WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 3, 2009

ประชา” หลบฉากหารือพรรคเพื่อไทย

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 2 มี.ค.2552 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน ที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่าจะมีการหารือระหว่างแกนนำพรรคเพื่อไทย พล.ต.อ.ประชา และนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ในช่วงเย็นวันที่ 2 มี.ค. ว่า ได้รับทราบว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยประสานงานมาจริง เพื่อให้ตนไปหารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลร่วมกับนายเสนาะในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ แต่เนื่องจากติดภารกิจอยู่ต่างจังหวัด ทำให้ไม่สามารถไปร่วมหารือกับพรรคเพื่อไทยได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 12 ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินจะมีการหารืออีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค.

แพลมไต๋ไม่ร่วมลงชื่อญัตติซักฟอก

ขณะที่นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากพรรคเพื่อไทยขอให้ พล.ต.อ.ประชาและ ส.ส.ในกลุ่มไปร่วมหารือเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ ส.ส.ในกลุ่มเห็นร่วมกันว่าจะขอยืนยันความเป็นกลางทางการเมือง จึงจะไม่ร่วมลงชื่อในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่จะขอดูข้อมูลของฝ่ายค้านก่อนว่ามีความชัดเจนที่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของรัฐบาลอย่างไร ถ้ามีความชัดเจนเราก็จะทบทวนท่าทีอีกครั้ง

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคราษฎร กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย เพราะยังไม่มีข้อมูลการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาลที่ทำความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประเด็นที่พรรคเพื่อไทยจะหยิบยกขึ้นมาอภิปรายควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของรัฐบาล นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยควรจะปรึกษาหารือทางการเมืองกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในการทำงานร่วมกันด้วย

พท.แก้เกี้ยวเลื่อนถกแกนนำฝ่ายค้าน

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากประสานไปยังนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ที่ปรึกษาพรรค เพื่อไทย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อหารือร่วมกันถึงจุดยืนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเย็นวันเดียวกันนี้ ปรากฏว่ามีผู้ใหญ่บางคนไม่สะดวก จึงต้องเลื่อนการหารือออกไปเป็นวันที่ 5 มี.ค. แต่ยังไม่ตกลงสถานที่ ส่วนกรณีที่ 12 ส.ส.กลุ่มพล.ต.อ.ประชาจะไม่เข้าร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะได้ประกาศเป็นกลางทางการเมืองนั้น ไม่เป็นไร หากประสานกับ พล.ต.อ.ประชาแล้วจะส่งใครมาร่วมหารือก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรายืนยันในฐานะที่เป็นพรรคเสียงข้างมาก เมื่อมีมติเกี่ยวกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร ตามมารยาททางการเมืองจะต้องแจ้งให้ทราบ ส่วน ส.ส.ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแนบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เมื่อมีมติเลือกใครจะแจ้งให้แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านรับทราบ เวลานี้ถ้าไม่มีใครเสนอตัวบุคคลมาก็ยังเป็นชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

ไม่สน “เหนาะ” ขวาง “เหลิม”

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายเสนาะไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นนายกฯ นายวิทยากล่าวว่า เข้าใจดี จึงต้องหารือกับนายเสนาะที่เป็นผู้ใหญ่มีเหตุผล เราก็ต้องฟัง แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมากมีมติเช่นนี้ ต้องแจ้งให้ทราบตามมารยาททางการเมือง ที่เรานัดหารือกับนายเสนาะก็เป็นไปโดยมารยาท ที่ผ่านมาตนและ ร.ต.อ.เฉลิมไปหารือกับนายเสนาะรอบหนึ่งแล้ว เพื่อหารือถึงประเด็นการอภิปราย นายเสนาะไม่ได้ติดใจในประเด็นอภิปราย เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยหวั่นไหวแค่ไหนที่กลุ่ม ส.ส.ของ พล.ต.อ.ประชาและพรรคประชาราชจะสนับสนุนรัฐบาล นายวิทยาตอบว่า เรื่องนี้เราไม่เป็นห่วง ทุกคนทุกพรรคมีจุดยืนมีอุดมการณ์ อยู่แล้ว ต้องเคารพซึ่งกันและกันแฉ รมต.โอนเงินล้านให้คนใกล้ชิด

นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมคณะทำงานด้านกฎหมาย ของพรรคว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการถอดถอนรัฐมนตรีหลายคนฐานทุจริตและกระทำผิดกฎหมายเช่น มีรัฐมนตรีคนหนึ่งโอนเงินหลายล้านบาทให้กับคนใกล้ชิดที่อดีตเคยเป็นผู้จัดการห้าง ขณะนี้กำลังตรวจสอบข้อมูลทั้งเก่าและใหม่ที่เชื่อมโยงกัน ผู้สื่อข่าวถามว่าคนใกล้ชิดดังกล่าวเป็นกิ๊กใช่หรือไม่ นายศักดาตอบว่า ต้องบอกว่าเป็นคนใกล้ชิด ส่วนการเสนอชื่อ ส.ส.เป็นนายกฯ แนบท้ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น คณะผู้บริหารและแกนนำพรรคเพื่อไทยจะประชุมหาข้อสรุปกันในวันที่ 3 มี.ค.นี้

วิปรัฐบาลแก้ลำญัตติซักฟอก

ขณะที่นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล แถลงว่า ในการประชุมวิปรัฐบาลวันเดียวกันนี้ได้หารือถึงกรณีฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยได้วางกรอบการรับมือ 6 ข้อได้แก่ 1. จะให้เกียรติฝ่ายค้านในการรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และจะชี้แจงด้วยข้อมูลเหตุผล 2. จะดำเนินการให้มาตรฐานการอภิปรายของฝ่ายค้านสูงขึ้น โดยไม่ประท้วงแบบหยุมหยิม 3. ให้ความร่วมมือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ บริหารจัดการประชุมเป็นไปตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด 4. จะตั้งทีมช่วยสรุปข้อมูลแก่รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย เพื่อนำไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน 5. วิปรัฐบาลจะเป็นศูนย์กลางให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนได้ตลอดเวลา 6. ตั้งคณะทำงานติดตามประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนสับสนกับข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย

ยันไม่ตั้งองครักษ์พิทักษ์ รมต.

นายชินวรณ์กล่าวว่า วิปรัฐบาลจะติดตามว่าฝ่ายค้านจะนำประเด็นใดมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ และจะอภิปรายใครบ้าง หากฝ่ายค้านจะเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ควรจะเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและเป็นผู้นำฝ่ายค้านด้วย เพื่อให้กระบวนการทำงานในสภามีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะไม่มีการตั้งองครักษ์มาตอบโต้แทนรัฐมนตรี หรือให้ ส.ส.มาดูแลรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่ารัฐมนตรีชุดนี้มีความพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจรัฐไปกีดกันฝ่ายค้านไม่ให้ทำหน้าที่ในสภา เท่าที่ดูไม่เป็นห่วงรัฐมนตรีคนใดเลย เพราะรายชื่อผู้ที่ถูกอภิปรายนั้นไม่อยู่ในข่ายบกพร่องตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงนายกฯก็ถือว่าสอบผ่านในเวทีระดับนานาชาติ

ลูก “ปองพล” ย้ำจุดยืนสังกัด ภท.

ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย บุตรชายนายปองพล อดิเรกสาร อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า วันที่ 3 มี.ค.นี้ จะไปร่วมประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเป็นครั้งที่ 2 แม้ว่าทางนิตินัยจะเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ทางพฤตินัยถือว่าเป็นคนของพรรคภูมิใจไทยแล้ว และที่ผ่านมาไม่เคยไปประชุมร่วมกับพรรคเพื่อไทยเลย เรื่องการโหวตในสภาก็ต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป บางเรื่องอาจจะโหวตให้พรรคเพื่อไทย แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ส่วนเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น คงต้องดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง.

ตกงาน-แบงก์ทิ้ง โรงตึ๊งดุจเทพเจ้า

ที่มา ไทยรัฐ

ข้อมูลจากเว็บไซต์หนึ่ง ... ช่วงนี้ธุรกิจโรงรับจำนำทั้งในจีนและฟิลิปปินส์ ล้วนคึกคักไปด้วยจำนวนลูกค้าทุกชนชั้น ที่แห่กันขนข้าวของมีค่าและเครื่องใช้ในบ้านไปจำนำ

ในเว็บไซต์ได้ยกตัวอย่างชีวิตจริงของ นายจาง นักธุรกิจใหญ่เป็นถึงเจ้าของบริษัทเหล็ก ในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน ซึ่งออกมาสารภาพอย่างเปิดอกว่า นาทีนี้เขาจำเป็นต้องพึ่งพาบริการจากโรงรับจำนำ เพื่อให้ธุรกิจของตนเดินหน้าต่อไปได้

จางบอกว่า สาเหตุที่ทำให้เขาจำต้องบากหน้าไปพึ่งโรงรับจำนำ เป็นเพราะช่วงนี้ภาวะสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ ตกอยู่ในสภาพตึงตัว ธนาคารหลายแห่งไม่ยอมปล่อยเงินกู้ให้นักธุรกิจ ทำให้นักธุรกิจจีนจำนวนไม่น้อย ต้องหันไปพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากโรงจำนำแทน

ฮวงจิง ผู้ช่วยผู้จัดการโรงรับจำนำ Oriental Pawn นครเซี่ยงไฮ้ บอกว่า เวลานี้แบงก์หลายแห่งในจีน ปฏิเสธปล่อยเงินกู้ให้กับนักธุรกิจ ทำให้โรงรับจำนำซึ่งมีเงินทุนมากพอที่จะ ปล่อยกู้ระยะสั้น ให้แก่ลูกค้า กลายเป็นขุมทรัพย์ทางเลือกใหม่

ฮวงจิงบอกว่า ทรัพย์สินที่บรรดาเถ้าแก่ และหลงจู๊ที่เมืองจีน พากันขนไปจำนำ และจำนองไว้กับทาง โอเรียลตัล พอนมีแทบทุกชนิด

แม้แต่เจ้าของบริษัทผู้แทนจำหน่ายรถยนต์รายหนึ่ง ที่เซี่ยงไฮ้ เงินสดขาดมือ ล่าสุดเพิ่งตัดสินใจนำอพาร์ตเมนต์ของตนไปจำนอง เพื่อแลกกับวงเงินเครดิต 4 ล้านหยวน ต่อลมหายใจให้กับธุรกิจ

ประสบการณ์อับโชคทำนองนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับนักธุรกิจที่จีน

แถวย่านมากาตี กลางกรุงมะนิลา ศูนย์กลางการเงินของฟิลิปปินส์ ก็มีทั้งนักธุรกิจ ที่ขนเอาเพชรนิลจินดา ภาพเขียนติดฝาผนัง และสมบัติเก่าอีกหลายอย่าง ไปฝากไว้กับโรงตึ๊งชื่อดังกลางเมืองหลวง อย่าง อาเจนเซีย เดอ เอ็ม เปโนส เดอ มากาตี

ตามรายงานระบุว่า สาเหตุที่ทำให้โรงรับจำนำ หรือ PAWN SHOP ในฟิลิปปินส์ มีความคึกคักเป็นพิเศษในช่วงนี้ ก็มาจากเหตุผลเดียวกันกับที่เมืองจีน และทุกแห่งในโลกเวลานี้

นั่นคือ เศรษฐกิจย่ำแย่ ธนาคารพาณิชย์พากันส่ายหัว ไม่ยอมปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจ จะปล่อยกู้ให้ก็ต่อเมื่อผู้กู้ มีสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือไปค้ำประกันเท่านั้น

ชั่วโมงนี้ โรงตึ๊งที่ฟิลิปปินส์ จึงมีทั้งนักธุรกิจระดับไฮเอนด์ ที่ไม่ได้ล้มละลาย แต่ประสบปัญหาเงินช็อต หรือขาดมือระยะสั้น ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง ต้องการนำเงินสดไปหล่อลื่น เช่น นำไปจ่ายเงินเดือนให้พนักงานในบริษัท

ทำให้เวลานี้ธุรกิจรับจำนำในฟิลิปปินส์ ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ประมาณไม่ต่ำกว่า 14,000 แห่ง โดยแต่ละปีโรงรับจำนำเหล่านั้น มีสต๊อก หรือวงเงินรับจำนำหมุนเวียน ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านเปโซ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,400 ล้านบาท

เทียบกับสถานการณ์โรงรับจำนำในไทยบ้าง กล้วย ดีวัน ผู้จัดการร้านทรงพล แถว ซ.พยอม 3 ประตูน้ำพระอินทร์ อ.วังน้อย พระนครศรีอยุธยา เปิดรับจำนำและค้าของเก่าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ามาได้ 2 ปีแล้ว บอกว่า

ช่วงที่เพิ่งเปิดกิจการใหม่ๆเมื่อปี 2550 แต่ละวันมีของมาฝากจำนำอย่างล้นหลาม ทั้งทีวีสี ตู้เย็น กล้องดิจิตอล และโทรศัพท์มือถือ

เสี่ยกล้วยบอกว่า ลูกค้าที่ไปใช้บริการกับเขา กว่าร้อยละ 80 เป็นหนุ่มสาวโรงงานจากนิคมอุตสาหกรรมนวนคร นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค

จุดเด่นของโรงตึ๊งแห่งนี้ เป็นที่เลื่องลือในแง่การตีและให้ราคาทรัพย์จำนำ สูงกว่าโรงรับจำนำทั่วไปในละแวกเดียวกัน แต่ก็คิดดอกเบี้ยสูงกว่าโรงตึ๊งทั่วไปด้วยเช่นกัน

กล้วยยกตัวอย่าง ลูกค้าที่นำทรัพย์สินมาจำนำในราคา 1,000 บาท ภายใน 1 เดือน เขาคิดดอกเบี้ย 50 บาท และให้เวลาไถ่ถอนคืนไม่เกิน 37 วัน

หากพ้นกำหนด ยังไม่มาไถ่ หรือต่อดอกเบี้ย ถือว่าทรัพย์ชิ้นนั้น หลุดจำนำ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้รับจำนำทันที

เสี่ยกล้วยบอกว่า ช่วงที่เปิดร้านใหม่ๆ เมื่อปี 2550 เศรษฐกิจยังไม่เลวร้ายเท่านี้ เขาเคยมีสต๊อกรับจำนำเฉลี่ยเดือนละ 1 แสนบาท เป็นอย่างต่ำ

ทรัพย์จำนำกว่าร้อยละ 80 เป็นพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทีวีสี โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ตู้เย็น และนาฬิกาข้อมือ

ส่วนทองคำรูปพรรณ เขาบอกว่า ตัวเองตาไม่ถึง จึงไม่กล้ารับไว้

ช่วงนั้นเศรษฐกิจยังพอไปได้ ลูกค้ายังมีงานทำ ไม่ค่อยมีใครปล่อยให้ของหลุด มีปล่อยหลุดบ้างไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ผิดกับเดี๋ยวนี้ โรงงานโละพนักงานออกกันรายวัน ลูกค้าของผมตกงานกันเป็นเบือ วงเงินรับจำนำต่อเดือนเลยร่วงลงเหลือแค่ 7-8 หมื่นบาท แต่สัดส่วนของหลุดจำนำพุ่งขึ้นเป็น 50 ต่อ 50

กล้วยบอกว่า นอกจากทรัพย์สินเบ็ดเตล็ด จำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีบ้างแต่ไม่บ่อยนัก ที่ลูกค้าคุ้นเคยกัน มีปัญหาเงินช็อตในช่วงสั้นๆ นำเล่มสมุดทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ พร้อมกับนำรถมาจอดทิ้งไว้เป็นประกัน

ถ้าเป็นคนคุ้นเคยกัน เอารถฮอนด้า เวฟ 125 ซีซี มาจอดและเอาเล่มมาทิ้งไว้ ผมให้ได้เต็มที่ 10,000 บาท คิดดอกเบี้ยเดือนละ 500 แต่รถต้องไม่ติดไฟแนนซ์นะ

เสี่ยกล้วยบอกว่า สินค้าฮอตฮิตที่มีคนนำไปจำนำกับเขามากที่สุด คือ ทีวีสี รองลงมา คือ โทรศัพท์มือถือ แต่เนื่องจากเดี๋ยวนี้โทรศัพท์มือถือเป็นสินค้าที่ตกรุ่นง่าย เขาจึงต้องคิดอัตราดอกเบี้ยแพงกว่าสินค้าอย่างอื่น ประมาณเท่าตัว คือ ร้อยละ 10

เขาว่า เป็นที่น่าสังเกต ระยะหลัง เริ่มมีลูกค้ากลุ่มที่มีการศึกษาดี หรือเป็นถึงหัวหน้างานตามโรงงาน เริ่มนำ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไปจำนำกับเขามากขึ้น

ส่วนหนึ่งเป็นนักศึกษา ใช้ประกอบการเรียนและทำรายงาน อีกส่วนเป็นพนักงานระดับหัวหน้างาน ซึ่งเคยซื้อไว้ใช้เล่นเกม เห็นว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี มีไว้ก็ไม่จำเป็น จึงขนมาจำนำแลกเป็นเงินสด

สรุปแล้วนาทีนี้ เสี่ยกล้วยบอกว่า น่าจะเป็นช่วงขาขึ้นสำหรับธุรกิจรับจำนำ ใครมีเงินหมุนเวียนต่อเดือนสัก 3-4 แสนบาท ก็สามารถทำธุรกิจแบบเขาได้สบายมาก

เทียบกับ สุวิมล วิโนทก ผู้ช่วยผู้จัดการสถานธนานุบาล สาขาเมืองชลบุรี เธอว่า ช่วงที่ทองคำราคาพุ่งขึ้นไปถึงบาทละ 16,000 กว่าบาท มีลูกค้าแห่ไปไถ่ถอนทองที่จำนำไว้ นำไปขายคืนให้แก่ร้านทองเป็นจำนวนมาก

จนระยะหลังมานี้ สต๊อกของสถานธนานุบาลชลบุรี ลดลงอย่างฮวบฮาบ

แต่ขณะเดียวกัน เกิดปรากฏการณ์ใหม่ เธอว่า การที่ลูกค้าแห่ไปไถ่ทองคืนจากโรงตึ๊งของเทศบาล เพื่อนำไปขายคืนให้ร้านทอง ทำให้บรรดาเจ้าของร้านทองในเมืองชลฯหลายรายตกอยู่ในสภาพทรุดหนัก ขาดเงินหมุนเวียนที่จะรับซื้อทองคืนจากลูกค้า

สถานการณ์นี้ทำให้ร้านทองหลายแห่ง ทยอยขนเอาทองรูปพรรณ น้ำหนักรวมคิดเป็นเงินมหาศาล นำกลับไปฝากจำนำไว้ที่สถานธนานุบาลฯ โดยยอมจ่ายดอกเบี้ย เพื่อแลกเงินสดออกมาใช้หมุนเวียนภายในร้าน

ปกติเรารับจำนำไว้ได้สูงสุด รายละไม่เกิน 5 แสนบาท แต่เพราะมีผู้นำทองไปขายคืนให้แต่ละร้าน คิดเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ร้านทองแต่ละแห่ง จึงใช้วิธียกโขยงกันมาทั้งครอบครัว กระจายกันจำนำทองรายการละ 5 แสนบาท

สุวิมลบอกว่า เนื่องจากชลบุรีเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว และเมืองใหญ่ ช่วงเศรษฐกิจซบเซา จึงมีเจ้าของกิจการหลากหลายประเภท ที่พึ่งใครไม่ได้ ต้องหันมาพึ่งโรงรับจำนำแทน

นอกจากนี้ โรงรับจำนำทุกแห่งในเมืองชลฯ ยังต้องระแวดระวังลูกค้าอีกส่วน ที่แฝงตัวมาในคราบมิจฉาชีพ ออกตระเวนแหกตาโรงรับจำนำ ที่กำลังระบาดไปทั่ว

ตั้งแต่เศรษฐกิจไม่ดี มีคนตกงานกันมาก เราเจอมาแล้ว 3-4 ราย ส่วนใหญ่มารู้และตามจับได้ในภายหลัง แต่มีอยู่รายหนึ่ง จับได้คาหนังคาเขา พนักงานตรวจสอบของเรา ทดลองฝนดูกับหินลองทองตั้ง 3 รอบ ก็ยังเห็นข้างในเป็นเนื้อทองอยู่

แต่ยังเอะใจตรงที่น้ำหนักมากผิดสังเกต จึงขออนุญาตตัดสร้อยเพื่อพิสูจน์ ถึงได้รู้ว่าเนื้อในเป็นสร้อยเงินทั้งเส้น ชุบทองแท้มาหนาเตอะ

สุวิมลบอกว่า หลังจากถูกจับได้ และส่งให้ตำรวจดำเนินคดี ผู้ต้องหาสารภาพว่า เป็นอดีตช่างทำทองที่กรุงเทพฯ ตกงานกลับมาอยู่บ้าน ช่วงนี้ไม่มีจะกิน และไม่เหลือของอะไรให้จำนำ จึงตัดสินใจใช้ฝีมือและประสบการณ์เก่า แหกตาโรงรับจำนำ

สุวิมลทิ้งท้ายว่า

ยอมรับว่า เศรษฐกิจช่วงนี้ค่อนข้างสาหัส แม้ฟังจากที่ลูกค้าสารภาพแล้วรู้สึกเห็นใจ แต่คนผิด ก็ต้องว่าไปตามผิด”.

พึ่งหวยดีกว่า

ที่มา ไทยรัฐ

คำถามยอดฮิตที่ยังไม่มีคำตอบ...

ประเทศไทยจะเดินหน้าฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจอย่างไร โดยไม่บาดเจ็บสาหัส??

ยังตอบไม่ได้จนกว่าเชื้อไวรัสเศรษฐกิจจะออกฤทธิ์ถึงจุดสูงสุด

แม่ลูกจันทร์ ขอให้กำลังใจทีมหมอรักษาโรคเศรษฐกิจให้รับมือวิกฤติเศรษฐกิจเป็นผลสำเร็จ

แต่เนื่องจาก คุณหมอมาร์คกับ คุณหมอกรณ์เป็นหมอมือใหม่ไม่เคยผ่านประสบการณ์แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ใหญ่มหึมาอย่างนี้มาก่อน

นี่คือเหตุผลที่ นายกฯอภิสิทธิ์ ต้องเชิญคุณหมอใหญ่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังระดับรางวัลโนเบลมาเป็นที่ปรึกษารัฐบาลไทยในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ

ประเด็นที่น่าห่วงก็คือ นักเศรษฐศาสตร์ ต่างชาติ ซึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญเศรษฐกิจไทยอย่างลึกซึ้งอาจเสนอแนวทางแก้ไขที่ไม่ ตรงจุด??

แทนที่จะแก้ไขสำเร็จ ก็อาจหลงทางกลับบ้านไม่ถูก??

แม่ลูกจันทร์ เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องใช้คนไทยแก้ เพราะคนไทยรู้ปัญหาเศรษฐกิจไทยดีกว่าคนชาติอื่น

รัฐบาลจึงควรเชื้อเชิญผู้ที่เคยมีประสบ-การณ์วิกฤติต้มยำกุ้งมาเป็นที่ปรึกษา เพื่อช่วยกันระดมสมองคิดหาสูตรแก้วิกฤติเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์!!

ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจโดยไม่แบ่งขั้ว แบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งกลุ่ม

โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

ก็อยู่ที่ นายกฯอภิสิทธิ์จะเห็นด้วยกับไอเดียนี้หรือเปล่า??

อย่างไรก็ตาม แม่ลูกจันทร์ยังอุ่นใจที่รัฐบาลเริ่มยอมรับว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้หนักกว่าที่รัฐบาลคาดไว

การที่รัฐบาลปรับเป้าการส่งออกปีนี้จากบวกมาเป็นติดลบ 10 เปอร์เซ็นต์

ก็เท่ากับรัฐบาลยอมรับว่ารายได้ของประเทศปีนี้จะลดจากปีที่แล้วถึงเจ็ดแสนล้านบาท!!

วันนี้ รัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิชกำลังคิดหาวิธีที่จะหารายได้เพิ่มมาชดเชยรายได้ส่วนที่ขาด

แต่มันไม่ง่าย เพราะรายได้จากภาษีตกรูดมหาราชพร้อมกันหมด

ภาษีสรรพากร ก็ตกฮวบ เพราะธุรกิจเจ๊งกันเป็นแถบ

ภาษีสรรพสามิต ถึงแม้รัฐบาลจะเก็บภาษีน้ำมันอัตราสูงสุด แต่ยอดรายได้เนื้อๆเนตๆ ก็ยังต่ำกว่าปีก่อน

ภาษีศุลกากร เมื่อสินค้าออกติดลบ สินค้าเข้าก็ติดลบ รายได้ของรัฐก็หายไปอีกก้อนใหญ่

แม่ลูกจันทร์กระชุ่นรัฐมนตรีกรณ์ ให้ตัดสินใจเดินหน้าหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ให้คืนชีพกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

เพราะหวยบนดิน หรือหวยออนไลน์ จะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐบาลอีกปีละไม่ต่ำกว่าสองหมื่นล้านบาท!!

แถมยังสร้างงานสร้างรายได้ให้ตัวแทนขายหวยและคนเดินโพยหวยทั่วประเทศอีกนับแสนคนอีกตะหาก

สามปีเศษที่รัฐบาลหยุดออกหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ทำให้ธุรกิจหวยใต้ดินกลับมาเฟื˜องฟู มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าปีละสี่แสนล้านบาท

เจ้ามือหวยเถื่อนโกยกำไรรวยกันสะดือปูด

อนึ่ง กฎหมายให้อำนาจสำนักงานสลาก กินแบ่งรัฐบาลออกหวยออนไลน์ 2 ตัว 3 ตัว แบ่งเป็นรางวัล 60 เปอร์เซ็นต์ แบ่งค่าจัดการ 12 เปอร์เซ็นต์ และส่งเป็นรายได้เข้าคลังอีก 28 เปอร์เซ็นต์

หรือเท่ากับรัฐบาลจะมีรายได้ขั้นต่ำจากหวยบนดินเดือนละ 1,500 ล้านบาท

ผู้แทนจำหน่ายและคนเดินโพยจะมีรายได้เดือนละ 420 ล้านบาท

สำนักงานสลากฯในฐานะเจ้ามือ จะมีรายได้เพิ่มเดือนละ 112 ล้านบาท

การที่รัฐบาลหยุดหวยบนดินมา 3 ปี รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปฟรีๆเกือบหกหมื่นล้านบาท

สรุป ในภาวะที่รัฐบาลกำลังตูดขาด หวยบนดินจะช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง.

แม่ลูกจันทร์

อย่าดีกว่า

ที่มา ไทยรัฐ

ระยะนี้ดูเหมือนจะเห็นข่าวความเคลื่อนไหวของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.และประธาน คมช.มากขึ้น ถี่ขึ้น หลังจากเก็บตัวเงียบหายไปจากสังคมการเมืองและการทหารทำท่าเหมือนว่าจะปลีกวิเวกไปแล้ว

เจ้าของเกมยุทธ์ ลับ ลวง พรางที่เจ้าตัวดูจะภูมิอกภูมิใจกับแผนการนี้ว่าประสบผลสำเร็จเมื่อนำทีมทหารยึดอำนาจจากรัฐบาล ทักษิณเมื่อปี 2549 จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ในความหมายที่คิดว่าสำเร็จนั้น

ประเทศไทยต้องตกอยู่ใน กับดักการเมืองจนถึงวันนี้

จริงๆแล้วนับแต่การยึดอำนาจจนมีรัฐบาลใหม่ มีนายกฯ 3 คน มีเสื้อเหลือง+เสื้อแดงที่ยังเผชิญหน้ากัน แต่การเมืองไทยยังย่ำเท้าอยู่กับที่เพราะปัญหาความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะฟันฝ่าไปได้หรือไม่

ที่ว่าความขัดแย้งยังดำรงอยู่ก็คือการยังเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ กับฝ่ายต่อต้านที่แตกตัวเป็นเสื้อแดง-เสื้อเหลือง เช่นกันอดีตทักษิณที่เคยประกาศจะวางมือทางการเมืองก็ไม่ได้วางจริง หนำซ้ำยังประกาศต่อสู้ทุกรูปแบบ

ซึ่งการเมืองวันนี้กลายเป็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงอยู่ข้างหนึ่ง ประชาธิปัตย์รัฐบาลอันประกอบไปด้วยพรรคร่วม 4 พรรค คือ ภูมิใจไทย รวมใจไทยชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนาและเพื่อแผ่นดิน กลุ่มเสื้อเหลืองอีกข้างหนึ่ง

ว่าให้ถึงที่สุด ณ วันนี้น่าจะเป็น ทักษิณกับประชาธิปัตย์ เสื้อเหลืองและภูมิใจไทย ซึ่งภูมิใจไทยนั้นเป็นการรวมตัวของ 1 พรรค กับอีก 1 กลุ่ม คือ มัชฌิมาธิปไตยและเพื่อนเนวินที่แยกจากพรรคพลังประชาชน

ไม่ยอมอยู่ใต้อุ้งมือ นายใหญ่อีกต่อไป

ไม่รู้ว่าผลการเมืองที่ออกมาอย่างนี้อยู่ในแผนลับ ลวง พรางหรือไม่ แต่นั่นหมายถึงว่าการยึดอำนาจที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแม้แต่น้อย เพียงแต่เป็นแค่การเว้นวรรคการเมืองในรูปลักษณ์ประชาธิปัตย์ มาเป็นอำนาจทหารมากกว่า

ยิ่งในห้วงระหว่างยึดอำนาจอยู่แม้จะมีอำนาจที่จะดำเนินการหรือแก้ไขปัญหาของประเทศให้เข้ารูปเข้ารอยได้มากกว่านี้ แต่ทำไม่ได้ ทำไม่ สำเร็จและพูดง่ายๆแทบจะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศเท่าใดนักแต่กลับทิ้งร่องรอยความขัดแย้งให้ลึกลงไปอีก

อะไรที่ควรทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติก็ไม่ได้ แต่ไปทำที่ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผลมากนัก ว่าไปแล้วก็แค่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเท่านั้น

ว่ามาเสียยืดยาว จริงๆแล้วต้องการจะกล่าวถึง พล.อ.สนธิ ที่กำลังมีข่าวว่าจะเล่นการเมือง จะตั้งพรรคการเมือง ล่าสุดก็แอบไปเรียนระดับปริญญาเอก สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ ม.รามคำแหง ต่างๆเหล่านี้มันทำให้ เกิดความเข้าใจกันว่าจะเอาแน่ทางการเมือง

แม้เจ้าตัวยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจน มีแต่ว่าเอาไว้หลังรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พ้นไปแล้วทำนองว่าผิดหวังที่ทำอะไรไม่ได้อย่างใจ ถ้าย้อนเวลาได้คงเป็นนายกฯไปแล้ว

นั่นแสดงว่า พล.อ.สนธิยังสนใจยังติดใจกับอำนาจ มองอย่างวิเคราะห์ ลักษณะก็พอจะชี้ว่ามีโอกาสที่จะเล่นการเมืองมาก เพียงแต่จะตั้งพรรค เองหรือไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น เพราะข่าวว่ามีความสัมพันธ์กับนักการ เมืองที่ไม่ธรรมดา ขณะเดียวกันก็จะเอาเพื่อนร่วมรุ่นมาร่วมงานการเมืองกันด้วย

แต่เท่าที่ดูเพื่อนร่วมรุ่นแต่ละคนดูไม่ค่อยอยากจะเข้ามาสู่ถนนการเมืองแล้ว เพียงชีวิตหลังเกษียณก็มีความสุขดีแล้ว มีก็เพียงแค่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพียงคนเดียวที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหม

ไม่รู้ว่าอดีตประธาน คมช.จะเล่นหรือไม่เล่น แต่ในความเห็นแล้วอย่าดีกว่าเพราะเชื่อว่าจะเป็นเป้า นิ่งทางการเมืองทันที เพราะมันมีตราประทับ แล้วและยิ่งจะทำให้การเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาอีก

อยู่บ้านเลี้ยงหลานน่าจะมีความสุขและช่วยชาติได้มากกว่า.

สายล่อฟ้า

กลับสู่โลกความตริง

ที่มา ไทยรัฐ

กลองดังเองโดยไม่ต้องมีคนตี

กับบทที่ “เดอะคึก” นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายกก้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โกอินเตอร์ไปแล้ว หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

เชียร์กันเองออกหน้าออกตา นี่แหละ “ผู้นำอาเซียนตัวจริง”

รับไม้ต่อมุกจากนายกฯอภิสิทธิ์ ที่นำทีมแถลงผลประชุมอาเซียนซัมมิทสุดเจ๋ง พูดเต็มปากเต็มคำ สามารถทำให้ทั่วโลกมั่นใจสถานการณ์การเมืองไทยเข้าสู่ภาวะปกติ

“อภิสิทธิ์” นำหางเครื่อง ช่วยกันตีปี๊บผลงานโบแดง เชียร์แขกประชาธิปัตย์

ให้สมกับที่ทุ่มทุนสร้าง หวังแจ้งเกิดกันเต็มที่

เอาเป็นว่า นาทีของการช่วยกันโปรยผักชีโรยหน้าประเทศไทย โลกแห่งความฝันหรูๆในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

กลับเข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบัน

วันที่ต้องเผชิญกับโลกของความเป็นจริง โลกที่นายกฯอภิสิทธิ์ต้องเจอกับคำถามร้อนๆจากนักข่าว กรณีประชาชนส่วนหนึ่งไม่สนใจรับเช็คเงินสด 2,000 บาท ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากวิธีการยุ่งยาก

ไม่ถึงมือกลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนจริงๆ

ขณะที่โพลระบุคนที่รับเงิน 2,000 บาท มีแนวโน้มเอาไปเก็บไว้ ไม่นำมาใช้จ่าย สวนทางกับวัตถุประสงค์อัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเศรษฐกิจ

ยังไม่ทันแจก ก็ส่อเค้ามั่ว

ออกตัวกระตุก มือใหม่หัดประชานิยมใจฝ่อก็แล้วกัน

ที่แน่ๆโดยอาการมันฟ้องอย่างที่เห็นๆกัน ถ้ามั่นใจในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกฯอภิสิทธิ์คงไม่สั่งให้นายกรณ์ จาติกวณิช ขุนคลัง เดินหน้ากู้เงินจากต่างประเทศ มาโปะงบประมาณล่วงหน้า

ออกตัวย้ำแล้วย้ำอีก ให้ประชาชนทำใจล่วงหน้ากับตัวเลขเศรษฐกิจที่ดิ่งวูบ

“สองกุมาร” เริ่มไฟลน

ในขณะที่ตัวเลขคนตกงานก็เป็นข่าวร้ายรายวัน ตอกย้ำสถานการณ์ที่ไม่สามารถกลบเสียงวิจารณ์ของสถาบันเศรษฐกิจต่างชาติได้

ไหนจะสัญญาณร้อนๆจากกองทัพที่ทรงพลังมากสุดของเมืองไทย

โดยอาการขยับของม็อบเกษตรกรเคลื่อนพลกดดันรัฐบาลจากปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ทั้งม็อบมันสำปะหลังบุกล้อมกระทรวงพาณิชย์ ม็อบข้าวโพดปิดถนนประท้วง กลุ่มเกษตรกรโคนม

เทน้ำนมดิบทิ้งประจาน

ในอารมณ์เดือดดาลขึ้นทุกขณะ

สารพัดเผือกร้อนที่ผูกโยงกันเป็นลูกโซ่ เป็นโดมิโนที่เสี่ยงล้มทั้งกระดาน

“งานช้าง” สำหรับเด็กสองคน

แม้โดยยุทธศาสตร์ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่พยายามปั่นกระแสความสำเร็จในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โหมตีปี๊บ กู้ภาพความเชื่อมั่นประเทศไทย กลบปมขบเหลี่ยมทางการเมืองระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง

นัยว่า “อภิสิทธิ์” คุมเกมไว้ได้แล้ว

แต่ลึกๆก็ซ่อนอาการ “กลัวเงา” ของ “ทักษิณ” ไม่อยู่ แค่โผล่มาแหย่จะได้คิวพูดในเวทีนักข่าวต่างชาติ จี้จุดอ่อนเรื่องเสียวๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์และหางเครื่องถึงกับนั่งไม่ติด

ตีเกราะ เคาะไม้ ขู่ลากคอกลับไทย

โดยเกมแย่งพื้นที่ข่าวทางสื่อมวลชน บลัฟกันในยุทธศาสตร์ชิงกระแส

แต่จริงๆเลย นายกฯอภิสิทธิ์ก็รู้อยู่แก่ใจ “ทักษิณ” ยังเป็นไฮไลต์ โผล่มาทีไรก็ก่อแรงกระเพื่อมต่อสถานะของรัฐบาลทุกทีไป

เอา “ทักษิณ” ไม่อยู่

อย่างเก่งก็แค่สร้างข่าวกลบกระแส เหมือนล่าสุดที่เปิดมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

อยู่ๆสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ก็เปิดโพย ครม. “ทักษิณ” ปี 2545 เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาล็อกสเปกนมโรงเรียน ชงนาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟันเข้าข่าย พ.ร.บ.ฮั้วประมูล

เปิดปมทุบกันดื้อๆ

ในขณะที่อีกฝ่ายก็มีข่าวล่ามาไวถูกปล่อยออกมาจากลูกข่ายนายใหญ่ ทางการประเทศอังกฤษได้ออกเรสซิเด้นท์ วีซ่า ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พำนักยาวเป็นระยะเวลา 5 ปี

ชิงกระแส บลัฟกันช็อตต่อช็อต.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“สุเมธ” เปิดใจงานอำลาตำแหน่ง

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 2 มี.ค.2552 ที่สำนักงาน กกต. นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวเปิดใจในงาน “กกต.พบสื่อมวลชน 899 วันบนเส้นทางการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อชาติ” เป็นการอำลาการพ้นวาระของนายสุเมธในวันที่ 8 มี.ค. เพราะมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 232 วรรคสามว่า ตั้งแต่วันนี้จะไม่เข้าร่วมประชุม กกต. จะได้ไม่ต้องเซ็นคำวินิจฉัยหลัง จากสัปดาห์นี้ ทั้งนี้อยากให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนมาจากสายรัฐศาสตร์ เพื่อมาช่วยกันพัฒนาและจัดรูปแบบ องค์กร เนื่องจากตอนนี้ที่มีอยู่เป็นนักกฎหมาย ผู้พิพากษา อัยการ ซึ่งไม่ถนัดงานบริหารงาน ทำให้การจัดงานฝ่ายบุคคลล่าช้า ส่วนการเมืองหลังจากนี้น่าจะดีขึ้น ดวงเมือง น่าจะดีขึ้น วิกฤติต่างๆน่าจะหายไป ทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ไม่ว่าจะรักสีอะไรก็อยากให้บ้านเมืองสงบกันทั้งนั้น

รับ กกต.เป็นของปลอม

นายสุเมธกล่าวว่า ขณะนี้อาจมีปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งแล้ว ใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่สรรหา กกต. เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 ระบุถึง การสรรหา กกต.มี 2 ส่วน คือ มาจากส่วนของคณะกรรมการสรรหาจำนวน 3 คน และส่วนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน แล้วจึงเสนอให้วุฒิสภารับรอง แต่เมื่อครั้งที่มีการแต่งตั้งให้ตนเป็น กกต.ในขณะนั้น เป็นช่วงที่ คมช.ออกประกาศแต่งตั้งเมื่อปี 2549 ทำให้ ไม่สามารถระบุได้ว่า ตนจะมาจากส่วนใดที่รัฐธรรมนูญกำหนด และใครจะเป็นผู้คัดเลือกคนมาแทนหากพ้นจากตำแหน่งไป และหากจะใช้มาตรา 7 ที่บอกว่า ถ้าไม่มีบทบัญญัติใดให้ดำเนินการตามประเพณี แต่เรื่องนี้ก็ไม่ เคยมีประเพณีมาก่อน เพราะเรามี กกต.ตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 จะมองเป็นประเพณีได้หรือไม่ เรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วอาจต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ “ผมยอมรับว่า กกต.ชุดนี้เป็นของปลอม เพราะถูกตั้งโดย คมช. ไม่ได้ถูกตั้งมาตามรัฐธรรมนูญ หรือได้รับการโปรดเกล้าฯ เรื่องนี้ไม่ขอโต้เถียงใครที่กล่าวหา แต่ผมเห็นว่า แม้ไม่ ได้มาตามรัฐธรรมนูญแต่กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ทำได้”

แนะลดบทบาทตุลาการภิวัตน์

ต่อข้อถามว่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวน-การตุลาการภิวัตน์ มองอนาคตของตุลาการภิวัตน์อย่างไร นายสุเมธตอบว่า เรื่องนี้พูดยาก แต่หากบ้านเมืองเรียบร้อยอยากเห็นตุลาการกลับเข้ากรมกอง ชีวิตการเป็นศาลกับ การอยู่ข้างนอกไม่เหมือนกัน หากออกมามากๆกลัวจะเหลิง เพราะการเมืองต้องเจอหลายประเภท การที่ศาลจะกลับได้ต้องอยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้ต้องให้ บ้านเมืองสงบ รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะเหมาะกับสถานการณ์ในขณะนั้น รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เหมาะกับการแก้ปัญหาช่วงนั้น หรือมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค เมื่อมาถึงตอนนี้ต้องดูว่าสมควรหรือไม่ เช่น ผู้จัดการทำผิดจำเป็นต้องยุบบริษัทเลยหรือ การให้ยาแรงอาจจำเป็นในเวลานั้น แต่ตอนนี้ที่ไข้ยังไม่มาก ให้ยาแรงมากไปเดี๋ยวจะตายกันหมด.

Monday, March 2, 2009

ดีเอสไอส่งสำนวนเงิน 258 ล้านให้ กกต.สอบ สัปดาห์หน้า

ที่มา MCOT News

กกต. 2 มี.ค.- “สดศรี” เผยสัปดาห์หน้าดีเอสไอเตรียมส่งสำนวนเรื่องการบริจาคเงิน 258 ล้านบาทเข้าพรรค ปชป. และปัญหาการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์ให้ กกต.สอบ ชี้หากพบผิดจริง กก.บห.พรรคในปี 48 ต้องถูกดำเนินคดีตาม กม.

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะส่งสำนวนสอบสวนเส้นทางการเงิน 258 ล้านบาท ของบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่บริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ และเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 23 ล้านบาท ที่อาจใช้เงินผิดวัตถุประสงค์มาให้ กกต.สอบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง ว่า ขณะนี้ กกต.ได้รับการติดต่อจากดีเอสไอแล้วว่า จะให้ กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ลงนามพร้อมที่จะส่งข้อเท็จจริงมาให้ กกต. ซึ่ง กกต.จะต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอพยานหลักฐานจากดีเอสไอ เพื่อ กกต.จะได้รู้ว่า มีเส้นทางการเงินอย่างไร

นางสดศรี กล่าวว่า ดีเอสไอจะส่งสำนวนเรื่องการบริจาคเงิน 258 ล้านบาท และเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 23 ล้านบาท ที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์ของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2548 รวมทั้งข้อมูลเรื่องเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่นำไปให้บริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด มาให้ กกต.ด้วย เพราะดีเอสไอระบุว่า เรื่องนี้ต้องให้ กกต.สอบ เพราะเกี่ยวข้องการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง เป็นเรื่องที่ กกต.พิจารณาโดยตรง ไม่ใช่ดีเอสไอ ส่วนเส้นทางการเงินจะเกี่ยวข้องกับบริษัทเมซไซอะฯ หรือไม่ ดีเอสไอจะส่งสำนวนมาให้ กกต.ในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ หากดีเอสไอส่งสำนวนการสอบสวนมาได้ทั้งหมด กกต.คงพิจารณาไม่นาน

“กกต.จะต้องดูหลักฐานจากดีเอสไอที่สอบไปแล้วว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริษัท เมซไซอะฯ เกี่ยวข้องอะไรกับการนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 23 ล้านบาทไปใช้เป็นค่าโฆษณา ซึ่ง กกต.จะพิจารณาเพียงว่า มีการใช้เงินผิดประเภทหรือไม่ เป็นตามโครงการของ กกต.หรือไม่” นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี กล่าวว่า ส่วนบทลงโทษหากนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปใช้ผิดวัตถุประสงค์นั้น หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในขณะนั้นอาจต้องถูกลงโทษทางอาญา โดยจำคุกและปรับ ส่วนจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ คงต้องมาดูข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพราะในช่วงปี 2548 ยังใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อยู่ ซึ่งโทษในมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เกี่ยวกับยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนั้น ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มี ดังนั้น จึงมีปัญหาว่าจะยุบพรรคได้หรือไม่ คงต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า จะย้อนหลังได้หรือไม่ และเรื่องนี้หากพบว่ามีความผิดจริง กรรมการบริหารพรรคในขณะนั้นจะต้องถูกโทษตามกฎหมาย

“กฎหมายปกติจะไม่มีการย้อนหลัง แต่ถ้ามองคดียุบพรรคไทยรักไทยก็ไม่แน่ใจว่าย้อนหลังได้หรือไม่ ทั้งนี้ กกต.จะส่งศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ คงต้องดูข้อเท็จจริงก่อนว่า มีการใช้เงินผิดประเภทและเป็นไปตามแผนการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอมายัง กกต.เมื่อปี 2548 หรือไม่ ขอยืนยันเรื่องนี้ กกต.ตรวจสอบไม่ยาก เพราะดีเอสไอได้สอบสวนมาแล้ว กกต.คงนำสำนวนสอบของดีเอสไอมาสอบเป็นประเด็นหลัก รวมทั้งสอบพยานบุคคลตามที่ได้ระบุว่า มีการใช้จ่ายเงินดังกล่าวผิดวัตถุประสงค์ด้วย ทั้งนี้ การนำเงินกองทุนไปใช้ผิดประเภทจะเข้า พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดย พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2541 และปี 2550 ก็มีบทบัญญัติใกล้เคียงกันอยู่แล้ว โทษก็คล้ายกัน” นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี กล่าวอีกว่า แม้ กกต.เคยตอบกลับไป ดีเอสไอว่า ไม่พบการใช้เงินผิดแผนการในปี 2548 แต่เป็นการตรวจสอบเฉพาะเอกสารที่มีการว่าจ้างเท่านั้น ยังไม่ได้ตรวจสอบลงไปลึกถึงว่า มีการทำป้ายโฆษณาหาเสียงจริงหรือไม่ ทั้งนี้ หากดีเอสไอมีหลักฐานลึกกว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ กกต.จะเข้าไปพิจารณาว่า บริษัทที่ตรวจสอบบัญชีงบดุลขณะนั้น มีความผิดพลาดหรือไม่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-02 17:58:03

เปิดงบการเงิน ปชป .ตามล่า 23 ล้านปริศนา จ้างเมซไซอะฯทำป้ายหาเสียง จริงหรือเท็จ ?

ที่มา มติชนออนไลน์

ยังเป็นปริศนากรณีเงิน 23 ล้านบาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการจัดสรรจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองและทางพรรคนำไปว่าจ้างบริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ด้วยเช็คจำนวน 8 ฉบับเพื่อจ้างทำป้ายโฆษณาหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2548


แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(อีเอสไอ)อ้างว่า จากการสืบสวนสอบสวน ไม่พบว่า มีการทำป้ายโฆษณาหาเสียงจริง กลับมีการถอนเงินสดออกมาหิ้วไปให้ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ทำให้ดีเอสไอส่งเรื่องดังกล่าวไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ตรวจสอบเพราะ ถ้าไม่มีการนำเงินจากกองทุนเพื่อพัฒนาการเมืองไปใช้ทำป้ายหาเสียงจริงหรือ"ป้ายลม" ก็เข้าข่าย ผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 82 (ปัจจุบันใช้ปี 2550 ซึ่งมีบทบัญญัติที่เหมือนกัน) ซึ่งกำหนดว่า การใช้เงินจากกองทุนดังกล่าวต้องไปตามที่กฎหมายกำหนดโดยพรรคการเมืองต้องจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินดังกล่าว (มาตรา 77) และต้องจัดทำรายการการใช้เงินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงยื่นต่อ กกต.ภายในเดือนมีนาคมของเดือนถัด


ทั้งนี้ โทษของการฝ่าฝืนมาตราดังกล่าว ถึงขั้นยุบพรรคประกอบ( มาตรา 93 ) ที่ระบุว่า พรรคการเมืองใดไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 82 ให้ยุบพรรคการเมืองนั้นโดยให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่ความปรากฏต่อนายทะเบียน


แต่เป็นเรื่องน่าแปลก เพราะถ้าข้อมูลของดีเอสไอ เป็นความจริง ทำไม จนบัดนี้ กกต.จึงยังไม่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเหมือนกับกรณีอื่นๆซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร เพราะการใช้เงินถึง 23 ล้านบาทว่าจ้งทำป้ายโฆษณาตรวจสอบได้จากเอกสารต่างๆอยู่แล้ว เช่น สัญญาจ้างระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับบริษัทเมซไซอะฯ หรือแม้แต่ใบกำกับภาษีที่ดีเอสไออ้างว่ าเป็นใบกำกับภาษีปลอม


อย่างไรก็ตามเพื่อให้ข้อมูลเรื่องนี้แก่สาธารณชน "มติชนออนไลน์" จึงตรวจสอบงบการเงินประจำ 2548 ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เววชาชีวะ หัวหน้าพรรค(รับช่วงต่อมาจากนายบัญญัติ บรรทัดฐาน)และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เหรัญญิกพรรคเป็นผู้ลงนามและนำส่งให้แก่ กกต.เพื่อดูว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองเท่าไหร่และนำไปใช้อะไรบ้าง


ในปี 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินสนับสนุนจาก กกต. 68,558,340.05 บาท ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์กำหนดว่า จะนำไปใช้ในแผนงานต่างๆ 18 รายการ เช่น สนับสนุนระบบไอที 2 ล้านบาท จัดพิมพ์นโยบายพรรค 1.5 ล้านบาท อบรมพัฒนาบุคคลากร 1 ล้านบาท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีสาขา 5.6 ล้านบาท ประชุมใหญ่สามัญภายในพรรค 2.6 ล้านบาท


อบรมสมาชิกและหาสมาชิกเพิ่ม 2 ล้านบาท สนับสนุนสื่อสิงพิมพ์นโยบายผลงานพรรค 4.798 ล้านบาท อบรมและสัมมนาประชาธิปัตย์เพื่อประชาชน 4 แสนบาท ให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชน 5 แสนบาท ฯลฯ


แต่ที่เป็นงบก้อนใหญ่ที่สุดจัดทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์(ขนาดใหญ่-บิล บอร์ด) 10 ล้านบาท และทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์(ขนาดเล็ก-ฟิวเจอร์บอร์ด) 19 ล้านบาท รวมแล้ว 29 ล้านบาท มากว่า 23 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว


อย่างไรก็ตาม เงิน 29 ล้านบาทที่ระบุว่า จัดทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ไม่มีรายละเอียดว่า จ้างบริษัทใดบ้าง แต่รายละเอียดน่าจะอยู่ที่รายงานการใช้เงินกองทุนฯซึ่งพรรคต้องยื่นกับ กกต.


แต่น่าเสียดายที่ระบบสารสนเทศการและเปิดเผยข้อมูลของ กกต.ในด้านนี้ยังล้าหลังแบบที่ไดโนเสาร์เรียกพี่ ไม่ยอมให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ทั้งๆที่เงินก้อนดังกล่าว เป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชน


ปริศนาเงิน 23 ล้านบาท จึงยังไม่สามารถไขให้กระจ่างได้ในขณะนี้ แม้นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองเลขาธิการพรคประชาธิปัตย์ จะยืนยันว่า ได้ตรวจสอบดูเอกสารต่างๆแล้วถูกต้องตามกฎหมายและพร้อมชี้แจงต่อไป


ดังนั้นต้องรอดูผลการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ว่า จะเป็นอย่างไร


คดีในส่วนนี้ดีเอสไอส่งข้อมูลและพยานหลักฐานให้แก่ กกต.แล้ว ขึ้นอยู่กับ กกต.จะสืบสวนสอบสวนเพราะอยู่ในอำนาจของ กกต.โดยตรง

จึงต้องรอดูว่า กกต.จะสืบสวนสอบสวนว่า เป็นไปตามข้อกล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ยื่นงบการเงินและรายงานการใช้จ่ายเงินจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองเป็นเท็จหรือไม่


นอกจากพยานหลักฐานเอกสารต่างๆ เช่น สัญญาว่าจ้างบริษัทเมซไซอะฯในการทำป้ายโฆษณาหาเสียงแล้ว


นายประจวบ สังขาว กรรมการผู้จัดการบริษัท เมซไซอะฯก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความลับทั้งหมดซึ่งขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่า นายประจวบกบดานหรือถูกเก็บตัวอยู่ที่ไหน


เพราะหวั่นว่า ชะตากรรมของนายประจวบ อาจคล้ายกับนายกรเทพ วิริยะหรือ"ชิปปิ้งหมู"

ใครกลัวใครกว่ากัน

ที่มา ไทยรัฐ

“Who are you”

กับคำถามที่แปลเป็นไทยว่า “คุณเป็นใคร” ที่นักท่องเที่ยวชาวสวีเดนทักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะเล่นบทพระยาน้อยชมตลาดโต้รุ่งหัวหิน ระหว่างรอการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

“โอบามาร์ค” ยังดังไม่เข้าขั้น

เบื้องต้นเลย มันสะท้อนว่า นักท่องเที่ยวฝรั่งต่างชาติไม่ได้ให้ความสนใจ สปอตโฆษณามหกรรมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่รัฐบาลไทยโหมประโคมกระแส โดยที่นายกฯอภิสิทธิ์เองก็รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ กิตติมศักดิ์ เชิญแขกทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

ตีปี๊บประชาสัมพันธ์กันทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์

มันก็น่าฉุกคิด กับจุดคุ้มทุนในการทุ่มโหมโรง เทียบกับความสำเร็จที่ยังเห็นกันแค่ภาพนายกฯอภิสิทธิ์จับมือชูแขนผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียน

เข้าเป้าสักแค่ไหน

แต่ที่ดังกว่า ร้อนแรงกว่า กลับเป็นประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้คิวกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ฮ่องกง ในวันที่ 2 มีนาคม

แค่เปิดโปรแกรมก็วิกแทบแตก

กับอาการนั่งไม่ติดของฝ่ายประชาธิปัตย์ ทันทีที่มีข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ นายกฯอภิสิทธิ์รีบส่งซิกอัยการ ไล่บี้ตำรวจ สั่งการไปที่กระทรวงการต่างประเทศให้ต่อสายทางการจีน ในฐานะพี่ใหญ่ของฮ่องกง

ขึงขังประกาศ ต้องลากคอ “ทักษิณ” กลับมาลงโทษที่เมืองไทย

ในขณะที่หางเครื่องประชาธิปัตย์ออกมารับลูก ชี้เป้าให้ตำรวจเล่นงาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เดินทางไปพบอดีตนายกฯทักษิณที่ฮ่องกง

โทษฐานปิดบังที่อยู่ของคนหนีอาญาแผ่นดิน

เทกแอกชันกันถึงขนาดที่ว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะสวมบท “ทีมไล่ล่า” ลงทุนบินไปควานที่อยู่ของอดีตนายกฯทักษิณที่ฮ่องกง เพื่อชี้เป้าให้ตำรวจสากลล็อกตัว

ตีปี๊บ รัวเกราะ เคาะไม้ ขู่ฮึ่มฮั่มๆ

คิวไล่ล่า “ทักษิณ” ดังโดยไม่ต้องโปรโมต แย่งพื้นที่ข่าวแข่งกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

แต่ก็ยังไม่รู้ว่า “ใครกลัวใคร” มากกว่า ระหว่างอดีตนายกฯทักษิณ ที่ล่าสุดต้องยกเลิกคิวกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาคมนักข่าวต่างประเทศที่ฮ่องกงในวันที่ 2 มีนาคม

เพราะผวา กลัวถูกจับ

ตามที่นายกฯอภิสิทธิ์และหางเครื่องประชาธิปัตย์ออกมาคำรามฮึ่มๆ ตีปี๊บ โหมประโคมข่าวการไล่ล่าข้ามประเทศ บี้กันถึงขนาดจะส่งทีม ส.ส.ไปสืบหาที่อยู่เพื่อชี้เป้าให้ตำรวจสากลล็อกตัว อีกทางก็ประกาศลอยลมจะใช้มาตรการกดดันทางการทูต ล็อบบี้ทางการจีนในฐานะลูกพี่ใหญ่ของฮ่องกงให้จับกุมอดีตนายกฯทักษิณส่งตัวกลับมา

“ทักษิณ” ถอย เพราะโดนต้อนจนตรอกแล้ว

ในอารมณ์ของคนที่แห่ตามประชาธิปัตย์ก็ต้องเชื่อกันอย่างนั้น แต่อีกมุมหนึ่ง ถ้ามองอย่างคนที่รู้กฎหมาย ปกติไทยกับฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และก่อนหน้านั้นสื่อมวลชนในฮ่องกงก็รายงานความเห็นของคนระดับผู้บริหาร

เป็นเรื่องยากที่จะมีการจับ “ทักษิณ” ส่งกลับไทยแบบปุบปับ

ที่แน่ๆโดยเหตุผลที่ฝ่าย “ทักษิณ” อ้าง ไม่อยากให้ทางการจีนกับฮ่องกงอึดอัดกับการใช้สถานที่เคลื่อนไหวทางการเมือง

ปมเหตุจริงๆ มันน่าจะมีผลกับเรื่องวีซ่า

ประเด็นที่ “ทักษิณ” กลัวโดนจับ มันจึงตื้นไป

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอาการที่นายกฯอภิสิทธิ์และหางเครื่องประชาธิปัตย์ออกมาตีปีšบข่าวไล่ล่า เพราะอ่านเกมว่า “ทักษิณ” ตั้งใจพูดเรื่องมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก

โดยเป้ากระทบชิ่ง ต้องมีพาดพิงถึง “เด็กสองคน” ที่เมืองไทย

และบังเอิญก็พอดีกับข่าวที่นายกฯอภิสิทธิ์สั่งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ทำแผนกู้เงินต่างประเทศกว่า 70,000 ล้านบาท เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

เป็นไปตามที่ “สองกุมาร” ได้มีการแบะท่าออกตัวล่วงหน้าไว้แล้ว ถ้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณ

ปมนี้ ถ้าโดนเขี่ยแล้วน่ากลัวกว่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประชาแจงแม้วงดปาฐถกฯกลัวกระทบสัมพันธ์ปท.

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (2 มี.ค.) ที่รัฐสภา นายประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้กรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่มากล่าวปาฐกถาพิเศษที่ประเทศฮ่องกง แต่จะใช้การโฟนอินแทน เพราะกลัวถูกจับกุม ว่า กรณีนี้คงไม่จริงตามที่นายเทพไทย กล่าวหา แต่เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยากให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตรงกันข้ามขณะนี้ต่างประเทศต่างจับตาดูรัฐบาลไทยว่าจะดำเนินการกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดสนามบินอย่างไร เพราะเวลานี้ยังเห็นพันธมิตรฯ ยังเดินกันเต็มสภาไปหมด ขอเรียนย้ำว่ากรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เป็นแค่คดีทางการเมือง ซึ่งต่างจากคดีกบฏของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงกรณีของนายวัฒนา อัศวเหม อดีตประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เป็นคดีอาญาและการทุจริต ทำไมรัฐบาลไม่เร่งรัดดำเนินคดี เสมือนกับดำเนินการเป็น 2 มาตรฐาน เหมือนคนไอคิวต่ำ ไม่เข้าใจเรื่องราว แค่เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ จะปาฐกถาก็เต้นกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาล ทหาร และตำรวจ


นายประชา กล่าวต่อว่า กรณีที่ตำรวจ จะเรียกตนไปให้ข้อมูลกรณีที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และตนได้ปฏิเสธไปก่อนหน้านี้นั้น ยืนยันว่าตนจะไม่ไปอย่างแน่นอน เพราะดูจากเหตุผลแล้ว ไร้สาระสิ้นดี ต้องถามตำรวจว่าขนาดรัฐบาลที่ถือว่ามีความกว้างขวางทางด้านแหล่งข่าว ยังต้องมาสอบถามแค่ ส.ส.ตัวเล็กๆ เจตนา คืออะไร ทางที่ดีรัฐบาลควรไปสอบถาม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพราะน่าจะรู้ข้อมูลมากกว่าตน เนื่องจาก ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เคยติดต่อโทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อเจรจาเรื่องความสมานฉันท์ทางการเมือง ทั้งนี้ จากการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ที่ฮ่องกงตามที่นายเทพไทกล่าวหา เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือวีซ่าถึง 8-9 ประเทศ จะสามารถเดินทางไปประเทศไหนก็ได้ รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังยืนยันว่าพร้อมที่จะกลับเข้ามาประเทศทุกเวลา แต่ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้