WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 5, 2009

ฝ่ายค้านทำหมูหกเอง

ที่มา ไทยรัฐ

เสียดายที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีสถานะเป็นผู้แทนฯ ไม่อย่างนั้นทีมเชือดของฝ่ายค้านคงมี “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ใช้งานเพิ่มอีกคน

กับฝีปากจัดจ้านระดับดาวสภา

ล่าสุด โชว์สำบัดสำนวน ตั้งฉายาให้รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลชุดใส่ร้ายป้ายสีและตัดตอน สมเป็นรัฐบาลปลากระป๋องเน่า ข้าวขึ้นรา ยาเป็นลม นมเป็นหนอน

หลอกด่าเป็นกลอนเลย

แต่ที่โชว์แววของมือเชือดจริงๆ ประเมินจากปมทะแม่งๆที่นายพร้อมพงศ์ไล่เรียงประเด็นที่สำนักเลขาธิการนายกฯได้ถอนฟ้องคดีแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ละเมิดคำสั่งศาลให้ออกจากทำเนียบรัฐบาล

เชื่อมโยงได้เป็นฉากๆ

ประกาศเลยว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมมือกันซูเอี๋ย และส่งสัญญาณมิตรไมตรีไปให้ม็อบพันธมิตรฯ หลังจากที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯออกมาขู่ว่า พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ขึ้นวอได้เพราะใคร

ทั้งนี้เชื่อว่า นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไม่กล้าทำ ถ้าไม่มีการสมยอมหรือสั่งการจากผู้มีอำนาจ

ขณะที่นายเมธี ใจสมุทร ทนายความของสำนักเลขาธิการนายกฯ ที่ทำคดีนี้ ก็เป็นญาติกับนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ โควตากลุ่มเพื่อนเนวิน จึงตั้งแง่สงสัยบัดนี้กลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ คิดจะซูเอี๋ยกับม็อบพันธมิตรฯ เพียงแค่ถูกขู่ก็รีบยื่นไมตรีไปให้

ต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพกันชัดๆ

ย้ำปม ซัดกับคนในรัฐบาลไล่ตั้งแต่นายกฯอภิสิทธิ์ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯคุมงานด้านความมั่นคง รวมไปถึงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่เรียงหน้าออกมาบอกปัด

รัฐบาลไม่ได้อยู่เบื้องหลังการสั่งถอนฟ้องม็อบพันธมิตรฯ

เขี่ยมูลให้สังคมเอะใจ

โดยมาตรฐานของ “มือใหม่” อย่างนายพร้อมพงศ์ แค่เชื่อมโยงประเด็นที่เป็นข่าว ต่อภาพให้เห็นถึงมาตรฐานการเลือกปฏิบัติทางกฎหมายของรัฐบาลประชาธิปัตย์

ย้ำออปชันที่รัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน” เลี่ยงไม่ได้

แค่นี้ประชาธิปัตย์ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้ว

แต่มันก็เป็นอะไรที่ “ทำหมูหก” ซะได้ ยังไม่ทันยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล กลายเป็นฝ่ายค้านดันไม่ไว้วางใจกันซะเอง

แทนที่จะปล่อยหมัดใส่รัฐบาลประชาธิปัตย์

กลับเป็นคนของพรรคเพื่อไทยที่โดน “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ยกเบื้องล่างใส่

“บอกพวกมันว่า ส้นตีน ถ้ากูไป กูไปร่วมรัฐบาลตั้งนานแล้ว ส.ส.คนไหนพูด เด็กเมื่อวานซืน มึงมาพูดอย่างนี้ได้ยังไง”

โดยอารมณ์เดือดดาลของเจ้าพ่อวังน้ำเย็นที่ฉุนขาด เพราะโดนลูกทีมพรรคเพื่อไทยสะกิดเหตุที่ยักท่าไม่ร่วมทีมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เพราะมีวาระซ่อนเร้น

แต่ลึกๆปมที่ซ่อนอยู่ในใจของ “ป๋าเหนาะ” ก็รู้กันดี อยู่ที่ชื่อของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ถูกชูให้เป็นนายกรัฐมนตรีประกบกับ “อภิสิทธิ์” ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

และโดยการย้ำจุดยืนล่าสุด “ป๋าเหนาะ” เสนอให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ต้องลงมติ

สรุปว่า ให้เลี่ยงนายกฯชื่อ “เฉลิม”

แต่ที่ไม่เอาด้วยแน่ๆ พรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก โดยสถานภาพครึ่งบกครึ่งน้ำ ฝ่ายค้านก็ไม่เต็มใบ รัฐบาลก็แทรกตัวเข้าไปเอี่ยวไม่ได้

ไม่ชัวร์ แม้แต่สถานภาพว่าที่หัวหน้าพรรคที่ครองอยู่

เพราะล่าสุด ส่อเค้าจะต้องโละกระดานกันใหม่ หลังนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ออกมาแบไต๋ หากผลสอบของคณะอนุกรรมการ

กกต. เห็นว่าการประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นการประชุมโดยไม่ลับ กกต.จะถือว่าเป็นการประชุมโดยมิชอบตามระเบียบ และต้องจัดการประชุมใหม่

โดยอนาคตที่เสี่ยงเคว้งคว้าง หลักลอย

“ประชา” ต้องมองหาตลิ่งเกาะไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

100วันคดียึดสนามบิน สิ้นหวังระบอบเทวดา..

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มีนาคม 2552

เหตุการณ์ยึดสนามบินผ่านไปครบ100วัน โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการดำเนินคดีใดๆต่อหัวโจกก่อการร้าย และบรรดาผู้สมคบคิด แต่มีการตกรางวัลให้เป็นรัฐมนตรีเป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาล ทำให้ประชาชนไทยสิ้นหวังแล้วว่าอำนาจรัฐภายใต้การบริหารของรัฐบาลระบอบหุ่นเชิด จะดำเนินคดีกับโจรก่อการร้ายพันธมิตร เพราะพวกมันล้วนเป็นพวกเดียวกัน เราจึงไม่ควรหวังจะเกิดความยุติธรรม..งาช้างไม่งอกจากปากสุนัขฉันใด ความยุติธรรมก็ย่อมไม่มาจากพวกอสัตย์อธรรม ฉันนั้น

เราขอสนับสนุนข้อเรียกร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย และศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียที่ได้ยื่นต่อUNไปเมื่อไวๆนี้ว่า UNต้องเร่งเข้ามาสอบสวนกรณีนี้ และกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายประชาธิปไตยของระบอบรัฐบาลหุ่นเชิดกับบรรดาผู้สมคบคิด ทั้งที่อยู่ฉากหน้าและเบื้องหลัง และจัดการลงโทษอย่างสาสม


เหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรเมื่อ25พฤศจิกายน 2551 นับถึงวันนี้ครบ 100 วันพอดี องค์ประกอบของอาชญากรรมทั้งพยาน หลักฐานพร้อมมูล ความผิดสำเร็จครบถ้วน

1.แถลงการณ์พันธมิตร ฉบับที่ 26/2551 ซึ่งออกในเวลา21.57 น.ของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 ตอนหนึ่งระบุว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข(อ่านรายละเอียดแถลงการณ์ คลิ้กที่เวบผู้จัดการ)

2.มีพิธีส่งมอบคืนสนามบินโดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้นำสูงสุดอันดับ2ของพันธมิตร ดังภาพข่าว


ในเวลา09.20 น.วันที่ 3 ธันวาคม 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ได้ดำเนินการส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพธม.เป็นตัวแทนในการส่งมอบ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ อ่านแถลงการณ์ของพันธมิตร พร้อมส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนให้กับนายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศไทยฯ เพื่อจะได้เปิดใช้สนามบินได้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป โดยพิธีนี้กระทำขึ้นต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

3.ทูตชาติมหาอำนาจยื่นโนตีสให้ดำเนินคดีกับกลุ่มก่อการร้าย

มีนักเดินทางที่ตกค้างเดือดร้อนจากเหตุการณ์นี้กว่า600,000คน มีเครื่องบินพาณิชย์นานาชาติโดนยึดไว้88ลำ หลังสิ้นสุดเหตุการณ์ยึดสนามบินเพียง 1 วัน คือในวันที่4ธ.ค. ทูตชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศนำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งยื่นโนตีสต่อกระทรวงต่างประเทศเรียกร้องให้มีการยึดตามหลักนิติธรรมเป็นหลัก ทั้งยังเรียกร้อมิให้ขัดขวางการดำเนินงานของท่าอากาศยานอีก และให้คำมั่นต่อสาธารณชนว่าจะไม่ขัดขวางการคมนาคมทางอากาศ

4.สื่อนานาชาติและโลกเป็นพยานว่าพันธมิตรยึดสนามบิน


แม้ในภายหลังกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรจะได้บิดเบือนว่าพวกตนไม่ได้ปิดสนามบิน แต่ผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิสั่งปิดเอง แต่ก็จำนนด้วยหลักฐานสายตาของชาวโลกที่รับรู้ผ่านสื่อทุกสำนักว่าอะไรเป็นอะไร(ดูรายละเอียดสื่อโลกพาดหัวประโคมข่าวพันธมิตรยึดสนามบิน คลิ้กที่นี่)

5.ศูนย์ข้อมูลกฎหมายเอเชีย (Asian Legal Resource Centre-ALRC) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีสถานะได้รับการรับรองโดยสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้หน่วยงานของสหประชาชาติ(UN)เข้ามาสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย โดยระบุถึงเหตุการณ์ยึดสนามบินของพันธมิตร เป็นการสมคบคิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ดังนี้

ไม่มีการสืบสวนหรือดำเนินคดีการกระทำความผิดทางอาญาในสาธารณะขนานใหญ่: การโค่นล้มรัฐบาลที่เกิดขึ้นโดยการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลซึ่งมีสำนักงานของนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยเป็นเวลานานถึงสามเดือน และในภายหลังก็มีการยึดสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่งของกรุงเทพฯเป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ การกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นที่ชัดเจนว่าถูกจัดตั้งโดยความร่วมมือกับกองทัพบางส่วน โดยมีปฏิบัติการที่คล้ายคลึงกับปฏิบัติการทางทหารบางอย่าง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งเป็นผู้นำปฏิบัติการนั้นมีกองกำลังของตัวเองทำหน้าที่เสมือนตำรวจ

สมาชิกของกองกำลังนั้นพกพาอาวุธและใช้อาวุธทั้งอย่างเปิดเผยและอย่างลับๆ ทั้งปืน ระเบิด มีด และอุปกรณ์ที่ไม่มีคมต่าง ๆ กองกำลังนั้นยังทำร้ายและกักกันคนอย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก และยังเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นผู้รับผิดชอบการฆาตกรรมอย่างน้อยหนึ่งราย นอกจากนี้สมาชิกของพธม.ยังมีการกระทำผิดต่อทรัพย์สินทั้งของรัฐและเอกชนอีกด้วย แต่แม้กระนั้น ก็ไม่มีรายงานถึงความก้าวหน้าในการดำเนินคดีทางอาญากับกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกับผู้นำ และฝ่ายบริหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้ดำเนินมาตรการใด ๆ เพื่อไปสู้เป้าหมายนี้เลย

มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า การสืบสวนทางอาญาและการดำเนินคดีนั้นเป็นเรื่องของตำรวจกับศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี เนื่องจากในฐานะที่เป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ เขามีอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ที่จะสั่งให้มีการสืบสวนพิเศษ อันที่จริงแล้วเนื่องจากระดับความรุนแรงและผลสืบเนื่องของเหตุการณ์เหล่านี้ นี่เป็นหน้าที่ของนายกฯ เสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็ตั้งใจหลีกเลี่ยง

เขายังสามารถสั่งให้มีการไต่สวนทางรัฐสภาหรือทางกระบวนการที่เป็นอิสระอื่น ๆ และยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เป็นประธานกรรมการคดีพิเศษที่มีหน้าที่ดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้กระทรวงยุติธรรม เขาก็สามารถสั่งให้มีการสืบสวนทางอาญาเป็นกรณีพิเศษเมื่อไรก็ได้ผ่านทางดีเอสไอ

ทว่า เนื่องจากเขาได้เข้าสู่อำนาจด้วยเหตุการณ์เหล่านี้ และเนื่องจากนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ของประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุนการยึดสถานที่อย่างเปิดเผยและสนับสนุนเป็นนัยๆ ต่อการละเมิดทางอาญาที่มาพร้อมกับการยึดสถานที่ ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บริหารในชุดปัจจุบันจะหาทางจัดการกับปัญหาเรื่องการไร้ขื่อแปในประเทศไทยในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง


สรุปว่ามีหลักฐาน พยาน ความผิดสำเร็จพร้อมหมดทุกอย่าง และมีเสียงเรียกร้องไม่เพียงแต่สาธารณชนชาวไทยที่ต้องการให้เร่งดำเนินคดีกับเหตุการณ์ยึดสนามบิน แต่รวมทั้งชาวโลกด้วย แต่ทุกอย่างยังเงียบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นของระบอบเทวดากล่าวล่าสุดแต่เพียงว่า ก่อนกำหนดที่กลุ่มเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมหน้าทำเนียบในราว1เดือนข้างหน้า คงมีความคืบหน้าในการดำเนินคดียึดสนามบิน

ในโอกาสครบ 100 วันของการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เรามีข้อพิจารณาต่อสาธารณชนชาวไทย ต่อบรรดาผู้สมรู้ร่วมคิดในเหตุการณ์อาชญากรรมในครั้งนั้น และได้ปล้นอำนาจของประชาชนชาวไทยไปดังนี้

หนึ่ง การที่พรรคประชาธิปัตย์แต่งตั้ง กษิต ภิรมย์เป็น รมต ต่างประเทศเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า บรรดาอมาตย์ระบอบปกครองเทวดาผู้สมรู้ร่วมคิด กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่คิดว่าการยึดสนามบินเป็น การทำลายประเทศที่เลวร้าย เทียบเท่าการก่อการร้าย ที่ใช้นักท่องเที่ยวหลายแสนคนเป็นตัวประกัน ทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยที่มีมูลค่าเหลือคณานับ อีกทั้งทำลายธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ และการท่องเที่ยวซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างใหญ่หลวงมีมูลค่ามากกว่า3แสนล้านบาท

สอง 100 วันผ่านไป รัฐบาลไม่บังคับใช้กฎหมายต่อแกนนำพันธมิตร ย่อมยืนยันอีกครั้งอย่าง แข็งขันและชัดเจนว่า... รัฐบาลหุ่นระบอบเทวดา กับพรรคประชาธิปัตย์ เพิกเฉย และจงใจที่จะยื้อเวลาการนำคนทำผิดมาลงโทษ โดยหวังให้คนในสังคมค่อยๆลืมเรื่องนี้ไปกับกาลเวลา ทั้งที่อาชญากรรมครั้งนี้ตกอยู่ในสายตาของโลก

สาม นอกจาก เพิกเฉยที่จะไม่นำคนกระทำผิดกฏหมายมาลงโทษแล้ว กลับให้รางวัล โดยการแต่งตั้งหัวโจกการก่อการร้ายให้เป็น รมต. เลขา ที่ปรึกษา รมต. บอร์ดรัฐวิสาหกิจและ องค์กรอื่นๆของรัฐ

สี่ พันธมิตรและกษิต ภิรมย์ ร่วมกันทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ รัฐบาลกลับอนุมัติงบประมาณ นับพันล้าน เพื่อสร้างภาพพจน์ประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้ผู้กระทำความผิด เป็นผู้ไปสร้างความน่าเชื่อถือภายหลังจากที่เขาได้ทำลายมันไปกับมือ

ห้า บีโอไอ ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน โดย จะยอมลดภาษีให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากการ ยึดสนามบินของพันธมิตร นั่นย่อมแสดงให้เห็นระดับความรุนแรงของประเด็นนี้ต่อนักลงทุน และอีกด้านหนึ่ง เป็นการทำให้รัฐเสียโอกาสจากภาษีโดยไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ



ผลกระทบ!-ภาพของเที่ยวบินหนึ่งของการบินไทยที่มีผู้โดยสารทั้งลำ แค่ที่เห็นในภาพ หลังเหตุการณ์ยึดสนามบิน

หก การบินไทยได้ประกาศตัวเลขขาดทุน 21,314 ล้านบาท แม้จะเกิดจากหลายสาเหตุก็จริง แต่เหตุอันเนื่องจากการยึดสนามบินเป็นสาเหตุใหญ่ในอันดับต้นๆ ในบรรดาสาเหตุทั้งหมด โดยที่บอร์ดบริษัทและเจ้าหน้าที่บริหารต่างยืนยันว่าเหตุหลักมาจากการยึดสนามบิน

เจ็ด รายได้จากการท่องเที่ยวที่่เคยเป็นรายได้อันดับต้นๆ คิดเป็นกว่า10%ของGDPของประเทศในปีก่อนๆ ลดลงอย่างใจหาย ยังผลให้ผู้ประกอบการและแรงงานในภาคธุรกิจนี้ได้รับผลกระทบที่รุนแรง และจะต้องลงทุน ลงแรง เพื่อฟื้นฟูกิจการกันอย่างหนัก


แปด การละเลย เพิกเฉย ต่อการนำผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึง การปกป้องพวกเดียวกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลาย หลักนิติรัฐ และนิธรรม ที่ไม่อาจให้อภัยได้

ในท้ายที่สุดนี้เราประชาชนไทยสิ้นหวังแล้วว่าอำนาจรัฐภายใต้การบริหารของรัฐบาลระบอบหุ่นเชิด กับบรรดาอำมาตย์ผู้สมคบคิดจะดำเนินคดีกับโจรก่อการร้ายพันธมิตร เพราะพวกมันล้วนเป็นพวกเดียวกัน 100วันผ่านไปแล้ว เราจึงไม่ควรหวังว่า100วันข้างหน้าจะเกิดความยุติธรรมได้..งาช้างไม่งอกจากปากสุนัขฉันใด ความยุติธรรมก็ย่อมไม่มาจากพวกอสัตย์อธรรม ฉันนั้น

เราขอสนับสนุนข้อเรียกร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย และศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียที่ได้ยื่นต่อUNไปเมื่อไวๆนี้ว่า UNต้องเร่งเข้ามาสอบสวนกรณีนี้ และกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายประชาธิปไตยของระบอบรัฐบาลหุ่นเชิดกับบรรดาผู้สมคบคิด ทั้งที่อยู่ฉากหน้าและเบื้องหลัง และจัดการลงโทษอย่างสาสม

กับขอสนับสนุนความเคลื่อนไหวของผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวล ให้สามัคคีสู้รบอย่างเด็ดเดี่ยวอาจหาญ ในการทวงความยุติธรรม ทวงสิทธิประชาธิปไตยกลับมาสู่ประชาชาติไทย ให้ได้พบกับชัยชนะในบั้นปลาย ไม่ว่าช้าหรือเร็ว.

Red Shirts from USA Part I-II-III

ที่มา thaifreenews

Red Shirts from USA Part I



Red Shirts from USA Part II



Red Shirts from USA Part III

Wednesday, March 4, 2009

อัยการเลื่อนสั่งคดี จักรภพ เพ็ญแข หมิ่นเบื้องสูง

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 4 มี.ค. – อัยการเลื่อนสั่งคดี “จักรภพ เพ็ญแข” หมิ่นเบื้องสูง เหตุติดใจสั่งสอบเพิ่มประเด็นการแปลความถ้อยคำ รอนัดสั่งคดี อีก 30 วัน

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กรณีกล่าวบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 ว่า ล่าสุดคณะทำงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบแล้ว ยังพบข้อบกพร่องบางประการเกี่ยวกับการแปลความถ้อยคำ จึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว

อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวด้วยว่า เมื่อคณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวน ยังไม่ครบถ้วนเพียงพอที่จะพิจารณาสั่งคดีได้ และให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีดังกล่าว ซึ่งเดิมครบกำหนดนัดในวันพรุ่งนี้ ( 5 มี.ค.) ออกไปเป็นเวลาอีก 30 วัน .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-04 18:12:18

มะกันเผยเองมี"คุกลับ"ในสนามบินไทย ใช้ทรมานผู้ก่อการร้าย ผบ.ทบ.เอาเก้าอี้เป็นประกัน ลั่นไม่มีจริง



ผบ.ทบ.ใช้เก้าอี้เป็นประกัน ลั่นไทยไม่มีคุกลับล้านเปอร์เซ็นต์ "อภิสิทธิ์"รีบเดินหนี ไม่ตอบคำถาม "สุเทพ"เชื่อเป็นไปไม่ได้ หลังมีข่าวอัยการสหรัฐแฉเป็นครั้งแรกมีคุกลับในไทย ใช้ทรมานนักโทษคดีก่อการร้าย ขณะที่ซีไอเอสั่งทำลายเทปลับ 96 ม้วนที่เก็บไว้ในเมืองไทยก่อนหน้านี้

ผบ.ทบ.ใช้เก้าอี้เป็นประกัน ลั่นไทยไม่มีคุกลับล้าน %

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ถึงกรณีที่อัยการสหรัฐอเมริการะบุว่า ประเทศไทยมีคุกลับ ที่ซีไอเอตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนกลุ่มผู้ก่อการร้ายว่า ยืนยันว่าไม่มีคุกดังกล่าวในประเทศไทย กองทัพบกยืนยันว่าไม่มีล้านเปอร์เซ็นต์ ขอเอาตำแหน่งตนเป็นประกัน เพราะอุดรธานีไม่มีที่ลับตรงไหน ส่วนการจะดำเนินการอย่างไรนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาล คงไม่ใช่ตน


ด้านพ.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ข่าวนี้เป็นเพียงข่าวเก่า ยืนยันว่า ไทยไม่มีคุกลับ จ.อุดรธานี เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆ คงเป็นเพียงการผูกโยงเรื่อง เพราะสนามบินอุดรธานีเคยเป็นสนามบินที่สหรัฐอเมริกาใช้ในสมัยสงครามเวียดนาม อย่างไรก็ตาม สนามบินที่อุดรธานีในปัจจุบันเป็นสโมสรกองทัพอากาศ บางครั้งมีการขึ้นบินของกองทัพอากาศบ้างเล็กน้อย แต่ไม่มีเครื่องบินของสหรัฐมาบินลงในสนามบินดังกล่าวแล้ว ตลอดจนมีการถอดเครื่องอเนกประสงค์ต่างๆของกองทัพสหรัฐฯ ออกไปจากสนามบินหมดแล้ว


"เชื่อว่า เหตุที่ปล่อยข่าวออกมาในช่วงนี้ คงเป็นเพียง เพราะต้องการปลุกกระแสโอบามาเท่านั้น เป็นการพยายามเสนอข่าวเพื่อโยงเกี่ยวกับการปิดคุกกวนตานาโม ดังนั้น ยืนยันว่า ข่าวไม่เป็นความจริง เพราะนโยบายของกองทัพและรัฐบาล ไม่มีเรื่องคุกลับในประเทศไทย ทั้งนี้รมว.กลาโหมไม่ได้สั่งให้ตรวจสอบอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่มีมูลความจริง และมั่นใจว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเพราะข่าวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริง" โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

"อภิสิทธิ์"รีบเดินหนีขึ้นรถ ถูกถามถึง"คุกลับ"มะกันในไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามกรณีหนังสือพิมพ์บางกอกอโพสต์นำเสนอข่าวประเทศไทยมีคุกลับสำหรับใช้คุมขังผู้ก่อการร้ายสากล โดยได้รีบเดินหนีไปขึ้นรถทันที

"สุเทพ"ปัดไม่รู้มี"คุกลับ"ในเมืองไทย เชื่อเป็นไปไม่ได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที จากนั้นนายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า การหารือครั้งนี้ ไม่มีการพูดคุยถึงข่าวมีคุกลับในประเทศไทย ทั้งนี้ ตนไม่เคยได้ข่าวในเรื่องนี้และไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่จะพยายามสืบสวนสอบสวน ส่วนที่มีข่าวว่ามีคุกลับที่ จ.อุดรธานีนั้น ตนไม่ทราบ เพราะช่วงนั้นตนเองไม่ได้เป็นรัฐบาล


นายสุเทพ กล่าวต่อว่า เราเป็นประเทศประชาธิปไตย ยึดมั่นในหลักนิติรัฐในการปกครอง ฉะนั้นอะไรที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการก็คงไม่สนับสนุน

อัยการสหรัฐแฉไทยซุกคุกลับซีไอเอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 4 มี.ค.นายอีริก โฮลเดอร์ อัยการสหรัฐได้ยอมรับเป็นครั้งแรกว่า มีคุกลับในเมืองไทยซึ่งได้มีการนำผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายมาสอบปากคำด้วยวิธีทรมาน โดยในการขึ้นศาลกรุงนิวยอร์ก ของหน่วยงานข่าวกรองกลางหรือซีไอเอเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ตามคำร้องของสหภาพเสรีภาพอเมริกัน ที่ยื่นฟ้องซีไอเอว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย นายโฮลเดอร์ได้เปิดเผยว่า ได้มีการทำลายเทปลับการทรมานนักโทษจำนวน 92 ม้วนที่เก็บไว้ในเมืองไทย ตามคำสั่งของนายโจเซ่ โรดิเกวซ ผู้อำนวยการซีไอเอในขณะนั้น พร้อมทั้งระบุว่า มีการทรมานนักโทษด้วยการจับกรอกน้ำด้วย

ขณะที่รายงานระบุว่า เทปดังกล่าวเกี่ยวกับการทรมานนายอาบู ซูเบย์ดาห์ และนายอับเดอร์ อัล ราฮิม อัล นาชิรี และได้ถูกทำลาย ขณะที่สภาคองเกรสสหรัฐและศาลกำลังเพิ่มการตรวจสอบต่อโครงการสอบปากคำและการกักขังผู้ต้องหาของซีไอเอเพิ่มขึ้น ขณะที่สหภาพฯยังได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลกรุงนิวยอร์ก ดำเนินคดีต่อซีไอเอฐานหมิ่นประมาทศาล ต่อกรณีทำลายเทปหลักฐานด้วย

รายงานระบุว่า เมื่อเดือนพ.ย.2005 หนังสือพิมพ์"วอชิงตัน โพสต์"และ"สถานีโทรทัศน์เอบีซี"ได้รายงานข่าวกล่าวหาว่า ซีไอเอได้นำผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายหลายคนมายังไทย คือนายอาบู ซูเบย์ดาห์ ซึ่งถูกจับได้ในปากีสถาน และนายอับเดอร์ อัล ราฮิม อัล นาชิรี ซึ่งถูกจับได้ในสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ พร้อมทั้งรายงานว่า สหรัฐมีคุกลับในเมืองไทย ซึ่งวิธีการสอบปากคำคนเหล่านี้ละเมิดต่ออนุสัญญาเจนีวา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทางการไทยได้ปฎิเสธได้รีบออกมาปฎิเสธรายงานกล่าวหาดังกล่าว โดย พลเอกเรืองโรจน์ มหาศาลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดให้สัมภาษณ์กับ"ABC"นิวส์ ว่า รายงานดังกล่าวเป็นเพียงนิยายและข้อกล่าวหาเกินจริง

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ไทยไม่เคยมีคุกลับของซีไอเอดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานกิจการพลเรือนกองทัพอากาศ กล่าวว่า หน่วยไม่เคยอนุญาตให้หน่วยงานต่างประเทศใช้ฐานทัพอากาศปฎิบัติการลับใด ๆ จะมีก็พียงปฎิบัติการซ้อมรบเท่านั้น นอกจากนี้ กองทัพอากาศยังตั้งคำถามถึงความเชื่อถือของแหล่งข่าวของเอบีซีที่กล่าวหาว่าไทยมีคุกลับของซีไอเอ พร้อมทั้งได้เชิญให้สื่อมวลชนไทยเข้าไปตรวจสอบฐานทัพอากาศ เพื่อพิสูจน์ข้อหาดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์"ABC"ระบุในรายงานเมื่อปี 2005 ว่า นายซูเบย์ดาห์ถูกควบคุมตัวในเมืองไทย ในโรงเก็บของในฐานทัพแห่งหนึ่ง เขาถูกทรมานโดยมีบาดเจ็บคุกคามถึงชีวิต ถูกจับขังในคุกเย็น และถูกทรมานด้วยวิธีใส่หน้ากากคลุมศีรษะและจับกรอกน้ำ จนกระทั่งเขาขอร้องให้ยุติทรมาน และเริ่มให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ซีไอเอ อย่างไรก้ตาม ณ ปัจจุบัน นายซูเบย์ดาห์ ยังไม่ได้รับการตั้งข้อหาใด ๆ และยังคงถูกยังอยู่ในเรือนจำกวนตานาโมในคิวบา

"สมัคร"เมินแจงคดีเขาพระวิหาร

ที่มา เดลินิวส์

น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณา ข้อกล่าวหา กรณีมติ ครม. เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดี ว่า ได้สรุปคำแก้ข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 28 คนเรียบร้อยแล้ว มีเพียงนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้มาแก้ข้อกล่าวหา ซึ่ง ป.ป.ช. ก็จะถือว่าไม่ติดใจ ทั้งนี้ ป.ป.ช. มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาทางข้าราชการระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพิ่มเติมอีก 4-5 คน เนื่องจากมีรัฐมนตรี 1-2 คน แสดงความเห็นว่า อยากให้สอบไปยังข้าราชการด้วย โดยผู้ถูกกล่าวหาต้องมาแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ภายใน 15 วันหลังจากได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา.

ปม"ซีแอล"ทำสธ.จวกมะกันยับ

ที่มา เดลินิวส์

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ทำหนังสือถึง สธ. ขอไม่ให้มีการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) เพิ่มเติมอีก เพื่อไปชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ให้พิจารณาถอดไทยออกจากบัญชีกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ว่า การทำซีแอลขึ้นอยู่กับภาวะสถานการณ์ความจำเป็นของประเทศ เป็นกระบวนการเพื่อต่อรองราคายาช่วยประชาชนที่เข้าถึงยาไม่ได้ เป็นเครื่องมือของประเทศยากจนในการแก้ปัญหาด้านยา มองว่าบริษัทยาเกิดความกังวลมากเกินไป ถึงขั้นเรียกร้อง ในลักษณะดังกล่าว แทนที่จะเสนอไทยปลดออกจากประเทศจับตามอง เนื่องจากได้มีการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อื่น ๆ อย่างซีดี ภาพยนตร์ อยากบอกบริษัทยาว่า อย่ากังวลมากนัก วันนี้ยังไม่มีข้อเสนอใด ๆ ในการทำซีแอลเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่มีการเสนอขอให้ไทยเป็นประเทศจับตามองสูงสุด นายวิทยา กล่าวว่า เป็นการเอารัดเอาเปรียบประเทศเรา วันนี้ก็หยิบปัญหาลิขสิทธิ์มาตอบโต้ทางการค้า ซึ่งการตอบโต้นี้ ไทยก็เสียหายทุกครั้ง เมื่อถามอีกว่า การคัดค้านสหรัฐอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ นายวิทยา กล่าวว่า ไม่แน่ เพราะบางครั้งสหรัฐก็อ่อนแอ มากเหมือนกัน และขณะนี้ไม่แน่ใจว่าสหรัฐซื้อสินค้าจากไทยจริง ๆ เท่าไหร่ ตนจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอดูตัวเลขค้าขาย และหากส่งผลกระทบจริง ๆ คงต้องหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน หากไทยถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ถูกจับตามองสูงสุด ทางสมาคมผู้ผลิตและวิจัยยาจะต้องรับผิดชอบด้วย ตนบอกว่า ยังไม่มีการท้าทายใด ๆ ในการทำซีแอล หากสหรัฐข่มเหงคนจนทั่วโลก แล้วคนจนลุกสู้วันไหนก็จะลำบาก.

นมบูดโผล่เมืองสองแคว ยังไม่เปิดกล่องส่งกลิ่นเหม็น

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (4 มี.ค.) ว่า ปัญหานมโรงเรียนของรัฐบาล บูดเน่าเสียโผล่ที่จ.พิษณุโลก หลังจากโรงเรียนแก่งบ้านยางป่าคาย หมู่ 7 ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลกเขต 3 แจกจ่ายให้เด็กไปกินระหว่างปิดภาคเรียน ส่งกลิ่นเหม็นเน่าทั้ง ๆที่ยังไม่เปิดกล่อง โดยมีการระบุวันหมดอายุวันที่ 21 พ.ย.2552 ผู้ปกครองโวย ขนคืนโรงเรียน อบต.บ้านยางแต่ผู้รับผิดชอบไม่อยู่ในพื้นที่

ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตรวจสอบเรื่องการทุจริตนมโรงเรียน ว่า รู้สึกเสียใจมาก ที่มีคนนำนมที่ไม่มีคุณภาพไปให้เด็ก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สมัยนายชวน หลีกภัย ได้ทำโครงการนี้ เพื่อหวังให้เด็กได้รับสารอาหาร แต่คนบางคนเลวร้าย เอาแป้งไปละลายน้ำแล้วนำไปให้เด็ก ถือว่าแย่มาก อย่างไรก็ตามยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ แต่ที่ต้องดำเนินการ เพราะจะไม่ให้เงินภาษีของประชาชนที่จะนำไปซื้อนมให้เด็กถูกคนร้ายเอาไปปู้ยี่ปู้ยำจนเกิดความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลยอมไม่ได้

คดีหมิ่นสะท้านโลก! นอม ชอมสกี้นำทีม50บิ๊กเนมเข้าชื่อ จี้ไทยปล่อยผู้ต้องหาสู่อิสรภาพ

ที่มา Thai E-News


ศาสตราจารย์Noam Chomsky 1ใน50รายชื่อบิ๊กเนมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นฯ และปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้งหมด ชอมสกี้เป็นนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ นิตยสารไทมส์เคยระบุว่าเขาเป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ฟ้าเดียวกัน
4 มีนาคม 2552

นักวิชาการชื่อก้องโลกกว่า50ราย นำโดยศาสตราจารย์ นอม ชอมสกีซึ่งนิตยสารไทมส์ยกย่องให้เป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ร่วมกันลงนามเรียกร้องทางการไทยให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อไม่ให้นำไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง รวมทั้งเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งหมด เพราะเป็นเพียงการแสดงคามคิดเห็นไม่ใช่การก่ออาชญากรรม ทางด้านมาร์คบอกสัปดาห์หน้าค่อยคุยกัน


นักวิชาการทั่วโลกลงชื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นักวิชาการและบุคคลสำคัญทั่วโลกกว่า 50 คน ร่วมลงนามในจดหมายเพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

จดหมายฉบับนี้มีขึ้นหลังจากเกิดกรณีฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพติดต่อกันหลายคดีในประเทศไทย รวมทั้งความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยที่ต้องการเข้าไปควบคุมและสั่งห้ามการถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในอินเทอร์เน็ต

จดหมายฉบับนี้ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้:

1. โปรดยุติการพยายามสร้างมาตรการกดดันปราบปรามที่เข้มงวดยิ่งกว่านี้ ทั้งต่อปัจเจกบุคคล เว็บไซท์และการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ

2. โปรดพิจารณาข้อเสนอแนะที่เรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งคุกคามผู้อื่น และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายด่างพร้อยต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสถาบันกษัตริย์บนเวทีสากลยิ่งไปกว่านี้

3. โปรดพิจารณายกเลิก-ถอนฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ และดำเนินการเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องโทษที่ถูกตัดสินภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก่อนหน้านี้ เนื่องจากคนเหล่านี้ตกเป็นผู้ต้องหาเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็น ทั้ง ๆ ที่การแสดงความคิดเห็นไม่ควรเป็นอาชญากรรม

จดหมายฉบับนี้ยังกล่าวด้วยว่า “การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกันอย่างพร่ำเพรื่อ รังแต่จะบ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย” อีกทั้งยังยั่วยุให้เกิด “กระแสวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และประเทศไทย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีตอบคำถามสั้นๆ ถึงกรณีกลุ่มนักวิชาการต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯ เพื่อขอให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างว่ามักมีการใช้กฎหมายดังกล่าวจัดการกับศรัตรูทางการเมือง ว่า "เดี๋ยวสัปดาห์หน้าค่อยคุย"

ผู้ลงนามในจดหมายฉบับนี้มีอาทิ:

- ผู้นำระดับโลกในด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของพลเมือง เช่น ลอร์ดแอริก เอฟเบอรี (Lord Eric Avebury), ดร. แคโรไลน์ ลูคัส (Dr. Caroline Lucas), วุฒิสมาชิกฟรานเชสโก มาร์โตเน (Senator Francesco Martone), สมิทู โคธารี (Smitu Kothari), วอลเดน เบลโล (Walden Bello)

- นักวิชาการระดับแนวหน้าผู้มีชื่อเสียงในวงการวิชาการหลากหลายสาขาทั่วโลก เช่น นอม ชอมสกี (Noam Chomsky), สจ๊วต ฮอลล์ (Stuart Hall), อรชุน อัปปาดูรัย (Arjun Appadurai), เจมส์ สก็อตต์ (James C. Scott), อารีฟ เดอลิก (Arif Dirlik), สแตนลีย์ แทมไบยาห์ (Stanley Tambiah), อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (Immanuel Wallerstein) และอีกมากมายหลายคน

- สมาชิกหลายท่านของสมาคมราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ (The British Academy) และสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน (American Academy of Arts and Sciences)

- ประธาน อดีตประธานและผู้นำของสมาคมวิชาการทรงเกียรติคุณในระดับสากลหลายแห่ง เป็นต้นว่า สมาคมเอเชียศึกษา (Associations for Asian Studies), สมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน (American Political Science Association), สมาคมสังคมวิทยาอเมริกัน (American Sociological Association), สมาคมเอเชียศึกษาแห่งออสเตรเลีย (Asian Studies Association of Australia) ฯลฯ

- นักวิชาการด้านกฎหมายชั้นนำ อาทิเช่น อดีตผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice), อดีตประธานสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมทั้งนักวิชาการชั้นนำด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน

- นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงระดับสากล ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา วรรณคดี ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ยาวนานในประเทศไทยและในภูมิภาคนี้

ขณะนี้กำลังมีการรวบรวมรายชื่อเพิ่มเติม จดหมายเปิดผนึกจะยื่นต่อ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน ผู้มีความประสงค์จะร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก สามารถส่งชื่อ, ยศ/ตำแหน่ง/งาน และสังกัด มาที่ “ผู้ประสานงาน” คนใดคนหนึ่งดังต่อไปนี้

Andrew Walker, Senior Fellow, Research School of Pacific and Asian Studies, The Australian National University, Canberra, ACT 0200, Australia. andrew.walker@anu.edu.au

Jim Glassman, Associate Professor, Department of Geography, University of British Columbia, 217 - 1984 West Mall, Vancouver, BC V6T 1Z2 Canada. nmsslg@yahoo.ca

Larry Lohmann, The Corner House, Station Road, Sturminster Newton, Dorset DT10 1YJ, United Kingdom. larrylohmann@gn.apc.org

Thongchai Winichakul, Professor, Department of History, University of Wisconsin-Madison, Madison, Wisconsin 53706, USA. twinicha@wisc.edu

Adadol Ingawanij, Post-doctoral Researcher, Centre for Research and Education in Arts and Media, University of Westminster, Harrow Campus, UK. M.Ingawanij@westminster.ac.uk

เว็บไซท์ New Mandala http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala จะเป็น “หน้าต่าง” ให้แก่การรณรงค์ครั้งนี้ และจะนำเสนอข่าวสารและข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับความคืบหน้าของการรณรงค์เป็นระยะๆ

—————————————————————-

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร่วมลงนาม (บางส่วน)

***James C. Scott - ศาสตราจารย์ เจมส์ ซี. สก๊อตต์

มีงานเขียนสำคัญหลายชิ้น เช่น The Moral Economy of the Peasant (1990), Weapons of the Weak (1985), Seeing Like a State (1998) เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการศึกษาสังคมชนบท มหาวิทยาลัยเยล สมาชิกของสถาบันการศึกษาชั้นสูงของมหาวิทยาลัยปริ๊นส์ตัน และ Wissenschaftskolleg zu Berlin ประเทศเยอรมันเป็นประธานของสมาคมเอเชียศึกษาระหว่างปี 2540-41 และสมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน



***Charles F. Keyes - ศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์

นักมานุษยวิทยาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา อดีตประธานสมาคมเอเชียศึกษา



***Craig J. Reynolds - เคร็ก เจ. เรย์โนลส์
นักประวัติศาสตร์ที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการไทยและนานาชาติ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา ออสเตรเลีย ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย



Robert Albritton - ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต อัลบริทตัน

แห่งมหาวิทยาลัยมิสสิสซิปปี้ สหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญด้านการเมืองอเมริกาและนโยบายสาธารณะ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัลบริทตันมีโครงการทางวิชาการเกี่ยวกับประชาธิปไตยไทยร่วมกับสถาบันประชาธิปกหลายโครงการ



Barbara Watson Andaya - ศาสตราจารย์ บาบาร่า วัตสัน อันดายา

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยฮาวาย อดีตประธานสมาคมเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา



***Arjun Appadurai - อรชุน อัปปาดูรัย

นักคิดและปัญญาชนคนสำคัญทางด้านโลกาภิวัตน์และภาวะสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ต่อมาเขาย้ายมาเป็นอธิการบดีของ the New School University ในนิวยอร์ค



***Lord Eric Avebury - ลอร์ดเอริค เอฟเบอรี

สมาชิกสภาขุนนาง (สภาสูง) แห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 ลอร์ด เอฟเบอรีเป็นนักการเมืองจากพรรคเสรีประชาธิปไตย และได้รับแต่งตั้งจากรัฐสภาฯให้ดูแลด้านการต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่น ในประเทศติมอร์ตะวันออก อินโดนิเซีย ทิเบต เปรู ฯลฯ



Peter F. Bell - ปีเตอร์ เอฟ. เบลล์

อดีตผู้อำนวยการสภาการศึกษาเศรษฐกิจ รัฐนิวยอร์ค เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์การวิจัยในประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศในเอเซียตะวันออกฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย



***Walden Bello - ศาสตราจารย์ วอลเดน เบลโล

สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ เป็นผู้ก่อตั้งโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (Focus on the Global South) ในประเทศฟิลิปปินส์และไทย เบลโล เขียนหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาในเอเซียหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือเรื่อง “โศกนาฏกรรมสยาม”



Michael Burawoy - ศาสตราจารย์ ไมเคิล บูราวอย

ประธานสมาคมสังคมวิทยาอเมริกา และรองประธานคณะกรรมการสมาคมสังคมวิทยานานาชาติ



***Hilary Charlesworth - ศาสตราจารย์ ฮิลารี่ ชาร์ลส์เวิร์ธ (Hilary Charlesworth)

นักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์การยุติธรรมและการบริหารปกครองนานาชาติ

ชาร์ลส์เวิร์ธได้รับเชิญให้สอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก เช่น ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยปารีส และเป็นประธานคนแรกของสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เธอได้รับรางวัล Goler T.Butcher Medal ปี พ.ศ. 2549 จากสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศของอเมริกาในฐานะ “ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการพัฒนากฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล”



***Noam Chomsky - ศาสตราจารย์ นอม ชอมสกี

สำหรับคนจำนวนมาก เราอาจไม่ต้องแนะนำนักคิดผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จัก ชอมสกีคือนักวิชาการผู้ปฏิวัติวงการภาษาศาสตร์และปรัชญา ในอีกด้านหนึ่ง เขาคือนักวิจารณ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ นักคิดและนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยใหม่ นิตยสาร ไทมส์ เคยระบุว่าเขาเป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา งานเขียนของเขาถูกอ้างมากที่สุดในโลก แม้แต่ประธานาธิบดีอูโก ชาเวซแห่งเวเนซุเอลา ยังหยิบหนังสือของเขามากล่าวยกย่องในสุนทรพจน์อันเผ็ดร้อนในการประชุมที่สหประชาชาติเมื่อ 2 ปีก่อน


Arif Dirlik - ศาสตราจารย์ แอริฟ เดอร์ลิค

นักประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาชื่อดังทางด้านจีนศึกษา ต่อมาเขาหันมาสนใจเรื่องโลกาภิวัตน์และวัฒนธรรม อดีตผู้อำนวยการศูนย์ทฤษฎีวิพากษ์และข้ามชาติศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา



***John Dugard - ศาสตราจารย์ จอห์น ดูการ์ด

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดูการ์ดดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ.2545-2551 และเป็นผู้รายงานพิเศษของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระหว่างปี พ.ศ.2544-2551



Grant Evans - แกรนท์ อีแวนส์

นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทความล่าสุดของเขาเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้สังเกตุการณ์ในชุมชนนานาชาติที่ติดตามสถานการณ์ประเทศไทย



Edward Friedman - ศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด ฟรีดแมน

นักรัฐศาสตร์ที่เชียวชาญด้านเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ และประชาธิปไตย มีงานเขียนทางวิชาการหลายเล่ม ผลงานล่าสุดเรื่อง “ยักษ์แห่งเอเซีย: เปรียบเทียบจีน กับ อินเดีย”



Susan Stanford Friedman - ศาสตราจารย์ ซูซาน สแตนฟอร์ด ฟรีดแมน

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐอเมริกา



***Stuart Hall - ศาสตราจารย์ สจ็วต ฮอลล์ (Stuart Hall)

อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมร่วมสมัย มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร New Left Review หนังสือพิมพ์ The Observer ยกย่องให้ฮอลล์เป็น “หนึ่งในนักทฤษฎีด้านวัฒนธรรมระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ” เขายังเป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ



Gillian Hart - ศาสตราจารย์ จิลเลี่ยน ฮาร์ต

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเมือง ภูมิภาคศึกษาในอาฟริกาใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้



Michael Hertzfeld - ศาสตราจารย์ ไมเคิล เฮิอร์ซเฟลด์

นักมนุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เชี่ยวชาญด้านอัตลักษณ์วัฒนธรรมและไทยศึกษา เฮิอร์ซเฟลด์ เคยเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการวิชาการของพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า



Kevin Hewison - ศาสตราจารย์ เควิน เฮวิสัน

อดีตประธานมูลนิธิเอเชียยตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยนิวอิงแลนด์ ออสเตรเลีย และอดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง



Paul Hutchcroft - ศาสตราจารย์ พอล ฮัชซ์คร็อฟ

นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



Sarah Joseph - ศาตราจารย์ ซาราห์ โยเซฟ

ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย เธอเขียนหนังสือกฎหมายหลายเล่ม รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง



***Ira Katznelson - ศาสตราจารย์ไอร่า แคทซ์เนลสัน

นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อดีตประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน, ประธานสมาคมรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ เป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน และสมาคมนักปราชญ์อเมริกัน



Ben Kerkvliet - ศาสตราจารย์เบน เคิร์กวลีต

อดีตหัวหน้าภาควิชาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย



Ben Kiernan - ศาสตราจารย์เบน เคียร์แนน

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบเขมรแดง เป็นผู้ก่อตั้งโครงการศึกษาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ซึ่งพัฒนามาเป็นโครงการศึกษาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มหาวิทยาลัยเยล ที่ครอบคลุมปัญหาความรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลก


Smitu Kothari - สมิธุ โคธารี

บรรณาธิการวารสาร Lokayan (การสานเสวนาของประชาชน) ในอินเดีย เขามีบทบาทในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และได้รับการยอมรับว่าเป็นปัญญาชน-นักเคลื่อนไหวคนสำคัญของอินเดีย



Margaret Levi - ศาสตราจารย์มาร์กาเร็ท ลีไว

นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ สมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน เคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน



***Caroline Lucas - แคโรไลน์ ลูคัส

นักการเมืองที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ เธอเป็นหัวหน้าพรรคกรีนของอังกฤษและเวลส์ สมาชิกรัฐสภาแห่งยุโรป ในปี 2549 นิตยสาร The New Stateman ยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งในสิบบุคคลสำคัญแห่งปี และในปีถัดมาได้รับการลงคะแนนจากผู้อ่านของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ The Observer ให้เป็นนักการเมืองแห่งปี



***Senator Francesco Martone - วุฒิสมาชิก ฟรานเชสโก มาร์โตเน

นักการเมืองอิตาลีที่มีบทบาทแข็งขันในปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของโลก เขาเป็นผู้ก่อตั้งและประสานงานโครงการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปธนาคารโลก มีบทบาทในในคณะกรรมาธิการถาวรหลายคณะ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการกิจการต่างประเทศและการย้ายถิ่น, การคลัง, และทรัพยากรด้านสิ่งแวดล้อม มาร์โตเน่ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการของคณะกรรมาธิการพิเศษว่าด้วยสิทธิมนุษยชน



Duncan McCargo - ศาสตราจารย์ ดันแคน แม็คคาร์โก

จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ หนึ่งในนักวิชาการชั้นแนวหน้าในเรื่องอุษาคเนย์และการเมืองไทย งานเขียนที่สำคัญของเขา เช่น Network Monarchy of Bhumibol and His Proxiesงานเขียนชิ้นล่าสุดของเขาคือ Tearing Apart the Land เป็นบทวิเคราะห์วิกฤติการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้



Frances Fox Piven - ศาสตราจารย์ แฟรนเชส ฟ็อกส์ พิเวน

มีบทบาทโดดเด่นทั้งในด้านวิชาการและกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะในฐานะนักวิพากษ์ที่มีมุมมองอันเฉียบคมต่อระบบสวัสดิการสังคมในสหรัฐฯ ปัจจุบันเธอสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองนิวยอร์ค เธอได้รับรางวัลมากมายจากสมาคมด้านวิชาการและสังคมต่าง ๆ และเธอเคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมสังคมวิทยาอเมริกัน



***Anthony Reid - ศาสตราจารย์ แอนโทนี่ รีด

นักประวัติศาสตร์ที่มีงานเขียนมากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากเกษียณจากงานที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลีส รีดส์ได้รับเชิญให้เป็นผู้อำนวยการคนแรกของสถาบันวิจัยแห่งเอเชีย ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เขายังได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ และได้รับรางวัลฟูกูโอกะในปี 2545



Dr. Mohamed Suliman - ดร. โมฮัมเหม็ด สุไลมาน

นักวิชาการชาวซูดานที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เขาเป็นประธานของสถาบันเพื่อทางเลือกของชาวแอฟริกันในอังกฤษ เขาเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับความขัดแย้งในซูดาน, ดาร์ฟูร์ และที่อื่น ๆ



David Szanton - เดวิด แชนตัน

เคยเป็นผู้อำนวยการโครงการอาณาบริเวณศึกษาและนานาชาติ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบอร์กลีย์



***Stanley J. Tambiah - ศาสตราจารย์ สแตนลีย์ เจ. แทมไบยาห์

นักมานุษยวิทยาชื่อก้องโลกที่มีผลงานเกี่ยวกับประเทศไทย ศรีลังกา ชนชาติทมิฬ รวมทั้งศาสนาและการเมือง เขาได้รับรางวัลและคำประกาศเกียรติคุณจากสถาบันต่าง ๆ มากมาย เช่น รางวัลบัลซัน (the Balzan), รางวัลฟูกูโอกะ, สถาบันมานุษยวิทยาในพระบรมราชินูปถัมภ์ของประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ และได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ



Andrew Walker - แอนดรูว์ วอล์คเกอร์

นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย สนใจเกี่ยวกับการค้าชายแดนระหว่างไทย ลาว และจีนใต้ รวมทั้งปัญหาการพัฒนาชนบท การจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคเหนือของไทย เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ The New Mandala อันเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ได้รับความนิยมจากปัญญาชนในอุษาคเนย์อย่างมาก



***Immanuel Wallerstein - ศาสตราจารย์ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์

เจ้าของทฤษฎี “ระบบโลก” เขาได้รับเชิญให้สอนในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลกและได้รับรางวัลและตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณจากสถาบันต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งดำรงตำแหน่ง เช่น ผู้อำนวยการของวิทยาลัยการศึกษาชั้นสูงด้านสังคมศาสตร์แห่งปารีส, ประธานสมาคมสังคมวิทยานานาชาติ, ผู้อำนวยการศูนย์เฟอร์นันด์ บรอเดลเพื่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2546 สมาคมสังคมวิทยาอเมริกันได้มอบรางวัลนักวิชาการที่ผลิตผลงานดีเด่น (the Career of Distinguished Scholarship Award) ให้แก่วอลเลอร์สไตน์



Thomas Wallgren - ศาสตราจารย์ โทมัส วอลล์เกร็น

หัวหน้าภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ นักปรัชญาและนักกิจกรรมเพื่อสังคม เขายังเป็นประธานสถาบันเครือข่ายเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยทั่วโลก



Michael Watts - ศาสตราจารย์ ไมเคิล วัทส์

อดีตผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบอร์คลีย์ , ศูนย์แอฟริกันศึกษา, โครงการนักวิจัยสันติภาพของโรตารี, และโครงการศึกษาด้านการพัฒนา



Thongchai Winichakul - ศาสตราจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล

แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน เขาสนใจประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย หนังสือของธงชัย Siam Mapped ได้รับรางวัลแฮรี เบนดาของสมาคมเอเชียศึกษาในปี 2538 เขายังเป็นสมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน ธงชัยเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาในช่วง 6 ตุลาคม 2519

00000000000000
(จดหมายเปิดผนึกที่จะยื่นในเดือนมีนาคม/เมษายน 2552)



ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สำนักนายกรัฐมนตรี

ทำเนียบรัฐบาล

กรุงเทพฯ ประเทศไทย โทรสาร: 011-662-629-8213



เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


ในฐานะนักวิชาการและผู้สังเกตการณ์ที่สนใจในสถานการณ์ของประเทศไทย เรามีความวิตกอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อชาวไทยและชาวต่างประเทศภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้นในระยะไม่นานมานี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยนำไปสู่ความเสื่อมถอยลงของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกันอย่างพร่ำเพรื่อ รังแต่จะบ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย การดำเนินคดีต่อนักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการและประชาชนทั่วไป เพียงเพราะข้อกล่าวหาว่าทัศนะและการกระทำของคนเหล่านี้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เท่ากับทำลายบรรยากาศการถกเถียงอย่างเปิดกว้างในประเด็นสาธารณะที่สำคัญ ๆ นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นอันตรายของการอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไม่ระมัดระวัง แทนที่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะเป็นไปเพื่อปกป้องพระเกียรติยศ กลับยิ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และประเทศไทย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอแนะมาหลายครั้งแล้วว่า ควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้แต่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยมีพระราชดำรัสว่า การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ เรามีความวิตกว่า แทนที่จะรับฟังความคิดเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลของท่านอาจใช้กฎหมายนี้เพื่อกดดันยับยั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน กระทั่งมีสมาชิกบางคนในรัฐบาลของท่านออกมาเรียกร้องให้ใช้บทลงโทษที่หนักกว่าเดิมภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยทั้งหมดนี้กระทำลงไปในนามของการปกป้องสถาบันกษัตริย์

ประสบการณ์ในหลาย ๆ ประเทศพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีแต่ความจริง ความโปร่งใส การถกเถียงอย่างเปิดกว้างของสาธารณชน และกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น จึงจะสามารถแปรเปลี่ยนความขัดแย้งทางความคิดให้กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธี การกดดันยับยั้งความคิดไม่เคยคลี่คลายปัญหาใด ๆ ได้ แต่กลับจะยิ่งสร้างความเสื่อมพระเกียรติมากกว่าเฉลิมพระเกียรติสถาบันกษัตริย์


ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เราจึงขอให้ ฯพณฯ ท่านและรัฐบาลโปรดพิจารณาข้อเรียกร้องดังนี้

1. โปรดยุติการพยายามสร้างมาตรการกดดันปราบปรามที่เข้มงวดยิ่งกว่านี้ ทั้งต่อปัจเจกบุคคล เว็บไซต์และการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ

2. โปรดพิจารณาข้อเสนอแนะที่เรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งคุกคามผู้อื่น และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายด่างพร้อยต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสถาบันกษัตริย์บนเวทีสากลยิ่งไปกว่านี้

3. โปรดพิจารณายกเลิก-ถอนฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ และดำเนินการเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องโทษที่ถูกตัดสินภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก่อนหน้านี้ เนื่องจากคนเหล่านี้ตกเป็นผู้ต้องหาเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็น ทั้ง ๆ ที่การแสดงความคิดเห็นไม่ควรเป็นอาชญากรรม



ขอแสดงความนับถือ

สุเมธ อุปนิสากร กามิกาเซของอมาตยาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

เมื่อพูดถึง กามิกาเซ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักแม้จะไม่ใช่คนญี่ปุ่นก็ตาม กามิกาเซ เป็นภาษาญี่ปุ่น หมายถึง ลมแห่งเทพเจ้า ซึ่งชาวญีุ่ปุ่นเชื่อว่าเทพเจ้่าเป็นผู้นำพามาเพื่อชัยชนะในสงครามสมัยรบกับมองโกล และในสงครามโลกครั้งที่สอง ฝูงบินรบของญี่ปุ่นก็บินโจมตีแบบฆ่าตัวตายต่อกองทัพอเมริกัน ก็ใช้ชื่อว่า กองบินกามิกาเซ เช่นกัน

กรณีการกล่าวอำลาการทำงานของนายสุเมธ อุปนิสากร ก็เช่นเดียวกัน คงจะมีเพียงนายสุเมธ เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะทราบว่าเหตุใดเขาจึงพูดอย่างเปิดอกในวันอำลาตำแหน่ง กกต. ในประโยคที่ว่า ผมยอมรับว่า กกต.ชุดนี้เป็นของปลอม เพราะตั้งโดย คมช. ไม่ได้ถูกตั้งมาตามรัฐธรรมนูญหรือได้รับการโปรดเกล้าฯ

ถ้าดูอย่างผิวเผินก็อาจจะมองได้ว่า นายสุเมธ ต้องการให้สังคมได้รับความชัดเจนและเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า กกต. นั้นไม่่มีความชอบธรรมในการทำงาน และตัวนายสุเมธ เองก็ไม่เห็นด้วยในกรณีนี้.... แต่ไม่ว่าจะอย่างไรแม้นายสุเมธ จะเห็นด้วยกับการแต่งตั้ง กกต. โดยอำนาจของ คมช. หรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ได้ยอมรับตำแหน่งนี้และทำงานมากว่า 2 ปี โดยไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้มาก่อนแต่อย่างใด

คงยากที่จะกล่าวได้ว่านายสุเมธ อุปนิสากร จะเห็นด้วยกับแต่งตั้ง กกต. ว่าเป็นของแท้หรือของปลอมหรือไม่ ??.... แต่ตัวนายสุเมธ เองก็ยอมรับกับการแต่งตั้งนั้นและอยู่ในตำแหน่งมาจนครบวาระที่กฎหมายกำหนดไว้ และที่สำคัญยังได้เป็นคณะกรรมการในการพิจารณาตัดสินคดีความทางการเมืองหลายต่อหลายเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อย

มีความประจวบเหมาะที่น่าจะพิจารณาอยู่หลายประเด็นด้วยกันคือ ประการแรก สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มชนสองฝ่ายคือ ฝ่ายนิยมอมาตย์ (เสื้อเหลือง) และฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย (เสื้อแดง) ได้ก้าวมาสู่จุดที่กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยกำลังแพร่ขยายไปทั่วทั้งประเทศ ประการที่สอง แรงบีบคั้นทางการเมืองเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยของชาติจากประเทศมหาอำนาจกำลังพุ่งสู่รัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง ประการที่สาม ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าในทุก ๆ ด้านของประเทศ และประการสุดท้าย รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ กำลังประสบกับปัญหาทางการเมืองเรื่องความชอบธรรม และการบริหารประเทศ ซึ่งอนาคตในการคงอยู่ของรัฐบาล เทพประทาน คงจะอยู่ได้อีกไม่นานนัก

พูดง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลของอภิสิิทธิ์ ผู้ได้รับอำนาจมาจากเผด็จการอมาตย์ กำลังอยู่ในระยะที่จะถึงทางตันและกำลังจะต้องสิ้นสุดลงในไม่ช้า และถ้าเมื่อใดรัฐบาลเทพประทานต้องสิ้นสุดลง ฝ่ายเผด็จการก็จะต้องสูญเสียอำนาจในทางการเมืองลงอย่างไม่ต้องสงสัย และโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้กลับมามีอำนาจในการปกครองประเทศอีกโดยการเลือกตั้งคงเป็นไปได้ยาก และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พวกเผด็จการอมาตย์ จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้โดยเด็ดขาด

ไม่ว่าจะอย่างไรนายสุเมธ อุปนิสากร ก็ได้ยอมรับเป็นผู้ร่วมมือกับอำนาจเผด็จการในการไล่ล่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการยอมประกาศว่า กกต. ชุดนี้เป็นของปลอม ก็เป็นเพียงการ วางระเบิดทางการเมือง โดยใช้ตนเองเป็นผู้ผูกระเบิดนั้นเหมือนปฏิบัติการ กามิกาเซ นั่นเอง...คำพูดของนายสุเมธ ทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจในการจัดการเรื่องการเมือง ในเมื่อ กกต. มีที่มาไม่ถูกต้อง และไม่สามารถหากฎหมายใดมารองรับในการมีอยู่ของ กกต.ได้ และถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง จะต้องให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่ในเร็ว ๆ นี้ กกต. ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยจากประชาชน โดยคำกล่าวของ นายสุเมธ เอง ก็จะไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะเป็นผู้จัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ ประชาชนผู้เบื่อหน่ายกับสถานการณ์การเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้ารอบด้าน ก็จะไม่มีทางออกนอกจากจะต้องยอมรับการเกิดขึ้นของ รัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลสมานฉันท์ หรืออะไรก็ตามที่มีความหมายเดียวกัน ที่จะมีมาถึงโดย ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

เผด็จการอมาตย์ไม่เคยเปลี่ยนเป้าหมายหรือความตั้งใจที่จะต้องให้ประเทศไทยมี รัฐบาลแห่งชาติหรือที่เรียกว่าการเมืองใหม่ โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชน เพราะพวกเขารู้อยู่ว่าประชาชนไม่สามารถยอมรับอำนาจการปกครองโดยเผด็จการอมาตย์ได้อีกต่อไป แต่ที่ยัีงไม่เกิดการแตกหักหรือเกิดการปะทะด้วยกำลังกันระหว่างประชาชนสองฝ่ายก็เพราะว่า ประชาชนไทยที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อมานานหลายสิบปี ยังคงมีความรักและศรัทธาใน ตัวบุคคล บางคน ในโครงสร้างของระบอบเผด็จการอมาตย์อยู่อย่างเหนียวแน่น

วิธี กามิกาเซ ของนายสุเมธ ในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในเรื่องความชอบธรรมในการทำงานของ กกต. เกิดความกระอักกระอ่วนในการพิจารณาอรรถคดีทางการเมืองใด ๆ นับจากนี้ต่อไป หรือแม้กระทั่งที่ผ่านมาแล้ว และไม่เพียงแค่การพิจารณาอรรถคดีเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

นี่คือ แผนการ อันแยบยลที่ฝ่ายอมาตย์จะสร้างความชอบธรรมในการที่จะให้เกิด รัฐบาลแห่งชาติ ขึ้นในประเทศนี้ และเ็ป็นที่แน่นอนว่าพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายคงจะไม่อาจยอมรับการครอบครองอำนาจอย่างไม่ชอบธรรมในลักษณะนั้นได้อีกต่อไปอย่างแน่นอน

ขณะนี้สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังปลุกระดมกับคนไทยทั้งชาติให้มีจินตนาการณ์ถึงความเป็นศัตรูกันระหว่างชนไทยกับชนชาติพม่าในอดีต โดยอ้างว่าตนเองเป็น "ทหารเอกของพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้กู้ชาติ" มาปลุกระดม และกล่าวหาโดยใช้จินตนาการณ์ร่วมว่า พวกเสื้อแดงเป็นพม่า กลับชาติมาเกิด นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นมาเมื่อ 400 ปีล่วงมาแล้ว การปลุกระดมลักษณะที่เอาอดีตมาเป็นเครื่องมือนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเผด็จการอมาตย์หมดทางที่จะหาเหตุที่เป็นปัจจุบันมากล่าวโจมตี ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้อีกต่อไป... ขณะเดียวกันก็กำลังยุยงให้คนไทย เกลียดชัึงและเข้าห้ำหั่นกัน โดยปราศจากเหตุผล เพื่อนำให้สถานการณ์ของประเทศเข้าสู่สภาวะความรุนแรง และในที่สุดก็เรียกร้องให้เกิดรัํฐบาลแห่งชาติ

พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ประเทศไทยของเรานี้กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่การเปลี่ยนผ่านนี้จะต้องผ่านความเจ็บปวดและทุกข์ยาก... ประชาธิปไตยไม่เคยได้รับมาโดยการร้องขอจากเผด็จการ สิ่งที่เกิดขึ้นมาในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมานี้ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเผด็จการอมาตย์ ไม่เคยรักหรือเ็ห็นแก่ประชาชนในชาติเลยแม้แต่น้อย พวกเขามองประชาชนในชาตินี้เป็นเพียง ไพร่, พลเมือง ของประเทศนี้เท่านั้น และ ไพร่ ก็มีหน้าที่เพียงกระทำทุกสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการ และยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกอมาตย์จะยื่นให้โดยไม่มีข้อต่อรอง

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุก ๆ คนต้อง ตัดสินใจ ที่จะเลือกว่า จะอยู่ในประเทศนี้โดยมีสามารถที่จะเป็นผู้เลือกการปกครองตนเองได้โดยอิสระ หรือจะเลือกว่า จะอยู่ในประเทศนี้อย่างเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองที่เผด็จการหยิบยื่นให้ตลอดไป ไม่มีใครเลือกแทนท่านได้ นอกจากจิตสำนึกในความเป็นอิสระและผู้รักประชาธิปไตยในตัวของท่านเท่านั้นที่จะบอกท่าน....

และเมื่อจิตสำนึกเหล่านั้นได้บอกกับท่านในจิตใจของท่านแล้ว ท่านจะรู้ได้เองว่าท่านควรจะกระทำสิ่งใดสำหรับประเทศไทยที่ท่านรักนี้

ปูนนก