
ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอดีตเคยเป็นพระราชวัง (ที่มารูป AP/Binod Joshi)
ที่มา ประชาไท
2 มีนาคม 2552
*แนะนำอย่างยิ่งให้อ่านบทความเกี่ยวเนื่อง บทเรียนล้ำค่าจากเนปาล
มีรายงานว่า พระราชวังซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์เนปาล ถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 52 ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมวิถีชีวิตของอดีตประมุข ที่มีทั้งด้านหรูหราฟุ่มเฟือย รวมถึงด้านที่โหดร้ายของเขาได้
ราชวงศ์ชาห์ ปกครองเนปาลมากว่า 240 ปีแล้ว แต่ได้ถูกล้มล้างไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาโดยพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) ก่อนมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพจากพรรคการเมืองเสียงข้างมาก และร่วมกันต่อต้านกษัตริย์คยาเนนทราผู้ฉาวโฉ่ ซึ่งในตอนนี้อดีตกษัตริย์ได้อาศัยอยู่ในเขตชานเมืองของกาฐมานฑุ
สิ่งดึงดูดลำดับต้นๆ ของพิพิธภัณฑ์นารายันฮิติคือพระราชบัลลังค์ที่สร้างขึ้นด้วยเงินและทองคำ ห้องโถงเลี้ยงรับรอง รวมถึงห้องนอนของอดีตกษัตริย์ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงมงกุฎประดับเพชร มรกต ไม้คทา รวมถึงรถเบนซ์ที่อดอลฟ์ ฮิตเลอร์ มอบให้ปู่ของกษัตริย์คยาเนนทราอีกด้วย
นันดา คิยอร์ ปัน อดีตกบฏลัทธิเหมาที่เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ให้ความเห็นว่า มันแสดงให้เห็นถึงความห่างชั้นกันอย่างมากระหว่างชีวิตของชาวเนปาลทั่วไปกับชีวิตของกษัตริย์ วิถีชีวิตของพวกในวังทำให้ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะลุกฮือขึ้นสู้
ขณะที่ นิลัม สุเบดี ผู้ที่เข้าชมพระราชวังมาได้เจ็ดชั่วโมง ให้ความเห็นว่าการได้เห็นความแตกต่างในเรื่องความร่ำรวยระหว่างประชาชนทั่วไปกับอดีตกษัตริย์ทำให้เขารู้สึกเศร้า และบอกอีกว่า "มันดีแล้วที่เราไม่ต้องมีกษัตริย์อีก"
ประจันดา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเนปาลและอดีตผู้นำกบฏลัทธิเหมา พูดเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เอาไว้ว่าเป็น "อีกหนึ่งก้าว ที่จะนำไปสู่การสร้างสถาบันแบบสาธารณรัฐ" นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเนปาลยังบอกอีกว่า มันเป็นชัยชนะของประชาชนที่มีต่อระบอบศักดินา
ลานที่มีการสังหารหมู่ในพระราชวังเมื่อปี 2544(ที่มารูป Reuters Picture)
สถานที่ที่ดึงดูดผู้คนอีกที่หนึ่งคือห้องที่กษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อนหน้ากษัตริย์คยาเนนทราและเชื้อพระวงศ์จำนวนมากถูกสังหารหมู่ในปี 2001 โดย เจ้าชายดิเพนทรา ผู้ที่กำลังเมายาและต่อมาก็ปลงพระชนม์พระองค์เอง มีข่าวลือว่าการสังหารหมู่ในราชวงศ์ครั้งนี้มาจากการสมคบคิดของกษัตริย์คยาเนนทรา ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อเป็นหนทางให้พระองค์สืบทอดราชบัลลังก์
นายกรัฐมนตรี ประจันดา ให้คำมั่นว่าจะนำคดีนี้ขึ้นมาไต่สวนอีกครั้งเพื่อ "นำความจริงเรื่องการสังหารหมู่มาสู่ในที่แจ้ง"
"ประชาชนสมควรจะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในคืนนั้น ผมได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไต่สวนเหตุการณ์นี้ และลงโทษผู้กระทำผิด" นายกรัฐมนตรีกล่าว
พระราชวังนารายันฮิติสร้างขึ้นโดยราชวงศ์ชาห์ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 และเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2550 รัฐบาลเนปาลได้ตั้งให้พระราชวังแห่งนี้เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังอนุญาตให้กษัตริย์ประทับอยู่ได้จนกว่าจะมีมติจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ กษัตริย์คยาเนนทราออกจากพระราชวังนารายันฮิติไปที่พระราชวังนากาจันหนึ่งวันหลังจากการลงมติให้เนปาลเป็นสาธารณรัฐ ก่อนที่จะกลับมาที่พระราชวังเดิมอีกครั้ง
ในปี 2551 พระราชวังนารายันฮิติเป็นหนี้รัฐถึงราวหนึ่งล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งมาจากค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ พระราชวังหยุดจ่ายค่าไฟมาตั้งแต่ปี 2548 ปีที่กษัตริย์มีอำนาจโดยเบ็ดเสร็จ
ในวันที่ 28 พ.ย. 2551 ที่มีการเปิดสภาฯ กษัตริย์คยาเนนทรามีเวลา 15 วัน ในการย้ายออกจากพระราชวัง อีกวันถัดจากนั้น ธงรูปสิงโตบนพื้นแดงสัญลักษณ์ของกษัตริย์เนปาลก็ถูกลดลงและนำธงรูปสามเหลี่ยมคู่ที่เป็นธงชาติของเนปาลขึ้นแทนที่ สภาฯ ของเนปาลในช่วงเวลานั้นยังกล่าวด้วยว่าจะปรับปรุงให้พระราชวังเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หรือนำมาใช้สอยในทางด้านอื่นที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ตามแต่รัฐบาลจะเห็นควร
อดีตกษัตริย์ยอมออกจากพระราชวังนารายันฮิติในวันที่ 11 มิ.ย. 2551 หลังการแถลงข่าว โดยมอบมงกุฏให้กับรัฐบาลของเนปาล ทั้งยังทิ้งเฟอร์นิเจอร์และทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ได้มาในตอนที่ยังปกครองประเทศไว้ด้วย
อดีตกษัตริย์ คยาเนนทราขณะเยือนอินเดีย ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรกในฐานะสามัญชน (ที่มารูป Reuters/Raj Patidar)
ขณะเดียวกันคยาเนนทรา-อดีตกษัตริย์เนปาล ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวขณะเยือนประเทศอินเดีย บอกว่าเขาอยากใช้ชีวิตอยู่ต่อที่เนปาล ตราบใดที่ประชาชนของเนปาลยังต้องการให้เขาอยู่ เขาบอกว่าไม่อยากไปอยู่ในสถานที่อื่น
อดีตกษัตริย์คยาเนนทรา กับภรรยาและน้องสาวผู้เป็นอดีตภรรยาและอดีตเจ้าหญิงตามลำดับ มาเยือนที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อดีตกษัตริย์ออกนอกประเทศเนปาล นับตั้งแต่แผนการอาศัยกองทัพเป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศล้มเหลวในปี 2548 เป็นชนวนให้เขาค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง
ที่มา: แปลและเรียงเรียงจาก
Former king Gyanendra wants to continue to live in Nepal , 27 Feb. 2009 , New Kerala
http://www.newkerala.com/topstory-fullnews-101824.html
Nepal's former royal palace opened to the public , 27 Feb. 2009 , AFP
http://news.yahoo.com/s/afp/20090227/wl_sthasia_afp/nepalpoliticsroyalsmuseum_20090227081516
Public gets first view of royal palace in Nepal , 28 Feb 2009 , AFP/The Times
http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article5818181.ece
ข้อมูลประกอบการเขียน
http://en.wikipedia.org/wiki/Narayanhity_Royal_Palace
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 2, 2009
พระราชวังเนปาลกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะ
เพลงเพื่อมวลชน
ที่มา thaifreenews
เพลงเพื่อมวลชน
มิวสิกวีดีโอ เพลงเพื่อมวลชน ขับร้องโดย จิ้น กรรมาชน หนึ่งในคนเดือนตุลาที่ยืนเคียงข้างประชาธิ ปไตยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การต่อสู้เมื่อ 14 ตุลา 2516 เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีจุดยืนชัดเจนมากที่ สุดในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพขอ งประชาชน
จิตสำนึกประชาธิปไตยจุดเริ่มแห่งการเปลี่ยนแปลง
ที่มา thaifreenews ตั้งแต่มนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นมาในโลกนี้และมีการรวมตัวกันจนเป็นกลุ่มชนเพื่อการอยู่รอดนั้น ระบบการปกครองก็เริ่มเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันของชนหมู่มาก ในอดีตนั้นผู้ที่แข็งแรงและมีกำลังมากกว่าก็จะเป็นผู้มีอำนาจในการปกครอง เป็นผู้พิจารณา, ตัดสินและปกครองประชากรในกลุ่มนั้น โดยรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ผู้นำเพียงคนเดียว ต่อมาเมื่อการรวมกลุ่มของหมู่ชนขยายใหญ่ขึ้น และเิ่ริ่มที่จะซับซ้อนมากขึ้น การปกครองโดยใช้อำนาจของคน ๆ เดียวในการดูแลทุก ๆ ปัญหาในหมู่ชนก็เริ่มที่จะทำไำด้ยากขึ้น จึงเกิดระบบตัวแทนของอำนาจการปกครองขึ้น ที่เรียกว่า “อำนาจรัฐ” โดย “อำนาจรัฐ” นี้ได้ขยายขอบเขตไปอย่างกว้างไกลในทุกพื้นที่ของอาณาจักรนั้น ๆ โดยการอาศัย “ความเชื่อ” และ “ความศรัทธา” ต่ออำนาจการปกครองเดิมที่เคยมีอยู่ในระบบรวมศูนย์ส่วนกลางนั้น โดยมีการถ่ายทอดอำนาจการปกครองตามระบบสายเลือด หรือ โดยการใช้กำลังเข้ายึดครอง ระบบการปกครองในลักษณะนี้จึงอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า “มนุษย์นั้นเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน” มีคนบางคน หรือกลุ่มคนบางกลุ่ม เกิดมาเพื่อเป็นผู้ปกครอง และคนอีกกลุ่มก็เกิดมาเพื่อเป็นผู้อยู่ภายใต้การปกครอง โดยไม่มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงชาิติกำเนิดของตน....ภาพของสัีงคมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ภาพของสังคมที่ยึดถือเรื่อง “วรรณะ” ของประเทศอินเดียในอดีต ที่แบ่งชนชั้นของประชาชนออกเป็นวรรณะต่าง ๆ ตามคตินิยมของความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีถึง 4 วรรณะ กับอีก 1 เศษวรรณะ คือ พราหมณ์, กษัตริย์, แพศย์, ศูทร และจัณฑาล คงจะไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียดปลีกย่อย แต่คงกล่าวได้ว่าการแบ่งแยกชนชั้นออกดังนี้ก็คือการล้างสมองคนทั้งชาติเพื่อครอบครองอำนาจต่อไปตลอดกาล ตราบเท่าที่ความเชื่อในเรื่องที่ไม่มีตัวตนและไม่สามารถจับต้องได้ยังคงมีอยู่เช่น เรื่องเทพเจ้้า, เรื่องบุญกรรม, เรื่องวาสนาบารมี, ฯลฯ ในเชิงรัฐศาสตร์การปกครองแล้วมนุษย์นั้นล้วนมีความเท่าเทียมกันภายใต้การปกครองเดียวกัน โดยมีผู้ที่ใช้อำนาจการปกครองนั้น และด้วยความยินยอมของผู้ได้การปกครองเอง ซึ่งความยินยอมของผู้ใต้การปกครองนั้นอาจจะได้มาโดยความเต็มใจหรือไม่เต็่มใจก็ได้....ประเทศไทยได้รับเอาลักษณะความเชื่อแบบผสมผสานมาจากทั้ง อินเดีย, เขมร และหลายท้องถิ่น แต่โดยรวมแล้วประชาชนไทยเชื่อในเรื่องของ บุญญาบารมี, ชาติภพ, บุญกรรม, ฯลฯ โดยอิงความเป็นความเชื่อที่สอดคล้องกับหลักคำสอนใน “พระพุทธศาสนา” จนทำให้มีผู้คนจำนวนมากที่ยอม “ศิโรราบ” ต่อความไม่เท่าเทียมกันของการ “กำเนิด” มาตั้งแต่เบื้องต้น โดยเชื่อว่าการที่ตนเองเกิดมา “ด้อยกว่า หรือ ต่ำกว่า” นั้นเป็นเพราะเกิดมาจาก “กรรมเก่า หรือ ไม่มีวาสนา” จนถึงกัึบมีคำกล่าวเอาไว้เหมือนกฎหมายปิดปากว่า “แข่งเรือแข่งพายนั้นแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนานั้นแข่งไม่ได้” ซึ่งจริงหรือเปล่าไม่รู้แต่ที่แน่ ๆ ทำให้คนไทยจำนวนมากยอมรับความยากจน และความลำบากชั่วชีวิตโดยดุษฎี เพราะ “ไม่กล้าแข่งวาสนา” ระบอบการปกครองแบบอมาตย์และชนชั้นนั้น ทำให้มนุษย์ทั่ว ๆ ไปเป็นเพียง “สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง” ที่ไม่เท่าเทียมกับชนชั้นผู้ปกครอง อาจจะมีค่าด้อยกว่า “สัตว์เลี้ยงบางตัว” ของชนชั้นผู้ปกครองด้วยซ้ำ....ทั้ง ๆ ที่ในทางกายภาพและปัจจัยพื้นฐานแล้ว ระหว่างชนชั้นผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครอง ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อยเพราะต่้างก็ต้อง กิน, ดื่ม, หิว, ง่วง, นอน, เจ็บป่วย, ทุกข์ยาก, ยิ้มหัีว, สุข, เศร้าหมอง ฯ ด้วยกันทั้งนั้น... “เจ้าชายสิทธัตถะ” ทรงเล็งเห็นถึงความจริงในข้อนี้ จึงได้ทรงละความเป็นชนชั้นปกครองของพระองค์ และแสวงหาความเป็นจริงแห่งโลกที่จะเป็นภารดรภาพอันแท้จริง และในทีสุดก็ได้ค้นพบว่า “ความสงบเย็นในร่มพระบวรพุทธศาสนา” จะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทั้งโลกเป็นพี่น้องกันและเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ โดยปราศจากระบบชนชั้นทั้งมวล น่าเสียดายที่ประเทศไทยได้ทำให้ความเชื่อและความศรัึทธาอันสูงส่งของพระองค์เบี่ยงเบนไป โดยนำเอาไปปะปนกับศาสนาพราหมณ์ และเมื่อระยะเวลาอันยาวนานของประวัิติศาสตร์ผ่านไป ก็แทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือ พุทธแท้ อะไรคือ พราหมณ์ที่ปนเข้ามา เพราะเกือบจะกลายเป็นความเชื่อใหม่ที่เรียกได้ว่า “พุทธก็ไม่ใช่ พราหมณ์ก็ไม่เชิง” และที่สำคัญโดยการ “โฆษณาชวนเชื่อ” ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ประชาชนไทยถูกล้างสมองมาโดยตลอด ทำให้ยิ่งสนับสนุน “ความเชื่อ” ที่ว่า “มนุษย์เกิดมาไม่เท่าเทียมกัน” มากยิ่ิงขึ้น ด้วยเหตุนี้พวกเราทุกคนที่เป็นคนไทยทั้งชาติจะต้อง “มีสติ” ยั้งคิดถึงสิ่งที่เป็นจริงในแง่ของเชิงกายภาพที่เกิดขึ้นจริง “ค่อย ๆ พิจารณา” ถึงสิ่งที่กำลังได้รับและกำลังซึมซับเข้าไปสู่สมองว่า “สิ่งนั้นเป็นความจริง หรือเป็นความเชื่อ” แน่นอนว่า “ความเชื่อบางกรณีเป็นความจริง” แต่ขณะเดียวกัน “ความจริงบางอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อเช่นกัน” ถ้ามีใครบอกท่านว่า “เดวิด คอปเปอร์ฟิล” เดินทะลุกำแพงเมืองจีนได้ ท่านอาจจะบอกว่าได้ว่าเป็นความจริงแต่ท่านคงจะไม่เชื่อจริง ๆ อย่างแน่นอน เพราะความจริงดังกล่าวเกิดจากการ “แสดงมายากล” เท่านั้น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เกิดจากความคิดพื้นฐานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนนั้นเกิดมาเท่าเทียมกัน” และทุกคนมีสิทธิ์และเสรีภาพเหมือน ๆ กัน ถ้าได้รับโอกาสเท่า ๆ กัน มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงบางชนิดของผู้ปกครอง (ถ้าเขาไม่ต้องการจะเป็น) การใช้ “สติ” พิสูจน์ให้เห็นความจริงที่เป็นจริงของชีวิต ไม่ใช่เกิดจาก “จินตนการณ์” ทางความเชื่อ ถ้าประชาชนไทยทุก ๆ คนเข้าใจอย่างแท้จริงโดยไม่เกิดการหลงใหลไปตามความเชื่อที่ครอบงำมานาน พวกเขาก็จะมองเห็นได้เองว่า “มนุษย์นั้นแท้ที่จริงแล้วก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน” มีความต้องการพื้ันฐานที่เหมือน ๆ กัน แต่ระบอบอมาตย์และระบบชนชั้นนั้นได้มาแบ่งแยก และกีดกันประชนชนออกไปจากอำนาจปกครองนั้น แล้วฉกฉวยผลประโยชน์จาก “หยาดเหงื่อแรงงาน” ของผู้อยู่ใต้การปกครองอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศในครั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องคนไทยทั้งหลายจะต้อง “เปลี่ยนความคิด” และ “มุมมอง” ในเรื่องชีวิตเสียใหม่ โดยมองชีวิตและเรื่องการปกครองในแนวทาง “รัฐศาสตร์ที่เป็นจริง” มิใช่มองเรื่องการปกครองเป็นเรื่ือง “จินตนาการณ์ที่เพ้อฝัน” การที่ประชาชนทั้งมวลจะมีความสุึขได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ก็หมายความว่าประชาชนทุก ๆ คนจะต้องมีสิทธิ และเสรีภาพอันสมบูรณ์ในการปกครองตนเอง มิใช่อาศัย “ผู้วิเศษ” มาปกครองประเทศนี้ เพราะประชาชนไทยคงไม่ต้องการ “ผู้วิเศษ” หน้าไหนมาชี้ทางสว่างให้อีกแล้ว ปูนนก
บทความ โดย ปูนนก
สะพัดอังกฤษคืนวีซ่า"แม้ว"แล้ว เล็งปลุก"เสื้อแดง"สู้โฟนอินเขย่ารบ.4จว. ปชป.เย้ยกลัวถูกจับที่ฮ่องกง
ที่มา มติชนออนไลน์
"เด็กแม้ว"คุย ผู้ดีให้วีซ่าใหม่แล้ว อยู่ถาวรได้ 5 ปี หลังยืนขอใหม่ คาดจะกลับกรุงลอนดอนต้นมี.ค. เตรียมโฟนอินปลุกเสื้อแดงสู้อีก เขย่ารัฐบาล 4 จังหวัด แจงเลิกปาฐกถาฮ่องกง ไม่อยากเป็นภาระ"เพื่อนบ้าน" "จตุพร"ขู่จับ"ทักษิณ"เข้าคุกแผ่นดินลุกเป็นไฟแน่ ปชป.เย้ยเหตุล้มแผนกลัวโดนจับ "อสส.-บัวแก้ว"บินไปรอซิวแล้ว
สะพัดอังกฤษคืนวีซ่า "แม้ว"
รายงานข่าวจากคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแจ้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคมว่า หลังจากทางการสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ เพิกถอนวีซ่าการเดินทางเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2551 นั้น ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณได้ยื่นขอวีซ่าใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่า ทางการอังกฤษได้ออก เรสซิเด้นท์ วีซ่า (วีซ่าอยู่อาศัยถาวร) ที่มีระยะเวลานาน 5 ปี ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางเข้ากรุงลอนดอนในต้นเดือนมีนาคม
"การขอวีซ่าครั้งใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเอกสิทธิ์ของทางการอังกฤษที่จะพิจารณา ซึ่งเรื่องคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างชาติเข้าใจดีว่าเป็นคดีความทางการเมือง นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีบ้านพักและธุรกิจบางอย่างอยู่ในอังกฤษ รวมถึงบุตรสาวทั้ง 2 คนของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังศึกษาอยู่ที่อังกฤษด้วย" คนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
"พงศ์เทพ"ปัด "แม้ว"ถูกระงับวีซ่า
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม กรณี พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจยกเลิกกำหนดการไปปาฐกถาพิเศษ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮ่องกง (เอฟซีซี) เรื่อง
"วิกฤตการเงิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง : บทเรียนจากประเทศไทย" เที่ยงวันที่ 2 มีนาคม ว่า เดิมนั้นทางผู้จัดงานได้ประสานกับ พ.ต.ท.ทักษิณให้มาร่วมปาฐกถา และ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็เห็นว่ามุมมองความคิดตัวเองอาจจะมีประโยชน์จึงตอบรับผู้จัดงานไป แต่เมื่อมีการตอบรับไปแล้วทางการไทยกระวนกระวายกับการปาฐกถาของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ จึงมีการแจ้งไปยังผู้จัดงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่เดินทางมายังเกาะฮ่องกง ส่วนวิธีการปาฐกถานั้นผู้จัดงานจะใช้วิธีการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทนหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ผู้จัดต้องไปตัดสินใจ ล่าสุดผู้จัดงานยังไม่ได้ติดต่อมาให้ พ.ต.ท.ทักษิณปาฐกถาด้วยวิธีการใด
นายพงศ์เทพกล่าวว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจจะไม่ไปที่เกาะฮ่องกง เพราะไม่ต้องการให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐบาลจีน รวมไปถึงไม่ต้องการให้ทางการฮ่องกงนั้นต้องรู้สึกอึดอัด ไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวที่ออกมาว่าทางการจีนระงับวีซ่าเข้าฮ่องกงของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือมีการขอร้องไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เกาะฮ่องกง เพราะการเดินทางมายังเกาะฮ่องกงนั้นใครก็สามารถเข้ามาได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า และ พ.ต.ท.ทักษิณยังสามารถเข้ามาได้ตลอดเวลาเหมือนเดิม
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มองว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กลัว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะการกลัวความสำเร็จในเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะวันนี้รัฐบาลเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่ายิ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยิ่งยุ่งเหมือนลิงแก้แห จึงไม่อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณพูดเรื่องเศรษฐกิจ
"แม้ว" อ้างห่วงเป็นภาระมิตรปท.
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันที่ 1 มีนาคม มีโอกาสพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณหลายเรื่อง โดยเฉพาะความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะควบคุมตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทย ระหว่างการปาฐกถาพิเศษ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งฮ่องกง ในวันที่ 2 มีนาคม โดย พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า ทางผู้จัดงานต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพูดเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับประเทศไทยเลย แต่ประเทศไทยนั้นคับแคบเกินไป โดยเฉพาะรัฐบาลไทยที่ตื่นตูมและตระหนกเกินเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณจึงยกเลิก เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระของมิตรประเทศ เรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้วิตกอะไร
ขู่จับเข้าคุกแผ่นดินลุกเป็นไฟ
"เรื่องนี้ไม่มีอะไร หากจะพูดเพื่อสะใจว่าจะจับ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยในงานนี้นั้นพูดได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นคงทำได้ยาก เพราะต้องคิดด้วยว่ารัฐบาลจะรับมือไหวหรือไม่ เนื่องจากคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณนั้นถ้าเข้าคุก คุกก็แตก หากรัฐบาลดำเนินการอะไรที่ขัดต่อหลักยุติธรรม ประชาชนผู้รักความยุติธรรมก็จะออกมาเต็มไปหมด แล้วสุดท้ายแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ซึ่งเรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ นายกฯนั้นทราบดีอยู่แล้ว แต่โฆษกทั้งหลายที่ออกมาพูดเรื่องนี้คงยังไม่ทราบ ว่าสถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้รัฐบาลเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้วยังจะกล้ามาปากดีอีก" นายจตุพรกล่าว
เตรียมโฟนอินเขย่ารบ.4จว.รวด
นายจตุพรกล่าวว่า ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณเรื่องการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยในวันที่ 8 มีนาคม ที่ จ.ขอนแก่น วันที่ 14 มีนาคม ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา วันที่ 15 มีนาคม ที่ จ.จันทบุรี และวันที่ 22 มีนาคม ที่ จ.เชียงใหม่ นั้นเชิญชวน พ.ต.ท.ทักษิณให้ร่วมโฟนอินมาพูดคุยกับประชาชนคนเสื้อแดงทุกเวทีทุกครั้ง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็รับปากว่าพร้อมที่จะโฟนอินเข้ามาให้ ดังนั้น ในเวทีชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงทั้ง 4 แห่ง จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาพูดคุยกับผู้ร่วมชุมนุมอย่างแน่นอน
ปชป.หยันทักษิณหวังชิงพ.ท.ข่าว
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เวลา 11.00 น. นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค แถลงถึงกรณีที่นายพงศ์เทพ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมายืนยันคำพูด พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะไม่ไปปาฐกถาที่ฮ่องกงวันที่ 2 มีนาคม ว่า เป็นไปตามที่คาดหมายเพราะเป็นการสร้างประเด็นในการชิงพื้นที่ข่าว ในช่วงที่รัฐบาลไทยจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จึงขอถามว่าถ้าไม่กลัวแล้วจะเปลี่ยนวิธีมาเป็นการโฟนอินแทนทำไม ซึ่งถ้าไปถามนายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษาทางกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณคงจะตอบว่าเป็นการโฟนอินมาจากน่านน้ำสากล อีกทั้งเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังคงอยู่ในประเทศฮ่องกง เนื่องจาก ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วนเพื่อไทย ออกมาเปิดเผยว่า วันที่ 1 มีนาคมจะมี ส.ส.เพื่อไทยจำนวนหนึ่งจะเดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 600 ไปฮ่องกงเพื่อพบ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีบ้านพักอยู่ในฮ่องกง เพียงแต่ชอบทำตัวเป็นนินจา หลบซ่อน ซ่อนเร้น
เผย"อสส.-บัวแก้ว"บินรอรวบ
นายเทพไทกล่าวว่า ยังทราบมาว่าเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีตัวแทนของสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และกระทรวงการต่างประเทศ รวม 3 คน ไปที่ประเทศฮ่องกงเพื่อติดตามและสังเกตการณ์ และประสานงานกับหน่วยงานราชการของประเทศฮ่องกง เพื่อติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เนื่องจากคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคดีอาญาที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี และเป็นผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศ ไม่ใช่เป็นคดีการเมืองอย่างที่กล่าวอ้างมา
"ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐบาลนี้อาฆาตมาดร้ายต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง เพราะ 1.มีที่พำนักที่ชัดเจนว่าที่อยู่ที่ประเทศฮ่องกง 2.มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผย ท้าทายอำนาจรัฐ 3.พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลตัดสินมีโทษจำคุกตามคดีอาญาแล้ว เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 4.รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ตามที่รัฐประกาศว่าจะใช้นิติรัฐกับทุกกลุ่มและทุกคน เพื่อไม่ให้เป็นข้อครหาว่าไม่ได้มีคุกขังแต่คนจน แต่คนรวยที่ผิดกฎหมายก็มีสิทธิติดคุก" นายเทพไทกล่าว
กำลังประสานทางการฮ่องกง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ไม่ได้ทำข้อตกลงการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย จะดำเนินการติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีได้หรือไม่ นายเทพไทกล่าวว่า สามารถทำได้หลายวิธี คือ 1.การประสานงานกับรัฐบาลจีนโดยตรง ในฐานะรัฐต่อรัฐ โดยผ่านวิธีการทางการทูต เนื่องจากเป็นผู้ร้ายหลบหนีออกนอกประเทศ และศาลได้ออกหมายจับแล้ว ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวได้ตามที่อยู่ในประเทศ หรือหากหนีออกนอกประเทศ ก็ประสานกับประเทศนั้นๆ เพื่อให้ตรวจสอบที่อยู่ที่แน่นอนในประเทศนั้น จากนั้นก็ประสานกับตำรวจสากล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องส่งเอกสารซึ่งเป็นที่อยู่ที่แน่ชัดในต่างประเทศนั้นๆ พร้อมกับทำหนังสือชี้แจงการติดตามตัว รวมถึงสำเนาหมายศาลให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ดำเนินการผ่านวิธีทางการทูตประเทศนั้น
"พนักงานอัยการฝ่ายต่างประเทศ ในฐานะผู้ประสานงานกลางจะเป็นผู้พิจารณาจัดทำคำร้อง เพื่อขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามขั้นตอนต่อไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดและกระทรวงการต่างประเทศ กำลังดำเนินงาน ประสานงานกับเขตปกครองพิเศษฮ่องกง" นายเทพไทกล่าว
รบ.เล็งประสานจีนบีบฮ่องกง
นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา ปชป. กล่าวว่า ไทยและฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่ไทยได้ทำกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ดังนั้น อาจจะประสานไปยังจีนเพื่อดูว่ามีกฎหมายที่พอจะให้ความร่วมมือประสานต่อไปยังฮ่องกง เพื่อส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีต่อที่ประเทศไทยได้หรือไม่ ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน และอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าใจว่ารัฐบาลไม่เลือกปฏิบัติ แต่ปล่อยปละละเลยไม่ได้
ยื่นผบ.ตร.เล่นงานส.ส.พบ"แม้ว"
นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันที่ 3 มีนาคม เวลา 13.00 น. จะเข้าพบ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ ส.ส.ที่ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี และ ร.ต.ท.เชาวริน ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นบุคคลที่รู้แหล่งที่อยู่ที่ถูกต้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการไปพบ พ.ต.ท. ทักษิณไม่ผิด แต่หากบุคคลเหล่านี้ไม่ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ จะถือเป็นการช่วยเหลือให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 189
"อภิสิทธิ์" ขอบคุณม็อบไม่ป่วน
ก่อนหน้านี้ เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์Ž ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการชุมนุมของประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย หรือมีจุดยืนคัดค้านรัฐบาล ในเบื้องต้นต้องขอบคุณทั้งผู้ชุมนุม และทางตำรวจและทหารที่มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ทำให้การจัดการชุมนุมผ่านพ้นไปได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง และความสูญเสีย บรรยากาศที่สงบ มีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศชาติ
ลั่นอีก 1เดือนคดีพันธมิตรคืบ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 4 ข้อ โดยในส่วนของคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบ หรือความขัดแย้งทางการเมือง จะเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ไปกลั่นแกล้งใคร เชื่อว่าในอีก 1 เดือนก่อนถึงการนัดชุมนุมใหญ่จะได้เห็นความคืบหน้าของหลายคดีความ ส่วนข้อเสนอเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในสัปดาห์ก่อนได้พูดถึงการขอให้สถาบันพระปกเกล้าเข้ามาเป็นตัวกลางในเรื่องนี้ โดยทราบว่าคณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าจะนัดประชุมในวันที่ 6 มีนาคม เพื่อพิจารณาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ คิดว่าจะทำให้เป้าหมายของการปฏิรูปการเมืองเดินไปได้อีกก้าวหนึ่ง
ให้อัยการ-ตร.เดินเรื่องจับ "แม้ว"
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีว่า เท่าที่ทราบ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ไปปาฐกถาแล้ว และก็ไม่ทราบที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณแน่ชัด จึงเป็นเรื่องของตำรวจและอัยการที่จะไปดำเนินการตามกฎหมาย หน้าที่หลักรัฐบาลคือการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ของประเทศ แต่คงไม่เพิกเฉยต่อการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดี
เมื่อขอให้แสดงความเห็นว่าเหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณจึงต้องใช้วิธีช่วงชิงพื้นที่สื่อระหว่างที่ประเทศไทยกำลังมีงานสำคัญ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับสื่อว่าจะให้พื้นที่หรือเปล่า"
"เอเอฟซี" เลื่อน"แม้ว" ไม่มีกำหนด
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากฮ่องกงระบุว่า สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซี) ในฮ่องกงที่เชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปพูดที่สมาคมในหัวข้อ "วิกฤตเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และประสบการณ์จากประเทศไทย" ได้ประกาศเลื่อนโดยไม่มีกำหนดจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 2 มีนาคม แต่จะมีการพูดผ่านวิดีโอลิงก์ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม นายออร์นส์ เฮิร์บ ประธานเอฟซีซี เปิดเผยว่า ทางสมาคมได้เลื่อนการปรากฏตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยผ่านวิดีโอลิงก์ในวันที่ 2 มีนาคมเช่นกัน เนื่องจากเกิดขัดข้องของอุปกรณ์ ไม่ได้เกิดจากการถูกกดดันจากภายนอกแต่อย่างใด้ นายเฮิร์บย้ำด้วยว่าจะจัดให้มีการปรากฏตัวผ่านวิดีโอลิงก์ภายหลังเสร็จสินการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับวิดีโอลิงก์ นายเฮิร์บกล่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณยินดีที่จะพูดผ่านวิดีโอลิงก์
ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณมีกำหนดการไปพูดที่เอฟซีซีในฮ่องกงในวันที่ 2 มีนาคม แต่ได้ยกเลิกไปฮ่องกงโดยอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและจีน แต่การตัดสินใจมีขึ้นภายหลังนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะขอให้ทางการจีนส่ง พ.ต.ท.ทักษิณไปดำเนินคดีที่ประเทศไทย ขณะที่ไทยและฮ่องกงไม่มีการทำข้อตกลงสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน
ปชป.ยุเสื้อแดงสมัครสมาชิกพท.
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่ระบุว่าจะนัดรวมตัวกันระยะเวลา 1 เดือนให้ได้ 1 ล้านคนนั้นเพื่อขับไล่รัฐบาลว่า ขอเรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง 3 ข้อ คือ 1.อย่าตกเป็นเครื่องมือของคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการล้มล้างรัฐบาลและล้มล้างความเชื่อมั่นของประเทศ 2.ขอให้ยุติพฤติกรรมความรุนแรง และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยกตัวอย่างกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการรุมทำร้ายชายคนหนึ่ง และขอให้ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.พิษณุโลก ให้เร่งดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงและรายงานผลการตรวจสอบมาให้รัฐบาลทราบ
"และ 3.ขอให้แกนนำเสื้อแดงยกระดับจากการไล่รัฐบาลไปเป็นการเคลื่อนไหวในฐานะพรรคการเมือง โดยให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไปเคลื่อนไหวในรัฐสภาดีกว่ามาชุมนุมตามท้องถนน ถ้าหากไม่ชอบก็ให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่" นายสาธิตระบุ
ผู้การพิษณุโลกยันเอาผิดเสื้อแดงแน่
ด้าน พล.ต.ต.ธรรมนูญ เพชรบุรีกุล ผบก. ภ.จว.พิษณุโลก กล่าวถึงกรณีที่นายอดิศร ธีรศานตินันท์ อายุ 47 ปี ชาว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สีแดง พงส.สภ.เมือง ถูกกลุ่มเสื้อแดงที่มาเคลื่อนไหวใน จ.พิษณุโลก ในนามกลุ่มรักษ์ประชาธิปไตยสองแคว และกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 รุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บเมื่อเย็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นว่า นายอดิศรจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนรุมทำร้ายบ้าง แต่ยืนยันว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน และภาพถ่ายการรุมทำร้ายไว้หมดแล้ว ซึ่งเห็นใบหน้าผู้กระทำผิดชัดเจนหลายคน ยืนยันว่าดำเนินคดีกับกลุ่มเสื้อแดงที่รุมทำร้ายแน่นอน ในข้อหาทำร้ายร่างกาย
ผู้จัดงานฮ่องกงเลื่อนวิดีโอลิงก์ทักษิณ
ที่มา ข่าวสดออนไลน์
เมื่อ 1 มี.ค. เอเอฟพีรายงานว่า นายแอนส์ เฮิร์บ ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮ่องกง กล่าวว่า ทางสมาคมได้รับการติดต่อจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ว่ายินดีที่จะกล่าวสุนทรพจน์ผ่านการถ่ายทอดทางวิดีโอ หรือวิดีโอลิงก์ แทนการปรากฏตัว เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหากระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน แต่ทางสมาคมต้องเลื่อนเวลาออกไปอีก 2-3 วัน เนื่องจากต้องอาศัยการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารก่อน ไม่เกี่ยวกับแรงกดดันจากภายนอกแต่อย่างใด สำหรับหัวข้อที่พ.ต.ท.ทักษิณจะกล่าวคือ “วิกฤตการเงิน, ความไม่แน่นอนทางการเมือง : บทเรียนจากประเทศไทย”
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกัณฑ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไทยเตรียมการเพื่อจับกุมตัวพ.ต.ท.ทักษิณ หากเดินทางไปที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งอัยการและตำรวจ ต้องเตรียมตัวให้พร้อม จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่รัฐบาลตั้งใจทำให้เกิดขึ้น แต่เมื่อมีรายงานข่าวว่าอดีตนายกฯไปอยู่ที่นั่นก็เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติ ไม่ได้มีวาระแอบแฝงหรือตั้งเป้า
นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รีบประสานงานเพื่อขอให้รัฐบาลฮ่องกงส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีนั้น เป็นการเร่งรัดเกินความจำเป็น แม้เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวต้องทำอยู่ในกรอบกฎหมาย และควรจะใช้ความกระตือรือร้นไปเร่งรัดดำเนินคดีกับกลุ่มที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิจะดีกว่า
ด้านหนังสือพิมพ์เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์ ของฮ่องกง รายงานเมื่อ 27 ก.พ. ว่า โฆษกสำนักงานความมั่นคงของฮ่องกง เผยว่า จีนแผ่นดินใหญ่กับไทยลงนามในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่ระหว่างไทยกับฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาดังกล่าว ดังนั้น ภายใต้การปกครอง 1 ประเทศ 2 ระบบ รัฐบาลฮ่องกงมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการพิจารณาว่า จะส่งตัวนักโทษหนีคดีชาวต่างชาติคนใดหรือไม่ ภายใต้กฎหมายพื้นฐาน "เบสิก ลอว์"
ด้านนางมากาเร็ต นัก โหงวยี่ ประธานสำนักงานกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายของฮ่องกงให้ความเห็นว่า ถ้ารัฐบาลฮ่องกงยอมปฏิบัติตามคำร้องขอของรัฐบาลไทย คงต้องเป็นกรณีพิเศษมากจิงๆ เพราะสองฝ่ายไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน หรือแม้ว่าจะร่วมลงนามก็ตาม ก็ต้องมีฐานความผิดเดียวกัน ในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน สำหรับฮ่องกง ไม่สามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนคนใดคนหนึ่ง ด้วยวัตถุประสงค์ทางการเมืองได้
ปฏิบัติการล่า"แม้ว"
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีใหม่ สั่งไล่ล่านายกรัฐมนตรีเก่า
ไม่ใช่เรื่องขำๆ แบบว่าส.ส.ประชาธิปัตย์ เล่นบทนักสืบ เดินทางไปฮ่องกง ควานหาที่ซ่อนพ.ต.ท.ทักษิณ
นายอภิสิทธิ์พูดขึงขังมาก เมื่อขีดเส้นการประสานงานกับรัฐบาลจีน ต้องจับพ.ต.ท.ทักษิณให้ทันการณ์วันที่ 2 มี.ค.นี้
อันเป็นกำหนดที่พ.ต.ท.ทักษิณจะไปปรากฏตัว แสดงปาฐกถาให้กับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮ่องกง
แม้เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ฮ่องกงจะปฏิเสธว่าไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับฮ่องกง
ทั้งมีมุมมองว่าเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทย
แต่ดูเหมือนท่าทีแข็งกร้าวของนายอภิสิทธิ์ จะส่งผลกระทบต่อพ.ต.ท.ทักษิณเข้าให้แล้ว
เพราะมีการยกเลิกกำหนดการปาฐกถาที่ฮ่องกง อย่างปัจจุบันทันด่วน!
หากนี่เป็นการเล่นไพ่ แปลว่านายอภิสิทธิ์เกทับจนฝ่ายตรงข้ามต้องหมอบหนี
ยังมีข้อน่าสงสัยในหลายประเด็น ที่ยังไม่มีคำตอบชัดๆ
ความจริงแล้ว รัฐบาลกล้าจริงหรือที่จะลากตัวพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาเข้าคุกในไทย?
เพราะอาจหมายถึงเงื่อนไขปลุกคนเสื้อแดงหลายล้านคน ให้ลุกฮือบ้าคลั่งจลาจลได้
ซึ่งเรื่องนี้ รัฐบาลเหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง
ถ้าจับตัวมาได้ แล้วใช้กลไกอะไรก็ตาม สยบม็อบเสื้อแดงได้
พ.ต.ท.ทักษิณก็ถึงคราว"จบแล้วครับนาย" ของจริง
แต่หากยังปล่อยให้วาดลวดลายอยู่เมืองนอก พ.ต.ท.ทักษิณก็เหมือนหนามยอกอก
นอกจากคอยทำตัวเป็นข่าวแล้ว ยังยื่นมือยาวๆ มาบงการเกมการเมืองในไทย
ผ่านขบวนการม็อบเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน ตัวพ.ต.ท.ทักษิณเอง ก็เคยมีข่าวทำนองว่าพิจารณาแผนขั้นแตกหัก
นั่นคือเดินทางเข้าประเทศ มาให้จับกุมดื้อๆ
หวังก่อสงครามประชาชน รู้ดีรู้ชั่วกันไปเลย
หากไม่ใช่วิธีการนี้ ก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ฟุตเวิร์กไปตามน่านฟ้าสากล แล้ว "โฟนอิน" เอา
เล่นเกมรอเวลาให้รัฐบาลก่อเงื่อนไขสุกงอมเอง เช่น ทำเศรษฐกิจล้มละลาย
อย่างไรก็ตาม สัญญาณหลายอย่างบอกให้รู้ถึงความเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ
อาจจะปากร้ายแข็งกร้าว เหมือนมีวิญญาณฝ่ายบู๊ในตัว
แต่จริงๆ แล้ว ค่อนข้างจะใจไม่ถึงจริง
โดยเฉพาะ ถ้าความกล้านั้นเดิมพันกับการติดคุกตะราง
เพราะการหนีคุกนี่เอง เป็นสาเหตุใหญ่ให้พ.ต.ท.ทักษิณระเหเร่ร่อนอยู่ต่างแดนจนบัดนี้
การหลบวูบที่ฮ่องกง ก็พอยืนยันได้!
หมอไทยวิกฤติแล้ว คนเก่งยี้เรียนแพทย์
ที่มา ไทยรัฐ
“โรงพยาบาลวิกฤติขาดแพทย์...ลาออก 2 ตำแหน่ง ขออภัยในความไม่สะดวก ที่ต้องรอนาน...”
นี่คือป้ายที่ติดประกาศไว้ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจังหวัดภาคอีสาน ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาว่า แพทย์ไทยอยู่ในสภาวะวิกฤติ
“วิกฤติแพทย์ไทย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไทยทั้งประเทศ มาจากปัจจัยสอง...สามประการ”
ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณนายแพทย์เหลือพร ปุณณกันต์ นายกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชในพระบรมราชูปถัมภ์ บอก
ประการแรก...ผลิตไม่พอ
คุณหมอเหลือพร บอกว่า การผลิตแพทย์ไม่ใช่ของง่ายๆ ไม่ใช่แบบตัดเสื้อมาแล้วใส่ได้เลย หรือเรียนจบแล้วก็ไม่ใช่รักษาคนไข้ได้ทันที แพทย์แต่ละคนจะต้องทำอีกหลายอย่าง ก่อนที่จะรับผิดชอบชีวิตคนได้
จะคิดแค่ว่า...หมอไม่พอ ก็เพิ่มการผลิตไม่ได้
“เพิ่มการผลิต คุณภาพจะได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ คนที่เข้ามาเรียนเก่งแค่ไหนก็ไม่รู้...สอนแพทย์ก็เหมือนสอนช่างซ่อมรถยนต์ ถ้าไม่ลงมือแก้เอง แค่อ่านหนังสือก็แก้ไม่ได้
ขณะเดียวกัน แก้รถยนต์แล้ววิ่งไม่ได้...เอามาแก้ใหม่ได้ แต่ถ้าเป็นหมอรักษาคนไข้ จะมาลองผิดลองถูกไม่ได้”
ประการที่สอง...การกระจายของแพทย์ ยังไม่กระจายไปในแง่ความเหมาะสม
“แพทย์ก็คือคน ต้องการมีครอบครัว มีลูกต้องเรียนหนังสือ สร้างครอบครัวเหมือนคนอาชีพอื่นๆ...ขณะเดียวกัน แพทย์ต้องรับผิดชอบชีวิตคน ก็ต้องดูว่า... ทำได้แค่ไหน”
โรงเรียนแพทย์สอนแพทย์แต่ละคนมา ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกคนรักษาได้ทุกโรค จะต้องมาดูว่า...แพทย์รักษาได้แค่ไหน ถ้าเกินกำลังควรจะส่งไปรักษาต่อที่ไหน
“เรามีระบบส่งต่อผู้ป่วย เขียนไว้ชัดเจนในกระดาษ แต่ไม่ทราบว่าในชีวิตจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า...ทั้งเวลา ทั้งความรวดเร็ว พอกับสิ่งที่ประชาชน คาดหวังหรือไม่”
นี่คือสาเหตุสำคัญที่ผู้ป่วยต่างจังหวัดดิ้นรนเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ เข้ารักษาในโรงพยาบาลใหญ่ จนถึงโรงพยาบาลเอกชน
ประเด็นสำคัญ ต้องชี้ไปที่ระบบการรักษาพยาบาลทั่วไป ไม่สามารถให้การรักษาได้พอเพียง...อย่างที่ควรจะเป็น
ขณะที่ระบบบริการสุขภาพต้องการให้คนเข้าถึงแพทย์มากขึ้น แต่กลายเป็นว่า...แพทย์ทำงานหนักขึ้น รับภาระมากขึ้น
หมอคนเดียว ตรวจคนไข้วันละ 200-300 คน
ผลที่ตามมา คือ...คุณภาพการรักษาพยาบาลลดลง
ที่ตามมาอีกอย่างคือปัจจัยประการสุดท้าย...การฟ้องร้อง
ผลพวงคนไข้ฟ้องหมอ จะเห็นว่าแต่ละปีมีคนที่พยายามสอบเข้าแพทย์แล้ว สละสิทธิ์มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
คุณหมอเหลือพร ชี้ว่า ข้อมูลนี้ไม่ใช่เห็นแล้วจะนิ่งอยู่ได้ เพราะหมายถึงวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เด็กที่สละสิทธิ์ต้องการแสดงให้เห็นว่า ถ้าฉันจะเรียนหมอก็เรียนได้ แต่ที่สละสิทธิ์ หมายความว่า...อาชีพแพทย์ ไม่ใช่อาชีพที่จูงใจให้คนเข้ามาเรียน
“คนที่ฉลาด คิดว่าทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ทำไม? ต้องเอาชีวิตทิ้งไว้ทั้งชีวิต...เสี่ยงการติดโรค เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง”
คราวนี้...ก็ถึงเวลาที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน จะต้องทำอย่างไรกันต่อไปบ้าง?
โครงการ 1 อำเภอ 1 แพทย์ ให้ทุนเรียนแพทย์ มีระยะเวลาทำงานชดใช้ทุน 12 ปี หรือ 2 ล้านบาท
“ถามว่าจบแล้ว จะส่งหมอไปลุยคนเดียวหรือ...มันไม่ใช่” คุณหมอเหลือพร ว่า “การสร้างสุขภาพให้กับประชาชน ต้องมีทีมแพทย์...คุณมีเภสัชหรือยัง มีหมอฟันไหม มีนักเทคนิคหรือเปล่า มีนักกายภาพบำบัดหรือยัง มีพยาบาลพอ หรือไม่”
พื้นที่ไหนการคมนาคมดี ต้องดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องมีแพทย์ อยู่ประจำทุกอำเภอ สมมติว่า...ถ้ามีการเชื่อมโยง 3 อำเภอที่อยู่ใกล้กัน ให้แพทย์ทำงาน เป็นทีมร่วมกัน...โรงพยาบาลละ 3 คน รวม 9 คน ให้รักษาอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน
“แพทย์ทีมนี้รักษาได้ทุกโรค ผ่าตัดก็ได้...จะทำให้คุณภาพการบริการคนไข้ดีขึ้น แน่นอนว่า แพทย์จะมีศักยภาพในการปกป้องตัวเองได้มากขึ้นด้วย”
กลับกันแนวทางที่จะกระจายแพทย์ให้ลุยเดี่ยวคนเดียวในแต่ละพื้นที่ นานวันเข้าจะทำให้คุณภาพแพทย์ลดลง
“แต่ละคน...ก็ต้องคิด ทำไมต้องทำงานหนัก เงินเดือนผมแค่นี้... ขณะที่สังคมบอกว่า...คุณหมอคิดอย่างนี้ คุณหมอเห็นแก่ตัว”
อีกประเด็นที่ผู้ใหญ่หลายคนมองข้าม แพทย์ไม่ใช่ว่าเรียนจบแล้ว ก็จบกัน ทำงานรักษาคนไข้ไปจนตาย ความเป็นจริง...แพทย์ต้องเรียนอยู่ตลอดเวลา เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ สู้กับโรคใหม่ๆ
ดังนั้น...ต้องให้โอกาสแพทย์มีเวลาได้เรียนบ้าง ถ้าแพทย์เข้ามาเรียนในเมืองไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีออกไปหาเขา ช่วยเหลือให้เขาอยู่ได้
ที่สมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชฯทำอยู่ เป็นโครงการส่งเสริมกิจกรรมการแพทย์ หารายได้สนับสนุน จัดฝึกอบรมแพทย์ในภาคต่างๆ ร่วมกับสถาบันการศึกษาอื่น
จัดหาทุนการศึกษาให้เข้ามาศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับการศึกษานักเรียนแพทย์ในต่างจังหวัด
สถานการณ์ทุกวันนี้...แพทย์ไม่น้อย ถ้าทำงานพักนึงแล้วกลัวว่าจะถูกฟ้อง ก็มักหาวิธีเลี่ยงไปทำงานที่อื่น ที่ดีกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า
เป็นปัญหาสมองไหล ทำไม? แพทย์โรงพยาบาลรัฐลาออกกัน มากนัก
วันนี้...คนไข้มองหมอเปลี่ยนไปจากอดีตมาก สมัยก่อนแพทย์ออกไปรักษาคนไข้ หรืออยู่รักษาเหมือนกับพี่น้อง ญาติสนิท
จากสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้น มีโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น การรักษาระหว่างหมอกับคนไข้ เป็นแค่บริการประเภทหนึ่ง
“การรักษาเป็นการบริการ เมื่อซื้อบริการแล้วไม่ได้บริการที่ดี แน่นอนว่าก็มีการฟ้องร้อง โวยวาย...ไม่ต่างกับซื้อปลากระป๋องเน่า นม ไม่ได้คุณภาพ”
ในโรงพยาบาลชนบท แพทย์ต้องการให้ความรู้ ให้คุณภาพการรักษาที่ดีกับคนไข้ ขณะที่ต้องตรวจรักษาเป็นร้อยๆราย ยังไงก็คงให้คุณภาพดีเสมอกันทุกคนไม่ได้แน่
ชีวิตคน...มีหรือจนที่ว่าเท่ากัน จึงเป็นแค่นามธรรม สมมติว่า ผ่าถุงน้ำดี ถ้าผ่าแบบใช้มีด สมัยก่อนนอนโรงพยาบาล 3 อาทิตย์...ช่วงหลังเหลือ 1 อาทิตย์ กว่าๆ...ผ่าแล้ว 3 เดือนกว่าจะกลับไปทำงานได้
ปัจจุบัน ถ้ารักษาในกรุงเทพฯ ไม่ต้องผ่าตัดแล้ว ใช้กล้องส่อง 3 วัน กลับบ้านได้...อีก 2 อาทิตย์ก็ทำงานหนักได้
ขณะที่คนใช้แรงงาน กลับเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ต้องผ่าแบบสมัยเก่า 3 เดือนกลับไปทำงานได้ ฐานะก็ยากจนแล้วยังมีลูกเมียต้องเลี้ยงดู
นี่คือช่องว่างของความเท่าเทียมในระบบการตรวจรักษาสุขภาพคนไทย
คุณหมอเหลือพร บอกว่า ที่ต้องแก้คือการเอาความรู้ทีมแพทย์ลงไปช่วยในชนบท...ไม่ใช่เทเงินอย่างเดียวเท่านั้น
โรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัด หลายแห่งมีแพทย์ไม่พอ เตียงก็ไม่พอ พยาบาลก็รับไม่ไหว ทุกอย่างขาดแคลน...มันขัดแย้งที่จะมุ่งเอาบริการการรักษาที่เป็นเลิศ
“การแก้วิกฤติ ต้องแก้ระยะยาว แก้อย่างครบวงจร เรามีสำนักงานหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วยให้คนเข้าถึงการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องดี ขณะเดียวกัน เรายังไม่มีองค์กรอื่น...ไม่มีวิธีอื่นที่จะดึงให้แพทย์อยู่ในชนบทได้”
คุณหมอเหลือพร ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของใคร ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล ไม่ใช่ความผิดของแพทย์ และไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่ เป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการแพทย์ไทย ที่ต้องวางแผน แก้ไขในระยะยาว...ในทิศทางเดียวกัน
ที่จำเป็น คือการให้การสนับสนุนให้แพทย์เดินไปข้างหน้าได้ สิ่งที่รัฐต้อง ทำคือถามความต้องการ และช่วยให้แพทย์ไทยก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
“ทำอะไรก็ได้...ให้หมออยู่ได้ในแต่ละพื้นที่อย่างมีความสุข ความสุขที่ไม่ใช่การมีเงิน แต่เป็นการมีความรู้ มีทีมงานที่สามารถจะทำงานได้ด้วยความรู้สึกมั่นใจ”
รัฐจะต้องเห็นความสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขมากกว่านี้ การสาธารณสุขของชาติ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ถ้าสุขภาพของประชาชนของประเทศดี เศรษฐกิจก็จะดี ชุมชนก็จะเข้มแข็ง”.
เศรษฐกิจใกล้ล่มจม
ที่มา ไทยรัฐ
วิกฤติเศรษฐกิจที่บ้านเราได้รับบทเรียน เมื่อปี 2540 จะไม่เหมือนกับวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ ผลพวงจากการลดค่าเงินบาท ทำให้สถาบันการเงินปั่นป่วน กระทบเป็นลูกโซ่ แต่ก็มีจังหวะมีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจ แต่วิกฤติเศรษฐกิจที่เรากำลัง เผชิญหน้าอยู่ ตกในระนาบเดียวกันทั่วโลก
ไม่รู้จะถึงจุดต่ำสุดเมื่อไหร่
ความเสียหายยังประเมินไม่ได้ มีนักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ พยายามพยากรณ์ว่าจะฟื้นเมื่อนั้นเมื่อนี้ ผมว่าออกจะด่วนสรุปไปหน่อยเพราะต้นตอวิกฤติครั้งนี้อย่างสหรัฐฯ ยังจับทางไม่ ค่อยถูก อยู่ในระหว่างทดลองยาด้วยซ้ำ
เดี๋ยวมาตรการทางด้านดอกเบี้ย เดี๋ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ เดี๋ยวจะรีดภาษีเอาจากคนรวยและตลาดหุ้น จะว่าสะเปะสะปะ ก็ไม่น่าผิด
ฝรั่งเองยังมึน
แต่บ้านเรามึนกว่า ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจประดังประเดเข้ามาพร้อมกันทีเดียวทุกด้าน บนวิกฤติการเมือง อีกกระทอก ส่งออกอ่วม ธุรกิจทยอยเจ๊ง เอสเอ็มอีปิดกิจการเป็นระลอก
ดัชนีการบริโภค เดือน ม.ค.-ก.พ. ลดลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ค่าเงินบาทแข็ง สถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปอีกระยะ อีก 2-3 เดือนข้างหน้า คนจะเกิดความตระหนก โดยเฉพาะคนในเมืองจะมี ความอ่อนไหวมากที่สุด ตัวเลขการส่งออก การบริโภค การท่องเที่ยว บริการติดลบ
คนไม่กล้าใช้เงิน
ในขณะที่มาของรายได้รัฐยังไม่ชัดเจน บวกกับการเมืองร้อนในเดือนสองเดือนนี้ ตลาดทุนจะมีผลกระทบตามมาเป็นสองเด้ง ลดต้นทุน ลดการผลิต ลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากวิกฤติการเมือง
ผมว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะเห็นน้ำเห็นเนื้อกันในอีกเดือนสองเดือนนี้เช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอ การสร้างความเชื่อมั่น ของรัฐบาล ยังไม่มีประสิทธิภาพ
อย่าว่าแต่ต่างประเทศที่ยังจดๆจ้องๆ ในบ้านเราเองก็ไม่มี ความมั่นใจ ยิ่ง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ รมว.คลัง คุณ กรณ์ จาติกวณิช ออกมาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจด้วยแล้วก็ยิ่ง ว้าเหว่
วันนี้บอกเศรษฐกิจจะบวก วันพรุ่งนี้ออกมายอมรับว่า จีดีพี จะติดลบ อีกวัน ยืนยันเศรษฐกิจจะฟื้นอีกแล้ว กลับไปกลับมาหาความแน่นอนไม่ได้
แล้วจะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไร
ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นในการทำงานของรัฐบาลก็เป็นอีกเรื่อง แต่วิสัยทัศน์และการมองปัญหาให้ทะลุ ตีโจทย์ให้แตกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหา ไม่ใช่ตอกย้ำความเป็นมือ ใหม่หัดขับอยู่อย่างนี้.
หมัดเหล็ก
ลดภาษีรถยนต์ เงินเข้ากระเป๋าใคร
ที่มา ไทยรัฐ
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรมบุญหล่นทับ จะเสนอ ครม.เศรษฐกิจ วันพุธนี้ ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ราคาขายลดลงคันละ 3-5 หมื่นบาท และให้นำเงินค่าซื้อรถใหม่ไปหักลดหย่อนภาษีได้อีกคันละ 50,000 บาท เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ที่ลดลงในระยะนี้
ผมฟังแล้วก็รู้สึกเศร้าใจที่มี รัฐมนตรีอย่างนี้ บริหารบ้านเมือง นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้สึกเหมือนผมไหม
ในขณะที่ นายชาญชัย เสนอให้รัฐบาลลดภาษีช่วยเหลือ เศรษฐีรถ แต่อีกด้านหนึ่ง เกษตรกรผู้ยากจนของไทย ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศหลายสิบล้านคน กลับต้องชุมนุมปิดถนน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล ช่วยซื้อพืชผลเกษตรที่ราคาตกขายไม่ได้ ต้องเอาน้ำนมสดๆ ไปเททิ้งกลางถนน ฯลฯ มากมายความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยที่ยากจนในเวลานี้
แต่กลับไม่มีรัฐมนตรีคนไหนเหลียวแล หรือรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนด้วย และเห็นว่าเป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบเสนอ ครม.เพื่อหาทางช่วยเหลือ เหมือนกรณี รัฐมนตรีชาญชัย กุลีกุจอช่วยเหลือ บริษัทรถยนต์ต่างชาติ จนออกนอกหน้า
ความจริง บริษัทรถยนต์ต่างชาติ ที่เข้ามาประกอบรถยนต์ขายในไทยและส่งออก โดย ใช้สิทธิภาษีพิเศษของเมืองไทย ผมดูตัวเลขที่บริษัทรถยนต์แถลงเมื่อเร็วๆนี้แล้ว ยอดขายลดลงแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าไม่มาก แถมยังคาดการณ์ว่า ช่วงปลายปีนี้ยอดขายจะฟื้นตัว
และเมื่อวิเคราะห์ดูข้อเสนอที่ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรมเสนอ ครม.เศรษฐกิจช่วยเหลือบริษัทรถยนต์แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไร เหมือนมีเจตนาเอื้อประโยชน์บริษัทรถยนต์ โดยตรง
เช่น ขอให้ลดภาษีสรรพสามิตลงร้อยละ 3 โดยบอกว่า จะทำให้ราคาขายปลีกลดลงคันละ 3-5 หมื่นบาท ราคารถที่ลดลงนี้ น่าจะลดลงจากการลดภาษีสรรพสามิตร้อยละ 3 เพราะ บริษัทรถยนต์ต่างชาติไม่ได้แสดงเจตนาว่าจะร่วมลดราคาขายของบริษัทเองลงมาด้วย ไม่มีการพูดถึงด้วยซ้ำ ดังนั้น แม้ราคารถยนต์จะลดลง แต่ บริษัทรถยนต์ต่างชาติ ก็ยัง กำไรเท่าเดิม หรือ กำไรเพิ่มขึ้น เพราะ อาจขายรถได้เพิ่มขึ้นจากราคาที่ถูกลง
หรือเรื่อง การขอนำเงินค่าซื้อรถใหม่คันละ 50,000 บาท ไปหักลดหย่อนภาษี ถ้าคิดลึกสักนิดจะเห็นว่า วงเงิน 50,000 บาท ก็เท่ากับ “เงินดาวน์รถ” ทั่วไป ข้อเสนอนี้เท่ากับว่า บริษัทรถยนต์ต่างชาติขอให้ รัฐบาลไทยเอาเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศไปจ่ายเป็น “ค่าเงินดาวน์รถ” แทนผู้ซื้อรถ เพื่อให้บริษัทรถยนต์ต่างชาติขายรถได้มากขึ้น
เป็นข้อเสนอที่ “เห็นแก่ตัวขนาดไหน” ผมไม่อยากวิจารณ์ ขอให้ประชาชนคนไทยทุกคน และ ครม.เศรษฐกิจ ไปคิดกันเอาเอง
แต่ที่มันรับไม่ได้ก็คือ รัฐมนตรีชาญชัย เสนอเรื่องที่เห็นแก่ตัว อย่างนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางความเดือดร้อนของคนไทยที่ยากจน 50-60 ล้านคน
ไม่รู้สึกรู้สากันบ้างหรือ
แม้แต่บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง จีเอ็ม และไครส์เลอร์ รถสายพันธุ์อเมริกันเอง วันนี้ก็มีข่าวว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะ ไม่อุ้มอีกแล้ว ปล่อยให้ ล้มละลาย แก้ปัญหากันเอง เพราะเงิน ก้อนแรกที่รัฐบาลบุชช่วยไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์หมดแล้ว แถมผู้บริหารบริษัทรถยนต์ก็ไม่สำนึก จะนั่งเครื่องบินเจ๊ทส่วนตัวไปขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล จนถูกสื่อด่าเปิง
ในเมืองไทยก็เหมือนกัน รถยนต์ฮอนด้า ก็เพิ่งจัดแข่งขันกอล์ฟ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2009 ชิงเงินรางวัล 1.45 ล้านเหรียญ ประมาณ 52 ล้านบาท จบไปเมื่อวานนี้เอง ถ้ารวมค่าจัดการแข่งขัน ค่าตัวนักกอล์ฟด้วยก็คงไม่หนี 150-200 ล้านบาท ยังใช้เงินกันฟู่ฟ่า ไม่เห็นว่าบริษัทรถยนต์จะเดือดร้อนตรงไหนจนต้องลดภาษีช่วย
แล้ว นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม จะเอาเงินภาษีของคนไทยทั้งชาติไปอุ้มบริษัทรถยนต์ต่างชาติที่ยังรวยเละ เอาอะไรคิดนะเนี่ย.
“ลม เปลี่ยนทิศ”