WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 5, 2009

เสื้อแดงประกาศชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีทั่ว จ.ลพบุรี 7 มี.ค.

ที่มา MCOT News


รัฐสภา 5 มี.ค. – แกนนำเสื้อแดงประกาศชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี 5 จุดทั่ว จ.ลพบุรี ในวันที่ 7 มี.ค. ไม่หวั่นแม้เป็นเขตทหาร อ้างมี “แม่บ้าน” เป็นแนวร่วมจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ยืนยันจัดงาน “ความจริงวันนี้สัญจร” ที่ จ.ขอนแก่น 8 มี.ค. ตามเดิม มี “พ.ต.ท.ทักษิณ” ร่วมโฟนอิน และไม่หวั่นหากพันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมือง ชี้ จะได้ยืนบนขาตัวเอง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า คนเสื้อแดงมีภารกิจในการชุมนุมต่อต้านคนของรัฐบาล ที่เดินทางไปทุกจังหวัด ดังนั้น ในการลงพื้นที่ตรวจราชการของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ จ.ลพบุรี วันที่ 7 มี.ค. กลุ่มคนเสื้อแดงได้เตรียมระดมกำลังไปชุมนุมขับไล่ทั้ง 5 จุด ที่นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่

“จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงจาก จ.สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา จะไปรวมตัวกันชุมนุมขับไล่ และเมื่อคนเสื้อแดงยกระดับการชุมนุม เป็นการชุมนุมขับไล่แล้ว ก็จะไม่มีข้อเรียกร้องใด ๆ อีก” นายจตุพร กล่าว

ต่อข้อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เพราะ จ.ลพบุรี เป็นพื้นที่ของทหาร นายจตุพร กล่าวว่า แกนนำและกลุ่มคนเสื้อแดงใน จ.ลพบุรี มีทั้งภรรยาทหาร นายทหาร และนายตำรวจ จึงไม่น่าเป็นห่วง ส่วนที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนั้น ขอยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้มุ่งร้ายต่อชีวิตของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

“เขาเข้าใจว่า รัฐบาลคือบริษัทชิโนไทยหรือไง ผมว่าไปดูแลจิ้งหรีดของตัวเองดีกว่า คนเสื้อแดงไม่ได้มีความประสงค์ร้ายต่อร่างกาย ดังนั้น คงไม่มีความจำเป็น คงต้องเอาอย่างคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ว่า คือ รัฐบาลต้องทนเอา ทีตอนนั้นมีคนของรัฐบาลไปกระทำกับรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร) รัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) รัฐบาลสมชาย (วงศ์สวัสดิ์) ก็ถึงทีที่ตัวเองจะโดนซะบ้าง” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร ยังยืนยันว่า จะจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ที่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ 8 มี.ค. ตามกำหนดเดิม แม้จังหวัดจะพยายามขัดขวาง โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น. และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินในเวลา 18.30 น. และเลิกการชุมนุมในเวลา 19.00 น.

ต่อกรณีที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะตั้งพรรคการเมือง นายจตุพร กล่าวว่า ดีแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย พันธมิตรฯ จะได้ยืนบนขาของตัวเอง แทนที่จะใช้ร่างร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวขอเป็นผู้ชมที่ดี อย่างไรก็ตาม คนเสื้อแดงจะไม่ตั้งพรรคการเมือง แต่จะเป็นองค์กรที่ประคับประคองระบอบประชาธิปไตย.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-05 13:08:56

มาร์ค-เหลิม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




แป้กเรียบร้อย สำหรับมุขทางการอังกฤษออกวีซ่าให้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เข้าประเทศอีกครั้ง

เมื่อนายควินทัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ยืนยันชัดถ้อยชัดคำ

"สถานะของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงเหมือนเดิม เป็นแบบเดิม ข่าวลือนี้ไม่มีมูล"

ประเด็นนี้ปล่อยออกมาจากคนใกล้ชิด "แม้ว" เพื่อสู้กับเสียงประโคมของคนใกล้ชิด "มาร์ค"

ซึ่งสถาปนากันเองขึ้นเป็น "ผู้นำอาเซียนตัวจริง" หลังประชุมอาเซียนซัมมิตจบลง

คนใกล้ชิดของใครเข้าข่าย "โง่แล้วขยัน" คงประจักษ์กันแล้ว?

ถือเป็นการออกอาวุธวืดครั้งที่สองในรอบไม่กี่วันของฝ่าย "แม้ว"

ก่อนหน้านั้นเพิ่งตัดใจปฏิเสธขึ้นเวทีปาฐกถา ตามคำเชิญสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ฮ่องกง

ทั้งๆ ที่หมายมั่นปั้นมือใช้เป็นสังเวียนปล่อย "หมัดเด็ด" มากระแทกหน้าหลายๆ คนในเมืองไทย

ทว่าเจอ "มาร์ค" และชาวคณะไล่กดดันข้ามประเทศจนต้องถอย

จากมุขฮ่องกงมาถึงมุขอังกฤษ แป้กติดๆ กันสองมุขซ้อนๆ สง่าราศีเลยมัวๆ หมองๆ

ที่ผ่านมา "แม้ว" ขี่ "มาร์ค" มาตลอดเรื่องพื้นที่ข่าว

ปล่อยออกมาแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น เล่นเอาคนที่เมืองไทยเต้นตามไม่เป็นอันทำอย่างอื่น

แต่เมื่อฝ่ายแรกมุขเริ่มแป้ก ขณะที่ฝ่ายหลังตั้งหลักได้

มวยที่เหมือนเหนือชั้นสนุกข้างเดียว ก็ถูกอีกฝ่ายออกอาวุธสู้สนุกขึ้น

ล่าสุดในที่ประชุมครม. "มาร์ค" สั่งเดินหน้าประ ชุมสุดยอดอาเซียน-เอเชียตะวันออกในเดือนเม.ย.

พร้อมกับย้ำรมต.ทุกคนลงพื้นที่คนละ 2 จังหวัด

หวังให้ภาพและข่าวรัฐบาลครอบคลุมทั่วถึงทั้งประเทศ

วันเดียวกันพรรคเพื่อไทยมีมติเสนอชื่อร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นนายกฯ ประกบไปกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ส่ง "เหลิม" ไปชิงเก้าอี้ "มาร์ค" ว่างั้นเถอะ!

ใครสั่ง ใครส่ง ใครอยู่เบื้องหลังคงไม่ต้องบอก?

ส่วนจะชิงได้ หรือได้แค่ชิง พี่เลี้ยงที่อยู่แดนไกลย่อมรู้และทำใจไว้แล้ว

สถานการณ์ปัจจุบัน มือไม้ในเมืองไทย

ไม่มีใคร "หมัดหนัก" เท่าเหลิม!?

"สดศรี"สวน"สุเมธ"ของปลอมแล้วรับตำแหน่งทำไม ยัน กกต.ไม่จำเป็นต้องมาจากสายรัฐศาสตร์

ที่มา มติชนออนไลน์
"สดศรี"ออกโรงซัด"สุเมธ"ของขึ้น ต่อว่ากกต.ของปลอม สวนกลับถ้าไม่ดีจริงรับตำแหน่งแต่แรกทำไม "สุเมธ"อำลาตำแหน่งขอคนที่มีความรู้รัฐศาสตร์มาดูแลพัฒนาองค์กร เพราะมีแต่นักกฎหมายบริหารไม่ถนัด ทำให้งานล่าช้า ยอมรับว่า กกต. ชุดนี้เป็นของปลอม ถูกตั้งโดย คมช. แต่"กฎหมายเปิดโอกาสให้ทำได้


นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ออกมาวิจารณ์การทำงานของกกต. ก่อนหมดวาระว่ากกต.ชุดนี้เป็นของปลอม ว่า นายสุเมธคงไม่เข้าใจความจริง เพราะกกต.ถูกแต่งตั้งโดยคณะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ดังนั้น หากกกต.เป็นของปลอม นายสุเมธก็เป็นของปลอมด้วย


"การสรรหา ส.ส.และ ส.ว.ที่ผ่านกระบวนการ กกต. ก็ต้องถือเป็นของปลอมทั้งหมดใช่หรือไม่ เหตุใดตอนรับการแต่งตั้งนายสุเมธ จึงไม่โต้แย้ง แต่กลับรับตำแหน่ง จึงสงสัยว่าการพูดก่อนพ้นวาระเป็นอาการของคนของขึ้นหรือไม่" นางสดศรี กล่าว


นางสดศรี กล่าวว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต. ไม่จำเป็นต้องได้คนที่มาจากสายรัฐศาสตร์ ตามที่นายสุเมธกล่าวอ้างเสมอไป เพราะคนที่เป็นผู้พิพากษาและเป็นผู้รู้กฎหมาย ก็สามารถเป็นกกต.ได้ ส่วนการวินิจฉัยคดีต่างๆ หลังจากเหลือ กกต. 4 คน นางสดศรี เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะ กกต.ชุดก่อนเหลือคณะทำงาน 4 คน ก็สามารถทำงานได้

ก่อนหน้านี้ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เปิดใจในงาน “กกต.พบสื่อมวลชน 899 วัน บนเส้นทางการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อชาติ” ที่สำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 2 มี.ค. เพื่อเป็นการอำลาการพ้นวาระของนายสุเมธ ในวันที่ 8 มีนาคมนี้ เพราะมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 232 วรรคสาม ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะไม่ร่วมเข้าประชุมกกต. เพราะจะได้ไม่ต้องเซ็นคำวินิจฉัยหลังจากสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ อยากให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต.ที่จะเข้ามานั้นมาจากสายรัฐศาสตร์ เพราะจะได้มาช่วยกันพัฒนาและจัดรูปแบบองค์กร เนื่องจากตอนนี้ที่มีอยู่เป็นนักกฎหมายผู้พิพากษา อัยการ ซึ่งไม่ถนัดงานบริหารงาน ทำให้การจัดงานฝ่ายบุคคลล่าช้า ส่วนการเมืองหลังจากนี้น่าจะดีขึ้น ดวงเมืองน่าจะดีขึ้น วิกฤตต่างๆน่าจะหายไป ทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ไม่ว่าจะรักสีอะไรก็อยากให้บ้านเมืองสงบกันทั้งนั้น ทุกคนก็ไม่อยากให้ลูกหลานลำบาก หากยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปอนาคตจะเป็นอย่างไร

นายสุเมธ กล่าวว่า ขณะนี้ยังอาจมีปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อตนพ้นจากตำแหน่งแล้ว ใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่สรรหา เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 231 ระบุถึงการสรรหา กกต. ว่ามี 2 ส่วนคือ มาจากส่วนของคณะกรรมการสรรหาจำนวน 3 คน และ ส่วนของ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน แล้วจึงเสนอให้วุฒิสภารับรอง แต่ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่มีการแต่งตั้งให้ตนเป็นกกต.ในขณะนั้นเป็นช่วงที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกประกาศ คปค.แต่งตั้งเมื่อปี 2549ให้กกต.ชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่า จะมาจากส่วนใดที่รัฐธรรมนูญกำหนด และใครจะเป็นผู้คัดเลือกหากตนพ้นจากตำแหน่งไป และหากจะใช้มาตรา 7 ที่บอกว่า หากไม่มีบทบัญญัติใดให้ดำเนินการตามประเพณี ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่เคยมีประเพณีมาก่อน เพราะเรามี กกต. ตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 จะมองเป็นประเพณีได้หรือไม่ แต่เราก็ไม่เคยมีการบัญญัติแยกที่มาอย่างนี้เหมือนกัน ทั้งนี้ตนมองว่าเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วอาจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความ

“ผมยอมรับว่า กกต. ชุดนี้เป็นของปลอม เพราะถูกตั้งโดย คมช. ไม่ได้ถูกตั้งมาตามรัฐธรรมนูญหรือได้รับการโปรดเกล้าฯ เรื่องนี้ไม่ขอโต้เถียงใครที่กล่าวหา แต่ผมเห็นว่าแม้ไม่ได้มาตามรัฐธรรมนูญแต่กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ทำได้” นายสุเมธ กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าอนาคตของตุลาการภิวัฒน์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายสุเมธ กล่าวว่า เรื่องนี้พูดยาก แต่หากบ้านเมืองเรียบร้อยอยากเห็นตุลาการกลับเข้ากรมกอง ชีวิตการเป็นศาลกับการอยู่ข้างนอกไม่เหมือนกัน หากออกมามากๆกลัวจะเหลิง เพราะการเมืองต้องเจอหลายประเภท และการที่ศาลจะกลับได้ต้องอยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการจะแก้ได้ก็ต้องให้บ้านเมืองสงบ โดยรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับก็จะเหมาะกับสถานการณ์ในขณะนั้น รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เหมาะกับการแก้ปัญหาช่วงนั้น หรือ มาตรา 237 เรื่องการยุบพรรค เมื่อมาถึงตอนนี้ก็ต้องดูว่าสมควรหรือไม่ เช่นผู้จัดการทำผิดจำเป็นต้องยุบบริษัทเลยหรือ การให้ยาแรงอาจจำเป็นในเวลานั้น แต่ตอนนี้ที่ไข้ยังไม่มากให้ยาแรงมากไปเดี่ยวจะตายกันหมด

สำรวจผู้อ่าน นสพ.ยอมรับมีส่วนหนุน ปชต. ให้เสนอข่าวให้รอบด้าน-หลากหลายมากขึ้น

ที่มา มติชนออนไลน์

ผลสำรวจผู้อ่านหนังสือพิมพ์ในรอบปีที่ผ่านมา ยอมรับนักข่าวไทยมีคุณภาพ มีส่วนในการสนับสนุนประชาธิปไตย แต่เสนอให้มีการปรับปรุงบทบาทในการเสนอข่าวให้ตรงความเป็นจริง รอบด้านและหลากหลายมากขึ้น


เนื่องในโอกาส “วันนักข่าว” วันที่ 4 มีนาคม 2552 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยสำรวจเรื่อง “ความคิดเห็นและความคาดหวังต่อการนำเสนอข่าวสารทางหนังสือพิมพ์ในรอบปี 2551 : กรณีศึกษาตัวอย่างผู้อ่านหนังสือพิมพ์ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร” โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์ (ที่อ่านหนังสือพิมพ์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง) ที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวนทั้งสิ้น 1,209 ตัวอย่าง ในระหว่างวันที่ 10 – 13 มกราคม 2552 สรุปประเด็นสำคัญ 17 ประเด็น ดังนี้


1. การติดตามข่าวสารและการอ่านหนังสือพิมพ์


ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวสารจากหลายช่องทาง กล่าวคือ นอกจากส่วนใหญ่มีการติดตามชมข่าวทางสถานีโทรทัศน์แล้ว ยังพบว่าร้อยละ 44.4 จะติดตามฟังข่าว/รายการสนทนาข่าวทางวิทยุ (ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา) ร้อยละ 37.6 เป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต (ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา)

ทั้งนี้การติดตามข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต ของกลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์มีแน้วโน้มเพิ่มมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2549 จพบว่า มีผู้ที่ที่ติดตามข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต (ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา) เพียงร้อยละ 18.1


ส่วนในด้านพฤติกรรมการอื่นหนังสือพิมพ์พบว่า ผู้อ่านจะอ่านหนังสือเฉลี่ย 4.3 วันต่อสัปดาห์ และในวันที่อ่านจะอ่านเฉลี่ยประมาณ 1.5 ฉบับต่อวัน ใช้เวลาในการอ่านประมาณ 1.4 ชั่วโมงต่อวัน


ส่วนแหล่งที่มาของหนังสือพิมพ์ที่อ่านส่วนใหญ่ซื้อจากแผงหรือร้านหนังสือ (ร้อยละ 41.4) รองลงมาคืออ่านตามร้านค้า/ร้านอาหาร/ร้านกาแฟ (ร้อยละ 37.8 ) อ่านในสำนักงาน/ที่ทำงาน (ร้อยละ 24.1) เป็นสมาชิกรับประจำ (ร้อยละ 15.1) และยืมจากคนที่รู้จัก (ร้อยละ 14.6)


2. ข่าวสารที่สนใจติดตาม


สำหรับประเภทข่าวที่ผู้อ่านสนใจติดตามอ่านมากที่สุดได้แก่ ข่าวการเมือง (ร้อยละ 62.8) รองลงมาคือข่าวบันเทิง (ร้อยละ 60.5) ข่าวอาชญากรรม (ร้อยละ 56.7) ข่าวเศรษฐกิจ/ธุรกิจ (ร้อยละ 40.0) ข่าวกีฬา (ร้อยละ 38.2) ข่าวสุขภาพ/คุณภาพชีวิต/สาธารณสุข (ร้อยละ 27.5) ข่าวต่างประเทศ (ร้อยละ 22.1) และ และข่าววิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี (ร้อยละ 21.3) ตามลำดับ


3. การพาดหัวข่าว-ความน่าเชื่อถือมีผลต่อการเลือก นสพ.


ปัจจัยที่ทำให้คนเลือกอ่านหนังสือพิมพ์ จากผลการสำรวจตัวอย่างผู้อ่านพบว่าร้อยละ 58.3 ตอบว่า “การพาดหัวข่าว” ของหนังสือพิมพ์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อหนังสือพิมพ์ ในระดับ “มาก-มากที่สุด”


นอกจากนี้เหตุผลในการเลือกติดตามอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ผู้อ่านระบุว่าเป็นเพราะการนำเสนอข่าวสารตามข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือ และมีเนื้อหาหลากหลายให้เลือกอ่าน


4. ความคิดเห็นต่อการนำเสนอข่าว “ความขัดแย้งทางการเมือง” ของหนังสือพิมพ์


จากผลการสำรวจเรื่อง ข่าว “ความขัดแย้งทางการเมือง” ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 49.4 ระบุมีปริมาณข่าวมากเกินไป ร้อยละ 39.5 ระบุมีปริมาณข่าวพอเหมาะพอดี และ ร้อยละ 11.1 ระบุมีปริมาณข่าวน้อยเกินไป


โดยในรอบปี 2551 ที่ผ่านมาผู้อ่านระบุว่าได้ติดตามข่าวความขัดแย้งทางการเมืองเฉลี่ยถึง 4.8 วันต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.1 ระบุว่าการนำเสนอข่าวความขัดแย้งทางการเมืองมีความ “น่าสนใจ” ในขณะที่ร้อยละ 22.7 ระบุไม่แน่ใจ และร้อยละ 18.2 ระบุไม่น่าสนใจ


ส่วน “การมีเสรีภาพ” ในการนำเสนอข่าวความขัดแย้งทางการเมือง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 43.9 ระบุมีเสรีภาพ ร้อยละ 33.6 ระบุไม่แน่ใจ และร้อยละ 22.5 ระบุไม่มีเสรีภาพ


“ความเป็นกลาง” ในการนำเสนอข่าวความขัดแย้งทางการเมือง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 37.7 ระบุหนังสือพิมพ์เสนอข่าวไม่เป็นกลาง ร้อยละ 35.6 ระบุไม่แน่ใจ และร้อยละ 26.7 ระบุเสนอข่าวเป็นกลาง


“การรักษาผลประโยชน์ของประชาชน” ในการนำเสนอข่าวความขัดแย้งทางการเมือง พบว่า ร้อยละ 29.0 ระบุหนังสือพิมพ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 27.0 ระบุไม่รักษา และร้อยละ 44.0 ระบุไม่แน่ใจ


5. นสพ.ให้ความสำคัญกับฝ่าย “พธม.” มากกว่า “นปช.”

จากข้อคำถามความเห็นที่ว่า หนังสือพิมพ์ให้ความสำคัญในการนำเสนอข่าวสารของฝ่ายใดมากกว่าระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายนปช. ผลปรากฏว่า ตัวอย่างผู้อ่านร้อยละ 31.5 เห็นว่าให้ความสำคัญกับฝ่ายพันธมิตรมากกว่า ในขณะที่ร้อยละ 9.9 เห็นว่าให้ความสำคัญกับฝ่ายนปช.มากกว่า และร้อยละ 58.6 เห็นว่าให้ความสำคัญพอ ๆ กัน

6. ความพึงพอใจต่อการนำเสนอข่าว “ความขัดแย้งทางการเมือง”

ความพึงพอใจโดยรวมต่อการนำเสนอข่าว “ความขัดแย้งทางการเมือง” ของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ พบว่า ร้อยละ 29.2 ระบุไม่พอใจ โดยตัวอย่างกลุ่มนี้ระบุเหตุผลที่ไม่พอใจ คือ

1) เสนอข่าวไม่เป็นกลาง / ชื่นชมพันธมิตร /เลือกปฏิบัติ / ไม่ยุติธรรม

2) เสนอข่าวสร้างความแตกแยก/เป็นการปลุกใจประชาชนให้ทะเลาะกัน/ก่อความไม่สงบ ไม่สามัคคีกัน ขัดแย้งกันเองของคนในประเทศ

3) นำเสนอข่าวรุนแรง ทำให้คนเครียด

4) เสนอข่าวไม่ชัดเจน / คลุมเครือ / บางอย่างปิดกั้น / เสนอข่าวไม่เป็นจริง

5) อื่นๆ อาทิ ในแต่ละวันเน้นอยู่เพียงเรื่องเดียว/ไม่มีจรรยาบรรณในการเสนอข่าว


ในขณะที่ร้อยละ 21.0 ระบุว่าพอใจ เหตุผลที่พอใจ ได้แก่

1) ได้รู้เหตุการณ์ปัจจุบัน/ได้รู้ความคืบหน้าของเหตุการณ์/ทำให้รู้เรื่องการเมืองมากขึ้น/ได้รู้ถึงการประท้วงหรือการต่อสู้ทางการเมือง

2) มีการเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง /เสนอข่าวได้ครอบคลุม ตรงประเด็น/เสนอข่าวที่เป็นความจริง

3) มีการกระจายข่าวแพร่หลายได้อย่างรวดเร็วทั่วถึง

4) นำเสนอข่าวอย่างมีสาระ

5) แสดงให้เห็นว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นต่างกัน และร้อยละ 49.8 ระบุไม่มีความเห็น


7. ต้องการให้ นสพ. เสนอข่าวอย่าง “รอบด้าน”

อย่างไรก็ตามในสายตาของผู้อ่านหนังสือพิมพ์ร้อยละ 86.0 ยังคงคาดหวังที่จะให้หนังสือพิมพ์แสดงจุดยืนในการนำเสนอข่าวสารที่รอบด้านระหว่างสองฝ่ายมากกว่า เพราะไม่อยากให้สื่อแบ่งแยกอยู่ฝ่ายใด ต้องการให้นำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องของทั้งสองฝ่าย ไม่อยากให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ และจะทำให้ผู้บริโภคข่าวสารใช้วิจารณญาณได้อย่างถูกต้อง


ในขณะที่ร้อยละ 8.5 อยากให้หนังสือพิมพ์แสดงจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายพันธมิตร เพราะเชื่อว่า พันธมิตรมีจุดยืนบนหลักการที่ถูกต้อง ทำเพื่อประโยชน์ประชาชน และรวมถึงตนเองก็อยู่ข้างฝ่ายพันธมิตรอยู่แล้ว และร้อยละ 5.5 อยากให้อยู่ช้างฝ่ายนปช.เพราะ ชอบนปช. ไม่ชอบการกระทำของฝ่ายพันธมิตร และเห็นว่าฝ่ายพันธมิตรมีความพร้อมและความเป็นอยู่ที่ดีกว่าอยู่แล้ว

8. ความศรัทธา-เชื่อถือในหนังสือพิมพ์


ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.4 เห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจหนังสือพิมพ์มีความ “น่าศรัทธา- น่าศรัทธาอย่างยิ่ง” ในขณะที่ร้อยละ 24.2 เห็นว่า “ไม่น่าศรัทธา-ไม่น่าศรัทธาเลย” และร้อยละ 47.4 ไม่แน่ใจ


ส่วนในด้านคุณภาพของ นักข่าวหนังสือพิมพ์ของไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 52.7 ระบุมีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ร้อยละ 36.5 ระบุมีคุณภาพอยู่ในระดับ “ดี-ดีมาก” และร้อยละ 10.8 ระบุมีคุณภาพอยู่ในระดับ “แย่-แย่มาก”


ความ “เชื่อถือ” ต่อการนำเสนอข่าวสารของหนังสือพิมพ์โดยรวมนั้น พบว่า ร้อยละ 28.2 ระบุว่าเชื่อถือ เพราะเชื่อว่าเป็นการนำเสนอข่าวสารที่เป็นความจริง/เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทุกหนังสือพิมพ์ลงข่าวคล้ายๆกัน/ตรงกัน เชื่อว่า มีการกลั่นกรองข่าวก่อนนำเสนอ เชื่อว่ามีจรรยาบรรรณพอสมควรในการนำเสนอข่าวสารและมีการตรวจสอบข้อมูลก่อน นำเสนอ


ในขณะที่ร้อยละ 16.2 ระบุไม่น่าเชื่อถือ เพราะเห็นว่าเสนอข้อมูลไม่ตรงกับความจริง ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง มีการให้ข้อมูลโดยคนเขียนข่าว เนื้อหาข่าวไม่ชัดเจน ไม่สามารถเชื่อได้ทันที มีการเอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง/ไม่เป็นกลาง และเชื่อว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง/เป็นธุรกิจเกินไป/ทำเพื่อพวกพ้อง และร้อยละ 55.6 ระบุไม่มีความเห็น


เมื่อให้กลุ่มตัวอย่างประมาณการปริมาณข่าวสารในหนังสือพิมพ์ที่เชื่อถือได้ ผู้อ่านให้ค่าเฉลี่ยปริมาณข่าวสารที่เชื่อถือได้ว่า มีประมาณ 53.98 เปอร์เซนต์ของข่าวสารทั้งหมดที่เสนอในหนังสือพิมพ์


9. ความเชื่อถือหนังสือพิมพ์เปรียบเทียบกับแหล่งข่าวสารอื่น


เมื่อเปรียบเทียบ ความน่าเชื่อถือข่าวสารจาก “หนังสือพิมพ์” กับข่าวสารจาก “วิทยุ” พบว่า ร้อยละ 63.8 ระบุเชื่อเท่ากัน ร้อยละ 22.9 ระบุเชื่อหนังสือพิมพ์มากกว่า และร้อยละ 13.3 ระบุเชื่อวิทยุมากกว่า


เมื่อเปรียบเทียบ ความน่าเชื่อถือข่าวสารจาก “หนังสือพิมพ์” กับข่าวสารจาก “อินเทอร์เน็ต” พบว่า ร้อยละ 61.0 ระบุเชื่อเท่ากัน ร้อยละ 22.7 ระบุเชื่อหนังสือพิมพ์มากกว่า และร้อยละ 16.3 ระบุเชื่ออินเทอร์เน็ตมากกว่า

เมื่อเปรียบเทียบ ความน่าเชื่อถือข่าวสารจาก “หนังสือพิมพ์” กับข่าวสารจาก “โทรทัศน์” พบว่า ร้อยละ 50.6 ระบุเชื่อเท่ากัน ร้อยละ 44.0 ระบุเชื่อโทรทัศน์มากกว่า และร้อยละ 5.4 ระบุเชื่อหนังสือพิมพ์มากกว่า


ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าผู้อ่านจะชื่อถือหนังสือพิมพ์มากกว่าข่าวสารจากวิทยุ และจากอินเทอร์เน็ต แต่ทั้งนี้ผู้อ่านยังคงเชื่อถือข่าวสารจากหนังสือพิมพ์น้อยกว่าข่าวสารจากโทรทัศน์

10. ความคิดเห็นต่อบทบาทหนังสือพิมพ์กับประชาธิปไตย

เมื่อสอบถามถึงบทบาทของ “หนังสือพิมพ์” ว่ามีส่วนสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพียงใดนั้น พบว่าร้อยละ 50.5 ระบุ “ช่วยได้-ช่วยได้มาก” ในขณะที่ร้อยละ 32.8 ระบุไม่แน่ใจ และร้อยละ 16.7 ระบุ “ไม่ค่อยได้ช่วย-ไม่ช่วยอะไรเลย”


11. ความพอใจต่อการตั้งคำถามของนักข่าว

เมื่อสอบถามเรื่อง “การตั้งคำถามของนักข่าว” ต่อแหล่งข่าวต่าง ๆ นั้นกลุ่มผู้อ่านมีความรู้สึกอย่างไร ปรากฏว่าร้อยละ 33.6 ตอบว่า “พอใจ-พอใจอย่างยิ่ง” เพราะเห็นว่าตั้งคำถามได้ตรงประเด็น ทำให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในขณะที่ร้อยละ 15.0 ตอบว่า “ไม่พอใจ-ไม่พอใจเลย” เพราะเห็นว่ามีการใช้คำถามรุนแรง ไม่มีมารยาท ตั้งคำถามไม่ตรงประเด็น และไม่มีความเป็นกลาง ส่วนอีกร้อยละ 51.4 ตอบว่า “เฉยๆ”


12. ปฏิกริยาที่จะ “ตอบโต้” กับหนังสือพิมพ์

จากคำถามที่ว่าหากหนังสือพิมพ์นำเสนอข่าวที่ “ไม่ถูกต้อง” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเองนั้น กลุ่มตัวอย่างจะดำเนินการต่าง ๆ หรือไม่ พบว่า สิ่งที่ผู้อ่านตั้งใจจะ “กระทำ”มากที่สุดดังนี้


1) การร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ร้อยละ 54.2 ระบุว่า “จะทำ” นอกนั้นคือผู้ที่ตอบว่าจะไม่ทำ และไม่แน่ใจ )

2) เขียนจดหมายไปตำหนิติเตียนต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (ร้อยละ 49.7 ระบุว่า “จะทำ”)


3) ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (ร้อยละ 42.7 ระบุว่า “จะทำ”)


4) ตอบโต้โดยการเชิญชวนคนไม่ให้ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (ร้อยละ 27.5 ระบุว่า “จะทำ”)


และ 5) พาพวกไปชุมนุมประท้วงหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (ร้อยละ 13.0 ระบุว่า “จะทำ”)


13. ความเห็นต่อข่าวสารที่ “ควรนำเสนอ-ไม่ควรนำเสนอ”

เมื่อให้กลุ่มผู้อ่านระบุความเห็นต่อข่าวสารประเภทต่าง ๆ ว่า ควรมีการนำเสนอหรือไม่ พบว่า ข่าวสารที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (เกินกว่าร้อยละ 50) เห็นว่าควรนำเสนอมีดังนี้

ภาพข่าวคนตายจากอุบัติเหตุหรืออาชญากรรม (ร้อยละ 69.1 เห็นว่าควรนำเสนอ นอกนั้นคือคนที่เห็นว่าไม่ควรนำเสนอ และไม่แน่ใจ)

ข่าวการชุมนุมประท้วงรุนแรง/วุ่นวาย (ร้อยละ 59.6 เห็นว่าควรนำเสนอ) 3) ข่าวการประกวดความสวยความงาม (ร้อยละ 55.9 เห็นว่าควรนำเสนอ)


ส่วนข่าวที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่า “ไม่ควรนำเสนอ” มีดังนี้คือ


1)ข่าวใบ้หวย (ร้อยละ 69.7 เห็นว่าไม่ควรนำเสนอ)


2) ภาพเซ็กซี่/โชว์วับ ๆ แวม ๆ ของนางแบบ (ร้อยละ 66.7 เห็นว่าไม่ควรนำเสนอ)


3) ข่าวหมอดูทำนายเรื่องส่วนตัว (ร้อยละ 66.3 เห็นว่าไม่ควรนำเสนอ)


4) ข่าวเชิงชู้สาวของดารา/นักร้อง (ร้อยละ 61.6 เห็นว่าไม่ควรนำเสนอ)

และ 5) ข่าวเสื่อมเสียเรื่องส่วนตัวของคนมีชื่อเสียง (ร้อยละ 55.3 เห็นว่าไม่ควรนำเสนอ) ตามลำดับ


14. ความเห็นต่อโฆษณาหนังสือพิมพ์

กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นต่อ “โฆษณา” ที่มีอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ดังนี้ร้อยละ 35.6 ระบุว่าชอบ เพราะมีการนำเสนอข้อมูลโฆษณาที่ไม่รู้ ได้รับรู้เรื่องราวรอบตัวมากขึ้น/เพิ่มความรู้ โลกทัศน์กว้างขึ้น สนุกเพลินตา/ทำให้อยากอ่านมากขึ้น และช่วยให้หนังสือพิมพ์อยู่รอด


ในขณะที่ร้อยละ 16.0 ระบุไม่ชอบ เหตุผลเพราะ เปลืองเนื้อที่ของกระดาษ/มีจำนวนมากเกินไป ไร้สาระ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงประชาชน มีโฆษณาสิ่งที่ไม่ดี อยากให้ลงข่าวที่มีประโยชน์ดีกว่าลงโฆษณา/ทำให้หนังสือพิมพ์จะต้องลดพื้นที่รายละเอียดของข่าว และร้อยละ 48.4 ระบุไม่มีความเห็น


15. ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทบาทของหนังสือพิมพ์


ส่วนข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทบาทการทำงานของหนังสือพิมพ์ พบว่า


1) อยากให้เสนอข่าวที่เป็น ความจริง เสนอข้อเท็จจริงให้มาก อย่าเขียนข่าวเกินความจริง เขียนข่าวตรงไปตรงมา เขียนข่าวให้ตรงประเด็น (ร้อยละ 45.0)


2) อยากให้มีความเป็นกลาง/ไม่เสนอข่าวเข้าข้างใคร (ร้อยละ 24.6)


3) เสนอข่าวที่สร้างสรรค์สังคม/นำเสนอสิ่งที่ดีๆ /เสนอเรื่องทุกข์ร้อนของประชาชน (ร้อยละ 7.0)


4) ควรพิจารณาเลือกสรรข่าวในการนำมาลงในหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่ต้องการขายข่าวเท่านั้น (ร้อยละ 4.2)


5) จัดสรรพื้นที่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้หลากหลาย (ร้อยละ 4.2)


6) ควรมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ (ร้อยละ 3.6) และ 7) อื่นๆ อาทิ ควรเขียนข่าวให้เข้าใจง่าย กล้าคิด กล้าทำกล้ารับผิดชอบ ไม่กลัวอิทธิพล อย่าขายข่าวจนเกินงาน มีความยุติธรรมในเนื้อหา ควรจัดข่าวให้จบในหน้าเดียว เป็นต้น (ร้อยละ 11.4)

16. ความคิดเห็นต่อ “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย”


จากการสำรวจพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 32.2 ที่ระบุว่ารู้จัก “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ในจำนวนนี้ร้อยละ 49.3 ระบุว่า รับทราบการทำงานของ “สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา


โดยในกลุ่มคนที่รับทราบการทำงานของสมาคม ฯ ร้อยละ 37.9 ระบุว่า ประทับใจการทำงานของสมาคม ฯ เพราะมีความตั้งใจในการทำงาน ช่วยให้การนำเสนอข่าวสารมีความเป็นธรรม และช่วยส่งเสริมการรับรู้ข่าวสารอย่างทั่วถึง และช่วยจัดระเบียบของสื่อมวลชน


ร้อยละ 20.5 ไม่ประทับใจ เพราะเห็นว่ามีความเอนเอียงให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรม (การนำเสนอข่าวสาร) ที่มุ่งทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และทำงานไม่เต็มที่ ร้อยละ 41.6 ไม่มีความเห็น

17. ความคิดเห็นต่อ “สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ”


มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 11.1 ที่ระบุว่ารู้จัก “สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” ในจำนวนนี้ร้อยละ 60.0 ระบุว่า รับทราบการทำงานของ“สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
โดยในกลุ่มคนที่รับทราบการทำงานของสภา ฯ


ร้อยละ 56.2 ระบุว่าประทับใจการทำงานของสภา ฯ เพราะเห็นว่าการทำงานมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการทำงานของสื่ออย่างสร้างสรรค์ ร้อยละ 16.4 ไม่ประทับใจ เพราะไม่มั่นใจในความเป็นกลาง ไม่มีผลงานเท่าที่ควร และไม่มีจรรยาบรรณ ร้อยละ 27.4 ไม่มีความเห็น


18. ข้อสังเกตและข้อคิดเห็นของผู้วิจัย

จากการสำรวจกลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์ในโครงการนี้ ผู้วิจัยมีข้อสังเกตและข้อคิดเห็นประเด็นสำคัญดังนี้


1)ความสนใจข่าวสารของคนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่เป็น “สาระ” ควบคู่กับ “สีสันความบันเทิง” ดังจะพบว่า ข่าวที่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ให้ความสนใจมากที่สุดคือ เรื่องการเมือง รองลงมาคือเรื่องบันเทิง อาชญากรรม เศรษฐกิจ และกีฬาตามลำดับ


2)การนำเสนอข่าว “ความขัดแย้งทางการเมือง” ที่ผ่านมามีปริมาณที่ค่อนข้างมาก โดยในรอบปี 2551 ผู้อ่านระบุว่าได้ติดตามข่าวความขัดแย้งทางการเมืองเฉลี่ยถึง 4.8 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้อ่านเองก็รู้สึกว่า ปริมาณข่าวดังกล่าวมีจำนวนที่ “มากเกินไป” อย่างไรก็ตามการเสนอข่าวความขัดแย้งทางการเมืองก็ยัง “เป็นที่สนใจ” ของผู้อ่าน ดังจะพบว่ากลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.1 ระบุว่า การนำเสนอข่าวความขัดแย้งทางการเมืองมีความ “น่าสนใจ”

3)ข่าวที่หนังสือพิมพ์ควรระมัดระวังในการนำเสนอคือเรื่อง ข่าวใบ้หวย การโชว์ภาพโป๊เปลือย ข่าวหมอดูทำนายเรื่องส่วนตัว ข่าวเชิงชู้สาวของดารา/นักร้อง และข่าวเสื่อมเสียเรื่องส่วนตัวของคนที่มีชื่อเสียง เพราะประเด็นเหล่านี้ผู้อ่านไม่ค่อยสนับสนุนให้มีการนำเสนอ


4)ในระยะต่อไป หนังสือพิมพ์ควรจะต้องระมัดระวังและเตรียมตัวตั้งรับกับ “ปฏิกริยาการตอบสนอง” ของผู้อ่านให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการนำเสนอข่าวสารที่ไม่ถูกต้องแล้วส่งผลกระทบต่อบุคคล เนื่องจากผู้อ่านร้อยละ 54.2 ตั้งใจว่าจะร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (หากมีกรณีดังกล่าวกระทบต่อตนเอง) ร้อยละ 49.7 ตั้งใจจะเขียนจดหมายไปตำหนิติเตียนต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ร้อยละ 42.7 จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ร้อยละ 27.5 จะตอบโต้โดยการเชิญชวนคนไม่ให้ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น และร้อยละ 13.0 คิดจะพาพวกไปชุมนุมประท้วงหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น


จตุพร"เตรียมต้อนรับนายกฯ อบอุ่น ไม่หวั่นแม้พื้นที่ทหาร

ที่มา มติชนออนไลน์

ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่พบประชาชนจังหวัดลพบุรี ในวันที่ 7 มี.ค.ว่า คนเสื้อแดงเตรียมต้อนรับนายอภิสิทธิ์อย่างเต็มที่ทั้ง 5 จุดทั่วจังหวัด มีการระดมคนจากภาคกลางไปต้อนรับด้วย ส่วนข้อกังวลที่ว่าจังหวัดลพบุรีเป็นพื้นที่ของทหารนั้น ยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่กังวล เพราะเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นนายทหารมีตำแหน่งสูง


นายจตุพร กล่าวต่อว่า แม้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะสั่งการอารักขานายกฯ อย่างเต็มที่ แต่ขอยืนยันว่ากลุ่มเสื้อแดงไม่ได้มุ่งร้าย นายชวรัตน์ควรใช้เวลาไปดูบริษัท ชิโนทัย และ "จิ้งหรีด" ดีกว่า ส่วนการสัญจรของคนเสื้อแดงในวันที่ 8 มี.ค.ที่จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่เวลา 12.00-19.30 น.นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินในเวลา 18.30 น. ซึ่งตอนนี้ทราบว่าผู้ว่าราชการขอนแก่นพยายามขัดขวางอยู่


เมื่อถามว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า เงื่อนไขเดิม 4 ข้อที่คนเสื้อแดงยื่นให้รัฐบาลนั้นไม่ได้รับการตอบรับ ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องยกระดับการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาลแทน

"นายกฯ แม้จะบอกว่าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังดำเนินการอยู่ พูดแบบนักการเมืองแต่ไม่ทำ ตรงกันข้ามกับคนเสื้อแดงที่ไปทำร้ายร่างกายทหาร อยากถามว่า สตช.ใช้อะไรคิด หรือต้องการย่ำยีจิตใจคนเสื้อแดง เพราะคดีของกลุ่มพันธมิตรฯ 100 กว่าคดีไม่ดำเนินการอะไรเลย" นายจตุพร กล่าว


ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ อาจจะตั้งพรรคการเมืองนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ขอแสดงความยินดี แทนที่จะเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แบบแอบๆ ซ่อนๆ ที่ผ่านมานายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ลำเลิกว่านายสุเทพขึ้นวอได้เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ แต่นายสุเทพก็ไม่ตอบโต้อะไร ต่อจากนี้ตนจะขอเป็นผู้ชมที่ดี ยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไม่ตั้งพรรคการเมืองแต่เราจะปูระดับประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ

แย้มไต๋ซักฟอกปูดทุจริต 2 รมต.

ที่มา เดลินิวส์

ขู่ยื่นถอดถอนมาร์ควอนแม้วอย่าทำร้ายชาติ

"เพื่อไทย"ไม่รับมุก"ป๋าเหนาะ"เสนอซักฟอกแบบไม่ลงมติ"เป็ดเหลิม"เดินหน้าลุยถอดถอน-ไม่ไว้วางใจ “มาร์ค+3 รมต.” ตาม แผน พร้อมปูดทุจริต 2 กระทรวงใหญ่ เดินเกมเช็ก บิล รมต.เพื่อนเนวิน ขู่แจ้งจับ “บิ๊กทำเนียบฯ” หากถอนฟ้องพันธมิตรฯ ด้าน “ปชป.” ดาหน้าไม่สน “ม็อบเสื้อแดง” ตามประกบ ลั่น รมต. ทนได้ทุกสถานการณ์ “มาร์ค” วอนอยู่ในกรอบ อย่าจุดชนวนปะทะ แถมดักคอ “ทักษิณ” อย่าใส่ร้ายประเทศ ส่วน “เงานายกฯ” แขวะแคมเปญ ส่งนักโทษกลับคุก “วิปรัฐบาล” คาดวันซักฟอก 26-27 มี.ค. นี้ ฝ่าย “เพื่อแผ่นดิน” สิโรราบรัฐบาลเบ็ดเสร็จ “เด็กประชา” ขู่งดออกเสียง รมต.บางคน ขณะที่ “เนวิน” ดึงอัยการเป็นโล่คดีกล้ายาง อ้างต่อหน้าศาลทำถูกกฎหมาย-สุจริต ใจ ส่วน “เทพเทือก” เผย “ฮิลลารี คลินตัน” มี คิวเยือนไทย ก.ค. นี้ ด้าน “ตู่เสื้อแดง” แย้มนัด ใส่แดงวันอาทิตย์ประท้วงรัฐบาล ฮึ่มรวมพลถล่ม “มาร์ค” ที่ลพบุรี

“มาร์ค”เมินเสื้อแดงไล่ “รมต.”

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรค เพื่อไทยจะให้ ส.ส. ลงพื้นที่ชี้แจงความล้มเหลวของรัฐบาล หลังจากนายกฯ มีนโยบายให้ ครม. ลงพื้นที่ 76 จังหวัดว่า ไม่มีปัญหา นักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดมีหน้าที่พบประชาชนอยู่แล้ว ส่วนที่จะมีการบอกถึงความล้มเหลวของรัฐบาลนั้นที่จริงแล้วรัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำ และตัวนโยบายก็ยังไม่ได้ไปลงในพื้นที่เลย ดังนั้นคงไม่ล้มเหลว

นายกฯ กล่าวว่า การที่นักการเมืองแข่งขันกันทำงานลงพื้นที่พบปะประชาชนเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ขอให้เอาข้อเท็จจริงและข้อมูลที่แท้จริงลงไป ถือว่าเป็นอันใช้ได้ อย่าไปมองในแง่ของความขัดแย้ง ทั้งนี้ทุกคนมีสิทธิเคลื่อนไหวอยู่ ในกรอบของกฎหมาย แต่ขออย่าเผชิญหน้าหรือปะทะกัน ต่างคนต่างทำงานกันไปก็ไม่มีปัญหา เมื่อ ถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าประชาชนจะเกิดความ สับสนระหว่างข้อมูลของรัฐบาลกับของฝ่ายค้าน นายกฯ กล่าวว่า ประชาชนได้รับข้อมูลจากหลายฝ่าย จะได้ใช้วิจารณญาณ ซึ่งเราต้องเชื่อวิจารณ ญาณของประชาชน

กรีด “แม้ว” อย่าให้ร้ายเมืองไทย

ส่วนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินแสดงปาฐกถาผ่านวิดีโอลิงก์มา ยังสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ฮ่องกงอีกครั้งในวันที่ 12 มี.ค. นี้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็น เรื่องขององค์กรที่จัดงานนี้ เราไปแทรกแซงไม่ได้ และการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ถ้ามีการให้ข้อมูลที่ผิด เราก็ต้องชี้แจง ทั้งนี้ ตนหวังว่าคนไทยด้วยกันอย่าใส่ร้ายหรือให้ร้ายต่อประเทศ

เมื่อถามว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ารัฐบาลควรใช้สื่อเพื่อแย่งพื้นที่ข่าวมากกว่าที่จะให้นายกฯ ออกมาตอบโต้ นายกฯ กล่าวว่า เราทำงานเชิง รุกและพยายามประชาสัมพันธ์ให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนรับรู้ในสิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ แต่เราต้องให้เกียรติกับสื่อมวลชน เพราะสื่อมวลชนมีอิสระและต้องเป็นผู้ใช้วิจารณญาณในการนำเสนอ ข่าวสารที่คิดว่าอยู่ในความสนใจและเป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันประชาชนผู้รับสื่อก็มีวิจารณญาณเหมือนกัน

เผย ก.ค. นี้ “ฮิลลารี” เยือนไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ ภายหลังนายเอริค จี.จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐ อเมริกาประจำประเทศไทยเข้าพบว่า ทูตอเมริกาแจ้งว่านางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ จะมาพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในเดือน ก.ค. นี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการการันตี ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่สามารถพูดเช่นนั้นได้ แต่คิดว่าการที่ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ จะเดินทางมาพบผู้บริหารประเทศไทยจะทำให้เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เราได้เห็นมุมมองของชาวต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทยได้ดีขึ้น

“เทือก”เย้ย“เพื่อไทย”โม้แหลก

นายสุเทพ กล่าวถึงมติพรรคเพื่อไทยที่ ให้เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ แนบท้ายญัตติขอ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ว่า ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น รัฐบาลก็ต้อง พร้อมให้มีการตรวจสอบอยู่แล้ว ฉะนั้นรัฐมนตรีคนใดที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ต้องเตรียมตัวตอบ ข้อสงสัยและข้ออภิปรายของ ส.ส. อีกทั้งไม่มีการ ตั้งวอร์รูมใด ๆ เพราะรัฐมนตรีทุกคนช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนที่ฝ่ายค้านระบุว่าการอภิปรายอาจถึง ขั้นทำให้รัฐบาลต้องยุบสภาภายใน 1-2 เดือนนั้น เป็นการพูดโฆษณาชวนเชื่อรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิด ทำทุกอย่างเปิดเผยและโปร่งใส ประชาชนก็เห็นอยู่แล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องกลัวอะไร

ต่อข้อถามว่า จะไปพูดคุยกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่น ดิน ที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทยในการเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นนายกฯ หรือไม่ นายสุเทพ กล่าว ว่า ตนกับนายเสนาะและ พล.ต.อ.ประชา ไม่ได้คุย อะไรกันในตอนนี้

ปัดข่าว“รมต.”ซ้อมตอบคำถาม

เมื่อถามว่า มีการซักซ้อมเพื่อเตรียมรับมือการอภิปรายในการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิ ปัตย์ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่มีการซักซ้อมอะไร แปลกใจที่เห็นเป็นข่าวนี้ สำหรับการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเราเป็นรัฐบาล ก็มีวาระที่ ให้รัฐบาลไปชี้แจงถึงสิ่งที่ได้ทำงานให้ ส.ส. ได้รับทราบแล้วนำไปบอกกับประชาชน ขณะเดียวกันรัฐมนตรีแต่ละคนจะได้รับฟังความคิดเห็นจาก ส.ส. เพื่อนำมาปรับปรุงวิธีการทำงาน นี่เป็นวิธีปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น การเปิดโอกาสให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิ การ นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ชี้แจงต่อที่ประชุม ส.ส.ของพรรคจึงเป็นเรื่องปกติ

ลั่นทนม็อบ “เสื้อแดง”โห่ไล่ได้

นายสุเทพ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่พบประชาชนว่า ไม่ได้เตรียมอะไรเป็นพิเศษ ตนจะลงพื้นที่ จ.นครนายก เพราะอยากไปดูเรื่องน้ำ และ ดูการประชาสัมพันธ์โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ดำเนินการไปถึงไหน มีปัญหาอุปสรรคอย่างไร ส่วนกรณีกลุ่มเสื้อแดงประกาศว่าจะตามไปชุมนุมขับไล่รัฐบาลทุกที่นั้น ตราบใดที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เรา ก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้ ถ้าไปตรวจราชการแล้วเขายืนโห่ไล่เราบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา พวกตนทนได้อยู่แล้ว ซึ่งการลงพื้นที่ต่าง ๆ จะทำให้ข้าราช การในจังหวัดมีพลังขมีขมันมากขึ้นและมีกำลังใจมากขึ้น ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการสกัดกลุ่มเสื้อแดงที่จะเปิดเวทีตามพื้นที่ต่าง ๆ

รองนายกฯ ชี้แจงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ตรวจ สอบการเสียภาษี เพราะไม่พบการนำรายได้จากฟาร์มหอยนางรม เป็นเงิน 4 แสนบาทมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาว่า ตน จ่ายภาษีครบถ้วนแต่ก็ต้องไปดูอีกครั้ง ตนแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครบ แต่ส่วนใหญ่โอนให้บุตรชายหมดแล้ว เพียงแต่ไม่ได้โอนหลักประกัน หนี้เงินกู้ของตนไปให้เท่านั้น

“ป๊อก” ไม่เพิ่มกำลังดูแลนายกฯ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า จะลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดคือ อุดรธานี หนองคาย และระยอง โดยวันที่ 6 มี.ค. นี้ จะเดินทางไป จ.ระยอง เพื่อ ดูปัญหามลพิษที่เกิดจากโรงงานภายในนิคมอุตสาห กรรมมาบตาพุด โดยจะไปพบกับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งตัวแทนองค์กรพัฒนา เอกชน และชาวบ้านโดยรอบ เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และดูว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเข้าไปช่วยเหลือเรื่องใดได้บ้าง ส่วนการเผชิญหน้ากับกลุ่มเสื้อแดงนั้น ตนเชื่อว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคนคงเข้าใจ แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันก็ ไม่เป็นไร

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์กรณีนายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ในวันที่ 7 มี.ค. ว่า ไม่ได้มีการเตรียมการใด ๆ เป็น พิเศษ ใช้เจ้าหน้าที่ดูแลปกติ

จี้ส่งเบอร์โทรฯ “แม้ว”ให้ สตช.

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับ พ.ต.ท. ทักษิณ แต่ที่ต้องออกมาชี้แจงเพราะเห็นว่าหากปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เคลื่อนไหวโดยการบิดเบือนข้อเท็จจริงฝ่ายเดียวอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด รัฐบาลมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องไปปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ตาม ที่ลิ่วล้อระบุว่าจะให้หมายเลขโทรศัพท์ พ.ต.ท. ทักษิณ เพื่อให้คำปรึกษา รัฐบาลกลัวว่าถ้าทำตาม แนวทางที่รัฐบาลทักษิณ เคยกระทำมาก็จะต้องเป็น เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยแท้จริง ขอแนะนำ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ควรเอาเบอร์โทรศัพท์ไปมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หรือสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อจะได้ประสานงานนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาตามคำพิพากษาของศาลดีกว่า

ล้อแคมเปญส่งนักโทษกลับคุก

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ที่พรรคเพื่อไทยจะจัดแคมเปญเตรียมการเลือกตั้งโดยชูประเด็นเอา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน เพื่อหวังในผลคะแนนนิยมจากคนรากหญ้า แสดงว่าพรรคเพื่อไทยไม่มี จุดขายเพื่อดึงคะแนนนิยมแล้วจึงจำเป็นต้องเอาตัว นักโทษชายหนีคดีมาเป็นพรีเซ็นเตอร์เรียกคะแนน นิยม และควรเปลี่ยนแคมเปญเป็นเอา พ.ต.ท. ทักษิณ กลับคุก จะสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง มากกว่า

โฆษกส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม ไม่สนใจพูดคุยกับนายเสนาะ และ พล.ต.อ.ประชา เพราะรู้แก่ใจแล้วว่าไม่ สามารถโน้มน้าวให้หัวหน้าพรรคทั้ง 2 พรรคมาร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ซึ่งการอภิปราย ดังกล่าวเป็นเพียงการสนองตัณหาทางการเมืองของ คนบางคนเท่านั้น แค่พรรคเพื่อไทยมีมติให้ ร.ต.อ. เฉลิม เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ดีใจเนื้อเต้น แสดงความดีใจออกหน้าออกตาอย่าง เห็นได้ชัด ทั้งที่ตำแหน่งดังกล่าวเป็นแค่ตำแหน่งกำมะลอ อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อเป็นพิธีกรรมในภาวะ ที่พรรคเพื่อไทยขาดผู้นำ

วิป รบ. เล็งวันซักฟอกปลาย มี.ค.

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า หากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมาในวันที่ 11 มี.ค. ก็ต้องให้เวลารัฐบาลเตรียมข้อมูลประมาณ 2 สัปดาห์ คาดว่าการอภิปรายน่าจะอยู่ที่สัปดาห์สุดท้ายของเดือน มี.ค. คือ ประมาณ วันที่ 25-27 มี.ค. แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ จะเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 25 มี.ค. ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจเลื่อนไปเป็นวันที่ 26-27 มี.ค. ส่วนระยะเวลาในการอภิปรายยังไม่ได้กำหนดว่ากี่วัน คงต้องรอดูญัตติของฝ่ายค้านก่อนว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีกี่คน และ มีประเด็นอะไรบ้าง

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลไม่หวั่นไหวหากฝ่ายค้านจะนำเรื่องส่วนตัว เรื่องชู้สาว หรือเรื่องกิ๊ก มาอภิปราย เพราะรัฐบาลพร้อม ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่รัฐมนตรีก็ไม่ควรประมาท และจะให้รัฐมนตรีทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งก่อนและหลังการชี้แจง พร้อมทั้งจะให้ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย

“พผ.” 2 ก๊วนยกมือหนุนรัฐบาล

นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวว่า จากการหยั่งเสียง ส.ส.ของพรรคกว่า 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มวังพญานาค โคราช และบ้านริมน้ำ ส่วนกลุ่มของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรค มี 9 คน และ ส.ส.พรรคราษฎร 3 คนรวม 12 คนนั้น ทราบว่า ส.ส.กลุ่ม พล.ต.อ. ประชา จะยกมือสนับสนุนรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและถือเป็นมารยาททางการเมือง แต่อาจมีการสงวนท่าทีต่อรัฐมนตรีบาง คน โดยจะใช้วิธีงดออกเสียงแทนการโหวตไม่ไว้วางใจ

ที่อาคารเบญจมาศ พล.ต.อ.ประชา ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุม ส.ส. กลุ่ม 12 ว่า ทางกลุ่มได้หารือกรณีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมาแล้ว 2 ครั้ง และ ยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลบริหารงานผิดพลาดเสื่อมเสีย จึงควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน ส่วนที่แกนนำพรรคเพื่อไทยนัดหารือในวันที่ 5 มี.ค. นั้น การพบกันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เนื้อหาสาระเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้หารือกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช มาโดยตลอด

“เด็กประชา”แย้มงดออกเสียง

นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า สมาชิกในกลุ่มได้พิจารณาแล้ว ยังไม่พบว่ารัฐบาลนี้ทุจริตคอร์รัป ชั่น จึงยังยืนยันว่าจะไม่ร่วมลงชื่อในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เช่นเดิม หากพรรคเพื่อไทยมาพบหรือนำข้อมูลมาหารือก็ยินดีที่จะพูดคุยด้วย ถ้ามีหลักฐานอื่นก็อาจจะต้องนำมาตัดสินใจกัน อีกครั้ง เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วน ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พวกตนเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ จึงอยากให้โอกาสรัฐบาลที่คุยนักคุยหนาว่าสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ จึงให้เวลารัฐบาลบริหารงานไปอีกระยะหนึ่งก่อน ระยะเวลา 1-2 เดือนเรารอได้

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ทางกลุ่มยินดีจะให้พรรคเพื่อไทยมาหารือ แต่ต้องมาที่อาคารเบญจมาศซึ่งเป็นที่ทำงานของพวกตนเท่านั้น ขณะที่ นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หากจะไปลงชื่อกับฝ่ายค้านคงไม่เหมาะสม แต่ก็พร้อมรับฟังข้อมูลฝ่ายค้าน ถ้าเห็นว่ารัฐมนตรีคนใดทำงานไม่เข้าท่า ก็อาจงดออกเสียง แค่นี้รัฐบาลก็เหนื่อยแล้ว

“เหนาะ”จุดพลุอภิปรายทั่วไป

ที่บ้านพักเมืองทองธานี นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาตนมองดูข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจยิ่งไร้สาระ โดยเฉพาะการนำเรื่องเก่า ๆ เช่น การรับเงินบริจาค 250 ล้านบาทเมื่อปี 2548 ปัญหา ส.ป.ก.4-01 ซึ่งเรื่องจบไปแล้ว 10 กว่าปี จะเอามาพูดเพื่อให้ได้อะไร ควรจะเอาปัญหาเฉพาะหน้าว่าใครคิดดี คิดไม่ดีกับประเทศมากกว่า และไม่จำเป็นต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะยกมือในสภาก็เท่านั้น ทำไมไม่คิดอย่างสร้างสรรค์ ถ้าจะเอาความถูกต้องชอบธรรมก็ควรจะเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ให้ทุกฝ่ายได้พูด ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องใจกว้างเปิดให้มีการถ่ายทอดสดทั้งวิทยุและโทรทัศน์แบบเสรี ทุกเรื่องควรเอามาพูดในสภา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้อำนาจ 2 มาตรฐาน การแต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ มีความถูกต้องหรือไม่ โดยให้ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครพูดความจริง

ไม่กลัว“ปชป.”ปลุกผีอัลไพน์

ต่อข้อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่จะอภิปรายทั่วไป นายเสนาะจะร่วมอภิปรายหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวว่า ถ้าเป็นการอภิปรายทั่วไป ตนก็ต้องพูด แต่จะเป็นการพูดแบบเตือนสติ ดังนั้นอย่าเอาอะไรมาขู่เด็ดขาด ตนขอฝากไปถึงนักกฎหมายคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าจะนำเรื่องที่ดินอัลไพน์มาพูดนั้น ตนอยากให้ออกมาแฉเลย เพราะเรื่องนี้ตนได้พูดและชี้แจงในสภาไปแล้วและพร้อมชี้แจงรอบสอง ทั้งนี้แนวคิดเรื่องเปิดอภิปรายทั่วไป ตนได้ให้แนวทางกับประธานวิปฝ่ายค้านไปแล้ว ซึ่งนายวิทยาก็เห็นด้วยและจะไปบอกพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้พรรคเพื่อแผ่นดินในกลุ่มของ พล.ต.อ.ประชา ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้

ส่วนที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุว่าการที่พรรคประชาราชไม่ร่วมอภิปราย เพราะมีวาระซ่อนเร้นที่จะเข้าร่วมรัฐบาล นายเสนาะ กล่าวว่า แค่คิดก็ผิดและบาปด้วย ตนไม่มีวาระซ่อนเร้น เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับข้อเสนอ พรรคประชาราชจะโหวตให้ใคร นายเสนาะ กล่าวว่า ไม่โหวต เพราะโหวตไปเสียมือ และมั่นใจว่าคุม ส.ส. 9 คนของพรรคได้ เพราะก่อนหน้านี้คุม ส.ส. เป็นร้อยไม่เคยมีการแตกแถว

“เพื่อไทย”ฉายเดี่ยวถอดนายกฯ

อีกด้านหนึ่ง ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ที่ประชุมมีมติที่จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ 3 รัฐมนตรี คือ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว. การต่างประเทศ และนายอิสสระ สมชัย รมว. การพัฒนาสังคมฯ ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นจะมีการหารือให้ได้ข้อสรุปอีกครั้งในวันที่ 10 มี.ค. จากนั้นจะยื่นญัตติและถอดถอนนายกฯ ต่อไป โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะทำงาน 3 ชุด คือ ชุดถอดถอนนายกฯ ที่มีนายพีระพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร และคณะ เป็นผู้ยื่นถอดถอน

ส่วนคณะทำงานอีก 2 ชุด จะทำหน้าที่ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เป็นผู้ยื่นญัตติ

เคารพแต่ไม่รับมุก “ป๋าเหนาะ”

“ผมขอให้รัฐบาลรักษาคำพูดที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้อภิปรายอย่างเต็มที่ อย่าให้มีการประท้วงเป็นระยะ พวกผมจะอภิปรายอยู่ในกรอบ ไม่เยิ่นเย้อ กระชับ และครบถ้วน ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งผู้อภิปราย และรายละเอียด แม้บางพรรคจะไม่มีชื่อร่วมยื่นญัตติ แต่หลังจากฟังการอภิปรายแล้วอาจจะยกมือให้กับฝ่ายเราก็ได้ ยอมรับว่าการแพ้ชนะในสภาในการอภิปรายคงไม่มี เพราะเขานับคะแนนไว้วางใจ ไม่ได้นับคะแนน ไม่ไว้วางใจ แล้วเราก็คงมีเสียง ส.ส. ไม่ถึง 300 กว่าเสียงแน่” ร.ต.อ.เฉลิม ระบุ

ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเสนาะ เสนอให้เปิดอภิปรายทั่วไปแทนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ไม่ขอตอบโต้ แม้บางครั้งจะคิดอีกอย่าง แต่ก็ให้ความเคารพนายเสนาะ ทั้งนี้ในประเด็นของนายกฯ ขอปิดเป็นความลับ แต่รับรองได้ว่าจะมีเนื้อหาที่สมเกียรติแน่นอน และยืนยันว่าการที่เราละเว้นรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะกระโดดมาหาเรา หากหลังอภิปรายสมาชิกพรรคเห็นว่าใช้ไม่ได้ ตนก็พร้อมจะลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส. ทันที

ปูด “สอศ.” ล็อกสเปกครุภัณฑ์

นายสุนัย จุลพงศกร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการให้ข้อมูลว่าจะมีการล็อกสเปกจัดซื้อครุภัณฑ์ในสำนักงานคณะกรรมการการอาชีว ศึกษา (สอศ.) ที่มีการกระจายงบ 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบกลางไปยังวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โครงการละไม่ถึง 2 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลโดยเลขาธิการ สอศ. ได้ส่งหนังสือเลขที่ นส.ศธ. 0604/512 ลงวันที่ 19 ก.พ. ถึง ผอ.วิทยาลัยอาชีวศึกษาทุกแห่งให้ล็อกสเปกรายการที่เจาะจงลงไปชัดเจน ทั้งที่ บางวิทยาลัยไม่ได้ต้องการครุภัณฑ์ดังกล่าว

“คนวิ่งเต้นชื่อ นาย ป. เป็นพ่อค้า คอยวิ่งเต้นประสานวิทยาลัยต่าง ๆ แต่ละภาค เงิน 700 ล้านบาทเป็นเงินงบกลางที่ต้องไปกู้มาแจก แล้วมากินกันมูมมาม ใช้กันอีลุ่ยฉุยแฉกอย่างนี้ เอา 20 ล้านบาทไปวางดาวน์ไว้แล้วให้ลองคิดดู 20 เปอร์เซ็นต์ของ 700 ล้านบาทมันคือเท่าไหร่ ดังนั้นจึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการไปแก้ปัญหา ถ้ายังคงปล่อยให้กระบวนการนี้เดินต่อไป ฝ่ายค้านก็คงต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ แม้ว่า น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาฯ จะดูแลกรมอาชีวศึกษา แต่ รมว.ศึกษาธิการ ก็ต้องรับผิดชอบ” ส.ส.เพื่อไทย ระบุ

แฉนำเข้าถั่วเหลืองโดนรีด 30 ล.

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นักธุรกิจคนหนึ่งได้ร้องเรียนว่าจ่ายเงิน 30 ล้านบาทให้กับบางคนใน ครม. เพื่อแลกกับการเอื้อประโยชน์นำเข้ากากถั่วเหลือง ตนมีทั้งพยานบุคคลและเอกสารชัดเจนมาก โดยวันที่ 5 มี.ค. จะมอบข้อมูลให้คณะทำงานเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย

ส.ส.สมุทรปราการ กล่าวถึงกรณีสถานทูตอังกฤษยืนยันไม่คืนวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า เท่าที่โทรศัพท์คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่ามีหลายประเทศ ที่ให้หนังสือเดินทางกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ตนไม่ได้สอบถามว่ามีประเทศอะไรบ้าง ส่วนกรณี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะมายืนหน้าเรือนจำมากกว่าห้างแฮร์ร็อดส์นั้น ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะถ่ายรูปอีกครั้งจะมายืนหน้า ครม. ชุดต่อไปเพื่อแก้เศรษฐกิจ และตอนนี้ใกล้เวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาแล้ว ซึ่งพ.ต.ท. ทักษิณ บอกว่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ในเวลาที่เหมาะสม

ยื่นสอบจริยธรรม “เด็กเนวิน”

ขณะเดียวกัน นายอธิวัฒน์ บุญชาติ แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ ยื่นหนังสือต่อนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ที่รัฐสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรม คุณธรรม และจริยธรรม ของนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม สมัยที่เป็นนายกเทศมนตรีเทศ บาลนครขอนแก่น กรณีออกโฉนดที่ดินบริเวณป่าข้าวแป้ง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น จำนวน 11 ไร่ อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายนวัธ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะ แต่มีการร้องเรียนว่ามีการออกโฉนดสมัยที่รัฐมนตรีคนดังกล่าวดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรี ซึ่งพรรคจะตรวจสอบเรื่องนี้ และจะนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดี ทั้งนี้นายกฯ ได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อ ไม่ทราบว่ากรณีนี้จะนำมาปฏิบัติจริงหรือไม่ และถ้าตรวจสอบเรื่องนี้แล้วพบว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ก็จะขอจองกฐินในฐานะที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่

ขู่แจ้งจับ ขรก. ถอนฟ้อง “พธม.”

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลยุคป้ายสีและตัดตอน และเป็น “รัฐบาลปลากระป๋องเน่า ข้าวขึ้นรา ยาเป็นลม นมเป็นหนอน” เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะแจกอะไร ทั้งปลากระป๋องและนม เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมักจะโทษรัฐบาลชุดก่อน ทั้ง ๆ ที่ปัญหามีเพียงแค่การบรรจุกล่องหรือขนส่งไม่เรียบร้อย อย่างไรก็ตามวันนี้พรรคฝ่ายค้านได้รวบรวมข้อมูลในเชิงลึกที่แสดงให้เห็นว่าปัญหานมบูดเกิดจากรัฐมนตรีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปแบ่งผลประโยชน์มากเกินไป “เมื่อรวบรวมข้อมูลครบแล้วจะเปิดเผยเหมือนข้อมูลเกี่ยวกับปลากระป๋องเน่า แต่เชื่อว่าเรื่องนมสนุกและมันกว่าปลากระป๋อง เรื่องกิ๊ก หรือชู้รัฐมนตรีแน่นอน”

โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงกรณีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เตรียมถอนฟ้องแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในคดีละเมิดว่า หากนายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกฯ สั่งให้ถอนฟ้องจริง ฝ่ายค้านอาจจะดำเนินคดีกับนายลอยเลื่อนว่าประพฤติมิชอบ และละเว้นตามมาตรา 157 นอกจากนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงและสั่งการให้มีการถอนฟ้องคดีดังกล่าว

เสนอ“เพื่อไทย”อัปเปหิ“ปรพล”

นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า จะเสนอให้คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเร่งดำเนินการกับนายปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ไปร่วมทำกิจกรรมร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้ไม่ได้ ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่ง ถ้าไม่มีมาตรการชัดเจน พรรคจะเสียหาย โดยพรรคอาจมีมติขับออกจากพรรคให้สมใจนายปรพล เพื่อจะได้คงสถานะ ส.ส. ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยก็ได้ อย่างไรก็ตามส่วนตัวไม่ห่วงว่าจะเป็นตัวอย่างให้ ส.ส. รายอื่นทำตาม ใครจะออกก็ออกไป เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น จะได้ประกาศให้สังคมได้รับรู้กันไปเลยว่า ส.ส. เหล่านั้นมีพฤติกรรมเช่นไร จากนั้นพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าทำกิจกรรมการเมืองเพื่อเตรียมพร้อมเลือกตั้งต่อไป

โวยส่งทหารปูพรม “หนองคาย”

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ได้ขอหารือต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้พบว่ามีทหารจากหลายกองกำลังลงไปอยู่ในพื้นที่ทุกหมู่บ้านใน จ.หนองคาย ทำเสมือนกับว่าที่ จ.หนอง คาย มีสงคราม จึงอยากถามไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ว่าส่งทหารลงไปทำไม และต้องการจะทำอะไรกันแน่ ผู้สื่อข่าวรายงาน ด้วยว่า ก่อนหน้านั้นเคยมีกระแสข่าวว่ากองทัพบกมีงบลับในการให้ทหารลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดย จ.หนองคาย ถือเป็นพื้นที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยจังหวัดหนึ่งที่สามารถกวาด ส.ส. เข้ามาได้ยกจังหวัด

แจง “แม้ว” ไม่ได้ปล่อยข่าววีซ่า

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยอมรับว่า สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในเกาะฮ่องกง ได้เชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ปาฐกถาพิเศษเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในวันที่ 12 มี.ค. จริง หลังจากที่ได้ขอเลื่อนกำหนดการเดิมซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปกล่าวด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ส่วนรูปแบบครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจกล่าวผ่านวิดีโอลิงค์มากกว่า เมื่อถามว่า ไม่เดินทางมาปาฐกถา เพราะเป็นห่วงเรื่องรัฐบาลไทยประสานขอส่งตัวกลับไทยหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องรัฐบาล และไม่ทราบว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร

ส่วนที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อ้างว่าทางการอังกฤษได้ออกวีซ่าพำนักอาศัยถาวรให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เคยยื่นขอเรสซิเดนท์วีซ่า และไม่เคยรับทราบเรื่องที่เป็นข่าว อยู่ดี ๆ ก็มีข่าวขึ้นมา

ใส่แดงวันอาทิตย์ไม่เอา “ปชป.”

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรของคนเสื้อแดงกำหนดมีขึ้นในทุกจังหวัด เพื่อสร้างกองทัพประชาธิปไตยสีแดง และจะยกระดับต่อสู้ขับไล่รัฐมนตรีในทุก ๆ พื้นที่ที่เดินทางไป ปรากฏการณ์ที่จะเห็นได้ชัดเจน คือ การขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่จะลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ จ.ลพบุรี ในวันที่ 7 มี.ค. นี้ ส่วนการรณรงค์ให้สวมเสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์นั้น คงจะมีการหารือกันก่อนแจ้งเป็นทางการแก่สมาชิก แต่ทุกวันนี้คนเสื้อแดงก็สวมเสื้อสีแดงแทบทุกวันเป็นปกติอยู่แล้ว สำหรับแนวคิดดึงนักการเมืองสำคัญ เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย หรือนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม มาร่วมนำทัพมวลชนคนเสื้อแดงนั้น คงจะเชิญมาร่วมเป็นบางครั้งบางคราวมากกว่า โดยจะพิจารณาจากความเหมาะสมเป็นครั้งคราวไป

ศาลไต่สวนคดีกล้ายางนัดแรก

วันเดียวกัน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายบุญรอด ตันประเสริฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำที่ อม.4/2551 และองค์คณะได้ออกนั่งบัลลังก์ ไต่สวนคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นของกรมวิชาการเกษตร มูลค่า 1,440 ล้านบาท เป็นนัดแรก สำหรับคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์แทนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้องนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการ นโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) และพวก รวม 44 คน เป็นจำเลย ในความผิดความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 341, ประกอบ มาตรา 83, 84, 86, 90 และ 91 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 9-13 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11

“เนวิน”อ้างอัยการยันไม่ผิด ก.ม.

ก่อนเริ่มการไต่สวนพยานโจทก์ กลุ่มจำเลยได้ส่งตัวแทนแถลงเปิดคดีด้วยวาจา โดยนายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 4 ได้แถลงเปิดคดี ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวยกระดับรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกรแถบภาคเหนือและภาคอีสาน เป็นนโยบายเพื่อแก้ไขความยากจนอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 จนถึงฉบับปัจจุบัน ซึ่งหลังจากเริ่มปลูกกล้ายางเมื่อปี 2547 เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในปี 2554 หากย้อนเวลากลับไปได้ก็ยืนยันว่าอนุมัติโครงการนี้เช่นเดิม ซึ่งการอนุมัติดำเนินโครงการได้ตัดสินใจด้วยเหตุผล และการพิจารณาสัญญาการจัดซื้อต้นกล้ายาง สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจพิจารณาแล้ว เห็นว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน จึงได้ดำเนินโครงการโดยความเชื่ออย่างสุจริตใจ

จากนั้น นายบรรเจิด สิงคเนติ ประธานอนุกรรมการไต่สวน คตส. ได้ขึ้นเบิกความลำดับการตรวจสอบโครงการจนถึงเวลา 16.00 น. แต่ทนายฝ่ายจำเลยยังมีประเด็นซักถามอีก ศาลจึงนัดไต่สวนนายบรรเจิด พร้อมกับ น.ส.ผ่องเพ็ญ สัมมาพันธ์ ผอ.สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ในวันที่ 11 มี.ค. เวลา 09.30 น.

สหรัฐห่วงบ่อน้ำมัน “อ่าวไทย”

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่า นักธุรกิจสหรัฐได้สอบถามถึงความคืบหน้าการทำข้อตกลงในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา เนื่องจากการเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีน้ำมันดิบมาก ถ้าทั้ง 2 ประเทศตกลงกันไม่ได้ หลายบริษัทที่เข้าไปสำรวจก็จะเปิดบ่อไม่ได้ ทางนักธุรกิจสหรัฐจึงอยากให้การทำข้อตกลงมีความคืบหน้าเพื่อให้สามารถเดินหน้าเปิดบ่อน้ำมันได้ ซึ่งนายกฯ ได้ชี้แจงว่าปัญหาในเรื่องดินแดนทั้ง 2 ประเทศ จะ นำเข้าพูดคุยในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดน (เจบีซี) ซึ่งหวังว่าเจบีซีจะเริ่มเดินหน้าแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไปได้

เหวี่ยงแหคุ้ยข้อมูลรมต.ยกเข่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากพรรคเพื่อไทย จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 4 คนแล้ว พรรคเพื่อไทยเตรียมอภิปรายเบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลผ่านประเด็นเงิน 258 ล้านบาท และ 23 ล้านบาท โดยวางตัว ร.ต.อ.เฉลิม อภิปรายเพียงคนเดียว และเชื่อมั่นว่าจะสร้างแรงสะเทือนให้กับรัฐบาลได้ นอกจากนี้ได้มีการติดตามข้อมูลในกระทรวงต่าง ๆ กว่า 10 คน ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ประเด็นโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม ประเด็นแทรกแซงการใช้งบก่อสร้างทางหลวงชนบท นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย ประเด็นการใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เกี่ยวกับราคาข้าว ข้าวโพด และการขึ้นราคาปุ๋ย

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิ การ ประเด็นการจัดซื้อหนังสือเรียน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ประเด็นงบลับ 2 พันล้านบาท และมีชื่อนายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กรณีบริจาค เงินจำนวน 80 ล้านบาท ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

ฉลุยวาระแรก พ.ร.บ.จัดสรรคลื่น

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติเห็นชอบรับหลักการร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยใช้ร่างของ ครม. เป็นหลัก ด้วยคะแนน 263 ต่อ 1 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา จำนวน 45 คน

ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวมีผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่ที่ประชุมสภา รวม 3 ฉบับ โดย ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสน เทศและการสื่อสาร เป็นผู้นำเสนอหลักการของกฎหมายว่า อยากให้สมาชิกรับหลักการในวาระแรก เพื่อให้เกิดการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เปลี่ยนแปลงให้มี กสทช. เพียงองค์กรเดียว จากเดิมที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ให้มีคณะกรรมการ 2 คณะ คือ กสช. และ กทช. เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็จะนำไปสู่การจัดสรรคลื่นความถี่ และจัดระเบียบคลื่นวิทยุต่าง ๆ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาวิทยุชุมชน

ทบ.แจ้งเคลื่อนรถถัง 5-10 มี.ค.

พ.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ โฆษกกระ ทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงต่อต้านการลงพื้นที่ของ ครม. ว่า เป็นเรื่องของฝ่ายปกครองและตำรวจในแต่ละจังหวัดที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนทหารมีหน้าที่ป้องกันทรัพย์สินทางราชการเท่านั้น ซึ่งคงไม่มีการใช้กำลังทหารเป็นผู้ดูแลหลัก และเชื่อว่าคงไม่มีเหตุการณ์รุนแรง เพราะมีการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดและเสมอภาค ซึ่งน่าจะเป็นการป้องปรามกลุ่มผู้ชุมนุมได้ ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท. ทักษิณ ในจังหวัดต่าง ๆ นั้น คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกโดยกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์จะเคลื่อนย้ายรถถังและกำลังพลไปฝึกภาคสนามที่ จ.กาญจนบุรี วันที่ 5-10 มี.ค. โดยเคลื่อนพลในวันที่ 5 มี.ค. เวลา 04.00-14.00 น. โดยใช้เส้นทางถนนทหาร มุ่งสู่ถนนพหลโยธิน ปลายทางสถานที่ฝึก จ.กาญจนบุรี และจะเคลื่อนกลับในวันที่ 10 มี.ค. เวลา 12.00-22.00 น.

“วิชัย”ประเดิมเด้งผวจ.เชียงราย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายวิชัย ศรีขวัญ รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 80/2552 ให้นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าฯ เชียงราย มาช่วยราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้รองผู้ว่าฯ เชียงราย อาวุโส อันดับ 1 รักษาราชการแทน

ข่าวแจ้งว่า การขอตัวนายไตรสิทธิ์มาช่วยราชการในครั้งนี้ เนื่องจากผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากได้ร้องเรียนเข้ามายังกระทรวงมหาด ไทยว่า ไม่สามารถทำงานร่วมกับนายไตรสิทธิ์ได้ ขณะเดียวกันนายไตรสิทธิ์ไม่สามารถแก้ปัญหาม็อบเสื้อแดงในจังหวัดได้ ทั้งนี้นายไตรสิทธิ์เพิ่งโยกย้ายจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นผู้ว่าฯ เชียงราย เมื่อเดือน เม.ย. 2551 ที่ผ่านมาด้วยการสนับสนุนของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน โดยนายไตรสิทธิ์จะเกษียณอายุราชการในปีนี้

ส.ส.หนีประชุมทำสภาล่มซ้ำซาก

ค่ำวันเดียวกัน ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการวาระแรกร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... ที่ ครม. และสมาชิกเสนอรวม 3 ฉบับแล้ว จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณารับหลักการร่าง พ.ร.บ.เหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... แล้ว ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง พ.ศ. ... ที่ ครม. เป็นผู้เสนอ โดยสมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวางนานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ก่อนที่จะลงมติ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ขอตรวจสอบองค์ประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องเพียง 220 คน ขาดไป 11 เสียง ทำให้นายสามารถสั่งเลื่อนการลงมติไปเป็นวันที่ 5 มี.ค. และสั่งปิดประชุมในเวลา 20.15 น.

มหาจำลอง' กับบทหัวหน้าพรรค

ที่มา เดลินิวส์

เคยมีคนตั้งคำถามกับผมว่า ความเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ซึ่งมีมวลชน “คนเสื้อเหลือง” เป็นสัญลักษณ์ กับ นปช. ซึ่งมี “คนเสื้อแดง” เป็นพลังสำคัญ ในการใช้ขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องประเด็นต่าง ๆ มีความต่างและเหมือนกันอย่างไร ผมมักจะตอบได้ไม่ต้องใช้เวลาคิดมากนักว่า พันธมิตรฯ กับมวลชนที่ให้การสนับสนุนเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสถาบันหลัก ของชาติ

ขณะที่การทำกิจกรรมของ นปช. และคนเสื้อแดงเกือบทุกครั้ง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำเพื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” หรือพรรคการเมือง ซึ่งมีแนวทางสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของ ตนเอง จึงเป็นธรรมดาเมื่อแต่ละกลุ่มมีมวลชนคอยเป็นฐานให้การสนับสนุนเคลื่อนไหว จึงมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือตีความไปได้ทั้งในแง่บวกหรือแง่ลบ

และผมยังเชื่อด้วยซ้ำถ้าหากวันใดวันหนึ่ง บรรดาแกนนำพันธมิตรฯ หรือแกนนำ นปช. กระโดดเข้าสู่การเลือกตั้งหรือเข้าไปมีบทบาททางการเมือง ความเชื่อถือจะลดน้อยลงทันที กลายเป็นพวกเคลื่อนไหว เพื่อต้องการยึดอำนาจรัฐ หรือใช้มวลชนมาเป็นประโยชน์ทางการเมืองให้กับตนเอง และนี่อาจเป็นคำเฉลยว่า ทำไม นปช. จึงไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ

แต่กระแสข่าวซึ่งลือกันหนาหูในช่วงนี้ ทำให้ผมอดเป็นห่วงพันธมิตรฯ ไม่ได้ เพราะมีแกนนำบางคน พยายามพัฒนาให้นักเคลื่อนไหว ซึ่งมีคนเสื้อเหลืองคอยให้การสนับสนุนจะจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง โดยอาจใช้ชื่อ “พรรคเทียนแห่งธรรม” และผลักดัน “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ให้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เนื่องจากมีคุณสมบัติสำคัญที่คนส่วนใหญ่ให้การยอม รับ ไม่ว่าจะเป็น สมถะ ซื่อสัตย์สุจริต และ ไม่เคยมีข้อครหาเรื่องการโกงกิน ซึ่งน่าจะเป็นจุดขายสำคัญ

ผมได้แต่ภาวนาว่า อย่า ให้ข่าวลือนี้เป็นความจริง เพราะถ้าหากพันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมืองเมื่อไหร่ นอกจาก จะมี เสียงเหน็บแนมจาก นปช. และคนเสื้อแดง คนที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ คงคิดว่า ถูกหลอก ใช้ และ ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่ม เพื่อหวังเข้ามายึดครองอำนาจรัฐ และต่อไปอย่าหวังว่าจะขอให้ใครออกมาร่วมชุมนุมด้วยนะครับ รับรองได้เลยว่าปลุกอย่างไรก็ไม่มีใครสนับสนุน

ก็ในเมื่อพันธมิตรฯ เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ปัญหาต่าง ๆ ก็ต้องแก้ที่สภา จะไปทะเล่อทะล่าออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ คงไม่ยอมหรอกครับ ถ้าอยากใช้มวลชนกดดันนอกสภา ผมว่านักการเมืองซึ่งมีประชาชนเป็นฐาน พร้อมทั้งบรรดาหัวคะแนนคงไม่ยอมเหมือนกัน ปลุกประชาชนออกมาสู้ บนถนน

ลองนึกภาพอย่างนี้แล้ว บ้านเมืองคงวุ่นไม่เลิก แค่แต่ง ตั้งคนเข้าร่วมกิจกรรมกับพันธมิตรฯ เข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาล ยังมีเสียงเหน็บแนมไม่เลิก แถมยังมีข่าวว่าอยากได้ตำแหน่ง คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ของหน่วยงานต่าง ๆ มาจัดแบ่งให้กับ แกนนำคนใส่เสื้อเหลืองอีก

มาถึงวันนี้ผมไม่อยากให้แกนนำพันธมิตรฯ บางคนคิดว่าตนเองเป็นศาสดา คิดและทำอะไรถูกทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการนำพามวลชนเคลื่อนไหวหรืออยากให้ประเทศเป็นไปในทิศทางไหน ก็ต้องให้ใครก็ตามที่บงการได้เข้าไปยึดครองอำนาจรัฐ

เชื่อเถอะครับว่า อำนาจการเมืองเป็นเรื่องไม่จีรัง เป็นแค่มายาภาพ ถ้ายึดมั่นในอุดมการณ์มวลชนจะยืนเคียงข้างคุณตลอดเวลา.

"เขื่อนขันธ์"

ทักษิณติดคุก??

ที่มา เดลินิวส์

ยังเป็นประเด็นต่อเนื่อง เรื่องรัฐบาลไทยจะประสานไปจีน เพื่อจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาดำเนินคดีที่เมืองไทย แม้เจ้าตัว จะเลิกไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศฮ่องกงแล้ว แต่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังยืนยัน จะเดินหน้าเอาจริง

อ้างเพื่อไม่ให้เกิดเยี่ยงอย่าง คนมีเงินหนีคดีไปเมืองนอก เพราะนอกจากแม้ว ยังมี กำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้ม วัฒนา อัศวเหม รัฐบาลจึงได้มอบให้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งหาที่อยู่แม้ว

เพื่อนำตัวมาลงโทษ !!!

ขณะที่ข่าวล่าสุด อังกฤษได้ให้วีซ่าประเภท “เรสซิเดนท์” หรือบุคคลผู้มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศอังกฤษเป็นเวลา 5 ปีกับพ.ต.ท.ทักษิณใหม่ จากที่ได้สั่งยกเลิกวีซ่าไปแล้ว ซึ่งก็น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะทักษิณมีบ้านที่อังกฤษและยังมีธุรกิจที่นั่น

รัฐบาลอังกฤษเองก็เคยพูดเปิดทาง ว่า การจะให้วีซ่าแก่ใครหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของทางการอังกฤษ หากทักษิณยื่นขอมาใหม่ ก็จะพิจารณาอีกครั้งเช่นกัน เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยเข้าไปแทรกแซงไม่ได้

การได้วีซ่าเรสซิเดนท์ยิ่งจะทำให้การเอาตัวทักษิณกลับไทย ทำได้ยากขึ้น เพราะหากจะเอาจริงก็ต้องบุกเข้าไปจับตัวใส่กุญแจมือ ยัดขึ้นเครื่องบิน พากลับไทย เกิดยากนะ ในดินแดนต้นแบบประชาธิปไตยของโลก

หากเจ้าตัวไม่เดินมาเข้าคุกเอง

แต่นั่นแหละ รัฐบาลประชาธิปัตย์ หรือพวกผู้นำกองทัพที่เคยยึดอำนาจจาก ทักษิณ ทั้งในอดีต และที่ยังใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มในปัจจุบัน อยากให้ทักษิณกลับมาติดคุกในเมืองไทยจริง ๆ หรือ

หรือแค่เล่นเกมการเมืองเท่านั้น

คำถามง่าย ๆ คือระหว่างให้ทักษิณติดคุกในเมืองไทย กับการปล่อยให้เป็นสัมภเวสี เร่ร่อนอยู่เมืองนอกในฐานะคนหนีคดี อะไรควบคุมได้ง่ายกว่า และอะไรเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับรัฐบาลและกองทัพมากกว่า

สนธิ ลิ้มทองกุล เคยขู่ว่า วันใดที่ ตัวเค้าติดคุก แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ แค่นั้นบิ๊กตำรวจที่ประกาศปาว ๆ จะไม่ให้ประกันตัวคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็พลิกลิ้นชั่วข้ามคืน อ้างมีคำสั่งหน่วยเหนือให้ปล่อยตัว

ถ้าเอาสนธิติดคุกแล้วแผ่นดินลุกเป็นไฟ เอาทักษิณติดคุกบ้างล่ะ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟบ้างหรือไม่ หรือตอนนี้ทักษิณก็แค่ตะเกียงไร้น้ำมัน ไม่มีฤทธิ์เดชพอที่จะปลุกกระแสมวลชนได้

การปล่อยทักษิณออกนอกประเทศไปดูโอลิมปิกที่จีน แล้วเจ้าตัวไม่กลับประเทศ เป็นการจงใจปล่อยให้หนีออกนอกหรือไม่ หรือ “อำมาตยาธิปไตย” ได้ดีดลูกคิดแล้วว่า ให้ไปเร่ร่อน ดีกว่าให้อยู่ในประเทศ

เหนืออื่นใด แม้มีข่าวแม้วจ้างล็อบบี้ยิสต์พีอาร์ตัวเอง แต่การพูดในต่างแดนหรือโฟนอินแต่ละครั้ง ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับเจ้าตัวเลย มีแต่ทำลายตัวเองด้วยซ้ำ ทำให้ กองทัพ รัฐบาล มีประเด็นเชือดกลับ เรื่องเป็นคนไทย ไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน ได้สบายเสียอีก

แล้วเรื่องอะไร รัฐบาลกับกองทัพ จะอยากให้ทักษิณกลับประเทศเล่า แม้จะกลับมาติดคุกก็เถอะ

แต่ก็อีกนั่นล่ะ คนอย่างทักษิณ ก็ไม่กล้าหาญพอที่จะเดินอย่างองอาจเข้ามาติดคุกเสียด้วยสิ ดีแต่ปากเก่ง เย้ว ๆ อยู่นอกประเทศไปวัน ๆ ทั้งที่การกดรีโมตจากคุกในเมืองไทยง่ายกว่ากดรีโมตจากต่างแดนเป็นไหน ๆ

ยิ่งล่าสุด รัฐบาลสั่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถอนฟ้องคดี ทั้งแพ่ง และอาญา แกนนำพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบฯ เกือบ 200 วันแล้ว ยิ่งเป็นเชื้อไฟ “เรียกแขก” ได้ดีนักแล !!!

ดาวประกายพรึก

ข่าวดีข่าวร้าย

ที่มา ไทยรัฐ

ผมเคยอาสาคุยกับแขกเป็นคณะ ที่มาเยี่ยมไทยรัฐอยู่บ่อยๆ

คำถามยอดฮิตที่แทบทุกคณะจะถาม ก็คือ ทำไม? จึงชอบลงข่าวหรือภาพที่แสดงความโหดร้าย ทำไม? ต้องลงภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อย

ท้ายคำถามมักจะจบลงตรง...เมื่อไหร่หนังสือพิมพ์จะลงแต่ข่าวหรือภาพดีๆ...เสียที

ช่วงแรกๆ ผมมักตอบว่า สื่อ คือกระจก เกิดเรื่องอะไร ดีชั่วแค่ไหน ก็ต้องสะท้อนไปตามหน้าที่

ตัวอย่างเป็นรูปธรรม...ถ้ามีเสือร้ายอาละวาดกินคน อยู่ในป่าใกล้หมู่บ้าน ถ้าสื่อยอมรับหลัก ลงข่าวร้ายๆทำให้ผู้คนแตกตื่น ก็คงไม่กล้าลง

แต่สื่อมีหน้าที่บอกข่าว บอกไปแล้ว ผลด้านแรก คือผู้คนแตกตื่น มีความเสียหาย

แต่ผลอีกด้าน โอกาสจะเป็นเหยื่อถูกเสือกัดตาย ก็น้อยลง

ตัวอย่างที่ชัดๆ อาจจะบาดใจใครหลายคน สองสามปีก่อนสึนามิมา...คุณสมิทธ ธรรมสโรช ออกข่าวเตือนให้คนแถวภูเก็ต...ระวัง

สกู๊ปหน้า 1 ไทยรัฐ ก็อธิบายขยายความ...ผลก็คือธุรกิจแถวหาดป่าตอง วุ่นวาย เมื่อสึนามิไม่มา คำเตือนของคุณสมิทธผ่านสื่อ คือข่าวลวง เกิดผลด้านร้าย

จนเมื่อสึนามิมาจริง เกิดเหตุร้ายรุนแรงมากมาย ผมยังไม่เคยได้ยินคำขอโทษ หรือที่จริง น่าจะเป็นคำขอบคุณ ดร.สมิทธ สักคำ

อดีตรัฐมนตรีรัฐบาล ดร.ทักษิณ ปัจจุบันท่านก็เป็นรัฐมนตรีรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เล่าให้ผมฟัง รับคำเตือนสึนามิทั้งจากฝรั่งทั้งจากญี่ปุ่น ก่อนหน้าสึนามิมาจริง...ครึ่งชั่วโมง

ส่งข่าวไปให้ทีวีและวิทยุแล้ว ไม่มีทีวีและวิทยุช่องไหน ให้ความสำคัญ...

ออกข่าวให้สักช่องเดียว

ถ้าทีวี วิทยุ ออกข่าว ให้ความรู้...ผู้คนแถวชายหาดทะเลอันดามัน จำนวนคนตายคงน้อยลงกว่านี้

ทำไม? ทีวี วิทยุ จึงไม่ออกข่าว...คำตอบ ก็กลับไปสู่ที่เก่า ถ้าออกข่าวไปแล้ว สึนามิไม่มาจริง สื่อก็ถูกด่า ด้วยข้อหาประโคมข่าว

การจะลงข่าวอะไร มากน้อยแค่ไหน เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่คนเป็นสื่อต้องตัดสินใจ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่กระนั้น สัดส่วนของข่าว...ก็ยังเป็นประเด็นข่าวที่น่าสนใจ

และความน่าสนใจ ของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ก็คือข่าวร้าย มากกว่าข่าวดี

นี่คือที่มาของคำนิยาม...ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียเงิน

คำอธิบาย ถ้าเป็นข่าวร้าย พวกนักข่าวก็จะไปเคาะประตูหา หรือหมุนโทรศัพท์ไปรุกเร้าถาม แต่เมื่อเป็นเรื่องดีๆที่อยากจะตีฆ้องร้องป่าว ธรรมชาติของเรื่องดีๆ ความน่าสนใจมีน้อย

ก็ต้องหาซื้อหน้าโฆษณาเอา

ทุกข้อคับข้อง...และข้อทักท้วงติติง...ถึงไม่ใช่ครู ผมก็เป็นครู ขอบูชาด้วยดอกไม้ ขอน้อมรับฟังด้วยความเคารพ ไว้ทบทวนการตัดสินใจในครั้งต่อไปครับ

เรืออาศัยน้ำจึงแล่นไปได้ หนังสือพิมพ์ มีผู้อ่านประคับ ประคองจึงจะอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นก้อนอิฐหรือดอกไม้ ล้วนแล้ว แต่เป็นคุณ...ค้ำจุนพวกเราทั้งสิ้น.

กิเลน ประลองเชิง

ปลอมเหมือนจริง

ที่มา ไทยรัฐ

หนึ่งหญิงสี่ชายผู้กุมชะตานักการเมืองไทยไว้ในกำมือคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือเรียกย่อๆ ว่า กกต.

จะแจกใบขาว? หรือใบเหลือง? หรือใบแดง? ก็ อยู่ที่ กกต. 5 คน!!

เพราะ กกต.เป็นผู้จัดเลือกตั้งเอง ควบ คุมการเลือกตั้งเอง สอบสวนคดีทุจริตเอง และ ตัดสินลงโทษเอง

กกต. 5 คน จึงมีอำนาจเหมือนเป็นตำรวจ อัยการ ศาล ครบวงจร

แต่นับจากนี้ไปอีก 3 วัน กกต.ใหญ่ 5 คน จะหายไป 1 คน เหลือ 4 คน

เนื่องจาก สุเมธ อุปนิสากร หนึ่งใน กกต. ถึงกำหนดต้องปลดระวาง เพราะจะมีอายุครบ 70 ปี ในวันที่ 8 มีนาคม

ส่วน กกต.อีก 4 คน ซึ่งอายุยังไม่ครบ 70 ปี ได้แก่ 1, อภิชาต สุขัคคานนท์ 2, ประพันธ์ นัยโกวิท 3, สมชัย จึงประเสริฐ และ 4, สดศรี สัตยธรรม ยังสามารถปฏิบัติ หน้าที่ต่อไป

ในงานเลี้ยงอำลาเมื่อวันก่อน ท่านสุเมธ ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงบทบาท กกต. ในช่วง 899 วันที่ผ่านมา

สุเมธยอมรับว่า กกต.ชุดนี้เป็น ของปลอม

เพราะแต่งตั้งจากประธาน คมช. โดยไม่ผ่านกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ และไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯตามประเพณี

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ กกต.กล้าออก มายอมรับความจริงว่าตัวเองเป็นของปลอม!!

พูดชัดๆ คือ เกิดจากระบอบเผด็จการ แต่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

อืมม์...ก็เป็นอะไรที่แปลกดี??

สุเมธ ผู้ที่เหลือวีซ่าอีก 3 วัน ยอมรับ ด้วยว่าการที่ตนต้องพ้นตำแหน่ง กกต. ก็จำเป็นต้องมี กกต.คนใหม่มาเสียบแทน เพื่อให้มี กกต.ครบ 5 คน ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ

แต่ สุเมธ ชี้ว่าการตั้ง กกต.คนใหม่ จะเกิดปัญหาข้อกฎหมายตามมา

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ กำหนดที่มาของ กกต. 5 คน ให้มาจาก 2 ทาง

คือผ่านคณะกรรมการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 3 คน

และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมาอีก 2 คน

แต่เนื่องจาก กกต.ชุดนี้ ไม่ได้เข้าตามตรอกออกตามประตู คือใช้ประตูพิเศษจากการเลือกตั้งของประธาน คมช.

ฉะนั้น เมื่อต้องหา กกต.เพิ่มอีก 1 คน ให้ครบ 5 คน จึงไม่รู้ว่าจะแต่งตั้งจากไหน? และใครเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง กกต.ที่ แท้จริง??

คือเมื่อใส่กระดุมผิดรูซะแล้ว มันก็ต้องผิดไปเรื่อยอย่างนี้แหละโยม

แม่ลูกจันทร์ ขออนุญาตแหย็มเพิ่มเติมว่า กกต.ชุดนี้มีปัญหา ผิดพลาดตั้งแต่ประกาศแต่งตั้งฉบับแรก (20 กันยายน 2549) ซึ่งลงนามโดย พล.อ.สนธิ บุญย-รัตกลิน ประธาน คมช.

หลังจากแต่งตั้งไปแล้ว 9 วัน ประธาน คมช.จึงต้องประกาศแต่งตั้ง กกต.ซํ้าอีกที

แต่ถึงจะแก้ไขมาแล้ว 2 ครั้ง สถานะของ กกต. ก็ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การที่ ท่านสุเมธ ออกมายอมรับว่า กกต.ชุดนี้เป็นของปลอม ย่อมส่งผลกระทบต่อ กกต.อีก 4 คน ไปเต็มๆ!!

เพราะถ้า กกต.ชุดนี้เป็นของปลอม การที่ กกต.แจกใบเหลืองใบแดง ส.ส. ส.ว. ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะถูกต้องหรือไม่??

และใครจะเป็นผู้รับประกันความถูกต้องของ กกต.??

ป.ล. แม่ลูกจันทร์ ข้องใจนิดเดียว... ในเมื่อท่านสุเมธก็รู้อยู่เต็มอกว่า กกต.ชุดนี้ เป็นของปลอม เหตุใดจึงไม่รีบออกมายอมรับ ความจริง

ปล่อยให้ใช้ของปลอมอยู่ได้ตั้ง 2 ปี.

แม่ลูกจันทร์