่ยนใจคนได้แน่นอน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมได้รับข่าวจากแหล่งข่าวที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือได้ยืนยันว่า ทหารจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทำสงครามจิตวิทยา อย่างเต็มที่ ตามที่เราได้รับทราบมาก่อนแล้วว่า มีการของบประมาณ 2000 ล้านบาท เพื่อการนี้

ที่แหล่งข่าวเล่าให้ฟัง กิจกรรมที่ทหารจะดำเนินการสงครามจิตวิทยาทางเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตคือ จะมีการระดมทหารมาโพสต์ตามเว็บบอร์ดต่างๆ เพื่อให้กระทู้ต่างๆ ตกไปอย่างรวดเร็ว โดยจะโพสต์แบบมีสาระหรือไม่มีก็ตาม และระดมทหารเข้าไปตามเว็บต่างๆ เพื่อทำสงคราม ปจว.เต็มที่ ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ในชนบท คงมีการระดมทหารออกพื้นที่ เพื่อทำ ปจว. เปลี่ยนใจชาวบ้านให้หันมาสนับสนุน ระบอบอำมาตรยาธิปไตย และพยายามขจัดระบอบทักษิณออกไปจากใจชาวบ้านให้ได้

แหล่งข่าวผมค่อนข้างวิตกกังวลกับข่าวนี้มาก เพราะทหารเอาจริงแน่ เลยปรารภกับผมด้วยความไม่สบายใจ

เมื่อได้ยินข่าวนี้ ผมกลับคิดตรงกันข้าม ผมไม่ค่อยได้วิตกกังวลกับข่าวนี้เลย แม้ผมจะเชื่อว่าข่าวนี้เป็นข่าวจริงก็ตาม เพราะผมเชื่อว่า "ค่านิยมพื้นฐาน" หรือ Paradigm ทางการเมืองในสมองของประชาชนยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว เรียกว่า "ความเชื่อพื้นฐาน" ของประชาชนได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนกับความเชื่อของประชาชนในยุค ปี 2520-2530 แล้ว การจะทำสงคราม ปจว. กับคนชนบท หรือคนเมืองด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ ย่อมไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่จะมีผลลบต่อองค์กรที่ดำเนินการด้วยซ้ำ เพราะทหารตามไม่ทันกับการพัฒนาทางด้านความคิดของประชาชน

คนไทยยุคใหม่ ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหม่ ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับคนยุคปี 2520 ได้รับการศึกษาจากระบบโรงเรียนสมัยใหม่ ระบบความเชื่อและระบบความคิดไม่เหมือนเดิม ประชาชนเหล่านี้ไม่ได้เชื่อระบบจักรวาลวิทยา แบบไตรภูมิพระร่วงที่มี "กษัตริย์" เป็นศูนย์กลางจักรวาลเหมือนสมัยก่อนปี 2500 อีกแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะยังคงรักนับถือกษัตริย์อยู่ก็ตาม แต่ไม่ได้เชื่อว่ากษัตริย์ เป็นศูนย์กลางอีกต่อไปแบบยุคดั้งเดิม

คนไทยยุคนี้กับเชื่อแบบที่เราๆ ท่านๆ ในเว็บบอร์ดทั้งหลายเชื่อกัน และคนชนบท ปีนี้ ก็ไม่ใช่คนชนบทยุคเดียวกับปี 2520 อีกเช่นกัน

ผมจึงยังคงสงสัยอยู่ว่า การทำ ปจว. ครั้งนี้ ทหารจะเอา "อุดมการณ์ทางการเมือง" อะไรที่เหนือกว่า เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร และประชาธิปไตย ที่เป็นค่านิยมพื้นฐาน หรือระบบความเชื่อของคนยุคนี้ เมื่อไม่มีระบบความเชื่อที่เหนือกว่า ไปเปลี่ยนแปลง หรือชักจูงคน การทำ ปจว. ก็เสียเวลาเปล่า

ผมว่าเรื่อง "บุญบารมี" ไม่อาจเป็น "อุดมการณ์ทางการเมือง" ที่เหนือกว่าสิ่งที่ผมกล่าวข้างต้นอีกต่อไปแล้ว คนยุคนี้ไม่ได้เชื่อเรื่องบุญบารมี อะไรมากนัก เพราะแท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ใช่รากฐานของชาวพุทธอย่างแท้จริง เพราะศาสนาพุทธ ที่เป็นรากฐานทางความเชื่อของคนไทย เชื่อเรื่องกรรม มากกว่า

และคนยุคนี้ สามารถเข้าถึงคำสอนของศาสนา ผ่านโรงเรียน หนังสือ หรือตำราต่างๆ มากกว่าที่จะฟังจากพระอย่างเดียว

ดังนั้น ต่อให้ทหาร จัดชุดปฏิบัติการ ปจว. ออกไปทำ ปจว. ในหมู่บ้าน ผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครสนใจ ออกไปดูหนังกลางแปลง หรือดนตรีของทหาร เหมือนกับ ปี 2520 อีกต่อไป จะพูดผ่านหอกระจายข่าว ผมว่าคนก็เอาหูทวนลม เปลืองเวลาชาวบ้านที่จะละครหลังข่าว เพราะยุคนี้คนเข้าถึงโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เน็ตแทบหมดแล้ว

ทหารที่มีแนวคิดแบบนี้คือ ทหารยุคสงครามเย็นปี 1980 โลกทรรศ์ของทหารเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่ประชาชนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ในสังคมที่เจริญแล้ว ทหารไม่ใช่เป็น กลุ่มคนที่มีความรู้มากเพียงพอที่จะชักจูงให้ชาวบ้านเชื่อตามอย่างที่กองทัพต้อ

การได้ กองทัพเป็นสถาบันที่มีความคิดทางการเมืองที่ล้าหลังด้วยซ้ำไป

ปีนี้มันปี 2009 แล้ว ไม่ใช่ปี 1980 แต่อย่างใด

เรื่องนี้ ผมเชื่อมั่นตัวเองอย่างอหังการ์ว่าแค่ผมคนเดียว ก็สามารถโต้แย้งนายทหารทั้งกองทัพได้ และผมไม่เชื่อว่า ทหารพวกนั้นจะมีอุดมการณ์ทางการเมือง หรือสังคมอะไรที่เหนือกว่าผม จนสามารถโน้มน้าวใจประชาชน ให้ยังคงหลงเชื่ออยู่กับแนวคิดดั้งเดิม โดยที่ประชาชนจะยอมยากจนต่อไปได้

ผมเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งว่า "คนชนบท" โดยเฉพาะคนรากหญ้านั้น ไม่ได้รักประชาธิปไตย และไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยอะไรมากมายนัก

แต่ผมไม่กังวลเรื่องแบบนี้

เพราะผมรู้ว่า คนชนบทหรือคนรากหญ้า ลงคะแนนเสียงตาม "ผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับ"

แต่พัฒนาการที่ก้าวหน้ากว่าคือ คนรากหญ้าเรียนรู้ว่า สิทธิในการลงคะแนนเสียง หรือหนึ่งเสียงของเขานั้นมี "ความสำคัญ" และพวกเขาเรียนรู้วิธีการลงคะแนนเป็นกลุ่ม และเลือกเป็นพรรค พวกเขาก้าวข้ามการเลือกเพื่อ ผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาเป็นผลประโยชน์ระยะยาว ที่มากกว่า

ทั้งนี้ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้สอนบทเรียนในภาคปฏิบัติให้แก่คนรากหญ้าอย่างแท้จริง และคนรากหญ้าได้เรียนรู้ไปแล้ว

ดังนั้น หาก "อำมาตยาธิปไตย" และทหาร จะเปลี่ยนใจคนรากหญ้าได้ ต้องเสนอผลประโยชน์ที่สูงกว่า เช่น ความอยู่ดีกินดี สวัสดิการสังคม อาชีพ การรักษาพยาบาลฟรี และการศึกษา แบบที่ทักษิณ เคยทำให้กับคนรากหญ้ามาแล้ว

การไปโปรประกันดา เรื่อง "ความจงรักภักดี" ผมไม่เชื่อว่าจะได้ผลอีกต่อไป ไม่ใช่คนรากหญ้าไม่จงรักภักดี แต่พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีใครคิดล้มล้างอะไร หรือผมไม่คิดว่าพวกคนรากหญ้าจะคิดว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องปากท้องของพวกเขา ดังนั้น อุดมการณ์แบบที่เคยเอาชนะคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถใช้กับคนรากหญ้ายุคนี้ได้อีกต่อไป

ยิ่งพวกเขาดิ้นแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงและไปสู่จุดสุดท้ายเร็วยิ่งขึ้น

ใครจะคิดบ้างว่า หากไม่เร่งกำจัดทักษิณเมื่อสามปีที่แล้ว สถานการณ์ก็ไม่เลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ แบบนี้ หากปล่อยไปอีกสักปีสองปี ทักษิณก็เสื่อมความนิยมลงอยู่ดี ตามนิสัยคนไทย ที่เบื่ออะไรที่ซ้ำซาก

แต่ไปกำจัดทักษิณในช่วงที่เขากำลังโด่งดัง และความนิยมสูง เขาก็เลยกลายเป็น "บุคคลอมตะ" เป็นดาวค้างฟ้า ยากที่จะทำลายได้ แม้แต่จะสังหารเขาทิ้งไป แต่ "คนอมตะในทางประวัติศาสตร์" ย่อมไม่สามารถถูกทำลายได้ ยิ่งพยายามทำลายล้าง ก็จะยิ่งสร้างความศักดิ์สิทธิ์ และชื่อของเขาให้อมตะ มากยิ่งขึ้น

ผู้ที่จ้องทำลายล้างกลับเสื่อมลงไปเรื่อยๆ

ดังที่เราเห็นหลายสถาบันเสื่อมลงไป เช่น ศาล ทหาร และ อื่นๆ ... เป็นต้น

ยิ่งคิดหาวิธีทำลายล้างทักษิณ ก็ยิ่งติดหล่ม จมดินมากยิ่งขึ้น

Tuesday, February 17, 2009

ที่ประชุมรัฐสภาป่วน ฝ่ายค้านยื้อให้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.

ที่มา MCOT News

รัฐสภา 17 ก.พ.-ที่ประชุมร่วมรัฐสภาป่วน จนประธานรัฐสภาสั่งลงมติ หลังฝ่ายค้านยื้อให้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร.

การประชุมร่วมของรัฐสภา ครั้งที่ 3 วันนี้ (16 ก.พ.) ช่วงเย็น มีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีความวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป) รัฐบาล ได้ขอเลื่อนวาระการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ... ขึ้นมาพิจารณาก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค้างพิจารณามานานแล้ว และเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ขณะที่ นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องด่วน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. ... ที่เสนอโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 71,543 คน ขึ้นมาพิจารณา เนื่องจากเป็นเรื่องค้างการพิจารณามานาน ประกอบกับมีกระแสความต้องการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจต่อประชาชน

จากนั้นมีสมาชิกอภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของนายชินวรณ์ และนายไพจิตร มีการประท้วง และขอให้มีการถอนคำพูด เมื่อนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เปรียบเปรยปัญหาและที่มาของรัฐธรรมนูญกับสัตว์ชนิดหนึ่ง และเมื่อมีการให้ถอนคำพูด นายสุชาติ ก็ไม่ยอมถอน ทำให้เกิดการอภิปรายโต้แย้งอย่างกว้างขวาง ในที่สุดประธานได้วินิจฉัยให้ที่ประชุมลงมติ

ที่ประชุมได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 282 ต่อ 18 เสียง เห็นชอบตามที่ประธานวิปรัฐบาลเสนอให้เลื่อนวาระการพิจารณาเรื่องด่วนออกไปก่อน เพื่อพิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา โดยประธานวิปรัฐบาลได้เสนอตั้งกรรมาธิการจำนวน 27 คน เป็น ส.ส.20 คน ส.ว. 7 คน ดำเนินการยกร่างข้อบังคับการประชุมในกรอบเวลา 30 วัน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-17 19:37:30

ไขปริศนาเส้นทางเงิน 250 ล้านบาทจาก"ประชัย" ผ่าน"เมซไซอะฯ" เข้ากระเป๋า 28 บุคคลลึกลับ?

ที่มา มติชนออนไลน์

แม้นายนิพนธ์ บุญญามณี .ส.แบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีจำนวน 250 ล้านบาท ที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยและเจ้าของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด(มหาชน)ยอมรับว่า จ่ายให้แก่บริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อเป็นค่าจ้างโฆษณาในช่วงปลายปี 2547-2548โดยยอมรับว่า คนใกล้ชิดของตนโดยเฉพาะนางมาลี ปัญญรักษ์น้องสาว ได้รับเงินมาจากบริษัทเมซไซอะฯจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจ้างในการทำการตลาดปูนซิเมนต์ ทีพีไอของนายประชัยในภาคใต้ ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบปากคำไปหมดแล้ว


นายนิพนธ์ยืนยันด้วยว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่พรรคฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมานั้น เป็นการจับแพะชนแกะซึ่งมีพยานหลักฐานที่สามารถชี้แจงได้ทั้งหมด


อย่างไรก็ตาม ถ้าดูตามเอกสารที่พรรคฝ่ายค้านอ้างว่า เป็นการโอนเงินจากบริษัท เมซไซอะฯโดยนายประจวบ สังขาว กรรมการผู้จัดการบริษัทและพวก ไปยังบุคคลต่างๆ 75 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2547 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 พบว่า มีการโอนเงินไปยังบุคคลต่างๆ 28 คน เป็นเงินรวม 168,703,290 บาทโดยผู้ที่ได้รับการโอนเงินมากที่สุดคือ

พัชรภรณ์ ติระเลิศพาณิชย์ ได้รับเงินถึง 20 ล้านบาทจากการโอนเงินเพียงครั้งเดียว

รองลงไปคือนายมานพ นาสุวรรณ ได้รับ 19 ล้านบาทเศษจากการโอนเงิน 10 ครั้ง

ตามด้วยนายประมูล หอมหวล ได้รับ 15.943 ล้านบาท จากการโอนเงิน 9 ครั้ง นายปัญญา ประสงค์ ได้รับ 14.605 ล้านบาท จากการโอน 10 ครั้ง นายณั๙พล จิรวิสุทธิกุล ได้รับ 12.607 ล้านจากการโอน 7 ครั้ง

นางมาลี ปัญญรักษ์ น้องสาวนายนิพนธ์ บุญยามณี ได้รับ 10 ล้านบาทจากการโอน 1 ครั้ง, จันทร์จิรา ศรีหบุตร ได้รับ 9.9 ล้านบาทเศา จากการโอน 5 ครั้ง , นายจักรริน พงษ์พันธ์ ผู้ถือหุ้นในบริษัทนายนิพนธ์ ได้รับ 3.1 ล้านบาทเศษ จากการโอน 1 ครั้งลนายนูญ สายอ๋อง ผุ้ถือหุ้นในบริษัท นายนิพนธ์ ได้รับเงิน 3.6 ล้านบาท จากการโอน 2 ครั้ง

นายสวัสดี สังขาว ได้รับ 9 ล้านบาทเศษ จากการโอน 4 ครั้ง, ธิทาภรณ์ ศักดิ์สกุล ได้รับ 7.305 ล้านบาทจากการโอน 3 ครั้ง, รัตติยา ละอองจิปดา ได้รับ 7.2 ล้านบาท จากการโอน 4 ครั้ง

อาภาพร เอกอุรุ น้องสาวนายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ 3.6 ล้านบาทจากการโอน 1 ครั้ง, นายอัฎกร พระธาตุ ลูกน้องนายสมศักดิ์ เอกอุรุ เจ้าของแพปลาและญาตินายประพร ได้รับ 3.6 ล้านบาทเศษ จากการดอน 2 ครั้ง ขณะที่นายสมศักดิ เอกอุรุ ได้รับโอน 1 ครั้ง 1.8 ล้านบาท

นายโชคชัย ศรีดลชัย ได้รับ 3.8 ล้านบาท จากการโอน 2 ครั้ง พรทิพา ได้รับ 1.8 ล้านบาท ,ฐิติมา พูลเพิ่ม 5 แสนบาทเศษ, นายดิเรก ประสงค์ 1.8 ล้านบาท

นายรังสิต สังขาว 1.8 ล้านบาท,รัตน์ พงษ์พันธ์ เกธา 1.2 ล้านบาท ,วิรัล ธาวะนันท์ 1.9 ล้านบาท,นายอนุรักษ์ สังข์กุล 3.6 ล้านบาท ได้รับโอน 2 ครั้ง,สิรินารถ นาทเสวี ได้รับ 1.9 ล้าน สุนทรีย์ ถาวรีย์ ได้รับ 1.8 ล้าน อ่านชื่อไม่ออก ได้รับ 1.8 ล้านเศษ

แต่หลังจาากที่เงินเข้าบัญชีบุคคลเหล่านี้แล้ว นำไปทำอะไรยังไม่มีคำตอบ

"ประพร"เผย"ชวน"สั่งให้โต้ฝ่ายค้านหนักๆปัดรับเงิน250ล้าน

ที่มา มติชนออนไลน์

นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวคนใกล้ชิดรับเงิน จากบริษัททีพีไอ กรณีเงินบริจาคเข้าพรรค จำนวน 250 ล้านบาท ว่า ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนและพรรคประชาธิปัตย์ แต่ นางอาภาภรณ์ เอกอุรุ น้องสาวของตนและนายสมศักดิ์ เอกอุรุ ลูกพี่ลูกน้องของตน ได้รับงานประชาสัมพันธ์ ให้กับบริษัททีพีไอจริง และมีการจ่ายเงินผ่านบัญชีของนายสมศักดิ์ จำนวนประมาณ 10 ล้านบาท แต่ตนไม่รู้สึกกังวล เพราะเป็นการทำงานจริง และไม่ได้โอนเข้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน รวมถึงไม่ได้มีส่วนในเงินนั้นเลย เพราะเป็นส.ส.ภาคใต้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้น ทั้งนี้ได้เข้าชี้แจงต่อดีเอสไอแล้วถึง 2 รอบ และพร้อมจะชี้แจงในสภา


“ล่าสุดนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกไปสอบถามด้วยความกังวล แต่ผมได้บอกไปว่าไม่เป็นห่วง มีข้อมูลและเอกสารชี้แจงพร้อมแล้ว นายชวน ถึงได้บอกว่า ให้ผมตอบโต้กลับไปอย่างหนัก ๆ ดังนั้นก็เจอกันในสภาก็แล้วกัน นอกจากนั้นในวันที่ 18 ก.พ. ผมจะเข้าไปชี้แจงเรื่องนี้ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกฯได้สบายใจว่าตนมีข้อมูลครบถ้วนแล้ว” นายประพร กล่าว

เชื่อ!ใช้ “ผู้ชายดอกทอง” เป็น “นางนกต่อ” ล่อ 'ทักษิณ' กลับไทยจากคำพูดที่ให้มาพิสูจน์ความยุติธรรม 'ยงยุทธ' ตอกย้ำมีคนจ้องฆ่า 'อดีตนายกฯ' จวก! คนอ้างสถา

ที่มา thaifreenews

โดย : NEWS



นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ได้แถลงข่าวตอบโต้คดีชิปปิ้งหมู รวมทั้งนำซีดีเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ บุกค้นบ้านพักย่านประชาชื่นในช่วงที่มีการปฏิวัติ 19 ก.ย.2549 ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยนายยงยุทธกล่าวว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าตนร้อนตัว กินปูนร้อนท้อง รวมทั้งกรณีที่ทหารระบุว่าภาพในซีดีเป็นของเก่านั้น เหตุการณ์ตอนนั้นไม่มีข้อกล่าวหา แต่ยังทำถึงขนาดนั้น ถ้าหากมีการตั้งข้อกล่าวหา ลองนึกดูว่ามันจะเป็นแบบไหน ตนไม่สนใจข้อกล่าวหาและการตรวจค้น แต่การราดน้ำมันบนกองไฟบ้านเมืองจะเสียหาย ภาพในซีดีดังกล่าวได้มอบให้อดีตนายพลเอก 2 คนที่เกี่ยวข้องกับ คมช.ไปแล้ว ภาพที่นำมาฉายนั้นเป็นเพียงสองตอนจากสิบกว่าตอนที่บันทึกไว้ เมื่อใดกระบวนการยุติธรรมของประเทศกลับมา ความจริงจะปรากฏ สิ่งเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ กุนซือที่ให้ข้อคิดเห็นในการกำจัด ฆ่า ขังคุกนั้น ขอย้ำว่าจิตวิญญาณไม่ตาย มาไล่บี้ไล่ล่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความสงบ แม้สุดท้ายจะตายจากกันก็ตาม

ตอกย้ำมีคนจ้องฆ่า “ทักษิณ”

นายยงยุทธกล่าวอีกว่า ทราบว่าวันที่ 14 ก.พ.พันธมิตรฯจะไปจัดคอนเสิร์ตที่ จ.อุดรธานี ตรงนี้ต้องคอยดูรัฐบาลจะจัดการอย่างไร วันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเขียนประวัติศาสตร์เสื่อมเสียต่อประเทศ โดยไม่พยายามสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติใช่หรือไม่ เพราะขณะนี้เราต้องสร้างบรรยากาศความรักและเข้าใจ ถ้าพยายามแล้วไม่สำเร็จก็ต้องพยายามใหม่ต่อไป หากปล่อยไว้แบบนี้บ้านเมืองจะเสียหายมาก ที่บางฝ่ายถามว่าทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จึงไม่หยุดนั้น เป็นเพราะว่ามันมีกระบวนการจับ ขัง ฆ่า การจะทำให้ประชาชนที่ต่อต้านหยุดและหมดไปได้คือทุกฝ่ายต้องคุยกัน สองวันที่ผ่านมาได้พบเจ้าหน้าที่จากยูเอ็น คุยกันหลายเรื่อง แต่บอกว่าปัญหาการเมืองไทยไม่มีที่ใดในโลกจะช่วยแก้ได้นอกจากคนไทยด้วยกัน แต่บรรยากาศวันนี้มองแล้วมันเป็นไปไม่ได้ คนที่อ้างสถาบันก็อ้วนเอาๆ สุดท้ายประชาชนผอมลง ประเทศเสียหายและเดินไปไม่ได้ “ตอนนี้ยังมีความพยายาม กระทำต่ออดีตนายกฯทักษิณไม่หยุด จะนำตัวมาติดคุกหรือฆ่าให้ตาย ตรงนี้เหมือนราดน้ำมันลงกองไฟ ขอให้หยุดการทำลายฝ่ายตรงข้าม และให้ทุกฝ่ายมาคุยกันดีกว่า”

นายยงยุทธกล่าวด้วยว่า ขอฝาก 4 ข้อไปให้รัฐบาลพิจารณาคือ

1. ประเทศไทยจะหลุดพ้นปัญหา ทุกฝ่ายต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม โดยขอให้กระบวนการยุติธรรมกลับมาสู่ความจริงในสภาวะปกติ
2. รัฐบาลต้องเลิกแข่งขันต่อสู้ทางกายภาพ และหันมาคุยในสาระสำคัญเพื่อให้ประเทศมีทางออก
3. อย่านำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง
4. ขอให้สังคมไทยยอมรับทัศนคติที่แตกต่างกัน

เผด็จการครองอำนาจแต่ประชาธิปไตยครองประเทศ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

การปฏิวัติ, การรัฐประหาร, การกบฏ ที่จริงคำ 3 คำนี้ก็มาจากพฤติกรรมเดียวกัน เพียงแต่ผลแห่งการกระทำต่างกันเท่านั้น ในประเทศไทยนับตั้งแต่ รศ. 130 (พ.ศ. 2455) เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการปฏิวัติ (เปลี่ยนแปลงการปกครอง) มาแล้ว 1 ครั้ง, รัฐประหาร 12 ครั้ง และกบฏ 8 ครั้ง และทุก ๆ ครั้งก็ไม่มีครั้งไหนที่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนมากก็เพื่อการเปลี่ยนผู้มีอำนาจขึ้นมาปกครองประเทศเท่านั้น

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ในครั้งนี้เป็นการรัฐประหารครั้งที่ 12 ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งรูปแบบก็หาได้แตกต่างจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตไม่ แต่เนื้อหาแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงรัฐประหารครั้งนี้เป็นรัฐประหารที่กระทำต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วทั้งประเทศ ในขณะที่บ้านเมืองกำลังพัฒนาและเจริญรุดหน้าไปอย่างเต็มที่เทียบเคียงกับ นานาอารยะประเทศ แต่ก็กลับมาสะดุดหยุดลงเพราะรัฐประหารครั้งนี้ ด้วยข้ออ้างที่ไม่ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็คือ การคอรัปชั่น นักการเมืองโกง ไม่จงรักภักดี จะจริงเท็จอย่างไร ก็ต้องว่ากันไป แต่ที่แน่ ๆ อำนาจได้ถูกเปลี่ยนไปจากประชาชนไปสู่ผู้ถืออาวุธ และเผด็จการที่ครองเมืองอีกครั้ง

เวลานี้กระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งประเทศ ประชาชนที่เคยเข้าใจว่าประเทศไทยมีการปกครองแบบ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ นั้น ต่างก็ ตาสว่าง และเข้าใจกันอย่างชัดเจนแล้วว่า ที่ว่าประชาธิปไตยแบบไทย ๆ นั้น อันที่จริงแล้วก็คือ เผด็จการ นั่นเอง แต่เพียงเป็นเผด็จการซ่อนรูป และแนบเนียนกว่าเผด็จการในประเทศเผด็จการอื่น ๆ เท่านั้นเอง พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เคยเป็นความหวังของประชาชนในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร จนถึงขนาดได้รับขนานนามว่า พรรคเทพ มาแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงเมื่อสีเหลืองทองที่ทาทับเอาไว้เริ่มลอกออกมา ประชาชนที่เคยหลงใหลบูชากันมาตลอดหลายสิบปีก็เริ่มมองเห็นว่า อันที่จริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเพียงแค่ กิ่งก้านอันหนึ่งที่ต้นไม้เผด็จการได้แพร่ขยายความเลวร้ายเอาไว้ในประเทศนี้เท่านั้นเอง....เวลานี้ประชาชนทั้งประเทศแม้แต่ในพื้่ีนที่ภาคใต้ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคต่างก็มองเห็นและเข้าใจถึงพฤติกรรมอันเลวร้ายของพรรคนี้อย่างชัดแจ้ง สังเกตได้จากประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยได้เริ่มเปิดตัวมากขึ้นในพื้นที่ภาคใต้อย่างมากมาย

หลายสิบปีก่อนพี่น้องผู้เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมจำนวนมากทางภาคเหนือและภาคอิสานต้องเข้าป่าทำการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการด้วยการใช้อาวุธ คนเหล่านี้ถูกรัฐบาลเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ส่วนทางภาคใต้ก็มีแนวร่วมอีกส่วนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า โจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต่อสู้นั้นศรัทธาในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แต่ด้วยความต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมทำให้พวกเขา (ซึ่งก็คือคนไทยธรรมดา ๆ นี่เอง) จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มีสิทธิเสรีภาพทางสังคมในประเทศนี้บ้าง

คอมมิวนิสต์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล้างสมองประชาชนให้เกิดความหวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล ด้วยความเชื่ออย่างขาดสติและประกอบกับการสื่อสารที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึง ทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากต้องล้มตายเพียงเชื่อว่า คอมมิวนิสต์เลว ภาพการล้อมปราบนักศึกษาในวันที่ 6 ตุึลาคม 2519 ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ หรือ ร่วมสมัยนั้นอย่างมิอาจจะลืมเลือนไปได้ และนั่นคือสิ่งที่แสดงให้เห็นแล้วว่า อำนาจเผด็จการนั้นชั่วร้ายเพียงใด

การล้อมปราบประชาขนมือเปล่าในวันที่ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหล่านี้เป็นภาพที่ปรากฏชัดถึงรูปแบบการปกครองที่เผด็จการอ้างว่ากระทำเพื่อประชาขน อย่างไรก็ดีเวลานี้ด้วยการสื่อสารที่รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ประชาชนเริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการมากขึ้น ปรากฎการณ์ชาวเสื้อแดงผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นและแพร่ขยายอยู่ทั่วทุกหัวระแแหงของประเทศนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่แจ่มชัดว่าประเทศไทยคงไม่อาจจะหลีกพ้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ได้

ปรากฏการณ์ใหญ่ก็คือการเกิดขึ้นกว้างขวางของประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ขณะเดียวกันเผด็จการก็พยายามอย่างเต็มกำลังในการยึดครองอำนาจของตนเองเอาไว้ โดยการปิดกั้นและให้การควบคุมทุกอย่าง เวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านการปกครองให้มาสู่ประชาชนได้มาถึงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งได้ ยิ่งมีอำนาจมาพยายามปิดกั้นก็ยิ่งเกิดแรงต้าน....น้ำชนิดเดียวกันจะไหลไปรวมกัน...คนประเภทเดียวกันมักจะอยู่รวมกัน.....คนเสื้อแดง ทุกคนต่างก็มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันก็คือ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันแท้จริงในประเทศนี้ ความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นกํบกลุ่มคนเสื้อแดงหลาย ๆ กลุ่มเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามรูปแบบที่เกิดจากการรวมตัวโดยไม่มีการจัดตั้ง....และวานนี้คุึณขวัญชัย ไพรพนา นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญของชาวอุดรได้ประกาศทั้งน้ำตาว่า จะนำพลพรรคชาวเสื้อแดงไม่ต่ำกว่า 2,000 คนมาร่วมในการชุมนุมครั้งสำคัญที่สนามหลวงวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้

ในยามยากนี้พวกเราชาวเสื้อแดงจำต้องหันหน้าเข้าหากัน เป็นไปไม่ได้ที่ทุึก ๆ คนจะคิดเหมือนกัน แต่เป็นความจริงที่ว่า เราทุกคนสู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งเดียวกัน นี่คือจุดร่วมที่เราชาวเสื้อแดงทุกคนต้องยึดเอาไว้ให้มั่น พวกเราไม่มีใครอีกแล้วที่จะอยู่ฝ่ายเรา ไม่มีใครที่จะเห็นใจเรา นอกจากพวกเรากันเองเท่านั้น....พวกเราชาวเสื้อแดงทุกคนต่างก็เหมือนกับอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายเดียวกัน อวัยวะแต่ละส่วนล้วนแล้วแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และทุก ๆ อวัยวะต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้อวัยวะบางส่วนจะดูเล็กน้่อยแต่ก็มีความสำคัญยิ่งสำหรับชีวิต พวกเราคนเสื้อแดงก็ดุจเดียวกัน

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะมองข้่ามความขัดแย้งทั้งมวล..... ยอมที่จะวางทิฐิมานะของตนเองลง.... วางความทะยานอยากของตัวเองเอาไว้.... ยอมงอไม่ยอมหัก.... กล้ำกลืนความไม่พอใจ... แล้วร่วมจับมือกัน...เดินเคียงไปด้วยกัน... เพราะยังมีความยากลำบากอีกมากมายนักที่จะต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน ไม่มีใครที่จะรักและเห็นใจคนเสื้อแดงมากไปกว่าคนเสื้อแดงด้วยกัน....

เพราะถ้าเมื่อใดพวกเราแตกแยกกัน โดยคิดว่า ข้าแน่...ข้าเก่ง...ข้าอยู่เองได้ เมื่อนั้นเราจะตกลงไปสู่การทำลายของเผด็จการอย่างไม่สามารถกู้คืนได้อย่างแน่นอน..... เวลานี้เผด็จการกำลังครองอำนาจอยู่ในประเทศไทย แต่อย่าให้เผด็จการเอาประชาธิปไตยไปจากใจประชาชนได้อีกเลย......

ปูนนก

เปิดเอกสาร"ลับ"แกะรอยเส้นทางเงิน250ล้านจาก"เมซไซอะฯ"มัดคอแกนนำ ส.ส.ภาคใต้ประชาธิปัตย์?

ที่มา มติชนออนไลน์


เงินจำนวน 250 ล้านบาทมีเอกสาร"ลับ"ที่ระบุว่า การนำเงินเข้าบัญชีญาติพี่น้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อย 5 คนเป็นเงินนับสิบล้านบาท


เงินจำนวน 250 ล้านบาท ที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยและเจ้าของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด(มหาชน)ยอมรับว่า จ่ายให้แก่บริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อเป็นค่าจ้างโฆษณา อาจทำให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์บางคนต้องตกอยู่ในฐานะลำบาก

เพราะเอกสาร"ลับ"แกะรอยเส้นทางเงินดังกล่าวบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า มีการนำเงินเข้าบัญชีญาติพี่น้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อย 5 คนเป็นเงินนับสิบล้านบาท


ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ โฆษกดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมายอมรับว่า กำลังตรวจสอบเส้นทางเงินจำนวน 250 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด เนื่องจากเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2551 มีผู้ร้องเรียนว่า การนำเงินออกจากบริษัท ทีพีไอโพลีนดังกล่าวเป็นการกระทำความ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535เพราะเป็นการกล่าวหาว่า "ไซฟ่อน"หรือ"ยักยอกเงิน"จากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์


ขณะที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์เองอ้างว่าในช่วงปี 2547-2548 มีการจ่ายเงิน 250 ล้าน เพื่อใช้ในการค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์

จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทเมซไซอะะฯจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัทถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2551


อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบงบการเงินพบว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดคือ


ในปี 2547 ซึ่งเป็นปีแรกที่พบว่า อ้างว่ามีการว่าจ้างบริษัททำโฆษณาทำให้มีรายได้รวมถึง 152,190,943.83 บาท


ขณะที่ปี 2546 มีรายได้ 8,242,627.60บาท ปี 2545 มีรายได้ 6,513,795.54 ปี 2544 มีรายได้ 9,315,128.88 และปี 2543 มีรายได้เพียง 5,220,999.10 บาท


จากข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ทำให้การไหลเวียนของเงิน 250 ล้านบาท น่าสงสัยมากพออยู่แล้ว


ยิ่งเมื่อพรรคเพื่อไทยพยายามลากโยงว่า เงินจำนวนดังกล่าวไหลเข้าพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ผู้ฟังหูผึ่งขึ้นมาทันที


ก่อนหน้านี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดงออกเปิดโปงว่า เงินดังกล่าวไหลผ่านบริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด มี มีนายประจวบ สังขาว เป็นผู้บริหาร และมีชื่อของ น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง ลูกสาวนายสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง หลายสมัย และนายไทกร พลสุวรรณ แกนนำอีสานกู้ชาติเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท


จากการตรวจข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัทดังกล่าวมี นายประจวบ สังขาว น.ส.วลัยลักษณ์ ประสงค์ และนายปณิธิ ศิริเขต เป็นกรรมการ


มีผู้ถือหุ้น 7 คน ได้แก่ 1.นายประจวบ สังขาว (80,000 หุ้น) 2.น.ส.วลัยลักษณ์ ประสงค์ (10,000 หุ้น) 3.น.ส.ฐิติพร อยู่ไว (9,960 หุ้น) 4.น.ส.กรุณา คอนแหยม (10 หุ้น) 5.น.ส.เบญจวรรณ คอนแหยม (10 หุ้น) 6.นายปรีดี คอนแหยม (10 หุ้น) และ 7.น.ส.วิสุดา มีสุโข (10 หุ้น)


ขณะที่สุนัย จุลพงศธรส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เคยแฉกลางสภามาเแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551ในช่วงที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนำเอกสารเป็นการนำเข้าบัญชีบุคคลต่างๆที่อ้างว่า เป็นส่วนหนึ่งของเงิน 250 ล้านบาทมาเปิดเผย แต่ขณะนั้นไม่ได้รับความสนใจมากนักเพราะเหมือนฝ่ายรัฐบาลอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้าน


จนกระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มีนายอภิสิทธฺ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยนำเรื่องดังกล่าวมาขู่อภิปรายไม่ไว้างใจรัฐบาลผนวกกับกระแสข่าวย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอซึ่งเป็นผู้กุมข้อมูลเรื่องนี้อยู่


ปมเงิน 250 ล้านบาทจึงกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครึ่งหนึ่ง


จากเอกสารที่พรรคเพื่อไทยนำมากล่าวหานั้น อ้างว่า เป็นสำเนาหลักฐานการโอนเงินออกจากบริษัทเมซไซอะฯ ไปยังบุคคลต่างๆหลายคนผ่าน 3 ธนาคารใหญ่คือ กสิกรไทย กรุงเทพ และกรุงไทย สาขารังสิต นับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2547 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ไปยังสาขาปลายทางของ 3 ธนาคารใหญ่ ในเขตกรุงเทพมหานคร 64 ครั้ง และสาขาใน จ.สงขลาอีก 11 ครั้ง รวมแล้ว 75 ครั้ง


การโอนเงินแต่ละครั้งส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับ 1.8-1.9 ล้านบาทเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ตรวจสอบเพราะ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดว่า ถ้าธุรกรรม 2 ล้านบาทขึ้นไปธนาคารต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงาน ป.ป.ง


อย่างไรก็ตามมีไม่ต่ำกว่า 8 ครั้งที่การโอนเงินอยู่ในระดับ 3.6 ล้านบาท บางครั้งสูงถึง 10 ล้านบาท


จากเอกสารระบุว่าบุคคลชื่อ"ประจวบ"เป็นผู้นำเงินฝากผ่านบัญชีถึง 68 ครั้งจาก 75 ครั้ง คำถามคือ เป็นคนเดียวกับนายประจวบ สังขาว กรรมการบริษัท เมซไวอะะฯหรือไม่


ส่วนผู้นำเงินเข้าบัญชีคนอื่นได้แก่ ประมูล หอมหวล ณัฐพล จิรวิสุทธิกุล มานพ นาสุวรรณ


สำหรับผู้ที่รับเงินปลายทาง เอกสารของพรรคเพื่อไทยอ้างว่า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ


หนึ่ง กลุ่มคนใกล้ชิดของนายประจวบ เช่น นายณัฐพล จิรวิสุทธิกุล, นายประมูล,นายสวัสดิ์ สังขาว, นายปัญญา ประสงค์ ฯลฯรวมแล้วหลายสิบล้านบาทและเป็นเงินส่วนใหญ่


สอง กลุ่มใกล้ชิด ส.ส.แบบสัดส่วนทางภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคในช่วงที่มีการโอนเงิน เช่น นางมาลีน้องสาว ส.ส. รับไป 10 ล้านบาท นายนูญ เป็นข้าราชการครู แต่ ใกล้ชิด ส.ส. รับไป 3.6 ล้านบาทเศษ นายจักรริน ถือหุ้นบริษัทเดียวกับ ส.ส. 3.1 ล้านบาท

สาม กลุ่มใกล้ชิด ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์รายหนึ่ง(ใกล้ชิดกับ ส.ส.แบบสัดส่วน) ได้แก่ อาภาพร น้องสาว ส.ส. รับไป 3.6 ล้านบาท สมศักดิ์ ญาติ ส.ส.เจ้าของแพปลา รับไป 1.8 ล้านบาท นายอัฎฐกร พระธาตุ รับไป 3.6 ล้านบาท


นายอัฎฐกร พระธาตุ กล่าวกับ"มติชนออนไลน์"ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้มาสอบปากคำตนไปแล้ว ช่วงขณะที่ได้รับเงินโอนนั้นทำงานอยู่กับ"น้าอู๊ด" หรือ"สมศักดิ์"ซึ่งเป็นเจ้าของแพปลา เมื่อได้รับเงินก็นำไปให้นายสมศักดิ์ต่อ แต่ไม่ทราบว่านายสมศักดิไปใช้ทำอะไร


ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ นอกจากมีเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าบัญชีญาติพี่น้องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แล้ว จะโยงถึงตัวพรรคได้อย่างไร


เพราะเมื่อดูท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรมากนักเพราะช่วงที่มีการโอนเงินเข้ากระเป๋า ส.ส.พรรคนั้นเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2548 ที่มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อดีต ส.ส.สงขลา เป็นรองเลขาธิการพรรค


ทั้งนี้เป็นที่รู้กันดีว่า ในขณะนั้นกลุ่มนายบัญญัติและกลุ่มนายสุเทพต่างช่วงชิงอำนาจกันในพรรคกันอย่างดุเดือด


การงัดเรื่องปมเงิน 250 ล้านบาทมาเล่นกันในครั้งนี้ อาจเข้าทางของนายสุเทพ เทือกสุบรรณโดยบังเอิญก็เป็นได้ เว้นแต่มีหลักฐานบางอย่างโยงว่า ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันมีส่วนเกี่ยวข้องไมาทางใดก็ทางหนึ่ง

ปรองดอง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




จุดติดเรียบร้อยสำหรับพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติของพรรคเพื่อไทย

หรือที่เข้าใจกันในนามกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง หลังปฏิวัติ 19 ก.ย. 49

พรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นดีเห็นด้วยโดยพร้อมเพรียงกัน

มท.1 ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยใหม่ๆ หมาดๆ ออกปากหนุนสุดตัวไม่มีอ้อมค้อม

ถ้าพ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ไม่เพียง "เสี่ยหนู"อนุทิน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะได้กลับสนามการเมืองก่อนกำหนด

เนวิน ชิดชอบ กับ สมศักดิ์ เทพสุทิน เจ้าของพรรคตัวจริงก็คืนชีพด้วย

รวมทั้ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าที่ผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกฯ คนต่อไป?

พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ชาติไทยพัฒนา "บิ๊กเติ้ง"บรรหาร กับลูกๆ ศิลปอาชาต่างติดล็อก 5 ปี

เช่นเดียวกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

พินิจ จารุสมบัติ กับ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ พรรคเพื่อแผ่นดิน

นักการเมืองบิ๊กๆ เบิ้มๆ เหล่านี้ต่างต้องการปลดล็อกด้วยกันทั้งนั้น

กอดคอร้องประสานเสียงคีย์เดียวกับเพื่อไทยได้เหมาะสมลงตัวเมื่อไหร่

ประชาธิปัตย์ที่ว่าเขี้ยวๆ เซียนๆ ก็เหนื่อย

เพราะไม่เพียงมีเสียงรวมกันเกินครึ่งสภาเท่านั้น

ประธานสภา ชัย ชิดชอบ กับรองประธาน อภิวันท์ วิริยะชัย และ สามารถ แก้วมีชัย เรื่องนี้ยังไงๆ ต้องร้องเพลงเดียวกันแน่ๆ

ถ้าร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติแหกด่านเข้าสภาได้ ประชาธิปัตย์ย่อมมีสภาพไม่ต่างฝ่ายค้านนอกรัฐธรรมนูญ!

ลองคิดดูว่าพลังต่อรองของ "พ่อมดเขมร" จะบิ๊กเบิ้มแค่ไหน

ทุกวันนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานประชาธิปัตย์ ไม่กล้าหือไม่กล้าอืออยู่แล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะทางสะดวก

ต้องเข้าใจก่อนว่ากฎหมายฉบับนี้ใหญ่หลวงนัก!!

ยังมีองค์ประกอบ ประเด็น เนื้อหา รายละเอียดต่างๆ มากมาย

ไม่นับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทย

หรืออดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย

หรือสีเขียว สีเหลือง สีแดง

เอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ "ทักษิณ ชินวัตร" คนเดียว

แผ่นดินก็ลุกเป็นไฟ!?