WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 2, 2009

ข่าวเด่นประเด็นเด็ด

ที่มา ไทยรัฐ

ข่าวเด่นประเด็นเด็ด สัปดาห์นี้โฟกัสไปที่ความเคลื่อนไหวของ ฝ่ายค้าน ในการขอ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

3 มี.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย นัดประชุม คณะทำงานเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพื่อพิจารณาข้อมูลของคณะทำงานฯในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

รวมทั้ง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และ นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมฯ

นอกจากนี้จะมีการพิจารณาข้อมูลหลักฐานเพื่อตัดสินใจขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเพิ่มเติมอีก 3 คน ได้แก่

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม

รอดสันดอนหรือไม่ โปรดติดตาม

สัปดาห์นี้ ต้องจับตาความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภา กรณี ส.ว.เลือกตั้งกลุ่มใหญ่ 35 คน เตรียมผลักดัน นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา แทน นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา

โดยจะอาศัยจังหวะที่มีการประเมินผลงานนายประสพสุขในโอกาสทำงานครบ 1 ปี ปลายเดือน มี.ค.นี้

เผด็จศึกสำเร็จ หรือเจอตอ เดี๋ยวก็รู้!!!

อาเซียนที่ยังจับต้องไม่ได้

ที่มา ไทยรัฐ

ตั้งแต่จันทร์วันที่ 2 มีนาคมนี้เป็นต้นไป จันทร์ถึงศุกร์ เวลา 11.00-12.00 น. ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 99 เมกะเฮิรตซ์ อสมท เชิญฟังรายการ บ้านเขา เมืองเรา กับนิติภูมิ นวรัตน์ส่วนท่านที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ก็สามารถรับฟังย้อนหลังที่เว็บไซต์ nitipoom.com ช่องวิทยุ/FM 99 MHz ได้ครับ

ตั้งแต่มีนาคม 2552 นี้เป็นต้นไป นิติภูมิรับใช้ผู้อ่านท่านผู้เจริญทั้ง 6 สื่อแล้วนะครับ สื่อหนังสือพิมพ์ 2 คอลัมน์ สื่อโทรทัศน์ 4 รายการ สื่อวิทยุ 1 รายการ สื่ออินเตอร์เน็ต 2 เว็บไซต์ สื่อบรรยายปราศรัยปาฐกถาเกือบทุกวัน และสื่อวรรณกรรมชีวิตชุดแรก 20 เล่ม (เล่มละ 200 หน้า)ไปพูดที่พิษณุโลกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จอดรถแวะทานอาหารระหว่างทาง เจอผู้อ่านท่านที่จำผมได้ ถามถึงประโยชน์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ผมเรียนว่า อ้าจำเป็นมากครับ เพราะโลกเราปัจจุบันทุกวันนี้อยู่กันเป็นกลุ่ม ไม่มีใครอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไปประชุมกับชาติใหญ่ เมื่อเราถามถึงนโยบายต่างประเทศที่เขามีต่อไทย ฝ่ายโน้นสั่นหัว บอกว่า อ้า ไม่มีครับ เรามีแต่นโยบายกับกลุ่มอาเซียน พูดง่ายๆ ก็คือว่า เริ่มมีความไม่สนใจในสถานะของแต่ละประเทศ แต่สนใจในสถานะที่เราเป็นสมาชิกของกลุ่มอาเซียน ที่ชุมนุมสุมหัวกันได้มากถึง 10 ประเทศ 570 ล้านคน

ความใฝ่ฝันปรารถนาของผมนิติภูมิก็คือ อีก 6 ปีข้างหน้า พ.ศ.2558 เราจะต้องมีประชาคมอาเซียน การที่จะมีชีวิตอย่างสุขสบาย พวกเราทั้งหลายในขณะนี้จะต้องมี 3 สถานะ ต้องสวมหมวก 3 ใบ ใบแรก คือ การเป็นประชาชนคนไทย เป็นราษฎรไทยที่มีคุณภาพ ใบที่สอง คือ การเป็นประชาชนคนอาเซียน เป็นราษฎรอาเซียนที่มีคุณภาพ และใบที่สาม คือ การเป็นประชาชนพลเมืองโลก เป็น Global citizen ราษฎรโลกที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน

คำว่า อย่างมีคุณภาพนี่สำคัญครับ เราจะทำยังไงถึงจะให้ประชาชนคนของเรามีสถานะนั้น สถานะนี้อย่างมีคุณภาพ ท่านใดที่เคยเดินทางไปสหภาพยุโรป ท่านก็คงจะเข้าใจและสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายของการที่ 27 ชาติรัฐมาชุมนุมสุมหัวกันเป็นสหภาพยุโรป ไม่ว่าเป็นเรื่องเงิน วีซ่า หรือว่าเรื่องการขับรถข้ามพรมแดนของประเทศสมาชิก ซึ่งในอนาคตสมาชิกของกลุ่มอาเซียนก็จะต้องได้พบกับสภาพอย่างนั้นบ้าง

สิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างระหว่างประชาชนคนของสหภาพยุโรปกับราษฎรอาเซียนในปัจจุบันก็คือ ราษฎรอียูมีความรู้ความเข้าใจในประเทศที่เข้ามารวมกันเป็นประเทศใหม่ได้เป็นอย่างดี แม้แต่ผู้คนในมอลตา ซึ่งเป็นสาธารณรัฐเล็กๆ กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ผมเดินทางไปเยือนเมื่อปีที่แล้ว ผู้คนที่นั่นเข้าใจเพื่อนสมาชิกด้วยกันเป็นอย่างดี มีองค์ความรู้เรื่องของเพื่อนบ้านอยู่ในระดับหนึ่งซึ่งทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

สิ่งหนึ่งซึ่งต่อไปนี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลของอีก 9 ประเทศจะต้องเร่งทำก็คือ เร่งให้ความรู้ผู้คนและดินแดนที่จะมาเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะทำให้เราเป็นทั้งประชาคมการเมืองความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ ปัจจุบันทุกวันนี้ มีผู้คนพลเมืองของเราสักกี่คนที่รู้ว่าเขมรซึ่งเป็นเพื่อนสมาชิกมีจังหวัดสตึงแตรง จังหวัดตาแก้ว หรือจังหวัดกระแจะ

หากวันใดมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่ตร้าวิญ นิญถ่วน หรือเบ๋นแตร ประชาชนคนของเราจะทราบไหมว่า อ้านั่นคือ สามจังหวัดในภาคใต้ของเวียดนาม

นักเรียนของเรากี่คนที่ทราบว่า ลาวซึ่งผู้คนที่นั่นใช้ภาษาใกล้เคียงกับเรานั้น มีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถ้าใครได้ยินประโยคว่า ชาติลาวตั้งแต่ใดมา ลาวทุกถ้วนหน้าเชิดชูสุดใจ ฮ่วมแฮงฮ่วมจิตฮ่วมใจ สามัคคีกันเป็นกำลังเดียว เด็ดเดี่ยวพร้อมกันก้าวหน้า บูชาชูเกียรติของลาวเยาวชนของไทยทราบหรือไม่ว่านั่นคือ เพลงชาติลาวในระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ไม่ใช่เพลงชาติในระบบราชาธิปไตยที่ขึ้นต้นว่า ชาติลาวตั้งแต่เดิมมา ขึ้นซื่ลืซาอยู่ในอาซี ซาติลาวผูกพันไมตรี ฮ่วมสามัคคีฮักหํ่โฮมกัน...

ทำอย่างไรในอนาคต เยาวชนคนของเราจะไม่หัวเราะเยาะคนพม่า ซึ่งเป็นราษฎรอาเซียนที่พูดภาษาของตนว่า ใหญ่เด่ (เอน) ถูเด่ (หนา) ฉี่เด่ (ยาว) ไอ้เด่ (อากาศอบอ้าว) เอ่งตะติ๊ย่าเด่ (คิดถึงบ้าน) หรือหลอนเหน่ (คิดถึงคนรักมาก)

วันนี้ อาเซียนยังเป็นแต่เรื่องของคนข้างบนของกระทรวงทบวงกรม ของรัฐบาล

การศึกษาเรื่องของกันและกัน นั่นแหละคือ วิธีการที่จะทำให้อาเซียนเป็นที่อยู่ของราษฎรทุกทั่วตัวคน 570 ล้าน

รีบให้การศึกษาเรื่องเพื่อนบ้านอาเซียนกับคนไทยเสียแต่วันนี้เลยดีกว่าครับ อย่าปล่อยให้อาเซียนเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้อย่างที่ท่านทำกันอยู่ทุกวันนี้.

นิติภูมิ นวรัตน์

DSTATION TT2009-03-01

DSTATION TT2009-03-01
โดย : Tuxedo เมื่อวันที่ : อาทิตย์ ที่ 1 เดือน มีนาคม พ.ศ.2552




อ้างอิง :

TT2009-03-01 WMV , MP3



เนื้อหา
จะมีการจัดชุมนุมที่ขอนแก่น ในวันที่ 8มี.ค. แล้วต่อไปตามจังหวัดต่าง ก่อนกลับมา ที่กรุงเทพอีกครั้ง มาร์คคิดจะจับทักษิณ แต่ทำคนที่ทำความเสียหายให้บ้านเมืองนับพันล้านกลับไม่ดำเนินการ เช่น ราเกช ,ปิ่น จักรพาก




กระทู้ความจริงวันนี้ที่ผ่านมา

ก.พ. >>27,23,20,19,18,17,16,13,12,11,10,09,08,06,04,03,02

ม.ค. >> 30,29,28


การเมืองไทยในอุดมอคติ

ที่มา thaifreenews

โดย : เสียงประชาไทย



ทุกวันนี้
การเมืองในประเทศมีแต่คนที่มีจิตใจอคติต่อกันในทุกพื้นที่ผ่านกระบวนการความคิดและแสดงออกมาทางคำพูดและการกระทำ อย่างเช่น..

กรูถูก!! ***ผิด!!
คุณมันจะไปรู้เรื่องอะไร!!
พวกนี้มันก็แค่กุ๊ย โง่ เห็นแก่เงินทั้งนั้นละ!!!
พวกเรามาด้วยใจ พวกมันมาด้วยเงิน!!
พวกเอง!!มันก็เป็นปัญหาของสังคมแค่นั้นละ
ฯลฯ นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ

ผมเองก็ยอมรับครับ ว่ามีความคิดที่เป็นอคติอยู่ไม่น้อย
ผมมีอคติกับฝ่ายตรงข้ามกับคนเสื้อแดง
ผมมีอคติกับคนเสื้อแดงบางส่วน
ผมมีอคติกับเผด็จการทหาร เผด็จการอีแอบ
ผมมีอคติกับอำนาจนอกระบบ
ผมมีอคติกับสนธิ ม๊อบเสื้อเหลือง
ฯลฯ

สังคมประชาธิปไตยมันก็เป็นแบบนี้ละครับ
ในเมื่อเรามีสิทธิเท่าเทียมกัน เราก็สามารถที่จะมีอคติกับใครก็ได้แต่การมีอคติควรอยู่ในหลักของเหตุผล หลักของความจริงไม่ใช่ตะบี้ตะบันเถียงเขา ด่าเขาคิดว่าตัวเองถูกเสมอคนอื่นที่เห็นแตกต่างเขาผิดหมด พอเขาว่าให้ก็ด่ากลับ เล่นนอกเกมไม่ยอมรับความจริง ด่าเขา สบประมาทเขาอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งๆที่ตัวเองผิดอยู่เต็มประตู

การมีอคติของประชาชนไทยทุกวันนี้มันจึงเกินเลย มากเกินความจำเป็น จนต้องมีการแบ่งข้าง แยกฝ่ายกันชัดเจน
ต่างคนต่างคิดว่าฝ่ายตนเองนี่ถูกเสมอ พร้อมทำลายอีกฝ่ายทุกเมื่อ

หากมองในแง่ดีมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนทุกคนกล้าที่จะแสดงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน ไม่คอยแต่เป็นอีแอบหลบมุมพอเห็นทีว่าฝ่ายไหนจะชนะก็เสนอหน้าออกมาเข้าข้าง

หากมองในแง่ร้ายมันก็เป็นสิ่งที่เกินไปหน่อย ประชาชนไทยทุกวันนี้รู้ดีถึงสิทธิของตนเองแต่ส่วนใหญ่กลับไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ซะอย่างนั้น

สิทธิ หน้าที่เป็นของคู่กันในระบอบประชาธิปไตย
วันนี้แม้คุณมีสิทธิเต็มที่ในระบอบประชาธิปไตยก็ตามแต่คุณควรที่จะเข้าใจในหน้าที่ของตัวเองซะบ้าง ไม่ใช่กรูมีสิทธิอยากทำอะไรก็ทำ จนบางทีละเลยหน้าที่ตัวเองแบบหน้าด้านๆ

ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะแยะครับ

อย่างเช่นทหารมีหน้าที่อะไร ?
แม้ทหารจะมีสิทธิตัวเองเต็มที่แต่ทำไมชอบลืมหน้าที่ของตนเองว่า ทหารคือรั้วของชาติ ไม่ใช่เครื่องมือสนองอำนาจของใครบางคน

แพทย์ พยาบาลมีหน้าที่อะไร ?
ในกรณี 7 ตุลา 51 แพทย์ พยาบาลบางคนกล้าที่จะออกมาแสดงสิทธิของตนเองว่าไม่รับรักษาตำรวจ แม้อ้างจะเป็นสิทธิแต่พวกเขากลับลืมหน้าที่และจรรยาบรรณของตนเอง มันควรแล้วหรือ

อีกหลายกรณีครับที่กระทำไปโดยอ้างสิทธิของตนเองแต่ดันไม่รู้หน้าที่ตัวเองเพราะในใจมีอคติแบบไร้เหตุผล

ทั้ง2ตัวอย่างที่ยกมาเป็นสายอาชีพที่ควรจะนึกถึงคำว่าหน้าที่มากกว่าสิทธิของตัวเองซึ่งกรณีที่ยกมาพูดเหล่านี้มันคงจะมีที่เดียวในโลกเพราะที่อื่นแม้เขาจะเข่นฆ่ากันยิ่งกว่านี้เขาก็ยังตระนักถึงหน้าที่ของตนเองเสมอ

การนำเสนอ และสื่อต่างๆของประเทศไทยมันจึงมีอคติแฝงด้วยเสมอ ไร้ซึ่งความเป็นกลาง ละเลยหน้าที่ตนเองกลับไปเอาคำว่า สิทธิ มาเป็นที่ตั้งเพราะสิทธิมันสามารถเข้ากันได้ดีกับคำว่าอคติโดยที่หากมีใครมาโต้แย้ง ก็พร้อมที่จะตอบกลับไปว่า

มันเป็นสิทธิของกรู!!!
ตามระบอบประชาธิปไตย แต่หัวสมองดันเป็นพวกเผด็จการอนุรักนิยม

เสื้อแดงชุมนุมแล้วประชาชนได้ประโยชน์

ที่มา thaifreenews

โดย : หนุ่มเมืองลับแล

วันนี้นึกได้อีกแล้วเกี่ยวกับการแสดงพลังของมวลชนเสื้อแดง อยากขอเสนอแนะแกนนำอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเดิม ไม่ได้ตั้งความหวังว่าแกนนำจะทำตามหรือไม่ก็ตาม แค่ได้แสดงความคิดเห็นบ้างก็มีความสุขแล้ว ชดเชยกับการที่ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมสักครั้งเดียว ขอให้ได้ทำประโยชน์เพื่อคนเสื้อแดงบ้าง ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่จิงโจ้69 อิอิ...

วันนี้มีข้อคิดเห็นเพียงข้อเดียว สำหรับการแสดงพลังของมวลชนเสื้อแดงในต่างจังหวัด เริ่มตั้งแต่ ขอนแก่น จันทบุรี อยุธยา และเชียงใหม่ ในช่วงเดือนมีนาคม 52 นี้

ในเมื่อมีการชุมนุมในต่างจังหวัดแล้ว เป็นไปได้ไหมที่เราจะเรียกศรัทธาจากประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ให้มีความยินดีกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง และอาจจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่ไม่ดีของประชาชนโดยทั่วๆ ไป หรือแม้กระทั่งคนเสื้อเหลืองอาจจะเปลี่ยนใจมาสนับสนุนเสื้อแดงก็ได้

วิธีการก็คือ การเชิญชวนให้ผู้ร่วมชุมนุมทำประโยชน์เพื่อเด็กด้อยโอกาสในเขตเทศบาล หรือในอำเภอรอบนอกของจังหวัด อาทิ นำเสื้อผ้า ชุดนักเรียน เครื่องเขียนแบบเรียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ โดยแบ่งกลุ่มกันไป (มวลชนเสื้อแดงมากมายมหาศาล สามารถที่จะแบ่งกลุ่มไปได้ทั่วทั้งจังหวัด) วิธีการก็คือ ประสานงานกับ ส.ส.ในจังหวัด ว่ามีโรงเรียนใด หมู่บ้านใดมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น สมควรที่มวลชนเสื้อแดงจะไปช่วยเหลือบ้าง

จากนั้นก็เชิญชวนกันในหลายๆ ทาง ทั้งสถานีดีสเตชั่น ในเว็บไซต์ต่างๆ เช่น ไทยฟรีนิวส์ ประชาไท หรือเว็บอื่นๆ ที่สามารถสื่อสารกับคนเสื้อแดงได้ ทำเหมือนกับการเชิญชวนอาสาสมัครช่วยเหลือคนเสื้อแดงในการชุมนุม

เมื่อมีกลุ่มคนที่อาสาร่วมด้วยช่วยกันเพื่อเด็กด้อยโอกาสแล้ว ก็ให้เตรียมสิ่งของดังที่กล่าวข้างต้น นำไปในวันที่ไปร่วมชุมนุมด้วย โดยกลุ่มคนเหล่านั้นต้องเดินทางไปล่วงหน้า 1 วัน เช่น ชุมนุมวันที่ 8 มี.ค. ก็เดินทางไปถึงขอนแก่นวันที่ 7 มี.ค. แล้วไปรวบรวมสิ่งของที่จะนำไปให้กับเด็กด้อยโอกาสตามที่ได้ประสานงานกับ ส.ส.หรือผู้นำท้องถิ่นในจังหวัดแล้ว

ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงที่ปิดภาคเรียนแล้วก็ตาม การบำเพ็ญประโยชน์ดังกล่าว ก็เปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นสถานที่ใดก็ได้ในหมู่บ้านนั้นๆ ที่เป็นศูนย์รวมของประชาชนในหมู่บ้านนั้น เช่น วัด เป็นต้น

หลังจากการบำเพ็ญประโยชน์แล้ว ก็กลับมาร่วมการชุมนุมในตัวจังหวัดต่อไป แกนนำก็เชิญกลุ่มคนเหล่านั้น มาเล่าประสบการณ์ที่ได้ไปทำประโยชน์กับเด็กด้อยโอกาสมา สิ่งนี้ละครับที่จะทำให้เสื้อแดงได้มวลชนเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน อย่าลืมชุมชนคนยากไร้ในเขตเทศบาลด้วยนะครับ สำคัญทีเดียว...

การบำเพ็ญประโยชน์อาจจะไม่จำเพาะเจาะจงไปที่เด็กด้อยโอกาสอย่างเดียว อาจจะนำสิ่งของที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคไปให้กับคนชรา หรือครอบครัวที่ยากจน (แต่อย่าเอาปลากระป๋องชาวดอยไปแจกนะ อิอิ)

ทำแบบนี้ทุกจังหวัดที่มีการชุมนุม ฟันธงเลยครับว่า เสื้อแดงต้องได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากประชาชน และให้การสนับสนุนการชุมนุมของเสื้อแดงมากขึ้นมากขึ้น และมากขึ้น

ใครมีข้อคิดเห็นอื่นๆ ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอแนะเพิ่มเติมได้เลยครับ เพราะผมมันคนบ้านนอก คิดได้แค่นี้ก็บุญแล้ว ไม่มีโอกาสร่วมชุมนุม สนับสนุนแบบนี้ก็แล้วกัน คงไม่ว่ากันนะครับ

แกนนำเสื้อแดง ถ้าบังเอิญผ่านเข้ามาอ่าน โปรดนำไปพิจารณาด้วยครับ วิธีการอาจจะดีกว่าที่ผมแนะนำ ถ้าได้รับการชี้แนะจากผู้ที่มันสมองเป็นเลิศในกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาล....

ด้วยความปรารถนาดี จาก Black_dor หนุ่มเหลือน้อย เมืองลับแล...เป็นกำลังใจให้เสื้อแดงและแกนนำทุกท่านครับ

Sunday, March 1, 2009

นายกฯ ระบุ อีก 1 เดือนคดีพันธมิตรฯ คืบ

ที่มา MCOT News
เอ็นบีที 1 มี.ค.- นายกรัฐมนตรี ย้ำข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง 4 ข้อ รัฐบาลไม่เพิกเฉย ระบุอีก 1 เดือน คดีของพันธมิตรฯ จะมีความคืบหน้า ส่วนข้อเรียกร้องให้ “กษิต” ลาออกนั้น ให้เป็นไปตามกระบวนการรัฐสภา เพราะฝ่ายค้านมีมติยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมามีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงซึ่งต้องขอบคุณกลุ่มผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหาร ที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ทำให้การชุมนุมผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และรัฐบาลสามารถทำงานได้ตามปกติ การสลายการชุมนุม ทำให้รัฐบาลจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนในบรรยากาศที่สงบ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศชาติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง มีอยู่ 4 ข้อ รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉย เรื่องคดีความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบ เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องตรงไปตรงมา และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กลั่นแกล้งใคร ตนเชื่อว่าอีก 1 เดือนจากนี้ไป ก่อนที่จะมีการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง จะเห็นความคืบหน้าคดีความต่าง ๆ สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ทางกรรมการสถาบันพระปกเกล้า จะมีการประชุมวันที่ 6 มีนาคม เพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้การปฏิรูปการเมืองเดินหน้าไปอีกก้าวหนึ่ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับตน และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ฝ่ายค้านแถลงว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ประมาณกลางเดือนมีนาคม และคาดว่าการอภิปรายจะมีขึ้นประมาณปลายเดือนมีนาคม ซึ่งจะได้ใช้กระบวนการของรัฐสภา ในการแก้ไขปัญหา ตามที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้อง ส่วนข้อยุติจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกระบวนการของรัฐสภา

“ผมคิดว่าถ้าเรารักษาบรรยากาศของบ้านเมือง ให้กระบวนการทางการเมืองทำงานได้อย่างนี้ รัฐสภาก็ทำหน้าที่ไป ประชาชนก็ใช้สิทธิเคลื่อนไหวภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่ในกรอบของกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นสังคมประชาธิปไตย และรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับการตรวจสอบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-01 12:57:28

"เรืองไกร"เฮี้ยนอีก! ถึงคราว"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" สงสัยเหตุใดทรัพย์สิน "รร.วิวัฒน์ฯ" 8.9ล้านล่องหน

ที่มา มติชน

ส.ว.จอมแฉหลอนไม่เลิก คราวนี้ถึงตา "รมต.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" ถูกสอบ สงสัยยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เหตุสงสัยทรัยพ์ในส่วนของ "รร.วิวัฒน์ฯ" หายไปเฉยๆ ไม่แจ้งตอนเป็นรัฐมนตรี แต่เคยยื่นเมื่อสมัยเป็น "ส.ส." ทำให้ทรัพย์หดไป 8 ล้านกว่าบาท


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผยผ่าน "มติชนออนไลน์" ว่า ในวันที่ 2 มีนาคมนี้จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีสงสัยว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อาจจะปกปิดการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ


ส.ว.มือแฉ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของนายสาทิตย์ เมื่อครั้งยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 แจ้งว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 35,159,220.43 บาท ขณะที่เมื่อเข้ารับ การดำรงตำแหน่งรมต.สำนักนายกฯ ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 (แต่ในแบบแจ้งเป็นว่ารับตำแหน่งเมื่อ 22 ธันวาคม 2552) แจ้งว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 35,746,488.82 บาท

"เท่ากับว่านายสาทิตย์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลา 11 เดือน เป็นเงินทั้งสิ้น 587,268.39 บาท" นายเรืองไกร กล่าว


ส.ว.สรรหารายเดิม กล่าวว่า ทั้งนี้ นายสาทิตย์ ระบุในแบบแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่า มีรายได้ต่อปีจากทางราชการเป็นเงินเดือน 1,347,000 บาท ส่วนรายได้อื่นๆ เป็นเงินปันผลสหกรณ์ 160 บาท ขณะที่รายได้ของคู่สมรส ได้แก่ นางสุพร วงศ์หนองเตย อายุ 40 ปี มีอาชีพเป็นครูโรงเรียนวิวัฒน์วิทยา (เลขที่ 49 ถนนเทศบาล 5 ตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง) ในตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียน มีรายได้เป็นเงินเดือนตกปีละ 396,900 บาท ค่าเช่าบ้าน 24,000 บาท และมีรายได้จากร้านของโปรด 384,000 บาท รวมเป็นรายได้(ต่อปี) ของผู้ยื่นและคู่สมรส เป็นเงิน 2,152,060 บาท


"ข้อที่น่าสังเกตุคือ เมื่อสมัยเป็นส.ส.นั้น นายสาทิตย์ แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในหมวด 6 โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ระบุว่ามี 2 รายการ คือ 1. มีบ้านอยู่ที่ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง มูลค่าปัจจุบันประมาณ 1,500,000 บาท และ 2. อาคารเรียนและอาคารประกอบโรงเรียนวิวัฒน์ฯ มูลค่าปัจจุบันประมาณ 8,900,000 บาท แต่เมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว กลับแจ้งในหมวดเดียวกันว่ามีเพียง 1 รายการ คือบ้านที่ห้วยยอดเท่านั้น โดยไม่พบว่ามีการแจ้งทรัพย์สินเป็นอาคารเรียนและอาคารประกอบโรงเรียนวิวัฒน์ฯ แต่อย่างใด"


นายเรืองไกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลโรงเรียนวิวัฒน์ฯ ทาง Google พบว่า ปี 2530 นายประพัฒน์ วงศ์หนองเตย ระบุว่าได้โอนกิจการให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เมื่อเดือนพฤศจิกายน และต่อมาปี พ.ศ.2532 โรงเรียนวิวัฒน์วิทยา ได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่เลขที่ 49 ถนนเทศบาล 5 ตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

"ซึ่งสอดคล้องกับการที่ได้แจ้งเมื่อเป็นรัฐมนตรีว่ามีบัญชีเงินฝาก ธ.กรุงไทย จำกัด (รร.วิวัฒน์ฯ) เลขที่บัญชี 903-1-50655-9 จำนวนเงิน 37,994.89 บาท บัญชีเงินฝากธ.กรุเทพฯ จำกัด (วิวัฒน์ โมบาย ช๊อป) เลขที่บัญชี 485-0-30909-9 จำนวนเงิน 307,926.82 บาท และบัญชีธ.กรุงไทย จำกัด (กองทุนอาหารกลางวัน ประถม) เลขที่บัญชี 903-1-63892-7 จำนวนเงิน 1,693.03 บาท" นายเรืองไกร กล่าว และว่า ผนวกกับในส่วนของหนี้สินยื่นเมื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรียังระบุว่า ลำดับที่ 1 นั้นเป็นหนี้ธนาคารออมสิน ยอดหนี้คงเหลือ ณ วันแสดงบัญชี 1,611,493.13 บาท หลักประกันได้แก่ ′โฉนด ร.ร. วิวัฒน์ฯ′ โฉนดที่ดินเลขที่ น.ส. 4 961"


ส.ว.มือแฉ ยังระบุด้วยว่า ทำให้เกิดประเด็นชวนสงสัยว่า การแจ้งบัญชีทรัพย์สินทั้งสองกรณีของนายสาทิตย์ เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือไม่ ทรัพย์สินในส่วนของโรงเรียนวิวัฒน์ฯ นั้นหายไปได้อย่างไร ทั้งนี้ หากนำมูลค่าของโรงรียนดังกล่าวมาคำนวณรวมกับบัญชีทรัพย์สิน (ยื่นเมื่อเป็นรัฐมนตรี) จะได้มูลค่าทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินเป็น 35,746,488.82 + 8,900,000 = 44,464,488.82 และจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลา 11 เดือนนั้นนายสาทิตย์มีทรัพย์สิน เพิ่มขึ้น 9,305,268.39 บาท ไม่ใช่ 587,268.39 บาท อย่างที่เข้าใจกันแต่เดิม


"กรณีข้างต้นจึงอาจเข้าใจได้ว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ไม่ยื่นรายการทรัพย์สินให้ตรงกับความเป็นจริง ที่อาจเข้าข่ายลักษณะจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263"

"ใจ" ร่อนสารถึงทูตไทยในอังกฤษ ท้าดีเบตแสดงจุดยืนวิชาการสองต่อสอง

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 มีนาคม 2552

ใจ อึ้งภากรณ์ ร่อนสารเปิดผนึกถึงทูตไทยในอังกฤษในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ท้าโต้วาทีเชิงวิชาการพร้อมแลกเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองสองต่อสองในสถานที่ที่เป็นกลาง พร้อมเขียนตบท้าย อย่ากลัวที่จะตอบรับคำท้า!!

ร.ศ.ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้กำลังพำนักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญในการทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อสิทธิเสรีภาพและต่อต้านกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ได้ออกจดหมายเปิดผนึกผ่านทางอินเตอร์เน็ต ลงนามถึงสถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอนวันนี้ โดยมีรายละเอียดของจดหมายทั้งหมดดังนี้ (ลิงก์)


Call for open academic debate with
Thai Ambassador to UK

จดหมายถึงทูตไทยประจำลอนดอน
Open Letter to Thai Embassy in London


ผมยินดีที่สถานทูตไทยพร้อมจะแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากจุดยืนผม และผมยินดีที่มีการจัดประชุมที่สามัคคีสมาคมเพื่อให้ทูตไทยแสดงความเห็นของฝ่ายรัฐบาล

เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนและการใช้ปัญญาต่อไป ผมจึงขอเชิญทูตไทยประจำลอนดอน ร่วมโต้วาทีวิชาการ สองต่อสอง กับผมในเวทีสาธารณะ เรื่องปัญหาประชาธิปไตยไทย โดยมีผู้ดำเนินการที่เป็นกลาง อาจจัดที่ลอนดอนในเดือนเมษายน

หวังว่าจะมีการตอบรับมาจากสถานทูต เพื่อแสดงความจริงใจและความเปิดกว้างทางวิชาการ

ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์
๑ มีนาคม ๒๕๕๒

I am happy that the Thai Ambassador is taking a keen interest in public discussions concerning the Thai political situation. His talk at Sammagi Samakom shows this. Therefore may I suggest as a next step that the Ambassador and I debate the issue of Thai Democracy publically sometime in April. We can ensure a neutral chair person. I hope that the Ambassador will agree to this public debate in a spirit of open-minded academic freedom.

Associate Professor Giles Ji Ungpakorn
1 March 2009

บทความ: เหตุผลที่คุณทักษิณยกเลิกการปาฐกถาเศรษฐกิจที่ฮ่องกง

ที่มา Thai E-News

โดย KN
1 มีนาคม 2552

ผมได้เห็นสาวกสนธิลิ้มบางคนที่บอกว่าคุณทักษิณกลัวจะโดนฮ่องกงส่งตัวกลับแล้วก็ขำไม่หาย คนอย่างมาร์กน่ะเหรอจะมีอะไรให้กลัว อยากจะด่าพวกนั้นว่าโง่เหลือเกิน สงสัยวันๆเอาแต่ฟังสนธิลิ้มเทศน์ เลยมีปัญญาแค่นั้น

ก่อนอื่น พวกเขาคงไม่รู้ว่าฮ่องกงเป็นเขตการปกครองพิเศษของจีน ถึงแม้จีนจะปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ฮ่องกงก็ยังมีสิทธิในการปกครองตัวเองอย่างอิสระ หรือที่เรียกว่าหลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องการดำเนินนโยบายการค้าเสรี ไม่มีการจัดเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าขาออก ฮ่องกงจึงได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางพาณิชย์ในเอเชีย และนอกจากนี้ ฮ่องกงยังสิทธิในการจัดการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ไม่ต้องขึ้นกับจีน


แต่เพื่อจะให้เห็นหลักฐาน ไม่ใช่กล่าวอ้างลอยๆ แบบศาสดาสนธิลิ้มชอบทำ จึงขอยกมาให้เห็น

"The two SARs of Hong Kong and Macau are responsible for their domestic affairs, including, but not limited to, the judiciary and courts of last resort, immigration and customs, public finance, currencies and extradition."

ที่มา Wikipedia

หรือแปลเป็นไทยว่า "เขตการปกครองพิเศษฮ่องกงและมาเก๊าเป็นผู้รับผิดชอบต่อกิจการภายในประเทศตนเอง ได้แก่ กระบวนการยุติธรรม ศาลฎีกา การอพยพ ศุลกากร การเงิน สกุลเงิน และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน" ไม่รู้ว่ามาร์กกระสันแปลคำว่า extradition ออกหรือไม่?

และที่น่าอายยิ่งกว่านั้นคือ โฆษกฮ่องกงสำนักงานความมั่นคงของฮ่องกงต้องออกมาแถลงเองว่าฮ่องกงไม่ได้มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย ตบหน้ามาร์กกระสันฉาดใหญ่ (อ้างอิง AFP) อยู่ๆเขาไม่ออกมาแถลงอย่างนี้หรอก ถ้าไม่มีมีนายกฯประเทศไหนสักคนออกไปพูดให้ประเทศของเขาเสียชื่อเสียง ราวกับว่าประเทศเขาจะเห็นดีด้วยกับตัวเอง

ในเมื่อไม่มีความจำเป็นเลยที่คุณทักษิณจะต้องไปกลัวกับคำขู่ไร้สาระของมาร์กกระสัน เพราะนักการทูตที่ไหนก็ทราบถึงข้อเท็จจริงข้อนี้ดี แล้วคุณทักษิณยกเลิกการปาฐกถาทำไม?

ใครที่ติดตามข่าวก็รู้ว่าการที่คุณทักษิณตัดสินใจไม่ปาฐกถาครั้งนี้ ก็เพื่อรักษาหน้าประเทศไทยภายใต้การนำของมาร์กกระสันไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ เพราะรู้ว่าถ้าไปพูด จีนก็จะไม่ส่งตัวเป็นแน่ มาร์กกระสันก็จะต้องหัวเสีย สร้างความร้าวฉานระหว่างสองประเทศเปล่าๆ

คุณทักษิณพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นรัฐบาล เพราะรู้ว่าจีนจะเป็นที่พึ่งคนสำคัญในยามสหรัฐฯตกอยู่ในภาวะวิกฤติ คุณทักษิณพยายามขยายทิศทางตลาดการส่งออก (diversify) ไปยังจีนและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค คุณทักษิณได้พูดเรื่องแนวคิด Asia bond หรือพันธบัตรเอเชีย (อ้างอิง Financial Times) เพื่อแนะนำให้ประเทศในเอเชียลดการผูกติดกับสกุลเงินดอลลาร์ และเน้นการสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มเพื่อลดการพึ่งพาจากสหรัฐฯที่มีแนวโน้มจะตกต่ำลงเรื่อยๆอันเป็นผลจากการทำสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางและการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายของชาวอเมริกัน

และแล้ววันนี้ก็เกิดขึ้นจริง เมื่อสหรัฐฯ คู่ค้าอันดับ 1 ของไทย อยู่ๆเศรษฐกิจก็ตกต่ำรุนแรงฉับพลัน เข้าสู่สภาวะวิกฤติขั้นหนักสุดนับตั้งแต่ปี 1930 รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้มสถาบันการเงิน อุตสาหกรรมรถยนต์ ไม่ให้ล้มละลาย คนตกงานเดือนละเป็นแสนๆ ฉุดให้เศรษฐกิจทั้งโลกตกต่ำลงไปด้วย ญี่ปุ่นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยก็กำลังย่ำแย่กับภาวะเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองภายในประเทศ เหลือจีน พี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้เป็นที่พึ่งคนสำคัญ ที่จะช่วยพยุงตลาดการส่งออกของไทยให้อยู่รอด ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์กับจีนไว้ให้ดี

คุณทักษิณอุตส่าห์ช่วยขนาดนี้แล้ว ไม่รู้ว่ามาร์กกระสันจะทำปากดีไปได้นานอีกแค่ไหน

Nicolaides free, but writers' persecution persists - นิโคไลส์เป็นอิสระแล้วแต่การกดขี่นักเขียนยังอยู่

ที่มา Thai E-News

โดย Arnold Zable
ที่มา Eurekastreet.com.au
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ตีพิมพ์ครั้งแรก 27 กุมภาพันธ์ 2552

Nicolaides เป็นอิสระแล้วแต่การกดขี่นักเขียนยังอยู่

การปล่อยตัว Harry Nicolaides จากเรือนจำในกรุงเทพฯและการกลับบ้านที่เมลเบอร์นเมื่อเสาร์ที่แล้วเป็นการสิ้นสุดของประสบการณ์ที่ทรมานและแสนสาหัสของทั้ง Harry และครอบครัว

เขาไม่ควรจะถูกจำคุกตั้งแต่แรกด้วยซ้ำไป ภายใต้กฎหมายที่เขาถูกดำเนินคดี นั่นก็คือกฏหมายหมิ่นฯซึ่งหมายถึงความผิดทีเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันกษัตริย์ไทยนั้นละเมิดมาตรา 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ซึ่งรับรองเสรีภาพทางการแสดงออก และประเทศไทยเป็นหนึ่งในภาคีของสนธิสัญญานี้

ในขณะที่ Nicolaides ได้รับอภัยโทษ แต่กฏหมายนี้ยังคงอยู่ และเมื่อวันที่ 20 มกราคมปีนี้ หนึ่งวันหลังจากที่ Nicolaides ถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี รองศาสตราจารย์ใจ อึ้งภากรณ์จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์และผู้เขียนบทความให้กับ Asia Sentinel และ New Statesman ถูกฟ้องด้วยข้อหาเดียวกัน

การฟ้องร้องรศ.ใจ นั้นเกี่ยวข้องกับหนังสือของเขา A Coup for the Rich ซึ่งเขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหารในปี 2006 ที่โค่นล้มประชาธิปไตยของไทย เขามีเวลา 20 วันในการโต้ตอบคดีนี้ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทางรัฐของไทยจะตัดสินว่าจะดำเนินคดีของเขาหรือไม่

เขามีโอกาสถูกจำคุก 3 ถึง 15 ปีถ้าถูกตัดสินว่าผิด และเกรงว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น รศ.ใจ ซึ่งตำหนิทหารอย่างเปิดเผยได้เดินทางไ ปกรุงลอนดอนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์

International PEN ซึ่งหนึ่งในองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนที่รณรงค์เพื่อ Nicolaides อย่างขะมักเขม้น มีความห่วงใยที่พลเมืองของไทยที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นฯกำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ใครก็ได้สามารถฟ้องร้องเรื่องคดีหมิ่นฯในนามของพระมหากษัตริย์ และโชคร้ายที่คดีไทยไม่ได้รับความสนใจมาก สาธารณชนไม่สามารถจะตัดสินความถูกต้องของข้อหาเพราะหนังสือพิมพ์แค่ลงข่าวก็มีความเสี่ยงในการถูกกล่าวหาซ้ำในคดีเดียวกัน

ในขณะที่ยังไม่มีรายงานว่าแหล่งของการฟ้องร้องมาจากไหน มันไม่มีข้อสงสัยว่า Nicolaides ถูกใช้เป็นเครื่องมือในแผนอุบายทางการเมือง เหล่าทหารไทย ตำรวจ และนักการเมืองระดับสูง ดูเหมือนว่าจะใช้กฏหมายนี้ให้ถูกมองว่าเข้าข้างสถาบันกษัตริย์ และเป็นการกำจัดการพูดคุยที่เกี่ยวกับสถาบันฯ องค์กรที่ประจำอยุ่กรุงนิวยอร์ค Committee to Protect Journalist (หรือองค์กรที่ปกป้องผู้สื่อข่าว) ได้แจ้งว่ากระทรวงไอซีที ได้ปิดเวปไซด์มากกว่า 2300 เวปเมื่อเดือนที่แล้วจากการโพสข้อความที่เห็นว่าดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์

จากรายงานของ International PEN คดีของ Harry Nicolaides มันผิดจากธรรมดา เชื่อว่าเขาเป็นชาวออสเตรเลียคนแรกที่ถูกจำคุกนอกประเทศจากการเขียนหนังสือ คดีของ PEN ส่วนใหญ่จะเป็นคดีของนักเขียนที่ถูกจำคุก รังควาญ ข่มขู่ ลี้ภัย หรือฆาตกรรมจากการการดำเนินอาชีพของพวกเขาอย่างสันติในประเทศที่พวกเขาเป็นพลเมืองอยู่ มีนักเขียนหลายร้อยที่กำลังอ่อนเปลี้ยอยู่ในคุกอยู่ทุกชั่วขณะ International PEN กำลังดำเนินเรื่องอยู่ 600 เรื่อง ของนักเขียน นักนวนิยาย บล๊อคเกอร์ ที่กำลังถูกจำคุก หรือข่มขู่ จากการที่พวกเขากล้าเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขา

หลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่กล้าหาญอย่างพิเศษ นักแต่งกลอนและนักแสดงตลกชาวพม่า Maung Thura อายุ 47 ปี ซึ่งมีคนนิยมและรู้จักในนาม Zargana ถูกจำคุกถึง 59 ปีเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจากการที่ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ปล่อยปละละเลยผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลนที่พัดผ่านเข้ามาในพม่าตอนใต้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 ซึ่งคร่าชีวิตคนไป 130,000 คน

Zargana ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพม่ามาโดยตลอด เขาใช้ชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 1988 และต้นศตวรรษ 1990 จากการสนับสนุน National League for Democracy ของนาง Aung San Suu Kyi

ช่างเวลาก่อนโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่ง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะสัญญาว่าจะรักษาสนธิสัญญาการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งพวกเขาเป็นหนึ่งในภาคี แต่มีนักเขียนมากกว่า 40 คนที่ยังอยู่ในเรือนจำจากคดีอย่างเช่น "การยั่วยุให้เกิดการโค่นล้มของอำนาจรัฐ" หรือ "การตีพิมพ์บทความที่วิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐ" ซึ่งมีโทษจำคุก 3 ถึง 20 ปี โดยส่วนใหญ่จะถูกขังไว้นานกว่า 8 ปี

มีความห่วงใยเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ถูกจับจากนักเขียนในอินเตอร์เน็ท ซึ่งมีนาย Shi Tao ที่น่าจับตามอง กำลังอยู่ในคุกจากคำตัดสินจำคุก 10 ปีจากการตีแผ่ความลับของรัฐหลังจากส่งอีเมล์ข้อความเกี่ยวกับการประชุมของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2009 นาย Stanislav Markelov ซึ่งเป็นทนายของหนังสือพิมพ์อิสระ Novoya Gazeta ถูกยิงตายที่กรุงมอสโกหลังออกมาจากการแถลงข่าวที่ Indendent Press Centre เพื่อนนักข่าวของเขา Anastasiya Baburova ซึ่งเดินอยู่ข้างๆ Markelov ก็ถูกยิงที่ศรีษะเช่นกันและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น

Markelov เป็นตัวแทนของนักข่าวที่สืบเรื่องต่างๆ Anna Politkovskay ก่อนที่เธอจะถูกลอบสังหารเมื่อเดือนตุลาคม 2006 เดือนนี้เองที่ชาย 4 คนที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยวางแผนฆาตกรรมเธอ ได้ถูกยกฟ้องโดยศ่าลของมอสโกระหว่างที่ยังมีข้อสงสัยว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตายของเธอยังลอยนวล

การปล่อยตัวของ Harry Nicolaides เป็นเหตุให้มีการฉลองและเกิดความโล่งใจ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเหลือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับสาเหคุของการจำคุกของเขา และเน้นถึงชะตาของนักเขียนอื่นที่ถูกกลั่นแกล้ง มันมีความจำเป็นที่จะต้องมีการสืบสวนเกี่ยวกับกรณีการจับตัวของ Nicolaides เพื่อว่าในอนาคตรัฐบาลออสเตรเลีย และกระทรวงต่างประเทศไม่แค่ยึดถือความคิดที่ว่าเราไม่ต้องการแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่น

รัฐบาลออสเตรเลียควรจะมีความห่วงใยต่อชะตากรรมของนักเขียนที่ถูกจำคุกในประเทศที่รัฐบาลทั่งสองมีผลประโยชน์ร่วมกัน มีหลายบุคคลที่มีความกล้าหาญที่ยังต้องการตัวแทนและการสนับสนุนของพวกเราอย่างเต็มที่

Arnold Zable เป็นนักเขียนและประธานของ Melbourne Centre of International PEN.