WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 21, 2009

เผยผลสอบสลายกลุ่มม็อบ 7 ตุลาฯ

ที่มา เดลินิวส์

ไม่มีใบสั่งจากนักการเมืองแต่โยนบาปให้ฝ่ายปฏิบัติ

เผยผลสอบสลายม็อบ 7 ตุลา ชี้อุ้มนักการเมืองรัฐบาล"สมชาย"ไม่เกี่ยวสั่งการสลายม็อบ โยนแพะฝ่ายปฏิบัติเป็นคนสั่ง “สาทิตย์” ระบุผลสอบเป็นคนละส่วนกับข้อมูลของ ป.ป.ช. “สุริยะใส” ชี้ไม่น่าเชื่อถือ ระบุที่มากรรมการไม่ชอบ ซัดตำรวจอย่าเลือกปฏิบัติเร่งคดีพันธมิตร แต่คดี นปช.กลับเฉย “อภิสิทธิ์” ยอมรับสถานการณ์เสี่ยง ย้ำไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง เชื่อทุกฝ่ายให้โอกาสรัฐบาลแก้ไขปัญหาประเทศวอนอย่าสร้างความ รุนแรงหวั่นกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ “ตำรวจ-ทหาร-กทม.” ประชุมร่วมรับมือม็อบเสื้อแดงบุกทำเนียบ ผบช.น.คนใหม่-คนเก่า มั่นใจคุมสถานการณ์ได้ ด้าน “อำนวย” ให้ทนาย ยื่นอุทธรณ์ คดีฟ้อง ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบอีก เมื่อเวลา 07.10 น. วันที่ 20 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเยือนประเทศอินโดนีเซีย ถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีการประเมินช่วงการชุมนุมว่าเป็น 4 วันอันตราย ว่า ในส่วนของการชุมนุมก็ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องบางเรื่องไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการดำเนินคดี ที่รัฐบาลได้ให้มีการรายงานเข้ามาของคดีต่าง ๆ รวมทั้งการปฏิรูปการเมืองรัฐบาลได้เดินหน้าอยู่ ส่วนประเด็นอื่น ๆ เช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวรัฐมนตรี หรือการตัดสินใจของ ตน ก็คงเป็นเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองนั้น ตนได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องต่าง ๆ ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับเรื่องการดำเนินคดี

ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีคิดว่าจะเป็น 4 วันอันตรายอย่างที่มีการประเมินหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็คงพูดกันไป แต่ก็ต้องถือว่าเวลาที่มีสถานการณ์การชุมนุมมันก็มีความเสี่ยง ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลให้เกิดความเรียบร้อย เวลามีการชุมนุมของคนจำนวนมาก ๆ เราก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการดูแลให้เกิดความสมดุล ไม่ให้เกิดความตึงเครียด สำคัญที่สุดคือไม่ให้เกิดความรุนแรง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษากฎหมายได้ด้วย ซึ่งก็ธรรมดาว่าเป็นงานหนักสำหรับเจ้าหน้าที่ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ถือเป็นภาระรับผิดชอบ แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้ได้

“สิ่งที่ผมห่วงที่สุดคือไม่อยากให้มี ความรุนแรงและไม่อยากให้ประเทศเสียภาพลักษณ์ เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เราพยายามทำมาเกือบ 2 เดือน ก็ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ ต่างประเทศก็ให้ความมั่นใจมากขึ้นดังนั้นจึงอยากขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง อย่าให้ประเทศเดินถอยหลังกลับไปเป็นสถานการณ์ในช่วงปีที่แล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ขอทุกกลุ่มให้โอกาสบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่มีรายงานว่า ขณะนี้มีแกนนำและมีการขนประชาชนไปเตรียมการชุมนุมที่หัวหินระหว่างการประชุมอาเซียนซัมมิท นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าชุมนุมอยู่ในกรอบปกติของสังคมประชาธิปไตยก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าหากมีความรุนแรงหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม ก็จะเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งตนคิดว่าขณะนี้ทุกคนก็มีความวิตกกังวลกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ตัวเลขการส่งออกก็บ่งบอกชัดว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมันรุนแรงมาก ประชาชนก็จะเริ่มมีปัญหามากขึ้นในเรื่องเศรษฐกิจ จึงอยากให้ทุกฝ่ายให้โอกาสกับ บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น เมื่อถามว่าจะมีการเจรจากับทางแกนนำกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้เจาะจงไปยังกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่อยากให้ทุกกลุ่มให้โอกาสกับบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และรัฐบาลก็จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อาจมีบางฝ่ายต้องการรุนแรง

ต่อข้อถามว่าทางการข่าวมีรายงานหรือไม่ ว่ามีความพยายามที่จะเคลื่อนไหวให้เกิด ความรุนแรง เพื่อให้ผู้นำต่างประเทศที่จะเดินทางมาร่วมประชุมอาเซียนซัมมิทเกิดความวิตก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อาจจะมีบางคนบางฝ่ายวางเป้าหมายไว้ แต่ตนเชื่อว่าไม่ใช่ความต้องการของคนส่วนใหญ่ ขณะนี้ทุกคนต้องการให้ทุกอย่างมีความเรียบร้อยประเทศไทยได้รับความเชื่อถือและเชื่อมั่น เดินหน้าในการแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้คิดว่ารัฐบาลจะสามารถดูแลได้ และขณะนี้ทุกประเทศก็ยังยืนยันที่จะเดินทางมาร่วมประชุม และตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปก็จะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีตลอดทั้งสัปดาห์ อีกทั้งก็ได้มีการนัดพบปะแบบทวิภาคี ระหว่างตนกับประเทศผู้นำทุกประเทศที่ตนยัง ไม่ได้เดินทางไปเยือน หรือยังไม่มีโอกาสพบแบบทวิภาคี ก็ได้รับการยืนยันมาทั้งหมด เมื่อถามว่าแนวคิดที่จะจัดเวทีให้มีการแสดงออกของกลุ่มผู้ชุมนุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงจะต้องดูว่ามีการเคลื่อนไหวและการชุมนุมในลักษณะใดก็จะมีการบริหารจัดการให้เหมาะสม

“สาทิตย์” ยันจัดการทำตาม ก.ม.

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 24 ก.พ. นี้ ว่า เข้าใจว่าหลายฝ่ายคงวิตกกังวลกับการชุมนุม ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์มาก่อนหน้านี้ว่า ในวันดังกล่าวจะมีประชาชนมาชุมนุมจำนวนมากพอสมควร ซึ่งรัฐบาลมีจุดยืนการชุมนุมถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าผู้ชุมนุมบุกรุกสถานที่ราชการก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และได้เตรียมในส่วนของตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่าถ้าผู้ชุมนุมบุกเข้าทำเนียบจะเข้าจับกุมแกนนำทันทีหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่มีขั้นตอนในการทำงาน โดยจะยึดถือ 2 หลัก คือ ยึดตามคำสั่งศาลปกครอง และ ยึดตามหลักสากล ทั้งนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านความมั่นคง ได้ประสานกับตนว่าจะขอพื้นที่สื่อให้ ผบช.น. ได้ชี้แจงขั้นตอนการทำงานของตำรวจถ้าจะต้องดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง โดยในวันนี้ตนจะประสานไปทาง บช.น.ว่าจะสามารถชี้แจงได้เมื่อไหร่ คาดว่าจะเป็นวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. เบื้องต้นเนื้อหาจะเป็นกรอบความรับผิดชอบของตำรวจ และขั้นตอนการทำงานหากมีความจำเป็นที่ต้องจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมจะมีขั้นตอน วิธีใดบ้าง ซึ่งลำดับแรกคือต้องใช้การเจรจาก่อนทุกครั้ง

ใช้ เอ็นบีที เป็นแกนหลักชี้แจง

ผู้สื่อข่าวถามว่ารูปแบบการชี้แจงจะเป็นการแถลงข่าวเพียงอย่างเดียวหรือออกทีวีพูล นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตรงจุดนี้จะให้มีการแถลงข่าวและเชิญสื่อร่วมรับฟังและซักถาม จากนั้นจะประสานไปทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ในการชี้แจงเป็นหลัก ซึ่งคงไม่ถึงขั้นทีวีพูล ขั้นต้นจะแถลงข่าวก่อนปฏิบัติงานว่ามีขั้นตอนอย่างไร ที่สำคัญคือการไม่ใช้ความรุนแรงและไม่ใช้อาวุธหนัก ส่วนเหตุการณ์ต่อ ๆ ไปก็คงต้องพิจารณาไปตามขั้นตอน เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์ความรุนแรง และมือที่สามไว้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณความรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล อย่างไรก็ตามที่มีข่าวว่าคนเสื้อแดงหลายกลุ่มจะเดินทางไปชุมนุมบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่จัดประชุมอาเซียนซัมมิท เพื่อแสดงออกให้นานาชาติได้รับรู้ เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงต้องดูความเรียบร้อยอีกครั้ง

ต่อข้อถามว่าในส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงทางรัฐบาลได้พูดในประเด็นนี้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับการติดต่อจากคนเสื้อแดงจากการทวงถามข้อเรียกร้อง 4 ข้อ แต่ทางคนเสื้อแดงจะประสานมา ทาง นายสุเทพหรือไม่ตนยังไม่ทราบ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะให้มีการเจรจาพูดคุยกันมากที่สุด ถ้าฝ่ายเสื้อแดงต้องการเจรจาก็สามารถยื่น ข้อเสนอมาได้ตลอดเวลา

ผลสอบสลายม็อบไปดูเองได้

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ตึกนารีสโมสร นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบวันที่ 7 ตุลา 2551 ว่า เนื้อหารายงานฉบับนี้เป็นการดำเนินงานในสมัยรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็น นายกรัฐมนตรี ดังนั้นข้อเท็จจริงและความเห็นต่าง ๆ จึงเป็นความเห็นของคณะกรรมการก่อนหน้าที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์จะเข้าไปดำเนินการ สรุปเป็นเอกสาร 3 กล่อง 11 แฟ้ม 2,289 แผ่น ซึ่งรายงานทั้งหมดจัดเก็บอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ชั้น 2 ตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ประชาชน หรือผู้สนใจสามารถติดต่อขอดูข้อมูลดังกล่าวได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ยกเว้นข้อมูล 2 ส่วน คือเอกสารที่ระบุชื่อพยาน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูล และเอกสารที่เป็นแผนปฏิบัติการของหน่วยราชการที่ตีตราลับมาก สำหรับผู้ไม่มาให้ปากคำ จาก 199 คนมีผู้มาให้ปากคำเพียง 72 คน รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คนอาทิ 1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี 2.นายชูศักดิ์ ศิรินิล 3.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 4.นายชัย ชิดชอบ 5. นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ 6.นายวิทูร พุ่มหิรัญ 7.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช และคนอื่น ๆ ส่วนข้าราชการประจำไม่พบว่า ผบ.ตร.ให้ปากคำ มีเพียง รอง ผบ.ตร.ในขณะนั้น

ไม่มีข้อสรุปเป็นการให้ปากคำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการสรุปรายชื่อผู้สั่งการให้ใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า มีการอ้างถึงว่าเป็นการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการขณะนั้น รวมทั้งพยานจากฝ่ายตำรวจเองก็ยืนยันว่าไม่มีการสั่งการจากฝ่ายการเมือง ตอนหนึ่งในเนื้อหามีพยานระบุว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมจะไปสอบสวนคงต้องไปสอบสวนบนพื้นฐานข้อเท็จจริง เพราะรายงานได้กล่าวไว้เพียงเท่านี้ ซึ่งพยานได้เล่ารายละเอียดไว้ชัดเจนว่าก่อนเกิดเหตุช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. ได้ชี้แจงลักษณะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และการเตรียมยิงแก๊สน้ำตาของตำรวจ เรื่องนี้สามารถไปดูได้ในรายงาน

ต่อข้อถามว่าในรายงานได้ระบุถึงการเสียชีวิตของ พ.ต.ท.เมธา ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ ไว้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า มีการพูดถึงลักษณะ สภาพศพ สภาพรถที่ระเบิด เมื่อถามว่ามีการรายงานถึงผลการประชุมครม.นัดพิเศษในคืนวันที่ 6 ต.ค. ไว้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในคืนวันดังกล่าวได้มีการระบุไว้ชัดเจนว่า ในวันประชุมดังกล่าว ครม.มีแนวทางการ หารือออกมาเป็นอย่างไร และระบุชัดว่ามอบหมายใครเป็นผู้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้ให้ปากคำกับกรรมการสอบสวนและเนื้อหาสอดรับผลประชุม ครม. อย่างไรก็ตามมีการตั้งประเด็นเรื่องความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง และเจ้าหน้าที่ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในที่สุดจะไม่มีข้อสรุปเพราะเป็นเพียงการให้ปากคำของฝ่ายต่าง ๆ

“สุริยะใส” ไม่เชื่อถือผลสอบ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ กล่าวถึงผลการสอบสวนกรณีเหตุการณ์ 7 ตุลา โดยคณะกรรมการฯ ที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นคนแต่งตั้งและระบุว่าไม่สามารถเอาผิดใครได้นั้น ว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าสามารถระบุคนผิดได้ นายสมชายก็คงไม่ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง จุดยืนของพันธมิตรฯ ไม่ยอมรับคณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเข้าข่ายมีส่วนได้เสียเพราะผู้ลงนามคือนายสมชาย ถูกกล่าวหาว่าสั่งการให้มีการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม ซึ่งผลสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้นในช่วงที่มีการสอบสวนแกนนำพันธมิตรฯ จึงไม่ไปให้การกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพราะเท่ากับไปสร้างความชอบธรรมให้กับความไม่ชอบธรรม จึงไม่แปลกที่ในรายงานการสอบสวนเป็นการให้ข้อมูลจากตำรวจฝ่ายเดียว และกลุ่มบุคคลที่ไป ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการก็ไม่รู้ว่าจัดตั้งมาหรือเปล่า ซึ่งกรรมการสอบสวนหลายคนก็รู้ตัวดีอยู่แล้วว่าทำงานต่อไปไม่ได้ จึงสรุปรายงานการทำงานต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่รายงานสรุปผลการสอบสวนแต่อย่างใด

จวกตำรวจอย่าเลือกปฏิบัติ

นายสุริยะใส ยังตั้งข้อสังเกตถึงการเตรียม ออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ อีก 21 คนว่า คงเป็นการออกหมายจับเพิ่มเติมจาก 9 แกนนำที่โดนข้อหากบฏก่อนหน้านี้ ซึ่งทางพันธมิตรฯก็จะยื่นเรื่องคัดค้านการออกหมายจับทันที เหมือนช่วงที่ 9 แกนนำโดนมาก่อนหน้านี้ และทำไมถึงไม่มีการออกหมายเรียกจู่ ๆ ก็จะออกหมายจับ ทั้ง ๆ ที่แกนนำหรือผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดีในนามพันธมิตรฯ ไม่มีใครหลบหนีไปไหนเพราะเรายืนยันจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งนี้ตนค่อนข้างแปลกใจทำไมทางตำรวจให้ความสนใจกับคดีพันธมิตรฯฝ่ายเดียว ในขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับแกนนำ นปช. และคนในเครือข่ายระบอบทักษิณไม่เห็นตำรวจรายงานให้ประชาชนทราบว่าถึงไหนแล้ว ทั้ง ๆ ที่หลายคดีเป็นคดีสำคัญร้ายแรงและก่อเหตุก่อนที่พันธมิตรฯ จะมาชุมนุมอีกด้วยซ้ำแต่กลับเงียบหายไป เช่น คดีบุกบ้านสี่เสาฯ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของแกนนำ นปช. หรือแม้แต่คดีที่คนของพันธมิตรฯ ถูกทำร้ายร่างกายในหลายจังหวัดและได้ไปแจ้งความไว้ตาม โรงพักต่าง ๆ กลับไม่มีความคืบหน้าเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่อย่าได้เลือกปฏิบัติ

“เทพไท” จี้ สตช.ประสานจีน

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส. พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกาะฮ่องกงว่า ประเทศจีนมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนมายังประเทศไทย จึงเป็นหน้าที่ของ 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องประสานไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) และกระทรวงการต่างประเทศ แต่จากการสอบถามไปยัง สตช.พบว่า ยังไม่มีการดำเนินการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยเลย และขอเรียกร้องไปยังพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าขอให้ยุติการอยู่เบื้องหลังของกลุ่มที่เคลื่อนไหว ทั้งนี้การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มาอยู่ที่เกาะฮ่องกงคงเป็นเพราะสามารถสื่อสารและไปมาหาสู่กับสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้สะดวก เพราะอยู่ใกล้กับประเทศไทย และขอให้กลุ่มเสื้อแดงเว้นวรรคความเคลื่อนไหวสักระยะ และใช้ดุลพินิจ เพราะหากเคลื่อนไหวในช่วงนี้ จะสร้างความเสียหายต่อประเทศ

ด้าน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ระบุว่ารัฐบาลไม่กล้าเปิดเผยผลสอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพราะผลสอบพบมีสารซีโฟร์อยู่ในศพ น.ส.อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้อง โบว์ว่า ขอประณามความพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อใส่ร้าย นายณัฐวุฒิ ควรระอายใจแก่ญาติและผู้เสียชีวิต เพราะที่ผ่านมามีรองโฆษก สตช.เคย ออกมาระบุว่าน้องโบว์หนีบระเบิดที่พกมา ทำให้ระเบิดใส่ตัว และได้ออกมาขอขมาญาติของน้องโบว์ไปแล้ว ดังนั้น นายณัฐวุฒิ ควรสำนึกและควรเยียวยาแก้ไขการกระทำของตัวเองด้วย

ตำรวจ-ทหาร ประชุมรับมือ

เมื่อเวลา 14.30 น. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ท. วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.คนใหม่ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ควบคุมสั่งการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยการชุมนุม เรียกประชุมนายตำรวจระดับ รอง ผบช.น. ผู้บังคับการตำรวจนครบาล (ผบก.น.1-9) ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.ตปพ.) วางแนวทางปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ชี้แจงทำความเข้าใจแผนปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช.ร่วมกับผู้แทนจากกองทัพ แม่ทัพภาคที่ 1 ตัวแทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ปลัด กทม.พร้อมคณะทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงเข้าแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร อย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นมี อดีต ผบช.น.และ ผบช.น.คนใหม่ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคู่กัน

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ตำรวจมีมาตรการ ดำเนินการอยู่แล้ว และพร้อมปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อยผู้ชุมนุมตลอดเวลา โดยเชิญ พล.ต.ท.วรพงษ์ ผบช.น. คนใหม่เข้ารับฟังแผนปฏิบัติด้วย เพื่อให้สามารถสานต่องานได้ในทันที เพราะการดูแลผู้ชุมนุมนั้น เป็นภารกิจสำคัญของตำรวจนครบาล ซึ่งในทางปฏิบัติตำรวจยังคงยืนยันไม่ใช้ความรุนแรง เน้นการเจรจา ดำเนินการไปตามขั้นตอนหลักสากล ส่วนการเปลี่ยน ผบช.น.นั้นไม่มีผลต่อการทำงาน เพราะผู้ปฏิบัติเข้าใจแผนงานอยู่แล้ว และตามมารยาทคงต้องเป็นหน้าที่ของ ผบช.น.คนใหม่ที่จะให้ข่าวต่อไป แต่หากผู้บังคับบัญชาระดับสูงเห็นควรให้ตนเองมาช่วยดูแลม็อบเสื้อแดงก็ยินดี

“อำนวย” ยื่นอุทธรณ์ฟ้อง ป.ป.ช.

ที่งานอุทธรณ์-ฎีกา ศาลอาญา พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ ยื่น อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลอาญารับฟ้องคดีไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะรวม 9 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีมีมติแต่งตั้ง นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.และโจทก์ ฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ สั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 ทั้งที่มีการฟ้องคดีอยู่ในศาลแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลอาญา มีคำพิพากษายกคำฟ้องไปเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา

ศาลอาญารับคำฟ้องไว้พิจารณา เพื่อมีคำสั่งต่อไป.

นิรโทษกรรม

ที่มา เดลินิวส์

เป็นไปตามคาด พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ที่จะนิรโทษกรรมให้คนในบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลพวงจากคดีต่าง ๆ ของการ ปฏิวัติ 19 ก.ย. 49 คว่ำไม่เป็นท่า

ตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งไข่

แค่คิดง่าย ๆ ขนาดพลังประชาชนเป็นปึกแผ่น ยังเข็นไม่ได้ แล้วแตกเละจนเป็นเพื่อไทยขณะนี้จะไปได้หรือ ยังไม่นับ ประชาธิปัตย์ กับเสื้อเหลืองขาประจำที่ต้านสุดชีวิต

ถึงจะมีความพยายามใหม่ คืนสิทธิการเมืองเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ร่วมกระทำผิด แต่ผู้ที่โดนคดีอาญาไม่เกี่ยว พูดง่าย ๆ ลอยแพนายใหญ่ ก็ยังยากอยู่ดี

เพราะนักการเมืองก๊อบปี้ 2 ก๊อบปี้ 3 ล้วนกำลังเสวยสุขกับอำนาจและบารมี เรื่องอะไรจะปลดปล่อยพวกก๊อบปี้แรก ให้กลับมาเป็นพยัคฆ์เสียบปีก แย่งเก้าอี้ตัวเองให้โง่หรือ

สำหรับแม้ว อย่างที่บอก ต้อง (กล้า ๆ) เข้ามาติดคุก หากเอาแต่ร่อนเร่ โอกาสที่จะได้กลับประเทศ คือเป็นเถ้ากระดูก จะทำพิธีสืบชะตา แก้กรรมยังไงก็ไม่หมด

กรรมหนักคือตัวเองนั่นล่ะ ยังไม่รู้ตัวอีก เอาแต่หลอกตัวเองว่า คนยังเรียกร้องให้กลับมาเป็นนายกฯ ทั้งที่เรื่องนี้จบแล้ว แต่หากอยากกลับเล่นการเมืองต่อจริงต้องมาติดคุก

อย่างน้อยยังเรียกคะแนนสงสารได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่นั่นละ เห็น พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตแกนนำ คมช. ออกมาค้าน พ.ร.บ.นี้หัวชนฝา ยกเหตุผลหนึ่งว่า เป็นการแทรกแซงอำนาจยุติธรรมของบ้านเมืองแล้ว

บอกตรง ๆ ตลกมากเลย !!!

ถามหน่อยเหอะ ตอน คมช. ลากรถถังออกมายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับประชาชนอย่างแท้จริง และยังเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศทิ้ง ชนิดไม่ไยดีเลยน่ะ

ไม่ได้แค่แทรกแซงอำนาจยุติธรรมนะ แต่เข้าขั้นทำลายระบบนิติธรรม นิติรัฐ กันเลย

ที่ออกมาพูด จึงเป็นการพูดเอาแต่ได้ข้างเดียว ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง แถมเป็นหนักยิ่งกว่า

เหนืออื่นใด ทำไม คมช.ยึดอำนาจเสร็จ ต้องเขียน ม.309 นิรโทษกรรมให้ตัวเองชนิดน่าเกลียดน่าชังอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ให้นิรโทษกรรมความผิดในอดีต ปัจจุบัน รวมทั้งที่จะเกิดในอนาคต

อย่างนี้ไม่แทรกแซงอำนาจยุติธรรมเลยสินะ !?!

เก่งจริง ทำไมไม่เปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องกลับบ้างเล่า ไปพิสูจน์ตัวกันตามกระบวนการยุติธรรมอย่างนักการเมืองบ้างสิ จะได้เป็นบรรทัดฐานว่า

คนที่ลากรถถังออกมาล้มรัฐบาลเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ควรจะได้รับโทษทัณฑ์ยังไงบ้าง

นักการเมืองสามานย์สมควรถูกลงโทษ แล้วพวกทำลายประชา ธิปไตยล่ะ ทำไมยังลอยนวลอยู่ได้

ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหน หรืออยู่ที่ใคร “มีปืน” อย่างนั้น ใช่หรือไม่ ???.

ดาวประกายพรึก

ดึงสถาบันพระปกเกล้านำปฏิรูปการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

ความคืบหน้าในการปฏิรูปการเมือง เมื่อเวลา 07.30 น. วานนี้ (20 ก.พ.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้คุยกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ผู้แทนราษฎร และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน ถึงความคืบหน้าในการ ปฏิรูปการเมือง โดยได้ทำหนังสือถึงสถาบันพระปกเกล้าให้สภาสถาบันพระปกเกล้าพิจารณาความเป็นไปได้ที่ จะเป็นแกนในการดำเนินกระบวนการปฏิรูปการเมือง หมายถึงกรรมการสถาบันจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะสามารถทำงานนี้ได้หรือไม่ หากทำแล้วจะทำรูปแบบใด มีกลไกกรรมการดำเนินการ ใช้เวลาเท่าไหร่ เพื่อนำข้อเสนอต่างๆ ประเด็นใดบ้างที่จะครอบคลุม ซึ่งประธานวิปฝ่ายค้านเห็นว่าน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสม คิดว่าจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างฝ่ายต่างๆ

“อภิสิทธิ์” ตั้งเป้าเสร็จในรัฐบาลนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่จะให้เสนอผ่านกระบวนการปฏิรูปการเมืองใช่ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ได้คุยกับฝ่ายค้านให้ใช้ช่องทางนี้ในการนำเสนอความคิดต่างๆ เพราะหลักที่อยากเห็นคือหากสถาบันรับดำเนินการ สถาบันจะต้องเชิญฝ่ายต่างๆเข้าร่วม เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าก็ระบุว่า แนวทางดำเนินการต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ถือเป็นเรื่องของฝ่ายค้านจะไปพูดคุยกันภายใน หากคิดว่าแนว ทางนี้เหมาะสม เมื่อถามว่าถ้าตกลงกันได้จะต้องประกาศหรือทำสัญญาร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า หากทุกอย่างตกลงกันได้ ถือว่าการพูดจาผ่านสาธารณะก็เพียงพอ ต้องให้เกียรติซึ่งกัน และกัน ส่วนที่นักวิชาการตั้งคณะกรรมการศึกษาปฏิรูปประเทศไทยคู่ขนาน อย่างคณะของ นพ.ประเวศ วะสี นักวิชาการชื่อดังนั้น ก็ได้รับทราบและติดตาม ขึ้นอยู่กับสถาบันพระปกเกล้าว่าประเด็นมากน้อยแค่ไหน หากทำหลายเรื่องมากเกินไป ใช้เวลานานเกินไป จะเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหา เมื่อถามว่าเวลาที่เหมาะสมคือเมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ให้คณะกรรมการพิจารณา พยายามไม่ไปชี้นำ และถือว่าให้องค์กรมีความเป็นกลางเชิญทุก ฝ่ายมีส่วนร่วม ต้องพยายามให้สำเร็จภายในรัฐบาลนี้

“ชัย” รับลูกพร้อมชงเข้าที่ประชุม

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงข้อเสนอของนายกฯให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปการเมืองว่าเห็นด้วย เพราะสถาบันพระปกเกล้าประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขา และมีอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายคนรวมอยู่ด้วย อาทิ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ นายวิษณุ เครืองาม และยังมีทั้งฝ่ายที่เป็น เสื้อแดงและเสื้อเหลืองร่วมด้วย หากรัฐบาลทำเรื่องขอมา ก็พร้อมจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้าให้วินิจฉัยว่าจะรับเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่ ถ้าเสนอมาเร็วก็อาจนำเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้าวันที่ 9 มี.ค.นี้ทันที ส่วนการปฏิรูปการเมืองจะเป็นไปได้หรือไม่ ก็อยู่ที่สื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์ ถ้าสื่อไม่ช่วยคงตกเหว

โอ่ผู้รู้เพียบ-ใช้เวลาไม่นาน

นายชัยกล่าวด้วยว่า หากคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้ามีมติรับดำเนินการ ก็คงเป็นการพิจารณาในทุกด้าน สานประโยชน์ทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับรากหญ้า แต่น่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะผู้รู้แต่ละคนมีข้อมูลในมืออยู่แล้ว มองอะไรทะลุปรุโปร่ง ทั้งนี้ควรจะเชิญคนนอกที่เป็นคนกลางจริงๆมาร่วมแก้ไขปัญหาด้วย เหมือนอย่างนักศึกษาช่างกลปทุมวันและอุเทนถวายที่ขณะนี้เด็กๆเหล่านั้นจับมือกันแก้ปัญหา ดังนั้นเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็ควรดูตัวอย่างนักศึกษาทั้งสองสถาบันนี้ด้วย

รองประธานวุฒิสภาเชื่อสังคมยอมรับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ให้ สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้มีการประชุมร่วม 4 ฝ่าย เพื่อ ผลักดันให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นตัวกลางแก้ปัญหาวิกฤติชาติ แต่ได้รับการปฏิเสธ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แล้วไปให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นตัวกลางแทน เชื่อว่าคงได้รับการยอมรับ แต่ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายต้องเปิดใจยอมรับ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเหตุและผล หากเราใช้องค์กรที่ไม่มีส่วนได้เสียมาเป็นตัวกลางแล้วยังไม่ได้รับการยอมรับ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ส่วนตัวยังเชื่อว่า การมอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าน่าจะเป็นไปได้ แต่ทุกฝ่ายต้องเปิดใจให้กว้าง หากทั้งกลุ่มพันธมิตรฯหรือกลุ่ม นปช. ให้การยอมรับก็น่าจะดี

กรรมใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

นอกจาก กรรมเก่ายังล้างไม่หมด กรรมใหม่ที่ไม่ได้ก่อก็ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอๆ มันก็เลยเป็นดับเบิลกรรม...ว่างั้นเถอะ ที่เห็นและเป็นอยู่อย่างกรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.ญาติผู้พี่ของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปประกอบ พิธีแก้กรรมให้ญาติผู้น้องที่เชียงใหม่นั้นเถิด

แทนที่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น กลับแย่ลงไปอีกมากกว่า

แม้จะอ้างว่าเผอิญไปเชียงใหม่กลุ่มเสื้อแดงเชิญให้ไปร่วมพิธี แต่ดูตามรูปการณ์แล้วไม่น่าจะใช่ แต่เป็นว่าพร้อมใจร่วมพิธีมากกว่า

พิธีดังกล่าวมีการให้ร่างทรงก็พวกเสื้อแดงด้วยกันนั่นแหละ...ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นอดีตชาติคือ เจ้ามูลเมืองไปทำกรรมเอาไว้กับชาวพม่าไปเข่นฆ่า ไปเอาเงินเขามา ไปเอาพระเขามา ชาตินี้จึงต้องใช้กรรมที่ก่อเอาไว้

แต่นักประวัติศาสตร์ล้านนาบอกว่า เจ้ามูลเมืองไม่มีและไม่เคยปรากฏ น่าจะยกเมฆกันขึ้นมาเองเพื่อยกย่องอดีตนายกฯมากกว่า

ขณะเดียวกัน ในพิธีก็มีการให้ผู้ร่วมพิธีเขียนชื่อบุคคลที่คิดว่าเป็นศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณใส่ลงในบาตร จากนั้นก็นำไปเผา ปรากฏมีชื่อคนดังหลายคน มีชื่อประธานองคมนตรี องคมนตรี นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และบรรดาแกนนำ

ลำพังแค่ชื่ออภิสิทธิ์ สุเทพ จำลอง สนธิ ก็พอทำเนาเพราะเป็น ศัตรูคู่แข่งทางการเมืองจะแย่งชักหักกระดูกก็ว่ากันไป

แต่ชื่อองคมนตรีที่ปรากฏมันยิ่งจะตอกยํ้ากันเข้าไปอีก

ขณะเดียวกัน พล.อ.ชัยสิทธิ์อีกแหละที่ออกมาเปิดเผยว่าเป็นการแผ่เมตตาอย่าไปคิดมาก กรวดนํ้าไม่ให้เป็นศัตรูกัน รวมถึงเจ้ากรรมนายเวร ไม่ได้ไปสาปแช่งใคร

ตอนนี้เขาลดทิฐิไปเยอะ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถาบันได้บอกไปว่าไม่ได้นะ เราเป็นคนไทยต้องรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกอย่างอย่าไปแตะต้องให้ระคายเคือง

ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นใครฟังแล้วดูเหมือนจะยิ่งทำให้ญาติผู้น้องลำบากเข้าไปอีก แทนที่จะช่วยให้ดีขึ้น แต่มันยิ่งไปตอกยํ้าให้ลึกเข้าไปอีก

นี่ไงที่บอกว่า กรรมใหม่ที่ไม่ได้ก่อ

ว่าที่จริงแล้ว พล.อ.ชัยสิทธิ์นั้นหลังจากเกษียณอายุราชการดูเหมือนจะเก็บตัวเงียบ ไม่เป็นข่าว นานๆทีจะออกมาแก้ต่างให้ญาติผู้น้องบ้างแล้วก็หายไป

ครั้งหนึ่งเคยบอกว่าจะเล่นการเมืองเพราะทนสภาพที่ถูกยํ่ายีไม่ไหว และดูท่าว่าต้องการจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อพรรคนี้เติบโตขึ้นมามีการตั้งหัวหน้าพรรค คือ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไม่มีชื่อ พล.อ.ชัยสิทธิ์ร่วมวงศ์ไพบูลย์ด้วย

พูดง่ายๆ ไม่มีใครไปเชิญชวน

หรือแม้แต่ยามที่พรรคนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาลต้องไปอยู่ในฐานะฝ่ายค้านและเกิดปัญหาความไม่เป็นเอกภาพมีการร้องหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องปลุกเร้าให้สู้ต่อไป จนกระทั่งมีการตั้งน้องสาวและน้องชายเข้ามาดูแลพรรค และรับผิดชอบแต่ละภาค

เรียกว่าทำให้ลูกพรรคอุ่นใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ทิ้งพรรคและยังพร้อมที่จะดูแลช่วยเหลือให้อบอุ่น แต่ก็ไม่มีชื่อ พล.อ.ชัยสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และดูเหมือนจะออกมาพูดทำนองน้อยใจว่าไม่มีใครเชิญให้เข้าไปร่วม

ก็ยังสงสัยเหมือนกันว่าทำไมอดีตนายกฯจึงไม่ให้ญาติผู้พี่คนนี้เข้ามาร่วมทำงานการเมือง ทั้งๆที่เจ้าตัวก็พร้อมและเสนอตัวแล้ว

จะเป็นเพราะท่าทีโผงผาง คิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะของอย่างนี้มันแก้กันได้

แต่พอหลังพิธีนี้แล้วคงมีคำตอบแล้วว่าทำไม ทักษิณจึงไม่ดึงมาเล่นการเมือง.

สายล่อฟ้า

ไม่น่าลืม

ที่มา ไทยรัฐ

คอการเมืองรู้ดีว่าหวยล็อก กกต.จะออก 3-2 ตะบันยัน

แม้แต่งวดล่าสุดหวยล็อก กกต.ก็ยังออก 3-2 เหมือนเดิม

เนื่องจากมีผู้ร้องเรียน กกต.ให้ตรวจสอบกรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ เนวิน ชิดชอบหัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล น่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.พรรค การเมือง ซึ่งห้ามผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี เข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมือง

แถมเป็นการเจรจาเปิดตัวจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล มีการแถลงข่าวออกทีวีกันอึกทึกครึกโครม!!

เหตุเกิดที่โรงแรมสยามซิตี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา

โดยมีภาพ อภิสิทธิ์กอด เนวินเป็นหลักฐานยืนยัน

แต่ปรากฏว่า กกต.เสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ลงมติว่าการที่ อภิสิทธิ์ ยกขันหมากไปสู่ขอ เนวิน ให้ย้ายขั้วไปร่วมตั้งรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ

การกระทำของ อภิสิทธิ์ไม่เข้าข่ายความผิดตามที่มีผู้ร้องเรียน

สำหรับ เนวิน ถึงแม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญห้ามเล่นการเมือง 5 ปี แต่ในกรณีนี้เป็นเพียงการใช้สิทธิ์พื้นฐานทางการเมือง

กกต.เสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เห็นว่า เนวิน ยังไม่มีความผิดชัดเจน

สรุปว่า อภิสิทธิ์และ เนวินหลุดพ้นข้อกล่าวหาไปได้อย่างสบายแฮ

หวยล็อก กกต.ที่ออกมาอย่างนี้ คงมีหลายคนจั๊กกระจี้จั๊กกระเดียม เพราะในการนัดพบกันครั้งนี้ มีการแถลงจับมือร่วมตั้งรัฐบาลอย่างชัดเจน

แต่เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม่ลูกจันทร์ ขอเอาคำแถลงบางส่วนมาฉายซํ้าให้สาธุชน ร่วมกันพิจารณา

เนวิน กล่าวว่า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์สบายใจ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นี่คือสัญญาลูกผู้ชาย ฯลฯ

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผมพร้อมรับข้อเสนอของคุณเนวินทุกเงื่อนไข เพราะสิ่งที่พูดมาทั้งหมดก็เป็นความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์เอง ฯลฯ

ชัดเจน แจ่มแจ้ง แดงแจ๋ ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย

แต่เอาเถอะ...ถ้าเสียงข้างมากของ กกต. 5 คน จะเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แม่ลูกจันทร์ ก็ไม่ขัดคอ

แต่ในฐานะที่ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อพรรคการเมือง และนักการเมืองโดยตรง การตัดสินของ กกต.จึงต้องเที่ยงตรง โปร่งใส ไม่อคติ ไม่ลำเอียง

และต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน!!

แม่ลูกจันทร์ เห็นว่าถ้า กกต.ไม่เป็นโรคความจำสั้น ก็ไม่ควรลืมมติของตัวเอง ที่ประกาศใช้เมื่อ 2 ปีก่อนนะคุณโยม

เพราะเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ที่ประชุมใหญ่ กกต. ซึ่งมี อภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธาน ได้ประกาศข้อห้าม 5 ประการ สำหรับอดีต กก.บริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี

กฎเหล็ก 5 ข้อ ของ กกต.ได้แก่...

1, ห้ามขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง หรือเป็นวิทยากร

2, ห้ามถ่ายรูปคู่กับผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ว.

3, ห้ามเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือกระทำการอันมีลักษณะเหมือนกรรมการบริหารพรรคการเมือง

4, ห้ามเข้าไปมีอำนาจหน้าที่ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง

5, ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และห้ามจดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง

ถ้ายึดกฎเหล็ก 5 ข้อ ของ กกต. การแถลงเปิดตัวจับมือร่วมตั้งรัฐบาลของ อภิสิทธิ์-เนวิน ก็น่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ??

แต่ถ้าจะยืนยันว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องยกเลิก กฎเหล็ก 5 ข้อที่ กกต.ประกาศไว้เมื่อ 16 พ.ย. 2550 ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

ขืนปล่อยคาไว้อย่างนี้...กกต.จะเสียรังวัดเอง.

แม่ลูกจันทร์

เซ่นม็อบล็อก 'ทักษิณ'

ที่มา ไทยรัฐ

โผล่แล้ว หลังหายเข้ากลีบเมฆไปหลายอึดใจ ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็บินมาปักหลักที่ฮ่องกง เปิดศูนย์บัญชาการใหญ่ให้น้องๆตระกูลชินฯ และลูกข่ายพรรคเพื่อไทย แห่ไปรับนโยบาย

และก็เป็นอะไรที่โผล่มาได้จังหวะพอดี โดยยุทธศาสตร์ที่เชื่อกันว่าจงใจ อดีตนายกฯทักษิณบินมาฮ่องกง ในจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม

เกมหักดิบรัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังโหมโรง

แนวรบในสภาฯ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ประกาศดีเดย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในบัญชี ล็อกคิวเชือดในวันที่ 25-26 มีนาคม

ในขณะที่แนวรบนอกสภา แกนนำม็อบ นปช.นัดชุมนุมใหญ่ ประกาศเคลื่อนกำลังคนเสื้อแดงบุกล้อมทำเนียบรัฐบาล จุดชนวนลากยาวกันตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์

ตามรูปการณ์ที่ “นายใหญ่” โฉบมาบัญชาเกม จัดรูปขบวน

แต่อีกนัยหนึ่ง โดยการแถลงไขของ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเบื้องหลังอดีตนายกฯทักษิณหลบหน่วยล่าสังหารไปซุ่มกบดานอยู่ไกลถึงประเทศนิการากัว ดินแดนคอมมิวนิสต์ แถบอเมริกากลาง

หนีกันสุดล่าฟ้าเขียวเลย

และตามรายงานข่าวจาก ส.ส.ลูกข่ายที่บินไปพบ “นายใหญ่” ที่ฮ่องกง ระบุการเข้าพบ “ทักษิณ” รอบนี้ ไม่ง่ายเหมือนคิวที่ผ่านๆมา ที่ไปนั่งคุยกันตามร้านเป็ดย่าง ร้านติ่มซำ

แต่มีการจัดระดับชั้นการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ

เช็กกันละเอียดยิบถึงขนาดคนที่จะเดินทางไปหาต้องแจ้งรายชื่อล่วงหน้า และมีบุคคลระดับผู้ใหญ่ในเครือข่ายใกล้ชิด “ทักษิณ” เซ็นรับรองด้วย

เฟ้นกันเฉพาะคนวงในชัวร์ๆ

นัยว่า ป้องกันเหตุลอบสังหาร ฝ่ายตรงข้ามส่งทีมลอบทำร้าย

แต่ในอารมณ์ที่สวนทางกัน ในขณะที่ลูกข่าย “ทักษิณ” ปั่นกระแส “นายใหญ่” ต้องหลบต้องซ่อนตัว หนีการลอบฆ่า อีกด้านหนึ่งฟังจากเสียงของหน่วยเกสตาโปที่มีภารกิจตามล่าหาตัว “ทักษิณ” กลับมาชำระโทษที่เมืองไทย

พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่า การเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯทักษิณ เป็นไปแบบรวดเร็ว บินไปตามสถานที่ต่างๆโดยไม่บอกกำหนดการล่วงหน้า

ถือว่าเป็นอีกวิธีที่ทำให้การจับกุมตัวเป็นเรื่องยาก

นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ ยอมรับ ไม่สามารถประสานงานกับอัยการฮ่องกง เพื่อให้ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ เนื่องจาก 2 หน่วยงานหลัก ที่ทำหน้าที่ในการติดตามหาที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงการต่างประเทศ ยังไม่สามารถแจ้งที่อยู่ที่แน่

ชัดของ พ.ต.ท. ทักษิณ มาให้กับทางอัยการ

และที่พูดกันชัดถ้อยชัดคำเลย “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน คงไม่ทุ่มเทเวลาของรัฐบาลไปไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ

ออกอาการทำใจ ได้แค่มอง

แต่มันก็น่าเอะใจ กับการที่ พล.ต.ท.วัชรพล แพลมไต๋ มีอีกช่องทางหนึ่งที่จะล็อกอดีตนายกฯทักษิณคือ ให้รัฐบาลประสานไปยังทางการฮ่องกง หากรู้จุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณพัก เพื่อขอคุมตัวชั่วคราวได้ทันที

ถ้าจะบี้กันจริงๆจังๆก็ทำได้

และก็เป็นอะไรที่ฝ่าย “ทักษิณ” ต้องตามเกมกันให้ดี

กับคิวล่าสุด “เทพเทือก” นำทีมตำรวจแถลงความคืบหน้าคดีม็อบพันธมิตรฯยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบินดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมออกหมายจับผู้กระทำผิดเพิ่มอีก 21 คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ ยึดทำเนียบรัฐบาล

ขณะที่ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผย ในส่วนของคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิมีความคืบหน้าไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แล้ว เหลือเพียงสอบอธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อพิจารณาว่ามีการกระทำผิดเข้าข่าย พ.ร.บ.ความผิดต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

โดยเกมเหวี่ยงแหจับแกนนำม็อบพันธมิตรฯ เซ่นข้อหาเลือกปฏิบัติ

หน่วยไล่ล่าปั่นกระแสความชอบธรรม โชว์บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ปูทางล็อก “ทักษิณ”.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กกต.ไม่สำนึกผิด (บาป)?

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ประสงค์ วิสุทธิ์
ที่มา เวบไซต์ มติชนออนไลน์
21 กุมภาพันธ์ 2552

น่าจับตาดูต่อไปว่า ศาลฎีกาจะตัดสินเรื่องนี้อย่างไร

ถ้าตัดสินให้เพิกถอนกระบวนการสรรหา จะมีผลกระทบต่อประธานศาลฎีกา ที่เป็นประธานคณะกรรมการสรรหามากน้อยแค่ไหน

ทั้งๆ ที่มีข้อมูลและหลักฐานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าดำเนินการและวินิจฉัยเรื่องราวต่างๆ ผิดพลาด (หรือเป็นความจงใจ?)

แต่ดูเหมือนว่า แทนที่จะสำนึกผิดหรือสำนึกบาป แก้ไขหรือเยียวยาให้ถูกต้อง

แต่ดูเหมือนว่า กกต.ยังคงดันทุรังกระทำการในลักษณะเดิมต่อไป

เรื่องแรก นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง กกต. มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551ว่า ให้ดำเนินคดีอาญาเพียงอย่างเดียว โดยไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง( ใบแดง)ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

ทั้งๆ ที่ กกต.วินิจฉัยว่า นายบุญจง ปราศรัยใส่ร้ายคู่แข่ง และแจกทรัพย์สิน ซึ่งเป็นความผิดตาม มาตรา 53 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนรษษฎร (ส.ว.) พ.ศ.2550 ( คำวินิจฉัยสั่งการของกกต.ที่ 357/2551)

เมื่อมีการเปิดโปงเรื่องนี้ แทนที่จะแก้ไขมติให้ถูกต้อง เป็นมาตรฐานเดียวกับคดีเลือกตั้งอื่นๆ ที่กระทำผิดฐานเดียวกัน เช่น การแจกใบแดงนายธานินทร์ ใจสมุทร นายก อบจ.สตูล

กลับมีการแก้ไขร่างคำวินิจฉัยหลายครั้ง โดยอ้างว่า การสั่งให้เลือกตั้งใหม่ จากการกระทำของคู่แข่งนายบุญจงแล้ว ทำให้ความไม่สุจริตและเที่ยงธรรม (ที่เกิดการจาการกระทำของนายบุญจง) ได้รับการแก้ไขเยียวยา จึงไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาว่า การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ว่ากรณีใดๆ อีก (ฮาไม่ออก)

การกระทำของ กกต. เท่ากับเป็นการช่วยเหลือนายบุญจง ไม่ต้องส่งคำร้องให้ศาลฎีกา ทำให้ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

ใครที่อ้างว่า กกต.ไม่มีเหตุที่จะช่วยเหลือนายบุญจง ให้ย้อนกลับดูกรณีการวินิจฉัยเรื่อง นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร (พ่อของนายเนวิน ชิดชอบ ลูกพี่ของนายบุญจง) ซึ่งถือประทานบัตรเหมืองแร่ ซึ่ง กกต.วินิจฉัยว่า ประทานบัตรไม่ใช่สัมปทาน ทั้งๆ ที่ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาว่า ประทานบัตรเหมืองแร่เป็นสัมปทานประภทหนึ่ง

สอง การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนการสรรหา ส.ว.ของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ โดยอ้างว่า นิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูเรียนปาร์ค ที่เสนอชื่อนายเรืองไกร เป็นองค์กรที่ไม่มีสิทธิเสนอชื่อตามกฎหมายแล้ว

เมื่อพิจารณาจากคำวินิจฉัย และเอกสารอื่นๆ แล้ว ทำให้เชื่อว่า มีการจ้องเล่นงานนายเรืองไกรโดยเฉพาะ (ดูสถานีคิด เรื่อง"ขายสำนวน-เป่าคดีใน กกต." เสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552)

คำวินิจฉัยเช่นนี้ เป็นการท้าท้ายว่า ระบบการสรรหา คณะกรรมการสรรหา ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลระดับสูงได้แก่ ประธานศาลฎีกา ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธาน ป.ป.ช. ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสุงสุดว่า มีปัญหา
เพราะองค์กรที่เสนอชื่อ ส.ว.เหล่านี้ ได้รับการกลั่นกรองจากคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้น ตามกฎเกณฑ์ที่คณะกรรมการสรรหากำหนด

แต่วันดีคืนดี กกต.มาเพิ่มกฎเกณฑ์ ด้วยการนิยามถ้อยคำเกี่ยวกับคุณสมบัติขององค์กรที่เสนอชื่อ ส.ว.เพิ่มเติม แล้วบอกว่า สิ่งที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยผิดพลาด ซึ่งเท่ากับเป็นการตบหน้าคณะกรรมการสรรหา

น่าจับตาดูต่อไปว่า ศาลฎีกาจะตัดสินเรื่องนี้อย่างไร ถ้าตัดสินให้เพิกถอนกระบวนการสรรหา จะมีผลกระทบต่อประธานศาลฎีกาที่เป็นประธานคณะกรรมการสรรหามากน้อยแค่ไหน

สาม กกต.มีมติเอกฉันท์ว่า นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ขาดคุณสมบัติในการสมัคร ส.ว.เพราะพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ครบ 5 ปี จนถึงวันรับสมัครเลือกตั้ง จึงส่งเรื่องให้ประธานวุฒิสภา ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา นายประธานวุฒิสภา ได้ส่งเรื่องกลับไปยัง กกต.ให้พิจารณา 2 ประเด็น

ประเด็นแรก เรื่องอำนาจของประธานวุฒิสภา

เนื่องจากในคำวินิจฉัย กกต.อ้างว่า เป็นการร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ และวินิจฉัยว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 238,239 ซึ่งระบุว่า ต้องส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยตรง แต่ไปๆ มาๆ กลับให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91

เห็นชัดว่า เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ยังเขียนคำวินิจฉัยแบบเลอะเทอะ

ประเด็นที่สอง นายสรุเดชร้องขอความเป็นธรรม พร้อมกับส่งพยานหลักฐานใหม่ให้พิจารณา ซึ่ง กกต.นำเข้าเป็นวาระการประชุมที่ 8.5 ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์

เมื่อเห็นพยานหลักฐานใหม่ กกต.คนหนึ่งถึงกับยอมรับว่า วินิจฉัยผิดพลาด ทำให้ที่ประชุมถึงกับเงียบ แต่ในที่สุด กกต.คนหนึ่งพูดทำนองว่า ถ้ามีการทบทวนอาจถูกฟ้องร้องจากคดีอื่นๆ

หรือถ้าใครไม่ยอมรับ ให้นำเทปการประชุม กกต.มาพิสูจน์

เรื่องนี้ถ้า กกต.ไม่ดันทุรัง ยอมทบทวน อาจเยียวยาปัญหาให้เบาบางลง

แต่ถ้าไม่ยอม อย่าลืมว่า มีเรื่องนี้ร้องเรียนคาอยู่ที่ ป.ป.ช. ซึ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

สุดท้ายแว่วข่าวว่า ผลการสอบสวนเจ้าหน้าที่ปลอมลายเซ็นเอกสาร ที่ยื่นต่อศาลฎีกา ในคดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช อาจเป็นมวยต้นคนดู เพราะสรุปให้แค่ลงโทษผิดวินัยไม่ร้ายแรง

จะมีการอุ้มกันแบบหน้าด้านๆ หรือไม่ ติดตามดูกันต่อไป

ไอ้ใสแหลลงตับ จับพวกกูทำไมแค่ยึดสนามบิน โกหกหน้าด้านโบ้ยทีฝ่ายเสื้อแดงไม่โดนมั่ง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 กุมภาพันธ์ 2552
ที่มา สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และผู้จัดการASTV
*ข่าวเกี่ยวเนื่อง กระทู้พันทิปแดกเจ็บ พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน สื่อต่างชาติบิดเบือน..!!?

คดีรัฐบาลโจรจับโจรยึดสนามบิน-ทำเนียบชักสนุก พอเจอสังคมกดดันให้จับกุมพวกแกนเน่าออกอาการขาสั่น หัวโจกลิ้มเต้นผางทวงบุญคุณเทือก"พวกคุณได้ขึ้นวอก็เพราะพันธมิตร" ส่วนไอ้ใสออกมาพ่นชนิดแหลลงตับ ยั้วะทำไมจ้องเล่นงานแต่คดียึดทำเนียบ-ยึดสนามบิน โบ้ยทีเสื้อแดงไม่เห็นตำรวจเล่นงาน ทั้งที่ฝ่ายประชาธิปไตยโดนมาเพียบ ทั้งคดีชุมนุมบ้านสี่เสาจับ8แกนนำนปช.ยัดคุก คดีคนรักอุดรตีพธม.โดนปปช.สั่งลงโทษไม่เป็นธรรมแล้ว คดีหมิ่นก็ตามไล่ล่าสารพัด แถมแนวร่วมถูกยัดคุกฟรี-หนีตายออกต่างประเทศ ทักษิณก็โดนคุก2ปีแบบสุดประหลาด รวมทั้งยุบ3พรรครวดแบบพิสดาร



ไอ้ใสแหลตำรวจจะออกหมายจับโจรพธม.-ละเลยคดีฝ่ายเสื้อแดง

หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประชุมตำรวจวันนี้แล้วออกข่าวจะจับกุมแกนนำพันธมิตร21รายคดียึดทำเนียบในสัปดาห์หน้า ส่วนคดียึดสนามบินที่มีโทษถึงประหารคาดว่าจะออกหมายจับได้ช่วงหลังประชุมอาเซียนซัมมิตปลายเดือนนี้ มีปฏิกริยารุนแรงจากแกนนำสูงสุดของพันธมิตร โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงกับเต้นผางออกASTVทวงบุญคุณรัฐบาลว่า"พวกคุณได้ขึ้นวอเป็นรัฐบาลก็เพราะพันธมิตรจำเอาไว้"

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ความเห็นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ อีก 21 คน คงเป็นการออกหมายจับเพิ่มเติมจาก 9 แกนนำ ที่โดนข้อหากบฏก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการปรึกษาทีมทนายพันธมิตรฯ คือ นายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ และ นายนิติธร ล้ำเหลือ แล้วก็จะยื่นเรื่องคัดค้านการออกหายจับทันทีเหมือนกับกรณีออกหมายจับ 9 แกนนำก่อนหน้านี้

“ที่แปลกก็คือ ทำไมไม่มีการออกหมายเรียกก่อน จู่ๆ จะออกหมายจับ ทั้งที่แกนนำ หรือผู้ถูกกล่าวหา หรือถูกดำเนินคดีในนามพันธมิตรฯ ไม่มีใครหลบหนีไปไหนทั้งสิ้น เรายืนยันจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และพร้อมใช้สิทธิทางศาลทุกระดับ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกเรา เพราะเราเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมของประเทศยังน่าเชื่อถือ และให้ความเป็นธรรมกับผู้บริสุทธิ์ได้” นายสุริยะใส ระบุ

ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ยังแสดงความแปลกใจว่า ทำไมทางตำรวจให้ความสนใจกับคดีพันธมิตรฯ ฝ่ายเดียว ในขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับแกนนำ นปช.และคนในเครือข่ายระบอบทักษิณ ไม่เห็นตำรวจรายงานให้ประชาชน ทราบว่าถึงไหนแล้ว ทั้งๆ ที่หลายคดีเป็นคดีสำคัญร้ายแรง และก่อเหตุก่อนที่พันธมิตรฯจะมาชุมนุมอีกด้วยซ้ำ แต่กลับเงียบหายไป เช่น คดีบุกบ้านสี่เสาฯ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของแกนนำ นปช.หรือแม้แต่คดีที่คนของพันธมิตรฯ ถูกทำร้ายร่างกายในหลายจังหวัด และได้ไปแจ้งความไว้ตามโรงพักต่างๆ กลับไม่มีความคืบหน้าเลย และย้ำว่าพวกเราพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แต่อย่าเลือกปฏิบัติ

ทั้งนี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองกล่าวว่า การกล่าวหาตำรวจไม่ดำเนินการฝ่ายเสื้อแดงนั้นเป็นการกล่าวเท็จของนายสุริยะใส เพราะคดีชุมนุมบ้านสี่เสา มีการจับกุมแกนนำนปช.8คนไปขังคุกมาแล้ว คดีกล่าวหานายจักรภพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็มีการมอบตัวกับตำรวจไปถึงขั้นอัยการแล้ว แนวร่วมหลายคนต้องหนีไปต่างประเทศเพราะเกรงไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะที่บางคนโดนจับกุมคุมขังโดยไม่ได้ประกันตัวสู้คดี ส่วนคดีเสื้อแดงอุดรทำร้ายพันธมิตรก็มีคำสั่งปปช.ให้ลงโทษแกนนำอุดรคือนายขวัญชัย ไพรพนาไปแล้ว รวมทั้งคดีคุณหญิงพจมานซื้อที่ดินรัชดา แต่ศาลกลับลงโทษจำคุกสามีคืออดีตนายกฯทักษิณ2ปีแบบสุดประหลาด ไม่รวมถึงคดียุบพรรคการเมืองแบบพิสดาร แต่คดียึดทำเนียบ ยึดสนามบินของพันธมืตรต่างหากที่ล่วงเลยมาเกือบ100วันแล้วเฉพาะคดียึดสนามบิน ตำรวจยังแค่รวบรวมหลักฐาน ไม่มีการดำเนินคดีใดๆ

โจรจับโจรไม่ได้เขียนเสือให้วัวกลัว

รองโฆษกรัฐบาล ยันดำเนินคดีพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบเพิ่ม ว่ากันตามกติกา ไม่ก้าวก่ายหรือเร่งรัด ไม่เขียนเสือให้วัวกลัว

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการ การดำเนินการเพิ่มกับแกนนำพันธมิตรฯ 21 คน ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล จะเป็นแค่การเขียนเสือให้วัวกลัวหรือไม่ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีความคิดอย่างนั้น และเรื่องของคดีรัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย หรือไปเร่งรัด ทุกอย่างยึดตามระเบียบกฎกติกา




สาธุ!งาช้างเริ่มงอกจากปากหมาออกหมายจับ21แกนนำพธม.ยึดทำเนียบสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงานข่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองต่าง ๆ โดยสามารถสรุปคดีที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น 145 คดี ในทั้งหมด 18 จังหวัด สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว 46 คดี ยังไม่แล้วเสร็จอีก 99 คดี โดย พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ในส่วนของคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินดอนเมืองขณะนี้สอบพยานไปแล้ว 247 ปาก ใกล้จะเสร็จสำนวนคดีแล้ว ขณะที่คดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลสอบสวนพยานไปแล้ว 547 ปาก ทั้งนี้เตรียมจะออกหมายจับผู้ทำผิดเพิ่มอีก 21 คนในข้อหาร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ

ขณะที่ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า ในส่วนของคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิมีความคืบหน้าไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว โดยสอบสวนพยานบุคคลไป 150 ปาก เหลือเพียงสอบอธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อพิจารณาว่ามีกระทำผิดเข้าข่าย พ.ร.บ.ความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมกับทั้งสองกลุ่ม หากหลักฐานถึงผู้ใดก็จะจับกุมโดยไม่ละเว้น

ขณะที่เวบผู้จัดการASTVรายงานเพิ่มเติมว่า พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิว่า พนักงานสอบสวนได้ติดตามเร่งรัดคดีทุกวันศุกร์ ขณะนี้ได้สอบพยานบุคคลไปแล้ว 150 ปาก ซึ่งถือได้ว่าคืบหน้าไปแล้วกว่า 70 - 80 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงพยานปากสำคัญคืออธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หลังจากนั้นจะได้สรุปประเด็นข้อกล่าวหารวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับ คาดว่าขั้นตอนดังกล่าวจะเสร็จสิ้นหลังการประชุมอาเซียนซัมมิท สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้จะถูกดำเนินคดีในข้อหา พรบ.ว่าด้วยความผิดบางประเภทต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 ส่วนข้อหาก่อการร้ายยังไม่สามารถให้ความเห็นได้เพราะต้องรอสอบปากคำอธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยการดำเนินการในคดีที่รับผิดชอบขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

สหภาพสื่อสารแฉเจอลิ้มแบล็กเมล์ไถเงิน ไม่เจียดให้ใช้สื่อกระบอกเสียงเล่นงานอ่วม

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไทยอินไซเดอร์
20 กุมภาพันธ์ 2552

“สหภาพ กสท” เปิดศึกใส่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ทรงอิทธิพลใหญ่ของสื่อ จวกยับจาก “นักต่อสู้” ในวันวาน กลายมาเป็น “นักบุญในคราบซาตาน” ในวันนี้ แฉให้บริษัทในเครือขอทำพีอาร์ผ่านสื่อในเครือ 16 ล้าน แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จึงโจมตีผ่านสื่อตัวเอง


เวบไซต์ไทยอินไซเดอร์ของนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร รายงานว่า เว็บไซต์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ http://www.sewu-cat.com เผยแพร่ “แถลงการณ์ สร.กสท.” เรื่อง “นักสู้หรือนักบุญในคราบซาตาน” ระบุว่า ตามที่มีข่าวจากนสพ.ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งลงข่าวเกี่ยวกับการปลด CFO ให้พ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการตลาด โดยกล่าวถึงการพบเงื่อนงำในการจัดซื้อวิธีพิเศษเกี่ยวกับโครงข่าย CDMA และความเสี่ยงที่ CAT จะทุ่มเงินถมลงไปในระบบ CDMA แทนที่จะตัดสินใจมุ่งหน้าหาโลกอนาคตด้วย 3G/HSPA นั้น สร.กสท.ได้ตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า การจัดจ้าง Maintenance Agreement (MA) ระบบเครื่อข่าย CDMA 2000 1xEV-DO ในส่วนภูมิภาค เพราะระยะเวลาการรับประกันตามสัญญาจัดสร้างระบบเครือข่าย CDMA ทั้งสองเฟสได้หมดลงในเดือนมี.ค. 2552 ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ของ CAT ไม่พร้อมที่จะดำเนินการเองได้ อีกทั้ง CAT ไม่ได้ซื้อบริการหลังการขายไว้ เมื่อพ้นระยะเวลาการรับประกัน จึงจำเป็นต้องจัดจ้างเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการให้บริการ เรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาจาก EX-COM แล้ว แต่บอร์ดกลับให้นำเรื่องมาทบทวนใหม่ วันนี้คุณภาพการให้บริการ CDMA ทั้งระบบเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถ้ามีปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้น จนเจ้าหน้าที่ของเราไม่สามารถแก้ไขได้ ระบบ CDMA อาจจะล่มลงทั้งระบบ ถึงวันนั้นบอร์ดทั้งคณะจะรับผิดชอบไหวหรือไม่กับความเสียหายครั้งนี้

ส่วนเรื่องการจัดทำ RF Optimization นั้น หลังจากบริษัท หัวเหว่ย ได้ส่งมอบระบบ CDMA แล้ว ยังไม่มีการปรับแต่งระบบแต่อย่างใด ทำให้มีผลต่อคุณภาพของการให้บริการ เช่น สายหลุดบ่อย, Internet Data ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ และในระหว่างที่รอจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ CAT จึงได้จัดจ้างบริษัทให้ดำเนินการกับจังหวัดที่มีปัญหา 12 จังหวัดก่อน และเหตุผลที่ยกเลิกการจัดจ้าง เพราะต้องการปรับปรุงข้อกำหนดใหม่ โดยให้เจ้าหน้าที่ CAT เข้าร่วมเรียนรู้และสามารถดำเนินการได้เองในอนาคต

สร.กสท. ขอให้ช่วยจับตามองความเป็นไปได้ในการแย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่ว่าจะเป็นภายในและภายนอก ปัจจุบัน CAT อยู่ได้เพราะเงินจากสัมปทาน ถึงวันนี้ผู้บริหารระดับสูงยังไม่คิดที่จะช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร แต่กลับทำตัวเป็นเครื่องมือของนักการเมือง หรือนักต่อสู้ที่จ้องแต่จะสูบเลือดสูบเนื้ออยู่อย่างนี้ ไม่นานองค์กรคงต้องล่มสลายแน่

การเสพข้อมูลข่าวสาร ขอให้กระทำอย่างมีสติและเหตุผล ปัจจุบันมีนสพ.ที่เจ้าของเป็นผู้ทรงอิทธิพลใหญ่รายหนึ่ง พยายามตีข่าวเพื่อลดความน่าเชื่อถือ (Dis-Credit) ผู้บริหารท่านหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เบื้องลึกเบื้องหลังน่าจะเกิดจากผู้ทรงอิทธิพลท่านั้น ขอเงินสนับสนุนกิจการของตัวเองจำนวน 16 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการตอบรับ อีกทั้งมีข่าวว่า มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองสายปากน้ำ เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว ยิ่งทำให้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากขึ้น ถึงขั้นมีข่าวว่า ได้ส่งคนของตัวเองเข้ามานั่งเพื่อส่งส่วยผลประโยชน์จากภายในสู่ภายนอกมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วจนถึงปัจจุบัน เมื่อเส้นทางผลประโยชน์ไม่ราบรื่น จึงสั่งให้สื่อภายใต้อาณัติของตนเองเล่นงานฝ่ายตรงข้าม สร้างความเสียหายให้กับ CAT TELECOM

อะไรที่ทำให้ผู้ทรงอิทธิพล “อาแปะ” นักต่อสู้ในวันวาน กลับกลายเป็นนักบุญในคราบซาตานได้ในวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ ทางนางณัฏฐิกา วงศ์ซื่อสัตย์ รองประธานสร.กสท. ทำหน้าที่รักษาการประธาน สร.กสท. ยังได้ทำจดหมายด่วนที่สุด ถึงร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยแจกแจงรายละเอียดถึงความไม่โปร่งใสของกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งช่วงหนึ่งระบุว่า มีสื่อมวลชนด้านสิ่งพิมพ์ ทำหนังสือถึง บมจ.กสท. เสนอโครงการประชาสัมพันธ์บริษัท ผ่านสื่อดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 16 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายประชาสัมพันธ์ โดยกรรมการบอร์ดบางท่าน ได้พยายามโน้มน้าวผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ท่านหนึ่ง พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุมัติเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่สื่อมวลชนรายนั้น แต่รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ส่งเรื่องให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบรายละเอียดของ “สิ่งที่ส่งมาด้วย” ในลำดับที่ 5 พบว่า เป็นสำเนาหนังสือ เรื่องเสนอโครงการประชาสัมพันธ์ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ผ่านสื่อในเครือบริษัท ไทยเดย์ดอทคอม จำกัด ซึ่งเป็นเครือข่ายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบสื่อสิ่งพิมพ์ที่ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับ “กสท.” พบว่า นสพ.ASTV ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 16 ก.พ. 2552 ซึ่งเป็นสื่อในเครือข่ายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ตีพิมพ์ข่าวเรื่อง “เล็งยื่นถอดถอน ‘ระนองรักษ์’ ตั้ง กก.สอบบอร์ด กสท.ผิด กม.” โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า แฉรมว.ไอซีทีรับใช้ทุนการเมือง ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริงบอร์ดกสททั้งคณะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจการเมืองแทรกแซงการบริหารบริษัทมหาชนที่คลังถือหุ้น 100% เล็งยื่นถอดถอนร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ กระเด็นตกเก้าอี้รมว.ไอซีที เผย 3 ประสานบีบประธานบอร์ดกสทหลังรักษาประโยชน์คลังและกสท ขวางทางถอนทุนนักการเมือง (ติดตามอ่านได้ที่ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000017455)

ประชานิยมกระสุนด้าน!!(แค่สร้างภาพให้ตัวเองแค่นั้นหรือ?)

ที่มา thaifreenews

โดย เสียงประชาไทย

หลังจากที่รัฐบาลแมลงสาบ. . .
ประกาศขับเคลื่อนนโยบายประชานิยม เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติทั้งทางเศรษฐกกิจ สังคม และการเมือง
โดยจะ. . .
- จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปให้ครบทุกคน
- แจกเงินช่วยเหลือค่าครอบชีพจำนวน2,000บาท ให้พนักงานผู้ที่มีบัญชีอยู่ในระบบประกันสังคม
- จ่ายค่าตอบแทนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 830,000 คนทั่วประเทศ
- ให้เด็กเรียนฟรี 15 ปี
แถมยังมีแผนเตรียมกระจายเม็ดเงินอีกกว่าสามแสนล้านไปสู่ชนบท

แค่นโยบายผู้สูงอายุก็ไม่มีทางเป็นได้แล้ว
ในประเทศเรานั้นมีผู้สูงอายุในที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปประมาณ 7.3 ล้านคน ซึ่งผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการสงเคราะห์ ต้องผ่านการตรวจสอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการสงเคราะห์ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 หรือไม่

กล่าวคือ ต้องเป็นผู้มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือถูกทอดทิ้ง หรือขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ส่วนคนที่ได้รับบำเหน็จบำนาญ หรือมีเงินรายได้ที่เพียงพอต่อการยังชีพอยู่แล้วย่อมไม่อยู่ในหลักเกณฑ์

ซึ่งจำนวนผู้สูงอายุที่ได้แจ้งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทราบ (ณ เมษายน 2551) มีจำนวนประมาณ 2.8 ล้านคน
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ได้ตั้งงบประมาณเพื่อจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพคนชรา จำนวน 10,970.74 ล้านบาท เป้าหมายประมาณ 1.8 ล้านคน โดยมีอัตราการจ่ายเบี้ยยังชีพ จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน

ดังนั้น หากกลางปีนี้มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จำนวน 6,000 ล้านบาท ก็จะเพียงพอสำหรับผู้สูงอายุอีกประมาณ 1.0 ล้านคนเท่านั้น รวมผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยยังชีพเพียง 2.8 ล้านคน นั่นหมายความว่าแม้ในปี พ.ศ. 2552 หากรัฐบาลแมลงสาบสามารถจัดหาเงินมาจ่ายให้ผู้สูงอายุได้ตามที่ประกาศจริง ก็จะยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวน กว่า4.5 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ

การประกาศให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้มีอายุเกิน 60 ปีขี้นไปครบทุกคน โดยไม่ขยายความให้ชัดเจนเช่นนี้ สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนสับสนให้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่และพี่น้องในชนบท ถึงตอนนี้ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นเดินไปทางไหนมักถูกถามไถ่ว่าจะได้เงินวันไหน เพราะต่างเข้าใจว่าเงินก้อนนี้ต้องถ่ายโอนมาที่ท้องถิ่น(อบจ.,อบต.,เทศบาล)เรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้อย่าว่าแต่การปฏิบัติตามนโยบายที่กล่าวมานี้เลย
ตอนนี้เข้าไตรสองที่สามแล้ว เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลแมลงสาบต้องจัดสรรส่งให้ท้องถิ่นนั้น
ขอบอก…ท้องถิ่นทั่วประเทศยังไม่ได้รับแม้แต่บาทเดียว!!!

ขณะนี้เข้าไตรมาสที่สอง เงินอุดหนุนของท้องถิ่นจำนวน134,584.42 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
เงินอุดหนุนทั่วไป จำนวน 104,099.78 ล้านบาท
เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ จำนวน 30,484.64 ล้านบาท
ต้องสะดุดเพราะคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนยังมิได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว

ท้องถิ่นประสบปัญหาด้านรายได้ที่มีความจำเป็นในการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะรายจ่ายที่ต้องจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน ท้องถิ่นต้องร้องเรียนความเดือนร้อนนี้ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ถึงขั้นกรมส่งเสริมฯ มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ให้เร่งพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และเร่งรัดการจัดสรรเงิน แต่แล้วทุกวันนี้ผลการเร่งรัดยังไม่คืบหน้าเลย

อย่าว่าแต่เงินอุดหนุนทั่วไปเลย
แม้แต่เงินรายได้ของท้องถิ่นในส่วนที่เป็นภาษีที่รัฐบาลเป็นผู้จัดเก็บโดยหน่วยราชการต่างๆ และต้องนำส่งให้ท้องถิ่นนั้น
หากเทียบกับปีก่อนๆ บอกได้เลยว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้ง. . .
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีสุราสรรพสามิต
ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน
ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ล้วนไม่เป็นไปตามเกณฑ์และห้วงระยะเวลาเหมือนปีผ่านๆมา

เชื่อไหม?
เดือนมกราคมนี้ ท้องถิ่นเกือบทั่วประเทศไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายเป็นค่าเงินเดือนและค่าตอบแทนให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ตลอดถึงผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ถึงขั้นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นมีหนังสือซักซ้อมถึงท้องถิ่นทั่วประเทศให้ขอทำความตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดให้สามารถนำเงินสะสมของท้องถิ่นมาจ่ายพรางไปก่อน

โดยตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 4 ประกอบคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่181/2548 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2548
กระทรวงมหาดไทยมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน เพื่อขยายระยะเวลาการนำเงินสะสมของท้องถิ่นมาใช้ในเวลาจำเป็น หากพ้นสามเดือนแรกของปีงบประมาณและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปดังกล่าว จะทำให้รายรับไม่เพียงพอกับรายจ่ายในการบริหารงาน และจะไม่สามารถนำเงินสะสมมาทดรองจ่ายได้ เนื่องจากระเบียบกระทรวงมหาดไทย กำหนดให้สามารถนำเงินสะสมทดรองจ่ายได้เพียงระยะสามเดือนแรกของปีงบประมาณเท่านั้น

เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นตัวจักรสำคัญในการช่วยให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจในภาครวมของประเทศและไม่ผิดวินัยการคลัง
ทำให้ท้องถิ่นต่างๆ เริ่มทยอยทำข้อตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดขอนำเงินสะสมทดรองจ่ายในระยะหกเดือนแรกของปีงบประมาณกันแล้ว

เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ถึงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถาถมเข้าใส่สังคมไทย

เมื่อกล่าวถึงเงินสะสม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเงินสะสมนั้นมีความสำคัญต่อการบริหารงานท้องถิ่นอย่างมาก
ในแต่ละปีท้องถิ่นจะกันเงินรายรับของตนไว้เพื่อภารกิจที่สำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมในการบรรเทาความเดือนร้อนและป้องกันสาธารณภัยของพี่น้องประชาชน
เช่น อัคคีภัย อุทกภัย โรคระบาด ฯลฯ
เอาง่ายๆ กรณีเกิดน้ำท่วม หรือไฟไหม้ หากลองย้อนนึกดูทางสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ท่านจะเห็นภาพผู้บริหารท้องถิ่นและพนักงานท้องถิ่นเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสพภัยอย่างฉับพลันทันที
ก่อนที่ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นๆ จะเข้าถึงด้วยซ้ำ เรียกว่าให้ความช่วยเหลือชนิดรวดเร็วทันกาลและมีประสิทธิภาพ
ที่ทำได้เช่นนี้ได้ก็เพราะท้องถิ่นได้กันเงินสะสมส่วนนี้เอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

ทุกวันนี้เสถียรภาพทางการเงินของท้องถิ่นกำลังประสบปัญหาอย่างไม่เคยมีมาก่อน!!
และเสถียรภาพทางการเงินของท้องถิ่นนี้เองก็เหมือนกระจกเงาโยงใยไปถึงเสถียรภาพการเงินของรัฐบาล

ถามว่านโยบายการคลังของรัฐบาลที่ประกาศออกมานั้น สอดคล้องกับสถานะการคลังของรัฐบาลหรือไม่
ซึ่งถ้าหากฐานะทางการคลังอ่อนแอ ก็จะส่งผลให้เสถียรภาพการเงินเสียหายเกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินตก ความน่าเชื่อถือของประเทศจะเสียหายได้

หลักความยั่งยืนทางการคลัง
-รัฐบาลไม่ควรก่อหนี้สาธารณะเกินร้อยละ 50 ของรายได้ประชาชาติ(GDP)
-รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ไม่เกินร้อยละ 15 ของงบประมาณ
-มีการจ่ายเพื่อการลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 25
-มีการจัดทำงบประมาณสมดุลเป็นครั้งคราว
ซึ่งรัฐบาลแมลงสาบคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มาก

หลักการรักษาวินัยทางการคลังโดยพื้นฐานก็คือ
- รัฐบาลแมลงสาบต้องไม่ใช้จ่ายเกินตัว
- ถ้าจะใช้ต้องหารายได้มาให้พอเพียงกับการใช้จ่าย
- ถ้าจะก่อนหนี้ก็ต้องก่อแต่พอควร
- บริหารให้ไม่เป็นภาระต่องบประมาณในอนาคตจนต้องไปเบียดบังส่วนอื่น
-ส่วนที่จะนำไปลงทุนต้องสามารถในการชำระคืนได้

จริงๆแล้วในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ย่อมไม่กล้าหารายได้โดยการขึ้นภาษี รัฐบาลแมลงสาบเอง ก็เห็นมีแต่ก่อหนี้สาธารณะโดยการกู้เงินจากทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ และดึงเงินจากกองทุนต่างๆ เท่านั้น

และถ้ารัฐบาลแมลงสาบยังก่อหนี้สาธารณะโดย. . .
ไม่คำนึงถึงฐานะทางการเงินของประเทศ
ไม่คำนึงถึงสถานการณ์การเงินของโลก
ไม่คำนึงถึงสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงในประเทศแล้ว ดูท่าวิกฤติเศรษฐกิจปีนี้จะยิ่งแย่กว่าปี 40

การที่รัฐบาลแมลงสาบคิดเพียงก่อหนี้สาธารณะมาเพื่อสนองนโยบายประชานิยมกลับยิ่งจะก่อภาระให้ท้องถิ่นในอนาคตเพราะงบประมาณแต่ละนโยบายทั้งเบี้ยยังชีพ ค่าอุปกรณ์การศึกษา ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารเสริมเด็ก ค่าตอบแทน อสม.ล้วนต้องถ่ายโอนผ่านท้องถิ่นทั้งสิ้น
ถึงตอนนี้ อย่าว่าแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน สะพาน การพัฒนาพื้นที่การเกษตร การจ้างแรงงานชาวบ้านตัดหญ้าดายหญ้า หรือแม้แต่การส่งเสริมอาชีพพื้นบ้านชนบทเลย

แค่เงินเดือนตัวเองยังจะไม่พอจ่าย!!
แล้วจะไปดูแลพี่น้องประชาชนให้อยู่ดีกินดีได้หรือ!!

นี่ยังไม่รวมประเด็นสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล
ที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้ท้องถิ่นในสัดส่วน
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของประมาณการรายรับในแต่ละปี
และต้องมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งเงินส่วนนี้นี่เองที่ท้องถิ่นมีแผนงานรองรับที่จะนำไปดำเนินภารกิจให้ครบทุกด้าน

หากเงินที่ได้รับการจัดสรรตามนโยบายข้างต้นรวมอยู่ในสัดส่วนนี้ด้วย
หากมีเป้าหมายเพียงนำมาใช้จ่ายเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ

ไม่มีส่วนเหลือ
ที่จะนำไปเป็นงบเพื่อการลงทุนหรืองบพัฒนา
ความเจริญก้าวหน้าด้านอื่นจะกระทบหรือไม่

หรือ รัฐบาลแมลงสาบเพียงต้องการจะทำประชานิยมเพื่อสร้างภาพให้แก่ตัวเอง โดยไม่คำนึงผลระยะยาวแค่นั้น!!!