WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 4, 2009

5มีนาจับตาคดีจักรภพหมิ่น:ไม่มีเส้น,ไม่มีความยุติธรรม-NO JUSTICE, NO PEACE!

ที่มา Thai E-News


พรุ่งนี้รู้ผล-สำหรับเมืองไทยจริงไหมที่ว่า ไม่มีเส้น,ไม่มีความยุติธรรม-และเมื่อไม่ยุติธรรมก็ไม่มีสันติ(NO JUSTICE,NO PEACE!)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มีนาคม 2552







*ม็อบมีเส้น-สนธิ ลิ้มทองกุล*

เหตุ-ปากพล่อยพูดหมิ่นให้ในหลวงลาออก
ผล-อัยการไม่ฟ้อง อ้างเพื่อเห็นแก่ความสมานฉันท์
เหตุ-ตำรวจดำเนินคดีในกรณีนำคำพูดของผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นฯไปพูดเผยแพร่บนเวทีและออกอากาศASTV
ผล-ยกพวกม็อบพันธมิตรบุกไปบชน.กดดันจนได้รับการประกันตัว โดยมีข่าวว่ามี"เส้นใหญ่"หนุนหลังกดดันตำรวจอีกทาง
เหตุ-เป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน-ยึดทำเนียบรัฐบาล ทำลายภาพลักษณ์และเศรษฐกิจประเทศ
ผล-ยังลอยนวล ตำรวจแค่เริ่มดำเนินคดีบุกล้อมสภา คาดมะรืนนี้(6มี.ค.)มอบตัวแล้วได้ประกัน






*ม็อบไม่มีเส้น-จักรภพ เพ็ญแข*

เหตุ-นำนปช.เดินขบวนไปเรียกร้องให้พล.อ.เปรมลาออกที่หน้าบ้านสี่เสาฯเมื่อ22ก.ค.50
ผล-ถูกสลายการชุมนุมรุนแรง ถูกจับไปขังคุกร่วมกับแกนนำนปช.หลายคน
เหตุ-ไปพูดกับนักข่าวต่างประเทศเรื่องการเมือง ไม่มีตอนไหนที่ดูหมิ่น,หมิ่นประมาทกษัตริย์,พระราชินี,รัชทายาทตามกฎหมายหมิ่น
ผล-ถูกดำเนินคดีหมิ่นฯ วันพรุ่งนี้(5มี.ค.)อัยการนัดสั่งคดีเวลา08.30น.ขอเชิญชาวเสื้อแดงตามไปให้กำลังใจล้นสำนักงานอัยการสูงสุด รัชดาฯ เพื่อพิสูจน์ว่า จริงหรือไม่ที่ใครๆก็ว่าผลจากม็อบหน้าทำเนียบล่าสุด และคำปราศรัยของจักรภพเมื่อ26ก.พ.ที่ผ่านมา จะทำให้จักรภพไม่รอดแน่ๆ

หมายเหตุ:นักสังเกตการณ์ทางการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า คดีของเขา จะรู้ว่าสั่งฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 5 มีนาคมนี้ เมื่อเห็นคำอภิปรายของเขาแล้ว ผมกังวลใจว่า อาจจะไม่รอด และหากเป็นเช่นนั้น จักรภพจะหนีหรือไม่? (อ่านรายละเอียดคำปราศรัยของจักรภพ คลิ้กที่นี่ )

(บางส่วนของคำปราศรัย)

มวลชนคนเสื้อแดงจะแพร่เชื้อตาสว่างทั้งแผ่นดิน

นานพอแล้วครับ พี่น้องประชาชนก็เป็นสักขีพยาน ว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 ก็มีความพยายามบ่อนทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนมาตลอดเวลานั้น จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่หยุดทำลาย ก็ประกาศเสียวันนี้เลยก็แล้วกัน ว่าการชุมนุมคนเสื้อแดงและการจัดตั้งกองกำลังคนเสื้อแดงจากนี้เป็นต้นไป คือการต่อยอดอภิวัฒน์สยาม 2475

รู้ล่ะครับว่าเริ่มหักหลังประชาชนครั้งแรกๆ หลังจากนั้น เช่นการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2490 เรารู้ล่ะครับว่าการรัฐประหารในปี 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์ใด เรารู้ล่ะครับว่า 14 ตุลาคม 2516 นั้น ประชาชนอุตสาห์ได้รับชัยชนะ แต่กลับมีคนมายืนจ้องด้านหลัง แล้วคว้าชัยชนะไปจากประชาชนจนเกิด 6 ตุลาคม 19 แล้วเราก็รู้ล่ะครับว่าเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมนั้น ก็มีประชาชนนี่แหละที่เป็นหน่วยกองหน้าออกไปต่อสู้จนได้รับชัยชนะจากเผด็จการทรราชในยุคนั้น ขณะเดียวกันก็ไม่คิดถึงบุญคุณประชาชนกลับมาปล้นชิงประชาธิปไตยไปอีกในวันที่ 19 กันยายน 2549 เดี๋ยวนี้คนเขารู้กันทั้งประเทศแล้ว เขาต่อภาพชิ้นส่วนเป็น เขาต่อภาพได้

เพราะมนต์คาถาที่เคยขลังมันเสื่อมมาตั้งแต่ 19 กันยายน 49 แล้ว คนบางคนเราช่วยเขาได้สารพัดนะครับพี่น้อง แต่ช่วยเขาไม่ได้อย่างเดียวคือช่วยไม่ได้จากความมีอวิชชาของตัวเขาเอง ช่วยไม่ได้จริงๆ ผมคิดว่าเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม ซึ่งได้ไปก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้นาน เอาไว้หนัก เอาไว้หนา จนในที่สุดนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่พอกพูนอยู่บนไหล่อยู่บนบ่าของตัวเอง และถ้าไม่มองคนเสื้อแดงอย่างให้เกียรติให้ศักดิ์ศรี คนเสื้อแดงจะแสดงพลังให้เห็นทั่วประเทศและน้ำหนักบนบ่าอันนั้นมันจะทำให้ขาหักลงเองครับพี่น้อง

และอย่าหวังว่าเมื่อประชาชนแสดงพลังอย่างนี้ และจะมาเปิดเจรจาในเรื่องกระจอกกระจิบเพื่อคดีคนนั้น เพื่อคดีคนนี้ ผมขอบอกได้เลยครับว่า พูดแทนตัวเองได้ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่จะฟังผลวินิจฉัยในวันที่ 5 มีนาคม เสื้อแดงแลกกับอะไรแบบนั้นไม่ได้

ถ้าจะมีการเจรจา จะต้องย้อนกลับไปหาเรื่องที่ใหญ่ที่สุด นั่นก็คือรัฐธรรมนูญของประชาชน เอาคืนมา และเอาคืนมาพร้อมเงื่อนไขที่ว่าทั้งฉบับต้องแก้ไขได้ทั้งหมด ไม่เว้นหมวดใดทั้งสิ้น นั่นแหละครับ พูดกันให้ชัด

ข่าวไม่ยืนยันจากประชาไท ทำไมอังกฤษจึงให้วีซ่าถาวรแก่ทักษิณ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ here2
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
น้ำหนักข่าว "ข่าวจากกระดานข่าวที่ยังไม่มีการยืนยัน"
4 มีนาคม 2552

และแล้ว ก็มีการพิจารณาการให้" วีซ่า"ใหม่กับคุณ ทักษิณ ชินวัตร ที่ขอมาใหม่ หลังจากถูกเพิกถอน

โดยนางแจ๊กกี้ สมิตธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของประเทศอังกฤษ โดยครั้งนี้ทางคุณทักษิณ ได้ขอ วีซ่า แบบถาวรชนิดไม่ต้องมาต่อทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี

การพิจารณามีดังนี้ครับ

1. คุณ ทักษิณ ชินวัตร มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎระเบียบในการขอวีซ่า

2. คุณ ทักษิณ ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศอังกฤษ กล่าวคือ ได้ลงทุนซื้อทีมฟุตบอล "เรือใบแมนซิตี้" และได้ลงทุนอีกหลายๆ โครงการ

ส่วนเรื่องโดนคดีอาญามานั้น ทางนี้เข้าใจแล้วว่า สาเหตุมาจากใคร

ประเด็นนี้มีคนแย้งมาภายใน (คนแย้งก็คือคนไทย) แต่เหตุผลฝรั่งฟังแล้วไม่ขึ้น จึงตกไป

นี่แหละครับ ไทยพยายามกีดกันกันเองซ้ำเติมกันเอง ทำให้ชาวต่างชาติว่า ไทยอิจฉาไทย น่าละอายใหมครับ

ประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ดังนั้น ถ้าหากว่า มีการ "ร้องเรียน" มาว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ขบวนการยุติธรรมของเขา จะเอาเรื่องนั้นมาพิจารณากันใหม่ โดยมี "คณะลูกขุน" เป็นฝ่ายชี้ขาด (ประเทศไทยมีแต่แม่ขุน)

และยิ่งคดีไหน ที่มีการพิจารณาไปผิดด้วยแล้ว ยิ่งจะมีโอกาสชนะสูงที่เดียว

ดังนั้นเมื่อครั้งที่แล้ว ทางรัฐบาลทำผิดพลาด เพราะเรื่องเล็กนิดเดียว ถึงกับตัดสิทธิ์คุณทักษิณ ครั้งนี้จึงมีการให้เครดิดกับคุณทักษิณ อย่างเต็มที่

ขณะนี้ท่าน ทักษิณ อยู่ดูไบ มีความสุขสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงท่าน และการที่จะมาอังกฤษก็ยังไม่มีกำหนดว่าจะมาเมื่อไหร่ ถ้าจะมาจะบอกให้ชาว"เสื้อแดง"ทราบทันที

Tuesday, March 3, 2009

"มาร์ค"ชิงมวลชน ส่งรมต.พบ"ปชช." ทุกจว.ทั่วประเทศ ยันหลีกเลี่ยงเผชิญหน้า ให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิ์คนอื่น

ที่มา มติชนออนไลน์


" ... ผมเห็นว่ารัฐบาลได้อนุมัติมาตรการหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจไปมากพอสมควร จึงอยากให้รมต.ได้มีส่วนร่วมในการติดตามมาตรการและปัญหาต่างๆ ทุกพื้นที่ที่อาจจะมีปัญหาอื่นๆ จึงให้รมต.ทุกคนลงพื้นที่คนละ 2 จังหวัด ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ส่วนจังหวัดที่เหลือก็จะมอบหมายรมต.บางคนไป ... "

หมายเหตุ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ถึงแนวคิดการให้ ครม.ลงพื้นที่ทั่วประเทศพบปะประชาชน เพื่อชี้แจงนโยบายของรัฐบาล

------------------------------

ผมเห็นว่ารัฐบาลได้อนุมัติมาตรการหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจไปมากพอสมควร จึงอยากให้รัฐมนตรีได้มีส่วนร่วมในการติดตามมาตรการและปัญหาต่างๆ ทุกพื้นที่ที่อาจจะมีปัญหาอื่นๆ จึงได้ให้รัฐมนตรีทุกคนลงพื้นที่คนละ 2 จังหวัด ซึ่งจะทำให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ส่วนจังหวัดที่เหลือก็จะมอบหมายรัฐมนตรีบางคนไป


โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้ วันที่ 7-8 มีนาคม ซึ่งอาจจะได้ 36 จังหวัดที่ได้มีการติดตามงาน แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการให้รัฐมนตรีไปแจกสิ่งของ เพราะจะเน้นเรื่องการติดตามนโยบาย โดยผมจะลงพื้นที่ จ.ลพบุรี วันที่ 7 มีนาคม เพื่อดูเรื่องผู้สูงอายุ ชุมชนพอเพียง รวมไปถึงงานสาธารณสุข เพราะเคยไปลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ไว้ก่อนหน้านี้มาครั้งหนึ่งแล้ว


ผมจะพยายามให้รัฐมนตรีลงพื้นที่อย่างน้อย 2 ครั้งในเดือนนี้ โดยไม่มีการแบ่งว่าพรรคไหนลงพื้นที่ไหน ซึ่งจะแบ่งกันแบบสมัครใจว่าใครอยากลงพื้นที่ไหน เนื่องจากเสาร์-อาทิตย์นี้หลายคนกำลังจะลงพื้นที่ในฐานะ ส.ส.อยู่แล้ว จึงอาจจะเลือกจังหวัดที่ตัวเองเป็นเจ้าของพื้นที่ก่อน สำหรับผม เดือนนี้กำหนดการยังค่อนข้างแน่น


@ หากรัฐมนตรีลงพื้นที่แล้วเจอการขับไล่จากกลุ่มคนเสื้อแดงจะทำอย่างไร
เราก็คงเหมือนกับที่รัฐบาลพยายามปฏิบัติมาตลอด คือไม่ต้องการไปให้เกิดบรรยากาศการเผชิญหน้า แต่เคารพการใช้สิทธิ และขอให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ และแสดงท่าทีของตัวเองไปแต่อยากให้เกิดการกระทบกระทั่ง แต่ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะที่ผ่านมารัฐมนตรีแต่ละคนลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานมาแล้วพอสมควร


รัฐบาลหวังผลจากการลงพื้นที่ของ ครม.ครั้งนี้ เพียงการติดตามนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาการสื่อสารและติดตามนโยบายในภาพรวม อาจจะทำผ่านรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารอย่างเดียว แต่ตรงนี้จะเป็นการสัมผัสกับผู้ปฏิบัติและประชาชนในพื้นที่


@ เป็นการสยบความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงด้วยหรือไม่
เป้าหมายหลักคือการทำความเข้าใจและชี้แจงสิ่งที่เราทำ รวมไปถึงการรับทราบปัญหาและอุปสรรคมากกว่า


@ การลงพื้นที่ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์หวังผลในทางการเมืองอย่างไร
ทุกพรรคลงพื้นที่หมด ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่จริงๆ โดยไม่ได้เอาเรื่องพรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง ในหลายพื้นที่ก็อาจจะมีการประสานกับ ส.ส. แต่ก็จะเป็นการประสานกับทุกพรรค ผมไม่ได้คิดเรื่องคะแนนเสียง แต่คิดเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน


@ ทำไมนายกฯถึงเลือกลงพื้นที่ลพบุรี
หากพูดตามภาษาการเมือง จ.ลพบุรี มี ส.ส. 4 คน 3 พรรค ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ จ.ลพบุรี เดินทางสะดวก สามารถเดินทางไปและกลับมาปฏิบัติภารกิจต่อได้ในช่วงบ่าย


@ เป็นการเบี่ยงเบนกระแสอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่
ไม่เกี่ยวอะไรกัน และการลงพื้นที่ครั้งนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดิสเครดิตฝ่ายค้าน เพราะเป็นเรื่องนโยบายรัฐบาล


@ การลงพื้นที่ช่วงนี้เกี่ยวข้องกับการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวทีคนเสื้อแดงช่วงเดือนมีนาคมด้วยหรือไม่
ไม่เกี่ยว เพราะเวลาผมลงพื้นที่ผมก็ไปเอง ไม่ได้โฟนอิน


@ นายกรัฐมนตรีกล้าเดินทางไปลงพื้นที่ภาคอีสานหรือไม่
หากผมมีภารกิจก็ไป คือจริงๆ แล้วการลงพื้นที่หนักหน่อยคงต้องรอปิดสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะผมมีข้อจำกัดที่วันอังคาร พุธ พฤหัสบดี จะมีประชุมที่กรุงเทพฯตลอด และเนื่องจากผมเป็นประธานกรรมการในฐานะนายกฯเยอะมากก็พยายามจะประชุมวันจันทร์ให้หมด แม้แต่จะเดินทางไปต่างประเทศก็พยายามจะไปค้างคืนคืนเดียว ซึ่งในวันเสาร์และอาทิตย์ก็อาจจะติดการเดินทางกลับจากต่างประเทศ


ผมตั้งใจอยากจะไปทุกจังหวัด เท่าที่จะทำได้ ต้องค่อยๆ ทยอยไป แต่เป็นเพราะช่วงนี้ข้อจำกัดมาก ส่วนใหญ่จึงจะไปเฉพาะภาคกลาง จะสะดวกที่สุด ที่เลือกลพบุรี เพราะบังเอิญมีประเด็นที่เคยทำงานตรงนั้นกับมวลชน เรื่อง อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน) และสาธารณสุข และนโยบายที่จะไปตามก็เป็นเรื่องนี้ จึงเลือกไปที่นั่น และจังหวัดที่ผมไปช่วงนี้ได้ก็ต้องใกล้ ไม่อย่างนั้นการเดินทางก็จะเป็นข้อจำกัด แต่เมื่อปิดสมัยประชุมแล้วจะมีกิจกรรมในต่างจังหวัดอย่างเต็มรูปแบบได้มากขึ้น


@ นอกจากลงพื้นที่ช่วงนี้แล้วจะมีการประชุม ครม.สัญจรบ้างหรือไม่
เรื่องนี้ผมก็ไม่ได้ปิดกั้น หากมีประเด็นและเหตุผลความจำเป็นก็ต้องพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง


@ ในการลงพื้นที่ จ.ลพบุรี จะต้องมีทหารไปคุ้มครองหรือไม่
ไม่จำเป็น การที่ผมไปพบกับประชาชนเอง เพราะทราบว่าประชาชนต้องได้รับความไม่สะดวกบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติเวลาที่ผมไปประชุมต่างประเทศก่อนหน้านี้เห็นว่าเมื่อมีงานในลักษณะการลงพื้นที่จะมีข้อจำกัดเรื่องการจอดรถ การสัญจรไปมาของประชาชนในเมือง จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าผมไปหาประชาชนที่หัวหินเลยในวันแรกที่เดินทางไปประชุมอาเซียนซัมมิท

---------------

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ ครม.ทั้ง 35 คน และรวมถึงตัวนายกฯเอง ลงพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลได้ออกไปแล้วในระยะเวลาเกือบ 2 เดือน ดังนั้นขอให้รัฐมนตรีทุกคนลงพื้นที่เพื่อรับฟังและชี้แจง แนวทางนโยบายของรัฐบาลที่ประชาชนยังมีข้อสงสัย รวมถึงการไปรับฟังและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องปัญหาภัยแล้ง การรับฟังนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล อาทิ เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการเรียนฟรี เพื่อจะได้รับทราบปัญหา


โดยตัวนายกฯเองจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดลพบุรีในวันที่ 7 มีนาคมนี้อีกด้วย ทั้งนี้ นายกฯมอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้คอยรับและรวบรวมการแสดงความจำนงการลงพื้นที่จาก ครม.แต่ละคน ว่าใครประสงค์จะลงพื้นที่ใดบ้างตามความสมัครใจ ซึ่งในวันที่ 7-8 มีนาคมนี้ คาดว่าจะมีรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่อย่างน้อยถึงราว 30 จังหวัด"

-------------------------

เปิดจังหวัดรัฐมนตรีพบรากหญ้า

1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.นครนายกฯ และสมุทรปราการ
2.นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี
3.พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.กำแพงเพชร และพิจิตร
4.พล.อ.ประวิตร์ วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่
5.นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ จ.สระบุรี และราชบุรี
6.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์
7.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ลงพื้นที่ จ.พัทลุง
8.นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ
9.นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และขอนแก่น
10.นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น


11.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี
12.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี
13.นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็
14.นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒธรรม ลงพื้นที่ จ.ตราด
15.นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว
16.นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ จ.หนองคาย และยังแจ้งประสงค์ที่จะเดินทางไปยัง จ.ปัตตานี และยะลา ในสัปดาห์ต่อไป
17.นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.ตาก และสุโขทัย
18.น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ จ.นนทบุรี
19. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์
20.นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.กระบี่

ปัดอังกฤษคืนวีซ่า'ทักษิณ'

ที่มา เดลินิวส์

บัวแก้วยืนยันไม่รู้เรื่องของเมืองผู้ดี

"บัวแก้ว"ปฏิเสธไม่ทราบข่าว"อังกฤษ"คนวีซ่า"ทักษิณ"เข้าเมืองผู้ดีอีกครั้ง ระบุเป็นกิจการภายในไม่ต้องแจ้งทางการไทย พร้อมปูด“อัยการ” ไม่เคยติดต่อประสานงานล่าตัว “ทักษิณ” เลย ฝ่าย “เพื่อไทย” เด้งรับข่าวดีนายใหญ่ อ้างเหตุเป็น “พลเมืองพิเศษ” หลายประเทศ แย้ม “แม้ว” ประกาศไปยืนเก๊กหน้าห้างชื่อดังกลาง กรุงลอนดอนอีกครั้ง พร้อมถือโอกาสไปเยี่ยมลูกสาวสุดที่รักด้วย แถมแฉ “เทพเทือก” ฮัลโหลหา “นายใหญ่” หวังสมานฉันท์ เหน็บรัฐนาวา “ปชป.” ทำคดี 2 มาตรฐาน ฉะกระบวน การยุติธรรมไทยมีปัญหาตามลูกพี่อีกด้วย ด้าน “มาร์ค” ไม่สน “แม้ว” ตีกินพื้นที่ข่าว “สาทิตย์” เผยเตรียมให้ รมต. ลงพื้นที่ตีปี๊บผลงานทั่วไทย “เทพไท” ยกก้น “มาร์ค” ขึ้นชั้นผู้นำ ฟาก “บุญจง” ยังแจกเบี้ยผู้สูงอายุอีก ส่วนศึกซักฟอกยังไม่มีข้อสรุป 3 พรรคฝ่ายค้านนัดหารือใหม่ 5 มี.ค. “ประชา-วาดะห์” ลั่นไม่เอาด้วย ขณะที่ “เสื้อแดง” ตามก่นด่าเด็กเนวิน ส่วน ตร.เสียงอ่อย ยอมให้ 21 แกนนำ “พธม.” เลื่อนมอบตัวเป็นปลายเดือนนี้ “ทนาย” ฮึ่มยื่นคำร้องขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน ส่วน “สลน.” เลิกค้าความพันธมิตรฯ ด้าน “กกต.” ยอมรับไม่ใช่ของแท้

“มาร์ค” ไม่รู้ผู้ดีคืนวีซ่า “แม้ว”

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวทางการอังกฤษออกวีซ่าอยู่อาศัยถาวรให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถพำนักในอังกฤษได้นาน 5 ปี ว่ายังไม่ได้ยินเรื่องนี้และถือเป็นเรื่องของแต่ละประเทศ ส่วนการติดตามตัว พ.ต.ท. ทักษิณ กลับมานั้นเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งตำรวจ อัยการ และกระทรวงการต่างประเทศต้องประสานงานกับทางการจีนและดูว่ามีความชัดเจนในเชิงข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าทุกประเทศที่มีสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอยู่แล้ว

ส่วนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินปาฐกถาผ่านระบบวิดีโอลิงค์มาที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮ่องกง จะทำให้การติดตามตัวยากขึ้นหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ถ้าใช้วิธีนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น สำหรับการโฟนอินก็คงไปจำกัดอะไรได้ยาก เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังโฟนอินเข้ามาในประเทศไทย

ยอมรับล่าตัวกลับมาเชือดยาก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การขอให้ส่งตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว นอกจากกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วยังมีอีกหลายกรณี เมื่อถามต่อว่า ยังมีกรณีนายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ และนายวัฒนา อัศวเหม ที่หนีคดีออกนอกประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดำเนินการกับทุกกรณีเท่าที่ทำได้ เป็นปัญหาที่กระทรวงยุติธรรมกำลังดูอยู่ว่าจะแก้ไขอย่างไร มิฉะนั้นจะเกิดค่านิยมใหม่ว่าคนมีเงินแล้วหนีคดีไปต่างประเทศ ไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย รวมถึงกรณีอดีตนักโทษชาวออสเตรเลียที่หลบหนีจากเรือนจำคลองเปรม ตนจึงย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นหลักสำคัญกว่า

ต่อข้อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณมักเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในเกาะฮ่องกง หรือเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นความเชื่อที่ว่าประเทศเหล่านั้นมีช่องทางกฎหมายที่ทำให้เขามีความมั่นใจมากกว่าว่าดำเนินการติดตามตัวได้ยาก

เย้ยพื้นที่ข่าวมากแต่ติดภาพลบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ไม่ได้รู้สึกวิตกใด ๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาแย่งพื้นที่ข่าว เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพการทำงานของสื่อ และแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีพื้นที่ข่าวก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นพื้นที่ที่บวก ส่วนตนมีหน้าที่ที่ต้องแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจรักษากฎหมาย ส่วนความคืบหน้าของการปฏิรูปการเมืองนั้น ต้องรอฟังการประชุมคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้าที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 มี.ค. นี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการส่งสัญญาณใด ๆ มาถึงรัฐบาล

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามจะเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะคิดว่ามีงานใหญ่ให้ทำอีกมาก ถ้ารัฐบาลมัวแต่มาเสียเวลามาคิดตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณรายวัน คิดว่าประชาชนคงสงสัยว่ารัฐบาลเข้ามาเพื่อทะเลาะกับ พ.ต.ท. ทักษิณหรือไม่ เพราะหน้าที่ของรัฐบาลคือแก้ปัญหาของประเทศ ที่ผ่านมาการประชุมอาเซียนซัมมิทจบลงอย่างเรียบร้อย และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติเป็นอย่างดี

รัฐบาลเร่งลงพื้นที่ตีปี๊บผลงาน

รมต.สำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า จากนี้ไปรัฐบาลต้องเดินหน้าทำงานพร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งจะมีการจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับงานที่รัฐบาลได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังจะลงพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันในส่วนของกระบวนการตามกฎหมายที่จะดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยที่รัฐบาลไม่ได้ไปสั่งการว่าจะต้องลัดขั้นตอนเพื่อเร่งรัดเอาผิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย

นายสาทิตย์ กล่าวว่า วันนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่มีสถานะที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ถ้าฝ่ายค้านจะปลุกสถานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าประชาชนจะได้อะไร ต่อข้อถามว่า ขณะนี้ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีมนต์ขลังพอที่จะทำให้เกิดปัญหากับรัฐบาลได้เหมือนที่ผ่านมา นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ประชาชนจะเป็นคนตัดสิน แต่สำหรับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มีสถานะเป็นแค่คนไทยคนหนึ่งที่ยังมีปัญหาว่า ถูกคำวินิจฉัยจากศาลที่ยังต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในทางกลับกันอาจยังมีอิทธิพลกับพรรคเพื่อไทย

“เทพไท”ฟุ้ง“มาร์ค”ขึ้นชั้นผู้นำ

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการประชุมอาเซียนซัมมิทว่า ถือว่าประสบความสำเร็จ มิตรประเทศและประชาชนทุกภาคส่วนชื่นชมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และได้โทรศัพท์มาที่พรรคแสดงความภาคภูมิใจนายกฯ ที่แสดงภาวะผู้นำให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลก และหลายคนบอกว่าเป็นความรู้สึกที่ดีในรอบหลายปี แต่ท่ามกลางความสำเร็จของประเทศไทยอาจทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่สบายใจ เพราะตั้งความหวังว่าอยากจะเป็นผู้นำอาเซียนตัวจริง ซึ่งหลังจากนี้ยังมีเวทีโลกให้นายอภิสิทธิ์ต้องแสดงบทบาทอีกหลายเวที เชื่อว่าสุดท้ายคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะอกแตกตายที่เห็นนายอภิสิทธิ์มีบทบาทโดดเด่น

โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ข่มขู่ว่าหากรัฐบาลจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ขอบอกว่าการใช้วิธีปลุกระดมมวลชนมากดดันไม่ให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าใครมีความผิดก็ต้องติดคุก

เชื่อปล่อยข่าวอังกฤษคืนวีซ่า

นายเทพไท กล่าวถึงกระแสข่าวทางการอังกฤษยอมออกวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ได้ตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่ายังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ คงต้องรอประสานงานไปยังประเทศอังกฤษ หากเป็นเรื่องจริงตามข่าวที่คนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ปล่อยออกมาก็น่าจะใช้เวลา 2-3 วันจะสร้างความกระจ่างชัดขึ้นมาได้ ทั้งนี้ผู้ใหญ่ในพรรคไม่ได้มีใครรับรู้เรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นการปล่อยข่าวเหมือนกับหลาย ๆ ข่าวที่ปล่อยมาแล้วก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข่าวนี้ออกมาในช่วงที่ นายกฯ จะเดินทางไปอังกฤษในวันที่ 10 มี.ค. นี้ ถือเป็นการดิสเครดิตนายกฯ หรือไม่ โฆษกส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือ และไม่เกี่ยวกับการให้หรือคืนวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ เพราะการจะให้หรือไม่ให้เป็นเอกสิทธิ์ของอังกฤษ นายกฯ ไปทำหน้าที่นายกฯ ไทย และประธานอาเซียนเท่านั้น จะไม่ไปแทรกแซงกิจการภายในของอังกฤษ

“บัวแก้ว”แฉอัยการไม่ติดต่อ

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่อย่างไร เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้ฝ่ายกระบวนการยุติธรรมได้ติดต่อกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ประสานกับรัฐบาลอังกฤษในการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีแล้วหรือไม่ นายธฤต กล่าวว่า ยังไม่มี อย่างไรก็ตามการที่ทางการอังกฤษจะให้วีซ่าหรือไม่ให้กับใครนั้นไม่มีการบอกกัน ซึ่งคราวที่แล้วก็เหมือนกัน ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศคงให้คำตอบเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าจะตอบคำถามว่าฝ่ายยุติธรรมติดต่อมากระทรวงการต่างประเทศแล้วหรือไม่นั้น ก็ดูจะเหมือนจะข้ามขั้นตอนเกินไป เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบชัดเจนว่าทางการอังกฤษให้วีซ่านี้จริงหรือไม่ ซึ่ง ก่อนหน้านี้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศอังกฤษได้ อัยการก็ไม่เคยติดต่อหรือประสานมายังกระทรวงการต่างประเทศจนถึงขณะนี้

วิปรัฐบาลพร้อมรับศึกซักฟอก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชินวรณ์ บุณย เกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลยินดีที่จะให้ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายตามรัฐธรรมนูญจะไม่มีการประท้วงหยุมหยิม นอกจากนั้นวิปรัฐบาล จะดำเนินการช่วยเหลือรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยการทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งก่อนและหลังการอภิปราย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับนายกฯ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะไม่มีการตั้งองครักษ์เพื่อตอบโต้แทนรัฐมนตรี

นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า วิปรัฐบาลเห็นว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีควรลงพื้นที่เพื่อเกาะติดสถานการณ์ในทุกจังหวัด อีกทั้งเป็นการลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาลด้วย

ยันชินวัตรไม่ได้ครอบงำ “พท.”

ด้านนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยในวันที่ 3 มี.ค. เพื่อสรุปรายชื่อผู้ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีแนบไปกับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ว่า ยืนยันว่าการตัดสินใจไม่เกี่ยวกับคนในตระกูลชินวัตร เป็นอำนาจของ กรรมการบริหาร พรรคเพื่อไทยจะพิจารณา เลือกตามที่ประชุม ส.ส. ของพรรคมีมติมอบหมายให้ โดยจะเปิดโอกาสให้สมาชิกในที่ประชุมเสนอรายชื่อผู้ที่เห็นว่าเหมาะสม จากนั้นก็จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อดีข้อเสีย ส่วนการลงคะแนนจะเป็นไปโดยลับหรือเปิดเผยนั้น ยังตอบไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของที่ประชุมว่าจะเอาอย่างไร

เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ยังมีโอกาสสูงหรือไม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต้องแล้วแต่ความเห็นที่ประชุม ข้อเสนอของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ก็ต้องนำมาคิดทั้งนั้น เมื่อ พรรคเพื่อไทยมีมติเสนอชื่อใคร ก็จะนำไปพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อไป

เลื่อนถกพรรคฝ่ายค้านเป็น5มี.ค.

นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงการนัดหารือระหว่างแกนนำพรรคฝ่ายค้านในวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า การหารือ เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 5 มี.ค. แทน โดยเป็นการประชุมระหว่าง 3 พรรค คือ แกนนำพรรคเพื่อไทย นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อเรียนถึงมติของพรรคเพื่อไทยในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ต่อข้อถามว่า สาเหตุที่ต้องนัดหารือเนื่องจากนายเสนาะ ไม่เห็นด้วยที่จะเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นนายกฯ หรือไม่ ประธานวิปฝ่ายค้าน ปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่โดยหลักแล้วหลังจากที่พรรคเพื่อไทยมีมติใด ๆ จะต้องแจ้งให้พรรคร่วมฝ่ายค้านรับทราบตามมารยาท ส่วนแกนนำพรรคร่วมจะเห็นด้วยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละพรรค ส่วนการร่วมลงชื่อในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่ละคน แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

“ประชา-วาดะห์” ย้ำไม่เอาด้วย

ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ได้รับการประสานงานมาจากพรรคเพื่อไทยให้ไปร่วมหารือเรื่องดังกล่าว แต่ตนติดภารกิจในต่างจังหวัดทำให้ไม่สามารถไปร่วมหารือกับพรรคเพื่อไทยได้ อย่างไรก็ตามกลุ่ม 12 จะหารือเรื่องนี้ในวันที่ 4 มี.ค. นี้

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา เปิดเผยว่า ส.ส. ในกลุ่มทั้ง 12 คน รวมทั้ง 3 ส.ส. ของพรรคราษฎร จะไม่ร่วมลงชื่อยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย แต่ทางกลุ่มจะขอดูข้อมูลในการอภิปรายของฝ่ายค้านอีกครั้งว่ามีความชัดเจนที่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของรัฐบาลอย่างไรบ้าง ถ้ามีความชัดเจนกลุ่ม 12 ส.ส. ก็จะมีการทบ ทวนท่าทีอีกครั้ง

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.นราธิวาส พรรคราษฎร กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย เพราะยังไม่มีข้อมูลที่บอกให้เห็นถึงการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาลที่ทำความเสียหายแก่ประเทศชาติ

เด็กแม้วฉะรบ.เป็นคนไอคิวต่ำ

ที่รัฐสภา นายประชา ประสพดี ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้นาย เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่มากล่าวปาฐกถาพิเศษ แต่จะใช้โฟนอินแทน เพราะกลัวถูกจับกุมว่า ไม่เป็นความจริง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยากให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันต่างประเทศกำลังจับตาดูรัฐบาลไทยว่าจะดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยึดสนามบินอย่างไร เพราะเวลานี้ยังเห็นพันธมิตรฯ เดินกันเต็มสภาไปหมด

“กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เป็นแค่คดีทางการเมือง ต่างจากคดีกบฏของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงกรณีของนายวัฒนา อัศวเหม อดีตประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เป็นคดีอาญาและการทุจริต ทำไมรัฐบาลไม่เร่งรัดเสมือนกับดำเนินการเป็นสองมาตรฐาน เหมือนคนไอคิวต่ำ ไม่เข้าใจเรื่องราว แค่เรื่อง พ.ต.ท. ทักษิณ จะปาฐกถาก็เต้นกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาล ทหาร และตำรวจ” ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุ

ปูด “เทือก” ต่อสายนายยุติศึก

ส่วนกรณีตำรวจจะเรียกไปให้ข้อมูลเกี่ยว กับกรณีที่พำนักของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายประชา ยืนยันว่าจะไม่ไปอย่างแน่นอน เพราะดูจากเหตุผลแล้วไร้สาระสิ้นดี ต้องถามตำรวจว่าขนาดรัฐบาลที่ถือว่ามีความกว้างขวางทางด้านแหล่งข่าว ยังต้องมาสอบถามแค่ ส.ส. ตัวเล็ก ๆ เจตนาคืออะไร ทางที่ดีรัฐบาลควรไปสอบถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เพราะน่าจะรู้ข้อมูลมากกว่าตน เนื่องจากก่อนหน้านี้นายสุเทพ เคยติดต่อโทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อเจรจาเรื่องความสมานฉันท์ทางการเมือง

ส.ส.สมุทรปราการ กล่าวด้วยว่า จากการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ล่าสุดไม่ได้อยู่ที่ฮ่องกงตามที่นายเทพไทกล่าวหา เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือวีซ่า 8-9 ประเทศ สามารถเดินทางไปประเทศไหนก็ได้ รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่าพร้อมที่จะกลับเข้ามาประเทศทุกเวลา แต่ยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้

“นพดล-พงศ์เทพ”รูดซิปวีซ่า

นายประชา กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในขณะนี้มีสถานะเป็นพลเมืองพิเศษของประเทศนิการากัวและประเทศในแถบตะวันออกกลาง ดังนั้นการขอวีซ่าไปอังกฤษอีกครั้งจึงถือว่าเป็นสิทธิและมีความเป็นไปได้ เพราะต่างประเทศทราบดีว่าคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญนั้นเป็นคดีทางการเมือง ดังนั้นการออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ไม่ทราบ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่ากระแสข่าวเป็นจริงหรือไม่ ขณะที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้อ่านข่าวจึงยังไม่ทราบข้อมูล ดังนั้นขอเวลากลับไปตรวจสอบข้อมูลก่อน สำหรับกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮ่องกง ในวันที่ 2 มี.ค. นี้นั้น เพราะสมาคมแจ้งขอเลื่อนเนื่องจากมีเหตุขัดข้องทางเทคนิค จะต้องมีการเตรียมความพร้อมและจะแจ้งกำหนดการมาอีกที โดยทางสมาคมที่ฮ่องกงไม่ได้มีการแสดงความกังวลในประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด

“ทักษิณ”เตรียมกลับเข้าอังกฤษ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้มีความเป็นไปได้แน่นอน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเปรยกับตนในระหว่างที่ตนเล่าให้ฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาให้ข่าวว่าประเทศต่าง ๆ ห้ามให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าประเทศ โดย พ.ต.ท. ทักษิณ หัวเราะ พร้อมกับระบุว่า “ถ้าวันหนึ่งผมไปยืนถ่ายรูปหน้าห้างแฮร์รอด คนจะแปลกใจไหม” เมื่อถามว่าในรายงานข่าวระบุว่า พ.ต.ท. ทักษิณ จะเดินทางไปลอนดอนในต้นเดือน มี.ค. นี้ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตนก็ได้ยินมาแว่ว ๆ ว่าอาจจะไปเยี่ยมบุตรสาวที่เรียนหนังสืออยู่ที่นั่น

นายสุรพงษ์ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยกรณีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. ... ให้นายกฯ รับรอง โดยไม่ผ่านการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาก่อน โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ ไม่ใช่เกมการเมืองแต่เป็นการรักษาสิทธิตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ได้นำวีซีดีบันทึกเหตุการณ์ที่นายชัย กล่าวขอโทษกับที่ประชุมสภาที่ส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้นายกฯ รับรองมามอบให้ด้วย

ลูกหาบชี้ยุติธรรมไทยมีปัญหา

นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในคณะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่เกาะฮ่องกง เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานมาให้ตนเข้าให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนเองก็ยินดี แต่เห็นว่ารัฐบาลเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจดีกว่าจะมาวิ่งไล่ตามจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะลำพังคดีของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผู้กระทำความผิดอยู่ในประเทศ รู้ที่อยู่เป็นหลักแหล่งแท้ ๆ รัฐบาลและตำรวจยังทำอะไรไม่ได้ และเชื่อว่าขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ที่เกาะฮ่องกงแล้ว

ส.ส.ลพบุรี กล่าวอีกว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู้คดีในตอนนี้ เพราะเป็นคดีการเมืองและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยก็เห็นอยู่ว่ามีปัญหา ดังนั้นจะให้กลับมาต่อสู้คดีได้อย่างไร ที่สำคัญหาก พ.ต.ท. ทักษิณกลับมาแล้วติดคุก เชื่อว่าจะถูกฝ่ายที่มีอำนาจยัดเยียดคดีให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกหลายคดี อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกับตนหลายครั้งว่าอีกไม่นานก็คงได้กลับประเทศเมื่อฟ้าสว่างความดีที่เคยทำไว้ก็คงมีคนเห็น พร้อมบอกว่าเมื่อ ประเทศประสบวิกฤติเศรษฐกิจคนก็คงอยากให้มาแก้ไข เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง

“ปชป.” ตามไล่บี้ ส.ส.เพื่อไทย

ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ปฏิเสธไม่ไปให้การกับตำรวจถึงแหล่งที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะไม่มีข้อกฎหมายบังคับว่า เป็นความกล้าหาญของนายประชาที่กล้าไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและในวันที่ 3 มี.ค. ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้เรียก ส.ส. ที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ มาสอบสวนเรื่องนี้

“ไม่ว่านายประชาจะยอมรับว่าไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ หรือจะโกหกว่าไปพบแต่ไม่รู้แหล่งที่อยู่ที่ชัดเจน ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าการกระทำของนายประชาเข้าองค์ประกอบให้ความช่วยเหลือนักโทษเพื่อให้พ้นจากการจับกุม นายประชาคือผู้ที่จะเดือดร้อน และคงต้องไปต่อสู้กันต่อในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้นายประชาให้ความร่วมมือ ในฐานะที่เป็นผู้แทนประชาชน” ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

“เสี่ยตาล” พร้อมแจงทรัพย์สิน

อีกเรื่องหนึ่ง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา จะยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ไม่ครบถ้วนว่า ยืนยันว่าสามารถชี้แจงได้ เพราะเดิมตนเป็นผู้รับใบอนุญาตคือเป็นเจ้าของโรงเรียน ต่อมาเมื่อมาเป็น รมต. ได้สอบถามสำนักเลขาธิการ ครม.และ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับคำตอบว่าเพื่อความปลอดภัยควรจะทำใบลาออกไว้ก่อน จึงได้ทำใบลาออกโดยแนบไปกับการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ดังนั้นจึง มีคำถามตามมาว่าในเมื่อไม่ได้เป็นผู้รับใบอนุญาตแล้วตัวทรัพย์สินของโรงเรียนที่เสมือนเป็นนิติ บุคคลจะต้องยื่นด้วยหรือไม่ จึงตัดสินใจไม่ยื่นทรัพย์สินที่เป็นของตัวเอง แต่ตัวที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนแยกออกจากตัวทรัพย์สินได้ยื่นชี้แจงไปแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ใช่การซุกทรัพย์สิน คิดว่าถ้านายเรืองไกรไปยื่นต่อ ป.ป.ช. และหากมีการสอบถามกลับมาพร้อมชี้แจง

“สุเมธ”เปิดใจ กกต.ของปลอม

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวเปิดใจก่อนพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 8 มี.ค. นี้ว่า ตั้งแต่วันนี้จะไม่เข้าร่วมประชุม กกต. เนื่องจากจะได้ไม่ต้องเซ็นคำวินิจฉัยหลังจากสัปดาห์นี้ ส่วนคำวินิจฉัยเดิมที่ค้างอยู่ก็จะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสัปดาห์เดียวกัน ต่อข้อถามว่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของตุลาการภิวัตน์มองอนาคตของตุลาการภิวัตน์อย่างไร นายสุเมธ กล่าวว่า หากบ้านเมืองเรียบร้อย อยากเห็นตุลาการกลับเข้ากรมกอง ชีวิตการเป็นศาลกับการอยู่ข้างนอกไม่เหมือน กัน หากออกมามาก ๆ กลัวจะเหลิง เพราะต้องเจอนักการเมืองหลายประเภท

“ยอมรับว่า กกต. ชุดนี้เป็นของปลอม เพราะถูกตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่ได้ถูกตั้งมาตามรัฐธรรมนูญหรือได้รับการโปรดเกล้าฯ เรื่องนี้ไม่ขอโต้เถียงใครที่กล่าวหา แต่ผมเห็นว่าแม้ไม่ได้มาตามรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ทำได้” กกต. รายนี้ ระบุ

“5 พธม.”เลื่อนรับทราบข้อหา

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนส่งหมายเรียกตัว 21 แกนนำพันธมิตรฯ มารับทราบข้อกล่าวหาฐานสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และหน่วงเหนี่ยวกักขังเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากเหตุการณ์ปิดล้อมหน้ารัฐสภาวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยให้มาพบพนักงานสอบสวนระหว่างวันที่ 2-5 มี.ค. เวลา 13.00 น. นั้น นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ ได้ติดต่อขอแจ้งเลื่อนการให้ปากคำรับทราบข้อกล่าวหาของแกนนำพันธมิตรฯ 5 คน ที่นัดหมายให้มาพบวันนี้ ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสาวิตย์ แก้วหวาน นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายอมร อมรรัตนานนท์ ออกไปเป็นวันที่ 30 มี.ค. โดยให้เหตุผลว่า ผู้ต้องหาบางคนติดธุระสำคัญต้องเดินทางไปทำภารกิจในต่างประเทศ และบางรายเตรียมตัวไม่ทันเพราะตำรวจส่งหมายเรียกกระชั้นชิดเกินไป ซึ่งพนักงานสอบสวนก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใดและเห็นชอบตามนั้น

ตร.ไฟเขียวนัดพร้อมกัน30มี.ค.

รอง ผบช.น. กล่าวต่อว่า ทนายความแกนนำพันธมิตรฯ แจ้งว่า ขอเวลาให้ผู้ต้องหาได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อยืนยันทางคดีสักระยะ จากนั้นจะนำตัวแกนนำทั้ง 21 คนมารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกันทั้งหมดในวันที่ 30 มี.ค. นี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใดและเห็นชอบตามนั้นเช่นกัน หากมาพร้อมกันทั้งหมดก็จะแจ้งข้อหาและสอบปากคำในทันที และหากเข้ามอบตัวตามนัดหมายก็จะปล่อยตัวชั่วคราวก่อน ส่วนผู้ที่ขัดหมายเรียก 3 ครั้งก็จะพิจารณาออกหมายจับต่อไป

ด้านนายสุวัตร กล่าวว่า แกนนำพันธ มิตรฯ พร้อมให้การเป็นลายลักษณ์อักษรและ เอกสารยืนยันว่าไม่ได้ทำความผิด ดูได้จากผลสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขณะเดียวกันผลสรุปของ ป.ป.ช. ก็กำลังจะออกมา ซึ่งพันธมิตรฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดแน่นอน นอกจากนี้เรายังต้องการขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวน เพราะมีพฤติกรรมเป็นปรปักษ์กับผู้ต้องหา ซึ่งเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

“สลน.”ถอนฟ้องขับไล่ พธม.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ จะทำหนังสือเพื่อขอให้เปลี่ยนตัวชุดพนักงานสอบสวนว่า การคัดค้านบุคคลมีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการดำเนินคดีต่าง ๆ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่คดีที่อยู่ในความสนใจต้องเร่งทำให้เกิดความชัดเจน เพื่อ ไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจ ทุกคดีของทุกฝ่ายมีความคืบหน้า เช่น คดียึดสนามบินที่ตำรวจเคยรายงานว่ามีความคืบหน้าร้อยละ 80-90 ซึ่งภายใน 1 เดือนก็ต้องมีความชัดเจนออกมา

ขณะเดียวกัน นายเมธี ใจสมุทร ทนายความของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เปิดเผยถึงคดีที่นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขา ธิการนายกฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 5 แกนนำพร้อมด้วยผู้ประสานงานพันธมิตรฯ เรื่องละเมิดขับไล่ออกจากทำเนียบรัฐบาลว่า ได้เตรียมยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลแพ่งในวันที่ 3 มี.ค. เนื่องจากสำนักเลขาธิการนายกฯ เห็นว่า จำเลยได้ย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งเปิดเส้นทางจราจรแล้ว

“บุญจง”ไม่เข็ดแจกเบี้ยคนแก่

ที่ จ.สุรินทร์ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย พร้อมคณะเดินทางมาเป็นประธานเปิดป้ายอาคารเรียนของโรงเรียนเทศบาลตำบล ท่าตูม โดยมีนายปราโมทย์ สัจจรักษ์ ผู้ว่าฯ สุรินทร์ พร้อมข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานเทศบาลตำบลท่าตูมให้การต้อนรับ ทั้งนี้นายบุญจงยังได้มอบเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ส.ส. ได้มอบไม้ดักยุงให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายบุญจงจะมาทำพิธีเปิดป้ายอาคารเรียนดังกล่าว ที่สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอท่าตูม ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 100 คน มาชุมนุมถือป้ายโจมตีรัฐบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ บก.ภ.จว.สุรินทร์ กว่า 100 นายมาคอยรักษาความปลอดภัยและป้องกันเหตุกระทบกระทั่ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปเจรจากับกลุ่มเสื้อแดงเป็นเวลา 30 นาทีก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจะสลายตัวกลับไป

“เสื้อแดง” ประท้วง“เด็กเนวิน”

บ่ายวันเดียวกัน ที่ จ.นครพนม มีม็อบเสื้อแดงประมาณ 200 คน นำโดยนายเศวต ทิน กูล อดีต ส.ส.ร. มาปักหลักชุมนุมบริเวณนอกรั้วสนามบิน จ.นครพนม เพื่อโจมตีนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และคณะที่เดินทางมาตรวจความพร้อมในพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ระหว่าง จ.นครพนม-แขวนคำม่วน โดยกลุ่มเสื้อแดงได้เขียนป้ายผ้าโจมตี รมว. คมนาคม รวมทั้งนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นคร พนม พรรคภูมิใจไทย ว่า “ไอ้รัฐมนตรี ลูกน้อง ไอ้ลูกกรอก ไอ้ปากห้อยเนวิน ส.ส. ที่ไร้เกียรติ บังอาจทรยศประชาชน นครพนมไม่ต้อนรับ” ขณะเดียวกันภายในสนามบินก็มีม็อบสนับสนุนนายศุภชัย โพธิ์สุ สวมเสื้อสีน้ำเงินประมาณ 500 คน มาคอยต้อนรับ รมว.คมนาคม อย่างไรก็ดีม็อบทั้งสองกลุ่มไม่ได้มีการเผชิญหน้าหรือเกิดการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด

เร่งปรับภูมิทัศน์ทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เจ้าหน้าที่ กทม. ได้เริ่มปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในทำเนียบรัฐบาลแล้ว โดยลงมือปลูกหญ้าบริเวณสนามหญ้าด้านข้างห้องผู้สื่อข่าวหลังใหม่ และนำต้นไม้ อาทิ ลีลาวดี พญาสัตตบรรณ มาปลูกตลอดแนวริมคลองหลังตึกไทยคู่ฟ้า ส่วนต้นไทรปลูกรอบตึกบัญชาการ และต้นชาฮกเกี้ยนหรือชาดัดปลูกที่บริเวณตึกนารีสโมสร ในขณะนี้ที่บริเวณหน้าห้องผู้สื่อข่าวหลังเก่า ได้นำต้นแก่นกระพี้มาปลูก ส่วนบริเวณพื้นที่อื่นที่ยังไม่มีการปลูกต้นไม้นั้น เจ้าหน้าที่ได้ปรับพื้นที่และลงปุ๋ยคอกเตรียมดินเอาไว้แล้ว

อย่างไรก็ตามการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในทำเนียบรัฐบาลนั้น จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายในวันที่ 10 มี.ค. เนื่องจากในวันดังกล่าวจะมีการจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย เนื่องในโอกาสเสด็จฯ เยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ยื่น ป.ป.ช. สอบ “สาทิตย์” แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ถึง ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ แล้ว โดยนายเรืองไกร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของนายสาทิตย์ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2551 แจ้งว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินประมาณ 35.16 ล้านบาท และกรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2551 แจ้งว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินประมาณ 35.75 ล้านบาท ซึ่งนายสาทิตย์ แจ้งครั้งหลังว่า มีรายได้เป็นเงินเดือนจากโรงเรียนวิวัฒน์วิทยา 3.97 แสนบาท และไม่ได้แจ้งมูลค่าของโรงเรียน แต่เมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปในการแจ้งครั้งแรกกลับแจ้งว่าโรงเรียนดังกล่าวมีมูลค่า 8.9 ล้านบาท

ส.ว.สรรหา เปิดเผยด้วยว่า กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายลักษณะจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรม นูญมาตรา 263.

สมัชชาเสื้อแดง เพื่อสังคมใหม่

ที่มา Thai E-News


การเมืองใหม่ที่แท้จริง-ถึงเวลาแล้วที่มวลชนเสื้อแดง ต้องพูดถึงสังคมใหม่ ต้องเอาความฝันของพวกเราออกมาสู่สังคม เอาความปรารถนาที่ฝังอยู่ในจิตใจออกมาพัฒนาให้มันเป็นรูปธรรม ดั่งคำที่สมัชชาคนจนเคยพูดไว้ว่า “ประชาธิปไตยต้องกินได้"


โดย วัฒนะ วรรณ
ที่มา องค์กรเลี้ยวซ้าย
3 มีนาคม 2552

ถึงเวลาแล้วที่เรามวลชน “เสื้อแดง” จะยกระดับการต่อสู้ให้ไปไกลกว่าประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540

เพราะครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น เป็นการต่อสู้ระหว่าง คนเสื้อแดง ที่เป็นชนชั้นล่าง เป็นชาวไร่ชาวนา เป็นผู้ใช้แรงงานในโรงงาน ในสำนักงานบริษัทต่างๆ เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เป็นคนขับแท็กซี่ เป็นคนขับวินมอเตอร์ไซต์ เป็นคนที่เคยถูกละเลยมาในอดีต และที่สำคัญคือ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ที่สร้างสังคมให้เจริญมาโดยตลอด

กับพวกศักดินา อภิสิทธิ์ชน ชนชั้นสูง อำมาตยาธิปไตย ที่ร่ำรวย ผ่านการกดขี่ขูดรีด มาจากพวกเรา โดยที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศนี้อย่างแท้จริง และเมื่อมีวิกฤตคนที่เสียสละก็ยังต้องเป็นพวกเราอีก ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเดินหน้าต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งเจ้าของประเทศโดยแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่มวลชนเสื้อแดง ต้องพูดถึงสังคมใหม่ ต้องเอาความฝันของพวกเราออกมาสู่สังคม เอาความปรารถนาที่ฝังอยู่ในจิตใจออกมาพัฒนาให้มันเป็นรูปธรรม ดั่งคำที่สมัชชาคนจนเคยพูดไว้ว่า “ประชาธิปไตยต้องกินได้

เราต้องกล้าที่จะเห็นสังคมใหม่ ที่ระบบเศรษฐกิจและการเมืองถูกออกแบบมาเพื่อความเท่าเทียมและความอยู่ดีกินดีของประชาชน แล้วสังคมใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร องค์กรเลี้ยวซ้าย ของนำเสนอตุ๊กตาเพื่อเป็นข้อเสนอให้เราร่วมกันพัฒนาต่อ

ว่าด้วยรัฐสวัสดิการ “ครบวงจร ถ้วนหน้า ระบบเดียว”

ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบที่เน้นความเท่าเทียม แทนการให้โอกาสที่เท่าเทียม เน้นเสรีภาพในสังคมให้ประชาชนปราศจากความกลัวและอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่เด็กทุกคนมีโอกาสในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่าเทียมกัน แต่ระบบรัฐสวัสดิการเด็กๆทุกคนต้องได้เรียนหนังสือในสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ประชาชนทุกคนต้องได้รับการบริการขั้นพื้นฐานจากรัฐ เช่น ต้องมีงานทำ การรักษาพยาบาลฟรี ที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐานราคาถูก มีเงินเดือนสำหรับคนที่ทำงานไม่ได้ มีการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น ระบบขนส่งมวลชน สื่อ ศิลปวัฒนธรรม นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

ต้องเป็นระบบที่ครบวงจร นั่นหมายถึง ต้องทำหลายๆอย่างพร้อมกันถึงจะมีประสิทธิภาพ คือถ้ามีระบบเรียนฟรี ก็ต้องมีทุนการศึกษาในรูปตัวเงินให้เปล่า ต้องมีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ที่เด็กจะสามารถเดินทางไปโรงเรียนได้สะดวกไม่เหนื่อยจนเกินไป ต้องมีที่พักที่มีคุณภาพที่อยู่ใกล้สถานศึกษาในกรณีที่ไม่ต้องการเดินทาง และต้องมีห้องพักที่มีมาตรฐาน ราคาถูก ที่เยาวชนจะมีพื้นที่ส่วนตัวในการอ่านหนังสือและพักผ่อน ไม่ใช่อยู่รวมกันภายในห้องเช่าราคาแพงเล็กๆที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย ต้องมีงานทำที่ได้ค่าตอบแทนที่มากพอสำหรับเลี้ยงชีพ และพักผ่อน ภายใต้ชั่วโมงการทำงานที่น้อยที่สุด สภาพแวดล้อมภายในครอบครัวถึงจะดี

ต้องเป็นระบบถ้วนหน้า หมายถึงระบบรัฐสวัสดิการต้องครอบคลุมทุกคนในสังคม ไม่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อขอรับบริการจากรัฐ เช่นไม่ต้องมีช่องพิเศษที่แยกออกต่างหากสำหรับคนจนในการเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล เพราะมันไปทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยไม่ว่ามีเชื้อชาติใด สัญชาติใด และมีสถานทางกฎหมายอย่างไร ต้องสามารถใช้บริการสาธารณะของสังคมได้ โดยเท่าเทียมกัน

รัฐสวัสดิการต้องเป็นระบบเดียวกัน มีมาตรฐานเดียวกันที่ดีมีคุณภาพ หมายความว่า ระบบสวัสดิการที่มีอยู่ในสังคมไทยทุกระบบต้องรวมเป็นระบบเดียวกันเพื่อความมีประสิทธิภาพในการบริการ

การสร้างรัฐสวัสดิการได้ต้องมีการกระจายความร่ำรวยในสังคมผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้า หมายความว่าจะต้องมีการเก็บภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก จากคนร่ำรวยในสังคม ที่ไม่มีวันใช้หมด

การเก็บภาษีแบบนี้จะต้องออกแบบเพื่อไม่ให้กระทบกับคนจน ต้องกำหนดอัตราขั้นต่ำที่ไม่กระทบกับคนจน เช่น ใครที่มีที่ดินขั้นต่ำ20ไร่ อาจจะไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีในอัตราส่วนที่น้อย แต่ถ้ามีที่ดินเป็นร้อยไร่ พันไร่ หมื่นไร่ ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งอาจจะมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนเหล่านี้ร่ำรวยจากสังคมและการเก็บภาษีที่สูงก็ไม่กระทบกับคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนรวยอยู่แล้ว

สังคมใหม่จะต้องมีระบบกระบวนการยุติธรรม ที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความยุติธรรมจริง

ระบบกระบวนการยุติธรรมที่ตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ จะเป็นระบบที่สร้างความยุติธรรมได้จริง ต้องใช้ระบบลูกขุน ที่สุ่มมาจากพลเมืองของชุมชน โดยให้ผู้พิพากษาเป็นเพียงผู้ชี้แนะข้อกฎหมายเท่านั้น

การคุมขังผู้ที่ทำผิดต้องเน้นไปเพื่อความปลอดภัยของสังคม ต้องไม่มุ่งเน้นไปเพื่อการแก้แค้น ดังนั้นจะต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตเพราะมันเป็นระบบที่เน้นการแก้แค้นเป็นหลัก ไม่สามารถสร้างความปลอดภัยในสังคมได้จริง นอกจากนี้จะต้องเน้นระบบการลงโทษที่พร้อมให้โอกาสคนแก้ตัวได้ ระบบคุกที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องมีการปรับปรุง ต้องเน้นให้ผู้ต้องขังมีความภูมิใจว่าเขามีประโยชน์กับสังคม

ตำรวจ ทหาร ต้องใกล้ชิดชุมชน

ตำรวจ ต้องสังกัดชุมชน ไม่ติดอาวุธ เพราะการที่จะดูแลสังคมให้ปลอดภัยชุมชนมีประสิทธิภาพมากที่สุด และกองทัพต้องลดขนาดให้เล็กลง ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เน้นทหารอาสาสมัคร เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการปกป้องประเทศทหารอาสาสมัครมีบทบาทสำคัญ เช่นขบวนการเสรีไทย แต่ทหารอาชีพกลับมีประวัติศาสตร์ตรงข้ามคือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการก่อรัฐประหาร เข่นฆ่าประชาชน และเป็นเผด็จการ

การบริหารหน่วยงานสาธารณะต้องใช้ระบบ “ไตรภาคี”

การบริหารหน่วยงานสาธารณะ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย อนามัย โรงพยาบาล ระบบขนส่งมวลชน ประปา ไฟฟ้า ฯลฯ ต้องให้ชุมชนและคนที่ทำงานมีส่วนร่วมในการบริหารงาน ซึ่งระบบไตรภาคี จะประกอบด้วย ตัวแทนจากรัฐที่ได้รับการเลือกตั้ง ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้แทนสหภาพแรงงานที่ทำงานในหน่วยงานนั้น เพื่อทำให้การบริหารงานตอบสนองความต้องการของสังคมมากที่สุด

ต้องสร้างสมัชชาเสื้อแดงเพื่อสังคมใหม่

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตุ๊กตา เพื่อชวนให้มิตรสหายเสื้อแดงทุกท่านได้ร่วมกันแลกเปลี่ยน ร่วมกันทำข้อเสนอ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ต่อไป แต่การเสนอโดยปัจเจกหรือกลุ่มเล็กๆจะมีพลังน้อย

ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องสร้าง “สมัชชาเสื้อแดงเพื่อสังคมใหม่” เพื่อเป็นเวทีที่กลุ่มต่างๆจะได้มีโอกาสในการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเสรีและมีพลัง และองค์กรเลี้ยวซ้ายขอเป็นแนวร่วมกับทุกกลุ่มที่อยากเห็นสังคมใหม่ที่สร้างความเท่าเทียมได้อย่างแท้จริง

เราควรเริ่มสร้างพรรค \"แดง\" อย่างไร ?

ที่มา thaifreenews


เราควรเริ่มสร้างพรรค “แดง” อย่างไร? แดงสยาม....เพื่อ.... เครือข่ายแดงนอกประเทศไทย

โดย ใจ อึ้งภากรณ์

พรรคแดงต้องสร้างจากพลเมืองรากหญ้า เพื่อให้มีฐานที่มั่นคง เพื่อให้สะท้อนความต้องการแท้ของประชาชน และเพื่อให้สมาชิกพรรคร่วมกันนำ ที่สำคัญเราต้องสามารถ ควบคุมผู้แทนและนักการเมืองของเรา ตรงนี้หลายคนคงเข้าใจดี เพราะคนเสื้อแดงบางส่วนเคยตั้งความหวังและผิดหวังกับคนอย่าง เนวิน ที่ขายตัวเปลี่ยนข้าง หรือทุกวันนี้เราอาจมองว่าแกนนำเสื้อแดงในส่วนที่เป็นนักการเมืองเก่า อาจ “ไปไม่ถึง” “ย่ำอยู่กับที่” โดยที่ไม่มีข้อเสนอใหม่ๆ ตามความต้องการของมวลชน

ถ้าจะสร้างพรรครากหญ้าแบบนี้เราต้องให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องคือ

1. รายละเอียด เช่นการรวบรวมรายชื่อและที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ ของสมาชิกกลุ่มเสื้อแดงที่เราจัดตั้ง เก็บ “ค่าบำรุง” ในระดับพอเหมาะเพื่อให้เราพึ่งตนเองได้ในการทำงาน และที่สำคัญต้องสื่อสารติดต่อกับสมาชิกเป็นประจำเพื่อไม่ทิ้งใคร ในขณะเดียวกันต้องขยายสมาชิก และประสานระหว่างกลุ่มเสื้อแดงในเขตต่างๆ อีกด้วย

2. งานประจำ เราต้องมีกิจกรรมเป็นประจำเพื่อไม่ให้ขาดช่วง แต่ต้องเหมาะสมกับคนที่ต้องไปทำงาน มีครอบครัว หรือเรียนหนังสือด้วย สมาชิกเราไม่ใช่คนที่ทำงานเสื้อแดงเต็มเวลาได้ เขาเป็นพลเมืองธรรมดา วิธีที่ง่ายที่สุดคือการจัดกลุ่มศึกษาทุกอาทิตย์ เพื่อพัฒนาความคิดความเข้าใจ และเพื่อประสานการทำงาน ซึ่งแปลว่าต้องมีจดหมายข่าวออกไปสู่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งข่าวและให้ความรู้

3. การศึกษา เราต้องพัฒนาสมาชิกให้เป็นผู้ที่นำตนเองได้ เป็นผู้นำในชุมชน ที่ทำงาน หรือสถานที่ศึกษาได้ ซึ่งแปลว่าสมาชิกต้องเข้าใจการเมืองไทย การเมืองสากล เศรษฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ ตรงนี้มันไม่ได้แปลว่าต้องเป็นศาสตราจารย์กันทุกคนภายในสองสามวัน แต่เราควรมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ สมาชิกควรอาสาไปศึกษาอะไรสักอย่าง แล้วมาเล่าให้กลุ่มศึกษาฟังเพื่อแลกเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ

ทำไมเราต้องสร้างพรรคแบบนี้? ขอยกตัวอย่าง...

ในช่วงวิกฤตแบบนี้ เราจะเผชิญหน้ากับคำถามรูปธรรมตลอดเวลา เช่น... ถ้ามีการเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” เราต้องมีจุดยืนอย่างไร? (ในความเห็นส่วนตัวของผม ควรคัดค้านเพราะไม่ต่างจากรัฐบาลบงการโดยทหารที่มีอยู่) หรือ จะมีคำถามว่าควรมีข้อเรียกร้องอะไรบ้าง? ควรเคลื่อนไหวยืดเยื้อหรือสั้นๆ? ถึงจุดไหนเราควรเลิกชุมนุม? ก้าวต่อไปควรเป็นอย่างไร?.... หรือเราควรมีข้อเสนออะไรบ้างเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจ ฯลฯ .... เรื่องแบบนี้เราปล่อยให้แกนนำไม่กี่คนกำหนดทิศทางการต่อสู้ไม่ได้ ถ้าแบบนั้นก็แสดงว่าองค์กรไม่มีประชาธิปไตยภายในและขึ้นอยู่กับความคิดของคนกลุ่มเล็กๆ เราต้องมีส่วนร่วมในการนำ และถ้าจะมีส่วนร่วมเราต้องศึกษาและถกเถียงกันถึงปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา บ่อยครั้งในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คนที่เคยก้าวหน้าและสามารถนำ จะกลายเป็นคนที่ประนีประนอมไม่กล้าสู้ (หรือในกรณีคนของภาคประชาชนที่เข้ากับพันธมารฯ –เขาเปลี่ยนไปเป็นคนล้าหลังปฏิกิริยา) และคนที่เคยขาดความมั่นใจในการนำหรือการเสนออะไร เช่นคนเสื้อแดงธรรมดา อาจก้าวออกไปเป็นแกนนำใหม่... ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่เราต้องจัดตั้งและพัฒนาคนของเรา ไม่พึ่งใครคนใดคนหนึ่ง (รวมถึงผมด้วย)

หากความแหลมคมของสถานการณ์มาถึงจุดหนึ่ง จนถึงขนาดที่ ฝ่ายทหาร พรรคประชาธิปัตย์และเส้นใหญ่ ต้องการประนีประนอม ซึ่งทำให้แกนนำเสื้อแดงบางส่วนที่ “ใจไม่ถึง” พะว้าพะวงไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรดี จนต้องยุติการชุมนุมนั้น... คนเสื้อแดงธรรมดาจะมีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรฐานใหม่อย่างไรเพื่อไม่ให้การเมืองไทยว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์แบบเดิม?

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการจัดตั้งเป็นเรื่องสำคัญ คือท่าทีต่อคนที่ถูกรังแกในสังคม พรรคแดงต้องเป็นปากเสียงของคนที่ถูกรังแก แต่น่าเสียดายที่กลุ่มเสื้อแดงบางส่วนที่เชียงใหม่ไปคัดค้านคนรักเพศเดียวกันที่อยากจัดงาน ทุกคนมีสิทธิ์ผิดพลาดได้ แต่เราต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะคับแคบที่มาจากพวกอนุรักษ์นิยมเบื้องสูงในสังคม เพื่อปกป้องคนรักเพศเดียวกันหรือผู้ที่ถูกรังแกอื่นๆ เสื้อแดงต้องก้าวหน้าทันสมัยและใจกว้าง เราต้องตรงข้ามกับไดโนเสาร์เสื้อเหลืองที่ชื่นชมจารีตโบราณที่คับแคบ พวกเสื้อเหลืองโจมตี “แถลงการณ์สยามแดง” ที่กล่าวว่า “ตราบใดที่เราหมอบคลานต่ออำนาจเก่าเราจะไม่ยืนขึ้นเป็นมนุษย์” พวกเหลืองอ้างว่าการหมอบคลานคือ “วัฒนธรรมไทย” ซึ่งแปลว่าเขามองว่าคนไทยคือทาส หรือคนไทยไม่ก้าวหน้าไม่เป็นคน เสื้อแดงต้องก้าวหน้า เราไม่ใช่พวกมอบคลานเหมือนสัตว์ เราเป็นมนุษย์เราเป็นพลเมือง และในฐานะที่เป็นมนุษย์เป็นพลเมือง เราต้องมีเกียรติ์พอที่จะเลียวแลเห็นใจและปกป้องพลเมืองอื่นในสังคม เช่นคนรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่ไปร่วมกระทืบเขาเหมือนที่ชนชั้นสูงต้องการให้เราทำ

ทุกวันนี้พวกเผด็จการหัวเก่ากำลังขาดความมั่นใจ เขากลัวเพราะประชาชนเสื้อแดงไม่ใช่ลูกน้องใคร นำตนเองได้ และกำลังคิดไปไกล ... กำลังตั้งคำถามกับโครงสร้างเบื้องบนเก่าๆ ของสังคมและอยากได้อะไรที่ใหม่และทันสมัย ฝ่ายเขาเริ่มแสดงท่าทีว่าอาจยอมประนีประนอม ในสถานการณ์แบบนี้เราต้องไม่หยุดสู้ แต่ต้องเดินหน้าเพื่อเอาชนะพวกนั้นอย่างสมบูรณ์

ที่อังกฤษสถานทูตไทยกังวลเรื่องการคิดเองของนักศึกษาไทย จนสถานทูตไทยประจำลอนดอนต้องโทรศัพท์ไปกดดันนักศึกษา และทูตไทยกำลังจัดงานปิดสำหรับคนไทย “เพื่ออธิบายผลงานของกษัตริย์” แต่เขาคงไม่กล้าเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างประมุขกับการเมืองเผด็จการแน่ และยังคงปกป้องการใช้กฎหมายหมิ่นเพื่อทำลายเสรีภาพในการแสดงออก ถ้าแน่จริงผมท้าทูตให้มาโต้วาทีวิชาการกับผมในที่สาธารณะ

การสร้างพรรคเป็นโครงการต่อเนื่องที่จะใช้เวลา เราต้องเริ่มทำวันนี้ และเราต้องไม่แสวงหาทางลัด เช่นให้ “ผู้ใหญ่” สร้างขึ้นแทนเราด้วยถุงเงินถุงทอง เราต้องสร้างพรรครากหญ้าของประชาชน และหน่ออ่อนของพรรคใหม่นี้คือกลุ่มเสื้อแดงที่ท่านกำลังสร้างอยู่ทุกวันนี้


เครือข่ายแดงนอกประเทศไทย



คำถามสำคัญเกี่ยวกับเสื้อแดงนอกประเทศคือ เราจะหนุนช่วยการต่อสู้ของคนเสื้อแดงภายในประเทศอย่างไร ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่า เสื้อแดงนอกประเทศจะต้องพัฒนาทิศทางการเคลื่อนไหว ซึ่งจำเป็นต้องมีการรวมกลุ่มให้ได้มากที่สุดเพื่อพัฒนาแนวความคิดทางการเมือง และนำความสร้างสรรค์ดังกล่าวมาเป็นข้อเสนอรูปธรรมใหม่ๆ ในการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างสังคมการเมืองไทยด้วย พร้อมๆกับวิจารณ์ปัญหาโครงสร้างสังคมไทยปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ที่คนเสื้อแดงภายในประเทศไทยไม่สามารถพูดได้ สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราสามารถพัฒนาเครือข่ายคนเสื้อแดงในยุโรป หรือ ในพื้นที่อื่นให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน อาจมีการนัดพบกันในระดับประเทศเดือนละครั้ง เพื่อศึกษาการเมือง และเพื่อประสานการเคลื่อนไหว และทุกปีอาจมีสมัชชาเสื้อแดงระดับทวีป เช่นของยุโรปเป็นต้น.... อยากฟังความเห็นจากเพื่อนๆ นอกประเทศครับ

ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์ ๑ มีนาคม ๒๕๕๒

ความอิจฉาของสนธิฯ จินตนาการของกลุ่มพันธมิตรฯ จุดยืนประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงและความรักที่มีต่อทักษิณ

ที่มา thaifreenews

โดย..เสียงประชาไทย

ความอิจฉา คือ. . .
ความรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นใครคนใดคนหนึ่งเขาเด่นขึ้นมา อาจจะถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะมัวแต่คิดหาข้อเสียของคนๆนั้น เพื่อที่จะเอาไปประจานเขา ให้คนส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามด้วยและพากันทำลายบุคคลนั้น แล้วสุดท้ายผู้คนก็จะพากันยกย่องว่า ตนนี่ฉลาดกว่าเขา

กรณีที่เด่นชัดที่สุด น่าจะเป็นสนธิ ลิ้มฯซึ่งหากมองกันให้ลึกซึ้งแล้ว การกระทำของสนธินั้นตรงกับที่ผมอธิบายมาทุกอย่าง ซึ่งด้วยแรงอิจฉาของสนธิที่มีต่อทักษิณนั้นมากมายเหลือเกิน

ความซี้ของ2คนนี้นั้นถือได้ว่าเป็นเพื่อนรักกันก็ว่าได้
แต่นั่นมัน 10 กว่าปีที่แล้วซึ่งหลังจากทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรีความเด่นดังของทักษิณก็เพิ่มมากขึ้นทวีคูณจากนโยบายประชานิยมและแนวทางบริหารประเทศที่เน้นลงมือทำมากกว่าการพูดตามเกมการเมืองไปวันๆ
ซึ่งประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยมีนายกฯที่ทุ่มเทแบบนี้มาก่อน
และคำพูดของสนธิในวันนั้นก็ไม่ผิดเลยและผมเชื่อว่าสนธิพูดออกมาจากใจจริงที่ว่า
"ทักษิณคือนายกฯที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา"
และทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อเช่นนั้น ฮ่าๆ

ทักษิณนั้นกลายเป็นคนของประชาชนอย่างเต็มตัว จนไม่สามารถตอบสนองความต้องการสนธิได้ทุกเรื่อง เพราะทักษิณเมื่อเป็นนายกฯแล้วเรื่องชาติบ้านเมืองต้องมาก่อนเรื่องผลประโยชน์ไว้ทีหลัง
การข่มกันเองของทั้งสองคนซึ่งผลสุดท้ายทักษิณกลับชนะตลอดจนสนธินั้นเริ่มหมั่นไส้และอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง
คนที่เคยร่วมงานกับสนธิ ไม่ว่าจะเป็น
"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทนง พิทยะ" หรือ "พันศักดิ์ วิญญรัตน์"
ซึ่งกลายมาเป็น "ขุนพลเศรษฐกิจ" ตัวจริงของ "ทักษิณ"
จนสนธิคิดว่าทักษิณเป็นหนี้บุญคุณแต่กลับเนรคุณตัวเอง
สายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของ "ทักษิณ-สนธิ" ทั้งส่วนตัวและเครือข่ายเมื่อในอดีต จึงเริ่มมีรอยร้าว
ความอิจฉาของสนธิเริ่มก่อตัวมากขึ้นๆ
แต่ในแง่ของความเป็นจริงสนธิไม่สามารถทำอะไรทักษิณได้เลยในเวลานั้น แทนที่สนธิจะพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและปล่อยให้ทักษิณบริหารประเทศไป
เพราะในช่วงที่ทักษิณเป็นนายกฯนั้น ประเทศกำลังเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด และกำลังจะเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในไม่ช้า
แต่สนธิกลับเลือกที่จะทำลายทักษิณเพราะไฟอิจฉาในใจสนธิไม่มีวันสงบหากปล่อยไว้และสุดท้ายด้วยความอิจฉาอันแรงกล้าของสนธิก็สามารถนำจุดอ่อนของทักษิณจนได้
ว่ากันว่าทักษิณนั้นแม้จะเป็นนักบริหารที่มีแนวคิดแบบสมัยใหม่แต่กลับเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์เป็นอย่างมากและนิยมร่วมพิธีกรรมทางศาสนาบ่อยครั้ง

จุดนี้จึงกลายเป็นจุดอ่อนให้สนธิเริ่มปฏิบัติการทำลายทักษิณ โดยเริ่มจากปลุกกระแสทักษิณคือพระเจ้าตากสินลับชาติมาเกิด
เชื่อมโยงเข้ากับพิธีกรรมทางศาสนาที่ทักษิณไปมีส่วนร่วม
กล่าวหาสารพัดในเรื่องของมนต์ดำ มนต์เขมร จึงทำให้ทักษิณมีคนนิยมจำนวนมากทั้งๆที่ความจริงคนนิยมทักษิณเพราะความตั้งใจจริงในการบริหารงานของทักษิณต่างหาก

กระแสทักษิณคือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิดเริ่มแพร่สะบัดสะเทือนไปถึงกลุ่มอำมาตย์ กลุ่มชนชั้นสูงและการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆว่าไม่สมควรนำไปเปรียบเทียบและทักษิณเองก็หลงเชื่อไปด้วยว่าตนเองคือพระเจ้าตากสินมาเกิด
เริ่มหนักเข้าเมื่อมีการพูดถึงคำสาปพระเจ้าตากสิน สนธิยิ่งได้ใจปลุกกระแสทักษิณคิดล้มล้าง..ขึ้นมา
รวมทั้งการที่หลวงตามหาบัวเคยเทศน์เตือนพ.ต.ท.ทักษิณ
ว่า อย่าลำพองตัว ว่าตั้งหน้าตั้งตาเป็นประธานาธิบดี
และการประโคมต่ออีกว่าอดีตชาติทักษิณเคยเป็นกษัตริย์พม่า
ไม่รู้ว่าเป็นการจงใจหรือความบังเอิญกันแน่มันก็ทำให้สนธิแต่งเรื่องมาเชื่อมโยงต่อกันได้หมดรวมทั้งการที่ทักษิณเองก็เชื่อโดยพยายามทำพิธีแก้เคล็ดเพื่อแสดงเจตนาว่าตนเองไม่มีความคิดเช่นนั้น แต่มันกลับทำให้คำพูดของสนธิดูมีน้ำหนักขึ้นมาก

คนไทยซึ่งเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์กันอย่างจริงจังอยู่แล้วรวมทั้งคนไทยมีความรักในสถาบัน...เป็นอย่างยิ่งจึงเกิดการต่อต้าน

เมื่อปฏิบัติการล้มทักษิณได้ผลเกินคาดเพราะทักษิณเองดันหลงเข้ามาร่วมด้วย ทำให้สนธิลำพองใจมากขึ้นพร้อมทั้งปั้นเรื่องปลุกปิศาจทักษิณในระบอบทักษิณขึ้นมา จนทำให้คนกลัวและต่อต้านกันตั้งแต่ขอทานยันนายพล อำมาตย์

โดยเฉพาะเหล่าอีแอบทั้งหลายที่เคยอิจฉาทักษิณ และหลายคนที่เสียผลประโยชน์ของตัวเองในช่วงทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี เริ่มโผล่ตัวออกมาร่วมรุมกินโต๊ะทักษิณ
คำพูดโกหกเนียนๆ คำกล่าวหาสวยหรูเน้นวิชาการ อิงหลักการ จนถึงการโกหกหน้าด้านๆแล้วแก้ตัวด้วยคำว่า
"เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ" ทุกคำที่ออกมาจากปากคนเหล่านี้แฝงไปด้วยอคติต่อทักษิณ ทำลายทักษิณเท่านั้น

ส่วนคนไทยที่ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคนพวกนี้แต่กลับไปหลงเชื่อเขา
บ้างก็เชื่อเพราะโง่จริงๆ
บ้างก็เชื่อเพราะไม่รู้จักคิดหาเหตุผล
บ้างก็เชื่อเพราะงมงายไสยศาสตร์
บ้างก็เชื่อเพราะรับข้อมูลข่าวสารทางเดียว
บ้างก็เชื่อเพราะคนพูดมันมีหน้าตาในสังคม คนพูดมันรวยโดยไม่เคยตั้งสติคิดสักนิดเลยว่าคนเราไม่ว่าจนหรือรวย ผู้ดีหรือกุ๊ยนักเลง ย่อมมีดีมีเลวปะปนกันไป
และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือคนไทยที่ไปหลงเชื่อเขา
เพราะว่าเขาหล่อ หน้าเหมือนพระเอกในละคร เขาต้องเป็นคนดีเชื่อถือได้ กลุ่มนี้โดยเฉพาะแม่บ้านทั้งหลายที่สับสนในชีวิตชอบเอาชีวิตจริงกับละครมาปะปนกันจนมั่วไปหมด ไม่รู้จักแยกแยะผิดถูก ไม่รู้จักคิด เป็นแต่ตั้งธงไว้ว่าอย่างนั้นคือดีอย่านี้คือเลว

เมื่อกระแสแต่งเรื่องต่างๆที่อิงเหตุการณ์จริง
แต่ปรับแต่งเจตนาดีของทักษิณให้เป็นเจตนาร้ายโดยสนธิ
เริ่มมีคนเชื่อมากขึ้น แนวร่วมมากขึ้น ก็เกิดขบวนการล้มล้างระบอบทักษิณในนาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่มีจุดยืนแน่ชัดว่า
เพื่อทำลายทักษิณและระบอบประชาธิไตยของทักษิณ
ผ่านตัวละครเอกที่สนธิแต่งขึ้นในนาม ปิศาจหน้าเหลี่ยม
ปิศาจผู้มีเงินล้นฟ้า สามารถซื้อทุกอย่างในโลกได้
ปิศาจผู้โกงกินทุกอย่างที่ขวางหน้า อำมหิตที่สุดในโลก
ปิศาจผู้โหดร้ายยิ่งกว่าปิศาจคอมมิวนิสต์ที่อำมาตย์เตยสร้างไว้
ปิศาจผู้ ........ ฯลฯ
แล้วแต่สถานการณจะพาไปและแล้วแต่จินตนาการของม๊อบเสื้อเหลืองจะคิดกันขึ้นมา ว่า ปิศาจหน้าเหลี่ยมตนนี้เลวยังไง

โดยละคร ปิศาจหน้าเหลี่ยม ถูกออกอากาศทาง ASTV และหนังสือในเครือผู้จัดการและแนวร่วมของสนธิ
ละครที่ทุ่มทุนสร้างแพงที่สุดในโลกโดยเอาประเทศเป็นต้นทุน
สนับสนุนโดย
กลุ่มอำมาตย์
กลุ่มเผด็จการอีแอบ
กลุ่มทุนชั้นคนสูง
กลุ่มพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์
จึงไม่น่าแปลกใจที่สามารถชุมนุมยืดเยื้อถึง 193 วันโดยไม่มีใครสามารถทำอะไรได้เลย แค่อ้างว่าชุมนุมโดยสันติ อหิงสาก็เป็นข้ออ้างให้พ้นผิดได้

ทั้งที่เป็นการชุมนุมที่สร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองจนประเมินค่าไม่ได้ มีการพกอาวุธนาๆชนิด ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทุบตีเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์

ด้วยศักยภาพที่สนธิมีตอนนี้หากฟังข่าวสารเพียงด้านเดียวก็ทำให้คิดได้ว่า ทักษิณน่าจะหมดความศรัทธาไปแล้ว
แต่มันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

คนยังรักทักษิณเหมือนเดิม โดยเฉพาะคนรากหญ้า
คนที่ต่อต้านสนธิและอำมาตย์กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คนที่รักในระบอบประชาธิปไตยเริ่มตาสว่าง
คนที่ต้องการเห็นประเทศชาติเจริญเริ่มไม่เห็นด้วยกับสนธิ
ฯลฯ
แม้ว่าหลายคนในนี้จะไม่เห็นด้วยและยังรู้สึกไม่ชอบทักษิณเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะเลือกต่อต้านสนธิและอำมาตย์แทนและร่วมกันเรียกร้องหาประชาธิปไตยที่แท้จริง

ผ่านความรู้สึก..
ความรู้สึกไม่พอใจในการแสดงออกของคนชนชั้นสูงประเทศ
ความรู้สึกที่เห็นความไม่ยุติธรรมในประเทศชาติ
ความรู้สึกเจ็บแค้นอย่างรุนแรงต่อเรื่องที่ทักษิณโดนกระทำ
ความรู้สึกไม่พอใจที่ตนถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว
ความรู้สึกถึงความตกต่ำของประเทศชาติในวันนี้
ความรู้สึกถึงล้มเหลวในการบริหารประเทศของพรรคอนุรักษ์นิยม ที่แม้เป็นรัฐบาลได้เพียง2เดือนกว่าเท่านั้น
ความรู้สึก...ฯลฯ
แล้วแต่ผลกระทบที่คนเหล่านี้ได้รับหลังจากเกมล้มระบอบทักษิณ และทำลายระบอบประชาธิปไตยนี้

ด้วยความรู้สึกเหล่านี้ก็เริ่มก่อเกิดกลุ่มคนแต่ละกลุ่มที่แสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับละครปิศาจหน้าเหลี่ยมของสนธิ

จากกลุ่มต่อต้านเผด็จการในนาม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ที่มาจากกลุ่มคนที่สูญเสียอำนาจและกลุ่มคนที่ต่อต้านการรัฐประหารของเผด็จการทหารเมื่อ 19 ก.ย. 49 เริ่มมีกลุ่มคนที่รักประชาธิปไตยมาสนับสนุนขึ้นเรื่อยๆ

จากกลุ่มเล็กๆที่รักทักษิณ เริ่มมีการรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

จากกลุ่มที่แสดงอาการไม่พอใจกับม๊อบพันธมิตรฯ อย่างรุนแรงจนบางครั้งรุนแรงไปจนน่าตกใจกลายเป็นภาพที่ดูป่าเถื่อนจนติดอยู่ในใจคนไทยหลายคนและก็กลายเป็นเป้าโจมตีของขบวนการล้มระบอบทักษิณที่ใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามเสมอ
ซึ่งไม่เป็นผลดีจนกลุ่มเหล่านี้เริ่มมีการปรับตัวควบคุมอารมณ์ของตนเองเพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม

จากกลุ่มที่เริ่มเห็นความไม่ยุติธรรมในประเทศและไม่พอใจในการกระทำของม๊อบเสื้อเหลืองและเจ้าของม๊อบเสื้อเหลือง

จนทำให้เกิดแนวร่วมและกลุ่มคนที่รักประชาธิปไตยในนาม
"คนเสื้อแดง"
แม้จุดยืนช่วงแรกๆของคนเสื้อแดงจะยังไม่ชัดเจน ด้วยเหตุผลหลายประการที่ ไม่ว่าจะเพราะ รักทักษิณ,ต่อต้านเผด็จการ,ไม่ชอบม๊อบพันธมิตรฯ ฯลฯ

แต่ช่วงหลังมาจนถึงปัจจุบัน

กลุ่มคนเสื้อแดงได้มีการยกระดับจุดยืนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ เพื่อเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและความยุติธรรมในประเทศไทย เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าต่อไป โดยยังมีจุดยืนเดิมของกลุ่มย่อยรองลงมา

จึงทำให้ยังเห็นมีการชูป้ายรักทักษิณ ชูป้ายด่าม๊อบพันธมิตร ชูป้ายเรียกร้องประชาธิปไตย ฯลฯ
และแต่ละครั้งของการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงจะมีผู้คนมาชุมนุมเรียกร้องทุกชนชั้น มาจากทุกจังหวัดทุกพื้นที่
และการชุมนุมแต่ละครั้งดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ต้องปลุกระดมให้เกิดความโกรธ เคียดแค้น
ไม่มีภาพความรุนแรงเกิดขึ้นให้เห็น
เป็นการชุมนุมโดยสันติ อสิงหา ปราศจากอาวุธอย่างแท้จริง

เป็นที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า
ไฟความอิจฉาของสนธิ ที่มีต่อทักษิณจะจบลงเช่นไร ?จินตนาการของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีเป็นจริงหรือไม่ ?
จุดยืนประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง จะเป็นจริงหรือไม่ ?
ความรักที่มีต่อทักษิณของประชาชนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ?

กฎที่ขึ้นสนิม

ที่มา มติชน

เหยี่ยวถลาลม

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไปประชุมตำรวจมอบ "แนวทางปฏิบัติ" ในการปราบปรามยาเสพติดเมื่อวันก่อน

มีตั้งแต่ระดับ "ผบ.ตร." รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ ผบช. เข้าร่วมครบครัน

ถือเป็นการประชุมระดับนโยบายที่น่าสนใจ

นายสุเทพให้แนวทางปฏิบัติแก่ตำรวจไว้ 12 ข้อ

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นแนวทางที่ "ขึ้นสนิม"

ต้อง "เคาะสนิม" กันขนาดหนักครับถึงจะเห็นเนื้อเหล็ก

ความจริงมีว่า ตำรวจชั่วที่รับเงินจากผู้ค้ายาเสพติดนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวน!

มีทั่วไปทั้งในภูธรและนครบาล

ถามว่า ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ ผบช. จะมี "วิธีทำงาน" อย่างไร

คงไม่ใช่แค่เป็น "ทางผ่าน" ของนโยบายจากนายสุเทพไปถึงผู้ปฏิบัติ!

ท่านผู้อ่านลองอดทนพิจารณาความปรารถนาดีของนายสุเทพดูสักหน่อย

แนวปฏิบัติ 12 ข้อ ของนายสุเทพมีดังนี้ครับ

1.ให้ตำรวจแสดงให้ประชาชนเห็นว่าจริงจังกับการปราบปรามยาเสพติด 2.ให้ใช้กฎหมายดำเนินการตามหลักนิติธรรม ไม่กลั่นแกล้ง

3.ให้ตำรวจลงพื้นที่เร่งรัดปราบปรามตามชุมชนหมู่บ้าน 4.ประกาศให้ประชาชนรู้ว่าตำรวจคนไหนรับผิดชอบปราบยาเสดติด เพื่อสามารถร้องทุกข์แจ้งเบาะแสได้ตรงตัว

5.ให้ทำบัญชีกลุ่มเป้าหมาย ผู้ค้า ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง 6.ขยายผลจับกุมกวาดล้างเครือข่ายให้ได้

7.ให้ความสำคัญกับการสกัดจับการนำเข้า การลำเลียงตามแนวชายแดน 8.ให้ตรวจสอบและปราบกรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสถานบันเทิง หอพัก และแหล่งมั่วสุม

9.ตำรวจต้องซื่อสัตย์ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์จากยาเสพติด 10.ให้ตำรวจทุกหน่วยทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุก

11.ต้องบูรณาการกับหน่วยงานอื่น และ 12.ให้ดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปราบปรามและสร้างชุมชนเข้มแข็ง

12 ข้อคือ "กฎเหล็ก" ที่ขึ้นสนิม!

ยืนยันได้ว่า ถ้าผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับชั้นไม่สนใจควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาให้ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างจริงจัง งานปราบปรามยาเสพติดก็จบเห่

ไม่มีทางสัมฤทธิผล

ที่เราจะได้เห็นก็แค่ผลจับกุมปราบปรามดาษดื่นลูบหน้าปะจมูก!?!!

"แม้ว"คุยจะไปยืนถ่ายรูปหน้าห้าง"แฮร์รอดส์" "พงศ์เทพ-นพดล"ไม่ยืนยันอังกฤษคืนวีซ่า เลื่อนปาฐกถา

ที่มา มติชนออนไลน์

"พงศ์เทพ-นพดล" ปัด"แม้ว"ได้วีซ่าขอเวลาตรวจสอบก่อน ทางฮ่องกงขอเลื่อนปาฐกถาอ้างเหตุขัดข้อง "ทักษิณ"คุยจะไปถ่ายรูปหน้าห้าง "แฮร์รอดส์" ส.ส.พท.โวได้พลเมืองพิเศษหลายประเทศ "มาร์ค"ให้ยธ.แก้ผู้ร้ายหนีไปนอก ยอมรับตามกลับเป็นเรื่องยาก "สุชาติ" ปัดบินพบนายใหญ่ฮ่องกง

"พงศ์เทพ-นพดล" ปัดแม้วได้วีซ่า


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นกรณีที่มีรายงานข่าวจากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นคนใกลล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณว่า ทางการอังกฤษได้ออกวีซ่าที่อยู่อาศัยถาวร (เรสซิเดนท์ วีซ่า) ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 5 ปี หลังมีการเพิกถอนวีซ่าไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 นายพงศ์เทพ กล่าวเมื่อวันที่ 2 มีนาคม โดยระบุว่าตนเองยังไม่ได้อ่านข่าว จึงยังไม่ทราบข้อมูล ขอเวลากลับไปตรวจสอบข้อมูลเสียก่อน ส่วนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซี) ในฮ่องกง ที่กำหนดขึ้นในวันที่ 2 มีนาคมนั้น เพราะสมาคมแจ้งขอเลื่อน เนื่องจากมีเหตุขัดข้องทางเทคนิค จะต้องมีการเตรียมความพร้อมและจะแจ้งเวลามาอีกที โดยทางสมาคมที่ฮ่องกงไม่ได้มีการแสดงความกังวลในประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด เช่นเดียวกับ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ระบุว่า ไม่ทราบเรื่องวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่ากระแสข่าวเป็นจริงหรือไม่


"แม้ว"คุยจะถ่ายรูปหน้า"แฮร์รอดส์"


ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้แน่นอน เพราะเมื่อไม่นานมานี้ พ.ต.ท.ทักษิณเคยเปรยกับตนหลังจากที่ตนเล่าให้ฟังว่า พรรคประชาธิปัตย์ออกมาให้ข่าวว่าประเทศต่างๆ ห้าม พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้าประเทศ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณหัวเราะ พร้อมกับระบุว่า " ถ้าวันหนึ่งผมไปยืนถ่ายรูปหน้าห้างแฮร์รอดส์ (ห้างสรรพสินค้าชื่อดังในลอนดอน ประเทศอังกฤษ) คนจะแปลกใจไหม" เมื่อถามว่า ในรายงานข่าวระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปลอนดอนในต้นเดือนมีนาคมนี้ นายสุรพงษ์กล่าวว่า ก็ได้ยินมาแว่วๆ ว่า อาจจะไปเยี่ยมบุตรสาวที่เรียนหนังสืออยู่ที่นั่น


ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณมีสถานะเป็นพลเมืองพิเศษของประเทศนิการากัว และประเทศในแถบตะวันออกกลาง รวมถึงทวีปยุโรปอีกหลายประเทศ ดังนั้น การขอวีซ่าไปอังกฤษอีกครั้งจึงถือว่าเป็นสิทธิ และมีความเป็นไปได้ เพราะต่างประเทศทราบดีว่า คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องเผชิญเป็นคดีทางการเมือง การออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร


"มาร์ค"ให้ยธ.แก้ผู้ร้ายหนีตปท.


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินเรื่องที่ทางการออกวีซ่าให้พ.ต.ท.ทักษิณแต่ถือเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะพิจารณา ส่วนแนวทางในการติดตามนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีในไทย หลังยกเลิกกำหนดการกล่าวปาฐกถาพิเศษให้แก่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เกาะฮ่องกง ในวันที่ 2 มีนาคมนั้น ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และกระทรวงการต่างประเทศต้องประสานงานกัน แต่ปัญหาในขณะนี้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงมากกว่าว่า พ.ต.ท. ทักษิณอยู่ที่ไหนอย่างไร


เมื่อถามว่า กงสุลได้รายงานข้อมูลล่าสุดอย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตอนนั้นรายงานมาว่ามีกำหนดการ (จะโฟนอิน) แต่ขณะนี้ยกเลิกไปแล้ว"เรื่องการโฟนอินจะไปจำกัดอะไรคงยาก แหม! ขนาดประเทศไทยท่านยังโฟนอินเข้ามา"


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีการรายงานการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาบ้าง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางบ่อย อย่างการปรากฏตัวที่เกาะฮ่องกง หรือดูไบ บ่อยๆ ก็อาจเพราะเชื่อว่ามีช่องทางกฎหมายอยู่ ทำให้มั่นใจว่าดำเนินการได้ยาก เพราะต้องยอมรับว่าการขอให้นานาประเทศส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าว่าแต่กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณเลย เรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทรวงยุติธรรมกำลังดูอยู่ว่าจะแก้ไขอย่างไร และเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลต้องเอาจริง ไม่เช่นนั้นจะเกิดค่านิยมใหม่ว่าคนมีสตางค์หนีไปต่างประเทศแล้วไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ถึงย้ำว่าที่พูดไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมาย


เตรียมเดินสายทั่วปท.แจง


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถ้ามัวเสียเวลาคิดตอบโต้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณประชาชนก็จะสงสัยว่ารัฐบาลเอาแต่หาเรื่องทะเลาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ


"หลังจบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จากนี้ไปรัฐบาลจะต้องทำงานให้เห็นผลชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ พร้อมทั้งทำการประชาสัมพันธ์ตัวเองควบคู่กันไป โดยจะให้นายกรัฐมนตรีเดินสายลงพื้นที่ทั่วประเทศด้วย ซึ่งหวังว่าประชาชนจะได้เห็นว่ารัฐบาลทำอะไรให้กับประชาชน และไม่กังวลหากกลุ่มคนเสื้อแดงจะออกมาต่อต้าน" นายสาทิตย์กล่าว


"สุชาติ" ปัดบินพบนายใหญ่ฮ่องกง


นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวยอมรับว่า ตนเป็นหนึ่งในคณะ ส.ส.เพื่อไทยที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่เกาะฮ่องกง เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยินดีหากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานมาให้ตนเข้าให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ตนเห็นว่ารัฐบาลเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจดีกว่าจะมาวิ่งไล่ตามจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะลำพังคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ผู้กระทำความผิดอยู่ในประเทศ รู้ที่อยู่เป็นหลักแหล่งแท้ๆ รัฐบาลและตำรวจยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากนี้ ขอยืนยันว่าไม่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนใดเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่เกาะฮ่องกงระหว่างนี้แน่นอน และเชื่อว่าระยะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่ที่เกาะฮ่องกงแล้ว


เสื้อแดงกรุงเก่าม็อบ-"แม้ว" โฟนอิน


นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้แกนนำ นปช.กำลังขออนุญาตใช้พื้นที่สนามกีฬา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่จัดการชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 14 มีนาคม และจะมีการโฟนอินโดย พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากสนามกีฬามีพื้นที่กว้างขวาง อยู่กลางเมือง จอดรถได้จำนวนมาก มีรั้วรอบเข้าออกได้ทางเดียว ง่ายต่อการรักษาความปลอดภัย คาดจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่า 5,000 คน


นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการประสานหรือหนังสือแจ้งจากแกนนำคนเสื้อแดงจะขอใช้พื้นที่สนามกีฬากลางจังหวัด และแม้ อบจ.เป็นผู้ดูแลพื้นที่ แต่ต้องถามผู้เช่า คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เช่าสนามฟุตบอลเพื่อแข่งขันฟุตบอลไทยลีกตลอดปี

"โลเล"ตัวแม่

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




หลังคำสั่งศาลปกครองไม่คุ้มครองชั่วคราว นักเรียนชั้น ม.6 จำนวนหนึ่งที่ยื่นฟ้องขอสิทธิ์เข้าสอบ "เอเน็ต"

นักเรียนกลุ่มนี้จึงจำต้องหาหนทางเพื่อเรียนต่อระดับอุดมศึกษาเอาเอง

แม้การสอบเอเน็ตจะไม่ใช่เพียงหนทางเดียวที่จะเข้ามหา วิทยาลัย แต่มันก็เป็นหนทางที่สะดวกที่สุด

เพราะหากหนทางอื่นๆ ทำได้ง่ายๆ ภาครัฐคงไม่จำเป็นต้องจัดสอบ เอเน็ตขึ้นมา

คำสั่งของศาลปกครองนั้นคงต้องละไว้

แต่สิ่งที่ต้องตำหนิคือผู้ใหญ่ในภาครัฐที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กๆ โดยเฉพาะคนต้นคิดเรื่องสอบพิสดารพันลึก และเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาราวกับเป็นของเล่น

เริ่มตั้งแต่สอบโอเน็ต เอเน็ต ใช้คะแนนจีพีเอ จีแพ็ก ฯลฯ

ปีแรกให้ใช้สัดส่วนเท่านั้น เท่านั้น

ปีต่อมาก็ปรับเปลี่ยนเกณฑ์อีก

สักพักนึกสนุกก็ยกเลิกคะแนนส่วนนั้น ส่วนนี้

และนี่ปีหน้าก็จะเปลี่ยนรูปแบบการสอบใหม่อีกแล้ว

หากไม่ใช่คนที่ว่างจัด ก็ต้องเป็นพวก "โลเล" ตัวแม่เลยเชียว

ถามจริงๆ เถอะ ไม่ได้คิดล่วงหน้าหรือไง ว่าควรจะใช้ระบบการสอบแบบไหนเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คิดถึงข้อดี ข้อเสียให้รอบด้าน

แล้วค่อยประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ถ้าแค่นี้ยังไม่มีปัญญาคิด ก็ขอย้ายไปทำหน้าที่อื่นดีกว่า

และพูดก็พูดเถอะตั้งแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการสอบเข้าจากระบบ "เอ็น ทรานซ์" มาเป็นแบบใหม่ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เกิดปัญหาขึ้นได้ทุกปีเช่นกัน

ขณะระบบเอ็นทรานซ์แบบเก่าที่ใช้ต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี แทบไม่เคยเกิดปัญหาร้องเรียนเลยด้วยซ้ำ

ที่อ้างเรื่องแก้ปัญหาโรงเรียนกวดวิชา และต้องการให้นักเรียนตั้งใจเรียนในห้อง ถามจริงๆ เถอะ เคยประเมินผลที่ได้จากการสอบแบบใหม่นี้หรือไม่

เพราะนักเรียนยังไปเรียนกวดวิชาเหมือนเดิม แถมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ที่น่าแปลกพวกต้นคิดวิธีการสอบแบบใหม่ ที่ออกมาอ้างว่าจะทำให้ได้เด็กที่มีความสามารถมากขึ้น แต่ผลกลับเป็นว่ามีเด็กถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัยมากกว่าเก่า!!!

ล่าสุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ออกมาระบุว่านิสิตที่เข้ามาเรียนตามเกณฑ์การสอบแบบใหม่ ถูกรีไทร์ ลาออก หรือขอพักการเรียนเกือบครึ่ง เนื่องจากเรียนไม่ไหว

ทำให้หลายมหาวิทยาลัยเริ่มไม่เชื่อความสามารถของเด็กที่ผ่านเกณฑ์การสอบแบบนี้เข้ามาเรียนต่อ

แม้ไม่พูดออกมาตรงๆ แต่มหาวิทยาลัยก็ใช้วิธีเพิ่มสัดส่วนการรับตรงมากขึ้น ซึ่งวิธีการคัดเลือกก็ใช้การสอบรูปแบบเดียวกับการเอ็นทรานซ์ในอดีตนั่นเอง

ถึงเวลาทบทวนกระบวนการสอบเข้าระดับอุดมศึกษาได้หรือยัง

หรือถ้าไม่ทบทวนก็ช่วยหาคนที่ "โลเล" น้อยกว่านี้มารับผิดชอบจะดีกว่าไหม!??