WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 19, 2009

เกาะแน่นตีกินเน้นๆ

ที่มา ไทยรัฐ

เป็นตุเป็นตะ

ในอารมณ์ของคนที่มองเป็นเรื่องงมงาย หัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับคิวที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะญาติผู้พี่ นำเครือข่ายม็อบเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ ทำพิธีทำบุญสืบชะตาและสะเดาะเคราะห์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยมีการเขียนข้อความแปลกๆไว้ที่ฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ “เจ้ามูลเมืองและเจ้าษิณขอคืนอำนาจให้เจ้าชายสิกะ กษัตริย์และมเหสี ขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน”

ขณะที่หญิงวัยกลางคนที่เชื่อกันว่า เป็นร่างทรงพระเจ้ามูลเมือง ได้กล่าวกับกลุ่มคนร่วมงานว่า ชาติก่อนเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา เจ้ามูลเมืองไปทำกรรมไว้ในระหว่างการสู้รบกับพม่า ทั้งฆ่าและนำเงินข้าศึกกลับมา จนกลายเป็นกรรมติดตัวมาจนถึงชาตินี้

จึงเป็นกรรมที่ต้องแก้ด้วยการสร้างบุญบารมี เพื่อชดใช้กรรมในอดีต แล้วอดีตนายกฯทักษิณจะได้กลับเมืองไทยแน่นอน

ระลึกชาติกันได้เป็นฉากๆ

และก็เป็น พล.อ.ชัยสิทธิ์ ที่เปิดเผยกับนักข่าวเป็นเรื่องเป็นราว เหตุที่ต้องทำพิธีสืบชะตาสะเดาะเคราะห์ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณทำกรรมไว้มากในอดีต เพราะเขาเคยเป็นนักรบไปฆ่า ไปปล้นเงิน และนำพระข้าศึกมา จึงมาทำพิธีคืนเงินให้ จะได้หมดเวรหมดกรรม

เชื่อแบบสนิทใจเลย

แต่ก็อย่าลืมรับว่า คนไทยกับไสยศาสตร์แยกกันไม่ออก โดยเฉพาะชาวบ้านต่างจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสาน คนแก่คนเฒ่าที่ยึดมั่นกับภาษิตโบราณ

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

และก็เป็นอะไรที่คิดกันลึกๆ หากมองในแง่ของเกมการตลาด ปั่นกระแส ชิงมวลชน

กับภาพในอดีตที่เชื่อกันว่า “ทักษิณ” คือพระเจ้ามูลเมือง เป็นนักรบที่ไปต่อสู้กับพม่า ทั้งฆ่าและนำเงินข้าศึกกลับมาบ้านเมืองตัวเอง

วีรกรรมหาญกล้า ได้ใจคนไทยชาตินิยม

ที่แน่ๆมันล้อกับภาพของอดีตนายกฯทักษิณในภพชาติปัจจุบันที่ชาวบ้านติดอกติดใจในบทห้าวๆ กล้าคิดกล้าตัดสินใจ คิดไวทำไว เปิดกึ๋นสู้กับฝรั่งต่างชาติ โดยเฉพาะกับผลงานกู้บ้านกู้เมืองจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ดึงเงินจากต่างประเทศไหลเข้าเมืองไทย จนสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ

ทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก

โดยอารมณ์เปรียบเทียบกับรัฐบาลที่ถูกส่งมาจากฝ่ายโค่นอำนาจ ทั้งยุคของ “ขิงแก่” มาถึงคิวของ “มะม่วงบ่มแก๊ส” ที่ถูกปรามาสว่า อ่อนเชิงบริหาร

เก่งแต่เรื่อง “กู้เงิน”

ช็อตลึกๆแบบนี้ อย่าประมาทว่า “เซียนการตลาด” จะคิดไม่ได้

แต่ช็อตตื้นๆที่เด็กอมมือก็ยังอ่านออก กับลีลาของนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกรัฐบาล สายตรง “เพื่อนเนวิน” แถลงออกตัวว่า นายเนวิน ชิดชอบ ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ และเห็นว่าเข้าสภาเมื่อไหร่จะทำให้บ้านเมืองร้อนขึ้น เพราะมีกลุ่มออกมาต้าน รัฐบาลก็เสียเวลาแก้ปัญหาประเทศ

ฟังดูแน่นในหลักการ คิดอ่านมีเหตุมีผล

ถ้าไม่เผลอ เผยอลิ้นไก่ แพลมไต๋ธาตุแท้

“เราคิดกันเรื่องเดียวคือ การแก้ปัญหาประเทศของรัฐบาลให้มากที่สุด และอยู่ร่วมรัฐบาลไปอีกนานแสนนาน”

เกาะขารัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน” แน่นเลย

และก็อย่างที่เห็นๆกัน ล่าสุดบอร์ด ขสมก.ได้ลงมติผ่านร่างทีโออาร์ โครงการเช่ารถเอ็นจีวี 4,000 คันแล้ว คาดว่าจะเปิดขายเอกสารประกวด ราคาเดือนมีนาคมนี้

มีประเดิมแล้วแน่ๆ ทุนหน้าตักค่ายภูมิใจไทย

ขณะที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เด็กเส้นของ “เนวิน” ก็ทุบโต๊ะดังๆ ขอปันส่วนงบฯ 1.4 ล้านล้านบาท ปั่นเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงคมนาคม

ขู่ซึ่งหน้าๆ ถ้าไม่จัดให้ “สีทนไม่ได้แล้ว”

ไหนจะคิวบี้เอาซึ่งๆหน้าของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทุบโต๊ะขึ้นเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แม้ จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นรายการ “ตีกิน” มัดจำหัวคะแนนเสียงล่วงหน้า แต่

“เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ก็ไม่กล้าขัดใจ

กัดฟัน ยกธงเชียร์อีกต่างหาก

และยังมีอีกคิวที่วางโปรแกรมไว้แล้ว โผโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยลอตใหญ่ รองรับการเลือกตั้ง วางกำลังเอื้อประโยชน์พรรคภูมิใจไทย

เสกได้ดังใจ “เนวิน” ถึงได้เกาะประชาธิปัตย์ไม่ปล่อย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ความหิวเงินของ ‘จิ้งเขียว’!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัน์ : ละครชีวิต

โดย อัชฌาวดี

ในอดีตผมมักจะได้ยินคำว่า “จิ้งเขียว” ที่ใช้เปรียบเปรย “พระสงฆ์” กับ “เพศหญิง” หรือ สีกา หรือ อุบาสิกา

หากมีพฤติกรรมอุบาทว์มั่วเพศและต่อมาถูกจับได้ สังคมก็จะประณามกันว่า “จิ้งเขียว” บางคนก็เรียกกันว่า จิ้งเหลือง-จิ้งขาว

เช่น พระยันตระ พระนิกร พระพุทโธ พระอื้อฉาวมั่วสีกาจนถูกจับได้ กลายเป็น "จิ้งเขียว" เผ่นหนีออกนอกประเทศไป
นั่นเป็นการกระทำตั้งแต่อดีตนานเกือบ 20 ปีมาแล้ว แม้ว่าในปัจจุบันจะมีปัญหาเรื่อง พระตุ๊ด เณรแต๋วที่ดูแล้วชวนหดหู่ใจก็ตาม

แต่เรื่อง “กะเทย” นั้นหากเรามองให้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปซะก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนเป็นกะเทยมีอยู่ทั่วทุกวงการ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
แต่ที่เป็นปัญหาสังคม และเป็นปัญหาของประเทศชาติ ก็คือ พวกจิ้งเขียว จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมือง

ทั้ง 3 จิ้งที่ยกตัวอย่างมานี้ต้องเอามาบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชน “คนรักประชาธิปไตย” ทั้งหลายว่ามีพฤติกรรมชั่วช้าเลวทรามอย่างไร

เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องประสบชะตากรรมจนไม่มีแผ่นดินอยู่แบบนี้เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยอมจ่ายเงินให้กับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
พวกจิ้งเขียวไปขอเงินถึง 5,000 ล้านบาท ส่วน จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมืองไปขอเงิน 3,000 ล้านบาท

พี่น้องทั้งหลายน่าจะทราบกันดีนะครับว่าทั้ง จิ้งเขียว จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมือง นั่นหมายถึงใคร มีไม่กี่คนหรอกที่ออกอาการ “หิวกระหาย” จนอออกอาการ “สาวแตก” ขนาดนั้น

หลังจาก นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ออกมาแฉเรื่องดังกล่าวแล้วมีหลายต่อหลายคนออกมาเต้นแร้งเต้นกา กลัวสังคมครหาว่าเป็นหนึ่งใน จิ้งเขียว จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมือง

โดยเฉพาะ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บอกว่า นายประชาพูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่ขอตอบโต้กรณีดังกล่าว

รวมทั้ง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ "เสี่ยตาล" ที่ออกมาบอกว่า รู้สึกขำ และปฏิเสธว่าไม่ใช่ตนอย่างแน่นอน

อันที่จริง ตอนแรกที่อ่านข่าวนี้ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทั้ง พล.อ.สมเจตน์ นายสาทิตย์ ออกมาปฏิเสธหลังจากนายประชาออกมาแฉ
หรือ นักข่าวจาก “สำนักข่าวอัจริยะบ้านพระอาทิตย์” ยัดคำถามใส่ปากบุคคลทั้งสองกันแน่
แต่ที่แน่ๆ ประเด็นนี้ก็ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้วว่าบทบาทของทหาร
ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “รั้วของชาติ” ช่วยดูแลปัญหาชายแดนภาคใต้ เขมร และพม่า ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น

“บทบาท” ของกองทัพไทยในวันนี้ มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ซึ่งประชาชนต่างเอื้อมระอามากยิ่งขึ้นไปทุกวัน
ลดความหิวกระหายลงหน่อยเถิดพวกท่าน อย่ามูมมามจนเกินพอดี ประชาชนล่วงรู้ มันน่าอายครับ!

บุญยอด’5บาปหยุด!อ้างโลกมายา

ที่มา ประชาทรรศน์

* ‘มหาโชว์’เทียบ‘ภิกษุสันดานกา’ถามหาจริยธรรม ส.ส.

“พระมหาโชว์” ถล่มยับจริยธรรม ส.ส. “บุญยอด สุขถิ่นไทย” ระบุข้ออ้างร่วมเล่นหนังเรต R เป็นงานศิลปะ เป็นเรื่องของโลกมายาฟังไม่ขึ้น เพราะหากเป็นศิลปะที่ทำลายความดีงามหรือทำลายคนอื่นก็ไม่ถูกต้อง แค่คนทั่วไปร่วมแสดงก็แย่อยู่แล้ว แต่นี่เป็นถึง ส.ส. ยิ่งต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กและเยาวชน เทียบผลงาน “ภิกษุสันดานกา” ใช้ศิลปะด่าคนอื่นเป็นเรื่องเลวร้าย ด้าน “เชาวรินทร์” ซัดทำสถาบัน ส.ส.เสียหาย แค่เงิน 3 พันบาท ยังยอมรับเล่นหนังอย่างว่า แล้วจะไว้ใจให้ทำงานในสภาได้อย่างไร ขณะที่บุญยอด ยังหลงประเด็นย่ำอยู่ที่เดิมยันไม่ได้แก้ผ้าเล่นหนัง

* ฉะ! ทำเสียภาพลักษณ์ ส.ส. เงิน 3 พันยังร่วมเล่นหนังเรต R

การร่วมแสดงหนังเรต R ของนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาอ้างว่าไม่รู้บทและเนื้อหาสาระของภาพยนตร์ในช่วงตอนอื่นๆ ที่ปรากฏเรื่องราวของการร่วมเพศแบบพิสดารแทบตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรักในสถานที่ที่คนปกติทั่วไปไม่ทำกันอย่างบนขั้นบันได ในโรงพยาบาล หรือแม้แต่เรื่องประหลาดของหญิงสาวที่ชายทุกคนที่มีความสัมพันธ์จะต้องกลายเป็นหมูเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมทางเพศ นั้น

แต่เรื่องราวดังกล่าวก็ยังเป็นประเด็นที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่นายบุญยอด เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ ที่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีกับเยาวชนและคนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นส.ส.ทำงานโดยกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่าภาพยนตร์เรตอาร์เช่นนี้แค่บุคคลทั่วไปมาแสดงก็ไม่ดีแล้ว อย่างกรณี น.ส.อมิตา ทาทา ยัง นักร้อง ที่เคยถ่ายแบบด้วยการนำธงชาติมาห่มตัว นุ่งน้อยห่มน้อย นั่นคือความไม่เหมาะสมต่อสถาบันทั้งสาม

วัฒนธรรมคือสิ่งที่เจริญตา เจริญใจ คนที่จะแสดงออกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ต้องเป็นแบบอย่างให้กับอนุชนและเยาวชน กรณีนายบุญยอด เป็นทั้งรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และดำรงตำแหน่งเป็นส.ส. พรรครัฐบาล การแสดงออกมาจะทำตัวไม่เหมาะไม่สามารถทำได้ จะต้องทำแต่เรื่องดีงามเท่านั้น

การออกมาอ้างว่าเป็นเรื่องของอาร์ต เป็นศิลปะของศิลปิน มันไม่ใช่เหมือนกับตอนมีการวาดภาพภิกษุสันดานกา ภิกษุสันดานหมา ด่าคนอื่นด้วยภาพ ศิลปะไปทำลายคนอื่น กระทบคนอื่นก็เป็นศิลปะที่ไม่มีคุณค่า

“กรณีของบุญยอดที่ออกมาตอบโต้ฟังไม่ขึ้น เหมือนครั้งหนึ่งที่มีข่าวแถวปักษ์ใต้ว่ามีเด็กนักเรียนหญิงไม่ได้ใส่กางเกงในขับมอเตอร์ไซค์ พอมีคนเห็นก็เป็นเรื่อง คือเรื่องอย่างนี้มันไม่ใช่วัฒนธรรม”

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย กล่าวต่อไปอีกว่าคนเป็นส.ส.ต้องปฏิบัติตัวไม่ให้ใครว่าได้ เหมือนประโยคที่ว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ให้มองภาพรวม ไม่ใช่พอจะเอาประโยชน์ก็บอกว่าถูกต้อง มันเป็นอาร์ต แต่ถ้าพอคนอื่นทำก็บอกว่าผิด
ด้านร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้ดูข่าวและได้พูดคุยกับเพื่อนส.ส.ในพรรคเดียวกันบ้างแล้ว ตนเห็นว่านายบุญยอดเองก็ต้องรู้ว่า ทำอะไรในอดีต แค่เงินรับจ้างไม่กี่พันบาทก็ยังรับแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เลย แล้วจะมาเป็นส.ส.รับใช้ประชาชนได้อย่างไร ทำแบบนี้เสื่อมเสียถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

ทั้งนี้นายบุญยอดเอง ก็ต้องทราบอยู่บ้างก่อนที่จะร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ไหนเคยบอกว่ามีจริยธรรมมาโดยตลอดทำไมถึงมาแสดงภาพยนตร์ประเภทเรต อาร์ต่อไปนี้ก็คงจะมีอะไร ๆออกมาอีก

ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวต่ออีกว่า วันนี้ตนก็ยังแปลกใจเมื่อเจอหน้านายนที สุทินเผือก หรือ กรุง ศรีวิไล เพื่อนส.ส. ภายในพรรคเพื่อไทย เดินมายกมือไหว้และกล่าวติดตลกว่า ขอโทษที่ในอดีตเคยแสดงหนังรับบทบาทเป็นผู้ร้ายตามที่หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการกล่าวอ้าง แต่ยืนยันได้ว่าไม่มีการเล่นหนังโป๊แน่นอน

ส่วนกรณีที่นายบุญยอดพยายามลากคนอื่นไปร่วมชะตากรรมด้วยนั้น รศ.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ หนึ่งในผู้ร่วมแสดงและถูกพาดพิงชื่อจากหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ ว่าตนได้รับการติดต่อเป็นนักแสดงรับเชิญ แล้วก็คิดว่าไม่ได้เป็นภาพยนตร์โป๊แต่อย่างใด ภาพยนตร์ได้นำฉายในโรงตามปกติ

ในเรื่องมีคลาวเดีย จักรพันธุ์ เป็นนางเอก ซึ่งตนได้รับบทเป็นพ่อของผู้ชายคนหนึ่งเข้าฉากที่โรงพยาบาลฉากเดียว ที่ตนรับเพราะเห็นว่าก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ไม่ได้มีการแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงในเรื่องเลย

อย่างไรก็ตาม รศ.สุขุม กล่าวว่าเหมือนกับหนังสือพิมพ์ที่มีการนำรูปดาราแต่งตัวน้อยชิ้น แต่ก็ไม่ใช่หนังสือโป๊ ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ให้ข่าวสาร ทั้งนี้ ตนมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร

อย่างไรก็ดี กรณีของ รศ.สุขุม ถูกมองว่ามีความแตกต่างเนื่องจากไม่ใช่บุคคลสาธารณะและไม่ได้เป็นส.ส. กินเงินเดือนประชาชนอย่างนายบุญยอด

ทางด้าน รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อดีตคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่านายบุญยอดอาจจะคิดว่าภาพยนตร์เป็นข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่เคยคิดว่าอาจจะต้องตีแผ่สังคม แต่เผอิญว่าตนเป็นตัวแสดงในนั้น ซึ่งผู้จัดอาจจะคิดว่าการเป็นสื่อมวลชน มาสวมบทบาทสื่อมวลชนนั้นน่าเชื่อถือกว่า

นายบุญยอดเองก็คงเห็นว่าตัวเองเป็นแค่ส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ แต่คงไม่รู้ว่าตัดต่อออกมาเป็นแบบไหน นายบุญยอดคงรู้พล็อตเรื่องคร่าวๆ คงไม่ได้เห็นทั้งหมด

นอกจากนี้ รศ.อรุณีประภา ยังได้กล่าวถึงข้อจำกัดของภาพยนตร์เรตอาร์ว่าเป็นเรื่องที่ไม่นิ่ง บอกไม่ได้ในบ้านเรา แม้แต่กองเซ็นเซอร์ยังไม่มีมาตรฐานเดียวกันเลย แต่ก็ต้องดูบางประเทศแบบนี้ก็ว่าโป๊ บางประเทศก็ว่าไม่โป๊ นั่นก็แล้วแต่วัฒนธรรม

อย่างในประเทศไทยไม่มีเรื่องอะไรนิ่งสักอย่าง กรรมการดูเนื้อหาภาพยนตร์ก็ไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน เรตต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาอาจจะใช้ได้กับภาพยนตร์บางเรื่อง และบางคน เรื่องนี้ก็ไม่แปลกที่จะมีคนเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดี และไม่ดี

ด้านนายบุญยอด ยังคงให้สัมภาษณ์กับผู้จัดการออนไลน์ สื่อค่ายเดิมที่ช่วยรับหน้าเสื่อออกมาตอบโต้ โดยระบุว่า เรื่องนี้ตนจริงจังและเอาจริงกับการฟ้องร้อง โดยจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจากสื่อทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการกระทำที่ละเมิดสิทธิคนอื่น ทั้งนี้ตนถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามเขียนข่าวเหมือนตนทำความผิด เพราะเป็นเพียงการแสดงภาพยนตร์ที่ได้รับเชิญให้ร่วมแสดงเท่านั้น ไม่ใช่ชีวิตจริง

“เมื่อถามหาจริยธรรมของผมในการไปแสดง ผมอยากถามว่าผมทำอะไรผิด ผมแสดงในบทของพิธีกรใส่สูท เครื่องแต่งกายครบถ้วน ไม่ได้แสดงโป๊เปลือยอย่างที่ใครเข้าใจ ถ้าหาว่าผมไม่มีจริยธรรมแล้วนักแสดงคนอื่นที่ผันตัวเองมาเป็นนักการเมืองเคยแสดงหนังมาต้องไปถามเขาหรือไม่ แบบนี้ตัวโกงก็เป็นนักการเมืองไม่ได้ใช่ไหม

ผมยืนยันไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าผมไปเสพยาเสพติดหรือไปมั่วเซ็กซ์สวิงกิ้ง แล้วถูกจับก็มาถามหาจริยธรรมได้ แต่นั่นคือการแสดง คือมายา ไม่ใช่ชีวิตจริง เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเกมการเมืองเท่านั้น” นายบุญยอด กล่าวพร้อมเสริมอย่างติดตลกว่า “วันนี้เพื่อนๆ ในพรรคก็มาถามหาแผ่นว่าไปเป็นเล่นหนังโป๊จริงหรือ มีแผ่นมาให้ดูไหม ซึ่งทุกคนก็ขำ ๆ แม้แต่ท่านนายกฯ ก็มาถามว่าเล่นติดเรตจริงหรือ แต่ทุกคนก็เข้าใจเพราะนี่คือการเมือง

เชื่อจงรักถูกบีบไขก๊อกคดีพธม.จับตา!สายปชป.นั่งคุมคดีแทน

ที่มา ประชาทรรศน์
วิจารณ์แซด 'จงรัก' ไขก๊อกพ้นกรรมการสอบเอาผิดม็อบชั่วพันธมิตรฯ ยึดสนามบินและอีกสารพัดคดี เป็นเพราะโดนการเมืองบีบ หวั่นคดีถูกเตะถ่วงลากยาวจนไม่มีข้อยุติ เหน็บที่ผ่านมาไม่อยากเชื่อน้ำยา 'นายกฯ มาร์ค' เพราะมีแนวทางแบบเดียวกับพวกอำมาตยาธิปไตยสุดโต่ง ทำใจตอนนี้เสื้อแดงกำลังแพ้ทางการเมือง แต่ขอสู้ไม่มีถอย เผยสัญญาณอันตราย ระวัง! ปชป.ส่งตำรวจในอาณัติไปนั่งคุมทีมสอบสวน นักวิชาการชี้หากทำคดีไม่เป็นธรรมบ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่

คดีพันธมิตรฯ บุกทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิที่หลายฝ่ายกำลังจับตาว่าทำไมผลการสอบสวนอืดเป็นเรือเกลือนั้นขณะนี้เริ่มส่อให้เห็นถึงความผิดปกติแล้วเนื่องจากการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่กลุ่ม นปช. เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแสดงออกให้เห็นถึงการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมไม่มีเอนเอียงไม่เป็นพวกใคร

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยกรณี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้ลาออกจากการเป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และ ดอนเมืองว่า เรื่องดังกล่าวตนมองว่า พล.ต.อ.จงรัก อาจจะถูกแรงกดดันทางการเมือง ในการรับภารกิจดูแลคดีการบุกยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ จนไม่มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ที่สุดแล้วจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งและหน้าที่ อีกทั้ง พล.ต.อ.จงรัก คงพิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถดำเนินคดีดังกล่าวได้ตามกำหนดคือ 80 วัน อีกทั้งคดีดังกล่าวก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง และต้องมีความรับผิดชอบในเนื้องานอย่างเต็มที่ จึงคิดว่าทั้งหมดที่กล่าวมาอาจเป็นสาเหตุของการลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้

เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงว่าคดีดังความของกลุ่มพันธมิตรฯจะแตะถ่วงหรือไม่ แกนนำ นปช. กล่าวว่า พวกเรามีความเป็นห่วงอย่างยิ่ง แต่ในเบื้องลึกแล้วไม่เคยคาดหวังกับการทำงาน หรือการเอาผิดกลุ่มพันธมิตรฯจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นที่ทราบดีว่า นายอภิสิทธิ์เป็นสัญลักษณ์ของระบอบอำมาตยาธิปไตย

"ก็คงยากมากนะครับในการปฏิบัติหน้าที่ในการเอาผิดกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ เพราะทุกวันนี้ก็อาจถูกแรงบีบทางการเมือง ก็มีคนของพันธมิตรฯเข้าไปเป็นคณะทำงานในรัฐบาล อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากคนที่นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ก.ตร. อีก มันก็เป็นเรื่องที่เราไม่คาดหวัง แม้เราจะต้องทำใจว่าคดีความต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เราก็ต้องทำใจ เพราะทุกวันนี้อย่างที่ทราบกันดีว่ามีการใช้กฎหมายกันอย่างนี้ มีคนเป็นตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตยอยู่ในรัฐบาล เราในตอนนี้ก็แค่แพ้ทางการเมืองเท่านั้น" นายวิภูแถลงกล่าว

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กล่าวว่า นี่เป็นกลเกมการเมืองที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มักชอบใช้อยู่เป็นประจำ การที่พล.ต.อ.จงรัก ลาออกจากหัวหน้าพนักงานสอบสวน น่าจะเป็นตัวชี้วัดถึงอุปสรรคที่ได้รับจากการไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผนวกกับที่มีการปรับโยกย้ายพนักงานสอบสวน จนอาจจะส่งผลต่อการหาข้อเท็จจริง จนทำให้พล.ต.อ.จงต้องตัดสินใจลาออกในที่สุด และผลสุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์จะต้องส่งคนของตัวเองออกโรงปกป้องพวกพันธมิตรฯอย่างแน่นอน โดยถึงแม้ว่าประชาชนทั่วไปจะเห็นพฤติกรรมชั่วช้าของพันธมิตรฯ ก็ตามที แต่ในการสรุปข้อเท็จจริงก็จะกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้พันธมิตรฯ ลอยนวลอยู่ต่อไป

ทั้งนี้ ตนรู้สึกเป็นห่วงกระบวนการหาความจริงและการดำเนินการเอาผิดกับพวกพันธมิตรฯ จะไม่ได้รับความเป็นธรรม ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นจะส่งผลกับภาพลักษณ์ของประเทศชาติแน่นอน เนื่องมาจากรัฐบาลไม่พยายามนำความยุติธรรมมาใช้ บ้านเมืองขาดหลักนิติรัฐ นิติธรรม นักลงทุนไม่เกิดความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาล นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องความปลอดภัย ใครที่ไหนจะเข้ามาภายในประเทศ ทุกวันนี้สายตานานาชาติเขามองว่าประเทศไทย เป็นประเทศของมาเฟียเถื่อน

ดร.อรัสธรรม พรหมมะ หัวหน้าภาควิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า หากเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนคิดว่าคดีนี้ต้องยืดเยื้อไปอีกแน่นอนเนื่องจากตัวของหัวหน้าพนักงานสอบสวนมีส่วนสำคัญมากในการจัดการรูปคดีไม่ให้แกว่งไปแกว่งมา ฉะนั้นจะต้องจับตาดูว่าใครจะมาสานต่องานตรงนี้ ซึ่งคดีนี้หากมองในแง่การเมืองแล้วจะพบว่ามีอิทธิพลพอสมควร เพราะตั้งแต่เปลี่ยนแปลงรัฐบาลคดีนี้ก็ค่อนข้างล่าช้า

“หากเปลี่ยนตัวจะกระทบต่อรูปคดีแน่นอน เป็นห่วงว่าการสอบสวนจะเป็นอย่างไรถ้าการเมืองยังเข้ามาวุ่นวายแบบนี้ เพราะคดีนี้ต้องตัดสินบนพื้นฐานความชอบธรรม และตามหลักกฎหมายทุกประการ หากไม่เป็นไปตามนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมไทยแบบไม่รู้จักจบสิ้น”

พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เบื้องต้นตนยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยังไม่ทราบข่าวดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ตนเดินทางมาร่วมงานประชุมสัมมนาตำรวจที่จ.ขอนแก่น อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.วัชรพล ยังกล่าวอีกว่า เมื่อเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ แล้วตนจะตรวจสอบกับฝ่ายกองคดีในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง

การ์ตูนมะนาว:เดี๋ยวก็หยุดนับไปเอง

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกมะนาวตูน
19 กุมภาพันธ์ 2552

ไทยอีนิวส์ขอแจ้งข่าวดีแก่แฟนๆของ"การ์ตูนมะนาว" การ์ตูนนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตยท่านหนึ่งว่า ตอนนี้ได้มีการเปิดเวบบล็อกใหม่ชื่อ"การ์ตูนมะนาว"-http://manaotoon.blogspot.comขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ท่านสามารถติดตามอ่านการ์ตูนล้อการเมืองฝีมือของการ์ตูนมะนาวได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ลั่น ไม่พอใจผลสอบสลายม๊อบ ? ? ?

ที่มา thaifreenews

โดย : สายลมรัก

ลั่นไม่พอใจผลสอบสลายชุมนุม 7 ต.ค. [19 ก.พ. 52 - 04:16]

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าววานนี้ (18 ก.พ.) ถึงรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายม็อบวันที่ 7 ต.ค. 2551 ว่า ความจริงโดยปกติไม่มีการเปิดเผยผลการสอบ แต่ได้หารือในที่ประชุม ครม.เพื่อขอมติ โดยได้หารือกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า สามารถเปิดเผยได้หรือไม่ เนื่องจากต้องเป็นไปตามเกณฑ์ และมีการคุ้มครองพยานด้วย เท่าที่ได้อ่านดูคิดว่าไม่มีปัญหาในแง่การเปิดเผย จึงให้นายสาทิตย์ไปดู ไม่จำเป็นต้องนำเข้า ครม.อีกแล้ว ให้เปิดได้มากที่สุดเท่าที่จะเปิดได้ต่อข้อถามว่า รู้สึกพอใจกับผลสอบที่ออกมาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พอใจไม่ได้อยู่แล้ว เพราะคณะกรรมการสอบสวนยังระบุว่าไม่รู้สึกพอใจ คนสอบบอกเองว่าต้องหยุดทำงานเพราะไม่ได้รับความร่วมมือ และได้ส่งผลสอบก่อนที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะหมดวาระ ระบุว่าสอบต่อไม่ได้แล้ว เพราะไม่ได้รับความร่วมมือ และเมื่อรัฐบาลนายสมชายพ้นวาระไป คณะกรรมการสอบสวนก็ต้องพ้นวาระไปด้วย

โยน ป.ป.ช.เล่นงานคนผิด

เมื่อถามว่า ผลสอบมีความสมบูรณ์ในตัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ความสมบูรณ์ในตัวไม่มีอยู่แล้ว เพราะคณะกรรมการไม่ได้รับความร่วมมือ แต่สิ่งที่สามารถสรุปมาได้ในบางเรื่องเช่น การสลายมวลชนต้องมีการปรับปรุงกระบวนการ แต่ใครผิดใครถูกมีความคืบหน้าน้อยมากส่วนจะสอบใหม่หรือไม่นั้น คงไม่ต้อง เพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตั้งคณะกรรมการสอบอีกหนึ่งชุด สรุปสถานการณ์เบื้องต้นแล้วส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ดังนั้นที่จะสอบได้ละเอียดที่สุด ชี้ผิดถูกที่สุดคือ ป.ป.ช.

“สุเทพ” เตรียมนำ ตร.แถลงคดีม็อบ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ สัมภาษณ์ถึงการเปิดเผยผลสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ สลายการชุมนุมบริเวณรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ว่า ยังไม่ดูผลสอบดังกล่าวส่วนจะเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณา อย่างไรก็ตาม ภายใน 1-2 วัน จะนำผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวกับคดีม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดงมาแถลงข่าวให้ทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดี เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ

พันธมิตรฯจี้เร่งสรุปคดีสลายม็อบ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. กลุ่มประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จำนวนประมาณ 20 คนนำโดยนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดที่กล่องเสียงและข้อมือด้านขวาขาด มายื่นหนังสือถึงนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เพื่อให้เร่งรัดไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมดังกล่าว เนื่องจากล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 400 คน จากการปฏิบัติการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังไม่มีการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐแต่อย่างใด จึงขอให้ ป.ป.ช. เร่งสรุปผลการสอบสวน เพื่อจะได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งแก่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตต่อไป

ป.ป.ช.ซัดผู้ว่าฯปล่อยม็อบยำ พธม.

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุม ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดนายสุพจน์ เลาวัณย์สิริ ผวจ.อุดรธานี พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.จ.อุดรธานี กับพวก กรณีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้กลุ่มประชาชนจำนวนมากพร้อมอาวุธหลายชนิดบุกเข้าทำร้ายประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2551 โดยจากการไต่สวนพบว่าในวันดังกล่าวนายสุพจน์ได้เรียกประชุมส่วนราชการภายใต้การกำกับดูแลของ จ.อุดรธานี เพื่อเตรียมความพร้อมการรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มชมรมคนรักอุดรฯที่จะมาชุมนุมที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ โดยมอบให้ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์เป็นผู้ควบคุมบัญชาการปฏิบัติการทั้งหมด พร้อมกำชับนโยบายเด็ดขาด ไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุม แต่ละฝ่ายทำร้ายกัน ซึ่ง พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์มอบให้ พ.ต.อ. ภัทราวุธ เอื้อมศศิธร และ พ.ต.อ.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า และ ให้นายยุทธนา วิริยะกิตติ ปลัดจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ฟัน ผบก.อุดรฯทิ้งหน้าที่ผิดวินัยร้ายแรง

นายกล้านรงค์กล่าวว่า ต่อมาเวลา 15.00 น. ชมรมคนรักอุดรฯ นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา นักจัดรายการวิทยุ ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายอุทัย แสนแก้ว แกนนำคนรักอุดรฯ ได้ปลุกระดมกลุ่มคนรักอุดรฯให้ไปยังสวน สาธารณะหนองประจักษ์ เพื่อขับไล่การเปิดเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยฝ่าแนวป้องกันของตำรวจ พร้อมอาวุธเข้าไปทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรฯ ในสวนสาธารณะ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บถึงบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก ระหว่างเกิดเหตุนายสุพจน์ นายยุทธนาและ พ.ต.อ.บุญลือไม่ได้เดินทาง ไปสถานที่เกิดเหตุเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย พ.ต.อ. ภัทราวุธก็ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ขณะที่ พล.ต.ต. เพิ่มศักดิ์ก็ไม่ใส่ใจติดตามดูแลควบคุมการชุมนุม ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่าการกระทำของนายสุพจน์ นายยุทธนา พ.ต.อ.ภัทราวุธ และ พ.ต.อ.บุญลือมีมูลเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการ ประมาทเลินเล่อ ส่วน พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการ และละเว้นการกระทำใดๆอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง จึงให้ส่งรายงานความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัย

ส่งอัยการฟ้องอาญา “ขวัญชัย-อุทัย”

นายกล้านรงค์กล่าวว่า ส่วนนายขวัญชัยในฐานะเป็นข้าราชการการเมืองที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการ แต่ กลับยุยงส่งเสริมให้กลุ่มคนรักอุดรฯใช้กำลังอาวุธบุกทำร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 สำหรับนายอุทัยมีส่วนร่วมในการปลุกระดมยุยงให้มีการทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของนายขวัญชัย จึงให้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดฟ้องดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป


http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=124187





เอามีดจี้คอ....

อาปืนไล่ยิงคนกลางถนน

ยึดสถานที่ราชการ

ปล้น+ยึดรถเมล์

คดีที่ พธม.ตีหัวหมาด่าแม่เจ็ก หละ

มีอะไรคืบหน้าบ้างหรือยัง

สาวก ปชป. ที่เข้ามาอ่านในเวปนี้ ไปบอกนายเมิงด้วยนะ

วันที่ 24 นี้จะไปเอาคำตอบ





ครอบครัวคนรักทักษิณ ตอน2

ที่มา thaifreenews

ครอบครัวคนรักทักษิณ ตอน2 แก้ไข



วีดีโอชุด ครอบครัวคนรักทักษิณ นี้พี่ pocket และผม รวมทั้งพี่ๆอีกหลายๆคนได้ช่วยกันทำวีดีโอช ุดนี้ขึ้นมา เพื่อสอบถามประชาชนหลากหลายอาชีพและหลากหล ายสถานที่ด้วยตัวของพวกเรากันเอง โดยจะเผยแพร่ออกสู่สาธารณะทางอินเตอร์เน็ท และประชาชนที่สนใจเท่านั้น สำหรับจุดมุ่งหมายที่ดำเนินการจัดทำวีดีโอ ชุดนี้ ก็ด้วยคำที่ว่า "เค้าว่าคนไทยลืมง่าย" เราเลยต้องการสอบถามประชาชนให้มากที่สุดเท ่าที่เราจะทำได้ ว่าประชาชนได้ลืม ดร.ทักษิณ ชินวัตร แล้วหรือยัง เป็นการตอกย้ำให้คนที่คิดจะทำลาย ดร.ทักษิณ และครอบครัว ว่าประชาชนจะยังคงรักและศรัทธา ดร.ทักษิณ อีกจำนวนมาก ขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผ่านการเลือกต ั้งตามกฎกติกาสากล แล้วพบกันใหม่ในวีดีโอ "ครอบครัวคนรักทักษิณ" ในตอนต่อไปครับ

Wednesday, February 18, 2009

พล.อ.ชัยสิทธิ์ วอนยุติโยงพิธีทำบุญแก้กรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เกิดความรุนแรง

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 18 ก.พ.-“พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร” แจงร่วมพิธีทำบุญแก้กรรมให้ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นเรื่องปกติที่มีการกรวดน้ำและแผ่เมตตา วอนยุติเชื่อมโยงให้เกิดความรุนแรง

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปร่วมพิธีแก้กรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้มีกำหนดการมานานแล้ว ส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้อง เพียงแต่บังเอิญเดินทางไปที่ จ.เชียงใหม่ พอดี จึงถูกเชิญให้ไปเป็นประธานในพิธี ซึ่งมีการกรวดน้ำและแผ่เมตตาให้ประชาชนคนไทยทุกคนเป็นมิตร ไม่ให้เป็นศัตรูกัน รวมถึงเจ้ากรรมนายเวร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ

“ความจริงไม่มีอะไร การเดินทางไปครั้งนี้ เขามีการจัดงานอยู่แล้ว ผมจึงกำชับว่า ทำอย่างไรก็ได้ ให้คนไทยรักกันและเทิดทูนสถาบัน ซึ่งการแผ่เมตตา ใครก็ทำกัน เจ้ากรรมนายเวรว่ากันไป ไม่น่ามีปัญหา เพราะไม่ได้สาปแช่งใคร” พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ชัยสิทธิ์ ปฏิเสธว่า ไม่ทราบว่ามีการเขียนชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใส่ลงไปในบาตร เพราะไม่เห็น แต่ถ้ามี ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเขาแผ่เมตตาไปให้

“ไม่เห็นมีอะไร อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะเขาไม่ได้ไปสาปแช่ง เพียงแต่อุทิศส่วนกุศลให้เป็นสุขเป็นสุข เป็นเรื่องปกติแผ่เมตตาธรรมดา” พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าว

ต่อข้อถามว่า ภาพที่ออกมาดูจะรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะมีคนเสื้อแดงมาร่วมงานจำนวนมาก พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า มีการพยายามที่จะโยงกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่ และงานที่จัดขึ้นต้องการให้ประเทศชาติเกิดความสงบ ไม่ทราบว่าทำไมจึงมีคนไปจุดชนวนเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง และว่า หากมัวไปจับประเด็นมาชนกัน รับรองไม่มีทางจบ ประเทศชาติและคนไทยจะเดือดร้อน

“พิธีดังกล่าวดำเนินการอยู่แล้ว เพื่อไถ่โทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำอะไรมา เราตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากไปมองอย่างอื่นช่วยไม่ได้ อยากให้เขียนชื่อผมไปด้วยก็ได้ ไม่มีปัญหา เพราะจะได้ไม่มีเวรมีกรรมกับใคร อยากฝากนักการเมือง อย่าเล่นการเมืองให้มากเกินไป เพราะจะไม่จบ อยากให้ดำเนินการตามธรรมชาติ เอาของจริงมาพูด” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ย้ำ และว่า ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ไหน ไม่ได้พูดคุยกัน แต่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงปลงแล้ว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-02-18 19:20:26

พรรคเนวินสั่งถอยไม่เอากม.นิรโทษฯ

ที่มา เดลินิวส์

ปชป.ขู่ห้ามแตะ250ล.เตรียมซัดคืนฝ่ายค้าน

“ปชป.” ขู่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกรัฐนาวา ระวังเจอไม่ไว้วางใจย้อนศร “เด็กบัญญัติ” ออกโรงแจงยิบเงิน 250 ล้าน ยัน “ปชป.-เครือญาติ” ไม่มีเอี่ยว อ้างเงิน “ทีพีไอ” จ้างทำพีอาร์ล้วน ๆ ฝ่าย “สุเทพ” ลั่นเสถียรภาพรัฐบาลไม่มีวันสะเทือน ฟาก “ภูมิใจไทย” เผย “เนวิน” ค้านนิรโทษกรรม ด้าน “เพื่อไทย” หวังล้มรัฐบาลเดือนหน้า ดีเดย์ยื่นซักฟอก 11 มี.ค. คาดเปิดเวที 26 มี.ค. อ้าง “ตำรวจเสื้อแดง” มีใบเสร็จเงินบริจาคลับลมคมใน “พายัพ ชินวัตร” เสี่ยสั่งลุยหาหลักฐาน “เพื่อนเนวิน” ทุจริตเต็มพิกัด เตรียมเข็น ก.ม.ปลดล็อก 111-109 อีกหน ไม่มีฟอกคดีอาญา ขณะที่ “กกต.” นัดพิจารณาคดี “มาร์ค” พึ่งคนไร้สิทธิตั้งรัฐบาลพรุ่งนี้ ส่อแววรอดเงื้อมือ ก.ม.

“นิพนธ์”ออกโรงโต้ปม 250 ล.

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่รัฐสภา นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชา ธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองเลขาธิการพรรคสมัยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบเงินบริจาค 250 ล้านบาทว่า เป็นการจับแพะชนแกะ เอา 3 เรื่องมาโยงเป็นเรื่องเดียวกัน ที่มาของเรื่อง คือ บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) มาจ้างบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ของนายประจวบ สังขาว ทำโฆษณาให้ทั่วประเทศ ขณะที่นางมาลี ปัญญารักษ์ น้องสาวตน ซึ่งเดิมเป็นเอเย่นต์ปูนของทีพีไอก็รับช่วงทำประชาสัมพันธ์ให้ในโซนภาคกลาง และภาคใต้ โดยรับค่าตอบแทนจังหวัดละ 2 ล้านบาท

อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า แต่มีการนำมาโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์จ้างบริษัท เมซไซอะฯ ทำป้ายหาเสียงในปี 2548 ทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกันเลย และสามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ด้วย ส่วนตัวเลข 250 ล้านบาท เข้าใจว่าเป็นงบประชาสัมพันธ์บริษัททีพีไอทั่วประเทศมากกว่า

ยัน“ปชป.-เครือญาติ”ไม่เกี่ยว

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เพราะระหว่างช่วงปีที่ฝ่ายค้านหยิบยกมา น.ส.สุพัชรี ได้ลาออกจากบริษัทเมซไซอะฯ ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว แต่ยอมรับว่านายสุพัฒน์ ธรรมเพชร บิดา น.ส.สุพัชรี เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทดังกล่าว แต่รับรองได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคแน่นอน ส่วนเรื่องที่โยงถึงนายประพร เอก อุรุ ส.ส.สงขลา ก็เป็นเพราะมีญาติไปรับช่วงทำโฆษณาต่อเท่านั้น ซึ่งทุกคนได้ชี้แจงกับดีเอสไอไว้เป็นหลักฐานหมดแล้ว

ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัททีพีไอโพลีน และอดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่ได้มีการโอนเงินเข้าบัญชีของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แต่อย่างใด รวมถึงไม่ได้โอนเข้าบัญชีของคนใกล้ชิดพรรคด้วย ทั้งนี้จะรอดูว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายในประเด็นใด หากพาดพิงถึงใครให้เสียหาย ก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องได้

“มาร์ค”อ้าง“บัญญัติ”แจงได้

นายนิพนธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวการให้บริษัทเมซไซอะฯ โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวน้องสาวเพื่อเลี่ยงภาษีว่า ขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว สาเหตุที่ต้องมีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของน้องสาว เพราะน้องสาวรับงานประชาสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน และอดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีของน้องสาวของนายนิพนธ์ ซึ่งถูก ระบุว่าเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 250 ล้านบาทว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่จะไปสอบถามกับนายนิพนธ์ว่าเป็นอย่างไร ที่ผ่านมานายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ บอกกับตนว่าถ้าฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจก็พร้อมที่จะชี้แจงและอธิบายเรื่องเงินบริจาคได้ และถ้าเกี่ยวข้องกับตน ๆ ก็จะชี้แจง แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับผู้อื่นหรือสมาชิกในสภาก็คงใช้สิทธิพาดพิงเพื่อชี้แจงได้เช่นกัน

“ชวน”กำชับลูกสะตอสวนกลับ

นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวคนใกล้ชิดรับเงินจาก บริษัททีพีไอว่า ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นางอาภาภรณ์ เอกอุรุ น้องสาวของตนและนายสมศักดิ์ เอกอุรุ ลูกพี่ลูกน้องของตน ได้รับงานประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัททีพีไอจริง และมีการจ่ายเงินผ่านบัญชีของนายสมศักดิ์ ประมาณ 10 ล้านบาท ตนไม่รู้สึกกังวล เพราะเป็นการทำงานจริง และไม่ได้โอนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงตนไม่ได้มีส่วนในเงิน นั้นเลย และตนพร้อมจะชี้แจงในสภา โดยล่าสุดนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกไปสอบถามด้วยความกังวล แต่ตนได้บอกไปว่าไม่เป็นห่วง มีข้อมูลและเอกสารชี้แจงพร้อมแล้ว นายชวน จึงได้บอกให้ตนตอบโต้กลับไปหนัก ๆ และวันที่ 18 ก.พ. ตนจะเข้าไปชี้แจงเรื่องนี้ต่อนายกฯ เพื่อให้เกิดความสบายใจ ทั้งนี้ตนได้เข้าชี้แจงกับดีเอสไอถึง 2 รอบแล้ว

ขู่“ฝ่ายค้าน”ระวังเจอย้อนศร

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุมีข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจทำให้รัฐบาลไม่ตายก็พิการว่า อย่าลืมว่าฝ่ายรัฐบาลก็มีข้อเท็จจริงและหลักฐานที่จะชี้แจงได้อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน ดังนั้นอยากให้สังคมเฝ้าดูว่าข้อมูลใครจะเจ๋งกว่ากัน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษา ธิการ ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับการจัดซื้อชุดนักเรียนว่า ยืนยันว่าการให้เงินสดผู้ปกครองไปซื้อชุดนักเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนเป็นไปตามนโยบายเรียนฟรีของ รัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา และเป็นไปตามรัฐธรรม นูญที่กำหนดให้มีการเรียนฟรี 12 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และรัฐบาลนี้ทำเกินรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ คือให้ถึง 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษา ตอนปลาย

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ รมว. คมนาคม ขู่ว่าถ้าปี 2553 ไม่ได้งบ 1.4 ล้านล้านบาทพรรคภูมิใจไทยจะถอนตัวว่า ขอรับรองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลไม่มีปัญหาจากคนในรัฐบาลด้วยกัน

“ภูมิใจไทย”กั๊กไมตรี“เพื่อไทย”

นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงแนวคิดการเสนอร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติของพรรคฝ่ายค้าน ว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรชะลอเรื่องนี้ และมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาพหลักก่อนดีกว่า เมื่อเศรษฐกิจคลี่คลายและมีทิศทางที่ดีแล้วจะให้นิรโทษกรรมหรือจะปรองดองก็ค่อยมาว่ากันในอนาคต “ไม่ได้หมายความว่าจะตัดทิ้งไปเลย ควรชะลอออกไปเท่านั้น เพราะเรื่องการปรองดองมันต้องปรองดองกันอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องมีกฎหมายก็ปรองดองกันได้”

ส่วนกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ไม่แตะต้องพรรคภูมิใจไทยนั้น รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายทั้งคณะอยู่แล้ว ดังนั้นใครทำอะไรไม่ ถูกก็ต้องโดนอภิปรายทั้งนั้นไม่มากก็น้อย เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านไม่แตะพรรคภูมิใจไทยแสดงว่ายังมีไมตรีกันอยู่ใช่หรือไม่ นายมานิต ตอบว่า “ไม่แตะ แสดงว่าทำงานไม่มีปัญหา”

“เนวิน”ค้าน ก.ม.นิรโทษกรรม

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ได้คุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะที่เป็นกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยที่จะออกร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดอง เพราะจะทำให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะที่ร้อนแรงขึ้น ในขณะนี้ควรที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่อยากให้บรรยากาศกลับไปซ้ำรอยในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ อีกทั้งนายเนวิน ขณะนี้ใช้ชีวิตปัจจุบันอย่างมีความสุข ไม่อยากเข้าสู่การเมืองในเวลานี้ และพร้อมรับคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญจนกว่าจะพ้นโทษแล้วถึงจะตัดสินใจว่าจะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวอีกว่า หากมีการผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ให้กับ 111 และ 109 เหมือนเป็นการก้าวล่วงอำนาจตุลา การ อีกทั้งการที่พรรคเพื่อไทยไม่มีความชัดเจนว่าจะเสนอกฎหมายนี้หรือไม่แสดงให้เห็นถึงความไม่มีเอกภาพ และไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

“พท.”ดีเดย์ 11 มี.ค.ยื่นซักฟอก

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงเรื่องเงิน 250 ล้านบาทว่า ตนยังไม่บอกเลยว่าจะอภิปรายเรื่องอะไร แต่กลับออกมาชี้แจงกันยกใหญ่ ทั้งนี้รับรองได้ว่ามีหลักฐานชัดเจนมากกว่าเรื่อง ส.ป.ก.4-01 ดังนั้นขอให้รอดูมาตรฐานการอภิปรายของฝ่ายค้านว่าต่ำกว่ามาตรฐานอย่างที่รัฐบาลกล่าวหาหรือไม่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 11 มี.ค. และคาดว่าจะสามารถเปิดอภิปรายได้ในวันที่ 26 มี.ค. ขณะนี้พรรคกำลังอยู่ระหว่างการเลือกประเด็นว่าจะโฟกัสไปที่รัฐมนตรีคนใดบ้าง ส่วนที่มีรายงานข่าวว่าพรรคเห็นชอบให้เสนอชื่อ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ คนต่อไปนั้น ร.ต.อ.เฉลิม เป็นคนที่อภิปรายนำและอภิปรายสรุป ดังนั้นจึงถือว่าการเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ตร.เสื้อแดงกุมหลักฐานเงินฉาว

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกจากเรื่องเงินบริจาค 250 ล้านบาท ยังมีเรื่องเงินกองทุนพัฒนาการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับ จำนวน 23 ล้านบาท ที่ถูกโอนเข้าบริษัทเมซไซอะฯ แต่เงินไม่ได้ถูกนำไปใช้เป็นค่าจ้างทำโฆษณาจริง แต่ถูกถ่ายโอนออกไปให้คนใกล้ชิดนักการเมืองพรรคเก่าแก่พรรคหนึ่งหลายเส้นทาง บางคนมีนามสกุลของนักการเมืองชื่อดัง

“เรื่องแดงขึ้นมา เพราะหักหลังกันเอง เมื่อนายประจวบต้องแบกรับภาษี ทุกวันนี้ก็อยู่ลำบาก ต้องไปเป็นผู้จัดการอาบอบนวดแห่งหนึ่ง จึงได้เข้าพบอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยบอกเล่าข้อเท็จจริง นำหลักฐานทั้งที่เป็นสลิป เช็คทุกใบมามอบให้ นายตำรวจคนนั้นก็เป็นหนึ่งในนายตำรวจเสื้อแดง ข้อมูลที่ออกมาจึงไม่เกี่ยวกับดีเอสไอ เราจึงมีหลักฐานครบถ้วนถึงเสียงในสภาจะฆ่าไม่ตาย แต่ข้างนอกกระแสสังคมตายสนิท นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน รอเวลากินเบ็ดแกร็กเดียวก็จบ” แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ระบุ

เล็งเสนอปล่อยผี111-109อีกครั้ง

นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยยังไม่มีมติสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่นายสุรชัย เบ้าจรรยา และนายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ยกร่างว่า ร่างดังกล่าวมีรายละเอียดแตกต่างจากที่ตนยกร่างไว้ โดยร่างฉบับของตนมีเนื้อหาสำคัญเฉพาะเรื่องการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มบ้านเลขที่ 111 และ 109 ซึ่งไม่ใช่ผู้กระทำผิดหรือมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดเท่านั้น แต่จะไม่ไปไกลถึงเรื่องคดีอาญา ในส่วนนั้นต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินต่อไป ไม่เฉพาะกับกลุ่มนักการเมือง แต่รวมถึงคดีของพวกเสื้อเหลือง-เสื้อแดงที่ก่อไว้ด้วย

ส.ส.สัดส่วน กล่าวด้วยว่า ต้องรอดูว่า กระแสสังคมจะตอบรับร่างของนายสุรชัยและนายประเกียรติแค่ไหน หากไปต่อไม่ได้จะนำฉบับที่ตนยกร่างไว้ขึ้นมาเสนอแทน ขณะนี้ได้หารือกับ ส.ส. ของพรรคประมาณ 20 คนแล้วต่างเห็นด้วยกับร่างของตน และเชื่อว่าสังคมจะยอมรับได้

ตั้งเป้าเผด็จศึกรัฐบาลเดือนมี.ค.

ส่วนปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยที่ไม่ค่อยมีเอกภาพนั้น นายนิคม กล่าวว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยขาดผู้นำที่จะร้อยใจ ส.ส.ของพรรคให้เป็นหนึ่งเดียวได้ ทำให้การทำงานในพรรคไม่มีความเป็นเอกภาพ ทั้งที่พรรคการเมืองเป็นที่รวมตัวแทนของประชาชน ดังนั้นพรรคต้องเร่งหาคนที่จะมาร้อยใจ ส.ส.ของพรรคให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้โดยเร็วที่สุด ต้องเป็นคนที่ลงมาคลุกคลีกับสมาชิก และทุ่มเทอย่างจริงจัง มิฉะนั้นอย่าหวังว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลได้เหมือนเดิม จะมาหวังแต่กระแสเสื้อแดงเท่านั้นยังไม่พอ

รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา นายประเกียรติ และนายสุรชัย ได้เริ่มล่าชื่อ ส.ส. เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองฯ แล้ว นอกจากนี้ยังเปิดให้ ส.ส. ลงชื่อเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ พร้อมทั้งการยื่นถอดถอน และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นราย บุคคล ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้วางเป้าหมายว่าจะต้องเผด็จศึกรัฐบาลให้ได้ภายในเดือน มี.ค. นี้

“พายัพ”สั่งจับผิดเพื่อนเนวิน

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสานพรรคเพื่อไทย ได้เรียกประชุม ส.ส.อีสาน โดยกำชับให้ ส.ส. ลงพื้นที่และเร่งขยายฐานสมาชิกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น การจัดอบรมหาสมาชิกเพิ่มเติม การประสานงานเคลื่อนไหวกับองค์กรภาคประชาชนเพื่อขับเคลื่อนพรรคการเมืองต่อไป ขณะที่มาตรการทางสภาก็ต้องทำนโยบายเจาะยาง โดยให้ ส.ส. ช่วยกันหาข้อมูลทุจริตในแต่ละกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งขอให้ ส.ส. ทุกคน อดทนอดกลั้น อย่าไปหวั่นไหวกับเงินทองหรืองบประมาณที่อีกฝ่ายเสนอให้ หรือถูกข่มขู่คุกคาม แต่ขอให้มุ่งตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึก

นายพงศ์พันธุ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลประชุมเน้นหนักไป ที่การวางกรอบการทำงานของ ส.ส.อีสาน ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยแบ่งทีมยุทธศาสตร์ออกเป็น 5 ทีม คือ 1.ยุทธศาสตร์การทำงานในสภา 2.ยุทธศาสตร์กิจกรรมในพื้นที่ 3.ยุทธศาสตร์จัด ทำนโยบายของพรรค 4.ยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพของส.ส. และ 5.ยุทธศาสตร์ติดตาม กำกับการทำงานของรัฐบาล

ส.ส.ภาวนายุบทิ้ง“เพื่อแผ่นดิน”

นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มบ้านริมน้ำ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้แต่ภาวนาขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่พิจารณาคดีใบแดงของนายนพดล พลซื่อ ส.ส. ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อแผ่นดิน ตัดสินให้ใบแดงและมีการยุบพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกภายในของพรรค เพราะ ส.ส. จะได้มีทางออก โดยเฉพาะการหาสังกัดพรรคใหม่ ซึ่ง ส.ส. กลุ่มบ้านริมน้ำทั้ง 4 คน มีความชัดเจนว่าหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก็จะไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการยกมือโหวตก็จะไปในทิศทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน

ส.ส.กลุ่มบ้านริมน้ำ เปิดเผยด้วยว่า ทราบมาว่า ส.ส. ในกลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรค ก็ต้องการจะมารวมกับพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน ได้แก่ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ นพ.วัลลภ ไทยเหนือ นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน นพ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ส.ส.นราธิวาส ขณะที่พล.ต.อ.ประชา แม้ยังไม่ตอบรับแน่ชัด แต่ในอนาคตมีความเป็นไปได้

กกต.เลื่อนถกคดีตั้งรบ.19ก.พ.

ที่สำนักงาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกฯ หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจำเป็นต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน แต่กำหนดไว้เพียงว่า ส.ส. 1 ใน 5 ก็เปิดอภิปรายนายกฯ ได้ แต่ต้องเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ ด้วย และรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ระบุว่าชื่อดังกล่าวต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกฯ ก็ควรเป็นผู้นำฝ่ายค้าน

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่มีผู้ร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายขอการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาลจากนายเนวิน ชิดชอบ ที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองว่า กกต. นัดลงมติกรณีนี้ในวันที่ 19 ก.พ. เนื่องจาก กกต. เพิ่งรับเอกสารการสอบสวนจากอนุกรรมการเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา จึงต้องการเวลาในการศึกษาให้รอบ คอบก่อนลงมติ

“รัฐบาลมาร์ค”ส่อแววรอดบ่วง

นางสดศรี สัตยธรรม กกต. เปิดเผยถึงการพิจารณาสำนวนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า หากผู้ยื่นคำร้องเรียนไม่ยอมเข้ามาสืบพยาน กกต. ก็ไม่สามารถพิจารณาข้อเท็จจริงไปมากกว่านั้นได้ และคงพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายเท่านั้น ซึ่งผู้ร้องได้ร้องตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ และในวันดังกล่าวจะสามารถวินิจฉัยได้เลย เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เห็นว่าการเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคงเป็นไปยาก เพราะกฎหมายไม่เจาะจงให้ห้ามอะไรบ้างนอกจากเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าจะเอาผิดกับผู้ถูกเพิกถอนสิทธิก็คงต้องแก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า เรื่องนี้คงไม่มีประเด็นปัญหาที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก เพราะที่ประชุม กกต. เพียงแค่นำมาแจ้งให้ทราบว่าจะมีการวินิจฉัยในวันที่ 19 ก.พ. นี้ ยืนยันวันดังกล่าวจะลงมติชี้ขาดได้

รัฐสภาดองญัตติแก้รธน.ปี50

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาอาเซียนเรียบร้อยแล้ว นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ได้เสนอให้เลื่อนระเบียบวาระเรื่องการตั้งคณะกรรมา ธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาขึ้นมาพิจารณาก่อน แต่ฝ่ายค้านแย้งว่า ขอให้ที่ประชุมพิจารณาระเบียบวาระเรื่องด่วน คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมที่ประชาชนกว่า 7 หมื่นคนเป็น ผู้เสนอ และค้างมาหลายนัดแล้ว โดยนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญปี 50 มาจากเผด็จการ เปรียบเสมือน “เ-ี้ย” ออกไข่ให้ “หงส์” ฟัก ดังนั้นต้องฟักออกมาเป็น “เ-ี้ย” อยู่แล้ว ส่งผลให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นประท้วง จนนายสุชาติยอมถอนคำพูด ในที่สุดที่ประชุมลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายค้าน จากนั้นประธานจึงได้สั่งปิดการประชุม

ปัจจัยทั้งดันและดึง ดูดต่างด้าวเข้าไทย

ที่มา ไทยรัฐ

แรงงานต่างด้าวที่เข้าประเทศไทย มีแรงผลักจากประเทศของตนเอง และแรงดึงจากประเทศไทย

ด้วยแรงผลักและแรงดึงอันทรงพลัง เป็นเหตุให้แรงงานในประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปี พ.ศ.2552 นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บอกว่ามีประมาณ 7-8 แสนราย

พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมา มีการแจ้งไว้กับกระทรวงมหาดไทยกว่า 1.2 ล้านราย แต่เอาเข้าจริง กลับมา ขึ้นทะเบียนเพียง 5 แสนรายเท่านั้น

ปัญหาเกิดขึ้นว่า ตัวเลขที่หายไปนั้นหายไปไหน

เมื่อจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมายยังสรุปไม่ได้ ตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายก็ยังสรุปไม่ได้เช่นกัน แต่ทราบกันดีว่า มีมากกว่ากันหลายเท่าตัว

ตัวอย่างที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาครเพียงแห่งเดียว นายภาคภูมิ แสวงคำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิรักษ์ไทย ผู้อาสาเข้าไปดูแลเรื่องสุขภาพแรงงานบอกว่า แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายมี 76,057 คน ส่วนที่ผิดกฎหมายประมาณ 200,000 คน

แรงงานต่างด้าวในถิ่นอื่นอย่างตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ แหล่งจ้างงานในจังหวัดเชียงใหม่ ในกรุงเทพมหานคร และที่หาดใหญ่จังหวัดสงขลานั้นอีกไม่น้อย

แรงผลักดันของแรงงานต่างด้าวให้เข้ามายังประเทศไทย แต่ละประเทศมีปัจจัยต่างกันไป

แรงงานพม่ามากเป็นอันดับหนึ่ง

แรงผลักดันชาวพม่าให้ออกมาขายแรง ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองการปกครอง ที่มีการสู้รบกันระหว่างชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆกับรัฐบาล ทำให้ ชาวบ้านทะลักเข้ามาหางานทำ และอีกส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจพม่าตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง

ซ้ำร้ายรัฐบาลเรียกเก็บภาษีแพง มีการจ้างแรงงานน้อย และค่าแรง ถูกอีกด้วย

สภาวะเศรษฐกิจของพม่า นอกจากนโยบายปิดประเทศของรัฐบาลแล้ว ส่วนหนึ่งมีผลมาจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจ

สมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช มีการขู่รัฐบาลพม่าว่า จะรณรงค์ เรียกร้องให้นานาประเทศร่วมกันคว่ำบาตรพม่า หากรัฐบาลทหารไม่ยอมนำประชาธิปไตยกลับคืนมา และปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นอิสระ

สภาพอันแร้นแค้นของพม่า ปรากฏสู่สายตาชาวโลกเป็นระลอกๆ อย่าง จากรายงานของสำนักข่าว S.H.A.N. บอกว่า ตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ ของพม่ามีเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบไปรับใช้แรงงานเพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวเป็นจำนวนมาก

พร้อมระบุว่า ที่พบเห็นเด็กใช้แรงงานมากคือที่เมืองมัณฑะเลย์ โดยเด็กอายุต่ำกว่าสิบขวบเป็นลูกจ้างอยู่ตามร้านอาหารและร้านน้ำชา

ลึกๆ เข้าไปในชีวิตของเด็กเหล่านั้นคือ เด็กบอกว่า พ่อแม่ ไม่สามารถส่งพวกเขาเรียนได้เพราะมีฐานะยากจน จึงต้องพากันออกจากโรงเรียน เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานตั้งแต่ยังไม่เรียนจบชั้นประถมศึกษา ค่าแรงที่ได้รับนั้น ได้คนละประมาณ 100 ถึง 170 บาทต่อเดือนเท่านั้น

ค่าแรงเลขหลักร้อยต่อเดือน เมื่อมาเทียบกับเลขหลักพันหรือหลักหมื่นในประเทศไทย เป็นแรงกระตุ้นให้ชาวพม่าหลั่งไหลเข้ามาได้อย่างไม่ขาดสาย

แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา แรงผลักดันแรงงานกัมพูชาให้เข้าไทยมีหลายประการเช่นกัน ลักษณะภูมิประเทศก็เอื้อให้ไม่น้อย เพราะเรามีชายแดนติดกับกัมพูชาในเขตพื้นที่จังหวัดตราด สระแก้ว สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ตราด และอุบลราชธานี รอยต่อเหล่านี้ เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยง่าย

สภาวะเศรษฐกิจกัมพูชา จากการบริหารงานของคณะรัฐบาลฮุนเซ็น ไม่สู้ดีนัก มีการจ้างงานน้อย ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพกสิกรรม เมื่อพ้นฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตทำให้เกิดการว่างงาน ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งจึงเลือกเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว รายงานว่า ครอบครัวแรงงานเขมรจะเข้ามารับจ้างเกี่ยวข้าวที่บ้านตุ่น อ.อรัญประเทศ แรงงานเขมรจะเดินทางมารับจ้างทำงานฝังไทยเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูทำนาและเก็บเกี่ยวผลผลิต

และยังระบุอีกว่า บางครอบครัวที่มีลูกเล็กเด็กจะเดินทางมาพร้อมพ่อแม่ด้วย พี่ที่โตกว่าจะมีหน้าที่ดูแลน้อง ส่วนพี่ที่มีอายุเกือบสิบขวบ หรือมากกว่าสิบขวบ ก็สามารถช่วยพ่อแม่ทำงานได้

นั่นเป็นภาพชาวกัมพูชาที่เข้ามาขายแรงตามแนวชายแดน ส่วนแรงงานที่ล้ำเข้ามาขายแรงในเมืองกรุงและชานกรุงอย่างนางเนียง อายุ 26 ปี ชาวกัมพูชา อำเภอเปรยธม เขตอ็อดดาร์เมียนเจย ประเทศกัมพูชา บอกว่า ครอบครัวทำไร่ ทำนา มีพี่น้องรวม 6 คน เนื่องจากไม่มีการจ้างงาน และถ้าจ้างก็ราคาถูกมากๆ วันหนึ่ง ได้ค่าแรงไม่ถึง 100 บาท ทำให้คนในครอบครัวถึง 4 คน เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย

พี่สาวคนโตอายุ 30 ปี ทำงานอยู่ที่จังหวัดระยอง พี่สาวอีกคนอายุ 25 ปี ทำงานอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และน้องชายทำงานอยู่ที่มีนบุรีนางบอก

นางบอกว่า งานที่บ้านมีแต่จ้างทำนา ดำนา เกี่ยวข้าว ค่าแรงวันหนึ่ง คิดเป็นเงินไทยได้เพียง 60 บาท แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมี

ลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้านไทยที่มีความใกล้ชิดทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และประเพณี การเดินทางเข้ามาของแรงงานลาวทำได้ง่ายกว่าชาติอื่นๆ เพราะไม่มีกำแพงภาษากั้น แรงผลักดันให้แรงงานลาวเข้าไทยนั้น คล้ายกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ

นางสาวพิน อายุ 44 ปี ชาวแขวงสาละวัน ประเทศลาว ปัจจุบันขายแรงที่ตลาดไทบอกว่า ครอบครัวมีอยู่ด้วยกัน 9 คน มีอาชีพทำนา ในท้องนามีงานเป็นช่วงๆ หลังจากนั้นก็ว่างงาน

การจ้างงานแทบไม่มีเลย ที่บ้านถ้าไม่ได้เป็นพนักงานของรัฐบาลก็จะไม่ค่อยมีงานทำ จะมีบ้างก็น้อยมาก ต้องแย่งกัน สมัครเข้าไปทำ และค่าแรงก็ไม่สูง 1 เดือนได้ประมาณ 4-5 แสนกีบ หรือประมาณ 2,000 บาท แต่ถ้าเป็นงานราชการ 1 เดือนได้ประมาณ 1 ล้านกีบ หรือประมาณ 4,000 บาทนางสาวพินบอก

ส่วนแรงดึงให้คนงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้น มีเหตุและปัจจัยหลายประการด้วยกัน เป็นต้นว่า ค่าจ้างแรงงานแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางเข้าประเทศไทยง่าย งานบางอย่างคนไทยไม่ทำ ทำให้เกิดการขาดแรงงานบางอาชีพอย่างหนัก เท่ากับเปิดโอกาสทองให้แรงงานต่างด้าวหลั่งไหลเข้ามา

อาชีพที่ขาดแรงงานอย่างหนักในปัจจุบันคือประมง

นายมานะ ศรีพิทักษ์ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เพิ่งเปิดตัวเลขแรงงานที่ต้องการว่ามีถึง 100,000 คน ในจำนวน 100,000 คนนี้มีทั้งช่างเครื่องยนต์ คนอวน

แรงงานที่ลงไปทำงานแล้ว ทำงานไปได้ระยะหนึ่ง เกิดต้องการฝึกพัฒนาฝีมือเพิ่มเติมก็สามารถไปฝึกหรือเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรพาณิชยนาวีได้ เพื่อนำความรู้ ประสบการณ์ต่อทางด้านการเรือ หรือลงเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต่อไปได้นายมานะบอก

ลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อให้เดินเข้ามาได้ง่าย ประกอบกับ ความแร้นแค้นในประเทศเป็นตัวดัน และค่าแรงในประเทศไทยเป็นตัวดึง จึงทำให้แรงงานต่างด้าวทะลักเข้าไทย