ที่มา Thai E-News
ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กุมภาพันธ์ 2552
ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ นายนพพร วงศ์อนันต์ เปิดเผยว่าตนเองได้พูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ด้วยตนเอง โดยทักษิณได้กล่าวว่าตนขอยกเลิกการปาฐกถาเพราะไม่ต้องการให้มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงและจีน
"ผมตัดสินใจที่จะไม่กล่าวปาฐกถาเพราะว่าผมไม่ต้องการให้การปรากฏตัวของผมกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ"
"ผมรู้สึกรำคาญเสียงจากรัฐบาลมาก ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันคงจะดีกว่าที่ผมไม่ไป"
ในรายงานข่าวดังกล่าวยังเปิดเผยว่าคุณทักษิณพูดว่า ทางรัฐบาลไม่ควรจะแสดงตนเกินกว่าเหตุต่อการปาฐกถาของเขา ซึ่งจะเน้นไปที่คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, February 28, 2009
รอยเตอร์ยันข่าวทักษิณยกเลิกปาฐกถาเศรษฐกิจที่ฮ่องกงแน่ โทษรบ.ไทยโอเวอร์รีแอ๊ค
สู้..สุดชีวิต..สุดจิตใจ
ที่มา thaifreenews
เที่ยวหัวหินครั้งนี้ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์ สามารถสื่อสารไปยังชาวโลกได้ตามเป้า
ที่มา thaifreenews
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย
ผมไปเที่ยวหัวหินครั้งนี้ เพราะอากาศมันร้อน ก็เลยบ่นดังๆ ให้คนในเว็บทราบ มีเพื่อนๆไปกันประมาณ 30 คน โดยพกเสือแดงใส่กระเป้าไป เพราะมีข่าวว่าตำรวจจะตรวจเข็ม
แต่เอา เข้าจริงๆ ก็ผิดหวัง ไม่มีด่านตรวจสักแห่งเดียว ที่จริงตรวจไปก็คงไม่มีประโยชน์อันใด เพราะพวกเราไม่ได้นัดหมายอะไรกันมากมายนัก เอารถส่วนตัวกันไปเอง (ไม่มีรถตู้ตามที่มติชนลงข่าว) ไปถึงจอดรถที่โรงเรียนเทศบาลหัวหิน มีเพื่อนบางคนนั่งรถไฟไป
จุดนัดพบคือ ร้านสเวนเซ่น แต่ผมจำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะผมไม่ค่อยสนใจนักไปถึงก็โทรหาเพื่อนเอาว่าไปเจอกันที่ไหน ก็ไปพบกันที่ร้านสตาร์บัค พอดี มีกลุ่มประท้วงของพม่า ประมาณ 3-4 คน ประท้วงและสำนักข่าวต่างๆ ทำข่าวอยู่บริเวณหอนาฬิกา สักสิบโมงครึ่ง คนก็พร้อม โปสเตอร์ที่เตรียมไปก็พร้อม (คนที่ทำไม่ได้ไปเพราะติดธุระ) แถลงการณ์เราก็พร้อมอยู่แล้ว
เมื่อได้เวลา เราก็จัดคนถือป้าย ภาษาอังกฤษอย่างดี ไปยืนประท้วงต่อจากคนพม่า แต่เราอุปกรณ์ป้ายพร้อมกว่า (คือพม่าไม่มีป้าย) นักข่าวก็เลยมาสนใจพวกเรา ดร. สวยสวยของเราก็อ่านแถลงการณ์ เป็นภาษาอังกฤษ (ในกลุ่มที่ไปมี ดร. 2-3 คน จากสองสาม มหาวิทยาลัย) มีการให้สัมภาษณ์นักข่าว บีบีซี และสำนักข่าวต่างๆ ที่ไปทำข่าวประมาณ 15 สำนักข่าว
สัก 11โมง เราก็บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการสื่อ ทางกลุ่ม ซึ่งไม่มีแกนนำ เราใช้วิธีเจรจาเอาว่าจะทำอะไรต่อ
ก็ มีบางคนเสนอว่าควรไปยกป้ายต่อที่ หน้าโรงแรมดุสิต รีสอร์ท แต่ก็คิดว่า ตำรวจอาจสะกัด ก็เลยให้แยกๆ กันไปทำ หากไปได้ก็ไป ไปไม่ได้ก็กลับ เพราะตรงนั้นไม่มีความหมายอะไรมากนักแล้ว เพราะเรา บรรลุเป้าหมาย คือ อ่านแถลงการณ์และยกป้ายให้สื่อต่างชาติ บันทึกเรียบร้อย และให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติไปแล้ว
คุยเสร็จก็มีคนนึกได้ว่า เรานัดคนอื่นๆ ไว้ที่ ร้านสเวนเซ่น อาจมีคนไปรอ เราก็เลยพากันไปนั่งกินไอติม และคุยกันที่ร้านนั้น
ตรง นั้นแหละได้เรื่อง คาดว่า พธม. ที่เอาข้อความเราไปโพสต์ที่พันทิป และคิดว่า เราไปร่วมพลที่นั่นก่อนเคลื่อนไหวต่อไป ก็เลยมีพวกกลุ่ม พธม. มาดูเชิงที่ร้านสองสามคน เพื่อนๆ เราที่มีประสบการณ์ก็บอกว่า พวกเราควรสลายตัวแยกย้ายกันไปได้แล้ว เพราะเขาบอกว่าพวก พธม. มีเครือข่าย อีกไม่นานพวกนี้ก็จะมากันเต็ม
พอออกมาจากร้าน พวก นั้นก็พากันตะโกนด่า เราก็เลยเดินไปขึ้นรถ เพราะเราไม่สนใจพวกนั้นอยู่แล้ว ป่วยการที่จะไปตอบโต้ เพราะภารกิจเราเสร็จแล้ว
ก่อนขึ้นรถ พวกนี้ก็มาตะโกนด่าที่ลานจอดรถอีก ตอนนี้รู้สึกจะมากกว่า เดิม รวมตัวกันได้เร็วจริงๆ ก็อย่างว่า เมืองหลวงของพวกเขานี่
พวก เราก็ไปที่หน้าโรงแรม แต่คนยังไม่ครบ ยังไม่ได้ทันยกป้าย ตำรวจก็บอกว่าพวก พธม. กำลังมา เพื่อนๆ เราที่รออยู่ที่ใกล้ๆ โรงแรมดุสิต ก็เลยโทรบอกว่า ไม่ต้องไปแล้ว เราก็เลยกลับ เพราะที่จริง ตรงนั้นก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว
มาแวะกินข้าวที่ลานหอยหลอด ลมทะเลเย็นดี
แต่ คืนนี้ ทั้งหัวหินคงนอนไม่สงบ เพราะไม่รู้ว่ากลุ่มใดจะไปอีก ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเสื้อแดง เป็นเครือข่าย ไม่ได้ขึ้นตรงต่อแกนนำ
งามสง่าอย่างอารยะ
ที่มา thaifreenews
งามสง่าแห่งอารยะ
ธุรกิจไร้สีในม็อบแดง ไอติมผ้าเย็นขายดี
ที่มา ไทยรัฐ
ท่ามกลางบรรยากาศร้อนระอุกลางม็อบเสื้อแดง เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ รถเข็นไอศกรีมตักคันเล็กถูกห้อมล้อมไปด้วยลูกค้าสวมเสื้อแดง
“ม็อบคนเยอะ วันแรกที่มาชุมนุม...แป๊บเดียวก็เกลี้ยงถัง กลับบ้านตั้งแต่ 5 โมงกว่าๆ”
อำนาจ สุริโย อายุ 38 ปี สวมเสื้อสีเทา เจ้าของรถเข็น ว่า
อำนาจออกมาจากโรงงานไอศกรีมตลาดมหานาค 7 โมงเช้า เข็นมาเรื่อยๆ พอขายได้ประปราย มาถึงกำแพงทำเนียบรัฐบาลราว 4 โมงเช้า คนยังไม่เยอะ ก็รอดูสถานการณ์ไปพลางก่อน...ไม่นานนักก็ปักหลักขายอยู่ริมสะพานชมัยมรุเชฐ
“โดนเหมาอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องเข็นไปไหนเลย” อำนาจ ว่า “คนมุงแบบตักไม่ทัน หลายคนก็เหมาเอาไปแจกกันในกลุ่มที่มาชุมนุม”
ไม่ถึงสองชั่วโมงไอติมในถังก็หมด ไม่คิดว่าจะขายดีขนาดนี้ ตอนแรกก็ตัดสินใจมาขายไปอย่างนั้น เป็นประสบการณ์ประทับใจในวงม็อบที่รู้สึกติดใจ
ผ่านมาวันที่สอง อำนาจยังรู้สึกดีใจไม่หาย ก็เข็นมาขายอีก มาถึงเวลาเดิมเป๊ะๆ บ่ายสองโมง ชะโงกหน้าดูถังไอศกรีมเกือบจะหมดแล้ว คงเหลือไม่ถึง 10 ถ้วย
อำนาจ บอกว่า ถ้าเป็นวันปกติจะเข็นขายอยู่แถวตลาดสี่ย่าน กว่าจะหมดก็ทุ่ม...สองทุ่ม ถึงบ้านเกือบสามทุ่ม วันไหนลูกค้าน้อย 6 โมงเย็นก็เตรียมเก็บของกลับบ้านแล้ว
ไอศกรีมตักของอำนาจ สนนราคาถ้วยละ 10 บาท จะใส่เครื่อง ไม่ใส่เครื่อง ใส่นม ใส่ถั่ว ก็ขายราคานี้ราคาเดียว
แต่ละวันขายหมดถังเดียวก็เลิก ได้เงิน 1,400 บาท เหลือกำไร 500-600 บาท
กำไรที่ได้ นอกจากเก็บเป็นค่ากินค่าใช้แล้ว ยังต้องเก็บไว้จ่ายค่าเช่าที่พักในโรงงาน วันละ 10 บาท
“ต้นทุนไอติมถังละ 750 บาท วันไหนขายเหลือ ก็เป็นของเราทั้งหมด เรามีหน้าที่ขายให้หมด เพื่อให้คืนทั้งทุน...ได้ทั้งกำไร”
ถามถึงบรรยากาศขายไอศกรีมในม็อบเสื้อเหลือง อำนาจบอกว่า ไม่ได้มาขาย เพราะยังทำนาอยู่ที่ร้อยเอ็ด
อำนาจจึงได้ชื่อว่าเป็นน้องใหม่ เพิ่งเข้าวงการขายของในม็อบเมื่อตอนเสร็จหน้านาเดือน 9...เดือน 10 ปีที่แล้วนี่เอง
เหตุผลที่เลือกขายไอศกรีม? อำนาจไม่อายที่จะบอกว่า เพราะความรู้น้อย จะหันหน้าไปทำอาชีพอื่นก็ลำบาก
“ทางเลือกมีน้อยเหลือเกิน คิดว่าอากาศร้อนๆอย่างนี้ ยังไงไอติม ก็คงขายพอได้”
บรรยากาศม็อบ การเมืองร้อนแรง อำนาจบอกว่า ไม่ได้ติดตามเท่าไหร่นัก...
ที่พักในโรงงานไอศกรีมก็ไม่มีทีวีให้ดู จะซื้อหนังสือพิมพ์อ่านก็เอาเงินไปกินข้าวดีกว่า
ถึงจะไม่มีความรู้วิเคราะห์เจาะลึกการเมืองได้ แต่พื้นฐานความรู้สึกของอำนาจก็ไม่อยากให้มีม็อบ
“ผมความรู้น้อย...แต่ก็รู้ว่าประเทศที่มีม็อบ จะทำให้อนาคตย่ำแย่” อำนาจ ย้ำเน้นน้ำเสียงว่า “ถึงวันนี้สถานการณ์เฉพาะหน้าจะขายของได้คล่องมือ แต่ในวันหน้าก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรร้ายๆตามมาบ้าง”
กำลังคุยกับอำนาจเจ้าของร้านไอศกรีมรถเข็น นม โพธิ อายุ 52 ปี สวมเสื้อสีแดง ก็เดินฝ่ากลุ่มม็อบเข้ามาเร่ขายหนังสือพิมพ์ พร้อมประโยคนำ “หนังสือพิมพ์มาแล้วครับ...”
นม เร่ขายหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2518 และยึดอาชีพนี้อาชีพเดียว โดยมีพื้นที่เป้าหมายหลักอยู่ตามสี่แยก เรียกว่า...มีรถติดที่ไหนก็ไปขายที่นั่น
สำหรับตลาดเร่ตามม็อบ ถือเป็นงานขายเฉพาะกิจ คนเยอะอย่างนี้แน่นอนว่าลูกค้าก็เยอะตามไปด้วย
แต่ละวันในม็อบ หนังสือพิมพ์เป็นอีกอาชีพที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ นมบอกว่า ขายได้ไม่ต่ำกว่า 200300 ฉบับ...ได้กำไร 300-400 บาท
ไม่ว่าจะม็อบเสื้อเหลือง...ม็อบเสื้อแดงไม่เคยขาด แต่ที่ประหวั่นใจอยู่บ้างก็ช่วงม็อบเสื้อเหลือง บังเอิญว่านมเอาหนังสือพิมพ์หัวหนึ่ง ฉบับเชียร์ฝ่ายตรงข้ามไปขายด้วย ก็เลยโดนทำร้าย ถูกตบเข้าที่หน้า
“ไม่รู้ว่าเขาไม่ชอบ แต่เราก็เอาไปขายทุกยี่ห้อ”
เมื่อเป็นอย่างนี้ ทรรศนะของนมความต่างระหว่างม็อบเสื้อเหลือง เสื้อแดงคือหัวใจที่เปิดกว้าง... “ม็อบเสื้อแดงขายง่ายกว่า เพราะไม่รุนแรง ไม่สนใจว่าเราจะขายหนังสือหัวไหนที่เขาไม่ชอบ...”
เสียงนมตะโกนหนังสือพิมพ์มาแล้ว ไปไกลแล้ว...สายตาก็ต้องไปหยุดอยู่กับสมาชิกม็อบเสื้อแดงนับสิบคนที่กำลังมุงอยู่กับถังใส่น้ำแข็งแช่ผ้าเย็น
“นอกจากมารับจ้างวิ่งวินแล้ว ยังขายผ้าเย็นเป็นรายได้เสริม”
สมเจต โหมดไทย อายุ 38 ปี เจ้าของธุรกิจขายผ้าเย็นกลางม็อบ ในชุดเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ บอก
สมเจตรายงานยอดขายว่า เมื่อวานสุดยอด...ขายได้ 100 กว่าผืน ผ้าเย็นผืนบางผืนละ 10 บาท...ถ้าเป็นผืนหนา ผืนละ 15 บาท
กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ผืนละ 5 บาท
สำหรับรายได้จากวินเฉพาะกิจ อยู่ที่วันละ 200-300 บาท ลูกค้าทั้งหมดมาจากม็อบ บางคนก็เป็นตำรวจ เรียกให้ไปส่งที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปอาบน้ำอาบท่า
ปกติสมเจตจะยึดอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง อยู่ที่วินหน้าคุรุสภา แต่เมื่อมีม็อบล้อมทำเนียบ ก็ย้ายมาปักหลักรับผู้โดยสารริมกำแพงสำนักงาน ก.พ.
อาชีพเสริมสำหรับรับลูกค้าม็อบเสื้อแดงในช่วงเวลาที่อากาศแสนจะร้อนระอุขนาดนี้ นอกจากน้ำ ของเย็น คงไม่มีอะไรดีไปกว่าผ้าเย็น
ม็อบวันแรก...เริ่มตัดสินใจตอน 10 โมงเช้า ลงทุน 400-500 บาทเป็นค่าผ้าเย็น...ค่าน้ำแข็ง ส่วนกระติกใบโตที่เห็นแช่ผ้าเย็นอยู่นั้นเอามาจากบ้าน ไม่ได้ซื้อ
“ขายผ้าเย็น ถึงจะลงทุนพอสมควร แต่ขายไม่หมดเก็บไว้ขายต่อวันพรุ่งนี้ได้ ผ้าเย็นไม่บูดเน่า”
กว่าร้านผ้าเย็นจะพร้อมขาย กินเวลาเกือบบ่ายโมง ไม่น่าเชื่อว่า ผลตอบรับดีเกินคาด ไม่ถึงบ่ายสามโมงก็ขายหมดเกลี้ยง
“กำไรจากผ้าเย็น สี่...ห้าร้อยบาท บวกกับวิ่งวินอีก สามร้อย วันนั้นวันเดียวเหลือเงินกลับบ้านเกือบพันบาท”
สมเจตมีครอบครัวแล้ว มีลูก 2 คน ที่ต้องดูแล แม้ว่าภรรยาจะเปิดร้านขายของพอจะมีรายได้ทุกวัน แต่รายจ่ายยุคเศรษฐกิจอย่างนี้ก็ทำให้รู้สึกหนักใจ
“จะใช้เงินแต่ละบาท...แต่ละสตางค์ ต้องประหยัด...ประหยัดเท่านั้นที่จะรอดไปได้” สมเจต ว่า “ถ้าถามว่าอยากให้เมืองไทยมีม็อบหรือเปล่า...เป็นเรื่อง พูดยาก ถ้าไม่มีม็อบแล้ว ก็คงต้องกลับไปปักหลักวิ่งวินหน้าคุรุสภามีรายได้ ไม่เกินวันละ 300 บาทเหมือนเดิม”
ห่างสมเจตไม่ถึงครึ่งเมตร โกมินทร์ จิตสุภาพ อายุ 29 ปี พนักงานขับรถสิ่งสินค้าเครื่องนอน Lotus เป็นอีกคนที่ใช้เวลาว่างจากงานประจำมาวิ่งวินเฉพาะกิจ
โกมินทร์ บอกว่า ปกติทำงานประจำเงินเดือน 9,000 บาท รวมเบี้ยเลี้ยง...ค่าเที่ยวก็อยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ หน้าที่หลักคือขับรถส่งของกระจายสินค้าตามสาขาห้างบิ๊กซี
ค่าเที่ยวที่ว่าคือค่าเที่ยวที่วิ่งส่งสินค้า เที่ยวแรก 30 บาท...เที่ยวสอง 40 บาท... เที่ยวที่สาม 50 บาท...เที่ยวที่สี่ 60 บาท...70 บาท...80 บาท ไล่ไปเรื่อยๆ
“ปลายปีที่แล้วถึงต้นปียังพอได้วิ่ง สาม...สี่เที่ยว แต่ช่วงนี้ไม่มีเข้ามาเลย”
อาชีพหลักไม่มีงานให้วิ่ง แต่อาชีพเสริมทำให้ยิ้มออก
“วันแรกที่ม็อบล้อมทำเนียบ วิ่งวินยังไม่ถึงสี่ชั่วโมง...ได้เงินแล้วเกือบ สี่ร้อยบาท วันที่สองมาวิ่งอีก ไม่ถึงสามชั่วโมงได้เงินกว่าสามร้อย”
อากาศร้อนๆอย่างนี้ ช่วงเที่ยง...บ่ายพอจะมีคนเรียกใช้บริการบ้าง แต่ถ้าเป็นช่วงเย็นคนจะเยอะ รถยิ่งติดมาก...มอเตอร์ไซค์จะเป็นตัวเลือกสำคัญ
อยู่ในวงม็อบอย่างนี้ ต้องถามเรื่องการเมืองสักหน่อย โกมินทร์ บอกว่า สนใจการเมืองมาก สนใจทั้งสองขั้ว...สองสีแหละครับ
“แต่ละฝ่าย มีเหตุผลที่ดี...ฝั่งนี้ก็บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ฝั่งโน้น ก็บอกว่าสู้เพื่อโน่นเพื่อนี่...สู้เพื่อประเทศชาติ คนกลางอย่างเราฟังแล้วก็สับสน”
หากจะสรุปสั้นๆง่ายๆ โกมินทร์ทิ้งท้ายว่า ไม่อยากให้มีม็อบ ไม่ว่าสีไหนทั้งนั้น...อยากให้มันจบๆไป อย่าให้เกิดความวุ่ยวายในบ้านเมืองเป็นดีที่สุด.
ฟืนพร้อมรอแค่โหมไฟ
ที่มา ไทยรัฐ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย บ้านเมืองจะฉิบหายยังไงก็ช่าง
อย่างน้อยก็ไม่มี “ขี้” ให้ตามล้างตามเช็ดกันภายหลัง นี่แหละคือความสำเร็จของม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ได้สำแดงพลังปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ก่อนสลายตัวไปตามเงื่อนเวลาที่ประกาศล่วงหน้า จะชุมนุมกันแค่ 3 วัน 3 คืน
เฮี้ยวกันพอเบาะๆ เพราะรู้สถานะดีว่าเป็น “ม็อบไม่มีเส้น”
และก็เป็นอะไรที่บลัฟกันด้วย “อารยะ” กลุ่มคนเสื้อแดงเล่นบทม็อบสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบกฎหมาย อย่างที่เห็นความพยายามในการสร้างภาพดึงแนวร่วม กับการทำหนังสือขออภัยหน่วยงานราชการ วัด โรงเรียน ที่อยู่รอบๆพื้นที่การชุมนุม
ในอารมณ์ที่หักมุม เกทับกองเชียร์ม็อบพันธมิตรฯที่ออกมาโหมโรงดักทางม็อบ นปช. อย่าป่วนเมืองซ้ำรอยม็อบเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบรัฐบาล บุกถล่มสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ปิดล้อมสนามบิน
“เสื้อแดง” ไม่ได้บ้าคลั่ง จ้องเอาชนะท่าเดียว
ที่แน่ๆการประกาศจะหวนกลับมาใหม่ในอีก 1 เดือนข้างหน้า ด้วยตัวเลขที่ปั˜นกันล่วงหน้าจะระดมพลไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคน พร้อมยกระดับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์
ไม่ไปไม่เลิก ไม่สำเร็จไม่กลับบ้าน
โดยห้วงเวลาคาบเกี่ยวพอดีกับคิวที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ล็อกปฏิทินเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และรัฐมนตรีในบัญชีเชือดในช่วงปลายเดือนมีนาคม
โหมโรงเกมล่อเป้าทั้งในและนอกสภา
เอาเป็นว่า ในห้วงระยะเวลา 1 เดือน ถือว่าเหลือเฟือที่แกนนำ นปช.จะเดินสายปลุกระดมคนเสื้อแดงตามหัวเมืองทั่วประเทศไทย
กระตุ้นอารมณ์แนวร่วมให้พร้อมลุย
ยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกับวิกฤติเศรษฐกิจ โดยอาการเริ่มออกตัวถ้ามาตรการกระตุ้นไม่ได้ผล จำเป็นต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณ ในขณะที่สถาบันจัดอันดับเศรษฐกิจระดับโลกคาดการณ์ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกอ่วมแน่ และไม่ทันไรก็มีเสียงบ่น “มือใหม่หัดประชานิยม” ทำฝนตกไม่ทั่วฟ้า
โดยสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีกับสถานะของรัฐบาลประชาธิปัตย์
กระแสพลิกได้ตลอดเวลา
เหนืออื่นใด โดยเชื้อฟืนที่พร้อมสำหรับการโหมไฟ ล่าสุดมีรายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดบัญชี 21 แกนนำม็อบพันธมิตรฯที่จะโดนออกหมายเรียกกรณีบุกยึดทำเนียบรัฐบาล
ปรากฏว่า ไร้ชื่อของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีกระแสแพลมๆออกมาหนาหูเลยว่า มีชื่อนายกษิตติดอยู่ในโผ จนเจ้าตัวออกอาการนอตหลุด ประกาศล่วงหน้า ถ้าถูกออกหมายจับก็จะไม่อยู่ในตำแหน่ง แต่จะไปต่อสู้บนท้องถนน
พร้อมๆกับเสียงขู่คำรามของบรรดาขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ออกมาดักคอพรรคประชาธิปัตย์คงไม่คิดกำจัดนายกษิตเพื่อลอยตัวเหนือปัญหา
และก็เป็น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาบอกปฏิเสธข่าวที่แกนนำรัฐบาลสั่งดึงคดีออกหมายจับ 21 แกนนำม็อบพันธมิตรฯ
สุดท้ายบิ๊กตำรวจเจ้าของคดีก็ออกลูกเบี่ยงดื้อๆเลยว่า การออกหมายเรียก 21 แกนนำม็อบพันธมิตรฯในคดีบุกสภาฯ จึงไม่เกี่ยวกับนายกษิต
เสกหลุดโผจนได้
เข้าทางแกนนำม็อบ นปช.เปิดฉากถล่มรัฐบาลประชาธิปัตย์แหกตา ถามหามาตรฐานการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ขยายภาพเด็กในคาถา ต้องเกรงใจม็อบพันธมิตรฯ
“กษิต” คือชนวนอย่างดีที่จะจุดอารมณ์ร่วมของคนเสื้อแดง
แต่ที่ไวไฟยิ่งกว่า กับลูกขึงขังของนายกฯอภิสิทธิ์ส่งซิกอัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่ตำรวจในการประสานทางการประเทศจีนเพื่อล็อกตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีคิวขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ฮ่องกง
ตั้งท่าลากคอกลับมาสำเร็จโทษให้จงได้
และโดยอาการที่อดีตนายกฯทักษิณเองก็เหมือนจงใจล่อเป้าให้จับ เพราะเบื่อกับสภาพที่โดนไล่บี้ไล่ต้อน ระเหเร่ร่อนรอนแรมไปทั่วโลก
ยิ่งหนียิ่งล้า ยิ่งนานพละกำลังยิ่งหดหาย
โดยเกมวัดดวง ฝากเดิมพันชีวิตไว้กับกองเชียร์คนเสื้อแดง “ทักษิณ” ก็ไม่ต่างอะไรกับ “ฟืนชุบน้ำมันเบนซิน” โหมไฟแม่ยกพ่อยกทั่วประเทศ
“ทักษิณ” โดนล็อกกลับเมืองไทยเมื่อไหร่
ถึงเวลาได้เสียก็แล้วกัน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
อภิสิทธิ์สั่งเข้ม กงสุลล่าทักษิณ ฮ่องกงปัดทันที
ที่มา ไทยรัฐ
จากกรณีที่มีแรงกดดันของฝ่ายต่างๆ ให้รัฐบาลดำเนินการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กงสุลใหญ่ของไทยประจำฮ่องกงเร่งดำเนินการให้ทันภายในวันที่ 2 มี.ค.2552 ซึ่งเป็นช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดการไปกล่าวปาฐกถาที่เกาะฮ่องกง
นายกฯสั่งรวบตัว “ทักษิณ” ที่ฮ่องกง
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2552 เวลา 10.30 น. ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากทางการจีนกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย หลังมีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไปกล่าวปาฐกถา ที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ว่า กำลังให้กงสุลใหญ่ประจำเขตปกครองพิเศษฮ่องกงติดตามและรายงานกลับมาที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานกับอัยการดำเนินการ ต้องพยายามให้ทันกับกำหนดการในวันดังกล่าว เพราะขณะนี้ไม่มีปัญหาในข้อกฎหมายใดๆ และไม่มีป’ญหากรณีที่ฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษ ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าจะดำเนินการทันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ต้องพยายามให้ทัน แต่ขึ้นอยู่กับการยืนยันข้อเท็จจริง และขึ้นอยู่กับการประสานงานของเขาด้วย เราจะทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นการปฏิบัติตามปกติที่เราจำเป็นต้องดำเนินการ เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมของไทย
ฟันธง 1 เดือนคดีเห็นผลเป็นรูปธรรม
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้าว่า ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า ผู้ชุมนุมจะได้เห็นความก้าวหน้าอีกหลายเรื่อง ที่จะเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม และการเดินหน้าระบอบประชาธิปไตยของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องคดีความต่างๆ จะมีความคืบหน้าชัดเจน รวมถึงกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่ถือเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงเชื่อว่าผู้ที่มาชุมนุมจะทราบว่า รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องในส่วนที่คิดว่าสามารถปฏิบัติได้ จะเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลนี้มาโดยกระบวนการของรัฐสภา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประชาธิปไตย และต้องการดึงทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนข้อเรียกร้องให้ตนหรือ รมว.ต่างประเทศลาออกนั้น ในเดือนหน้าก็จะมีกระบวนการตรวจสอบของสภา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว แต่ไม่กล้าคาดคะเนว่าจะเปลี่ยนใจผู้ชุมนุมได้หรือไม่ แต่คิดว่าสังคมต้องอยู่ด้วยเหตุด้วยผลด้วยข้อเท็จจริง
เดินสายเยี่ยมชาวบ้านทุกจังหวัด
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ผู้ชุมนุมอาจได้รับข้อมูลส่วนหนึ่ง แต่หากเปิดใจให้กว้าง ดูสิ่งที่พวกเราทำ ก็หวังว่าจะเข้าใจดีขึ้น แต่คงไม่ทั้งหมด ต้องมีคนที่ยังไงก็ไม่เห็นด้วยหรือต่อต้าน เป็นเรื่องธรรมดา อาจมีผู้ชุมนุมกลับมา เพราะแกนนำบางส่วนเชื่อว่าต้องทำเช่นนั้น ส่วนที่แกนนำคนเสื้อแดงขู่จะยกระดับการชุมนุมไปถึงขั้นขับไล่รัฐบาลนั้น เป็นข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมอยู่แล้วที่ต้องการจะให้ตนพ้นจากตำแหน่ง และที่ประกาศว่าจะเดินทางไปกดดันทุกพื้นที่ที่ไปทำงานนั้น ถือว่าเป็นสิทธิ์ ตราบใดที่อยู่บนพื้นฐานความสงบเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหา แต่หากไปขัดขวางการทำหน้าที่ คงทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา จะเริ่มหาโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชนในต่างจังหวัด เพราะตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีภารกิจมาก และติดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตนจะไปทุกจังหวัดขึ้นอยู่กับงานที่จะไป
รอข้อมูลก่อนพักงาน “ประพันธ์-พิเชฐ”
เมื่อถามว่ามีรายงานว่า ทางตำรวจได้ออกหมายจับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีชื่อนายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และนายพิเชฐ พัฒนโชติ ที่ปรึกษา รมว. สาธารณสุขด้วย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่ทราบว่ามีหมายจับกลุ่มพันธมิตรฯกี่คน หรือมีหมายเรียกอย่างไร แต่หากมีก็น่าจะเป็นการยืนยันว่าการมาช่วยงาน หรือมี ตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลนี้ ก็ไม่ได้ทำให้คนเหล่านี้อยู่เหนือกฎหมาย และเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปตามกระ-บวนการตามหมายเรียกหรือหมายจับ ส่วนจะถึงขั้นต้องให้พักงานหรือไม่ ต้องขอดูรายละเอียดก่อน
อ้าง ส.ส.ล่า “ทักษิณ” เพราะห่วงชาติ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวว่า ส.ส.พรรคประชาธิป’ตย์ จะเดินทางไปฮ่องกงเพื่อไปตามหาที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เป็นความคิดใคร ยังไม่ได้ถามใครในพรรค และยังไม่มี ส.ส.มาหารือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศจะมีขั้นตอนของเขา ซึ่งความล่าช้านั้นนายกฯ ได้พูดไปแล้วว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ไป แต่ป’ญหาคือไม่มีใครรู้ที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนของ พ.ต.ท.ทักษิณ การเคลื่อนไหวของ ส.ส. มีขอบเขตของกฎหมาย คนที่เป็น ส.ส.เขามีวิจารณญาณที่จะคิดได้เองว่าจะเกิดผลกระทบอะไรหรือไม่ ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้แนวทางที่ไม่ไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือเรื่องระหว่างประเทศที่ไม่ใช่อำนาจที่จะไปกระทำ แต่ ส.ส.เป็นห่วงบ้านเมือง อยากให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ และมีการรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด
โวการเมืองนิ่ง รบ.แห่งชาติไม่มีมูล
เมื่อถามว่าทำไมถึงมาเร่งรัดเอาตอนนี้ เกี่ยวข้องกับกระแสการตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ นายสาทิตย์ตอบว่า ไม่ได้เร่งรัด ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอน ส่วนเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเป็นเรื่องที่พูดกันมาพูดกันไป ทุกฝ่ายก็ปฏิเสธแล้วว่าไม่มีข้อเท็จจริง ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่าประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติอาจมาจากพรรคประชาธิป’ตย์ ที่ต้องการกุมสภาพภายในพรรคร่วมนั้น เข้าใจได้ ร.ต.อ.เฉลิม ชอบพูดอะไรแบบนี้ คิดว่าการเมืองขณะนี้นิ่งพอสมควร การชุมนุมที่สงบชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถทำงานต่อไปได้ และเราไม่ควรยกประเด็นการเมืองขึ้นมาทำให้รัฐบาล ต้องพะวักพะวง การแก้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการเมืองนิ่ง สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศได้ การประชุมผู้นำอาเซียนผ่านไปด้วยความสำเร็จ การแก้ไขป’ญหาให้ประชาชนเดินหน้าไปได้
จี้ ตร.เค้นปาก “เฉลิม” เอาที่อยู่ลูกพี่
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิป’ตย์ กล่าวถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยว่า คนที่รู้แหล่งกบดานของ พ.ต.ท.ทักษิณดีที่สุดคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นแหล่งข้อมูลที่จะโยงถึงการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ครั้งหลังสุดจนถึงวันที่ 2 มี.ค. ขึ้นอยู่กับว่าว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมให้ข้อมูลหรือไม่
นายเทพไท เสนพงศ์ กล่าวว่าหากตำรวจอยากได้ ข้อมูล น่าจะไปสอบสวน ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ออกมาให้ สัมภาษณ์สื่อว่าไปฮ่องกงพบ พ.ต.ท.ทักษิณมา เช่น นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา ที่ยืนยันชัดเจนว่าได้ร่วมโต๊ะอาหารกับ พ.ต.ท.ทักษิณและ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ ร.ต.อ.เฉลิมปฏิเสธว่าไม่ได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะรู้ว่าการปกป”ดที่พักพิงของผู้ต้องหาอาจมีความผิดได้ จึงเห็นว่าตำรวจน่าจะเชิญ ร.ต.อ.เฉลิมมาสอบปากคำด้วย
เด็ก ปชป.แหกคอกเตือนระวังแตกแยก
นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล เพราะการจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ อาจทำให้เกิดชนวนความขัดแย้งในบ้านเมืองขึ้น เพราะคนที่รักในตัว พ.ต.ท.ทักษิณยังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสานที่อาจไม่เห็นด้วย และอาจลุกฮือขึ้นมาตอบโต้ฝ่ายรัฐบาล ส่งผลให้บ้านเมืองได้รับความเสียหายมากมายไปกว่านี้ สิ่งสำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นคนไทยเช่นกัน ควรจะปฏิบัติในมาตรฐานภายใต้กฎหมายเดียวกันกับบุคคลอื่นด้วย ไม่เห็นว่ารัฐบาลจะต้องเร่งรัดถึงเพียงนี้ สิ่งสำคัญที่ควรทำอันดับแรกคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนและคนตกงาน ที่มีการประเมินว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบหนักสุดในเอเชีย หากรัฐบาลยังกังวลกับเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาได้ ดังนั้น เรื่องติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ไม่ใช้หน้าที่หลักของรัฐบาล
“นพดล” จี้ใช้หลักกฎหมายสากล
ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งรัดให้มีการดำเนินการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จากประเทศจีนกลับมาดำเนินคดีว่า แม้จะเป็นสิทธิของรัฐบาลที่สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ส่วนตัวไม่ทราบขั้นตอนและรายละเอียดของสนธิสัญญาการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศจีนว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะฮ่องกงนั้นไม่แน่ใจว่าจะมีสนธิ สัญญาในลักษณะดังกล่าวอยู่หรือไม่ จึงไม่เข้าใจว่าที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะไปสืบหาที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปดำเนินการโดยอาศัยกฎหมายฮ่องกง หรือกฎหมายไทยในแง่ไหน ยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่อาศัยวิธีการนอกกรอบ เพียงเพื่อมุ่งหวังทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ
เผยเตรียมโชว์วิชั่น ศก.ภาพรวม
นายนพดลกล่าวต่อว่า ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะไปปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ฮ่องกง ในวันที่ 2 มี.ค.นั้น ยืนยันว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต กำหนดการดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของ พ.ต.ท.ทักษิณที่มักจะมีองค์กร หน่วยงานในต่างประเทศ มาเชิญไปบรรยายให้ความรู้ อย่างไรก็ตาม สำหรับเนื้อหาในการบรรยายนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะแสดงวิสัยทัศน์โดยเน้นแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้สภาวะวิกฤติของโลกในขณะนี้ โดยจะใช้เวลาในการพูดประมาณ 2 ชั่วโมง และคงมีการพูดถึงสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆในโลก และความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย แต่จะเป็นการพูดโดยมองภาพรวมและมิติโลกมากกว่าจะพูดถึงประเทศไทยเพียงอย่างเดียว
ท้าตามล่าจับตัว “ทักษิณ” ให้ได้
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล กล่าวว่า ขอท้าว่าถ้าแน่จริงให้ดำเนินการจับกุมตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีให้ได้อย่างที่พูด เพราะอำนาจอยู่ในมือนายกฯ สามารถทำอะไรก็ได้ สังคมคงไม่ประณาม แต่อย่าหลงอำนาจ และไม่ควรเลือกปฏิบัติ ควรตามจับอดีตนักการเมืองที่หนีคดีไปต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยแน่ในช่วงกระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรม ไม่ใช่กลับมาในสมัยรัฐบาลซ่อนรูป ส่วนกรณีที่โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิป’ตย์ระบุว่าไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าไม่มีวันที่พรรคประชาธิป’ตย์จับมือพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น ความจริงพรรคเพื่อไทยไม่เคยคิดจับมือพรรคประชาธิป’ตย์ เพราะเป็นปลาคนละน้ำเข้ากันไม่ได้ แต่วันนี้บ้านเมืองวิกฤติทางสังคม วิกฤติเศรษฐกิจมันต้องหันหน้าเข้าหากัน พรรคประชาธิปัตย์จะดันทุรังเริงร่ากับอำนาจที่ได้มาไม่ได้ ขนาดพรรคเพื่อไทยยังยอมลดตัวไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์
ส่อแววแห้วฮ่องกงปิดไม่มีสนธิสัญญาฯ
วันเดียวกัน เว็บไซต์ของสำนักข่าวเอิร์ธไทม์ส รายงานเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ว่า กำหนดการขึ้นกล่าวปาฐกถาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ภายใต้หัวข้อ “วิกฤติเศรษฐกิจ, การเมืองสั่นคลอน : บทเรียนจากประเทศไทย” ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซี) ที่ฮ่องกง ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆตามคำยืนยันจากเอฟซีซี โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมฟ’งกว่า 100 คน ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายราวคนละ 20 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 720 บาท) ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ขอความร่วมมือในการส่งตัวอดีตนายกฯทักษิณกลับประเทศเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะที่หนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานข่าวว่า มีโอกาสน้อยมากที่ตำรวจฮ่องกงจะเข้าจับกุมตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนขึ้นกล่าวปาฐกถา โดยนางมาร์กาเร็ต อึ้ง โหงย-ยี่ ประธานสำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมและบริการทางกฎหมายของฮ่องกง กล่าวว่า จะถือเป็นเรื่องพิเศษพอสมควรหากรัฐบาลฮ่องกงเห็นชอบกับคำขอของรัฐบาลไทย ถ้าไม่มีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกัน หรือถึงทำ แต่คดีที่จะให้มีการส่งตัวกลับนั้น ต้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน และได้รับการยอมรับในเขตอำนาจของศาลฮ่องกง “คุณไม่สามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพียงเพราะเหตุผลทางการเมือง” รายงานข่าวกล่าวอ้างคำพูดของนางมาร์กาเร็ต
จวก “เฉลิม” นิสัยเดิมปล่อยข่าวมั่ว
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาป’ดว่าอาจเป็นพรรคประชาธิป’ตย์ที่เป็นฝ่ายให้ข่าวเรื่องรัฐบาลแห่งชาตินั้น อยากให้ย้อนกลับไปดูข่าวเก่า เพราะล้วนแต่เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งนั้นที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หรือ ร.ต.อ.เฉลิมยังติดกับการเมืองเก่า ที่พูดหน้าแล้วลืมหลัง และที่ ร.ต.อ.เฉลิมตั้งข้อสงสัยว่านายกฯรู้ประเด็นการอภิปราย อาจมาจากการดักฟังทางโทรศัพท์นั้น สื่อหลายฉบับรายงานตรงกันว่า ข่าวดังกล่าวออกมาจากที่ประชุมเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้าทีม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในสังคม ขอแนะนำให้แต่งตั้งคนที่มีอำนาจให้ข่าว จะได้ไปในแนวทางเดียวกัน ไม่สะเปะสะปะ ทั้งนี้มองได้ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งการกุข่าวรัฐบาลแห่งชาติ การได้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ประเทศนิการากัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นการประโคมข่าวเพื่อชิงพื้นที่ข่าวจากนายอภิสิทธิ์ที่กำลังโดดเด่นในการจัดประชุมอาเซียนซัมมิทอยู่ขณะนี้
เครื่องยนต์ทุกตัวดับแล้ว เศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งเหวครับ คุณเด็กสองคน
ที่มา Thai E-News
โดย คุณ money honey
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
28 กุมภาพันธ์ 2552
นักเศรษฐศาสตร์ จะวัดผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP
และการที่จะทำให้ GDP โตได้นั้น เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 4 เครื่องยนต์ จะต้องทำงาน นั่นคือ
1. การบริโภคภายในประเทศ
2. การลงทุนของภาคเอกชน
3. การใช้จ่ายของรัฐฯ และ
4. การค้าขายระหว่างประเทศ
แต่ในประเทศตอแล๋แลนด์ ภายใต้การดูแลและวางแผนเศรษฐกิจของเด็กสองคน เครื่องยนต์ทุกตัวได้ดับลงแล้ว และกำลังดำดิ่งลงสู่เหว ลึกลงไปๆ ทุกขณะ
นาทีนี้ยังบอกไม่ได้ว่า ก้นเหวนั้นลึกแค่ไหน อีกนานเท่าไหร่ จึงจะสัมผัสจุดสุดท้าย
คุณเด็กสองคนครับ ตามผมมาดูสิครับว่า เครื่องยนต์มันดับเพราะฝีมือพวกคูณอย่างไรบ้าง
1. การบริโภคในประเทศหดตัวรุนแรง เพราะขาดฟามเชื่อมั่น ทั้งจากการรีดภาษีนานาชนิด เช่น ขึ้นภาษีน้ำมันอย่างเมามัน ส่งผลให้ค่าครองชีพประจำวันสูงขึ้น กำลังซื้อหดหาย
2. การลงทุนใหม่ๆ ของภาคเอกชนแทบไม่มีเกิดขึ้น ซ้ำร้าย ธุรกิจที่มีอยู่แล้ว ก็พากันปิดตัวเองลงมากมาย
3. การใช้จ่ายของภาครัฐฯ ลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะเงินคงคลังแห้งเหือด รัฐฯใช้เงินอย่างไร้เป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แต่กลับนำงบประมาณ ไปกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้ใหญ่ในกองทัพ ด้วยการซื้ออาวุธ
4. การส่งออกหดตัวอย่างรุนแรง เฉพาะเดือนสุดท้าย ลดลงถึง 26% และมีแนวโน้มว่า จะลดลงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาไม่นานต่อจากนี้ เราจะได้เห็นฟามเดือดร้อน อดอยาก ของประชาชนจำนวนมาก
อาชญากรรมนานาประเภทจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เราจะได้เห็นนักธุรกิจ ฆ่าตัวตาย หนีการล้มละลายจากธุรกิจ
เราจะได้เห็นผู้คนร่วม 3 ล้านคน มีอาชีพเป็นนักวิจัยฝุ่น หรือที่เรียกกันว่าตกงาน
มันคือหายนะที่เกิดจากการกระทำพวกคุณทั้งหลาย ที่ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐฯ
และมันเกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดของพวกคุณ เด็กสองคน
Friday, February 27, 2009
ศาลยกฟ้อง สรรพากร ไม่เก็บภาษีโอนหุ้นชิน
ที่มา ไทยรัฐ
ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ก.พ. ศาลมีคำพิพากษาคดีฟ้องนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อายุ 59 ปี อดีตอธิบดีกรมสรรพากร นายวิชัย จึงรักเกียรติ อายุ 58 ปี อดีต ผอ.สำนักงานกฎหมาย กรมสรรพากร น.ส.สุจินดา แสงชมพู อายุ 57 ปี อดีตนิติกร 9 ชช. น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อายุ 49 ปี อดีตนิติกร 8 ว. และน.ส.กุลฤดี แสงสายัณห์ อายุ 44 ปี อดีตนิติกร 7 ว. เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ร่วมกันละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีงดเว้นการคำนวณภาษีการโอนหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท ของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้แก่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 พ.ย.40 ทำให้รัฐได้รับความเสียหายจากการไม่ได้เก็บภาษีมูลค่า 270 ล้านบาท
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งหมดไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154, 157 เมื่อเห็นว่า จำเลยทั้งห้าไม่มีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บภาษี ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากร หรือเจ้าพนักงานผู้พิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีอากร แต่เป็นเพียงผู้ พิจารณาข้อกฎหมายเท่านั้น แม้ความเห็นของจำเลยจะไม่ ตรงกับความเห็นของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งความเห็นของ คตส. ก็เป็นความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างเท่านั้น ย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ นายสุชาติ วันเสี่ยน คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. พยานโจทก์ เบิกความยอมรับว่า คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจไม่พบว่าจำเลยทั้งห้าได้รับประโยชน์อื่นใดที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการกระทำโดยทุจริต และมิได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการให้สูงขึ้นผิดปกติ ประกอบกับวันที่คุณหญิงพจมานให้หุ้นแก่นายบรรณพจน์นั้นเป็นวันเดียวกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขณะนั้นยังไม่มีใครทราบว่า ในเวลาต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นนายกรัฐมนตรีจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าราชการกรมสรรพากรจะช่วยเหลือนายบรรณพจน์ในช่วงเวลาดังกล่าว
ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล ปรากฏว่า มีคำสั่งกระทรวงการคลังให้ไล่จำเลยทั้งหมดออกจากราชการจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลย มีลักษณะเป็นการให้ความเห็นทางกฎหมายยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งแต่ประการใด จากพยานหลักฐานยังไม่ อาจฟังได้ว่าจำเลยทั้งหมดมีความผิด แต่เนื่องจาก ก.พ. ต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีคำสั่งลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกจากราชการ แต่สำหรับศาลเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล ดังนั้น ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวน โดยไม่จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีความผิดตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูล จำเลยทั้งหมดจะมีความผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานต่างๆที่ปรากฏ และจากพยานหลักฐานต่างๆของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งห้ามีเจตนาทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลับได้ความว่า จำเลยใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มความสามารถตามหน้าที่ โดยไม่มีเจตนาทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด ข้อต่อสู้ ของจำเลยรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง
ท้ายคำพิพากษานายชีพ จุลมนต์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้มีบันทึกความเห็นแย้งกับคำพิพากษาขององค์คณะเจ้าของสำนวนในหลายประเด็น ใจความว่า มีข้อสงสัยในพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และ 2 ที่จำเลยที่ 1 ออก คำสั่งยุติเรื่องการสอบสวนประเด็นซึ่งเป็นคุณแก่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ทั้งที่ควรจะใช้ดุลพินิจละเอียดรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับไม่ให้ความสำคัญต่อข้อทักท้วง ซ้ำจำเลยที่ 1 ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมสรรพากร ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นว่า ข้อต่อสู้ ของจำเลยทั้งคู่ไม่มีน้ำหนัก เมื่อนำเหตุผลมาประกอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 และ 2 ย่อมชี้ให้เห็นเจตนาจะช่วยเหลือเอื้อประโยชน์อันที่ควรได้โดยชอบแก่นายบรรณพจน์ ที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่า 270 ล้านบาท จำเลยที่ 1-2 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีที่จะประกอบไว้ในคำพิพากษา เพื่ออ้างอิงใช้ประโยชน์ในชั้นศาลสูงต่อไป ขณะที่นายศิโรตม์หันมาสวมกอดลูกชาย ที่ไปให้กำลังใจ ทันทีที่ฟังคำพิพากษายกฟ้อง ก่อนเดินออกจากห้องพิจารณาคดีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ทุกประเด็น อ้างว่าไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษา
นายนันทชัย อุกฤษณ์ ทนายความของนายศิโรตม์ กล่าวว่า จะนำคำพิพากษาไปเสนอต่อศาลปกครองกลาง ในคดีนายศิโรตม์ยื่นฟ้องกระทรวงการคลังที่มีมติให้ออกจากราชการตั้งแต่ปี 2549 โดยขอให้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม พร้อมคืนสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ ตั้งแต่ช่วงปี 2549 ถึงปัจจุบัน โดยคดีดังกล่าวยื่นฟ้องภายหลังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ลงโทษทางวินัยของ ก.พ. มีมติให้ลดโทษจากเดิมที่ไล่ออกเป็นปลดออกจากราชการ เมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา อยู่ระหว่างการพิจารณาพยานหลักฐานของศาลปกครอง ส่วนจะฟ้องกลับ ป.ป.ช.หรือไม่นั้น ต้องหารือกันก่อน
อะเมซซิ่งซ้ำไทย ม็อบมาท่องเที่ยวเฉา
ที่มา ไทยรัฐ
อะเมซซิ่งไทยแลนด์...วิกฤติแบบความวัว
ยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อม็อบเสื้อแดงบุกล้อมทำเนียบรัฐบาล
ซ้ำรอยม็อบเสื้อเหลืองที่บุกยึดทำเนียบ...จนลุกลามบานปลายไปถึงขั้นปิดสนามบินสุวรรณภูมิ
ครั้งนั้น พรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า นับตั้งแต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยถือกำเนิด ความเสียหายเฉพาะหน้านั้น หนักที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบ 48 ปี
ที่น่าเป็นห่วง ไม่ใช่ยอดนักท่องเที่ยว แต่เป็นภาพลักษณ์ของประเทศที่เสียหาย
“จะฟื้นฟูจิตใจ ความรู้สึกต้องใช้เวลาอีกนาน แบบประมาณไม่ถูก เพราะไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน”
ไม่ว่าจะเป็น...ม็อบปิดสนามบิน...ม็อบปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ล้วนเป็นการสื่อถึงแรงกดดันในสังคมไทย ที่มีผลทางใจสำหรับนักท่องเที่ยว ให้รู้สึกหวั่นไหว
“สนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการเป็นปกติ นานเกือบสามเดือนแล้ว แต่นักท่องเที่ยวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ก็ยังหายไปครึ่ง...ครึ่ง”
บุษรา ภู่พัฒนกุล ผู้จัดการภูใจใส รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.เชียงราย บอก
“การปิดสนามบินทำให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มหลัก...เสียความรู้สึกมาก ยกเลิกการมาเที่ยวไปเยอะทั้งผ่านเอเย่นต์...อีเมล”
บุษรา บอกว่า ช่วงหน้าหนาวหยุดยาว กลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นคนไทย หลังจากนั้นจะเป็นคนต่างชาติ มาพัก สามสี่วัน ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่นมากันเป็นครอบครัว เที่ยวเป็นคู่ สังเกตได้ว่าค่อนข้างมีกำลังซื้อสูง มีเงินจับจ่ายใช้สอยมาก
สายตานักท่องเที่ยวที่ฟังมาจากเอเย่นต์ ปัจจัยจากความไม่สงบในบ้านเมือง ม็อบประท้วงยืดเยื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย ตั้งใจจะมาเที่ยวก็ยกเลิกไปก่อนดีกว่า
“ยกเลิกเที่ยวเมืองไทยแล้ว ก็เลี่ยงไปเที่ยวประเทศใกล้ๆแทนไปก่อน”

สแกนดิเนเวีย ลูกค้ากลุ่มใหม่ล่าสุด ก็หายไปเยอะ อังกฤษก็หายไปเลย ลูกค้าเหล่านี้ถ้าเข้ามาเที่ยว มาพัก เม็ดเงินต่อหัวถือว่ามากทีเดียว
ก่อนจะไปทานข้าวก็จะไปดริงก์ เวลาพักผ่อนก็เข้าสปา นั่งช้าง ถ้ามาพักสองท่าน สองวันสามคืน อย่างน้อยต้องใช้เงิน 15,000-20,000 บาท
เม็ดเงินเหล่านี้ จะผ่องถ่ายไปในพื้นที่ แรกสุดค่าแรงพนักงานเป็นคนในพื้นที่ ชาวไทยใหญ่ อาข่า ทั้งหมด 150 ชีวิต ไปจนถึงรายได้จากการขายอาหาร ก็มาจากผักปลอดสารพิษที่ปลูกขึ้นมาเองทั้งหมด ขนมปังก็ทำขึ้นเอง อบออกมาสดใหม่ หอมกรุ่น จากเตา
“ผลไม้ก็เก็บได้สดจากต้น จะดื่มชาเราก็มีไร่ชา กระทั่งภาชนะใส่อาหาร ข้าว ของเครื่องใช้ก็ปั้นจากดิน เอาไปเผา นำไปใช้ภายในรีสอร์ต บ้านพัก รวมไปถึงของที่ระลึกก็แฮนด์เมดอย่างประณีตทุกชิ้น”
ภาพที่นักท่องเที่ยวมองภูใจใส เห็นถึงรอยยิ้ม คนเหนือใจดี เป็นชาวเขาอยู่บนดอย มีบ้านอยู่บนภูเขาจริงๆ เสน่ห์ของภูใจใสคือการอยู่กับธรรมชาติมากที่สุด
ทุกกิจกรรมในภูใจใส อาจเรียกได้ว่า เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบพอเพียง ผลิตเหลือกินเหลือใช้ก็เก็บไว้ขาย ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมทั้งลดต้นทุนไปในตัว
ภูใจใสในสายตานักท่องเที่ยวอาจเป็นรีสอร์ต บ้านพัก แต่สำหรับพนักงานเปรียบเป็นเหมือนบ้านที่ต้องช่วยกันดูแล ใส่ใจทุกซอกมุม
สถานการณ์การท่องเที่ยวที่ดิ่งลงเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยความไม่สงบทางสังคม ถ้ายังมีม็อบประท้วงกันอยู่เรื่อยๆอย่างนี้ ท่องเที่ยวไทยก็คงจะฟื้นยาก
ว่ากันตามตรง...ธุรกิจท่องเที่ยวไทยยุคนี้ ถ้าจะหวังลูกค้าต่างชาติอย่างเดียวรับรองว่าแย่แน่นอน
สถานการณ์เช่นนี้ ธุรกิจรีสอร์ตต้องหาทางออกแก้วิกฤติ สำหรับภูใจใส วันธรรมดาถ้าไม่มีลูกค้าต่างชาติก็อาศัยกรุ๊ปสัมมนาลูกค้าในประเทศพยุงธุรกิจให้ผ่านวิกฤติไปได้
บุษรา บอกอีกว่า ลูกค้ากรุ๊ปสัมมนาที่เป็นลูกค้าคนไทย ที่เป็นทางรอดยามวิกฤติ...หลักๆจะเป็นหน่วยงานราชการ แม้ว่าไม่ได้ใช้จ่ายเหมือนนักท่องเที่ยวต่างประเทศแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีลูกค้าเข้ามาพักใช้บริการ
“ภูใจใสปลูกผัก ผลไม้ ผลิตของสดออกมาทุกวัน ถ้าไม่มีใครมาเที่ยว ไม่มีใครมากิน ผักเหล่านี้ก็ต้องเน่า เสียหาย”
นโยบายไทยเที่ยวไทยที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรณรงค์อย่างหนัก แต่ละปีที่ผ่านมาถือว่าได้ผล แต่ปีนี้คนไทยรัดเข็มขัดมากขึ้น ผนวกกับสถานการณ์ เศรษฐกิจ การเมืองที่ดูเหมือนจะไม่นิ่งนัก จึงไม่แน่ว่า...ไทยจะเที่ยวไทยมากน้อยแค่ไหน
การเดินทางไปเที่ยวเชียงรายใช้เงินพอสมควร ค่าเครื่องบินไปกลับ คนเดียวก็ต้องมีแล้ว 5,000 บาท ไปสองคนก็ต้องมี 10,000 บาท จะหันไปขึ้นรถทัวร์ นั่ง 8 ชั่วโมง ก็ตกคนละเกือบ 1,000 บาทต่อเที่ยว
ค่าห้องเฉลี่ยคืนละ 5,000 บาท พักสองคืนก็ 10,000 บาทเข้าไปแล้ว ไหนจะค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นอีก มองอนาคต...ก็คงจะหนักเหมือนกัน
“วิกฤติธุรกิจท่องเที่ยวไทยเกิดขึ้นแล้ว เจ้าของธุรกิจต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด ผู้ประกอบการเปิดใหม่...ผู้ประกอบการที่ไม่มีจุดขายที่น่าสนใจ ลูกค้ายิ่งน้อย ในภาวะการแข่งขันสูงขนาดนี้รับรองว่าตายแน่” บุษรา ว่า
รศ.ดร.ธาตรี จันทรโกลิกา ผู้อำนวยการศูนย์บริการทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ช่องรอดวิกฤติ ผ่านผลการศึกษาความคุ้มค่าของอีลิทการ์ด บริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ดฯ ให้ฟังว่า...
“สมาชิกบัตรอีลิท มียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวัน สูงถึง 20,000 บาท”
สมาชิกอีลิทการ์ด เฉลี่ยมาเมืองไทยปีละ 4 ครั้ง ใช้จ่ายแต่ละครั้ง กว่า 470,000 บาทต่อครอบครัว
บวกลบคูณหารแต่ละปีจะใช้เงินเกือบ 2 ล้านบาท
“นี่คือเม็ดเงินที่ได้จากสมาชิกต่อคนต่อปี มากกว่าค่าสมาชิกที่ตั้งไว้ 1 ล้านบาท” รศ.ดร.ธาตรี ว่า “ที่สำคัญเงินเหล่านี้จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศ ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยและประเทศไทยแบบเต็มๆ”
ประเด็นที่น่าสนใจ...เมื่อสมาชิกมาใช้บริการแล้ว ก็ไม่ได้มาแค่คนเดียว ยังมีพรรคพวกเพื่อนฝูง ครอบครัว ญาติพี่น้องตามมาด้วย
ที่เคยกลัวกันว่า สมาชิกจะเข้ามาใช้บริการสนามกอล์ฟกับสปาตามสิทธิ จนเป็นภาระหนักที่ต้องตามจ่าย เมื่อประเมินจากฐานข้อมูลการใช้บริการ พบว่า
สมาชิกมีการใช้บริการสปาเฉลี่ย 11.5 ครั้งต่อปี โดยสมาชิกเกือบร้อยละ 90 ใช้บริการ 3.5 ครั้งต่อปี
สนามกอล์ฟ ใช้บริการเฉลี่ย 6.8 ครั้งต่อปี โดยสมาชิกเกือบร้อยละ 95 ใช้บริการน้อยกว่าปีละ 3.2 ครั้ง
“ตรงกันข้าม ที่ไหนบริการถูกใจ นักท่องเที่ยวต้องการซื้อคอร์สเพิ่ม ก็ต้องจ่ายเงินเอง มีไม่น้อยที่สปา สนามกอล์ฟ ได้ลูกค้าเพิ่มจากการบอกเล่าสรรพคุณแบบปากต่อปาก”
วิเคราะห์ด้านศักยภาพ สมาชิกส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เป็นนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับสูง นอกจากมาเที่ยวแล้วยังช่วยต่อยอด ส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในหลากหลายธุรกิจ
กว่า 5 ปี...นับตั้งแต่ก่อตั้ง บัตรไทยแลนด์ อีลิทมีสมาชิก 2,570 ราย จากหลายชาติ อาทิ อังกฤษ ออสเตรเลีย สแกนดิเนเวีย เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์
พบว่าสมาชิกเหล่านี้เข้ามาลงทุนแล้วกว่า 40,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ภูเก็ต พัทยา หัวหิน เชียงใหม่
ดร.อลัน ซีแมน สมาชิกอีลิท ชาวแคนาดา ทำธุรกิจในฮ่องกง บอกว่า มาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 25 ปีแล้ว เพื่อพักผ่อน จนรู้สึกว่าประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง
“ความรู้สึกแรกที่มาถึงเมืองไทย ทำไม? คนไทยถึงโชคดี ที่ได้อยู่ในประเทศที่มีที่ท่องเที่ยวที่สวยมากขนาดนี้ ภูเก็ต อากาศดี มีชายหาดสวยมาก อาหารก็อร่อย ไม่เหมือนกับประเทศอื่นที่เคยไป”
ในที่สุด อลันก็ตัดสินใจทำธุรกิจที่ภูเก็ต เปิดรีสอร์ตหรูเอาไว้ต้อนรับคนที่มาเที่ยวภูเก็ต จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงนักธุรกิจภูเก็ต ทุกวันนี้แม้ว่าจะทำธุรกิจที่ฮ่องกงเป็นหลัก แต่ก็มาเมืองไทยเดือนละครั้ง
ทว่า...โครงการอีลิทการ์ดยังมีข้อกังขาสำคัญ ด้วยงบขาดทุนสะสม มากถึง 1,142 ล้านบาท ขณะที่ปี 2550-2551 ยังไม่มีผลดำเนินงาน อาจจะต้องปิดฉากลงไป
รศ.ดร.ธาตรี ทิ้งท้ายว่า... อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ณ วันนี้...อีลิท การ์ดอาจเป็นกุญแจดอกหนึ่งในการช่วยกระตุ้นภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย และช่วยกู้วิกฤติเศรษฐกิจที่ว่าหนักหนาให้บรรเทาเบาบางลงไปได้.