WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 27, 2009

'ทักษิณ' จงใจให้ล็อก?

ที่มา ไทยรัฐ

ไม่ได้นัดแนะกันให้ดีซะก่อน

ทางหนึ่งนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกรัฐบาล ออกมาปฏิเสธกรณีที่การ์ดม็อบ นปช.ได้ล็อกตัวสิบเอกอำนวย ทองอินทร์ ว่า ไม่เป็นความจริงที่รัฐบาลส่งทหารเข้าไปแทรกซึมการชุมนุมของคนเสื้อแดง

เพราะจากการตรวจสอบจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และกองทัพทราบว่า นายทหารคนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณทำเนียบฯ เข้าใจว่าเป็นการเดินเข้าไปสังเกตการณ์เองเป็นส่วนตัวเหมือนคนไทยคนอื่นๆที่อยากรู้ และ เมื่อถูกตรวจค้นก็พบบัตรประจำตัวข้าราชการทหารที่พกไว้ จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาเชื่อมโยง

แต่อีกฝั่งหนึ่ง โดยสปิริตแบบทหาร พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ออกมายอมรับตามตรงเลยว่า ได้ส่งทหารนอกเครื่องแบบเข้าไปแฝงตัวสังเกตการณ์การชุมนุมของม็อบเสื้อแดงจริง จนถูกการ์ด นปช.จับได้และถูกทำร้ายร่างกาย

แต่ยืนยันว่า ได้มอบหมายให้ทหารไปประจำการบริเวณแยกมิสกวัน เพื่อดูแลสถานที่ราชการสำคัญ และไม่ให้เกิดมือที่สามฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงกลุ่มผู้ชุมนุม

เคลียร์ไปคนละทาง หักมุมกันเอง

ที่แน่ๆโดยรูปการณ์ที่ผิดคิวของโฆษกรัฐบาลกับแม่ทัพนายกองทหารถือว่า ลูกเข้าทางม็อบ นปช.ที่จะโหมประโคมไฟ ใส่ฟืนรัฐบาลกับกองทัพมีวาระซ่อนเร้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง เพิ่มหัวเชื้อในการขยับปรับยุทธศาสตร์จากการเรียกร้องให้ทำตามเงื่อนไข

ล่าสุดประกาศยกระดับการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล

ม็อบเสื้อแดงส่งสัญญาณลุยหักดิบ

ไล่เลี่ยกับคิวที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งฮ่องกงเตรียมจัดคิวให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ในวันที่ 2 มีนาคม

ถือเป็นการเปิดเผยตัวต่อสาธารณะแบบเป็นทางการ หลังซุ่มโป่งผลุบๆโผล่ๆ

ท่ามกลางข่าวกระเส็นกระสาย อดีตนายกฯทักษิณได้รับวีซ่าปักหลักยาวจากรัฐบาล

นิการากัว และได้รับสัมปทานการลงทุนวางระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้กลุ่มประเทศในแถบอเมริกากลาง

แต่ก็มีเสียงเข้มๆจากอัยการ ไล่บี้ตำรวจไทยประสานตำรวจสากลล่าตัว “ทักษิณ”

และล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับลูก เตรียมประสานทางการประเทศจีน เพื่อขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังมีข่าวอดีตนายกฯเตรียมปาฐกถาพิเศษ ให้กับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ฮ่องกง

เพราะต้องการให้คนไทยทุกคน อยู่ภายใต้กฎหมาย

“อภิสิทธิ์” ขึงขัง ล่าตัว “ทักษิณ” อย่างจริงๆจังๆ

แต่ก่อนหน้านั้นมันก็มีข่าวแพลมๆจากลูกข่ายพรรคเพื่อไทย “ทักษิณ” เองก็ส่งซิก เบื่อกับสภาพโดนไล่ต้อนจนมุม ต้องระเหเร่ร่อน พร้อมวัดดวง บินกลับมาให้ล็อกตัว

ฝากเดิมพันไว้กับกองเชียร์คนเสื้อแดง

ต่อรองเกมอำนาจประเทศไทย ยื่นเงื่อนไขสงบศึก

และก็เป็นอะไรที่เหมือนจะสะท้อนเบื้องหลังลึกๆ กับคิวที่ “เทพเทือก” ออกอาการฉุนขาดกับคำถามนักข่าว กรณีมีกระแสหนาหูว่า แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบบุคคลชั้นสูง เพื่อพูดคุยถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ย้อนถามเสียงแข็งเลยว่า ใครพูด

พอนักข่าวบอกว่า ได้ยินมาจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย “เทพเทือก” ก็เน้นน้ำเสียงเข้มๆเลยว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านพูดไม่น่าเชื่อถือ นี่คือคำพูดของนายสุเทพ

“มันแกล้ง ไม่มี มันเลวมาก เรื่องนี้ไม่มีข้อเท็จจริงเลย เชื่อผมสิ”

แล้วก็ยืนยันขึงขัง กลั้วเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเป็นนัย แนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

“ชาติหน้าก็ไม่มี”

โดยอาการบอกปัดแบบไม่ไยดี ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ ทั้ง “เทพเทือก” ทั้งอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ประสานเสียงปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายรอบ

ประเมินกันตามนี้ รัฐบาลแห่งชาติคงเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อ ถูกปล่อยออกมาเลื่อนลอย

ประชาธิปัตย์น่ะ ไม่เอาด้วยแน่

เว้นเสียแต่ คนคุมเกมอำนาจ “ตัวจริง” ไม่ใช่ประชาธิปัตย์.

ทีมข่าวการเมือง

กกต.หนุนองค์กรอื่นสอบ 'อภิสิทธิ์'ฮั้วจัดตั้งรัฐบาล

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (27 ..) นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส..เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกคำร้องกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พบปะกับอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ขณะจัดตั้งรัฐบาล ว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสิทธิทางการเมืองคือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ กกต.กลับมีมติวินิจฉัยให้ยกคำร้องเรื่องนี้ 3-2 ซึ่งในอนาคตถ้าคำวินิจฉัยของ กกต.ไปขัดแย้งกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะส่งผลถึง กกต.ด้วย จึงคิดว่ากกต.น่าจะส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ จะยื่นเรื่องนี้ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตรวจสอบ เพราะต้องการให้เรื่องดังกล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยอีกครั้ง หากผลวินิจฉัยออกมาว่าผิด กกต.อาจถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้หลังจาก กกต.มีคำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวออกมา ก็ยังไม่มีการส่งหนังสือมาให้ตนรับทราบแต่อย่างใด

ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีนี้ว่า หากนายสุรพงษ์ต้องการส่งเรื่องให้ทางผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ตรวจสอบก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้เลย ไม่มีปัญหา การที่ กกต.ยกคำร้องคดีนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นการตัดสินสองมาตรฐาน เพราะการที่กกต.ได้ตอบข้อหารือในส่วนที่อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้น ที่ควรเลี่ยงการกระทำที่ถือว่าขัดต่อ พ...พรรคการเมือง เป็นในช่วงที่อยู่ในการเลือกตั้ง และการตอบข้อหารือดังกล่าวก็เป็นการดูตามข้อบังคับพรรคการเมืองที่มีบางพรรค กำหนดไว้ว่า การรณรงค์ ปราศรัยหาเสียงเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค ดังนั้น การที่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ตรงนี้ก็อาจขัดต่อ พ...พรรคการเมือง มาตรา 97 ได้ ส่วนการร่วมจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์พบปะผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นั้นกรณีนี้ไม่ใช่ช่วงเลือกตั้งด้วยจึงดูเพียงข้อกฎหมายเท่านั้น

ส่วนการที่นายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กระทำการในลักษณะเสมือนการเป็นกรรมการบริหารพรรคที่พบปะนายอภิสิทธิ์ก่อนมี การลงมติเลือกนายกฯ นายประพันธ์ กล่าวว่า ช่วงนั้นพรรคการเมืองถูกยุบ ส..ไม่มีพรรคสังกัดกัน จึงไม่เข้าลักษณะการเป็นกรรมการบริหารพรรค และข้อกฎหมายที่พิจารณาก็ไม่มีปัญหาด้วย เพราะกกต.ก็วินิจฉัยโดยดูว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญแค่เพิกถอนสิทธิเลือก ตั้ง ส่วนกระทำการได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยหรือ ไม่ ก็ถือว่ามีการลงมติเลือกนายกฯโดยเปิดเผยแล้วไม่ถือว่าขัด

อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าอยากให้สอบนายเนวิน ชิดชอบ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้สืบหาข้อเท็จจริง เพราะที่สอบมาก็มีเพียงนายอภิสิทธิ์ชี้แจงเข้ามาเท่านั้น แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว เพราะดูแค่ข้อกฎหมายเท่านั้นก็ต้องยอมรับ และหากมีการสอบเพิ่มตนก็เห็นว่ากรณีดังกล่าวที่ร้องมาไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ที่เป็นเสียงข้างน้อย กล่าวว่า เรื่องนี้ที่กกต.มีมติเสียงข้างมากให้ยกคำร้องถือเป็นความเห็นที่แตกต่างกัน ในข้อกฎหมาย ซึ่งส่วนตัวก็เห็นว่าน่าจะสอบสวนเพิ่มเติมให้หมดสิ้นกระแสความก่อนแล้วจึงมา ดูข้อกฎหมายเพื่อวินิจฉัย โดยประเด็นการสอบสวนที่ปรากฏตนก็เห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะมาวินิจฉัยได้ เพราะตามหลักการวินิจฉัยนั้นจะต้องสืบหาข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนแล้วจึงดู ข้อกฎหมายได้

ปรากฏการณ์แดงแท้ แดงเทียม (บททดสอบอุดมการณ์คนเสื้อแดงครั้งใหม่)

ที่มา thaifreenews

คอลัมน์ เพื่อนพ้องน้องพี่

ข่าวคราวเรื่องความขัดแย้งกันเองในกลุ่มคนเสื้อแดง
นับวันนับยิ่งจะมีมากขึ้นทุกที
และอาจจะไม่ยุติธรรมไปสักหน่อยที่คนเสื้อแดงบางส่วน
ที่ได้ไปกระทำการอันใดให้เกิดความเสื่อมเสียจ
นถูกคนบางกลุ่มกล่าวหาว่าเป็นแดงเทียม
ทั้งที่ความเป็นจริงคนเสื้อแดงเหล่านี้เขาอาจจะเป็นคนเสื้อแดงแท้ก็ได้เพียงแต่ว่าบางเวลา บางโอกาสมันทำให้ไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ ฉะนั้นการฟันธงไปว่าเขาเป็นแดงเทียมจึงไม่สมควรเท่าไหร่

ทุกวันนี้พวกเราชาวเสื้อแดงทุกคนต้องสู้กันด้วยอุดมการณ์
สู้กันด้วยหัวใจที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
พวกเราไม่ได้มาเล่นละคร
พวกเราไม่ได้เป็นพระเอกที่จะมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว
พวกเราไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่จะมีแต่ความชั่วไม่มีความดี
แต่พวกเราคนเสื้อแดงกำลังต่อสู้กัน
ตามความเป็นจริงของประเทศไทย
ประเทศที่วันนี้พระเอกอาจจะไม่ใช่ผู้ชนะในตอนจบก็ได้

อย่าไปสนใจ. . .
คนที่ประกาศว่าตนเองชนะมาตลอดไม่เคยพ่ายแพ้ จริงๆแล้วเขายังไม่เคยรู้จักคำว่าชนะหรอก
เหมืนกับคำพูดที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” นั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด
ควรจะบอกว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะเก้าสิบเก้าครั้งแพ้หนึ่งครั้ง” นี่น่าจะถูกต้องมากกว่า

ความจริงบนโลกนี้. .มันสอนให้รู้ว่าก่อนชัยชนะที่แท้จริงจะมาถึงมันต้องแพ้มาก่อน
ม๊อบโกเต๊กมันบอกมันไม่เคยแพ้ นั่นเพราะมันยังไม่เคยพบกับชัยชนะที่แท้จริง
อ้ายลองมันบอกชีวิตมันมีแต่ชัยชนะ นั่นเพราะมันหลอกตัวเองทั้งๆที่มันแพ้มาตลอด ฯลฯ

ต่างจากคนเสื้อแดง ผ่านมาจนทุกวันนี้
คนเสื้อแดงเคยแพ้ แพ้อย่างราบคาบก็เคยมาแล้ว เคยถูกเยาะเย้ย ถากถางสารพัด ถูกสบประมาทนับครั้งไม่ถ้วน
แต่คนเสื้อแดงยังยืนหยัดอยู่ได้ยิ่งกว่านั้นคนเสื้อแดงกลับมีใจที่มั่นคงในอุดมการณ์มากขึ้น
ซึ่งแรงขับจากความพ่ายแพ้ทั้งหลายเหล่านี้นี่เอง ทำให้คนเสื้อแดงเริ่มได้สัมผัสกับคำว่าชนะขึ้นเรื่อยๆ
กรณีการชุมนุมวันที่ 31 ม.ค 52 ที่ทำให้คนรอบข้างรวมไปถึงฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองต้องมองคนเสื้อแดงใหม่ทั้งหมด(แน่นอนการต่อสู้มันจะต้องเข้มข้นขึ้น)
รวมไปถึงการเหยียบอุดรฯ ของม๊อบโกเต๊ก เพื่อยั่วยุคนเสื้อแดงให้มีภาพความรุนแรง กลับไม่เป็นผล ซ้ำกรรมสนองกลับ คนที่เสียท่าคือม๊อบโกเต๊กเพราะคนเสื้อแดงไม่ยอมเล่นตามเกม จนทำให้มีการเปรียบเทียบกันชัดเจนว่าม๊อบไหนกันแน่? ที่เป็นปัญหาของประเทศชาติ

แต่แล้วทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับคนเสื้อแดงบางกลุ่ม บางคน
ที่หลงระเริงไปกับชัยชนะ และยอมทำเพื่อเงินจนลืมอุดมการณ์ของตนเอง
ผมไม่สามารถระบุได้ว่าใคร แต่ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง
ข่าวการทะเลาะกันเองของคนเสื้อแดงในบางพื้นที่
ข่าวการแยกกลุ่มแล้วกลับมาทำลายกันเอง
ข่าวการแอบซื้อตัวแกนนำคนเสื้อแดงบางคน คนเสื้อแดงบางกลุ่ม เพื่อเป็นเนื้อร้ายคอยทำลายคนเสื้อแดงในคราบเสื้อแดง
จนทำให้คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เกิดอาการสับสนและหวั่นไหวเป็นอย่างมาก

แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง พวกเราคนเสื้อแดงอย่าไปสับสนและหวั่นไหวกับมัน
อะไรที่มันเป็นเรื่องดีๆกับพวกเราก็ควรเก็บเอาไว้เป็นกำลังใจ ไม่ใช่หลงระเริงไปกับมันจนลืมอุดมการณ์ของตัวเอง
อะไรที่มันเป็นเรื่องไม่ดีกับพวกเราก็ให้ยอมรับความจริงและเปลี่ยนมันให้เป็นแรงต่อสู้เพื่อลบภาพไม่ดีเหล่านั้นออกไปให้ได้

ขอให้คิดเสมอว่า
กลุ่มคนเสื้อแดงนั้นมาจากร้อยพ่อพันแม่ หลากหลายความคิดแต่เป้าหมายของพวกเรานั้นเหมือนกันคือเพื่อประชาธิปไตย
แม้จะมีใครบางคน บางกลุ่มที่ทรยศแต่คนเสื้อแดง ยอมก้มหัวให้อำมาตย์ ยอมเป็นทาสของเงินตรา
พวกเราคนเสื้อแดงก็จงอย่าไปใส่ใจ อย่าไปโวยวายให้เหนื่อยเปล่า

ขอให้จำไว้เสมอว่า
พลังของคนเสื้อแดงในวันนี้นั้น มันเกิดจากหัวใจดวงเล็กๆที่มารวมกันเป็นพลังบริสุทธิ์ไม่ใช่มาจากการบังคับขู่เข็ญ และหลอกลวง
แม้จะมีการกล่าวหาเรื่องแดงแท้ แดงเทียมก็ตาม อย่าไปหวั่นไหว อย่าไปโต้ตอบเพราะสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นแดงแท้ แดงเทียมนั้น คำตอบมันอยู่ในใจเราเอง
เรารู้ตัวเราดีว่าเราเป็นคนเสื้อแดงที่ทำเพื่อประชาธิปไตย ทำเพื่อส่วนรวม หรือเราเป็นเพียงแค่คนที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองโดยเอาคนเสื้อแดงมาบังหน้าเท่านั้น

อุดมการณ์สีแดงเพื่อประชาธิปไตยในหัวใจของพวกเราต่างหาก
ที่จะเป็นตัวกำหนดพลังของกลุ่มคนเสื้อแดง พลังของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
วันนี้ใครจะเดินจากเราไปก็ช่างเขา ขอให้เรายังเป็นเรา เรายังเป็นคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็พอ
วันนี้ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขา ขอให้หัวใจเรายังมั่นคง ต่ออุดมการณ์ของเรานั่นก็เกินพอ

เปรียบเหมือนพวกเราคือก้อนอิฐมอญหนึ่งก้อน ที่เรียงต่อกันจนเป็นกำแพงที่แข็งแรง
โดยมีปูนซีเมนต์ที่เปรียบเหมือนอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นตัวเชื่อมให้เกิดความแข็งแรง คงทน
แล้ววันนี้เกิดอิฐมอญก้อนใดก้อนหนึ่งมันหลุดออกมาจากกำแพงนั้น กำแพงมันก็ยังไม่พังลงมาหรอก
และสุดท้ายพวกเราก็จะมีอิฐมอญก้อนใหม่ที่มาเดิมเต็มตรงช่องว่างที่ขาดหายไปนั่นเอง

จงเชื่อมั่น. . .
ในอุดมการณ์คนเสื้อแดง
แต่อย่ามั่นใจในตนเองจนเกิดเหตุ จนไม่ฟังใคร
เพราะแก่นแท้ของประชาธิปไตยนั้นคือการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพื่อจะนำมาปรับปรุงในส่วนที่บกพร่อง
วันนี้หากพวกเราตื่นขึ้นมา แล้วมีคนบอกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงสลายแล้ว ก็อย่าไปเชื่อ อย่าไปสนใจ
เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีวันสลายหรอก ในเมื่อตอนที่พวกเราตื่นอุดมการณ์สีแดงมันยังคงอยู่ในหัวใจของพวกเรา
ทุกครั้งที่พวกเราเดินออกจากบ้านไปเพื่อต่อสู้กับเผด็จการอำมาตย์ จงรู้ไว้ ว่า เราไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง
หรือหากมันเป็นอย่างนั้นจริง พวกเราก็จะยังมี เสียงประชาไทย คนนี้ที่ยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างเสมอ
เพราะ ผมเชื่อในอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง
เพราะผมเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะแก้ไขความทุกข์ยาก แก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ไม่ใช่ระบอบอำมาติยาธิปไตย

ฉะนั้น ปรากฏการณ์ แดงแท้ แดงเทียมที่เกิดขึ้น
ผมเองก็ไม่ได้หวั่นไหวเลย
เพราะชีวิตของแต่ละคน เขามีสิทธิเลือกทางที่จะเดิน
ใครจะเดินจากไปเราก็อย่าสนใจ
ใครจะเดินเข้ามาเราก็พร้อมที่จะต้อนรับ
เริ่มเป็นประชาธิปไตยที่ตัวเราเองก่อนแล้ว
ประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศมันจะตามมาเอง
เริ่มต่อสู้กันจากใจตัวเราเองเสียก่อน
แล้วพลังคนเสื้อแดงที่ยิ่งใหญ่จะตามมาเอง

ขอบคุณเสรีชนคนเสื้อแดงด้วยหัวใจ

ที่มา thaifreenews

ขอบคุณเสรีชนคนเสื้อแดงจากหัวใจ

การแถลงยุติการชุมนุมชั่วคราวของเสรีชนคนเสื้อแดงของแกนนำบนเวทีเมื่อคืนนี้ อาจสร้างความผิดหวัง งุนงง เสียใจ ให้กับพี่น้องเสรีชนของพวกเราบางคนอาจ ช๊อค ทั้ง ๆ ที่เตรียมตัวเตรียมใจที่จะต่อสู้อย่างยาวนาน ณ สมรภูมิ ที่พวกเราเลือกที่จะผนึกกำลังเข้าต่อสู้แล้ว พี่น้องเสื้อแดงที่รักผมอยากบอกกับทุกท่านในบทความฉบับนี้ว่า ผมเองก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยไปกว่าพวกท่านทุกคนที่การต่อสู้ในยกแรกยุติเร็วเกินกว่าที่พวกเราคิดและคาดหวังไว้

ถามว่าคนเสื้อแดงรู้มั้ยว่าการชุมนุมแสดงความเห็นทางการเมืองหน้าที่เนียบรัฐบาลครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน และยากลำบากอย่างยิ่งในการต่อสู้ เพราะการแสดงออกครั้งนี้เทพไม่ได้ประทาน พวกเรามิได้เป็นที่โปรดปรานของชนชั้นปกครอง แม้จะการแสดงออกขั้นพื้นฐานทางการเมืองในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่เขียนไว้เป็นยันตร์กันหมา ในรัฐธรรมนูญ เสื้อแดงทุกคนรู้

ว่ากำลังทำอะไร

กำลังสู้อยู่กับใคร

แต่ก็ยัง สู้

ซึ่งถ้าเทียบกับ ม๊อบเทพประทานฝ่ายหนึ่งคงเป็นแบบฟ้ากับเหวไม่มีผิด ทั้งความสะดวกสบาย หรือกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ก็จะไม่มีความผิด

พี่น้องเสรีชนคนเสื้อแดงที่รักทั้งหลาย เราคงต้องยอมรับความจริงและทบทวนยุทธศาสตร์ การเคลื่อนไหว แม้ว่ามันจะขัดความรู้สึกไม่เป็นตามที่เราคาดหวัง แต่เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่าการล้มรัฐบาลจากการชุมนุมของประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก หากลองทบทวนการเคลื่อนไหวของม๊อบผ้าอนามัยที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากประกาศิตของประชาชนไม่ได้ล้มเพราะม๊อบนั้น แต่รัฐบาลล้มเพราะโดนรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในการปล้นครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลต่อมาล้มเพราะการรวมหัวปล้นขององค์กรอิสระในการตัดสินยุบพรรคแบบอ่านผิดอ่านถูกทุลักทุเล (จนถึงขนาดต้องส่งทหารรบพิเศษ พร้อม M16 เข้าไปการันตีความโปร่งใส) ในการปล้นครั้งที่สอง รัฐบาลไม่ได้หลุดจากการบริหารจากการที่ม๊อบเทพประทาน ปิดถน ยึดทำเนียบ หรือยึดสนามบิน

จึงไม่มีความจำเป็นที่คนมีอารยะในการแสดงออกทางการเมือง อย่างสีแดงเข้าไปกระทำการเอามีดจี้คอคนไทยทั้งประเทศ สร้างความวิบัติฉิบหายให้กับประเทศอย่างอย่างมหาศาลอย่างที่พวกมันทำ วันตาสว่างแห่งชาติ มันถูกจุดติดขึ้นมาจากการแสดงออกของพวกเราไปทั่วประเทศแล้ว หน้ากากคุณธรรมที่พวกฉาบไว้หนาเตอะ มันค่อย ๆ หลุด ค่อย ๆ ล่อนออกมาทีละชิ้นจากใบหน้าอันอวบอูมของพวกมันจนหมดสิ้นแล้ว การลงทุนปล้นอำนาจของประชาชนครั้งนี้มันใช้ทุนสูงที่สุดในชีวิตที่เคยทำมา

หากเสรีชนคนเสื้อแดงจะยึดทำเนียบ หรือปิดสนามบินบ้าง ก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะม๊อบไร้เส้นแบบนี้ ไอ้หัวเถิกกับนักวิชาการเลียอำมาตย์ ที่เวลาพูดไปตาขยิบไป คงไม่ออกมางึมงำๆ ออกทีวี ให้รัฐบาลลาออกอย่างที่เคยทำแน่ ๆ ยิ่งองค์กรอิสระต่าง ๆ ยิ่งไม่ต้องไปคาดหวัง พรรคพวกเดียวกันกับที่รวมหัวกันหัวปล้นมาตั้งแต่แรกทั้งนั้น

วันนี้เสื้อแดงแสดงความเห็นแก่ประเทศชาติ เนื่องจากกำลังจะมีการประชุมอาเซียนซัมมิต เพราะไม่อยากให้ชาติเสียหาย

เสื้อแดงไม่เคยทำร้ายตำรวจ หรือทหาร หนำซ้ำยังแบ่งปันน้ำใจให้กัน เพราะรู้ว่าที่พวกเขามายืนป้องกัน เพราะเป็นหน้าที่

เสื้อแดงพิสูจน์ความจงรักษ์ภักดี เพราะรู้ว่า จะมีขบวนเสด็จผ่านเพื่อใช้เส้นทางนี้

เสื้อแดงไม่เคยพูดว่ารักชาติ เสื้อแดงไม่เคยพูดเอาสถาบันมาทำมาหากิน แต่เสื้อแดงแสดงออกด้วยการกระทำ

วันนี้ ภาพของคนเสื้อแดงกับคนเสื้อเหลือง มันต่างกันจริง ๆ ครับ มันต่างกันราวฟ้ากับเหวส่วนใครจะเป็นฟ้า หรือใครเป็นเหว วิญญูชน คงแยกแยะออกโดยไม่ยาก

วันนี้การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น ไม่ใช่วันที่สิ้นสุด

น้ำใจแรงกายเสียสละ ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่กระบวนการต่อสู้ทางภาคสนามของคนเสื้อแดงใน 3 วันที่ผ่านมา ผมขอจดจำเอาไว้ตราบชั่วชีวิต สัญญาว่าเราจะจับมือกันต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจที่แท้จริงของเรากลับคืนมาให้ได้ แล้วพบกันในวันที่เสรีภาพต้องการเรา

ขอบคุณจากหัวใจ

สายลมรัก

สถานการณ์ปฏิวัติสงครามนี้ยังอีกยาวไกล

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

ไม่เหนือความคาดหวังสักเท่าไรนักที่แกนนำความจริงวันนี้ประกาศยกเลิกการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากชุมนุมใหญ่กันมาได้เพียง 3 วันเท่านั้น มีการวิเคราะห์กันมาจากหลากหลายมุมมองว่า การประกาศยกเลิกการชุมนุม ในครั้งนี้ (จากที่ตั้่งท่ากันมานาน) มีความเหมาะสม หรือสมเหตุสมผลเพียงใด ขณะที่ผู้คนที่สวมเสื้อสีแดงที่มีความรักความต้องการประชาธิปไตยอย่างเต็มล้นอยู่ในหัวใจเรือนหมื่น หรือหลาย ๆ หมื่น ต่างก็หลอมรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเรียกร้องและทวงสัญญาตามที่ได้ประกาศเอาไว้

ผมเชื่อว่าคงจะมีไม่น้อยที่ผู้ที่มีใจรักประชาธิปไตยและคอยเอาใจช่วยอย่างเต็มที่กับการต่อสู้ครั้งนี้ คงจะรู้สึกไม่เข้าใจและมีคำถามมากมายกับทิศทางและการต่อสู้ที่ผ่านมาในการชุมนุมครั้งนี้ หลายคนอาจจะผิดหวัง, หลายคนอาจจะสับสน, หลายคนอาจจะหงุดหงิด, ฯลฯ ผมเองทันที่ที่ได้ยินคำประกาศจากเวทีคนเสื้อแดงที่ประกาศยกเลิกการชุมนุม ก็รู้สึกสับสนในช่วงแรกเหมือนกัน...แต่หลัีงจากได้สงบจิตใจลงแระค่อย ๆ คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ทั้งผลดีผลเสีย ทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง ของฝ่ายคนเสื้อแดงแล้วก็ต้องกลับมาพิจารณาความรู้สึกของตนเองเสียใหม่

การนัดชุมนุมในครั้งนี้เป็นการชุมนุมใหญ่โดยมีเป้าหมายหลักคือการ ทวงถามข้อเรียกร้อง ที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นให้กับรัฐบาลเอาไว้ัตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ด้วยเหตุนี้พี่น้องชาวเสื้อแดงจึงมารวมพลังกันเพื่อ กดดันรัฐบาล ให้ดำเนินตามข้อเรียกร้องเหล่านั้น ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น ถ้าเป็นมวยก็เรียกว่า เป็นมัดฮุ๊ค ยังไม่ใช่หมัดยิงตรง ๆ

จากการชุมนุม 3 วันที่ผ่านมาผลที่ได้รับนอกจากจะเป็นการแสดงพลังคนเสื้อแดงทวงถามข้อเสนอดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการแสดงให้ชาวต่างประเทศทั้งหลายได้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่ได้มาจากการใช้อำนาจ (ที่่มองไม่เห็น) เป็นผู้้ตั้งขึ้นมา ซึ่งอำนาจนี้มิใช่อำนาจที่มาจากประชาชนที่แท้จริง และเมื่ออำนาจรัฐบาลมิได้มาจากประชาขนที่แท้จริงของประเทศก็จึงพูดไม่ได้เลยว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ด้วยเหตุันี้บรรดาชาติต่าง ๆ ที่มีแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงพากันรังเกียจ และไม่ต้องการคบหาด้วย

การประชุมอาเซียนซัมมิตที่มีขึ้นนี้ อาจจะมีใครต่อใครที่พยายามสร้างภาพให้เห็นว่า บรรดาชาติอาเซียนทั้งหลายต่างก็ยังคงให้ความสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยการมาเข้าร่วมประชุมตามกำหนดการที่จัดไว้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำอาเซียน, รัฐมนตรีต่างประเทศ, รัฐมนตรีกลาโหม ฯลฯ ที่ได้เข้ามาร่วมการชุมนุมในครั้งนี้....แต่ถึงอย่างไรความจริงก็ไม่อาจจะหนีพ้นไปได้ว่า การประชุมอาเซียนซัมมิตในครั้งนี้ก็เป็นเพียง กระดาษห่อของขวัญที่สวยงามแต่ห่อหุ้มกล่องกระดาษอันว่างเปล่าเอาไว้ภายใน และก็เป็นมารยาทที่แต่ละประเทศในประชาคมอาเซียนจะต้องแสดงความร่วมมือกัน เพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของประชาคม หาใช่การเห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีที่มาจากเผด็จการแต่อย่างใดไม่

อาจจะมองดูดี แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเีพียงการ เชิญคณะผู้นำอาเซียน มาทัวร์ประเทศไทย และมารับประทานอาหารไทย ก็เท่านั้น จะไม่สามารถมีการตกลงใด ๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมให้เป็นรูปธรรมได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน และที่แน่ ๆ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากการประชุมอาเซียนซัมมิตนี้เช่นกัน

การยกระดับการชุมของคนเสื้อแดง และการบอกเลิกการชุมนุมในครั้งนี้ ถ้ามองในมุมแคบ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการเสียเปล่าของมวลชนอย่ีางสิ้นเชิงที่ เมื่อมาร่วมชุมนุมกันจากทั่วสารทิศแล้วไ่ม่สามารถกดดันรัฐบาลให้ทำตามได้อย่างที่ต้องการดูเหมือนผู้ชุมนุมจะพ่ายแพ้ แต่ถ้ามองในมุมกว้าง แล้ว สิ่งที่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยต้องการคือ การได้มาซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อย่างแท้จริง และการยกระดับการเรียกร้องในครั้งต่อไปนี้ มิใช่การขอให้ รัฐบาลยุบสภา, ขอให้ดำเินินคดีกับ พันธมิตร, ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เพียงเท่านั้น แต่การเรียกร้องในครั้งนี้จะเป็นการเรียกร้องเพื่อ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ของประเทศไทย ซึ่งมันเป็น สเกล ที่ใหญ่มาก และเมื่อเป็น สเกล ที่ใหญ่มาก จึงต้องมีการทำความเข้ัาใจกับมวลชนคนไทยผู้เป็นชาวรากหญ้าอีกมาก

ด้วยเหตุนี้ 1 เดือนที่จะมาถึงนี้ จึงเป็นห้วงเวลาที่แกนนำคนเสื้อแดง จะต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนชาวรากหญ้าตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ประชาธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยนั้นคืออะไร เป็นการให้คิดแก่พี่น้องคนไทยทั้งมวลที่จะได้เข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาได้รับจากการปกครองในระบอบเผด็จการนั้นแท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงแค่ หัวปลา และหางปลา ที่สุนัขจิ้งจอกมันแบ่งมาให้เท่านั้น ส่วนตัวปลาตรงกลางที่ควรจะเป็นของประชาชนนั้น สุนัขจิ้งจอกกับพรรคพวกเอาไปแบ่งกันเสวยสุขมานานนับหลายสิบปี

สุนัขจิ้งจอกมันไม่ยอมให้ปลาส่วนที่ดีที่สุดแก่ นาก 2 ตัวฉันใด ประชาธิปไตยไม่มีทางได้มาโดยความเมตตาของเผด็จการฉันนั้น ดังนั้นเวลานี้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงไม่ใช่การต่อสู้ในเชิงบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์แล้ว นับแต่นี้ไปอะไรก็ตามที่ไม่ได้มาโดยประชาธิปไตย พี่น้องคนเสื้อแดงจะต้องต่อสู้ และไม่ยอมรับในสิ่งนั้นโดยเด็ดขาด

และหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นมีด้วยกัน 5 ประการคือ

1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ( Sovereignty of Peoele )

2. เสรีภาพบริบูรณ์ ( Full Freedom )

3. ความเสมอภาค ( Equality ) ทั้งความเสมอภาคทางกฎหมาย และความเสมอภาคทางโอกาส

4. ยึดหลักกฎหมาย ( Rule of Law )

5. รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government )

หนทางไปสู่ประชาธิปไตยยังอีกยาวไกลครับ การต่อสู้ครั้งนี้ได้ยกระดับการต่อสู้จากแค่การไม่พอใจรัฐบาล, เรียกร้องบางสิ่งบางอย่างจากรัฐบาล, มาเป็นการต่อสู้เพื่อ การปฏิวัติประชาธิปไตย ในประเทศนี้่แล้วครับ และพี่น้องคนเสื้อแดงทุก ๆ ท่าน จะเป็นเหมือนนักต่อสู้ในอดีตเช่น เชกูวาร่า, มหาตะมะ คานธี, จอห์น อดัมส์, นางเบนนาซี บุตโต, ฯลฯ

ไม่ว่าท่านจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่นับแต่นี้ไปขอให้พี่น้องเสื้อแดงทุกท่านได้รับทราบว่า ท่านคือนักปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่ออนาคตของลูกหลานของท่านในประเทศนี้แล้วครับ

ปูนนก

ท่านไม่รู้หรือว่าท่านกำลังสู้อยู่กับใคร ??

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

พักก็เพื่อรบตีนตบสยบหมู่มาร....เพื่อนออกจากบ้านรวมพลังเสื้อแดง.....

พักก็เพื่อรุกเตรียมบุกไปทุกระแหง......เพื่อการเปลี่ยนแปลงแรงก็แรงไม่กลัว.....

เสียงเพลง มาร์ชเสื้อแดง ดังกระหึ่มขึ้น กระแสของมวลชนเสื้อแดงนับหลาย ๆ หมื่นได้เคลื่อนตัวไปเหมือนกระแสธารสีแดงฉานที่หลั่งไหลท่วมท้นไปตามถนนราชดำเนิน ท่ามกลางอากาศร้อนยามใกล้เที่ยงบนท้องถนน เปลวแดดเต้นระยิบแต่ก็ไม่ได้ทำให้ขบวนผู้คนสวมเสื้อสีแดงที่กำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกันด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เรียกร้องประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นั้นหยุดหรือท้อถอยไปได้....ขบวนเสื้อแดงผู้ถือธงสีแดง, ขบวนเสื้อแดงผู้ที่ขับรถมอเตอร์ไซด์, และถัดมาก็เป็นกองทัพประชาชนเสื้อแดงนับไม่ถ้วนต่างก็กำลังเดินไปอย่างมุ่งมั่นและมีแต่รอยยิ้มให้แก่กันและกัน ท่ามกลางกระบวนที่เดินอยู่นั้นมีรถบรรทุกคันใหญ่ติดเครื่องขยายเสียงโดยมีแกนนำเป็นผู้กำกับกระบวนการเคลื่อนที่ของผู้คนที่กำลังเคลื่อนไป.....

แดงทั่วแผนดิน กลายเป็นคำขวัญของคนไทยทั่วทั้งประเทศไทยไปแล้ว ข้อเรียกร้อง 4 ข้อของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้ยื่นไว้กับรัฐบาลและปิดประกาศเอาไว้ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยมีเนื้อความโดยสรุปกว่า

1. ให้รัฐบาลดำเนินตามกฎหมายกับผู้เหล่าพันธมิตรผู้ืทำการยึดทำเนียบและสนามบิน

2. ให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ รมต. กระทรวงการต่างประเทศและผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการของพันธมิตรทั้งหมดที่มีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาล

3. ทำการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คพปร. ในสภา

4. หลังจากได้ข้อสรุึปเรื่องการแก้ไขรัฐมนูญแล้วให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เวลานี้กองทัพเสื้อแดงไม่ได้มีเพียงแค่จำนวนผู้คนที่รวมตัวกันอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น แต่กองทัพเสื้อแดงได้แพร่ขยายไปเหมือนไฟลามทุ่งไปทุกหัวระแหงของแผ่นดินนี้ การต่อสู้ของคนเสื้อแดงวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่เป้าหมายได้ขยายเป็นสเกลที่ใหญ่กว่านั้นในระดับโลกแล้วนั่นคือ เรียกร้องการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลนี้แนวร่วมของคนเสื้อแดงจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ในระดับประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติทั่วทั้่งโลก

การลดระดับความสัมพันธ์ลงของ สหรัฐอเมริกา (เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ไม่มาเยือนไทยของ รมต. ต่างประเทศสหรัฐในการเยือนเอเซีย) เป็นสิ่งบอกเหตุแรกที่แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลเผด็จการและผู้ที่อยู่เบื้องหลัง จะไม่ได้รับการร่วมมือจากคนทั้งโลก.....รัฐบาลญี่ปุ่นเคยตกลงว่าจะอนุมัติิเงินกู้เพื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง 2,000 ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงเขาก็ยังไม่ให้ เพราะนายกอภิสิทธิ์ ไม่สามารถลงนามได้ ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศของท่านนายกทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มปรากฏผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกที ภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้าไปทั่วทั้งโลกส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมาสู่ประเทศไทย...โรงงานอุตสาหกรรมใหญ่น้อยพากันปิดตัวลง คนตกงานนับหลายแสนคนในทุกภาคส่วนของประเทศ รัฐบาลไม่มีนโยบายใด ๆ ที่เด่นชัดในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนอกจากตระเวนไปกู้เงินตามประเทศต่าง ๆ และแก้ปัญหาทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลไปวัน ๆ.....

ดังนั้นปัญหาเศรษฐกิจของชาติซึ่งเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนและเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงจึงเป็น จุดตาย ของรัฐบาลนี้ อีกทั้งเรื่องความไม่ชอบธรรมของการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ และการไม่้ดำเนินการใด ๆ กับกลุ่ม พันธมิตรผู้กระทำผิดกฎหมายในการยึดทำเนียบ และสนามบิน....กระแสเสื้ือแดงแพร่ขยายไปยังกลุ่มคนระดับล่างในทุกกลุ่มของประเทศ แม้แต่ทหาร, ตำรวจ, และข้าราชการ ก็มีคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยอยู่ในนั้น...เวลาของเผด็จการอมาตย์กำลังจะหมดลงในอีกไม่นานนี้แล้ว.....

การต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. นี้ เป็นเสมือนกับวันประกาศการต่อสู้ของ พคท. ในอดีตที่ อ. ภูพาน จ. สกลนคร เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว แต่ที่แตกต่างกันก็คือ วันประกาศการต่อสู้ของคนเสื้อแดงครั้งนี้มิใ่ช่การต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ตามสิทธิือันพึงมีของประชาชน....ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่เคยมีประเทศใดที่รัฐบาลเผด็จการต่อสู้กับประชาชนแล้ว เผด็จการจะได้รับชัยชนะ แม้ว่าพวกเขาจะมีอำนาจมากเพียงใดก็ตาม....

เคยมีคำกล่าวที่พวกพันธมิตรพูดเอาไว้อย่างอหังการ์ และเป็นคำพูดที่ปิดกันให้แซดว่า พวกเสื้อแดงรู้หรือเปล่าว่ากำลังสู้กับใคร??” ในครั้งนั้นใครก็ตามที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างก็รู้สึกหวั่นไหวและเกรงกลัวว่า ภัยจะมาถึงตัวเพราะประชาชนกำลังต่อสู้กับ มือที่มองไม่เห็น และเป็นอำนาจที่ ปฏิเสธไม่ได้....... แต่เวลานี้เมื่อพลังของประชาชนที่แท้จริงที่ได้ถูกปิดซ่อนเอาไว้ ได้หลอมรวมกันกลายเป็นกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากที่พร้อมจะกวาดเอาสิ่งเลวร้ายออกไปจากประเทศนี้ ประชาชนไทยทุก ๆ คนต่างก็พร้อมใจกันลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน และพวกเขากำลังตะโกนถามไปยังเผด็จการอมาตย์และผู้ที่อยู่เบื้องหลังว่า พวกท่านรู้หรือเปล่าว่าท่านกำัลังสู้อยู่กับใคร ??”

พี่น้องชาวสีแดงที่รัก พวกเราทุกคนมิใช่เพียงมีเสื้อสีแดงที่เหมือนกันเท่านั้น แต่พวกเราทุกคนต่างก็มี เลือดสีแดง เหมือน ๆ กันอีกด้วย มิได้มีเลือด สีน้ำเงิน หรือ สีอื่นใด และด้วยเลือดสีเดียวกันนี่เอง ทำให้พวกเราทุกคนจึง เหมือนกันและเป็นพี่น้องกัน แม้ว่าเราจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย.....

เราจะก้าวไปด้วยกัน....เราจะสู้ไปด้วยกัน...เราจะไม่หยุดจนกว่าเราจะได้ชัยชนะ...หรือไม่ก็เอาชีวิตของเราไป.....แต่เราจะ ไม่ยอม ให้ใครมาแย่งเอา สิทธิ์และเสรีภาพในความเป็นมนุษย์ของเราไป.....

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

จิตร ภูมิศักดิ์

ปูนนก

การยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบ เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องแล้ว

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

เราไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องชุมนุมยืดเยื้อม้วนเดียวจบแบบม็อบพันธมิตรครับ แต่เป้าหมายการชุมนุมทางยุทธศาสตร์ของเราคือ การกดดัน ให้รู้ว่า เรามี แสนยานุภาพและกำลังเพียงพอ ที่จะดำเนินการในระดับที่หนักกว่านี้ได้ สิ่งที่เราต้องการคือ การให้ความรู้และกระตุ้นจิตสำนึก และขยายเครือข่ายของคนเสื้อแดง ซึ่งคงต้องมีกิจกรรม การชุมนุม การปราศรัย กระจายออกไปทั้งภูมิภาค รวมทั้งในกรุงเทพฯ ด้วย เป้าหมายคือ การจัดตั้ง การกระจายเครือข่าย และเชื่อมโยงเครือข่าย และตามที่คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศเมื่อคืนนี้คือ จะมีการกระจายไปยังภูมิภาค มีการไปตั้งเวทีสัญจรตามภาคต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่าย ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวต่อไปอีกในอนาคต

โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เชื่อว่า ม็อบจะสามารถล้มรัฐบาลได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ม็อบพันธมิตร แม้จะมีเส้นใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม แต่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ล้มไปเพราะตุลาการวิบัติ หาใช้ม็อบ พธม. ไม่ แม้ ม็อบ พธม.จะยึดทำเนียบเป็นเดือน ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมากมาย แต่ก็ล้มรัฐบาลไม่ได้

แต่ผมก็เชื่อว่า ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวแล้ว เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทยรายใหญ่คือ อเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย คือ จีดีพีติดลบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นผลกระทบต่อประเทศไทยจึงรุนแรง ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หรือต่อให้ ดร.ศุภชัย พาณิชภักดิ์ มาเองก็ไม่สามารถแก้ไขได้ และอยู่ไม่รอดแน่นอน ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่แรงกว่า วิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 2540 ได้ รัฐบาลอภิสิทธิ์แม้จะมี มหาอำมาตย์ศักดินาอันยิ่งใหญ่ อุ้มชูแค่ไหนก็ไปไม่รอดแน่ เพราะการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นกับอำนาจของใครในประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นการบุญบารมีหรือพระสยามเทวาธิราช แต่มันขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน

หากประเทศผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของไทย เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจไทยก็ไม่มีทางฟื้นอย่างแน่นอน

ตอนนี้สิ่งที่จะทำได้อย่างเดียวคือ บอกให้ประชาชนเตรียมตัวให้พร้อมรับกับ แรงกระทบ เหมือนกับที่เราดูหนัง ยานอวกาศถูกยานมนุษย์ต่างดาวยิง ลำแสงผ่านเกราะป้องกันยานเราเข้ามาแล้ว สิ่งที่กัปตันจะรับมือได้มีเพียงอย่างเดียวคือ บอกให้ลูกเรือเตรียมพร้อมรับแรงกระทบ ลูกเรือส่วนที่อยู่ตรงแรงระเบิดคงบาดเจ็บล้มตาย หรือยานอาจระเบิด สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือ ทำใจ

ปัญหาคือ กัปตันจะต้องเป็นที่เคารพนับถือของลูกเรืออย่างมาก ความวุ่นวายจึงจะไม่ตามมา เตรียมรับมือกับปัญหาอย่างมีระเบียบ

ปัญหาของประเทศไทยคือ กัปตันไปปล้นเอาตำแหน่งของคนอื่นมา ไม่มีใครเชื่อถือกัปตันที่เป็น แค่นอมินี ของผู้โดยสารชั้น Super First-Class เท่านั้น กัปตันที่ผู้โดยสารชั้นสามจำนวนมากเชื่อถือ โดนพวกชั้นพิเศษไล่ไป ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ความสามัคคีก็ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แม้ว่าจะมีความพยายามตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ผมไม่เชื่อว่า รัฐบาลแห่งชาติจอมปลอม ทั้งหลายจะสามารถเรียกร้องความสามัคคีกลับคืนมาได้ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ ที่มาจากทุกฝ่าย แต่เป็นรัฐบาล ผู้แทนโดยตรงของศักดินาอำมาตยาธิปไตย ตัวจริงเสียงจริง และอย่าพยายามโกหกประชาชนว่า คนพวกนี้เป็นกลาง ไม่เข้าข้าง ปชป. หรือ เพื่อไทย เพราะผมไม่คิดว่าตอนนี้ฝ่ายเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยจะต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรากำลังต่อสู้กับอำนาจแฝง หรือพวกอำมาตย์ฯ ดังนั้น ไม่ว่าใครที่มาจากพวกอำมาตย์ ย่อมเป็นคู่กรณีหลักเป็นตัวปัญหา เป็นสาเหตุหลักของปัญหา ไม่ใช่คนกลาง

หากต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศชาติอย่างแท้จริง รัฐบาลแห่งชาติ หรือจะเรียกว่า รัฐบาลอำมาตย์ฯ ไม่ใช่คำตอบ แต่นั่นคือ ตัวปัญหาที่แท้จริง หากต้องการแก้ไขปัญหาของชาติให้ความปรองดอง และสามัคคีกลับคืนมาจะต้องมีการ ฟื้นฟูประชาธิปไตย อย่างจริงจัง ต้องจัดตั้ง รัฐบาลฟื้นฟูประชาธิปไตย

ต้องเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับคืนมา นิรโทษกรรมทางการเมืองให้ทุกฝ่าย ดึงสถานการณ์กลับไปก่อนรัฐประหารปี 2549 และยุบสภาคืนอำนาจให้กลับประชาชน และมือที่มองไม่เห็นทั้งหลายจะต้องหดกลับไป ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง เมื่อจัดการปัญหานี้แล้วให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

ไม่ต้องไปสนใจว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะเป็นใคร หรือ กำหนดมาจากใคร หรือ เจรจาใต้โต๊ะมาจากกลุ่มใด แต่ ปล่อยให้ประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศตัดสินจากผลการเลือกตั้ง หากคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชนะเลือกตั้ง ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม และคาดว่าทุกคนจะยอมรับ หากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็ปล่อยให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม รับหน้าที่นั้นไป

หากทำอย่างนี้ ผมว่าความสงบ และความจริงใจของทุกฝ่ายจะกลับคืนมา ไม่มีเรื่องคาใจกันอีกต่อไป และอย่าคิดว่า ขณะนี้จะมีใครมีบารมีมากพอที่จะรวมศูนย์จิตใจของประชาชนได้ เวทมนต์ เก่าๆ มันเสื่อมโทรมไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว Holy Siam Kingdom ได้เสื่อมสลายไปแล้ว อาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณแบบยุคกลางมันได้เสื่อมไปแล้ว

แต่ผมไม่เชื่อว่า กลุ่มอำมาตย์ จะยอมรับวิธีการแก้ไขปัญหาแบบนี้ พวกเขาจะต้องยื่นมือเข้ามา และทำให้สถานการณ์พัฒนาปั่นป่วนต่อไป แต่เชื่อผมเถอะว่าสังคมจะปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพ และหาทางออกของมันเอง และสุดท้าย อำมาตย์อยู่ไม่ได้แน่นอนอยู่แล้วในศตวรรษที่ 21 ไม่มีใครยอมให้ใครมาอ้างตนว่า เหนือกว่าคนอื่น เพราะการเกิด หรือชาติตระกูล มากกว่าการกระทำของพวกเขาหรอกครับ

อุดมการณ์ของคนในศตวรรษนี้คือ ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน และความเป็นธรรม โปร่งใส ไร้การแทรกแซง

โลกแบบไตรภูมิพระร่วง จักรวาลวิทยาแบบดั้งเดิมของไทย มันได้เสื่อมโทรมไปแล้ว

ยิ่งพยายามฉุดรั้ง ดึงรั้งมันไว้ ด้วยความยึดติด โมหะจริต มันก็ยิ่งเสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็ว

ปล. โดยส่วนตัวของผมแล้ว ณ ขณะนี้ เวลานี้ หัวหินมีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

ด.ช.มาร์ค ด.ช.กร กำนันเทือก และไอ้ห้อย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


ไม่รู้ว่าจะร้องไห้ดี หรือหัวเราะด้วยความปลงสังเวชดีกับชะตากรรมของประเทศไทย

จนป่านนี้ ด.ช. มาร์ก ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากอ๊อกฟอร์ด เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ไม่มีประสบการณ์บริหารธุรกิจใดๆ หรือแม้แต่การทำมาหากินประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถแต่ประการใด ด.ช.มาร์ก ยังฝันหวานอยู่เลยว่า "ปลายปีนี้เศรษฐกิจกิจจะเป็นบวก" ยังไม่รู้เลยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังดิ่งลงเหว จากดีมานด์ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เป็นต้นตอของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่ผ่านมานี้ กำลังดิ่งลงเหว กู่ไม่กลับ ไม่ว่าจะใช้มาตรการอะไร ก็ต้องกินเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี

ด.ช. มาร์ก ยังฝันอยู่เลยว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเร็ววัน ทั้งที่ภาคท่องเที่ยวของไทย ตายสนิทไปแล้ว



ส่วน ด.ช. กรณ์ คิดว่าคงเริ่มรู้ตัวแล้ว แต่คงหมดหวังที่จะแก้ปัญหาอะไรได้ เพราะคงรู้แล้วว่า มันเป็นวัฎจักรใหญ่ที่ต้องเจอ ด.ช.กรณ์ ก็ไม่มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจเช่นกัน นอกจากซื้อขายกระดาษ ที่เรียกว่าใบหุ้น โดยอาศัยคอนเน็คชั่น ที่เป็นครอบครัวอำมาตยาธิปไตยมาก่อน

ส่วนกำนันเทือก ก็กำลังสนุกสนานกับการ "เล่นเกมทางการเมือง" ยุคยี่สิบปีที่แล้ว ยังคิดว่า การเมืองคือเกม ไม่ใช่การทำงานให้ประชาชนเห็นอย่างแท้จริง เป็นแค่เกมทางคำพูดที่ออกผ่านสื่อ หรือการล็อบบี้กันแบบยุคก่อนปี 2540 เท่านั้น

ส่วนไอ้ห้อย หมอผีเขมร ก็กำลังถนัดกับการชักใยอยู่หลังฉาก คาดหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่า จะสามารถรวบรวม สส. สร้างพรรคขนาดกลาง สัก 50-70 เสียงได้ โดยอาศัย "บารมีของ สส.ในพื้นที่ และกำลังขายชื่อเสียง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตเด็กสร้างของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำงานใหญ่สำเร็จได้ เพราะมีเจ้านายที่เก่งหนุนหลัง เป็นดาวเคราะห์ที่ลืมตัวว่า ตัวเองรับแสงจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ คือ นายกฯทักษิณ ชินวัตร จึงทำงานสำเร็จ เพราะไม่ต้องเจอแรงเสียดทานใดๆ เพราะนายใหญ่คือทักษิณ เป็นเกราะกำบังให้หมดแล้ว เลยคิดว่าตัวเองเก่ง เพราะตัวเองจริงๆ

ทหารก็ยังคิดแบบปี 1980 ยุค คำสั่ง 66/2523 ที่คิดจะใช้ กอ.รมน. ไปทำสงครามจิตวิทยาบ้าบอ ในศตวรรษที่ 21 ยุคโลกาภิวัฒน์ ทหารยังคิดว่าตัวเองรบกับข้าศึก นุ่งผ้าเตี่ยวถือปืนอาร์ก้า มาไล่ยิงกับกองทัพแห่งชาติอยู่ ทั้งๆ ที่ยุค ศตวรรษที่ 21 ประชาชนเล่นคอมพิวเตอร์ออนไลน์ คุยกับฝรั่งและคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ หรือเรียนต่างประเทศ

ยุคที่คนทำงานธรรมดา อย่างนาย "ลูกชาวนาไทย" ก็สามารถเขียนบทความเหมือนกับคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ไดู้่

ทหารและผู้นำใหญ่ของประเทศ ยังเป็นคนยุคปี 1980 ทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ปีนี้คือปี 2009

เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันด้วยการค้าระหว่างประเทศเกินกว่าครึ่งหนึ่งของ จีดีพี ปัญหาของผู้บริโภคและผู้ผลิตของประเทศหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอีกประเทศหนึ่งทันทีเหมือนกัน ไม่มีรัฐชาติใด ๆ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งนี้ได้โดยลำพัง และแม้จะร่วมมือกันแก้ไข ก็ต้องกินเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี คนไทยที่ตกงาน อดอยากและวุ่นวายทางการเมืองมาสามปีแล้ว คงไม่มีความอดทนกับรัฐบาลโจรพวกนี้อีกต่อไปแล้ว ก่อนถึงเวลาที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอีกครั้งในอีกหลายปีข้างหน้า และคนไทยแทบทั้งหมดรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังหรืออุ้มรัฐบาลโจรก่อการร้ายนี้ คนอุ้มอย่าคิดว่าจะหลอกลวงประชาชนได้เลย เมื่อความเลวร้ายมาถึง เขาจะโทษคนอุ้ม ไม่ได้โทษ ด.ช.มาร์ก

อย่าคาดหวังเลยว่า ด.ช.มาร์ก ดช.กร จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือแม้แต่รองรับผลกระทบครั้งนี้ได้เลย แค่ความเข้าใจเบื้องต้น ของปัญหา เด็กชายลูกเศรษฐีที่ไม่เคยทำมาหากินทั้งสองคนนี้ ยังไม่มีความเข้าใจแต่อย่างใดเลย

แม่ทัพใหญ่ของรัฐไทย ต่างเป็นแค่เด็กน้อยเท่านั้น ส่วนพวกที่อยู่เบื้องหลัง ก็เป็น “เฒ่าคร่ำครึ” โบราณ ยังมีความคิด ความเชื่อแบบโบราณ แบบนิยายจักรๆ วงศ์ๆ ทั้งหลาย ทั้งที่นิยายยุคนี้ เขาเป็นแบบไปดาวดวงอื่นผ่าน สตาร์เกทกันแล้ว

จะรอดไหมนี่ประเทศไทย

พวกทหาร ตท. 6 รุ่น พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อสองปีที่แล้ว ยังมีความคาดหวังแบบโบราณยุคปี 1980 ว่า พวกตนจะสามารถมีอิทธิพลทางการเมืองได้อีกต่อไป โดยไปตั้งพรรคการเมืองทหารหนุนหลัง หรือรวบรวม ส.ส.มา พวกนี้ยังไม่เข้าใจสภาวะทางวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ว่า ความรุนแรงมันมากกว่าปี 2540 มากมายขนาดไหน

นึก ๆ แล้ว ผมก็ยังมีความคาดหวังอยู่ลึกๆ ว่า “พายุเศรษฐกิจ + พายุการเมือง” ที่ถล่มประเทศไทยครั้งนี้ หลังจากพายุผ่านไปแล้ว มันจะทำลายซากเดนศักดินา อำมาตยาธิปไตยไปหมดสิ้น

เมื่อวันที่พายุผ่านไปแล้ว ท้องฟ้าของประเทศไทย คงเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มตัวเสียที

เหมือนกับสหรัฐอเมริกา ที่พวกเขาคิดว่า “อเมริกันยุคศตวรรษที่ 20” ยุคสงครามเย็น ได้สิ้นสุดไปพร้อมกับประธานาธิบดี จอร์จ บุช และเริ่มศักราชใหม่ของการเปลี่ยนแปลงในยุคของ ประธานาธิบดีโอบามา แม้พวกเขาจะเผชิญพายุใหญ่ แต่พวกเขาก็เตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงแล้ว

ประเทศไทยยุคศตวรรษเก่า จะสิ้นสุดไปกับ “รัฐบาลอำมาตยาธิปไตยอุปถัมป์” ของ ด.ช.มาร์ก อย่างแน่นอน

Change

กำลังจะมาถึงประเทศไทย ยุคศตวรรษที่ 21 แล้ว ผมเลิกดูนิยายจักร ๆ วงศ์ ๆ ไปดู Stargate SG1 และ Stargate Atlantis ตั้งนานแล้ว

Saturday, February 21, 2009

พท.ฮึ่มยืนสอบ"มาร์ค" ซุกรถหรู เมียกรณ์แจง-เป๋า1.4ล

ที่มา ข่าวสด

ยืนยันแจ้งกับปปช.แล้ว แกนนำเพื่อไทย-นปช.คึก บินพบ"ทักษิณ"ที่ฮ่องกง




เยือนอิเหนา - ประธานาธิบดีสุสีโล บัมบัง ยุทโธโยโน นำนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ระหว่างผู้นำไทยเยือนประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. โดยป?ญหาโรฮิงยาเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ

เพื่อไทยฮึ่มยื่นสอบ"มาร์ค" สงสัยจงใจซุกรถฮอนด้า โอดิสซี่ย์ที่เคยแจ้งกับป.ป.ช. ตอนสมัยเป็นส.ส. แต่พอมาเป็นนายกฯกลับไม่มีแจ้ง นอกจากนี้ยังสอบผู้ถือครองรถคันเดียวกันนี้ก็พบว่าไม่ปรากฏในสารบบว่าใครเป็นเจ้า ของ ด้านเมียกรณ์ จาติกวณิชแจงยื่นแจ้งทรัพย์สินกระเป๋าแอร์เมสใบละ 1.4 ล้านต่อป.ป.ช.แล้ว ส่วนที่ไม่ได้แจ้งอาจเป็นของแม่ ด้านเทพไทอ้างโทร.คุยนายกฯแล้ว พร้อมชี้แจงกรณีซุกรถหลังกลับจากเยือนชวา ส่วน ส.ส.เพื่อไทย-แกนนำนปช.แห่บินไปพบแม้วที่ฮ่องกง "สาก"เผยแค่ไปเยี่ยม-พูดคุยธรรมดา "อภิสิทธิ์"เผยคุยประธานวิปฝ่ายค้าน-ประธานรัฐสภาแล้ว เตรียมให้ สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพถกปฏิรูปการเมือง

พท.ยื่นหลักฐานเพิ่มเอาผิดบุญจง

เวลา 10.45 น.วันที่ 20 ก.พ. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้มายื่นซีดีและเอกสารเป็นหลักฐานเพิ่มเติม กรณีกล่าวหานายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แจก เงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) พร้อมแนบนามบัตรของตัวเอง ให้กับคณะกรรมการป.ป.ช. ผ่านนายวิทยา อาคมพิทักษ์ ผอ.สำนักการข่าวและประเมินผล สำนัก งานป.ป.ช. โดยนายพร้อมพงศ์กล่าวว่าพรรคได้ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมมายื่นต่อคณะอนุกรรมการป.ป.ช. โดยหลักฐานที่นำมายื่นครั้งนี้เป็นวีซีดีที่มีความชัดเจน ซึ่งมั่นใจได้ ชนิดไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอหรือพิสูจน์เสียง เพราะมีความชัดเจนมากว่านายบุญจงแจกเงิน เป็นการกระทำผิดกฎหมายตามมาตรา 157 ในฐานะใช้อำนาจโดยมิชอบ และเป็นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า

เมื่อถามว่าการมายื่นหลักฐานเพิ่มเติมหลายครั้ง เพราะต้องการกดดันการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่าไม่ได้กดดัน แต่มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่คณะอนุกรรมการไต่สวน และสอบถามความคืบหน้าของคดี โดยพรรคได้ติด ตามทุกเรื่องที่ร้องเรียนไป และจะติดตามไปเรื่อยๆจน กว่าจะมีการชี้มูลตัดสิน เมื่อถามว่าการมาติดตามเรื่องบ่อยครั้ง เพราะไม่มั่นใจการทำหน้าที่ของป.ป.ช. ใช่หรือไม่ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่าการนำหลักฐานเพิ่มเติมมายื่นให้กับป.ป.ช. ถือว่าช่วยงานป.ป.ช. ไม่ใช่การกดดัน

สงสัยอภิสิทธิ์ซุกรถ-ไม่แจ้งปปช.

นายคารม พลทะกลาง ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอให้ตรวจสอบทะเบียนรถและชื่อผู้ครอบครอง หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื่องจากตรวจสอบพบว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯอาจจงใจปกปิดการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งตนได้ตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯของนายอภิสิทธิ์ที่ยื่นไว้ตอนรับตำแหน่งส.ส.เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2551 ซึ่งยื่นต่อป.ป.ช. เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2551 พบว่านายอภิสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์ 2 คัน คือรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี หมายเลขทะเบียน วณ 4533 กทม. และรถยนต์ฮอนด้าโอดีสซี่ย์ หมายเลขทะเบียน 9ฬ-2733 กทม. แต่เมื่อตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯครั้งรับตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2551 และได้ยื่นต่อป.ป.ช. เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการแสดงทรัพย์สินรถยนต์ไว้ 2 คันคือ รถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี หมายเลขทะเบียน วณ 4533 กทม. กับรถยนต์มิตซูบิชิ สเปซวากอน หมาย เลขทะเบียน ฌง 5317 กทม. จึงน่าแปลกใจว่าทำไมจึงไม่ยื่นรายการรถยนต์ฮอนด้าโอดีสซี่ย์

นายคารมกล่าวว่า ตนจึงตรวจสอบทะเบียนรถ ชื่อผู้ครอบครองและผู้ถือกรรมสิทธิ์คันดังกล่าว พบว่าไม่ปรากฏอยู่ในสารบบว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง แสดงว่าเป็นรถนินจา จึงอาจเป็นไปได้ว่านายอภิสิทธิ์ไม่แสดงรายการบัญชีทรัพย์สินรถยนต์คันดังกล่าว หรืออาจถือได้ว่านายอภิสิทธิ์ จงใจแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯอันเป็นเท็จต่อป.ป.ช. เมื่อตนยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกแล้ว หากมีหลักฐานเพิ่มเติมชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ จะนำมายื่นร้องเรียนต่อป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ต่อไป

เมียกรณ์ยันแจ้งแล้วกระเป๋า1.4ล.

วันเดียวกัน นางวรกร จาติกวณิช ภริยานายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวแจ้งรายการบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ไม่ครบ โดยเฉพาะกระเป๋ายี่ห้อแอร์เมสจำนวน 2 ใบๆละ 1.4 ล้านว่า ทำไมจะไม่แจ้ง มิเช่นนั้นข่าวจะออกมาได้อย่างไรว่ามีกระเป๋าดังกล่าว แต่ไม่ได้มี 2 ใบอย่างที่กล่าวหา ตนมีเพียงใบเดียวเท่านั้น โดยสามีเป็นผู้ซื้อให้ ถ้าคนอื่นเห็นว่ามีหลายใบ ขอเรียนว่าไม่ใช่ของตน อาจเป็นของคุณแม่ ถ้าวันใดแม่ตนยกให้จะรีบไปแจ้งต่อป.ป.ช. เรื่องนี้สามารถไปตรวจสอบที่ป.ป.ช.ได้ ยืนยันว่าการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ตนปฏิบัติตามกฎหมายป.ป.ช.ทุกประการ ทรัพย์สินใดที่ราคาเกิน 2 แสนบาทจะแจ้งทุกชิ้น มีรูปถ่ายเป็นหลักฐานแสดงไปด้วย แต่บางครั้งข่าวก็มั่ว สินค้ายี่ห้อนี้บางชิ้น เช่น รองเท้า กางเกง ราคาต่อชิ้นไม่ถึง 2 แสน ไม่มีความจำเป็นต้องแจ้ง แต่กลับไปเสนอข่าวว่าตนจงใจปกปิดข้อมูล แย่มากๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเลยกลายเป็นว่าคนแจ้งมีปัญหา แต่คนไม่แจ้งกลับถือครองได้สบาย ที่ผ่านมาภรรยารัฐมนตรีหลายคนใช้กระเป๋ายี่ห้อนี้ เช่น คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภรรยาพ.ต.ท.ทักษิณก็สะพายจนโดนโจรฉกในห้างสรรพสินค้ามาแล้ว ถามว่าเคยแจ้งต่อป.ป.ช.เหมือนตนบ้างหรือเปล่า

"เป็นเรื่องตลกสิ้นดี ไม่มีอะไรจะทำกันแล้วหรือถึงต้องเพ่งเล็งมาที่ดิฉันด้วย แต่คงห้ามปากเขาไม่ได้ การเมืองวันนี้แม้จะมีความพยายามดิสเครดิตคุณกรณ์ แต่จะไม่ทำให้ดิฉันและสามีท้อแท้เด็ดขาด เพราะเชื่อมั่นว่าเราทำในสิ่งถูกต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง" นางวรกรกล่าว

"เทพไท"จี้3หน่วยงานตามจับ"แม้ว"

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงส.ส. พรรคเพื่อไทยจะไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เกาะฮ่องกงว่า ประเทศจีนมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนมายังประเทศไทย จึงเป็นหน้าที่ของ 3 หน่วยงาน คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องประสานอัยการสูงสุด(อสส.) และกระทรวงการต่างประเทศ แต่จากการสอบถามสตช.พบว่ายังไม่มีการขอตัวพ.ต.ท. ทักษิณ กลับประเทศไทยเลย และขอเรียกร้องพ.ต.ท. ทักษิณ ว่าขอให้ยุติการอยู่เบื้องหลังของกลุ่มที่เคลื่อน ไหว หากกลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวในช่วงนี้ จะสร้างความเสียหายต่อประเทศโดยเฉพาะการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่สื่อต่างชาติจะเดินทางมาไทยจำนวนมากเพื่อรายงานความเคลื่อนไหว กระจายข่าวไปทั่วโลก

นายเทพไทกล่าวถึงร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ระบุร่วมกินข้าวกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์โดยเสนอพร้อมเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเพราะไม่พอใจพรรคร่วมรัฐบาลว่า จากการสอบถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เลขาธิการพรรค และแกนนำพรรคหลายคน รวมถึงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ต่างปฏิเสธไม่เคยร่วมรับประทานอาหารกับร.ต.ท.เชาวริน จึงถือเป็นการกุข่าวให้เกิดความแตกแยกในพรรคร่วม เป็นกระบวนการที่ร.ต.ท.เชาวรินถนัด ตั้งแต่การสร้างตำนานขุดทองที่ถ้ำลิเจีย หลอกคนทั้งประเทศ ซึ่งไม่มีใครเชื่อ มีแต่พ.ต.ท.ทักษิณที่เชื่อถึงขนาดจะเอาดาวเทียมไปสำรวจดูการกระทำของร.ต.ท.เชาวรินเป็นการสร้างละครหลอกพ.ต.ท.ทักษินอีกครั้งหนึ่ง

"ยืนยันว่าประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลมีความเหนี่ยวแน่น มีความสุขในรัฐบาล ทำงานร่วมกันเป็นทีม ไม่มีวี่แววความแตกแยก ดังนั้น การสร้างข่าวของ ร.ต.ท.เชาวรินจึงเป็นเพียงฝันกลางวันของคนสติเฟื่อง" นายเทพไทกล่าว

เผย"มาร์ค"เตรียมชี้แจงซุกรถเอง

นายเทพไทกล่าวว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากฝ่ายค้านพาดพิงบุคคลอื่นให้เกิดความเสียหาย อาจถูกบุคคลภายนอกฟ้องร้องได้ แต่ถ้าพาดพิงรัฐมนตรีและส.ส.ในสภา ไม่ว่าเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอะไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนจะชี้แจงได้ ทั้งนี้ พรรคจะไม่ตั้งทีมงานรวบรวมข้อมูลของฝ่ายค้าน เพื่อแฉกลับฝ่ายค้านกลางสภา ส่วนที่ระบุว่าการอภิปรายครั้งนี้จะน็อกรัฐ บาลได้ทันทีนั้น ขอให้ฝ่ายค้านไปสร้างเอกภาพและหาตัวผู้อภิปรายใน 5 ประเด็นให้ได้ก่อน

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตถึงนายสุเทพแจ้งบัญชีทรัพย์สิน โดยระบุสถานะเป็นม่าย ขณะที่มีภรรยาอยู่ จึงเกรงว่าจะเป็นช่องทางปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ นายเทพไทกล่าวว่าการแจ้งสถานะทางสังคมถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่หากเกรงว่าจะมีการถ่ายเททรัพย์สินก็ใช้กระบวนการของป.ป.ช.ตรวจสอบได้อยู่แล้ว

นายเทพไทยังกล่าวถึงพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่น ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบทรัพย์สินนายอภิสิทธิ์ว่า ไม่มีปัญหาอะไร นายกฯเป็นคนรอบคอบ น่าจะแสดงบัญชีทรัพย์สินครบถ้วน อีกทั้งตั้งแต่นายอภิสิทธิ์เล่นการ เมืองมา เป็นส.ส.ธรรมดาจนถึงมีตำแหน่งนายกฯก็ผ่านการแสดงบัญชีทรัพย์สินมาโดยตลอด จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหา ตนโทรศัพท์พูดคุยประเด็นนี้กับนายกฯแล้ว นายกฯระบุว่าหลังจากกลับจากประเทศอินโดนีเซียจะขอชี้แจงประเด็นนี้ด้วยตัวเอง

"มาร์ค"ได้ช่องทางปฏิรูปการเมือง

เวลา 07.10 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนไปเยือนประเทศอินโดนีเซีย ถึงความคืบหน้าการปฏิรูปการเมืองว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ได้คุยกับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน และนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ถึงการปฏิรูปการเมืองซึ่งมีความคืบหน้า รัฐบาลจะทำหนังสือถึงสถาบันพระปกเกล้า เพื่อให้สภา สถาบันพระปกเกล้าเป็นแกนปฏิรูปการเมือง ให้พิจารณาว่าจะทำงานนี้ได้หรือไม่ ถ้าทำแล้วจะทำในรูปแบบใด ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ รวมถึงมีประเด็นใดบ้างที่คิดว่าครอบคลุม ซึ่งประธานวิปฝ่ายค้านเห็นว่าน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสม จึงถือว่ามีความคืบหน้า ซึ่งการปฏิรูปการเมืองจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นในฝ่ายต่างๆ

เมื่อถามว่าพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะไม่มีการเสนอเข้ามาแล้วใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าตนคุยกับฝ่ายค้านว่าให้ใช้ช่องทางนี้นำเสนอความคิดต่างๆ ถ้าสภา สถาบันพระปกเกล้าฯ รับเป็นแกนนำดำเนินการ จะต้องเชิญฝ่ายต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าได้บอกในระหว่างการหารือ ว่าถ้าจะทำก็ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านคงไปพูดคุยกันภายใน ถ้าเห็นว่าแนว ทางนี้เหมาะสมเรื่องนี้จะเป็นหลักแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองได้

ต่อข้อถามว่าฝ่ายค้านให้ความมั่นใจหรือไม่ว่าจะไปเคลียร์กันได้ นายกฯกล่าวว่าต้องรอการประชุมของสภาสถาบันพระปกเกล้าก่อน เพราะประธานและเลขาธิการของสถาบันบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับคณะกรรมการว่าพร้อมจะทำงานนี้หรือไม่ ถ้าพร้อมก็จะทำข้อเสนอมา ตนจะเชิญฝ่ายค้านมาคุยอีกครั้งหนึ่งว่าข้อเสนอดังกล่าวดีที่สุดหรือยัง ถ้าคิดว่าต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงค่อยมาว่ากันอีกครั้ง

รองปธ.วุฒิฯมั่นใจประชาชนตอบรับ

เมื่อถามว่าถ้าตกลงกันได้จะทำเป็นประกาศหรือสัญญาร่วมกันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านในการเดินหน้าปฏิรูปการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าตกลงทุกอย่างกันได้คงไม่ต้องทำอะไร การพูดจาต่อสาธารณะแล้วน่าจะเพียงพอ ไม่น่ามีปัญหา เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนที่ฝ่ายวิชาการศึกษาเรื่องเดียวกันในรูปของการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ตนก็ติดตามอยู่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถาบันพระปกเกล้าจะพิจารณาว่าประเด็นมีความครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าทำหลายเรื่องมากและใช้เวลานานเกินไปอาจเป็นอุปสรรคที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ได้ขอให้ไปพิจารณากันเอง ตนจะไม่เข้าไปชี้นำใดๆ ต้องการให้เรื่องนี้เป็นเรื่องขององค์กรที่มีความเป็นกลางจริงๆ โดยเชิญทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม และต้องทำให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 กล่าวถึงนายกฯจะให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นตัว กลางปฏิรูปการเมืองว่า ก่อนหน้านี้มีการประชุมร่วม 4 ฝ่ายเพื่อผลักดันให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นตัวกลาง แต่ได้รับการปฏิเสธ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แล้ว ไปให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นตัวกลางแทน เชื่อว่าคงได้รับการยอมรับ ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายจะต้องเปิดใจยอม รับ อยู่ที่เหตุและผล หากใช้องค์กรที่ไม่มีส่วนได้เสียมาเป็นตัวกลางแล้วยังไม่ได้รับการยอมรับ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เชื่อว่าการมอบหมายให้สถาบันพระปก เกล้าน่าจะเป็นไปได้ แต่ทุกฝ่ายต้องเปิดใจให้กว้าง หาก ทั้งกลุ่มพันธมิตรหรือกลุ่มนปช.ให้การยอมรับก็น่าจะดี

"ชัย"เตรียมถกบอร์ดพระปกเกล้า

เวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงนายกฯระบุให้สถาบันพระปกเกล้า เป็นตัวกลางปฏิรูปการเมืองว่า ยังไม่เห็นเรื่อง ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า หากรัฐบาลส่งเรื่องไปยังสถาบันพระปกเกล้าแล้ว ตนจะนำเข้าที่ประชุมบอร์ด ในวันที่ 9 มี.ค. ว่าจะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ หากรับก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งในบอร์ดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากด้านต่างๆจำนวนมาก ทั้งอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อดีตผู้ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อดีตนายทหาร อดีตนักการเมือง และนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในสังคม และมีทั้งเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงรวมอยู่ด้วย หากทุกฝ่ายมีมติอย่างไรจะนำไปพิจารณาร่วมกัน เพราะทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง รวมถึงสื่อถ้าช่วยก็ไปรอด

ประธานสภากล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองที่จะเกิดขึ้น จะพิจารณาครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่วันนี้โพลระบุว่าประชาชนร้อยละ 49 เห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรอให้ถึงร้อยละ 51 ก็แก้ไขได้ ซึ่งถ้าแก้ต้องดูทั้งฉบับ ดูถึงฐานรากของปัญหา หรือปัญหาความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจะมีเหมือนกับการประชุมร่วมกัน 4 ฝ่ายที่รัฐสภาเคยดำเนินการไปแล้ว เพราะตอนนั้นมุ่งแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว สำหรับกรอบระยะเวลาปฏิรูปการเมือง ต้องรอให้บอร์ดประชุมร่วมกันก่อน แต่เรื่องนี้ต้องทำอย่างเร็วที่สุด คงไม่ใช่เวลาเนิ่นนานเป็นปี

เมื่อถามว่าจะเชิญคนนอกที่สังคมยอมรับเข้ามาร่วมปฏิรูปการเมืองด้วยหรือไม่ นายชัยกล่าวว่าต้องเชิญคนเหล่านี้เข้ามา เอาคนที่เป็นกลางจริงๆ มาช่วยกันทำงาน ส่วนผู้ที่จะมาเป็นประธานการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ ตนยังไม่ได้คิด ขอหารือกันก่อน ทำอย่างไรก็ได้ให้บ้านเมืองดีขึ้น และสภาต้องอยู่ เพราะกฎหมายต้องออกมาจากระบบรัฐสภา

พร้อมตัดเกมถ้าอภิปรายเรื่อง"กิ๊ก"

นายชัยกล่าวถึงฝ่ายค้านจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ยังไม่มีใครยื่นมา เห็นแต่ตีกลองกันอยู่ข้างนอกสภาดังตู้มๆ ส่วนปัญหาที่พรรคเพื่อไทยยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านจะทำให้การยื่นญัตติอภิปรายมีปัญหาหรือไม่นั้น ประธานสภากล่าวว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ ถือเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.สามารถยื่นได้

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านระบุว่าจะอภิปรายเรื่องส่วนตัวของรัฐมนตรีบางคนด้วย นายชัยกล่าวว่า ถ้ามีการอภิปรายในเรื่องที่นอกเหนือจากญัตติอภิปราย ประธาน สภามีหน้าที่สั่งระงับการประชุม หรือไม่ให้อภิปรายในเรื่องนั้น เพราะทำผิดข้อบังคับที่ประธานมีหน้าที่ขอร้องได้

เมื่อถามว่าหากอภิปรายเรื่องส.ส.รัฐบาลหรือรัฐ มนตรีมี"กิ๊ก"จะทำอย่างไร นายชัยกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า "แสดงว่าเขามีความสามารถ ความจริงต้องยกย่องเขา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อยู่ที่จริยธรรมของผู้อภิปราย และเป็นเรื่องจริยธรรมของผู้ที่ถูกกล่าวหา" เมื่อถามว่าประธานมีกิ๊กบ้างหรือไม่ นายชัยหัวเราะก่อนกล่าวว่า "จะไปมีกิ๊กที่ไหน ผมเป็นคนรักเดียวใจเดียว มีแต่ลูกๆหลานๆ"

นายชัยกล่าวว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 25 ก.พ. ตนจะนำร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ที่เสนอเข้ามาใหม่ทั้ง 5 ฉบับ ซึ่งนายกฯลงนามรับรองแล้วมาพิจารณา ซึ่งจะตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา พิจารณา 3 วาระรวด โดยตนได้พูดคุยกับวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านแล้ว ทั้งนี้ไม่ได้เร่งพิจารณา เพราะต้องทำให้ทันการจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุในเดือนเม.ย. ยืนยันเป็นการพิจารณาเพื่อประโยชน์ในอนาคต

"บุญจง"ยันภูมิใจไทยยังปึ้กปชป.

เวลา 09.30 น. ที่จ.นครราชสีมา นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงร.ต.ท.เชาวริน ระบุพรรคประชาธิปัตย์เริ่มอึดอัดในการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยว่า ประเด็น นี้ต้องถามร.ต.ท.เชาวริน แต่ตนยืนยันว่าวันนี้รัฐบาลซึ่งเป็นรัฐบาลผสมยังคงร่วมมือกันทำงานเป็นอย่างดี มีเป้าหมายช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ความเดือนร้อนของประชาชน ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ไม่มีการระแวงซึ่งกันและกัน เพราะตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคตั้งใจช่วยกันทำงาน และมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

นายบุญจงกล่าวถึงฝ่ายค้านนำวิดีโอบันทึกภาพกล่าวหาซื้อเสียง ตั้งกระทู้ในสภาว่า ในเรื่องนี้ไม่กังวล หรือวิตกใดๆ สิ่งนี้เป็นกระบวนการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีการตั้งคำถามมาต้องตอบกลับไป เป็นเรื่องธรรมชาติในระบบของสภา

ภูมิใจไทยใช้อำเภอรับสมัครสมาชิก

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ว่าการอำเภอวังสามหมอ จ.อุดรธานี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย พร้อมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ และเปิดที่ว่าการอำเภอวังสามหมอหลังใหม่ โดยมีนักการเมืองในพื้นที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายธีระชัย แสนแก้ว อดีตรมช.เกษตรฯ นายอุทัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารมว. คมนาคม นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี พรรคภูมิไทย นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ นายวิเชียร ขาวขำ นายอนันต์ ศรีพันธ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย นอก จากนี้ยังมีนายขวัญชัย ไพรพนา มาร่วมงานด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในบริเวณที่ว่าการอำเภอ ได้จัดเป็นศูนย์บริการประชาชน อาทิ ทำบัตรประจำตัวประชาชน จัดคลินิกเกษตร แจกพันธุ์ไม้ นอกจากนี้ยังมีซุ้มรับสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งใครที่สมัครสมาชิกจะได้รับเสื้อยืดสีน้ำเงิน เขียนว่าพรรคภูมิใจไทยคนละ 1 ตัว

นายชวรัตน์กล่าวถึงการรับสมัครสมาชิกพรรคว่า ตนไม่ทราบว่ามีการดำเนินการเช่นนี้เกิดขึ้น ซึ่งเห็นว่าไม่สมควร และไม่เห็นด้วยที่จะรับสมัครสมาชิกพรรคในที่ว่าการอำเภอ เพราะเป็นงานของกระทรวงมหาด ไทย ไม่ใช่งานของพรรค แต่เมื่อทราบเช่นนี้จะสั่งให้ยุติการรับสมัคร และให้ถือว่าใบสมัครเหล่านั้นเป็นโมฆะไป ต่อไปจะเน้นย้ำว่าไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก

ผู้สื่อข่าวถามถึงส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ฮ่องกง นายชวรัตน์กล่าวว่าคงเป็นเรื่องของความคิดถึงนายเก่า แต่คงไม่ใช่จะไปรับนโยบายเคลื่อนไหวอะไร เพราะยุคนี้ส่งอีเมล์สั่งการก็ได้ ง่ายนิดเดียว

อีโต้-น้องชายโผซบก๊วนเนวินแล้ว

ด้านนายธีระชัยกล่าวถึงการรับสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในที่ว่าการอำเภอว่า เป็นเรื่องที่ดำเนินการในพื้นที่ เพราะนายชวรัตน์ได้ให้นโยบายตั้งแต่ประชุมพรรควันที่ 14 ก.พ. ว่าให้ส.ส.ในแต่ละพื้นที่หาสมาชิกพรรค เพราะเมื่อพรรคถูกยุบ ตั้งพรรคใหม่แล้วต้องหาสมาชิก เป็นเรื่องปกติ และการรับสมัครก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ทุกพรรคทำได้ และคิดว่าไม่เป็นประเด็นเรื่องการเมืองที่ฝ่ายค้านจะนำไปขยายความ เพราะทุกพรรคต้องหาสมาชิก และวันนี้ส.ส.เพื่อไทยก็มาร่วมงานด้วย ไม่ได้มีปัญหา

นายธีระชัยกล่าวว่าวันนี้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ถ้าครบ 5 ปีหรือมีนิรโทษกรรมจะกลับมาอีกครั้ง และที่ไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้หมายความว่าจะทรยศพรรคไทยรักไทย เพราะนโยบายของพรรคภูมิใจไทยเอามาจากพรรคไทยรักไทยทั้งนั้น แต่เมื่อพรรคถูกยุบ แต่ละคนต้องไปสังกัดพรรคกันใหม่ ถ้าประชาชนเลือกก็ได้เป็นส.ส. ถ้าไม่เลือกก็ไม่ได้เป็น

ด้านนายอุทัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ร่วมต่อสู้เพื่อแก้ ไขรัฐธรรมนูญโจร แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ได้ เราถูกรังแกมาตลอด ตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชา ชน จึงต้องเปลี่ยนทิศทางสู้ เพราะสู้แบบเดิมก็มีแต่แพ้ ตนจึงต้องมาใส่เสื้อสีน้ำเงิน แต่หัวใจยังเป็นสีแดง

พท.ลุยยื่นศาลฎีกาเอาผิด"มาร์ค"

เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงกกต.ยกคำร้องกรณีกล่าวหานายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่า แม้กกต.จะยกคำร้องแต่ตนจะไม่ยุติการดำเนินการในเรื่องนี้ แต่จะยื่นเรื่องนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป เพราะเรื่องนี้เคยมีการตัดสินคดีไว้แล้วว่าผู้ที่ถูกเพิกถอนทางการเมืองนั้นไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

นายสุรพงษ์ กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยจะยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีและต้องยื่นบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่า ขณะนี้ส.ส.พรรคเพื่อไทยกว่ากึ่งหนึ่ง พร้อมสนับสนุนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เป็นนายกฯ แทนนายอภิสิทธิ์ เพราะเท่าที่คุยกันภายในพรรคเห็นตรงกันว่าไม่มีใครเหมาะสมเท่าร.ต.อ.เฉลิม เชื่อว่าข้อมูลที่พรรคมีจะอภิปรายนายอภิสิทธิ์หลุดจากตำแหน่ง แม้ฝ่ายค้านจะแพ้โหวต แต่กระแสสังคมจะกดดันจนทำให้นายอภิสิทธิ์ อยู่ไม่ได้ เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นคนหน้าบาง นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังเตรียมข้อมูลเรื่องโครงการทุจริตแอร์พอร์ตลิงก์ในสนามบินสุวรรณภูมิของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว และยังมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จากข้อ มูลเบื้องต้นพบว่ามีการทุจริตกันอย่างต่อเนื่อง วันนี้บ้านเมืองเสียหายไปเยอะ เราไม่ลงโทษไม่ได้ ไม่เช่นนั้นคนผิดจะลอยนวล ส่วนที่นายสุธรรม นทีทอง เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ ออกมาเปิดเผยนมโรง เรียนมีการล็อกสเป๊กของ 68 บริษัทนั้น ตนอยากให้เอาความจริงมาพูดกัน และหากมีหลักฐานว่ามีบริษัทใดบ้าง ขอให้นำออกมาเปิดเผย

นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป.ป.ช.ตีความกรณีนายอภิสิทธิ์ได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์ไปยังประชาชนและให้ตอบกลับมายังเครือข่ายทรูว่า ป.ป.ช.ทำงานล่าช้า ตนจึงทำหนังสือไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาให้พิจารณาว่านายอภิสิทธิ์ ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลกฎ หมายจริยธรรมทางการเมืองและรัฐธรรมนูญมาตรา 279 หรือไม่ ซึ่งตนได้ร่างหนังสือเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะยื่นได้ในเร็วๆ นี้ หากเปรียบกับคดีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เจ๊แดงนำทีมส.ส.บินไปพบทักษิณ

นายสุรพงษ์ กล่าวถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ จะนำคณะส.ส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบอดีตนายกฯ ที่เกาะฮ่องกงว่า ทราบข่าวว่าจะมีส.ส.บางคนเดินทางไป แต่ตนไม่ได้ไปด้วยจึงไม่ทราบรายละเอียด และยังไม่ได้ติดต่อกับนางเยาวภาเพราะเพิ่งกลับจาก จ.เชียงใหม่ เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์พิธีสืบดวงชะตาของอดีตนายกฯ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า พิธีสืบชะตาเป็นเรื่องปกติของชาวเชียงใหม่ เมื่อเห็นว่าผู้ที่เคารพรักป่วยไข้ไม่สบาย เป็นการสืบชะตาต่ออายุ ส่วนที่นำคนทรงเข้าไปร่วมพิธีด้วยถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไม่ขอให้ความเห็นเพราะไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ การนำคนทรงเข้าไปในพิธีด้วยอาจมาจากความหวังดี เป็นห่วงผู้ที่สืบชะตาให้ ถือเป็นการแสดงออกจากความรักความผูกพันที่มีต่อผู้นั้น หากคนที่รักและเคารพป่วย จะทำพิธีสืบชะตาให้ เช่น นายสมัคร สุนทรเวช อย่างไรก็ดี พิธีที่เกิดขึ้นมีผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามนำไปผูกโยงในทางที่ไม่สร้างสรรค์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่ต่างประเทศว่า ส.ส.ทุกคนมีเอกสิทธิ์และมีความรักใคร่ชอบพอ ศรัทธาส่วนตัวต่อพ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เกี่ยวกับพรรค ดังนั้น มีสิทธิ์ไปเยี่ยมกันได้ ส่วนที่วิจารณ์ว่าไปหาเงินทุนก่อนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น คงไม่ใช่ เท่าที่ตนสัมผัสกับกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนเสื้อแดงมาจากกระบวนการจัดตั้งโดยธรรมชาติของประชาชนที่รวมตัวกันมาเอง เพื่อเรียกร้องสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ

"สาก"ระบุแค่ไปเยี่ยมเยียน-พูดคุย

วันเดียวกัน ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัด ส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันเดียวกันนี้ ตนพร้อมส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่ฮ่องกงเป็นชุดที่ 2 เพื่อเยี่ยมเยียน เพราะไม่ได้พบกันนาน เท่าที่ทราบพ.ต.ท.ทักษิณบินจากสาธารณรัฐนิการากัวมายังสิงคโปร์ แล้วบินต่อมาถึงฮ่องกงในวันที่ 19 ก.พ. จากนั้นจะเดินทางไปเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เหตุที่ส.ส.รวมตัวกันไปหลายคนเพื่อความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องขอวีซ่า ที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณจำเป็นต้องหลบซ่อนตัวไปในหลายๆ ประเทศ เพราะเกรงจะถูกลอบสังหาร ทราบว่าต้องกบดานอยู่ที่นิการากัวก่อนจะเดินทางมาฮ่องกง การนัดพบครั้งนี้จึงไม่สามารถบอกสถาน ที่ให้ทราบได้ อาจมีกลุ่มลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณตามไปทำร้าย ทั้งนี้ส.ส.จะขอหารือถึงการ เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ได้คุยเรื่องหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่อย่างที่มีข่าวเพราะไม่มีความจำเป็น

นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า ส.ส.อีสานที่เตรียมบินไปพบพ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้เดินทางไป รอการประสานอยู่ว่าจะให้พบเมื่อไหร่ ส่วนคณะส.ส.ที่บินไปพบช่วงนี้ ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้รับการประสาน

ทั้ง"เหลิม-วีระ"นัดไปพร้อมกัน

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเผยว่า คณะส.ส.ของพรรคที่เดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณมี 2 ชุด ชุดแรกนำโดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธานส.ส. และหัวหน้าทีมอภิปราย พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส. กาญจนบุรี พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราช สีมา ฯลฯ คาดว่าจะนำหลักฐานข้อมูลเด็ดในการยื่นอภิปรายครั้งนี้ไปให้พ.ต.ท.ทักษิณดู เพื่อให้ความมั่นใจการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล นอก จากนี้ ยังมีนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช.ร่วมเดินทางไปด้วย สำหรับชุดที่ 2 ส.ส.อีกกลุ่มหนึ่งเดินทางวันที่ 20 ก.พ. เพื่อตามไปสมทบและเข้าพบพ.ต.ท. ทักษิณพร้อมกัน

ประชาคุยมีข้อมูลเด็ดน็อกรัฐบาล

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคเตรียมความพร้อมเกือบสมบูรณ์แล้ว ข้อมูลเด็ดกว่ากรณีเงิน 250 ล้านบาทที่เป็นแค่ประตูรั้ว แต่ข้อมูลล่าสุดที่พรรคได้รับจะเป็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เป็นการจงใจกระทำความผิด เหมือนไปจับปลาที่เป็นของหลวง เรื่องนี้หากเปิดเผยออกมา ฟันธงว่าจะกระทบต่อสถานภาพของนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์อาจถูกยุบพรรคได้

"หากยกตัวอย่างก็เหมือนกรณีองค์กรหนึ่ง เวลาไปขอรับทุนก็อ้างว่าจะนำเงินไปทำนั้นทำนี้ แต่พอรับเงินมาแล้ว ไม่ได้นำเงินไปทำตามที่บอกไว้ แล้วมีการไปทำเอกสารปลอม ตรงนี้หัวหน้าพรรคจะมาปฏิเสธไม่รู้ไม่ได้ ข้อมูลส่วนหนึ่งก็ได้รับมาจากคนในพรรค ประชาธิปัตย์เอง ตรงนี้ถือเป็นแรงกระเพื่อมในพรรค เป็นเรื่องดี ทำให้การหาข้อมูลของฝ่ายค้านได้ง่ายขึ้น" นายประชากล่าว

กกต.แจงยกคำร้องคดี"มาร์ค-เนวิน"

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกกต.มีมติเสียงข้างมากให้ยกคำร้องคดีนายอภิสิทธิ์ เดินสายพบนายเนวินที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และผู้ถูกเพิกถอนสิทธิที่เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคคนอื่น อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ตามกฎหมายให้ใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งไม่มีปัญหา อนุ กรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีการกระทำที่ถือ ว่าขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ห้ามผู้ถูกเพิกถอนสิทธิใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งหรือกรรมการบริหารพรรคที่พรรคถูกยุบห้ามเป็นหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคที่จัดตั้งขึ้น ซึ่งกรณีดังกล่าวพบว่าไม่เข้าข่ายขัดกฎหมาย

นายประพันธ์ กล่าวว่า ในสมัยที่ยกร่างพ.ร.บ. พรรคการเมือง ในร่างแรกเขียนยกร่างไว้ว่า ห้ามกรรม การบริหารพรรคของพรรคที่ถูกยุบดำเนินกิจกรรมการทางการเมือง ตอนแรกเขียนแบบนี้ ถ้ามีถ้อยคำนี้จะเข้าข่ายความผิด แต่ปรากฏว่ามีการพิจารณาแล้วว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ จึงตัดถ้อยคำนี้ออก ทำให้ไม่มีคำนี้อยู่ ส่งผลให้กรณีนี้ไม่ครอบคลุมถึงในข้อกฎหมาย ส่วนที่ตนต้องการให้สอบเพิ่มนั้น เนื่องจากเห็นว่ามีบางส่วนควรสอบสวนให้ครบถ้วน

"คำวินิจฉัยของกกต.ครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้อดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิไปดำเนินการทางการเมือง เรื่องนี้ไม่มีเสียงแตกในที่ประชุม เพราะที่มีเสียงให้สอบเพิ่มอีกนั้น เพียงแค่พยานบุคคล ยืนยันว่าไม่มีปัญหา เนื่องจากใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งความจริงต้องการให้สอบเพิ่มก็ไม่ได้เป็นไปในทางใดทางหนึ่ง เพียงแค่ต้องการให้ไปดูข้อเท็จจริงเพิ่ม ไม่ได้มีปัญหา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว" นายประพันธ์กล่าวและว่ากกต.ไม่อุ้มใครและช่วยใคร เราพิจารณาตามหลักฐานและข้อกฎหมายทั้งหมด

ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวว่า อนุกรรมการไต่สวนที่สอบสวนเรื่องดังกล่าว พบว่าไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการพูดคุยในเชิงการเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ มีเพียงแค่ภาพถ่ายและข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น ยืนยันว่า 5 กกต.ไม่ได้ไปอุ้มใครทั้งสิ้น และกกต. 3 เสียงที่เห็นควรยุติเรื่องก็เสนอว่า ได้สอบเรื่องดังกล่าวน่าจะเพียงพอแล้ว จะให้ไปสอบเพิ่มเติมอีกได้อย่างไร

"อภิชาต"ระบุว่าไปตามข้อกฎหมาย

ที่ จ.เชียงใหม่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. กล่าวในงานสัมมนากกต.จังหวัดภาคเหนือ ตอนหนึ่งถึงกรณีดังกล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ไปห้ามทุกอย่าง ซึ่งต้องทำตามถ้อยคำในกฎ หมาย เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสั่งแค่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถไปเลือกตั้งหรือลงเลือกตั้งได้ เราจึงต้องไม่มองให้เกิดผลร้ายเกินไป ไม่ใช่ตีความให้เสียสิทธิเสรีภาพในความเป็นประชาชน

นายอภิชาต กล่าวภายหลังว่า การที่กกต.มีมติให้ยกคำร้องกรณีดังกล่าว เนื่องจากไม่สามารถไปจำกัดอะไรได้ คนที่คิดถึงไปหากัน ไม่ใช่เรื่องต้องไปห้าม ขอแค่ทำให้อยู่ในกรอบกฎหมายเป็นใช้ได้ ไม่เคยคิดว่าต้องไปจำกัดคนไม่ให้มีเสรีภาพ เนื่องจากการแสดงออกทางการพูด เป็นการแสดงความเห็นที่ทำได้ อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลเพียงแค่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่เรื่องชีวิตประจำวัน การที่ใครจะไปพบใครเพื่อจัดรัฐบาลนั้น กกต.วินิจิฉัยว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้ชัดเจนว่าจะเป็นการช่วยเหลืออะไร

"การตัดสินของกกต.ที่มองว่าจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปนั้น ผมคิดว่าอะไรที่อยู่กลางๆก็ใช้ได้ อะไรที่กฎหมายไม่ห้ามก็ทำได้ แต่หากห้ามก็ทำไม่ได้ อาทิ การที่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไปตั้งพรรคใหม่ หากต้องการเอาผิดกรณีนี้ได้ จะต้องแก้กฎหมายให้รัดกุมกว่านี้ จึงจะทำได้ อีกทั้งตราบใดที่ให้ผมไปทำเรื่องที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ผมยืนยันว่าจะไม่ทำ เพราะอาจติดคุกได้" นายอภิชาตกล่าว

"สดศรี"ย้ำพร้อมสอบเงิน 250 ล.

ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรค การเมือง กล่าวถึงเงินบริจาค 250 ล้านบาทให้พรรคประชาธิปัตย์ว่า ข้อมูลของกกต.พบว่า ตั้งแต่ปี 2541-50 กองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้สนับสนุนเงินให้กับพรรคประชาธิปัตย์ 800 กว่าล้านบาท ซึ่งปี 2548 ที่เป็นปัญหาขณะนี้ กกต.ให้เงินสนับสนุนไป 38 ล้านบาท โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงรายการใช้จ่ายอย่างถูกต้องเข้ามา ทั้งนี้ หากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เห็นว่ากรณีดังกล่าวมีปัญหา ต้องการให้กกต. ตรวจสอบตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองก็ยื่นเรื่องมาให้กกต.ตรวจสอบได้ เนื่องจากในช่วงปี 2548 การตรวจสอบงบการเงินของพรรคการเมือง กกต.ยังให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ แต่ขณะนี้พ.ร.บ.พรรคการเมืองกำหนดให้ 4 หน่วยงานประกอบด้วย กรมสรรพากร สตง. กรมบัญชีกลาง ปปง. เข้ามาช่วยตรวจสอบแล้ว

นางสดศรี กล่าวว่า ส่วนข้อมูลว่ามีการโอนเงินให้กับบุคคลใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์ หากยื่นเรื่องมาให้กกต.ตรวจสอบ คิดว่าตรวจสอบได้ เนื่องจากตามกฎ หมายกำหนดให้กกต.มีหน้าที่ตรวจสอบทั้งงบดุลและงบการเงิน ซึ่งต้องดูว่าเงินดังกล่าวโอนมาจากใครและถูกใช้ทำเรื่องอะไร อาทิ ถ้าหากใช้เรื่องเลือกตั้ง ต้องดูว่าที่กกต.กำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายให้กับส.ส.นั้น เงินที่อ้างว่ามีการโอนมานั้น นำไปสมทบเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งให้กับส.ส และมีการแสดงบัญชีค่าใช้จ่ายต่อกกต.หรือไม่

รับเห็นหลักฐานเช็คจ่ายเมซไซอะ

"ถ้ามีการร้องเรียนเข้ามาว่าบริษัทเมซไซอะฯเป็นบริษัทเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อผ่านเงินให้กับประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับงานประชาสัมพันธ์จริง คงต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ เท่าที่ทราบบริษัทนี้ได้ปิดตัวไปแล้ว แต่ขณะนี้ที่กกต.มีข้อมูลคือพรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้เงินกองทุนเมื่อปี 2548 ไปจ้างบริษัทเมซไซอะฯ ทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งต้องดูเหมือนกันว่ามีการใช้เงินนั้นไปทำประชาสัมพันธ์จริงหรือไม่ เพราะจากข้อ มูลที่กกต.ให้กับดีเอสไอไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสำเนาเช็คของพรรคประชาธิปัตย์สั่งจ่ายให้บริษัทเมซไซอะฯ แต่ยังไม่เห็นสัญญาว่าจ้าง โดยดีเอสไอเองสามารถนำหลักฐานมายื่นให้กกต.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ "นางสดศรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยอ้างว่ามีสำเนาแฟกซ์เป็นหลักฐานการโอนเงินให้บุคคลใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์ส่งไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นางสดศรี กล่าวว่า กกต.ต้องขอหลักฐานไปยังพรรคเพื่อไทยตามที่อ้าง แต่จากที่กกต.ตรวจสอบการแสดงบัญชีการเงินอย่างเปิดเผยของพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่พบความผิดปกติ

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีดังกล่าวหากการตรวจสอบแล้วพบหลักฐานที่โยงให้เห็นว่าเงินบริษัทเมซไซอะโอนไปยังบุคคลใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์ ถูกนำไปใช้สู้ศึกเลือกตั้งและพิสูจน์ได้ว่าเงินที่พรรคใช้จ่ายในการเลือกตั้งนั้นเกินกว่าที่กกต.กำหนด อาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่ากระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ประกอบมาตรา 94,95, 96 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง เป็นเหตุให้ถูกยุบพรรคได้

เพื่อไทยปูดชื่อ"ศ.-ณ.-ด."กิ๊กรมต.

เย็นวันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเปิดรายชื่อกิ๊กรัฐมนตรีว่า เหตุที่ต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลรัฐมนตรีที่มีเรื่องชู้สาวทั้งที่ความจริงไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องส่วนตัว แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ของรัฐมนตรีที่อาจไม่ชอบธรรม เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มีรัฐมนตรีที่ปกปิดและนำทรัพย์สินไปซุกไว้กับกิ๊กหรือคนใกล้ชิดจำนวนมาก สัปดาห์หน้าตนอาจเปิดชื่อรัฐมนตรีที่มีกิ๊ก 4-5 คน เบื้องต้นอักษรย่อของกิ๊กรัฐมนตรีได้แก่ ศ. ณ. ด.

เวลา 17.30 น. พรรคเพื่อไทยจัดงานผู้บริหารพบสื่อมวลชนครั้งแรก ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค นางสุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิ การพรรค นายกมล บันไดเพชร นายทะเบียนพรรค ส่วนส.ส.ได้แก่ นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีแกนนำคนสำคัญและเครือญาติตระกูลชินวัตรเข้าร่วม เนื่องจากแกนนำและส.ส.จำนวนหนึ่งเดินทางไปพบพ.ต.ท. ทักษิณที่ฮ่องกง



"มาร์ค"เยือนชวา-ย้ำรบ.เร่งสมานฉันท์

เมื่อเวลา 07.10 น. วันที่ 20 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการว่า จะหารือเรื่องการประชุมอาเซียนซัมมิต เรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะประมง รวมถึงปัญหาชายแดนภาคใต้ที่เราต้องการให้อินโดนีเซียช่วยทำความเข้าใจกับกลุ่มประเทศมุสลิม ซึ่งอินโดนีเซียได้ช่วยเรามาตลอด ส่วนเรื่องผู้อพยพชาวโรฮิงยา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้ไปคุยแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อถามว่าอินโดนีเซียเห็นด้วยหรือไม่ที่จะนำเรื่องผู้อพยพชาวโรฮิงยาไปคุยในการประชุมอาเซียนซัมมิต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งอาเซียนและกระบวนการบาหลีที่ทำเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งเขาเห็นด้วย

ต่อมาเวลา 11.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น นายอภิสิทธิ์ และคณะประกอบด้วยนายกษิตย์ ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เวลา 13.00 น. นายกฯได้พบปะกับทีมประเทศไทยในอินโดนีเซีย ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท กรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นโรงแรมที่พัก โดยนายกฯกล่าวให้นโยบายตอนหนึ่งว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา นำพาประเทศกลับสู่ภาวะสงบและปกติ ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจ สภาวะต่างๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีมากขึ้น

นายกฯ กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์ต่อไป เช่น การปฏิรูปการเมืองซึ่งคืบหน้าไปมาก และอีกไม่นานนี้ จะมีการแถลงถึงความคืบหน้าคดีต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ ภารกิจที่สำคัญอีกด้านหนึ่งคือการแก้ปัญหาและการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ และยอมรับว่าต้องทบทวนตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น พยายามให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

จากนั้นเวลา 14.00 น. นายกฯและคณะเดินทางไปยังทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ต่อมาเวลา 14.00 น. นายกฯเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และหารือข้อราชการเต็มคณะร่วมกัน และเวลา 19.00 น. ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบประธานาธิบดี