WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 18, 2009

ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง

ที่มา ไทยรัฐ

การสลายขั้วการเมืองเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์พลิกเป็นรัฐบาลสำเร็จทำฝันให้เป็นจริง

แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะครองอำนาจได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่ที่ฝีมือการทำงานของรัฐบาลเป็นสำคัญ

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้อง เร่งสปีดทำงานให้เข้าตาประชาชน!!

เพราะสังคมไทยเป็นโรครักง่ายหน่ายเร็ว ถ้ารัฐบาลทำงานชักช้างุ่มง่ามต่อมหงุดหงิดจะออกฤทธิ์ทันที

วันนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำงานมาแล้ว 2 เดือน เหลืออีก 1 เดือน ก็จะผ่านด่านทดสอบ 3 เดือนแรกสบายๆ

ถ้าผ่าน 3 เดือนแรกได้ อีก 3 เดือนต่อไปก็น่าจะผ่านสะดวกโยธิน

แต่ช่วง 6 เดือนหลังจากนั้นจะเป็นด่านทดสอบแนวต้านที่สำคัญที่รัฐบาลจะเจอการตรวจสอบอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะปัญหาขัดแย้งภายในจะเป็นจุดตายของรัฐบาล!!

แม่ลูกจันทร์ เห็นว่าในช่วง 2 เดือนแรกของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้ดีพอสมควร

แต่มีหลายนโยบายที่รัฐบาลยังไม่ได้ ขับเคลื่อน หรือขับเคลื่อนแล้วแต่ยังมองไม่เห็นความชัดเจน

โดยเฉพาะวิกฤติความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งสังคมตั้งความ หวังรัฐบาลชุดนี้สูงกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

เพราะเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงในภาคใต้ มีความใกล้ชิดและเข้าถึงเข้าใจปัญหาความรุนแรงชายแดนใต้ดีกว่าทุกพรรคการเมือง

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ดับไฟใต้ไม่ สำเร็จ ก็ไม่มีพรรคไหนทำสำเร็จแน่นอน

แต่ แม่ลูกจันทร์ ยังไม่เห็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เริ่มดำเนินการอะไรในการดับไฟใต้อย่างจริงจัง

ยังไม่เห็นความแปลกใหม่ที่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านๆมา

นายกฯอภิสิทธิ์ ประกาศจะผ่าตัด โครงสร้างการแก้ปัญหาชายแดนใต้ครั้งใหญ่ นี่ก็ผ่านไปแล้ว 2 เดือน ก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง

รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีพิเศษ เรียกว่า ครม.พัฒนาภาคใต้ เพื่อรับผิดชอบ ภาคใต้ครบวงจร

วันนี้ ครม.พิเศษพัฒนา 5 จังหวัดภาคใต้ ก็เงียบหายไปกับสายลม

รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณคุยคำโตว่าจะทำให้สิ้นปี 2553 หรือสิ้นปีหน้า เป็นวันสิ้นเสียงปืน

ปล่อยให้คุยไปก่อน แม่ลูกจันทร์ไม่อยากขัดคอ

เพราะตั้งแต่เกิดเหตุบุกค่ายทหารปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 วิกฤติ ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ บานทะโร่ มาแล้ว 5 ปีเต็มๆ

พิสูจน์ชัดว่ายุทธศาสตร์ที่มอบอำนาจให้ทหารรับผิดชอบแก้ปัญหาไฟใต้เบ็ดเสร็จ ไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง!!

พูดชัดๆ มันไม่เวิร์กอย่างที่ แม่ ลูกจันทร์เคยมั่นใจ

ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่กล้าผ่าตัดยก เครื่องโครงสร้างแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ครั้งใหญ่ ก็อย่าหวังว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะดับไฟใต้สำเร็จอย่างที่ฉายหนังโฆษณา

5 ปีที่ผ่านไป รัฐบาลต้องใช้งบประมาณดับไฟใต้กว่าหนึ่งแสนล้านบาท แต่ยังไม่มีความสำเร็จคุ้มกับเงินมหาศาลที่ถมลงไป

5 ปีก่อน เครือข่ายโจรก่อความไม่สงบ คาดว่ามีไม่เกิน 3,000 คน ล่าสุดเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว เป็น 9,000 คน

แม่ลูกจันทร์ กระชุ่น นายกฯอภิสิทธิ์ ใช้สะดือตรองว่ารัฐบาลจะแก้ไข วิกฤติไฟใต้อย่างไรที่จะตอบโจทย์เรื่องนี้ ได้จริงๆ??

ปล. แม่ลูกจันทร์ เคยคัดค้าน จาตุรนต์ ฉายแสง ที่เสนอให้จัดตั้ง 3 จังหวัดภาคใต้เป็น พื้นที่พิเศษและข้อเสนอ 7 ข้อ เพื่อดับไฟใต้อย่างสันติวิธี

แต่วันนี้ต้องเปลี่ยนใจ...ขอสนับสนุนแนวทางดับไฟใต้ของ จาตุรนต์”.

แม่ลูกจันทร์

ปลดแอก

ที่มา ไทยรัฐ

พรรคภูมิใจไทยได้แจ้งเกิดทางการเมืองเต็มตัวมี ส.ส.เป็นอันดับ 2 ในรัฐบาลรองจากประชาธิปัตย์ หรือเป็นอันดับ 3 ของพรรคการเมืองในประเทศไทย ล่าสุดมีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารเรียบร้อยไปแล้ว

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค นางพรทิวา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค เรียกว่าเป็นการแบ่งส่วนระหว่างตัวแทนของนายเนวิน ชิดชอบ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน น่าจะพูดว่านี่คือเจ้าของตัวจริง

พรรคการเมืองนี้มาในรูปลักษณ์ใหม่มีเสื้อสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ ภายใต้สโลแกนประชานิยมสังคมเป็นสุข เรียกว่าเอาง่ายๆยิงตรงถึงชาวรากหญ้าเป็นการเฉพาะและไม่ต้องอธิบายความมาก

นายชวรัตน์ที่บอกว่า ส้มหล่นตอนแก่นั้นคลุกคลีตีโมงกับการเมือง แต่ก็เป็นแค่เครื่องเคียงของนักการเมืองใหญ่มาตลอด ไม่มีโอกาสได้มีตำแหน่งใหญ่โตเหมือนการเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่ชื่อชิโนทัยรับงานใหญ่จนโด่งดังพอตัว

ว่าที่จริงแล้วในทางการเมืองก็คงคิดจะปลดระวาง เนื่องเพราะอายุอานามไม่น้อยแล้ว และได้เตรียมการผ่องถ่ายให้ลูกชายหัวแก้ว หัวแหวนคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยังหนุ่มแน่น และมีความใฝ่ฝันที่จะเติบโตทางการเมือง

และก็ทำท่าจะไปได้สวยมีตำแหน่งรัฐมนตรีรองรับมาแล้ว แต่ เผอิญที่ต้องถูกเว้นวรรคการเมืองเพราะพรรคไทยรักไทยถูกยุบพร้อมกับนายเนวิน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ต้องหลุดวงจรการเมือง จึงผลักดันผู้พ่อคือนายชวรัตน์ให้โลดแล่นทางการเมืองเพื่อรักษาพื้นที่เอาไว้ก่อน

และก็ทำได้สำเร็จ เมื่อไทยรักไทยถูกยุบพรรคพลังประชาชนเข้ามารองรับแทน นายชวรัตน์ได้เป็นรองนายกฯระดับเบอร์ 2 รองจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนั่นทำให้เขาได้ทำหน้าที่รักษาการ นายกฯเมื่อนายสมชายต้องพ้นจากตำแหน่ง

รักษาการนายกฯในห้วงที่การเมืองเข้าด้ายเข้าเข็มอันไม่ต่างไปจากนายชัย ชิดชอบ ที่รั้งเก้าอี้ประธานสภาฯเมื่อวัยดึกเช่นเดียวกัน 2 ผู้เฒ่าจึงบรรเลงเพลงการเมืองสอดรับกันพอดิบพอดี

เมื่อกลุ่มเพื่อนเนวินประกาศตัดเชือก นายใหญ่เปลี่ยนขั้วไปอยู่กับประชาธิปัตย์

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมชาย พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายไม่ได้ล่วงรู้ถึงเกมการเมืองที่จะต้องถูก หักหลังนี้มาก่อนก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่พอตั้งหลักก็สายไปเสียแล้วจะยุบสภาก็ไม่ได้

เพราะ 2 ผู้เฒ่ากุมอำนาจเอาไว้ในมือ...สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างเจ็บปวดและทำให้พรรคเพื่อไทยยังปั่นป่วนไม่จบจนถึงขณะนี้

แน่นอนว่าพรรคภูมิใจไทยที่มีองค์ประกอบสำคัญเป็นแกนหลักคือนายเนวินและนายสมศักดิ์ โดยมีนายอนุทินที่ขึ้นชั้นมายืนอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว คงไม่คิดที่จะทำให้พรรคนี้ให้เป็นเพียงพรรคเฉพาะกิจแน่แต่ต้องการที่จะทำให้เติบโตและเป็นพรรคใหญ่ในอนาคต

เพราะเท่าที่ดูแกนนำนอกเหนือจากบุคคลที่กล่าวไปข้างต้นแล้วยังมีอีกหลายคน เช่น นายสุชาติ ตันเจริญ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ยืนอยู่ข้างหลังและมั่นใจว่าพวกเขามีพรรษา พอที่จะต่อสู้กับพรรคการเมืองใหญ่ได้

พอที่จะเทียบบารมีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ หรือใครต่อใครก็ตาม

แม้แต่ประชาธิปัตย์ที่เป็นสถาบันการเมืองก็ตาม

ในอนาคตข้างหน้าพรรคนี้น่าจะมีคนอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งมีทีมงานเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การบริหารและจัดการมานำพรรคได้ ขณะที่นายเนวินและนายสมศักดิ์ก็พร้อมที่จะเดินไปสู่จุดสูงสุดทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยทำให้พรรคการเมืองใหญ่ หาทุนสู้และพร้อมที่จะสร้าง ส.ส.ที่มาจากอีสาน กลาง เหนือเป็นหลักได้

เรียกว่า ปลดแอกระบบเจ้าของพรรคคนเดียว ตระกูลเดียว.

สายล่อฟ้า

'ทหารเฒ่า' ไม่มีวันเลิก

ที่มา ไทยรัฐ

“เมาจนตกเก้าอี้”

ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวที่นายโชอิจิ นาคางาวะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นออกมาเปิดเผยว่าจะลาออก หลังจากถูกแฉว่า “เมา” ในระหว่างการแถลงข่าวการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี 7) ที่กรุงโรม ของอิตาลี

เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้ประชาคมโลกเห็น

ในอารมณ์ขำไม่ออก ขุนคลังญี่ปุ่นโดนอัปเปหิเพราะเมาเหล้า แต่ที่นี่ประเทศไทย ต้องลุ้นกันว่า ขุนคลังอย่างนายกรณ์ จาติกวณิช จะประคองเนื้อประคองตัวไปได้แค่ไหน

กับอาการ “เมาประชานิยม”

โดยภาพ “รัฐบาลเงินด่วน” ในบท “เสี่ยสั่งลุย” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคาะโต๊ะ ให้จ่ายเป็นเช็คเงินสด 2,000 บาท ในมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน

เริ่มกดปุ่มเทกระจาดในวันที่ 26 มีนาคม

ล่าสุดก็มาถึงคิวของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ สรุปวิธีการดำเนินงานตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี

ในส่วนชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ใช้วิธีให้ผู้ปกครองหรือนักเรียนเบิกเป็นเงินสดไปจัดซื้อกันเอง ในอัตราเหมาจ่าย ระดับก่อนประถมศึกษา 300 บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษา 360 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 450 บาท มัธยมศึกษาตอนปลาย 500 บาท ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 900 บาท

แจกกันแบบถึงลูกถึงคนไปเลย

และไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ใจปํ้า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ภายใต้การกำกับของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. คนประชาธิปัตย์ ก็อนุมัติวงเงินอีก 8,000 ล้านบาท ขยายกรอบได้ถึง 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับข้าราชการ ลูกจ้าง กทม. ที่มีรายได้น้อย

และช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยจัดวงเงิน 4.5 พันล้านบาท เป็นสวัสดิการที่อยู่อาศัย 10,000 หน่วย ให้กับข้าราชการที่มีรายได้ต่ำกว่า 13,500 บาท สามารถผ่อนรายเดือนเพียง 1,850 บาทต่อเดือน และอีกส่วนหนึ่ง ทางธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ จะปล่อยกู้ โดยคิดดอกเบี้ยคงที่ 30 ปี ร้อยละ 2.75 สำหรับข้าราชการ

เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างน้อย 3 เท่า ภายใน 1 ปี

ประชานิยมยี่ห้อประชาธิปัตย์ ช่วยกันอัดฉีดไม่อั้น

นั่นก็เงิน นี่ก็เงิน ปลิวว่อนไปหมด

และก็แตะดิสเบรกกันซึ่งๆหน้า นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาพูดชัดๆ ดูนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้ว

ไม่มีอะไรที่ยืนยันได้ว่า จะทำเศรษฐกิจเป็นบวก

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับอารมณ์ของคนที่จ้องวัดกึ๋นแก้เศรษฐกิจ ของ “เด็กสองคน” อย่าง “อภิสิทธิ์” กับ “กรณ์”

มุมหนึ่งก็เล่นบทเสี่ยสั่งลุย จ่ายไม่อั้น แต่ในอีกอารมณ์หนึ่งก็ส่งซิกออกตัวล่วงหน้า ถ้ามาตรการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ก็ต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณ

โดยภาพ “มือเติบ” ใช้เงินเก่ง แต่หาเงินไม่เป็น

ยากจะกระตุ้นความเชื่อมั่น

เอาเป็นว่า แว่วๆสายข่าวทหารที่ถูกส่งลงพื้นที่เช็กกระแสชาวบ้านทั่วประเทศ กลับมารายงานเรตติ้งของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ อาการไม่ค่อยสู้ดี

แนวโน้มคะแนนนิยมดิ่งลงทุกวัน

ประเมินว่า โดยวิกฤติเศรษฐกิจที่โคตรหิน “อภิสิทธิ์” ยื้อได้ไม่เกินกลางปี

และก็เป็นอะไรที่ต้องเริ่มขยับออกตัวกันแล้ว กับการฟอร์มทีม “พรรคสีเขียว” ของ “ทหารเฒ่า” เตรียมทหารรุ่น 6

เบื้องต้นตำแหน่งหัวหน้าพรรค “เต็ง” ไว้ที่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ. และอดีตรักษาการประธาน คมช. ในขณะที่ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาธิการ คมช. “กั๊ก” ไว้ที่เลขาธิการพรรค

ทีมงานล้วนแต่อดีตบิ๊ก คมช.ที่คุ้นชื่อคุ้นหน้า ทั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขานุการ คมช.

แต่คนสำคัญที่ขาดไม่ได้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นเซ็นเตอร์ใหญ่ อาศัย “เส้นปึ้ก” วางคอนเน็กชั่น จัดหาเสบียงตั้งค่าย

รอคั่วตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“ทหารเฒ่า” ขี่หลังเสือแล้วติดใจ ไล่ลงยาก.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เสื้อแดงจัดพิธีสืบชะตา ทักษิณ

ที่มา ไทยรัฐ

วานนี้ (17 ก.พ.) ที่วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม หมู่ 10 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ. เป็นประธานทำบุญสืบชะตาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พ้นบ่วงกรรมซึ่งตรงกับวันอังคาร วันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 กว่า 500 คน นำโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานกลุ่มฯเข้าร่วมพิธีด้วย โดยนำรูปถ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในชุดสูทสีแดงมีข้อความเขียนที่กระจก รูปภาพว่า “ท่านเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง รอทักษิณ กลับมา” ตั้งอยู่ในซุ้มสืบชะตาพร้อมเครื่องเซ่นหัวหมู อาหารคาวหวานครบครัน นอกจากนี้ ยังมีบาตร 1 ใบ สำหรับให้สมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงเขียนชื่อบุคคลอยู่ฝ่ายตรงข้าม อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และแกนนำอีกหลายคน

วอนขอให้อดีตนายกฯกลับไทย

จากนั้นนายเทพธีร์กรณ์ พรเรืองรอง มัคนายกวัดโลกโมฬี อ.เมืองเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมล้านนา ได้ทำพิธีกรรมจนแล้วเสร็จพร้อมเปิดเผยว่า การสืบชะตาครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ให้เทพยดาทั้งหลายรักษารูปนามของบุคคลที่ให้ คุณประโยชน์ต่อประชาชนต่อประเทศชาติและวัดวาอาราม ขอให้บุญกุศลทั้งหลายที่ พ.ต.ท.ทักษิณที่ทำมาตั้งแต่ อดีตชาติและทำมาในปัจจุบันและตั้งใจจะทำในอนาคตส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความสุขและทุกคนขอให้ตั้งจิตอธิษฐานรับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไทยและกลับมาเชียงใหม่มาเป็นขวัญใจของชาวไทยทั้งมวล ขอให้ทุกคนที่มาร่วมงานให้อโหสิกรรมให้กับคนที่มีชื่อในบาตร เพราะคนพวกนี้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม

“ต่อจากนี้ไปดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณจะดีขึ้นเพราะเป็นดวงชะตาปูชนียชะตา แต่ต้องรับกรรมก่อน คนที่เป็นปูชนียชะตาได้ ต้องผ่านอุปสรรคมากที่สุด เหมือนกับพระพุทธเจ้าที่ต้องผ่านมารผ่านอะไรมามากมายกว่าจะสำเร็จได้ สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำคุณประโยชน์ด้านประชาธิปไตยให้กับคนรากหญ้า ดังนั้น ต้องผ่านอุปสรรคถึงจะมีบารมี อะไรก็ตามที่ได้มาง่ายๆจะไม่มีบารมี ดังนั้นคนที่มีบารมีมากก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะได้ผ่านวิกฤติทั้งหมดมาแล้ว ในตอนนี้จะพ้นกฎเกณฑ์แล้ว ใครก็ตามที่คิดร้ายต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีดวงชะตาปูชนียชะตา ก็จะพ่ายแพ้ไปในที่สุด” นายเทพธีร์กรณ์กล่าว

“ชัยสิทธิ์” ปลุกระดมต้านเผด็จการ

ขณะที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ได้กล่าวกับกลุ่มคนเสื้อแดง รักเชียงใหม่ 51 ว่า ขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงต่อต้านเผด็จการและคงไว้ซึ่งประชาธิปไตย พวกเรายึดมั่นชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดังนั้นใครจะมาว่าพวกเราเบี่ยงเบนไปอย่างอื่นเป็นเรื่องทุเรศสิ้นดี ตนพูดไม่เก่ง ประเภทพูดน้อยต่อยหนัก ขอให้กำลังใจทุกคน และพร้อมที่จะทำทุกอย่างหากทุกคนต้องการ ขอชื่นชมคนเสื้อแดงเชียงใหม่น่ารักที่สุด พร้อมกันนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์เปิดเผยว่า ที่มาในวันนี้ในฐานะเป็นแขกเท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณบ้างหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่าไม่ได้เจอกันเลย ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยากกลับประเทศหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่าอยากจะกลับมั้ง จะให้กลับได้หรือยัง แต่อย่างไรก็ตาม หาก พ.ต.ท.ทักษิณหมดเวรหมดกรรมก็คงได้กลับมา ทางด้านนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้เปิดเผยว่า การทำพิธีในวันนี้เรียกว่าพิธีอโหสิกรรมให้กันและกัน หมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ กับคนที่เป็นศัตรู วันนี้เป็นวันดีเป็นวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นวันพระด้วย ขอยืนยันว่ากลุ่มเชียงใหม่ 51 ไม่แตกแยกกัน แต่กลุ่มไหนจะทำอะไรก็ขอให้ต่างคนต่างทำกิจกรรมกันไป

ใจ อึ๊งภากรณ์:ยุทธการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย ได้เวลาเริ่มต้นการตีโต้พวกเผด็จการแล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา หนังสือพิมพ์การ์เดี้ยน
18 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความเรื่อง"ยุทธการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย:ภายหลังรัฐประหาร สิทธิประชาธิปไตยถูกขยี้ ตอนนี้ได้เวลาเริ่มต้นตีโต้แล้ว"เขียนเป็นภาษาอังกฤษลงในหนังสือพิมพ์การ์เดี้ยนของอังกฤษ ไทยอีนิวส์เห็นว่าน่าสนใจจึงแปลเรียบเรียงให้ผู้อ่านได้พิจารณา โดยได้ใช้คำว่า"เซ็นเซอร์"ในบางคำที่เห็นว่าอาจหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายของไทย อย่างไรก็ตามนี่เป็นทัศนะส่วนบุคคล ซึ่งไทยอีนิวส์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป


เราต้องการตัดทอนบทบาทอิทธิพลของกองทัพในสังคม ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ และขยายเสรีภาพกับประชาธิปไตยจากกระบวนการความเคลื่อนไหวของชนชาวรากหญ้าออกไป และเราต้องการจะ(เซ็นเซอร์)อีกด้วย เนื่องจากถือเป็นอุปสรรคกีดขวางต่อเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์


เมื่อ5ปีที่แล้วการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างก้าวหน้า โดยมีเสรีภาพในการแสดงออกต่างๆ เช่น สื่อสารมวลชนที่มีอิสระ และกิจกรรมของภาคประชาสังคม ขณะที่กระบวนการทางสังคมก็มีความเคลื่อนไหวรณรงค์ในการพัฒนาความเป็นอยู่เพื่อสิทธิประโยชน์ของคนยากจน แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยกลับเดินไปบนหนทางระบบปกครองเผด็จการ

รัฐบาลปัจจุบัน นำโดยพรรคการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับชื่อคือประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นสู่อำนาจก็มีจุดกำเนิดจากการรัฐประหาร19กันยายน2549 เป็นรัฐบาลที่ชั่วร้ายและเต็มไปด้วยความขี้ระแวง โดยการนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(เช่นการหมิ่นประมาทกษัตริย์)มาบังคับใช้อย่างเข้มข้น มีการเซ็นเซอร์สื่ออินเตอร์เน็ต และสถานีวิทยุชุมชน แล้วก็ส่งเสริมประชนพลเมืองให้หันไปรับข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง

ประชาชนไทยถูกจับและโยนใส่คุก จากการติดตามสะกดรอยการเขียนความเห็นทางอินเตอร์เน็ต ส่วนสื่อโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์ก็ทำงานเป็นปี่เป็นขลุ่ยเข้าขากับกองทัพ ศาลถูกใช้ยังกับเป็นเครื่องมือของผู้เผด็จการ โดยการตัดสินให้ยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโหวตเสียงเข้าสภา ผู้พิพากษาปกป้องตนเองด้วยการลงโทษจำคุกใครก็ตามที่บังอาจวิจารณ์ผลตัดสินคดีด้วยข้อหา"หมิ่นศาล" เช่นเดียวกับการวิจารณ์สถาบันฯที่มีได้อย่างจำกัด นี่เป็นการขาดความโปร่งใส และไร้ความรับผิดชอบต่อฐานะหน้าที่,ไม่มีความยุติธรรม,ไม่มีเสรีภาพในการพูด และปราศจากเสรีภาพของแวดวงวิชาการ

ในตอนต้นปี2550 ผมได้ตีพิมพ์หนังสือวิชาการขนาดสั้นๆชื่อ"การรัฐประหารเพื่อผู้มั่งมี" การเขียนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร และชี้ถึงความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในไทย ผมได้วิจารณ์ว่าสิทธิมนุษยชนในระบอบประชาธิปไตยถูกละเมิดในรัฐบาลเลือกตั้งของทักษิณ และทักษิณต้องรับผิดชอบต่อการวิสามัญฆาตกรรมในสิ่งที่เขาเรียกว่าสงครามยาเสพติด และกรณีการปราบปรามรุนแรงต่อประชาชนมุสลิมใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ผมได้โต้เถียงว่าการทำรัฐประหารไม่ใช่ทางออก แล้วผมก็ถูกจับกุมดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วเราจะไปหาเสรีภาพในแวดวงวิชาการได้อย่างไร ในเมื่อจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่ผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ นำหนังสือที่ผมเขียนนี้ไปแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีกับผมซะเอง?

ผู้คนในสังคมไทยพากันสนับสนุนการรัฐประหาร19กันยายน นั้นรวมถึงนักวิชาการจำนวนมาก พวกเอ็นจีโอมากกว่าครึ่งหนึ่ง และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)

พธม.มีการจัดองค์กรเอนเอียงไปทางลัทธิเผด็จการฟาสต์ซิสม์ เต็มไปด้วยบรรดาพวกคลั่งสถาบันกษัตริย์ พวกเขาพากันใส่เสื้อเหลืองและอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของกองทัพ กับ(เซ็นเซอร์ )และเต็มไปด้วยพวกคลั่งชาติอย่างรุนแรง และเกือบเป็นเหตุให้เกิดสงครามกับเพื่อนบ้านกัมพูชา พวกเขาสร้างการ์ดเป็นกองกำลัง และใช้อาวุธอย่างเปิดเผยบนท้องถนน พวกเขาเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ปิดล้อมที่ทำการรัฐสภา และเคลื่อนกำลังเข้ายึดสนามบินนานาชาติ2แห่ง โดยได้รับการหนุนหลังจากกองทัพและ(เซ็นเซอร์) รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเวลานี้เป็นผู้สนับสนุนพธม. กระบอกเสียงของพธม.คือเครือผู้จัดการได้ปฏิบัติการออกล่าหัวนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมผู้มีคำถามต่อความตกต่ำของประชาธิปไตย

สงครามชนชั้นถูกเสี้ยมขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน แต่เป็นไปอย่างบิดเบี้ยว พวกเสื้อเหลืองนั้นถูกหนุนหลังโดยพวกทำรัฐประหาร พากันเกลียดความจริงข้อที่ว่าทักษิณชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจากโครงการสุขภาพ30บาทรักษาทุกโรค และโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท พวกเขาเห็นว่าการเลือกตั้งในที่สุดพวกคนชนบทหน้าโง่ก็จะเลือกพวกของทักษิณให้ชนะเข้ามามีอำนาจอีก เลยพากันเรียกหา"การเมืองใหม่"กันขึ้น ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ไม่เคารพต่อสิทธิเสียงของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

ทักษิณนั้นไม่ได้เป็นนักสังคมนิยม แม้เขาถูกขับออกจากตำแหน่งและเผชิญวิกฤตมากมาย บรรดาชาวรากหญ้าเสื้อแดงต่างหากที่ได้พัฒนากระบวนความเคลื่อนไหวไปมากกว่าทักษิณเสียอีก ที่น่าประหลาดใจมากก็คือความเคลื่อนไหวไปสู่(เซ็นเซอร์)เนื่องจากทนเห็นกองทัพกับพธม.ลากเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองไม่ไหว พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทรงมีพระราชดำรัสเลยสักครั้งที่จะต่อต้านการทำลายประชาธิปไตย พระองค์ท่านยังทรงโปรดให้พสกนิกรหมอบคลานอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ และในฐานะที่เป็นบุคคลที่ทรงร่ำรวยที่สุดของโลก พระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชดำรัสสอนพสกนิกรผู้ยากไร้ให้ใช้ปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"แก้ไขปัญหาความยากจน ส่วนบรรดาชนชั้นนำของไทยต่างก็ซาบซึ้งในพระราชบุญญามารมีของในหลวงที่ขณะนี้ทรงพระชราภาพมากแล้ว ทว่าสยามกุฎราชกุมารดูจะไม่เป็นที่นิยมนัก

เราต้องการตัดทอนบทบาทอิทธิพลของกองทัพในสังคม ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ และขยายเสรีภาพกับประชาธิปไตยจากกระบวนการความเคลื่อนไหวของชนชาวรากหญ้าออกไป และเราต้องการจะ(เซ็นเซอร์)อีกด้วย เนื่องจากถือเป็นอุปสรรคกีดขวางต่อเสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

งบ ปจว. สองพันล้านของกองทัพสูญเปล่า ไม่มีทางเปลี่ยนใจคนได้แน่นอน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมได้รับข่าวจากแหล่งข่าวที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือได้ยืนยันว่า ทหารจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทำสงครามจิตวิทยา อย่างเต็มที่ ตามที่เราได้รับทราบมาก่อนแล้วว่า มีการของบประมาณ 2000 ล้านบาท เพื่อการนี้

ที่แหล่งข่าวเล่าให้ฟัง กิจกรรมที่ทหารจะดำเนินการสงครามจิตวิทยาทางเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตคือ จะมีการระดมทหารมาโพสต์ตามเว็บบอร์ดต่างๆ เพื่อให้กระทู้ต่างๆ ตกไปอย่างรวดเร็ว โดยจะโพสต์แบบมีสาระหรือไม่มีก็ตาม และระดมทหารเข้าไปตามเว็บต่างๆ เพื่อทำสงคราม ปจว.เต็มที่ ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ในชนบท คงมีการระดมทหารออกพื้นที่ เพื่อทำ ปจว. เปลี่ยนใจชาวบ้านให้หันมาสนับสนุน ระบอบอำมาตรยาธิปไตย และพยายามขจัดระบอบทักษิณออกไปจากใจชาวบ้านให้ได้

แหล่งข่าวผมค่อนข้างวิตกกังวลกับข่าวนี้มาก เพราะทหารเอาจริงแน่ เลยปรารภกับผมด้วยความไม่สบายใจ

เมื่อได้ยินข่าวนี้ ผมกลับคิดตรงกันข้าม ผมไม่ค่อยได้วิตกกังวลกับข่าวนี้เลย แม้ผมจะเชื่อว่าข่าวนี้เป็นข่าวจริงก็ตาม เพราะผมเชื่อว่า "ค่านิยมพื้นฐาน" หรือ Paradigm ทางการเมืองในสมองของประชาชนยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว เรียกว่า "ความเชื่อพื้นฐาน" ของประชาชนได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนกับความเชื่อของประชาชนในยุค ปี 2520-2530 แล้ว การจะทำสงคราม ปจว. กับคนชนบท หรือคนเมืองด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ ย่อมไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่จะมีผลลบต่อองค์กรที่ดำเนินการด้วยซ้ำ เพราะทหารตามไม่ทันกับการพัฒนาทางด้านความคิดของประชาชน

คนไทยยุคใหม่ ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหม่ ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับคนยุคปี 2520 ได้รับการศึกษาจากระบบโรงเรียนสมัยใหม่ ระบบความเชื่อและระบบความคิดไม่เหมือนเดิม ประชาชนเหล่านี้ไม่ได้เชื่อระบบจักรวาลวิทยา แบบไตรภูมิพระร่วงที่มี "กษัตริย์" เป็นศูนย์กลางจักรวาลเหมือนสมัยก่อนปี 2500 อีกแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะยังคงรักนับถือกษัตริย์อยู่ก็ตาม แต่ไม่ได้เชื่อว่ากษัตริย์ เป็นศูนย์กลางอีกต่อไปแบบยุคดั้งเดิม

คนไทยยุคนี้กับเชื่อแบบที่เราๆ ท่านๆ ในเว็บบอร์ดทั้งหลายเชื่อกัน และคนชนบท ปีนี้ ก็ไม่ใช่คนชนบทยุคเดียวกับปี 2520 อีกเช่นกัน

ผมจึงยังคงสงสัยอยู่ว่า การทำ ปจว. ครั้งนี้ ทหารจะเอา "อุดมการณ์ทางการเมือง" อะไรที่เหนือกว่า เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร และประชาธิปไตย ที่เป็นค่านิยมพื้นฐาน หรือระบบความเชื่อของคนยุคนี้ เมื่อไม่มีระบบความเชื่อที่เหนือกว่า ไปเปลี่ยนแปลง หรือชักจูงคน การทำ ปจว. ก็เสียเวลาเปล่า

ผมว่าเรื่อง "บุญบารมี" ไม่อาจเป็น "อุดมการณ์ทางการเมือง" ที่เหนือกว่าสิ่งที่ผมกล่าวข้างต้นอีกต่อไปแล้ว คนยุคนี้ไม่ได้เชื่อเรื่องบุญบารมี อะไรมากนัก เพราะแท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ใช่รากฐานของชาวพุทธอย่างแท้จริง เพราะศาสนาพุทธ ที่เป็นรากฐานทางความเชื่อของคนไทย เชื่อเรื่องกรรม มากกว่า

และคนยุคนี้ สามารถเข้าถึงคำสอนของศาสนา ผ่านโรงเรียน หนังสือ หรือตำราต่างๆ มากกว่าที่จะฟังจากพระอย่างเดียว

ดังนั้น ต่อให้ทหาร จัดชุดปฏิบัติการ ปจว. ออกไปทำ ปจว. ในหมู่บ้าน ผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครสนใจ ออกไปดูหนังกลางแปลง หรือดนตรีของทหาร เหมือนกับ ปี 2520 อีกต่อไป จะพูดผ่านหอกระจายข่าว ผมว่าคนก็เอาหูทวนลม เปลืองเวลาชาวบ้านที่จะละครหลังข่าว เพราะยุคนี้คนเข้าถึงโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เน็ตแทบหมดแล้ว

ทหารที่มีแนวคิดแบบนี้คือ ทหารยุคสงครามเย็นปี 1980 โลกทรรศ์ของทหารเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่ประชาชนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ในสังคมที่เจริญแล้ว ทหารไม่ใช่เป็น กลุ่มคนที่มีความรู้มากเพียงพอที่จะชักจูงให้ชาวบ้านเชื่อตามอย่างที่กองทัพต้อ

การได้ กองทัพเป็นสถาบันที่มีความคิดทางการเมืองที่ล้าหลังด้วยซ้ำไป

ปีนี้มันปี 2009 แล้ว ไม่ใช่ปี 1980 แต่อย่างใด

เรื่องนี้ ผมเชื่อมั่นตัวเองอย่างอหังการ์ว่าแค่ผมคนเดียว ก็สามารถโต้แย้งนายทหารทั้งกองทัพได้ และผมไม่เชื่อว่า ทหารพวกนั้นจะมีอุดมการณ์ทางการเมือง หรือสังคมอะไรที่เหนือกว่าผม จนสามารถโน้มน้าวใจประชาชน ให้ยังคงหลงเชื่ออยู่กับแนวคิดดั้งเดิม โดยที่ประชาชนจะยอมยากจนต่อไปได้

ผมเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งว่า "คนชนบท" โดยเฉพาะคนรากหญ้านั้น ไม่ได้รักประชาธิปไตย และไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยอะไรมากมายนัก

แต่ผมไม่กังวลเรื่องแบบนี้

เพราะผมรู้ว่า คนชนบทหรือคนรากหญ้า ลงคะแนนเสียงตาม "ผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับ"

แต่พัฒนาการที่ก้าวหน้ากว่าคือ คนรากหญ้าเรียนรู้ว่า สิทธิในการลงคะแนนเสียง หรือหนึ่งเสียงของเขานั้นมี "ความสำคัญ" และพวกเขาเรียนรู้วิธีการลงคะแนนเป็นกลุ่ม และเลือกเป็นพรรค พวกเขาก้าวข้ามการเลือกเพื่อ ผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาเป็นผลประโยชน์ระยะยาว ที่มากกว่า

ทั้งนี้ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้สอนบทเรียนในภาคปฏิบัติให้แก่คนรากหญ้าอย่างแท้จริง และคนรากหญ้าได้เรียนรู้ไปแล้ว

ดังนั้น หาก "อำมาตยาธิปไตย" และทหาร จะเปลี่ยนใจคนรากหญ้าได้ ต้องเสนอผลประโยชน์ที่สูงกว่า เช่น ความอยู่ดีกินดี สวัสดิการสังคม อาชีพ การรักษาพยาบาลฟรี และการศึกษา แบบที่ทักษิณ เคยทำให้กับคนรากหญ้ามาแล้ว

การไปโปรประกันดา เรื่อง "ความจงรักภักดี" ผมไม่เชื่อว่าจะได้ผลอีกต่อไป ไม่ใช่คนรากหญ้าไม่จงรักภักดี แต่พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีใครคิดล้มล้างอะไร หรือผมไม่คิดว่าพวกคนรากหญ้าจะคิดว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องปากท้องของพวกเขา ดังนั้น อุดมการณ์แบบที่เคยเอาชนะคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถใช้กับคนรากหญ้ายุคนี้ได้อีกต่อไป

ยิ่งพวกเขาดิ้นแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงและไปสู่จุดสุดท้ายเร็วยิ่งขึ้น

ใครจะคิดบ้างว่า หากไม่เร่งกำจัดทักษิณเมื่อสามปีที่แล้ว สถานการณ์ก็ไม่เลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ แบบนี้ หากปล่อยไปอีกสักปีสองปี ทักษิณก็เสื่อมความนิยมลงอยู่ดี ตามนิสัยคนไทย ที่เบื่ออะไรที่ซ้ำซาก

แต่ไปกำจัดทักษิณในช่วงที่เขากำลังโด่งดัง และความนิยมสูง เขาก็เลยกลายเป็น "บุคคลอมตะ" เป็นดาวค้างฟ้า ยากที่จะทำลายได้ แม้แต่จะสังหารเขาทิ้งไป แต่ "คนอมตะในทางประวัติศาสตร์" ย่อมไม่สามารถถูกทำลายได้ ยิ่งพยายามทำลายล้าง ก็จะยิ่งสร้างความศักดิ์สิทธิ์ และชื่อของเขาให้อมตะ มากยิ่งขึ้น

ผู้ที่จ้องทำลายล้างกลับเสื่อมลงไปเรื่อยๆ

ดังที่เราเห็นหลายสถาบันเสื่อมลงไป เช่น ศาล ทหาร และ อื่นๆ ... เป็นต้น

ยิ่งคิดหาวิธีทำลายล้างทักษิณ ก็ยิ่งติดหล่ม จมดินมากยิ่งขึ้น

Tuesday, February 17, 2009

ที่ประชุมรัฐสภาป่วน ฝ่ายค้านยื้อให้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.

ที่มา MCOT News

รัฐสภา 17 ก.พ.-ที่ประชุมร่วมรัฐสภาป่วน จนประธานรัฐสภาสั่งลงมติ หลังฝ่ายค้านยื้อให้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร.

การประชุมร่วมของรัฐสภา ครั้งที่ 3 วันนี้ (16 ก.พ.) ช่วงเย็น มีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีความวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป) รัฐบาล ได้ขอเลื่อนวาระการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ... ขึ้นมาพิจารณาก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค้างพิจารณามานานแล้ว และเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ขณะที่ นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องด่วน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. ... ที่เสนอโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 71,543 คน ขึ้นมาพิจารณา เนื่องจากเป็นเรื่องค้างการพิจารณามานาน ประกอบกับมีกระแสความต้องการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจต่อประชาชน

จากนั้นมีสมาชิกอภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของนายชินวรณ์ และนายไพจิตร มีการประท้วง และขอให้มีการถอนคำพูด เมื่อนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เปรียบเปรยปัญหาและที่มาของรัฐธรรมนูญกับสัตว์ชนิดหนึ่ง และเมื่อมีการให้ถอนคำพูด นายสุชาติ ก็ไม่ยอมถอน ทำให้เกิดการอภิปรายโต้แย้งอย่างกว้างขวาง ในที่สุดประธานได้วินิจฉัยให้ที่ประชุมลงมติ

ที่ประชุมได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 282 ต่อ 18 เสียง เห็นชอบตามที่ประธานวิปรัฐบาลเสนอให้เลื่อนวาระการพิจารณาเรื่องด่วนออกไปก่อน เพื่อพิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา โดยประธานวิปรัฐบาลได้เสนอตั้งกรรมาธิการจำนวน 27 คน เป็น ส.ส.20 คน ส.ว. 7 คน ดำเนินการยกร่างข้อบังคับการประชุมในกรอบเวลา 30 วัน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-17 19:37:30

ไขปริศนาเส้นทางเงิน 250 ล้านบาทจาก"ประชัย" ผ่าน"เมซไซอะฯ" เข้ากระเป๋า 28 บุคคลลึกลับ?

ที่มา มติชนออนไลน์

แม้นายนิพนธ์ บุญญามณี .ส.แบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีจำนวน 250 ล้านบาท ที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยและเจ้าของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด(มหาชน)ยอมรับว่า จ่ายให้แก่บริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อเป็นค่าจ้างโฆษณาในช่วงปลายปี 2547-2548โดยยอมรับว่า คนใกล้ชิดของตนโดยเฉพาะนางมาลี ปัญญรักษ์น้องสาว ได้รับเงินมาจากบริษัทเมซไซอะฯจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจ้างในการทำการตลาดปูนซิเมนต์ ทีพีไอของนายประชัยในภาคใต้ ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบปากคำไปหมดแล้ว


นายนิพนธ์ยืนยันด้วยว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่พรรคฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมานั้น เป็นการจับแพะชนแกะซึ่งมีพยานหลักฐานที่สามารถชี้แจงได้ทั้งหมด


อย่างไรก็ตาม ถ้าดูตามเอกสารที่พรรคฝ่ายค้านอ้างว่า เป็นการโอนเงินจากบริษัท เมซไซอะฯโดยนายประจวบ สังขาว กรรมการผู้จัดการบริษัทและพวก ไปยังบุคคลต่างๆ 75 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2547 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 พบว่า มีการโอนเงินไปยังบุคคลต่างๆ 28 คน เป็นเงินรวม 168,703,290 บาทโดยผู้ที่ได้รับการโอนเงินมากที่สุดคือ

พัชรภรณ์ ติระเลิศพาณิชย์ ได้รับเงินถึง 20 ล้านบาทจากการโอนเงินเพียงครั้งเดียว

รองลงไปคือนายมานพ นาสุวรรณ ได้รับ 19 ล้านบาทเศษจากการโอนเงิน 10 ครั้ง

ตามด้วยนายประมูล หอมหวล ได้รับ 15.943 ล้านบาท จากการโอนเงิน 9 ครั้ง นายปัญญา ประสงค์ ได้รับ 14.605 ล้านบาท จากการโอน 10 ครั้ง นายณั๙พล จิรวิสุทธิกุล ได้รับ 12.607 ล้านจากการโอน 7 ครั้ง

นางมาลี ปัญญรักษ์ น้องสาวนายนิพนธ์ บุญยามณี ได้รับ 10 ล้านบาทจากการโอน 1 ครั้ง, จันทร์จิรา ศรีหบุตร ได้รับ 9.9 ล้านบาทเศา จากการโอน 5 ครั้ง , นายจักรริน พงษ์พันธ์ ผู้ถือหุ้นในบริษัทนายนิพนธ์ ได้รับ 3.1 ล้านบาทเศษ จากการโอน 1 ครั้งลนายนูญ สายอ๋อง ผุ้ถือหุ้นในบริษัท นายนิพนธ์ ได้รับเงิน 3.6 ล้านบาท จากการโอน 2 ครั้ง

นายสวัสดี สังขาว ได้รับ 9 ล้านบาทเศษ จากการโอน 4 ครั้ง, ธิทาภรณ์ ศักดิ์สกุล ได้รับ 7.305 ล้านบาทจากการโอน 3 ครั้ง, รัตติยา ละอองจิปดา ได้รับ 7.2 ล้านบาท จากการโอน 4 ครั้ง

อาภาพร เอกอุรุ น้องสาวนายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ 3.6 ล้านบาทจากการโอน 1 ครั้ง, นายอัฎกร พระธาตุ ลูกน้องนายสมศักดิ์ เอกอุรุ เจ้าของแพปลาและญาตินายประพร ได้รับ 3.6 ล้านบาทเศษ จากการดอน 2 ครั้ง ขณะที่นายสมศักดิ เอกอุรุ ได้รับโอน 1 ครั้ง 1.8 ล้านบาท

นายโชคชัย ศรีดลชัย ได้รับ 3.8 ล้านบาท จากการโอน 2 ครั้ง พรทิพา ได้รับ 1.8 ล้านบาท ,ฐิติมา พูลเพิ่ม 5 แสนบาทเศษ, นายดิเรก ประสงค์ 1.8 ล้านบาท

นายรังสิต สังขาว 1.8 ล้านบาท,รัตน์ พงษ์พันธ์ เกธา 1.2 ล้านบาท ,วิรัล ธาวะนันท์ 1.9 ล้านบาท,นายอนุรักษ์ สังข์กุล 3.6 ล้านบาท ได้รับโอน 2 ครั้ง,สิรินารถ นาทเสวี ได้รับ 1.9 ล้าน สุนทรีย์ ถาวรีย์ ได้รับ 1.8 ล้าน อ่านชื่อไม่ออก ได้รับ 1.8 ล้านเศษ

แต่หลังจาากที่เงินเข้าบัญชีบุคคลเหล่านี้แล้ว นำไปทำอะไรยังไม่มีคำตอบ

"ประพร"เผย"ชวน"สั่งให้โต้ฝ่ายค้านหนักๆปัดรับเงิน250ล้าน

ที่มา มติชนออนไลน์

นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวคนใกล้ชิดรับเงิน จากบริษัททีพีไอ กรณีเงินบริจาคเข้าพรรค จำนวน 250 ล้านบาท ว่า ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนและพรรคประชาธิปัตย์ แต่ นางอาภาภรณ์ เอกอุรุ น้องสาวของตนและนายสมศักดิ์ เอกอุรุ ลูกพี่ลูกน้องของตน ได้รับงานประชาสัมพันธ์ ให้กับบริษัททีพีไอจริง และมีการจ่ายเงินผ่านบัญชีของนายสมศักดิ์ จำนวนประมาณ 10 ล้านบาท แต่ตนไม่รู้สึกกังวล เพราะเป็นการทำงานจริง และไม่ได้โอนเข้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน รวมถึงไม่ได้มีส่วนในเงินนั้นเลย เพราะเป็นส.ส.ภาคใต้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้น ทั้งนี้ได้เข้าชี้แจงต่อดีเอสไอแล้วถึง 2 รอบ และพร้อมจะชี้แจงในสภา


“ล่าสุดนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกไปสอบถามด้วยความกังวล แต่ผมได้บอกไปว่าไม่เป็นห่วง มีข้อมูลและเอกสารชี้แจงพร้อมแล้ว นายชวน ถึงได้บอกว่า ให้ผมตอบโต้กลับไปอย่างหนัก ๆ ดังนั้นก็เจอกันในสภาก็แล้วกัน นอกจากนั้นในวันที่ 18 ก.พ. ผมจะเข้าไปชี้แจงเรื่องนี้ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกฯได้สบายใจว่าตนมีข้อมูลครบถ้วนแล้ว” นายประพร กล่าว

เชื่อ!ใช้ “ผู้ชายดอกทอง” เป็น “นางนกต่อ” ล่อ 'ทักษิณ' กลับไทยจากคำพูดที่ให้มาพิสูจน์ความยุติธรรม 'ยงยุทธ' ตอกย้ำมีคนจ้องฆ่า 'อดีตนายกฯ' จวก! คนอ้างสถา

ที่มา thaifreenews

โดย : NEWS



นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ได้แถลงข่าวตอบโต้คดีชิปปิ้งหมู รวมทั้งนำซีดีเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์ บุกค้นบ้านพักย่านประชาชื่นในช่วงที่มีการปฏิวัติ 19 ก.ย.2549 ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยนายยงยุทธกล่าวว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าตนร้อนตัว กินปูนร้อนท้อง รวมทั้งกรณีที่ทหารระบุว่าภาพในซีดีเป็นของเก่านั้น เหตุการณ์ตอนนั้นไม่มีข้อกล่าวหา แต่ยังทำถึงขนาดนั้น ถ้าหากมีการตั้งข้อกล่าวหา ลองนึกดูว่ามันจะเป็นแบบไหน ตนไม่สนใจข้อกล่าวหาและการตรวจค้น แต่การราดน้ำมันบนกองไฟบ้านเมืองจะเสียหาย ภาพในซีดีดังกล่าวได้มอบให้อดีตนายพลเอก 2 คนที่เกี่ยวข้องกับ คมช.ไปแล้ว ภาพที่นำมาฉายนั้นเป็นเพียงสองตอนจากสิบกว่าตอนที่บันทึกไว้ เมื่อใดกระบวนการยุติธรรมของประเทศกลับมา ความจริงจะปรากฏ สิ่งเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ กุนซือที่ให้ข้อคิดเห็นในการกำจัด ฆ่า ขังคุกนั้น ขอย้ำว่าจิตวิญญาณไม่ตาย มาไล่บี้ไล่ล่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความสงบ แม้สุดท้ายจะตายจากกันก็ตาม

ตอกย้ำมีคนจ้องฆ่า “ทักษิณ”

นายยงยุทธกล่าวอีกว่า ทราบว่าวันที่ 14 ก.พ.พันธมิตรฯจะไปจัดคอนเสิร์ตที่ จ.อุดรธานี ตรงนี้ต้องคอยดูรัฐบาลจะจัดการอย่างไร วันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเขียนประวัติศาสตร์เสื่อมเสียต่อประเทศ โดยไม่พยายามสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติใช่หรือไม่ เพราะขณะนี้เราต้องสร้างบรรยากาศความรักและเข้าใจ ถ้าพยายามแล้วไม่สำเร็จก็ต้องพยายามใหม่ต่อไป หากปล่อยไว้แบบนี้บ้านเมืองจะเสียหายมาก ที่บางฝ่ายถามว่าทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จึงไม่หยุดนั้น เป็นเพราะว่ามันมีกระบวนการจับ ขัง ฆ่า การจะทำให้ประชาชนที่ต่อต้านหยุดและหมดไปได้คือทุกฝ่ายต้องคุยกัน สองวันที่ผ่านมาได้พบเจ้าหน้าที่จากยูเอ็น คุยกันหลายเรื่อง แต่บอกว่าปัญหาการเมืองไทยไม่มีที่ใดในโลกจะช่วยแก้ได้นอกจากคนไทยด้วยกัน แต่บรรยากาศวันนี้มองแล้วมันเป็นไปไม่ได้ คนที่อ้างสถาบันก็อ้วนเอาๆ สุดท้ายประชาชนผอมลง ประเทศเสียหายและเดินไปไม่ได้ “ตอนนี้ยังมีความพยายาม กระทำต่ออดีตนายกฯทักษิณไม่หยุด จะนำตัวมาติดคุกหรือฆ่าให้ตาย ตรงนี้เหมือนราดน้ำมันลงกองไฟ ขอให้หยุดการทำลายฝ่ายตรงข้าม และให้ทุกฝ่ายมาคุยกันดีกว่า”

นายยงยุทธกล่าวด้วยว่า ขอฝาก 4 ข้อไปให้รัฐบาลพิจารณาคือ

1. ประเทศไทยจะหลุดพ้นปัญหา ทุกฝ่ายต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม โดยขอให้กระบวนการยุติธรรมกลับมาสู่ความจริงในสภาวะปกติ
2. รัฐบาลต้องเลิกแข่งขันต่อสู้ทางกายภาพ และหันมาคุยในสาระสำคัญเพื่อให้ประเทศมีทางออก
3. อย่านำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง
4. ขอให้สังคมไทยยอมรับทัศนคติที่แตกต่างกัน