WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 4, 2009

กลุ่มเสื้อแดงแพ้แล้ว อภิสิทธิ์กำลังได้เปรียบทางการเมือง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


ใครอ่านสื่อตอนนี้ก็ต้องรู้สึกหงุดหงิดบ้างเหมือนกัน เพราะว่าตอนนี้ไม่ว่าสื่อฉบับไหน ก็พยายามสร้างกระแสว่า เสื้อแดงหมดแรงแล้ว อภิสิทธิ์กำลังกระดี้กระด้า ที่สามารถจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนได้สำเร็จ สำหรับ Evidences หรือเหตุการณ์ที่สื่อเหล่านี้เอามาใช้ในการสร้างกระแสครั้งนี้คือ

1. การยุติการชุมนุมที่หน้าทำเนียบ ของสามเกลอ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

2. ทักษิณประกาศยุติการปราศรัยต่อสื่อต่างประเทศที่ฮ่องกง

3. การจัดประชุมที่หัวหิน ทำได้เรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายอะไร

คือ คนที่มีสติปัญญาอ่านการสร้างกระแสของสื่อนี้แล้วรู้สึกสมเพช กับสื่อไทย ที่เลือกข้าง ไม่เป็นกลาง และข้อมูลต่างๆ ไม่ใช่ Fact แต่เป็นความเห็น

การยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบ ไม่ได้เป็นความพ่ายแพ้หรือหมดแรงแต่อย่างใด เพราะในวันสุดท้ายที่มีการชุมนุมและแกนนำสามเกลอประกาศยุติการชุมนุมนั้น ผมได้ไปร่วมชุมนุมด้วย คนแน่นถนนหน้าทำเนียบรวมทั้งด้านข้างหมด ผมคำนวณได้ไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 คน พื้นที่หน้าทำเนียบเฉพาะถนนด้านหน้า และด้านข้างที่มีคนชุมนุม ผมคำนวณพื้นที่โดยใช้โปรแกรมกรูเกิ้ลเอิร์ธ และ Fugawi ได้พื้นที่ 18,000 ตร.. วันนั้นคนแน่นมาก เบียดกันแทบหาที่เดินไม่ได้ทีเดียว หากใช้จำนวนคน 2.5 คน/ตร..จะได้จำนวนถึง 45,000 คน เอาเป็นว่า 30,000-40,000 คนก็พอ (คงไม่ต้องพูดเรื่องความแม่นยำ เพราะเทคโนโลยีดาวเทียม คำนวณพื้นที่ผิดของไม่กี่ตารางเมตร ไม่เชื่อก็ใช้รังวัด ตรวจสอบดู)

จำนวนคนขนาดนั้น หากกลุ่มเสื้อแดงจะยึดทำเนียบแล้ว เป็นเรื่องที่ในตำราพิชัยสงครามแทบจะเรียกว่า "ดุจลูกไก่อยู่ในกำมือ" ทีเดียว แต่ที่เขายุติการชุมนุม ก็อย่างที่ผมเขียนไปในบทความที่แล้วว่า กลุ่มเสื้อแดง ไม่ได้ต้องการ "เดินตามรอยเท้าพันธมิตร" ใช้การเมืองข้างถนนเพื่อล้มรัฐบาล เพราะหากทำแบบนั้น พธม. ก็ทำให้เห็นตัวอย่างอยู่แล้วว่า ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ แม้จะยึดสนามบินสุวรรณภูมิ รัฐบาลก็ไม่ได้ล้มแต่อย่างใด ดังนั้นกลุ่มเสื้อแดงเขาไม่ได้มียุทธศาสตร์เลวๆ แบบนั้นว่า “ม้วนเดียวจบ” เพราะที่จริงแพ้ชนะทางการเมืองขึ้นกลับ “ผลการเลือกตั้ง” ของประชาชนต่างหาก เขาชุมนุมกันเพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นเท่านั้น ไม่ได้ต้องการแตกหักแต่อย่างใด การยุติการชุมนุม จึงเป็นสิ่งที่ผมคาดการณ์ได้อยู่แล้ว ยกเว้นพวกฮาร์ดคอร์บางคนที่ผิดหวังไปบ้างเท่านั้น แต่มันไม่ได้แสดงว่าเสื้อแดงแผ่วลงแต่อย่างใด ไปที่ไหนๆ ผมก็ยังไม่เห็นคนเสื้อแดง เปลี่ยนใจไปสนับสนุนอภิสิทธิ์เลย ไม่เชื่อลองยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็จะรู้

สาเหตุที่สื่อกระดี๊กระด๊าเรื่องนี้เพราะไปตั้งสมมุติฐานว่า กลุ่มเสื้อแดง “จะเลียนแบบยุทธศาสตร์เลวๆ “ ของ พธม.ทั้งหมด และใช้การเมืองข้างถนนมเหมือน พธม. เมื่อเขาสลายการชุมนุมชั่วคราว ก็เลยคิดว่าแพ้แล้ว

ส่วนเรื่องที่ทักษิณยกเลิกการปราศรัยที่สมาคมนักข่าวที่ฮ่องกง ผมถือว่าเป็นแค่สงครามข่าวกันเท่านั้นเอง หากรัฐบาลไทยใช้พลังอำนาจทุกอย่างบีบทางการฮ่องกง เขาก็ต้องเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐขอร้องให้ท่านนายกฯทักษิณ ยุติการปราศรัยไปเท่านั้น แต่ในแง่การข่าว ผมถือว่าท่านนายกฯทักษิณบรรลุผลแล้วคือ เป็นที่สนใจของคนทั่วโลก สามารถแย่งซีนของนายอภิสิทธิ์ได้ และแสดงให้เห็นพลังอำนาจว่ายังไม่เสื่อมถอยแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องการเป็นประธานกลุ่มอาเซียนของนายอภิสิทธิ์นั้น ผมไม่เห็นว่าจะสามารถสร้างผลงานอะไรได้นอกจาก ความเป็นพระเอกลิเก ได้ถ่ายรูปคู่กับผู้นำอาเซียนอื่นๆ เรื่องนี้ ทำให้ผลนึกถึงการสร้างภาพของนายชวน หลีกภัย สมัยที่ไปประชุม APEC ที่ซีแอตเติล สหรัฐอเมริกาได้ นายชวน ได้จับมือกับประธานาธิบดีคลินตัน สื่อ คือมติชนรายสัปดาห์ก็มาสร้างกระแส สร้างภาพตีพิมพ์หน้าปกเสียใหญ่โตว่า A man from Seattle กะอีแค่จับมือกับคลินต้น และพูดว่า Nice to meet You แบบไม่ได้คุยอะไรกันเลย (เพราะพูดอังกฤษไม่ได้) สื่อสายอำมาตย์มันก็เอามาสร้างภาพเสียใหญ่โต ทั้งๆ ที่นายชวนไม่ได้ประกาศปราศรัยอะไรที่ฮือฮา ไปทั่วโลกเลย

กรณีนายอภิสิทธิ์จัดประชุมสุดยอดอาเซียนที่ หัวหินก็เหมือนกัน ผมไม่เห็นนายอภิสิทธิ์จะสร้าง impact ใหญ่โต เช่น ปราศรัยแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเป็นเรื่องสำคัญทั่วโลกเลย ตอนนี้วาระการเป็นประธานอาเซียน เป็นของประเทศไทย ต่อให้ นายสมชาย วงศ๋สวัสดิ์เป็นนายกฯอยู่ก็ได้เป็นประธานอาเซียน

ส่วนการจัดประชุมได้เรียบร้อยนั้น เพราะคนเสื้อแดงเขาไม่ได้ต้องการไปป่วนต่างหาก (แม้ว่าผมกับเพื่อนๆ อีก 20-30 คน จะไปยกป้ายประท้วง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจไปป่วน ไปแค่ต้องการสื่อให้ชาวโลกรู้เท่านั้น)

คือ ผมไม่เห็นงานสร้างภาพที่ไม่ได้มีผลลัพท์อะไรต่อประเทศอย่างจริงจังนี้ จะทำให้นายอภิสิทธิ์ได้เปรียบทางการเมืองแต่อย่างใด

เพราะพรรค ปชป. มัวคิดอะไรที่เป็นแค่เกมทางการเมือง โดยไม่สนใจสาระที่แท้จริงของการบริหารประเทศ ก็เลยประเมินสถานการณ์อะไรแบบใช้เกมการเมืองประเมิน

แต่เกมการเมืองพวกนี้ไม่ได้นำไปสู่ “คะแนนเลือกตั้ง” แต่อย่างใด

คนที่เกลียด ปชป. ก็ยังคงเกลียดเหมือนเดิม และผมไม่เชื่อว่าจะมีใครยอมเปลี่ยนใจไปเชียร์นายอภิสิทธิ์ เพราะได้เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพราะวาระมันมาถึงนายกรัฐมนตรีของไทย ใครได้เป็นนายกฯ ในขณะนั้น ก็ต้องได้เป็นประธาน

เรื่องจริงที่ต้องเผชิญคือ “ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก” ที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเต็มที่แล้ว และยัง “ตกไม่ถึงก้นเหว” ด้วยซ้ำ และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง และจะเริ่มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเต็มตัวในไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2552 นี้ คนจะตกงานระเนระนาด ความวุ่นวายทางสังคมจะตามมา ผมไม่เชื่อว่า เด็กชอบโชว์ออฟอย่าง ด.ช. อภิสิทธิ์ กับ ด.ช. กร จะสามารถรับมือได้

แม้จะทุ่มกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยากที่จะฟื้นได้ในระยะอันสั้นนี้ นี่ไม่ใช่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เป็น “ถดถอยหรือติดลบ” และยังลงไม่ถึงก้นเหว ดังนั้นมาตรการอะไรก็เอาไม่อยู่ การพึ่งเพียงมาตรการ กระตุ้นการบริโภคภายใน ไม่อาจไปทดแทนอุปสงค์ที่หายไปของตลาดรถยนต์ อิเลคทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการท่องเที่ยวได้

แค่งานโชว์ออฟ เปิดประชุม ดันมาสร้างกระแสว่าเสื้อแดงแพ้แล้ว อภิสิทธิ์กำลังดีวันดีขึ้น โหเชื่อเขาเลย

น่าอนาถสื่อไทย ที่รับใช้เผด็จการอำมาตยาธิปไตยอย่างเต็มที่ ความน่าเชื่อถือมันจึงหายไปแทบหมดสิ้น

เพื่อนตท.10โผล่เย้ยกม.ไทย แค่ข้ามโขงก็จับ"แม้ว"ไม่ได้

ที่มา มติชนออนไลน์

พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 10 ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเพิ่งได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อไม่มานานมานี้ เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณยืนยันจะสู้ต่อไป โดยพ.ต.ท.ทักษิณเหมือนกระท้อนที่ยิ่งทุบยิ่งหวานยิ่งบีบยิ่งสู้ ส่วนที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นำชื่อของพ.ต.ท.ทักษิณไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อาจเป็นข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย


ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า รัฐบาลควรเลิกบ้า และหันไปทำงานให้ดียุติความขัดแย้งจะดีกว่า การพยายามตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาลงโทษ เพราะกฎหมายไทยแค่ข้ามฝั่งโขงไปลาวก็จับตัวกลับมาไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่ฮ่องกงเลย และการที่รัฐบาลเอาแต่บ้าตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณทำให้ข่าวการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ผ่านมา ถูกข่าวอดีตนายกฯกลบหมด

เพื่อไทยเล็งฟ้องเอาผิด"ลอยเลื่อน" ถอนฟ้องแกนนำพธม.

ที่มา มติชนออนไลน์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดี นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ภายหลังที่นายเลื่อนลายให้ทนายความถอนฟ้องคดีแพ่ง 6 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า พันธมิตรฯ ย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาลไปแล้วนั้น เพราะพรรคเพื่อไทยมองว่า เป็นเหตุผลที่ขาดความชอบธรรม ทั้งที่ผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ใช่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่เป็นประเทศชาติและประชาชน


นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า อย่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล หลังออกมาชี้มูลกรณีการทุจริตนมโรงเรียนว่าเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อน เพราะเรื่องนี้พรรคฝ่ายค้านมีหลักฐานที่ชัดเจน

คดีพันธมิตร

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




หลังเสร็จสิ้นการประชุมอาเซียนซัมมิต

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มีความมั่นใจต่อสถานการณ์การเมืองมากขึ้น ว่าจากนี้ไปไม่น่ามีอะไรรุนแรงหรือน่าเป็นห่วง

รัฐบาลเองก็เชื่อมั่นว่าจะอยู่บริหารประเทศต่อไปจนครบเทอม ไม่ใช่แค่ 3 เดือน 6 เดือน เหมือนที่หลายคนเคยวิเคราะห์วิจารณ์ไว้

เหตุที่รัฐบาลเชื่อเช่นนั้นอาจเป็นเพราะก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิตจะเริ่ม หลายคนกังวลว่าจะเกิดเหตุความวุ่นวายจนเป็นอุปสรรคต่อการประชุมหรือไม่ โดยเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง

ถึงเวลาจริงทุกอย่างกลับผ่านพ้นไปด้วยดี

นายกฯอภิสิทธิ์ ขอบคุณม็อบเสื้อแดงที่ชุมนุมกันโดยไม่มีเหตุรุนแรง และสลายตัวไปก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิตจะเริ่ม ช่วยให้ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวโลกดีขึ้น

กระนั้นก็ตามม็อบเสื้อแดงไม่ได้ถอยทัพไปแบบถาวร

เพียงแต่ถอยกลับไปตั้งหลัก นัดหมายกลับมารวมตัวกันใหม่ในอีก 1 เดือนข้างหน้าซึ่งจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอีกครั้ง เพราะตรงช่วงที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพอดี

เป็นไปได้ว่าม็อบเสื้อแดงจะนำเอาหัวข้อการอภิปรายของพรรคเพื่อไทยมาขยายผลต่อนอกสภา

นายกฯอภิสิทธิ์คงรู้สถานการณ์ดี ว่าอุณหภูมิการเมืองที่ลดลงตอนนี้เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากเงื่อนไขความขัดแย้งต่างๆ ยังไม่ได้รับการคลี่คลายให้หมดไป

ในจำนวนเงื่อนไข 4 ข้อของม็อบเสื้อแดง คือ 1.ปลดนาย กษิต 2.ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตร 3.นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ 4.ยุบสภา

นายกฯอภิสิทธิ์รับปากทำได้เพียงข้อเดียว

คือเรื่องคดีความที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบและความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงคดีปิดสนามบิน ที่ว่าจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา ทั้งยังย้ำว่าก่อนการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงอีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้า

จะได้เห็นความชัดเจนของคดีความเหล่านี้

มีบางคนบอกว่าถึงตอนนั้นอาจจะสายเกินไป เนื่องจากแกนนำเสื้อแดงประกาศยกระดับข้อเรียกร้องเดิม 4 ข้อ ขึ้นเป็นการขับไล่รัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งเป็นข้อวิจารณ์ที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก

เพราะที่จริงแล้วการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ จะช้าหรือเร็ว ไม่ควรเป็นไปตามแรงกดดันของม็อบเสื้อแดง

แต่ควรเป็นไปเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ได้บริหารประเทศโดยยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างที่สังคมกำลังครหากันอยู่ตอนนี้

โลกร้อน..แล้งนี้ เร่ง 'ยุง' แก่แดด

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ แม้วิกฤติเศรษฐกิจจะเป็นภัยที่ทำให้คนไทยเดือดร้อนกันทั่วหน้า แต่ยังไม่กระจายถ้วนทั่วทุกชนชั้นวรรณะเท่า...ยุง

ปีนี้ ยุงเยอะเป็นประวัติการณ์ ชุมอย่างเดียวไม่พอ ช่วงเวลาออกทำมาหากัดกิน ดูดเลือดคนเรา ยังยาวนานมากกว่าเดิมด้วย

แต่ไหนแต่ไรมา ยุงจะออกมาหากินตั้งแต่ช่วงพลบค่ำถึงหัวค่ำ 2-3 ทุ่ม ยุงก็จะจางหายไม่ทำให้เราคันคะเยออีกแล้ว

ปีนี้ ตอนนี้ ยุงเปลี่ยนไป ดึกดื่นค่อนคืน 45 ทุ่ม ยังมาชุมนุมบินตอมดูดเลือดเราอยู่เลย

ปรากฏการณ์ยุงชุมอาละวาดผิดปกติวิสัยที่เคยเป็น มีสาเหตุมาจากอะไร...เป็นเพราะภาวะโลกร้อน อย่างที่เขาว่ากันจริงหรือเปล่า?

การที่ยุงเยอะขึ้นเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ ในทางวิชาการต้องบอกว่าไม่รู้ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการพิสูจน์ เพราะไม่มีนักวิทยาศาสตร์ ทั้งไทยและต่างประเทศทำการศึกษาเรื่องนี้โดยตรง

แต่ถ้าถามว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลต่อยุงหรือไม่ ตอบได้เลยว่ามีผลต่อยุงมาก และไม่เพียงยุงเท่านั้น มีผลต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ แม้แต่คนเรา อุณหภูมิเปลี่ยนไปนิดเดียวก็ทำให้เป็นไข้ได้แล้ว ยุงก็เช่นกัน

ศ.ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ รองหัวหน้าภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นในฐานะที่ใช้ชีวิตคลุกคลีศึกษาเรื่องยุงมานานร่วม 15 ปี

อุณหภูมิสูงขึ้น สำหรับคนอาจจะไม่สบาย

แต่สำหรับยุง นั่นคือ...สัญญาณบอกเหตุของความอุดมสมบูรณ์ พูนสุขของช่วงชีวิต

ปัจจัยที่ทำให้ยุงเจริญเติบโตแพร่พันธุ์ได้ดีที่สุดอยู่ที่แหล่งที่พักพิง ที่วางไข่ และอาหาร ใน 3 ฤดูของปี...ร้อน ฝน หนาว ฤดูร้อนถือเป็นช่วงเวลาที่ 3 ปัจจัยเอื้ออำนวยสัมพันธ์แบบได้ดุลกันพอดี

ธรรมชาติของยุงโดยทั่วไป จะออกหากิน 2 ช่วงเวลา หัวค่ำ กับ ตอนใกล้สว่าง ที่เหลือเวลานอกจากนั้น ยุงจะเข้าไปหลบซ่อนในแหล่งพักพิง แหล่งพักพิงที่ยุงชอบจะต้องมีคุณสมบัติคือ มืด ร้อน และต้องชื้นด้วย ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นใต้ร่มไม้ใบหญ้าที่รกครึ้ม ในท่อระบายน้ำเสีย

แต่พอถึงหน้าร้อน ฤดูแล้งที่ขาดแคลนน้ำ พฤติกรรมของคนจะเอื้อประโยชน์ให้กับยุงโดยไม่รู้ตัว นั่นก็คือ คนกลัวจะไม่มีน้ำกินน้ำใช้ จะเก็บกักน้ำใส่ตุ่มใส่โอ่งไว้ นี่แหละแหล่งที่อยู่อาศัยและที่วางไข่ชั้นดีของยุง

ถึงจะมีการปิดฝาไว้มิดชิดก็ตาม ยุงก็เข้าไปวางไข่ได้ เพราะเวลาจะเอาน้ำในโอ่งมาใช้ ต้องมีการเปิดฝา...เปิดทิ้งไว้แค่ 5 นาที ก็มากพอที่จะให้ยุงได้เข้าไปนอนและวางไข่

โอ่งใส่น้ำเลยเป็นบ้านแห่งความสุขสุดยอดของยุงไปโดยปริยาย... ด้วยมีคุณสมบัติครบ ทั้งมืด ทั้งร้อน ทั้งชื้น เสร็จสรรพอยู่ในตัว

นั่นเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน ยังไม่เท่าฤดูร้อน...มีอาหารเพียบและหาง่าย

ยุงจะเยอะไม่เยอะอยู่ที่อาหาร เพราะถ้าอาหารดี ยุงดูดเลือดได้มากก็จะวางไข่ได้มาก ยุงตัวหนึ่ง ถ้ามีเลือดให้ดูดกินอิ่ม วางไข่ครั้งหนึ่งได้ถึง 200 ฟอง อาหารไม่ดีจะวางได้น้อยแค่ 20 ฟองต่อครั้งเท่านั้น

โดยภาวะปกติ โลกไม่ต้องร้อนมากขึ้น เอาแค่หน้าร้อนธรรมดาทั่วไปนี้ ศ.ดร.ธีรภาพ บอกว่า ยุงก็มีอาหารให้เลือกมากมายอยู่แล้ว

มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราและสัตว์ทั่วไป อาการร้อนขึ้น ขบวนการสันดาปเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ที่เรียกว่า เมแทบอลิซึม (Metabolism) จะทำงานได้ดี เผาผลาญอาหาร เผาผลาญพลังงานได้ดี

เมื่อเผาผลาญได้ดี สิ่งที่ตามมาก็คือ ร่างกายจะขับของเสียออก มีทั้งเหงื่อ ขี้เต่า และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของเสียที่ร่างกายขับออกมาจากกระบวนการเมแทบอลิซึมทั้งของคนและสัตว์ จะส่งกลิ่นขจรขจายให้ยุงได้รับรู้ และบินพุ่งมาที่เหยื่อ หาอาหารได้ง่ายและตรงจุด

ยิ่งไปกว่านั้นธรรมชาติของฤดูร้อน มีปัจจัยเกื้อหนุนอีก 2 ประการที่ทำให้ยุงหาอาหารได้ง่ายกว่าเดิม นั่นก็คือ...

1. หน้าร้อน มักจะมีลมพัดเอื่อยๆมาตลอด ลมเอื่อยๆช่วยพัดกลิ่นให้ยุงได้รับรู้ว่าอาหาร เลือดอยู่ตรงไหนได้ไกลขึ้น เรียกยุงจากที่ไกลได้มากขึ้น ยุงก็เลยแห่กันมารุมกินโต๊ะกันมากขึ้น

2. หน้าร้อน อยู่ในบ้านร้อนเหลือเกิน นั่งไม่ค่อยติด คนมักจะออกมานั่งทำกิจกรรมรับลมกันนอกบ้าน...ไม่ต่างอะไรกับเดินออกมาให้ยุงได้กินเล่น

ไม่เหมือนฤดูหนาว ฤดูฝน อากาศไม่ร้อนกระบวนการเมแทบอลิ ซึมไม่ค่อยทำงาน...อาหารยุงส่งกลิ่นไม่แรง ยุงหาอาหารยากขึ้น แถมคนยังอยู่แต่ในบ้าน

ยุงดูดเลือดได้น้อยลง...วางไข่ได้น้อยลง ยุงก็เลยไม่มาก

แต่ตอนนี้ ปีนี้โลกร้อน อุณหภูมิสูงขึ้น...กระบวนการเมแทบอลิซึมทำงานหนักขึ้น กลิ่นอาหารแรงขึ้น คนออกมาเดินเล่นนอกบ้านมากขึ้น ยุงมีอาหารให้ดูดกันอย่างเต็มคราบ

วางไข่ออกลูกได้เต็มครอก...ยุงก็เลยมากขึ้น

แต่อากาศที่ร้อนขึ้นไม่ได้ส่งผลดีต่อยุงเรื่องมีอาหาร มีเลือดให้ดูดกินพร้อมมูลเท่านั้น...ยังทำให้วงจรชีวิตยุงเปลี่ยนไป

ทำให้ยุงแก่แดด...โตเร็วเกินวัยมากขึ้นอีกด้วย

ปกตินั้นวงจรชีวิตยุงจะมีประมาณ 3 เดือน คือเป็นไข่ประมาณ 3 วัน เป็นลูกน้ำอีกประมาณ 10-14 วัน และออกมาเป็นยุงบินดูดเลือดอีก 2 เดือน ในช่วงที่เป็นยุงดูดเลือดนั้น ดูดเลือดอิ่มจะวางไข่ได้ประมาณ 7-8 ครั้ง นั่นเป็นภาวะปกติ

แต่ถ้ามีปัจจัยสภาพแวดล้อมเป็นใจ ภูมิอากาศเหมาะสม อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ สามารถวางไข่ได้ถึง 20 ครั้งเลยทีเดียว

และถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น อายุการฟักตัวออกจากไข่และการเป็นลูกน้ำจะสั้นลง...ไข่กลายเป็นยุงเร็วขึ้น

ไข่เป็นลูกน้ำ จาก 3 วัน จะเหลือแค่ 1.5-2 วัน...ลูกน้ำเป็นยุงจาก 10-14 วันจะเหลือแค่ 8-10 วัน

นั่นก็หมายความว่า ยุงแก่แดดมีโอกาสมีช่วงเวลาที่จะดูดเลือดวางไข่ออกลูกออกหลานได้หลายครอกมากกว่า

จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมวันนี้ยุงมันถึงได้เยอะมากมายเหลือเกิน...จนน่าห่วงว่า โรคที่มาจากยุงที่เราไม่เคยเจอมาก่อนอาจจะได้เจอกันมากขึ้น

ที่ผ่านมา เรารู้จักโรคที่มาจากยุงแค่ไม่กี่ชนิด โรคเท้าช้าง ไข้สมองอักเสบ มาลาเรีย ไข้เลือดออก แต่ตอนนี้เริ่มเจอโรคเก่าอุบัติใหม่ เกิดขึ้นแล้ว โรคชิคุนกุนยา (อาการคล้ายไข้เลือดออก) ที่หายไม่พบมานานกว่า 10 ปี ปีที่แล้วโผล่ขึ้นที่ภาคใต้

ต่อไปไม่รู้ว่าจะมีโรคไหนโผล่ขึ้นมาอีก เพราะในโลกนี้มีโรคที่มาจากยุงเยอะมาก เป็น 1,000 กว่าชนิด ตอนนี้ที่กำลังจ่อใกล้บ้านเรามาแล้วอีกโรค West Nile Virus (คล้ายไข้เลือดออก) เดิมเป็นโรคที่พบในประเทศยูกันดา ในทวีปแอฟริกา

แต่ตอนนี้แพร่ไปหลายพื้นที่แล้ว สหรัฐอเมริกาเจอไปหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ พายุเฮอริเคนแคทรีนาถล่มรัฐหลุยส์เซียนา เมื่อปี 2548

รายงานล่าสุดโรคอันมียุงเป็นพาหะชนิดนี้ได้แพร่มาถึงอินเดีย ใกล้ประเทศไทยเต็มทีแล้ว.

ไม่ไว้ใจกันเอง

ที่มา ไทยรัฐ

หลังปลาบปลื้มผลสำเร็จมหกรรมอาเซียนซัมมิต จนหัวใจคับซี่โครง ก็ถึงเวลาที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องรวบรวมสมาธิ สติปัญญาเดินหน้าแก้ปัญหาของประเทศให้สุดลิ่มทิ่มประตู

หนักที่สุดของที่สุด ก็คือวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ส่อเค้าว่าจะเป็นหนังชีวิตเรื่องยาว!!

ถ้ารัฐบาลเอาไม่อยู่ หรือแก้ปัญหาไม่ ถูกจุด จะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง

วิกฤติเศรษฐกิจจึงเป็นด่านโหดที่ อภิสิทธิ์ จะต้องฝ่าฟัน

รัฐบาลจะอายุสั้น? หรืออายุยืน? ตัดสินที่ผลงานแก้วิกฤติเศรษฐกิจสถานเดียว!!

สำหรับวิกฤติการเมืองดูเหมือนจะหนัก...

แต่จริงๆก็ไม่หนักเกินรัฐบาลจะรับมือ

แม่ลูกจันทร์ เชื่อว่ารัฐบาลยังเอา ตัวรอดได้สบายๆ

หนักที่สุดก็แค่ปรับ ครม. เพื่อลดกระแส กดดัน??

เนื่องจากฝ่ายค้านยังไม่มีพลังมากพอ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

การที่ฝ่ายค้านรีบร้อนยื่นญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาลเร็วเกินไป ก็ไม่ได้เป็นผลดี

เพราะรัฐบาลนี้เพิ่งเริ่มทำงานแค่ 2 เดือน การทำงานยังไม่เกิดความเสียหาย หรือเกิดผิดพลาดอย่างชัดเจน

การทุจริตถอนทุน ถึงแม้มีกลิ่นตุๆ บ้าง แต่ก็ยังไม่มีใบเสร็จมายืนยัน

พูดชัดๆคือ เงื่อนไขการเมืองยังไม่สุกงอม

ข้อสำคัญ กระแสสังคมส่วนใหญ่ยังให้โอกาสนายกฯอภิสิทธิ์ได้พิสูจน์ฝีมือเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานแก้ ปัญหาของประชาชน

หากเปลี่ยนรัฐบาล ก็จะทำให้การแก้ ปัญหาต่างๆต้องสะดุดหยุดชะงักไปอีก 3-4 เดือน

สรุปว่าปัจจัยต่างๆ ยังเกื้อหนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้เปิดหวอต่อไป

แต่การที่กติการัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงเป็นสิทธิ์ที่ฝ่ายค้านทำได้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ถ้าฝ่ายค้านไม่เปิดอภิปรายซักฟอกรัฐบาลในสมัยประชุมนี้ ก็ต้องรอไปอีกนาน เพราะในสมัยประชุมสภาฯหน้า (เดือนพฤษ-ภาคม) รัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาฯพิจารณาร่างกฎหมายอย่างเดียว

ถ้าข้อมูลที่ฝ่ายค้านอภิปรายซักฟอกรัฐบาลมีนํ้าหนัก ฝ่ายค้านก็ได้เครดิตไป

แต่ถ้าข้อมูลของฝ่ายค้านไม่มีนํ้า อิ๊ว ฝ่ายค้านก็เสียรังวัดเอง

ส่วนการที่ฝ่ายค้านจะเสนอชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ใช่เป็นสาระสำคัญ

เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจตัดสินกันที่ผลโหวตในสภาฯ

รัฐบาลมี ส.ส.มากกว่า รัฐบาลก็ชนะ แบเบอร์

แม่ลูกจันทร์ เห็นว่าการที่พรรคร่วมฝ่ายค้านคือ พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พรรคประชาราชของ เสนาะ เทียนทอง และพรรคราษฎร ของ ส.ส.กลุ่มวาดะห์ ประกาศจะไม่ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจกับพรรคเพื่อไทย

เท่ากับพรรคเพื่อไทยถูกโดดเดี่ยวให้ลุยถั่วไปพรรคเดียว!!

เมื่อพรรคฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพ นํ้าหนักการตรวจสอบรัฐบาลก็เบาลง

ถ้ามองอีกมุม แทนที่ฝ่ายค้านจะไม่ไว้วางใจรัฐบาล กลายเป็นฝ่ายค้านไม่ไว้วางใจกันเอง

แม้แต่พรรคเพื่อไทย ซึ่งมี ส.ส.ในสังกัด 183 คน ก็มี ส.ส.หลายคนที่ตัวสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ใจย้ายไปสังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน

ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาต้องโหวตไม่ไว้ วางใจรัฐบาล จะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนโหวตสวนมติพรรคตัวเอง

เมื่อฝ่ายค้านไม่ไว้ใจกันเอง รัฐบาลก็สบายแฮ.

แม่ลูกจันทร์

โอทอปเมืองทอง

ที่มา ไทยรัฐ

เพื่อนฝูงแวะเวียนมาปรับทุกข์ งานโอทอปปีนี้ มีเค้าจะไม่เหมือนปีที่แล้ว

สถานที่ที่เคยใช้อิมแพค เมืองทองธานี จะเปลี่ยนไปใช้ศูนย์การค้าใหญ่ๆ สาม-สี่แห่งกลางเมือง เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ แต่พื้นที่สำหรับสินค้าบางอย่างก็ยังไม่พอ ต้องเสริมด้วยสนามกีฬาแห่งชาติ

ในมุมมองของคณะผู้จัด ตั้งแต่ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วย...ก็คงบอกว่า ช่วยย่นระยะทางให้ผู้สนใจ ซึ่งอยู่ในเมือง เดินทางได้สะดวกขึ้น

วางขายในห้างดัง ไม่เพียงช่วยให้สินค้าโอทอปขายดี ยังน่าจะช่วยให้สินค้าในแต่ละห้างขายดี เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างนี้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ว่างั้นเถอะ

ผมเองยังไม่เคยไปถึงงานโอทอป เคยเห็นไม้แกะฝีมืองามๆของชอบบางชิ้น แล้วก็ติดอยู่ในใจ มั่นหมายว่าจะต้องไปให้ถึง...สักครั้งหนึ่ง

แต่การไปเมืองทองแต่ละที ในบรรยากาศการจราจรถนนแจ้งวัฒนะติดขัด สำหรับ สว.หรือผู้สูงวัยอย่างผม เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าความมุ่งมั่นไม่พอ ก็มักไปไม่ถึง

ปีนี้ เมื่อเปลี่ยนมาจัดในศูนย์การค้าละแวกที่รถไฟฟ้าไปถึง ก็ดีใจ จะไปได้ถึงสักที

คนแบบผม...จะเป็นตัวเพิ่มจำนวนลูกค้าโอทอป หรือไม่ เข้าใจว่า พวกที่จัดงานคงคิดไว้แล้ว

แต่ก็นั่นแหละ ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ เมื่อมีด้านดีด้านหนึ่ง ก็มักมีด้านที่ไม่ค่อยจะดีอีกด้าน เจ้าของสินค้าโอทอปหลายคนบ่นว่า การจัดงานในศูนย์การค้าหลายแห่ง เป็นปัญหาสำหรับพวกเขามาก

ประการแรก ที่ตั้งสินค้า ที่เคยอยู่ในห้องติดแอร์ ก็ต้องไปตั้งอยู่ในลานจอดรถที่ไม่มีแอร์ หน้าร้อนอย่างนี้ วันเดียวก็แย่เต็มที ถ้าหลายวันก็คงอาน

ลูกค้าที่มีปกติหนีร้อนเข้าไปตากแอร์ เดินห้างเย็นสบาย ใครจะไปเดินดู

เรื่องร้อนเป็นประเด็นเล็กๆ แต่ประเด็นใหญ่เขากลัวสินค้าจะขายไม่ได้ เพราะลูกค้าที่เคยซื้อจากเมืองทอง ก็คุ้นกลิ่นอายโอทอป เดินดูในห้องแอร์เย็นๆ เห็นโอทอปทุกรูปแบบในเมืองทอง

เมื่อกระจายสินค้าออกไปอยู่หลายศูนย์การค้า กระทั่งสนามกีฬา พวกเขายิ่งไม่แน่ใจ จะทำให้เสน่ห์ที่เป็นจุดขายเดิมๆ ของงานโอทอป เสียไป

กลุ่มผู้ค้าสินค้าโอทอป ตั้งคำถาม...จะเปลี่ยนที่ขายกันทั้งที ทำไม?

ไม่ถามคนขายสักคำ

ผมฟังเขาแล้วก็ได้แต่เห็นใจ ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้ ถ้าช่วยกันคิดช่วยกันขาย เงินทองก็คงหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ เศรษฐกิจดีขึ้น

การยอมให้นักการเมืองผู้มาใหม่ เปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า งานนี้คงเป็นงานการกุศลรอบใหม่ ที่นักการเมืองเขาตั้งใจทำ...กับพ่อค้าเจ้าของศูนย์การค้า

ถ้าเป็นวัด...ทางวัดเขาก็มีใบอนุโมทนาบัตรให้คนใจบุญ แต่ถ้าเป็นศูนย์การค้า งานกุศลอย่างนี้ เขาคงไม่มีใบเสร็จให้

ถ้าเป็นเรื่องเอาเงินหลวงแจก แล้วแนบนามบัตร...เอาหน้า...เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เห็นราศีผู้นำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่องใสยองใย ในงานอาเซียนซัมมิท จะพูดจาจะขยับตัวท่าไหน แม่ยกกรี๊ด...ไปหมด คะแนนตีตื้น... ทันหูทันตา

เป็นห่วงก็แต่ผู้ตาม...เท่านั้นแหละครับ...เข้ามาไม่กี่วัน ก็มีเรื่องไม่ค่อยดี คิดว่าจะเป็นบทเรียนให้บันยะบันยังบ้าง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เผลอแป๊บเดียว...ฯพณฯ ก็ทำอีกจนได้ ไม่หนาวไม่ร้อน.

กิเลน ประลองเชิง

โอทอปเมืองทอง

ที่มา ไทยรัฐ

เพื่อนฝูงแวะเวียนมาปรับทุกข์ งานโอทอปปีนี้ มีเค้าจะไม่เหมือนปีที่แล้ว

สถานที่ที่เคยใช้อิมแพค เมืองทองธานี จะเปลี่ยนไปใช้ศูนย์การค้าใหญ่ๆ สาม-สี่แห่งกลางเมือง เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ แต่พื้นที่สำหรับสินค้าบางอย่างก็ยังไม่พอ ต้องเสริมด้วยสนามกีฬาแห่งชาติ

ในมุมมองของคณะผู้จัด ตั้งแต่ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วย...ก็คงบอกว่า ช่วยย่นระยะทางให้ผู้สนใจ ซึ่งอยู่ในเมือง เดินทางได้สะดวกขึ้น

วางขายในห้างดัง ไม่เพียงช่วยให้สินค้าโอทอปขายดี ยังน่าจะช่วยให้สินค้าในแต่ละห้างขายดี เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างนี้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ว่างั้นเถอะ

ผมเองยังไม่เคยไปถึงงานโอทอป เคยเห็นไม้แกะฝีมืองามๆของชอบบางชิ้น แล้วก็ติดอยู่ในใจ มั่นหมายว่าจะต้องไปให้ถึง...สักครั้งหนึ่ง

แต่การไปเมืองทองแต่ละที ในบรรยากาศการจราจรถนนแจ้งวัฒนะติดขัด สำหรับ สว.หรือผู้สูงวัยอย่างผม เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าความมุ่งมั่นไม่พอ ก็มักไปไม่ถึง

ปีนี้ เมื่อเปลี่ยนมาจัดในศูนย์การค้าละแวกที่รถไฟฟ้าไปถึง ก็ดีใจ จะไปได้ถึงสักที

คนแบบผม...จะเป็นตัวเพิ่มจำนวนลูกค้าโอทอป หรือไม่ เข้าใจว่า พวกที่จัดงานคงคิดไว้แล้ว

แต่ก็นั่นแหละ ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ เมื่อมีด้านดีด้านหนึ่ง ก็มักมีด้านที่ไม่ค่อยจะดีอีกด้าน เจ้าของสินค้าโอทอปหลายคนบ่นว่า การจัดงานในศูนย์การค้าหลายแห่ง เป็นปัญหาสำหรับพวกเขามาก

ประการแรก ที่ตั้งสินค้า ที่เคยอยู่ในห้องติดแอร์ ก็ต้องไปตั้งอยู่ในลานจอดรถที่ไม่มีแอร์ หน้าร้อนอย่างนี้ วันเดียวก็แย่เต็มที ถ้าหลายวันก็คงอาน

ลูกค้าที่มีปกติหนีร้อนเข้าไปตากแอร์ เดินห้างเย็นสบาย ใครจะไปเดินดู

เรื่องร้อนเป็นประเด็นเล็กๆ แต่ประเด็นใหญ่เขากลัวสินค้าจะขายไม่ได้ เพราะลูกค้าที่เคยซื้อจากเมืองทอง ก็คุ้นกลิ่นอายโอทอป เดินดูในห้องแอร์เย็นๆ เห็นโอทอปทุกรูปแบบในเมืองทอง

เมื่อกระจายสินค้าออกไปอยู่หลายศูนย์การค้า กระทั่งสนามกีฬา พวกเขายิ่งไม่แน่ใจ จะทำให้เสน่ห์ที่เป็นจุดขายเดิมๆ ของงานโอทอป เสียไป

กลุ่มผู้ค้าสินค้าโอทอป ตั้งคำถาม...จะเปลี่ยนที่ขายกันทั้งที ทำไม?

ไม่ถามคนขายสักคำ

ผมฟังเขาแล้วก็ได้แต่เห็นใจ ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้ ถ้าช่วยกันคิดช่วยกันขาย เงินทองก็คงหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ เศรษฐกิจดีขึ้น

การยอมให้นักการเมืองผู้มาใหม่ เปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า งานนี้คงเป็นงานการกุศลรอบใหม่ ที่นักการเมืองเขาตั้งใจทำ...กับพ่อค้าเจ้าของศูนย์การค้า

ถ้าเป็นวัด...ทางวัดเขาก็มีใบอนุโมทนาบัตรให้คนใจบุญ แต่ถ้าเป็นศูนย์การค้า งานกุศลอย่างนี้ เขาคงไม่มีใบเสร็จให้

ถ้าเป็นเรื่องเอาเงินหลวงแจก แล้วแนบนามบัตร...เอาหน้า...เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เห็นราศีผู้นำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่องใสยองใย ในงานอาเซียนซัมมิท จะพูดจาจะขยับตัวท่าไหน แม่ยกกรี๊ด...ไปหมด คะแนนตีตื้น... ทันหูทันตา

เป็นห่วงก็แต่ผู้ตาม...เท่านั้นแหละครับ...เข้ามาไม่กี่วัน ก็มีเรื่องไม่ค่อยดี คิดว่าจะเป็นบทเรียนให้บันยะบันยังบ้าง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เผลอแป๊บเดียว...ฯพณฯ ก็ทำอีกจนได้ ไม่หนาวไม่ร้อน.

กิเลน ประลองเชิง

แกะรอย 'สุเมธ' ให้ดี

ที่มา ไทยรัฐ

วัดกันไปเลย เรตติ้งใครจะสูงกว่า

ระหว่างละครสั้น “คุณหนูลุยทุ่ง” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดคิวนำทีมรัฐมนตรีเดินสายโชว์ตัวทั่วประเทศ ตีปี๊บประชาสัมพันธ์ผลงานกับชาวบ้าน

ดึงคะแนนนิยมจากพ่อยกแม่ยก

กับละครชีวิตยาวๆ “จำเลยรักต่างแดน” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เตรียมโปรแกรมส่งเสียงสดๆ “โฟนอิน” เข้างานวัดตามต่างจังหวัด ต่อสายตรงเวทีม็อบเสื้อแดงทุกพื้นที่

กระตุ้นอารมณ์คิดถึงกองเชียร์รากหญ้า

โดยเกมที่ตั้งใจเปิดมาแก้ลำกัน งานนี้ นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย

เด็กในคาถา “เนวิน ชิดชอบ” แบไต๋เลยว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลได้กระตุกนายกฯอภิสิทธิ์ให้ลงพื้นที่รุกทางการเมือง

เพื่อเบนเป้าให้ประชาชนสนใจนโยบายรัฐบาล

เพราะขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินทุกพื้นที่ นายกฯอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีจึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างเร่งด่วนที่สุด

แค่เสียงยังมีฤทธิ์

รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ซ่อนอาการผวาเงา “ทักษิณ” ไม่อยู่

และไม่รู้ว่าจะเบรกกระแสได้แค่ไหน กับลีลา “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง รีบตัดบทเมื่อถูกนักข่าวถามถึงความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ

“เอาเป็นว่า ตอนนี้เราหยุดคุยเรื่องคุณทักษิณสักพักดีมั้ย ผมคิดว่าเราอย่าไปให้ความสำคัญกับคุณทักษิณมากนักเลย”

แสร้งว่า เลิกเต้นตาม “ทักษิณ”

ไม่อยากได้ยินแม้กระทั่งคำถาม เลี่ยงพูดถึงเพื่อจะได้ไม่เป็นข่าว

แต่ที่เลี่ยงไม่ได้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ประกาศล่วงหน้า เจอที่ไหนไล่ที่นั่น ส่งซิกม็อบเสื้อแดงตามประกบนายกฯอภิสิทธิ์และทีมรัฐมนตรีทุกพื้นที่ที่ไป

ได้ทีสำแดงเดช เผาหัวก่อนดีเดย์ชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาล

และโดยอาการที่รู้ว่าหลบไม่พ้นเหมือนกัน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ออกตัว ไม่หนักใจถ้าจะมีการเกณฑ์คนเสื้อแดงตามประกบขับไล่ไปทุกที่

“เป็นเรื่องของรัฐมนตรีแต่ละคนต้องเตรียมตัวแขวนหลวงพ่อโกย หรือเสือเผ่นกันเอง”

แกล้งพูดทีเล่น แต่แหยงจริง

การเมืองกำลังเร้ากับเกมชิงกระแส แต่อีกด้านก็น่าเอะใจกับรายการชิงจังหวะทิ้งทวนของนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจกรรมการมีส่วนร่วม ที่พูดเปิดอกในงานอำลาเกษียณวาระตามรัฐธรรมนูญ เพราะมีอายุครบ 70 ปี

“ผมยอมรับว่า กกต.ชุดนี้เป็นของปลอม เพราะตั้งโดย คมช. ไม่ได้ถูกตั้งมาตามรัฐธรรมนูญหรือได้รับการโปรดเกล้าฯ”

พูดเป็นนัย อยากเห็นตุลาการกลับเข้ากรมกอง ชีวิตการเป็นศาลกับการอยู่ข้างนอกไม่เหมือนกัน หากออกมามากๆกลัวจะเหลิง เพราะการเมืองต้องเจอหลายประเภท

ลึกๆไม่แน่ใจว่า นายสุเมธต้องการสื่ออะไร กระทบชิ่งใคร

แต่ที่แน่ๆ โดยระเบิดตูมใหญ่ที่ทิ้งทวนทุบเครดิตกันเอง มันทำให้ 4 เสือที่เหลือทรงตัวลำบาก กับสถานภาพ “กกต.ของปลอม”

และโดยช็อตที่ต้องแกะรอยกันให้ดี กับคิวที่นายสุเมธทิ้งทุ่นไว้ว่า อาจมีปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่สรรหา เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 231 ระบุถึงการสรรหา กกต. ว่ามี 2 ส่วน คือ มาจากส่วนของคณะกรรมการสรรหา 3 คน และส่วนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน

แต่เมื่อครั้งที่นายสุเมธได้รับแต่งตั้งมาจากคำสั่งของ คมช. ทำให้ ไม่สามารถระบุได้ว่า โควตาของนายสุเมธมาจากส่วนใดที่รัฐธรรมนูญกำหนด และใครจะเป็นผู้คัดเลือก

ถ้าจะใช้มาตรา 7 ที่บอกว่า หากไม่มีบทบัญญัติใด ให้ดำเนินการตามประเพณี ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่เคยมีประเพณีมาก่อน เชื่อว่า ถึงที่สุดแล้วอาจต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

โดยปมกฎหมายที่ลักลั่น ที่แน่ๆ เมื่อนายสุเมธต้องพ้นวาระไป จะทำให้เหลือแค่ 4 เสือ กกต.ไม่ครบองค์คณะ อาจมีปัญหาต่อการจัดเลือกตั้ง

ส่อเค้าวุ่นแน่ ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

นี่แหละ อาจเป็นช่องให้พวกหัวหมอลากไปติดปมการเมือง ล็อกจัดเลือกตั้งใหม่ไม่ได้

เข้าทางเกมยื้ออำนาจ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เสื้อแดงโห่ไล่สุเทพทนได้ ยันลงพื้นที่ไม่เกี่ยวกับใคร

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (4 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยมีมติให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ไม่มีอะไรมาก การเป็นรัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ ส่วนท่าทีของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราษฎร์ และพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย และอาจจะเข้าร่วมรัฐบาลนั้น รองนายกฯ กล่าวเพ่ิมว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุย ซึ่งตนมองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ อย่าไปตื่นเต้น รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิด

“เป็นธรรมดา อย่าตื่นเต้นเลยครับ รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิด รัฐบาลทำทุกอย่างเปิดเผย โปร่งใส พี่น้องประชาชนก็เห็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวอะไร” นายสุเทพ

นอกจากนี้ นายสุเทพ กล่าวเพิ่มว่า ในวันที่ 7 มี.ค.นี้ ตนจะลงพื้นที่จ.นครนายกฯ ไปดูเรื่องน้ำที่เขื่อนขุนด่านปราการชล เพื่อเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งดูแลปัญหาต่างๆ เพื่อแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ และไม่เกี่ยวข้องกับการโฟนอินเข้าในพื้นที่ต่างๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่องนมโรงเรียนนั้น ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบ โดยจะสอบสวนอย่างจริงจังไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง

ส่วนที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะตามไปขับไล่ทุกทีนั้น รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ตราบใดที่กลุ่มเสื้อแดงไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย รับบาลก็ไปทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลไปตรวจราชการ กลุ่มเสื้อแดงไปยืนโห่ไล่เอาบ้างก็ธรรมดา ไม่ต้องห่วงตนทนมาก ตนเป็นประเภททนทานอยู่แล้วไม่มีปัญหา จะไม่ทำอะไร กลุ่มเสื้อแดงยืนโห่ตนก็ยิ้ม พร้อมยืนยีนว่าการที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ไม่ใช่เรื่องของการแย่งมวลชน แต่ยุคสมัยนี้รัฐบาลกับประชาชนจำเป็นต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น จะได้แก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น

เมื่อถามว่ามั่นใจว่ากลยุทธ์จะนี้จะลดกระแสที่ประชาชนรากหญ้ายังคิดถึงโหยหาพ.ต.ท.ทักษิณได้นั้น นายสุเทพ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องคนอื่น เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับประชาชนเท่านั้น การที่รัฐบาลลงไปพบประชาชน ท่ามกลางภาวะที่บ้านเมืองมีวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมืองอย่างนี้ พี่น้องประชาชนจะอุ่นใจขึ้น ข้าราชการในจังหวัดต่าง ๆ จะได้มีพลังมีกำลังใจ ไม่เกี่ยวกับการไปสกัดกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะไปเปิดเวทีปราศรัยขับไล่รัฐบาล

และเมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ออกมาแฉว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังปัญหาองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ในอดีต โดยอ้างทำเพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนนั้น นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า คงไม่จริง ถ้าจริงเขาดำเนินคดีเอาเข้าคุกไปแล้ว ปละเมื่อถามว่า นายสนธิออกมาแฉเพราะทวงบุญคุณที่รัฐบาลไม่ยอมช่วยเหลือแกนนำพธม.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวเลี่ยงว่า ขอนุญาตไม่ตอบ