WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 6, 2009

รัฐมนตรีถอย เลิกลดภาษีกระตุ้นยอดขายรถ

ที่มา ไทยรัฐ

แล้ว นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีอุตสาหกรรมบุญหล่นทับ ที่ประกาศจะเสนอ ครม. ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เปอร์เซ็นต์ และ ให้นำเงินค่าซื้อรถ (ค่าดาวน์รถนั่นแหละ) ไปลดภาษีได้อีกคนละ 50,000 บาท เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ เอาใจนายทุนรถยนต์ต่างชาติ ก็ต้อง หน้าแตกเข้าเกียร์ถอยสุดตัว เมื่อรัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิช ไม่เล่นด้วย

งานนี้แม้แต่ คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ไม่เห็นด้วย มีรัฐมนตรีประเทศไหนในโลก ที่โง่พอเอาเงินภาษีของคนในประเทศไปช่วยบริษัทรถยนต์ต่างชาติกระตุ้นยอดขาย แค่คิดก็ผิดแล้ว

นายชาญชัย ให้ นายสุรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรี ออกมา แถลงแก้ตัว เมื่อวันอังคารก่อนประชุม ครม.เศรษฐกิจหนึ่งวันว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอ ครม.ไปตามที่เอกชนเสนอมา แต่ได้เสนอความเห็นแนบท้ายไปว่า

การลดภาษีสรรพสามิต 3 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้รถยนต์ราคาคันละ 6 แสนบาท ลดลงเพียงคันละ 15,000 บาทเท่านั้น และการลดภาษีให้รถยนต์ทุกประเภท จะสนับสนุนรถยนต์ราคาแพงอีกด้วย แต่ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การลดภาษีอาจไม่สามารถกระตุ้นยอดขายได้ 50,000 คันตามที่เอกชนคำนวณไว้ รวมทั้งอาจทำให้อุตสาห-กรรมอื่นขอลดภาษีสรรพสามิตตามด้วย เช่น เครื่องปรับอากาศ แบตเตอรี่

เรื่องแก้ตัวให้เนียนนี่ นักการเมืองไทยเก่งที่สุด

แก้ตัวเรื่องลดภาษีเสร็จ ก็หันไปโทษสถาบันการเงินว่า ไม่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถ ทำให้ยอดขายตก แล้วก็อ้างเอกชนเสนอให้ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อจะอุ้มบริษัทรถยนต์ต่อ โดยโยนให้ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ตัดสินใจด้วยความเนียน

อุตสาหกรรมรถยนต์ในโลกวันนี้ ทุกประเทศก็อยู่ในขาลงด้วยกันทั้งนั้น เพราะเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะขาลง มีแต่การตัดเงินเดือน ปลดคนงาน แล้วใครจะมีแก่ใจไปซื้อรถใหม่ แม้แต่เศรษฐีเงินถุงเงินถังก็เถอะ

ล่าสุด โตโยต้า บริษัทรถยนต์อันดับสองของโลก ก็ยังต้องไปขอความช่วยเหลือจาก เจบิก ธนาคารของรัฐบาลญี่ปุ่น ขอกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 2,100 ล้านดอลลาร์ 75,600 ล้านบาท หลังจากที่ตัวเลขประกอบการปีนี้คาดว่าจะขาดทุนบักโกรกไป 4,600 ล้านดอลลาร์ 165,600 ล้านบาท

บริษัทโตโยต้ามีทรัพย์สินทั้งหมดเท่าไร ผมยังไม่ได้ค้นตัวเลข แต่บริษัทให้เช่าซื้อรถของโตโยต้าที่ขอกู้เงิน 7 หมื่นกว่าล้านบาทนี้ มีทรัพย์สินทั้งหมด 147,000 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 5.3 ล้านล้านบาทไทย

แล้วหนูผอมๆอย่างไทย จะแล่เนื้อที่มีน้อยนิดไปป้อนช้างอ้วนหรือ

เขียนเรื่องนี้แล้วผมก็ขอแสดงความ ชื่นชมรัฐบาลสวีเดน ให้ รัฐมนตรีไทย ได้เห็นเป็นตัวอย่าง ก็เรื่องรถยนต์เหมือนกันนี่แหละ เพียงแต่ผมจำชื่อรัฐมนตรีไม่ได้

เรื่องของเรื่องก็คือ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ จีเอ็ม-เจนเนอรัลมอเตอร์ นี่แหละ ออกแรงบีบ รัฐบาลสวีเดน อย่างหนัก ขอให้รับซื้อหุ้น บริษัทรถยนต์ซาบ ซึ่งเป็นรถยนต์ยี่ห้อสวีเดนซึ่งกำลังอยู่ในภาวะล้มละเลย และค่ายจีเอ็มต้องการขายหุ้นออกเพื่อถอนตัว โดยขู่รัฐบาลสวีเดนว่า ถ้าไม่ช่วยซื้อจะถอนการลงทุนทั้งหมด

รัฐมนตรีสวีเดน ตอบ จีเอ็ม ว่ายังไงรู้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรีชาญชัย

รัฐมนตรีสวีเดน ตอบว่า ประชาชนเลือกผมมาเพื่อบริหารให้ เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เวลานี้ประชาชนยังต้องการเรื่องการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาล ที่อยู่อาศัย และการศึกษา แล้วจะให้ผมเอาเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มบริษัทรถยนต์ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว และกำลังจะเจ๊งได้ยังไง ปล่อยให้มันเจ๊งไปเถอะ

รัฐมนตรีอย่างนี้ที่ประเทศไทยต้องการอย่างมาก แต่ยังขาดแคลนเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร.

ลม เปลี่ยนทิศ

แยกส่วน

ที่มา ไทยรัฐ

การเปิดปฏิบัติการลุยพื้นที่ทั่วประเทศของรัฐบาล โดยนายกฯได้สั่งให้รัฐมนตรีทุกคนเดินสายพบประชาชน รัฐมนตรี 1 ท่าน ต่อ 2 จังหวัด จะเริ่มดำเนินการในห้วงสุดสัปดาห์นี้ เหตุผลก็เพื่อให้รัฐมนตรีติดตามมาตรการและปัญหาต่างๆจากผลของนโยบายรัฐบาล

แต่เหตุผลจริงๆเพราะอะไร ก็มองได้หลายอย่าง เช่นว่า ต้องการตรวจสอบผลงาน เยี่ยมเยียนประชาชน ดูปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัด ยิ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ประชาชนกำลังมีทุกข์ อย่างน้อยเห็นหน้าเห็นตาเสนาบดีก็ชื่นใจได้บ้าง

แน่นอนว่าในกระบวนทำงานต้องมีการเมืองเข้ามาเป็นเงื่อนไขที่จะได้ประโยชน์ โดยก็คือการหาเสียงตุนคะแนนเอาไว้

ยิ่งการเมืองที่ผิดปกติอย่างนี้ การช่วงชิงมวลชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรัฐบาลต้องวัดกำลังกับกลุ่มเสื้อแดง และดึงมวลชนให้คืนกลับมาอยู่ภาวะปกติ

หรือจะพูดให้ชัดลงไปก็คือ ช่วงชิงมวลชนจาก ทักษิณ

โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งมวลชนรากหญ้าที่สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ยังหนาแน่น ซึ่งหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ยากที่จะไปสู้กับพรรคเพื่อไทย และตรงนี้จะเป็นจุดวัดใจ ส.ส. หรือผู้สมัครภาคอีสานว่าจะยืนอยู่ตรงไหน

หากยังเหนียวแน่น อิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่เปลี่ยนแปลง รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างพลิกฟ้าควํ่าแผ่นดิน

ประชาธิปัตย์ก็อย่าได้หวังว่าจะปักธงอีสานได้

อย่างไรก็ดี การที่รัฐมนตรีออกตรวจราชการครั้งนี้ ควรจะคิดและตระหนักว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อชาวบ้านโดยตรงคือการรับรู้ปัญหา การได้เปิดใจว่าเขามีปัญหาอะไร ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ดีของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและกำหนดทิศทางนโยบาย

อยู่ที่ว่าจะมีความพร้อมและเตรียมงานอย่างจริงจังแค่ไหน เพราะถ้าไปแค่สักว่าไปก็ไม่มีประโยชน์ และไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล

เพราะวันนี้รัฐบาลต้องรู้ว่ามีการตรวจสอบการทำงาน และการบริหารอย่างเข้มข้น ทั้งในสภาและนอกสภา การเดินทางไปพบประชาชนก็ต้องโดนกลุ่มเสื้อแดงชุมนุมขับไล่แน่ ดังนั้น ต้องหลบเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ เรียกว่าไม่ใช่ทำงานกันได้ง่ายๆ

แต่ตรงกันข้าม หากบรรดารัฐมนตรีแต่ละคนทำงานกันจริงๆ เข้าถึงชาวบ้านเท่าที่จะทำได้ กรรมย่อมชี้เจตนา

นั่นคือชาวบ้านจะตัดสินใจเอง

เหนืออื่นใด การช่วงชิงมวลชนครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะมีการวัดกำลังอีกส่วนหนึ่ง คือสีแดงกับสีน้ำเงิน สีแดงคือมวลชนของพรรคเพื่อไทย แต่สีน้ำเงินคือมวลชนของพรรคภูมิใจไทย

ครับ...สุดท้ายมันก็คือ ทักษิณกับ เนวิน

เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่นายเนวิน ชิดชอบ ได้นำทีมออกจากอ้อมกอด นายใหญ่แล้วได้สร้างความรู้สึกแตกแยกของ ส.ส.อีสานชัดเจน รู้ว่าใครเป็นพวกใคร ใครเป็นนก 2 หัว และมวลชนเสื้อแดงที่นายเนวินสร้างขึ้นมา จึงถูกแยกเป็น 2 ส่วน คือ แยกส่วน ส.ส.แล้วยังแยกส่วนมวลชนเสื้อแดง

ทั้ง 2 อย่างนี้ นอกจากเงินทุนที่จะต่อสู้การเมืองที่มีมากอยู่แล้ว ส.ส.และมวลชนรากหญ้าจากอีสานถือเป็นต้นทุนที่สำคัญ ที่ทำให้ชนะทางการเมืองมาตลอด แต่กลับมาถูกลูกน้องระดับมือขวามาแยกส่วน อย่างนี้เท่ากับคว้ากล่องดวงใจไปเลยทีเดียว

การเมืองที่ต้องสู้กันทุกหยดว่ากันวันต่อวัน รัฐบาลดูเหมือนจะเปิดเกมอย่างรู้เท่ารู้ทันมากขึ้น แต่อย่าให้การเมืองมาเป็นเครื่องชี้วัดความอยู่รอดอย่างเดียว

จะผ่านศึกซักฟอกไปได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เพราะข้อมูลของฝ่ายค้านไม่ธรรมดาเหมือนกัน.

สายล่อฟ้า

ไร้เส้นบู๊ไปเสี่ยงไป

ที่มา ไทยรัฐ

ความซวยมาเยือนแล้ว

โดยน้ำเสียงเข้มๆของ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล คาดโทษล่วงหน้า หากนายจารุพงศ์ พลเดช ผู้ว่าราชการ-จังหวัดลพบุรี ปล่อยให้ม็อบเสื้อแดงป่วนคิว คุณหนูลุยทุ่ง

อาละวาดใส่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในโปรแกรมประเดิมเดินสายลงพื้นที่เมืองลิงในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคมนี้

เก้าอี้ร้อนแน่

สำทับด้วยคำสั่งของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กำชับผู้ว่าฯลพบุรี เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการลงพื้นที่ของนายกฯอภิสิทธิ์ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย

งานเข้าแบบเนื้อๆเลย

ยิ่งมีรายการเชือดไก่ให้ลิงดูหมาดๆกับคำสั่งเด้งฟ้าผ่าให้นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มาตบยุงในกระทรวงมหาดไทย

โทษฐานอ่อนข้อ หย่อนยานกับม็อบเสื้อแดง

พ่อเมืองลิงก็ยิ่งผวาไปกันใหญ่

และก็เป็นอะไรที่ประกาศให้รู้ตัวล่วงหน้าเหมือนกัน เดอะตู่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รัวเกราะเคาะไม้

ส่งสัญญาณระดมพลกลุ่มเสื้อแดง

เตรียมการต้อนรับนายกฯอภิสิทธิ์ไว้อย่างเต็มที่ทั้ง 5 จุด ทั่วจังหวัดลพบุรี โดยระดมคนมาจากจังหวัดภาคกลาง ทั้งสิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี

ม็อบเสื้อแดงมากันพรึบแน่

แค่โหมโรงก็เหนื่อยแทนพ่อเมืองลพบุรี จะคุมเกมอยู่ได้ยังไง

ที่แน่ๆไอ้ที่คิดกันว่า คนของรัฐบาลประชาธิปัตย์อุ่นใจในเขตทหาร ถึงได้เลือกประเดิมคิว คุณหนูลุยทุ่งกันที่จังหวัดลพบุรี

มันขัดกับตัวเลขที่ พล.ต.ต.สถิตย์ ต้นสงวน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี สั่งเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ อารักขาเข้มนายกฯอภิสิทธิ์ ที่จะลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ และพบปะคนรากหญ้า ในวันเสาร์นี้ โดยเตรียมกำลังตำรวจไว้ 3 กองร้อย 450 นาย และตำรวจท้องที่อีกกว่า 200 นาย

รวมแล้วใช้กำลังในการรักษาความปลอดภัยทั้งสิ้นกว่า 650 นาย

และหากเกิดเหตุไม่ปกติขึ้น ก็จะมีกำลังตำรวจปราบจลาจลอีกจำนวนหนึ่งเข้าระงับเหตุการณ์ได้ทันที

แทบไม่เหลือตำรวจคุมโรงพักเลย

ในอารมณ์ที่รู้สึกเหมือนการบุกพื้นที่เสี่ยงภัย ฝ่าดงอันตราย มากกว่าการตรวจงานของนายกรัฐมนตรี ขายนโยบายรัฐบาล หาคะแนนเสียงกับชาวบ้าน

งานเข้าไปตามๆกัน ระทึกขวัญตั้งแต่ไม่ทันเริ่ม

แม้นายกฯอภิสิทธิ์จะทำใจดีสู้เสือ ไม่กลัวม็อบเสื้อแดงตามโห่ไล่ เพราะเป็นการลงพื้นที่ทำงานให้ประชาชน ขณะที่แกนนำม็อบนปช.ก็ออกตัวกันในที เป็นแค่การแสดงพลังต้อนรับนายกรัฐมนตรีตามวิถีทางประชาธิปไตย

ต่างฝ่ายต่างกั๊ก สงวนเชิง

แต่โดยรูปการณ์ของสงครามชิงกระแส เกมแย่งพื้นที่ข่าว ชิงมวลชนระหว่างประชาธิปัตย์กับเครือข่าย ทักษิณ

ยังไงก็ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ บู๊กันเต็มที่

โดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดงที่เดิมพันสูงกว่า เพราะอยู่ในสถานะฝ่ายตั้งรับ จำเป็นต้องสู้กับเกมสลายกำลังกองเชียร์ ทักษิณ

คิวนี้ถ้าบลัฟ อภิสิทธิ์ได้ ก็ถือว่ากำไรไปกลับ

แต่ก็เป็นอะไรที่น่าจะสะดุดกึกเลยเหมือนกัน

กับหมายจับผู้ต้องหากลุ่ม นปช.จำนวน 6 คน ในข้อหาทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว จากคดีก่อเหตุทำร้ายทหาร สังกัดมณฑลทหารบกที่ 11 ขณะเฝ้าสังเกตการณ์ม็อบ นปช.ล้อมทำเนียบรัฐบาล

ม็อบไม่มีเส้น ไร้ภูมิคุ้มกัน

เสี่ยงโดนของแข็งง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ตุลาการภิวัฒน์คือผู้สร้างความพินาศฉิบหายให้เมืองไทยที่สุด

ที่มา thaifreenews
บทความ โดย Bugbunny

นับตั้งแต่ขบวนการตุลาการภิวัฒน์รับเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองจนถึงวันนี้ประมาณสามปีเศษ ขอสรุปผลงานต่าง ๆ ของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ดังต่อไปนี้

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าการเลือกตั้งหันหลังออกจากคูหาผิดกฎหมายเลือกตั้ง

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าต้องยุบพรรคไทยรักไทยและลงโทษกรรมการบริหารผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดให้ต้องรับผิด เพราะบังอาจเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งมามากที่สุด

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า ต้องยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ลงโทษกรรมการบริหารผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดให้ต้องรับผิด เพราะบังอาจเข้าร่วมรัฐบาลที่ตั้งขึ้นโดยฝ่ายตรงข้ามกับขบวนการตุลาการภิวัฒน์

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่ากฎหมายลงโทษย้อนหลังได้แม้ตอนที่กระทำการใดนั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่ามีความผิดแต่ก็มีสิทธิไปลงโทษจำเลยได้ถ้าบังเอิญอยากจะลงโทษ

สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการพิจารณาคดีว่าเพียงแต่ผู้ตัดสินมีความเห็นส่วนตัวว่า มีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ก็มีความผิด

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าต้องตีความกฎหมายตามพจนานุกรม ไม่ใช่คำจำกัดความของกฎหมาย

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ถือว่าสามีภรรยาเป็นบุคคลคนเดียวกัน การทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับการยินยอมจากคู่สมรสเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และลงโทษสามีได้ทั้ง ๆ ที่ภรรยากระทำถูกต้องตามกฎหมายการประมูลทุกประการและได้รับการตัดสินว่าไม่มีความผิด

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า ข้าราชการตุลาการเท่านั้นที่สมควรเข้ามาควบคุมและเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยตั้งเข้ามาเป็นสารพัดกรรมการอิสระ ทั้ง ๆ ที่ข้าราชการตุลาการก็เป็นเพียงหนึ่งในสารพัดอาชีวะที่สร้างสรรค์ประเทศไทยขึ้นมา

สร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าการรับใช้ผู้มีอำนาจด้วยขบวนการตุลาการภิวัฒน์เป็นผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เพราะบางคนได้ตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นปลัดกระทรวง หรือเป็นอะไรอีกมากมายได้ทุกอย่าง ขอให้รับใช้แบบไม่ต้องคำนึงถึงวิชาการ ความถูกต้องเป็นธรรมได้มากที่สุดเท่านั้น

สร้างบรรทัดฐานใหม่ไปทั่วโลกว่า ประเทศไทยมีระบบกฎหมายแบบที่ไม่ต้องพึ่งพิงหลักนิติธรรม เป็นกฎหมายที่ตีความตามใจผู้มีอำนาจได้เสมอ หากมีเมฆลอยมาอย่างไรก็ให้ทำตามเมฆก้อนนั้น

ขบวนการข้าราชการตุลาการภิวัฒน์และผู้อยู่เบื้องหลังทุกระดับต้องรับผิดชอบต่อการที่ประเทศไทยแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ ที่สุดตั้งแต่หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเป็นต้นมา ในวันนี้ วันที่ผู้คนแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าเข้าห้ำหั่นกันทั้งด้วยกำลัง อาวุธ และคำพูด ต่างก็ใช้สารพัดวิธีเอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงระเบียบและกฎหมาย เพราะไม่อาจหาความยุติธรรมตามระบบได้ มันหายไปกับขบวนการตุลาการภิวัฒน์และขบวนการอยุติธรรมที่กำลังมัวเมากับอำนาจ อาชญากรรมกลายเป็นความถูกต้องและการต่อต้านอาชญากรรมที่กระทำต่อชาติกลายเป็นอาชญากรรม

สามปีเศษของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ทำให้ประเทศนี้พินาศฉิบหายได้ขนาดนี้ ตกต่ำจนการด่าทอขบวนการตุลาการภิวัฒน์เป็นเรื่องที่ประชาชนชื่นชอบ ศรัทธาไม่มีเหลือ และผู้นำขบวนการต้องถึงกับวิ่งหา รปภ.ส่วนตัว เพราะไม่แน่ใจว่าความชั่วที่ทำต่อผู้อื่นนั้นจะตอบสนองตนเองในระดับรุนแรงขนาดไหนในวันอันไม่ไกลนี้ คนพวกนี้ต้องได้รับโทษ และต้องเป็นโทษในแบบ Capital Punishment แบบเจ็ดชั่วโคตรเท่านั้นจึงจะสาสมกับความผิดที่สุมหัวกันกระทำ

Thursday, March 5, 2009

"ป๋าเหนาะ"ย้ำไม่ร่วมซักฟอก ลั่นไม่ตายด้วย ทำบ้านเมืองพินาศ "มาร์ค" ปัดดึง"ปชร.-กลุ่ม12พผ."ร่วมรบ.

ที่มา มติชนออนไลน์

"เสนาะ" ยันไม่ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้ไร้สาระจะทำบ้านเมืองพินาศ เปรียบอยู่เรือลำเดียวกันจะพาไปชน ไม่ร่วมตายด้วย "เฉลิม" โวข้อมูลใหม่เอี่ยม เผยรบ.อยู่ไม่นิ่งแสดงว่ารู้อยู่ไม่นาน "มาร์ค" ปฏิเสธ" ทาบ "ปชร.-กลุ่ม 12 พผ." ร่วมรัฐบาล เกรงพรรคร่วมเสียสมาธิ เพื่อไทยเปลี่ยนใจไม่อภิปราย มท.1

""เสนาะ"ลั่นไม่ตายร่วมกับเพื่อไทย


พรรคประชาราช (ปชร.) และกลุ่ม 12 พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ยืนยันไม่ร่วมลงชื่อกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรายบุคคล


ทั้งนี้ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรค ปชร. กล่าวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ถึงกรณีที่นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรค พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นัดหารือพร้อมกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้ากลุ่ม 12 พรรค พผ. เกี่ยวกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ว่ายังไม่เห็นมีใครมานัดเลย แต่ยืนยันว่าควรจะเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติจะดีกว่า


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรค พท.นำข้อมูลใหม่ให้พิจารณาจะตัดสินใจเข้าร่วมอภิปรายหรือไม่ นายเสนาะกล่าวว่า ยังไม่เห็นมีใครนำข้อมูลมาให้ดู แต่เท่าที่มีการเปิดข้อมูลมา ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ อาจทำให้บ้านเมืองพังพินาศได้ ถ้าจะเอาเรื่องส่วนตัวหรือเล่นการเมืองแบบเก่า ตรงนี้ตนยืนยันว่าไม่เอาด้วยแน่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเป็นเหตุการณ์จริงมาเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา มากกว่าการมาเล่นเรื่องส่วนตัวโจมตีกันทำให้ประเทศชาติเสียหาย


"ผมยังไม่ได้นัด ส่วนทางเขาจะนัดหรือเปล่าไม่รู้ แต่ยืนยันว่า เย็นวันที่ 5 มีนาคม คงไม่คุยด้วย เพราะไม่เห็นมีข้อมูลที่เหนือความคาดหมายอะไร เหมือนกับว่าอยู่เรือลำเดียวกันและเรารู้ว่าเรือลำนี้กำลังจะพาเราไปชน ถามว่าเราจะตายไปด้วยหรือ อย่างนี้จะยอมหรือ ที่สำคัญต้องดูว่าไอ้ที่จะทำกันอยู่ทำเพื่อประชาชนหรือทำเพื่อตัวเอง"นายเสนาะกล่าว


"สมชาย"ออกโรงเองนัด"เสนาะ"คุย


อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 19.30 น. ที่ห้องอาหารจีน โรงแรมอินเตอร์-คอนติเนนตัล ย่านราชประสงค์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นัดรับประทานอาหารค่ำกับนายเสนาะ เทียนทอง โดยมี พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคประชาราช ร่วมด้วย คาดว่าเป็นการพูดคุยเรื่องการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรีรายบุคคล


กลุ่ม12พผ.ย้ำไม่ลงชื่อซักฟอก


ก่อนหน้านั้น บ่ายวันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน นัดตัวแทน ส.ส. กลุ่ม 12 พรรค พผ. อาทิ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส หารือเรื่องการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ไม่ได้เข้าร่วมหารือด้วย โดยอ้างว่าไปมอบประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาช่างกลใน จ.อุดรธานี


นายสมเกียรติเปิดเผยผลการหารือว่า ได้แจ้งมติกลุ่ม 12 ให้นายวิทยารับทราบ โดย ส.ส.ในกลุ่มจะไม่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะต้องการให้เวลารัฐบาลทำงานมากกว่านี้ และขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม พร้อมรับฟังข้อมูลในการอภิปรายจากพรรคเพื่อไทย ก่อนตัดสินใจลงมติในทิศทางเดียวกัน เมื่อนายวิทยารับฟังเหตุผลก็เข้าใจและไม่ได้ว่าอะไร นอกจากนี้ ยังแจ้งนายวิทยาไปว่าแกนนำกลุ่ม 12 ติดภารกิจในพื้นที่ จึงขอยกเลิกการนัดหารือร่วมกัน 3 พรรคที่ทำการกลุ่ม 12 ณ อาคารเบญจมาศ ออกไปก่อน


ด้าน นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน พรรค พผ. กลุ่ม 12 กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจกับข่าวที่ออกมาจากพรรคเพื่อไทย ระบุว่าสาเหตุที่พรรคประชาราช และกลุ่ม 12 พรรค พผ.ไม่ร่วมลงชื่อในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากถูกทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล ขอยืนยันว่าข่าวที่ออกมาไม่มีมูลความจริง และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้


"เฉลิม"คุยข้อมูลอภิปรายทันสมัย


ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน ส.ส.ของพรรค พร้อมคณะทำงานเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร่วมแถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมสรุปว่า วันที่ 9 มีนาคม จะได้ข้อสรุปเรื่องตัวบุคคลและประเด็นที่จะอภิปราย วันที่ 10 มีนาคม นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร จะเป็นหัวหน้าคณะทำงานยื่นถอดถอนนายกฯ ต่อประธานวุฒิสภา วันที่ 11 มีนาคม นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน จะนำคณะเข้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีรายบุคคลต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยการอภิปรายควรใช้คนไม่มาก ต้องกระชับและมีความชัดเจนให้ประชาชนเห็นว่า นายกฯทำอะไร รัฐมนตรีไม่ควรดำรงตำแหน่งอย่างไร


"ข้อมูลพวกผมไม่เก่าเก็บ แต่ทันสมัยมีความเกี่ยวโยงชัดเจนว่าใครทำอะไร พรรคเพื่อไทยพร้อมรบทุกรูปแบบ ทั้งบนบกและบนเรือ ผมกล้ายืนยันว่ามีข้อมูลที่นอกจากผมแล้วไม่มีใครได้เห็น และไม่เคยมีใครมาขอเพราะเขาเชื่อผม วันนี้ผมทุกข์กลัวว่าจะนำเสนอไม่ดี กลัวประชาชนไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีข้อมูลจริงผมจะเอาอนาคตทางการเมืองมาต่อรองทำไม อย่าใจร้อน หมูหันจะกินให้อร่อยต้องรอให้เกรียมๆ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


บอกรัฐบาลไม่นิ่งรู้ตัวอยู่ไม่นาน


ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อแผ่นดินจะไม่ร่วมลงชื่อในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ถูกต้องแล้วเพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยนิตินัยทำไม่ได้ แต่ในทางการเมืองอาจจะกิ๊กกัน และขอร้องสื่อว่าอย่านำเรื่องนายเสนาะมาถามตนอีก ตนไม่ตอบแล้ว


หลังการแถลงข่าว ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีว่า ขอให้ผู้สื่อข่าวโชคดี โชคร้ายเป็นของรัฐบาล ทั้งนี้ ในวันที่ 11 มีนาคม จะนำดอกไม้ไปมอบให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาลเพื่อขอบคุณที่บอกว่าจะให้ฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่


ร.ต.อ.เฉลิมภาษณ์ภายหลังว่า อาการที่รัฐบาลไม่นิ่ง แสดงว่าไม่ได้คิดอยู่นาน ตอนนี้รัฐบาลขวัญกระเจิง เพราะไปสำรวจมา ใช้ทั้งทหาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สันติบาล กรมการปกครอง คะแนนออกมาตรงกันหมด และคะแนนนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังแรง


เพื่อไทยไม่ซักฟอก"ชวรัตน์"เล็ง"วิทยา"


นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวว่า มีรัฐมนตรีอีก 1 คน ที่อาจถูกอภิปรายด้วยคน จาก 4 คนเดิม กำลังหาข้อมูลอยู่ ส่วนที่มีข่าวว่าจะอภิปรายรัฐมนตรี 10 คนนั้น ที่ประชุมไม่เคยพูดถึง เช่น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หากใส่ชื่อรัฐมนตรีที่พรรคไม่พอใจไปและด่ากราดไปทั้งหมด สุดท้ายจะไม่มีเพื่อนทางการเมือง


ด้านนายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กำลังรวบรวมข้อมูลก่อนส่งให้กรรมการกลั่นกรองตัดสินว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายวิทยา แก้วภราดรัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เพิกเฉย ปกปิดข้อเท็จจริงและบริหารงานผิดพลาดหรือไม่ จากกรณีเกิดโรคระบาดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชื่อโรคชิคุนกุลย่า เกิดจากยุงลายป่ากัด อาการผู้ป่วยจะปวดบวมตามข้อกระดูก ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาลกว่า 8,000 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขไม่มีการตั้งงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคดังกล่าว


ขู่"มาร์ค"เตรียมชี้แจง"พระวิหาร"


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติจะนำกรณีปราสาทพระวิหารมาอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย โดยจะทวงถามความรับผิดชอบของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยบอกว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะไปทวงคืนปราสาทพระวิหาร แต่เท่าที่เห็นตอนนี้รัฐบาลไม่ใส่ใจ ขอฝากเตือนนายอภิสิทธิ์ว่าควรรีบไปทำการบ้าน เตรียมตัวตอบคำถาม เพราะพรรคเพื่อไทยจะเปิดโปงพฤติกรรมการบิดเบือนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะนำหลักฐานเอกสารมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดไว้ทุกประเด็น


นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พูดคุยกับนายเสนาะ เมื่อเย็นวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายเสนาะยืนยันว่าควรเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติแทน แต่พรรคเพื่อไทยมีมติไม่ไว้วางใจนายกฯและเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นนายกฯคนต่อไปแล้ว ดังนั้น จะต้องเดินหน้าต่อไป และมั่นใจว่าพรรคประชาราชยังจะร่วมเป็นฝ่ายค้านกับพรรคเพื่อไทยต่อไป


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.ในมือ 187 เสียง เพียงพอสำหรับการอื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้เห็นเอกสารและเชื่อมั่นว่าเพียงพอจึงมีมติให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่าเมื่อนายเสนาะและ พล.ต.อ.ประชาได้ฟังการอภิปรายและเห็นหลักฐานแล้วจะเปลี่ยนใจหันมาร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย


"มาร์ค"ยันไม่ดึง"เสนาะ"ร่วม


เมื่อเวลา 05.30 น. วันเดียวกัน ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า ถ้ามีข้อมูลอยากตรวจสอบอะไรก็ถือเป็นสิทธิ เมื่อถามว่า คิดว่าเป็นทางออกที่ดีกว่าหรือไม่ หากมีการอภิปรายโดยไม่ต้องลงมติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การอภิปรายโดยไม่ลงมติ ต้องเสนอโดยรัฐบาล หรือเป็นการประชุมร่วม ถ้าฝ่ายค้านคิดว่าจะดำเนินการในทิศทางนั้น และเสนอมาก็จะพิจารณาให้ เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมองท่าทีของนายเสนาะที่ออกมาเช่นนี้ว่าอาจมีวาระซ่อนเร้นจะมาร่วมรัฐบาล มีการติดต่อกันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ไม่มีการติดต่อกัน ไม่มีการทาบทาม ทุกอย่างทำงานตามปกติ ในส่วนรัฐบาลผม ที่ทำงานร่วมกันก็มีความเรียบร้อย" เมื่อถามว่า เสียงของรัฐบาลขณะนี้พอแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แน่นอน ถ้ามีมากก็ทำงานง่ายขึ้น แต่ขณะนี้ก็ทำงานได้ งานสำคัญ นโยบายสำคัญ ก็ผลักดันให้ผ่านไปได้ เมื่อถามว่า อยากได้เสียงเพิ่มในส่วนของกลุ่ม 12 พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคประชาราชหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ไม่มีความคิดที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะผมไม่อยากให้พรรคที่ทำงานในรัฐบาลเสียสมาธิ การแก้ปัญหาต่างๆ สำคัญกว่า มีเสียงเท่านี้ ก็ทำงานได้ เดินหน้าทำงานจะดีกว่า"


"ปรพล"แจงไม่เคยชวนใครซบ"ภท."


ส่วนกรณีที่ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย บุตรชาย นายปองพล อดิเรกสาร อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไปทำกิจกรรมร่วมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้พรรคมีมติขับ ร.ต.ปรพลออกจากพรรคนั้น


ร.ต.ปรพลกล่าวว่า ต้องรอดูว่าจะมีการขับตนจริงหรือไม่ เพราะยังไม่มีใครพูดอะไร และไม่มีใครสอบถามเรื่องดังกล่าว อีกทั้งยังไม่ทราบว่าจะขับออกจริงหรือไม่ ดังนั้นตนจะดำเนินการอย่างไรต่อนั้นต้องดูท่าทีก่อน ส่วนที่มีการระบุว่าจะมีงูเห่าในพรรคเพื่อไทยอีก 20 คน จะตามมาอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยนั้น ตนไม่ทราบ เพราะตนตัดสินใจเพียงคนเดียวว่าจะมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ไม่เคยชวนใครมาร่วมด้วย แต่ใครอยากมาก็มาไม่เกี่ยวกับตน


"ผมไม่ได้เป็นงูเห่า ผมไม่เคยชวนใครมา ผมมาของผมคนเดียว เพราะคนที่จะมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยนั้นต้องสมัครใจ จะบังคับกันไม่ได้" ร.ต.ปรพลกล่าว


เพื่อไทยท้าตั้งโต๊ะล่าชื่อส.ส.งูเห่า


นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ร.ต.ปรพล ระบุว่ามี ส.ส.พรรคเพื่อไทยกว่า 20 คน เตรียมย้ายไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย ว่า จะหารือกับผู้บริหารของพรรคให้ ร.ต.ปรพล ตั้งโต๊ะเปิดให้ ส.ส.ร่วมลงลายมือชื่อว่าใครจะไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยบ้าง จะได้รู้ไปเลยว่ามี 20 คนตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ และตนอยากให้พรรคดำเนินการกับ ร.ต.ปรพลให้เรียบร้อย หากมีการยกมือโหวตสวนมติพรรคจะเกิดความเสียหายได้


ด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะเลขานุการภาคกลางยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีความเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทย งูเห่า 20 คนจึงไม่ใช่ ส.ส.ภาคกลางแน่นอน คนที่คิดย้ายพรรคไปที่อื่นถือว่าคิดผิด และยังมีคนอื่นจ้องมาลงสมัครในนามเพื่อไทยอยู่จำนวนมาก


นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้วิตกกังวลเรื่องงูเห่าในพรรค แต่หลังการโหวต ส.ส.ที่แสดงฐานแท้ออกมาว่าอยู่พรรคเพื่อไทยแล้วไปโหวตให้พรรครัฐบาลจะต้องตอบคำถามกับประชาชนในพื้นที่


จับตา20งูเห่า"พท."โหวตซักฟอก


รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ให้จับตาดู ส.ส.ในหลายจังหวัดของพรรคเพื่อไทยที่มีท่าทีจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย เกือบ 20 คน โดยเฉพาะ ส.ส.ใน จ.กำแพงเพชร หนองคาย นครนายก ปทุมธานี เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา และ กทม.บางส่วน ที่ขณะนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหว และให้คอยจับตาดูการยกมือโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาว่า ส.ส.กลุ่มนี้จะทำอย่างไร


ขณะที่นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย กล่าวยืนยันว่ากระแสข่าวที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งอยากมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นเรื่องจริง ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.อีสาน ที่เคยสังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน เพราะที่พรรคภูมิใจไทยมีความอบอุ่นมากกว่า เท่าที่ตนทราบ ส.ส.กลุ่มดังกล่าวจะใช้เอกสิทธิ์งดออกเสียงการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี


ด้านนายอภิชาต ศักดิเศรษฐ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าหากพรรคเพื่อไทยมีมติขับ ร.ต.ปรพล ออกจากพรรค ก็จะเข้าทาง ส.ส.อีกว่า 20 คนซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และแกนนำพรรคภูมิใจไทยฝากไว้ในพรรคเพื่อไทย แต่ออกมาไม่ได้ทันที เพราะ ส.ส.เหล่านั้นจะหาวิธีให้พรรคเพื่อไทยขับออกจากพรรค เพื่อเป็นอิสระและสุดท้ายก็ย้ายไปสังกัดภูมิใจไทยเช่นเดียวกับ ร.ต.ปรพล

ฉุนคดีพธม.ไม่คืบ แต่ออกหมายจับ"เสื้อแเดง" ระดมรับนายกฯ "สุเทพ"ขู่เล่น"ผู้ว่าฯ-บิ๊กตร."คุมม็อบไม่อยู่

ที่มา มติชนออนไลน์

ศาลออกหมายจับ 6 นปช.ทำร้ายทหาร แกนนำ นปช.ฉุนตำรวจ ซัดคดี พธม.กว่า 100 ไม่คืบ ระดมพลเสื้อแดงรับ "มาร์ค" ที่ลพบุรี ไม่หวั่นพื้นที่ทหาร "สุเทพ"ลั่นคอยดูกันอะไรจะเกิดขึ้น ขู่เล่นงาน "ผู้ว่าฯ-บิ๊ก ตร." คุมม็อบไม่อยู่ ผบ.ตร.สั่ง "ผบช.-ผู้การจังหวัด" ถ้าวุ่นต้องรับผิดชอบ

เสื้อแดงรับ"มาร์ค"ทัวร์ลพบุรี


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เตรียมพร้อมระดมกลุ่มคนเสื้อแดงต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะลงพื้นที่พบประชาชนในจังหวัด จ.ลพบุรี วันที่ 7 มีนาคม โดยให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 5 มีนาคมว่า คนเสื้อแดงเตรียมการต้อนรับนายอภิสิทธิ์อย่างเต็มที่ ทั้ง 5 จุดทั่วจังหวัด และระดมจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น จ.สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา ไปร่วม ส่วนที่ จ.ลพบุรี เป็นพื้นที่ทหาร ก็ไม่ได้กังวลเพราะเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นนายทหารมีตำแหน่งสูง แม้ขณะนี้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะสั่งให้อารักขานายกฯอย่างเต็มที่ คงไม่ต้องห่วง เพราะไม่ได้มุ่งร้าย


นายจตุพร กล่าวอีกว่า ส่วนการสัญจรคนเสื้อแดง จะเริ่มที่ จ.ขอนแก่น วันที่ 8 มีนาคม ที่บริเวณศูนย์ราชการ ตั้งแต่เวลา 12.00-17.30 น. โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอิน เวลา 18.30 น. และมีความพยายามของผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ที่จะขัดขวางการชุมนุมครั้งนี้ โดยเงื่อนไขเดิม 4 ข้อที่คนเสื้อแดงยื่นให้รัฐบาลแต่ไม่ได้รับการตอบรับ ดังนั้น ต้องยกระดับชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาลแทน


เย้ย "สุเทพ" หงอไม่โต้ "สนธิ"


"แม้นายกฯจะบอกว่าการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังดำเนินการอยู่ แต่ความเป็นจริงยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งตรงกันข้ามกับกรณีคนเสื้อแดงไปทำร้ายร่างกายทหาร แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กลับใช้เวลาออกหมายจับเพียง 7 วัน ผมอยากถามว่า ตร.ใช้ส้นตีนคิดหรือ ต้องการย่ำยีจิตใจคนเสื้อแดง ทั้งที่คดีของพันธมิตร 100 กว่าคดีไม่ดำเนินการอะไรเลย"


นายจตุพร กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีการตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตร แทนที่จะเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แบบแอบๆ ซ่อนๆ และที่ผ่านมานายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ก็เคยลำเลิกว่านายสุเทพขึ้นวอได้เพราะพันธมิตร แต่นายสุเทพก็ไม่ตอบโต้อะไร ต่อจากนี้ตนจะขอเป็นผู้ชมที่ดียืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไม่ตั้งพรรคการเมืองแต่จะปูระดับประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ


ขณะที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การขับไล่นายกฯของคนเสื้อแดงไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย ในฐานะ ส.ส.ในพื้นที่ก็ต้องลงพื้นที่ไปดูเหตุการณ์และคาดว่าไม่มีอะไรรุนแรง ยืนยันว่าเป็นเรื่องของภาคประชาชนไม่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง


ปชป.ปัดหาเสียงคุยอยู่ครบเทอม


ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกลุ่มเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่ จ.ลพบุรี ว่า ถ้าไปแสดงออกก็ไม่เป็นไร ตนไปทำงาน ไม่ไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร มีหน้าที่ทำงานให้กับประชาชน และเจ้าหน้าที่คงดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนจำเป็นต้องพึ่งกำลังรักษาความปลอดภัยหรือไม่นั้น คิดว่าไม่มีอะไร ทางพื้นที่ทราบแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนกังวลจะเป็นการเพิ่มความขัดแย้งให้ในพื้นที่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมไม่เคยขัดแย้งกับใคร"


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ไม่ได้เป็นการหาเสียงล่วงหน้า เพราะการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากรัฐบาลจะอยู่ครบเทอม การลงพื้นที่ทั่วประเทศครั้งนี้เป็นแนวคิดของนายกรัฐมนตรีต้องการให้รัฐมนตรีทุกคนไปสัมผัสปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ได้เลือกปฏิบัติเหมือนสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เลือกสัญจรบางจังหวัดที่เป็นฐานเสียงพรรคตัวเอง


แฉแผน 3 เกลอจ้องล้มรัฐบาล


นายเทพไทกล่าวว่า การที่มีแกนนำ นปช.โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 เกลอหัวกลม ปลุกระดมคนเสื้อแดงผ่านสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ให้ต่อต้านการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีถึง 5 ทีม ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเป็นการแบ่งแยกประชาชน จึงไม่อยากให้เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อคนเพียงคนเดียว เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะภูมิใจที่มีคนระดับเสนาบดีไปเยี่ยมเยียนพื้นที่ เหมือนสุภาษิตที่ว่า ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง ความรุ่งเรืองจะบังเกิด


"การที่รัฐบาลส่งรัฐมนตรีลงพื้นที่พบประชาชนโดยตรงจะทำให้คนเหล่านี้กลัวจะเสียมวลชนที่จะสนับสนุนตนเองจึงจำเป็นต้องมี 1.ขบวนการปลุกระดมมวลชนต่อต้านรัฐบาล 2.การสร้างกระแสทักษิณผ่านกลุ่ม นปช.และคนเสื้อแดง และ 3.การประโคมข่าวเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทั้งหมดเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลอย่างเป็นกระบวนการ มีขั้นมีตอนแบ่งหน้าที่ทำกันเป็นระบบ แต่รัฐบาลไม่หวั่นไหว" นายเทพไทกล่าว


ด้านน พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก ในฐานะรองโฆษก ปชป. กล่าวว่า ในที่ประชุม ส.ส.พรรคเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ย้ำให้ ส.ส.พรรคทุกคนลงพื้นที่ร่วมกับรัฐมนตรี เพื่อช่วยติดตามผลการดำเนินงานนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และการทำงานของส่วนราชการในพื้นที่ต่างๆ ด้วย เฉลี่ยแล้วรัฐมนตรี 1 คนจะรับผิดชอบ 2-3 จังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ


สุเทพขู่ฟัน "ผู้ว่าฯ-ตร." คุมม็อบไม่ได้


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมขับไล่นายกฯระหว่างลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ว่า ไว้ค่อยดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ส่วนพื้นที่ จ.เชียงใหม่และอุดรธานี คงไม่มีการเปิดทางให้รัฐมนตรีเดินทางไปอย่างสะดวก เพราะการชุมนุมประท้วงก็เป็นสิทธิ เพียงแต่ถ้าทำผิดกฎหมายผู้ว่าฯและผู้บังคับการตำรวจจังหวัดนั้นๆ ต้องดูแล ถ้าไม่ดูแล ตนก็จะดูแลคนเหล่านั้นต่อไป


ส่วนที่เคยระบุว่าผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ รู้เห็นกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น นายสุเทพกล่าวว่า เรื่องนี้ดำเนินการไปบ้างแล้ว และเห็นว่าผู้การบางจังหวัดที่หย่อนยานก็ย้ายไปทำงานประจำแล้ว ส่วนตัวผู้ว่าฯก็ต้องดูว่ากระทรวงมหาดไทยจะทำอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ ไม่ใช่เชือดไก่ให้ลิงดู แต่คนที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต้องทำหน้าที่ หากไม่ทำหน้าที่ก็ต้องให้คนอื่นไปทำแทน


ปัดส่ง"ประวิตร"ไปเชียงใหม่ยั่วยุ


เมื่อถามว่า การให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งใกล้ชิดกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จะเป็นการยั่วยุเกิดเผชิญหน้าหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น ทั้งนี้ การลงพื้นที่ทุกจังหวัดรัฐมนตรีแต่ละคนจะเป็นคนเลือกเอง แม้บางพื้นที่จะเสี่ยงก็ต้องไปทำทั่วประเทศ พื้นที่ไหนส่อจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ก็ต้องคุมกันให้ได้ ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าต้องการไปกล่อมประชาชนให้ลืม พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เป็นการกล่าวหาที่ไร้สาระ


ผบ.ตร.สั่ง "ผบก.-ผบช." คุมเข้ม


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร ในฐานะโฆษก ตร. แถลงถึงการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามจังหวัดต่างๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 7-8 มีนาคม ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กำชับทุกหน่วยอีกครั้ง ให้วางแผน กำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติหากเกิดเหตุวุ่นวายในพื้นที่โดยให้ระดับผู้บัญชาการภาค และผู้บังคับการจังหวัดที่รับผิดชอบดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งประสานกองบัญชาการตำรวจสันติบาลในด้านการข่าวติดตามประเมินสถานการณ์ พร้อมทำแผนเผชิญเหตุเตรียมรับมือหากเกิดความไม่สงบ และรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีและคณะ ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจโดยยึดตามแผนรักษาความสงบเรียบร้อยของ ตร.หรือ กรกฎ 48 พร้อมประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ทั้งฝ่ายปกครอง และทหาร เพื่อขอความสนับสนุนในการเตรียมพร้อมเผชิญเหตุทุกด้าน และทำความเข้าใจกลุ่มบุคคลที่จะออกมาเคลื่อนไหวให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย


"ตร.ยังเตรียมกำลังสนับสนุนจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองพลาธิการและสรรพาวุธ นครบาล ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาวุธและตรวจสอบวัตถุระเบิดเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงเนื่องจากเคยมีสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ขณะสันติบาลที่มีหน้าที่อารักขาบุคคลสำคัญ ก็ต้องเพิ่มความเอาใจใส่ในทุกจุด ตั้งแต่ที่พัก ที่ทำงาน ตลอดจนเส้นทางของคณะนายกรัฐมนตรี"


สกัดวุ่นวายไม่ได้ต้องรับผิดชอบ


พล.ต.ท.วัชรพล กล่าวต่อว่า ผู้บัญชาการ และผู้บังคับการจังหวัดต้องดูแลพื้นที่สืบสวนหาข่าวและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด หากมีข่าวที่เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายหรือเกี่ยวกับรัฐมนตรีคนไหนก็ต้องแจ้งรัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณา และวางแผนการทำงาน ผู้การจังหวัดต้องติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่โดยตลอด ก็จะรู้ว่ากลุ่มไหนจะเคลื่อนไหวบ้าง เมื่อรู้ก็ต้องประสานกับแกนนำ ต้องพยายามป้องกันเหตุวุ่นวาย หากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้สงบได้ผู้การก็ต้องรับผิดชอบ แต่หากตำรวจมั่นใจว่าได้ทำตามหน้าที่กฎระเบียบของกฎหมาย ก็จะได้รับความคุ้มครอง แต่ถ้าทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการทางวินัย


ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ยังไม่มีการร้องขอทหารให้ไปช่วยแต่อย่างใด คิดว่าไม่น่าจะเกินความสามารถตำรวจ


ดูข้อกม."ส.ส.พท."พบแม้วผิดหรือไม่


พล.ต.ท.วัชรพล ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.ให้พิจารณาดำเนินคดีกับกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในความผิดฐานซ่อนเร้นหรือโดยช่วยเหลือจำเลย ด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189 ว่า มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปดูว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายตามที่มีการร้องมาหรือไม่ เพราะเมื่อมีผู้ร้องมาตำรวจก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน


"เรื่องการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีนั้น ข้อเท็จจริง พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่ในประเทศ ตำรวจไม่มีอำนาจใดตามกฎหมายในการเข้าไปสืบสวนจับกุม และ พ.ต.ท.ทักษิณไปหลายประเทศไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน ตำรวจเมื่อได้ข้อมูลอะไรมาก็ประสานข้อมูลกับสำนักงานอัยการสูงสุดและกระทรวงต่างประเทศ ใช้ พ.ร.บ.ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดี" โฆษก ตร.กล่าว


ศาลอนุมัติจับ6นปช.ทำร้ายทหาร


วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เข้าไต่สวนเพิ่มเติมกับศาล ภายหลังยื่นคำร้องขออนุมัติออกหมายจับกลุ่ม นปช.หรือเสื้อแดง 7 คน ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใดไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดและหน่วงเหนี่ยวกักขัง กรณีรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนำส่งภาพถ่ายผู้ต้องสงสัยขณะก่อเหตุ ภาพถ่ายบาดแผลของผู้บาดเจ็บ ใบรับรองแพทย์ และเอกสารคำให้การของผู้บาดเจ็บเสนอต่อศาล


เวลา 14.00 น. ศาลจึงมีคำสั่งอนุมัติหมายจับเลขที่ 583-588 โดยพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีพยานหลักฐานพอสมควรทำให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหา น่าจะได้ร่วมกันทำความผิดอาญาตามคำร้อง จึงมีคำสั่งออกหมายจับ 6 คน ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 คน ยังไม่ปรากฏหลักฐานพอสมควรให้เชื่อได้ว่าร่วมกระทำผิด สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับประกอบด้วย นางนฤมล หรือจ๋า วรุณรุ่งโรจน์ นายกิตติศักดิ์ จีนขจร นายยักษ์ (ไม่ทราบชื่อและสกุลจริง) และชายไทยตามภาพถ่ายอายุ 30, 37 และ 20 ปี


พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. กล่าวว่า ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหารวม 6 คน ทราบชื่อและสกุลจริง 2 คน ทราบเฉพาะชื่อเล่น 1 คน และชายตามภาพถ่าย 3 คน ขณะนี้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) จัดชุดติดตามจับกุมแล้ว ซึ่งข้อหาดังกล่าวมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท เพราะฉะนั้นจะให้โอกาสติดต่อเข้ามอบตัว


พธม.โคราชใช้สนามกีฬาจัด7มี.ค.


ที่ จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกลุ่มพันธมิตรโคราชกำหนดจัดคอนเสิร์ตการเมือง ครั้งที่ 5 ในวันที่ 7 มีนาคม โดยขอใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีนครราชสีมา (มทส.) เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวาง และดูแลรักษาปลอดภัยได้ทั่วถึง แต่ทางอธิการบดี มทส.ไม่อนุญาตต้องไปยืมพื้นที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จัดแทน เนื่องจากทาง มทส.ยึดนโยบายให้เสรีภาพทางวิชาการโดยไม่ผูกติดกับการเมือง อีกทั้งมีลักษณะเป็นมหาวิทยาลัยอยู่ประจำ ไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมขนาดใหญ่ระหว่างที่มีการเรียนการสอน และช่วงระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม มีกำหนดการปรึกษาหารือทางวิชาการระหว่างสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รวมทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลป้องกันความปลอดภัยบุคคลและทรัพย์สิน


เสื้อแดงพะเยาตามไล่รมต.สำนักฯ


ที่ จ.พะเยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเสื้อแดงจังหวัดพะเยาและเชียงราย รวมตัวประท้วงขับไล่นายวีระชัย วีรเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาตรวจเยี่ยมปัญหาภัยแล้งและเปิดงานบวงสรวงพ่อขุนงำเมือง ที่จังหวัดพะเยา ตลอดทั้งวัน เริ่มจากรวมตัวแต่บริเวณสี่แยกแม่ต่ำ อ.เมือง กว่า 100 คน เคลื่อนไปบริเวณสี่แยกประตูเหล็ก เวลา 13.00 น. แต่ถูกตำรวจภูธร สภ.เมืองพะเยา และ ตชด.32 ประมาณ 50 นาย นำแผงเหล็กกั้นไม่ให้เคลื่อนไหวต่อไป ปรากฏว่าตลอดทั้งวันจึงไม่สามารถเข้าถึงคณะของนายวีระชัยได้ เนื่องจากตำรวจพาเดินทางลัดเลาะเลี่ยงกลุ่มเสื้อแดงตลอดเวลา ประกอบกับผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ จ.พะเยา จึงไม่ทราบเส้นทางชัดเจน ทำให้ต่างฝ่ายสวนทางกัน จนกระทั่งเวลา 16.00 น. กลุ่มเสื้อแดงจึงสลายตัว


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย ที่ร่วมมาประท้วงครั้งนี้ ได้ฝ่าฝืนเข้าไปรวมพลังบริเวณริมกว๊านพะเยา ทำให้ตำรวจ สภ.เมืองพะเยาเขียนใบสั่งและตั้งข้อหาผู้ขับขี่รถของกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจร สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างมาก พากันไปชุมนุมที่หน้า สภ.เมืองพะเยา จนกลุ่มสื้อแดงในพื้นที่ต้องเจรจากับตำรวจเพื่อขอใบขับขี่คืนและยอมเสียค่าปรับ 400 บาท ก่อนจะแยกย้ายไปขับไล่นายวีรชัยต่อ


"สุเทพ"ยันไร้ใบสั่งเด้งผู้ว่าฯเชียงราย


วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธไม่ทราบสาเหตุการโยกย้าย นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้มาช่วยราชการประจำกระทรวงมหาดไทย (มท.) เกี่ยวกับเรื่องคุมกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ว่า ต้องไปถามกระทรวงมหาดไทย แม้ดูแลกระทรวงมหาดไทยก็จริง แต่ไม่มีสิทธิไปยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการ ส่วนจะเป็นเพราะนายไตรสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนหรือไม่นั้น นายสุเทพกล่าวว่า "คงต้องไปถามคนออกคำสั่ง เพราะทั้งรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงยังไม่เคยมาปรึกษา และไม่มีใบสั่งจากการเมือง"


ปลัดมท.เผยเหตุย้ายถูกร้องเรียน


นายวิชัย ศรีขวัญ รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการย้ายนายไตรสิทธิ์ ว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง หรือความขัดแย้งในพื้นที่ อีกทั้งฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นการร้องเรียนเรื่องการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ซึ่งก่อนที่จะมีคำสั่ง ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงคาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์


นายมณเฑียร ทองนิตย์ รองผู้ว่าฯเชียงราย ซึ่งรักษาราชการแทน กล่าวว่า ส่วนตัวทราบเรื่องร้องเรียนมาบ้างแล้ว เป็นการออกใบปลิวโจมตี 2-3 ฉบับ แต่ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เท่าที่ทำงานกับนายไตรสิทธิ์ที่ผ่านมา เป็นคนตั้งใจทำงาน จะเกษียณอายุราชการตุลาคมนี้แล้ว แต่ลักษณะการทำงานอาจจะไม่ถูกใจบางคนเป็นเรื่องธรรมดา ยืนยันไม่ลำบากใจที่ต้องรักษาราชการแทน เพราะอีกไม่นานน่าจะมีการแต่งตั้งใหม่


ผู้ว่าฯมึนไม่ยังไม่รู้สาเหตุเข้ากรุ


ขณะที่นายไตรสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ตนก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง เพราะเป็นข้าราชการระดับ 10 ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นข้าราชการระดับ 11 ก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัย ส่วนเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไตรสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็น แต่ตนเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ขอพาดพิงใคร พร้อมที่จะทำตามหน้าที่ทุกอย่าง ส่วนคำสั่งย้ายไม่ทราบสาเหตุเกิดจากอะไร


เมื่อถามว่า เป็นเพราะสนิทสนมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช หรือไม่ นายไตรสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบ รู้แต่ว่าได้มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่นี่ ซึ่งเป็นจังหวัดภูมิลำเนาของตนเอง เพราะการได้รับการโปรดเกล้าฯมา ที่ผ่านมาทำงานให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ และสุจริต

"นพดล"ย้อนเกล็ด ซักฟอก"พระวิหาร"จี้"มาร์ค"ทวงคืน

ที่มา มติชนออนไลน์

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนการถอดถอนอดีตคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ข้อหากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ว่า ข้าราชการจะชี้แจงข้อกล่าวหาได้ จึงไม่รู้สึกกังวลใจ เพราะตนไม่เคยสั่งการข้าราชการให้กระทำผิดรัฐธรรมนูญ และข้าราชการเป็นฝ่ายแนะนำและทำงานร่วมกันกับฝ่ายการเมืองมาตลอด


ส่วนที่มีการข้อสังเกตว่า อาจมีการเลือกปฎิบัติเฉพาะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น นายนพดล กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐมนตรี 28 คนทำงานร่วมกัน หากจะผิดหรือถูก ก็ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมรดกโลกไม่ได้พิจารณาคำแถลงการณ์ร่วมโดยตัดทิ้งไป จึงไม่มีผลในการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ภายหลัง ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา ก็ได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้ว ยืนยันว่าสิ่งที่ ครม.นายสมัครทำ ถือว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และเราได้ปกป้องดินแดนพื้นที่ทับซ้อน 4.6 กิโลเมตรอย่างเต็มกำลัง ซึ่งแม้กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความแตกต่างก็เป็นความแตกต่างทางกฎหมายที่พร้อมชี้แจง


นายนพดล กล่าวด้วยว่า พรรคเพื่อไทยจะนำกรณีปราสาทพระวิหารมาชี้แจงในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะทวงถามความรับผิดชอบของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยบอกว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะทวงคืนปราสาทพระวิหาร แต่ตอนนี้รัฐบาลไม่ใส่ใจที่ดำเนินการ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เคยบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาจนกลายเป็นประเด็นการเมือง ตนขอฝากเตือนนายอภิสิทธิ์ว่า ควรรีบทำการบ้าน เพราะการอภิปรายครั้งนี้ จะเปิดโปงพฤติกรรมการบิดเบือน โดยนำหลักฐานเอกสารมาชี้แจง เพื่อแก้ข้อกล่าวหาที่พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดไว้ทุกประเด็น

“เฉลิม” เผยเพื่อไทยยื่นถอดถอนนายกฯ10มี.ค.

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (5 มี.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคเพื่อไทย แถลงผลประชุมคณะทำงาน เตรียมการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า คณะทำงานฯ ได้ข้อสรุปให้ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย เป็นหัวหน้าคณะยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีต่อประธานวุฒิสภาในวันที่ 10 มีนาคม จากนั้นในวันที่ 11 มีนาคม นายพีรพันธุ์ พร้อมคณะจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีต่อประธานสภาผู้แทนราษฏร ส่วนแนวทางการยื่นอภิปรายคณะทำงานมีความเห็นให้ยื่นอภิปรายรัฐมนตรีน้อยคน และอภิปรายไม่มาก แต่ให้กระชับชัดเจน ทำให้ประชาชนทราบว่า นายกรัฐมนตรีทำอะไร และรัฐมนตรีคนใด ไม่ควรดำรงตำแหน่งหน้าที่

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ในส่วนของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี จะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรี มีการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ประมวลกฏหมายอาญา และขาดคุณธรรมและจริยธรรมอย่างไร ยืนยันว่า ประเด็นที่จะอภิปรายเป็นประเด็นใหม่ ไม่ใช่ประเด็นเก่าเก็บ เป็นเรื่องทันสมัยมีความเชื่อมโยงชัดเจนทุกประเด็น สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ และขอยืนยันว่า ประเด็นสำคัญที่จะใช้อภิปรายนายกรัฐมนตรี มีตนทราบอยู่เพียงผู้เดียวไม่มีคนอื่นรู้ จึงไม่เข้าใจที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุว่า ประเด็นที่ตนจะอภิปรายเป็นเรื่องเก่านั้น เอาข้อมูลมาจากที่ใด

ถ้าฟังอภิปรายแล้วพรรคเห็นว่าอภิปรายไม่ได้เรื่อง ผมพร้อมจะลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถ้าบอกว่าไม่ดีผมลาออกเลย แต่ตอนนี้ผมทุกข์ใจเกรงว่า จะไม่ได้ลาออกร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

เมื่อถามว่า คณะทำงานสรุปชัดเจนหรือยังว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใดบ้าง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในวันที่ 9 มีนาคม จะสรุปความชัดเจนครั้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม แนวทางการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคไม่จำเป็นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงอย่างเดียว หากมีข้อมูลพร้อมอาจยื่นอภิปราย หรือใช้วิธีร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือยื่นถอดถอนก็ได้

เมื่อถามว่า ก่อนการอภิปรายฯ จะต้องหารือเพื่อทำความเข้าใจกับ นายเสนาะ ก่อนหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คงไม่ต้อง เป็นหน้าที่ของนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านที่จะต้องไปพูดคุย ส่วนตัวไม่มีอะไรติดใจนายเสนาะ และขอร้องสื่อมวลชนอย่าถามถึงนายเสนาะอีก เพราะนายเสนาะเป็นผู้ใหญ่ ต้องให้ความเคารพ เมื่อนายเสนาะแสดงความคิดเห็นจะต้องฟัง ส่วนการอภิปรายครั้งนี้ ก็ต้องฟังความเห็นของพรรคเพื่อไทย

ทวนความ วันนักข่าว: พลังประชาชนปฏิรูปสื่อ

ที่มา Thai E-News

ทีมงานไทยอีนิวส์

5 มีนาคม 2552

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/281/281/images/KMC.jpgผู้เขียนมีความตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า สิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั้งในฐานะที่เป็นปัจเจกชนและสื่อมวลชน เป็นหลัการที่ต้องพิทักษ์ รักษา และปกป้องมิให้มีอำนาจใดๆมาล่วงละเมิดได้ ยังตระหนักอีกว่า สื่อมวลชน เป็นสถาบันที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้ำจุนการปกครองในในระบอบบประชาธิปไตย การคุกคามและลิดรอน สิทธิ เสรีภาพ ของสื่อมวลชนถือเป็นการคุกคามระบอบประชาธิปไตยไปด้วย

ทั้งนี้สื่อมวลชนจักต้องอยู่ภายใต้กรอบของการเคารพ สิทธิ เสรีภาพ ของบุคคลอื่นอย่างเสมอกัน และสื่อมวลชนจะต้องถือเอาความสามัคคี ความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติเป็นที่ตั้ง ส่งเสริมให้มีการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมด้วยปัญญาและสันติวิธี ยึดมั่นต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด อีกทั้งจะต้องไม่ละเมิดจรรยาบรรณของสื่อมวลชนอันเป็นหลักการแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนอีกด้วย.

ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมานี้ สังคมไทยได้เกิดความขัดแย้งทางความคิด การเมือง จนแบ่งฝ่ายกันชัดเจนในทุกวงการ โดยมีฝ่ายเสื้อเหลืองที่ต้องการการเมืองระบอบ 70/30 ฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายเสื้อแดงที่ต้องการให้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง อีกฝ่ายหนึ่ง

ในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรงเช่นนี้ แทนที่สื่อมวลชนจะส่งเสริมการแก้ไขความขัดแย้งด้วยปัญญาโดยสันติวิธี ภายใต้กรอบของการเคารพ สิทธิ เสรีภาพ ของบุคคลอื่นอย่างเสมอกัน ถือเอาความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติเป็นที่ตั้ง ยึดมั่นต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด และใช้จรรยาบรรณของสื่อมวลชนเป็นสิ่งชี้นำ

http://www.igetweb.com/www/machiney/private_folder/1234.gifสื่อมวลชนกลับแสดงตนเป็นกลุ่มการเมืองเสียเอง โดยใช้องค์กรวิชาชีพของตนเป็น กลุ่มกดดันทางการเมือง(Pressure Group) รวมหัวนักข่าวนักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ นำเสนอข่าวด้วยมติของแกนนำ และการชี้ทิศทางข่าวสารโดยกลุ่มบุคคล จนสูญเสียหลักการแห่งการแสวงหาความเป็นจริง หลักการแห่งการเคารพสิทธิอัตวินิจฉัยของปัจเจกชน หลัการแห่งความเป็นอิสระ และหลักการแห่งการนำเสนอข่าวสารอย่างครบถ้วน รอบด้าน

ในรอบสามปีที่ผ่านมานี้ สื่อมวลชนไทยโดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ พร้อมด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อทั้งหลาย มิได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนในฐานะสถาบันสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตย มิได้แสดงตนเป็นสถาบันที่ยึดมั่นต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ทำหน้าที่เป็นกลุ่มกดดันทางการเมือง ออกแถลงการณ์เสนอข้อเรียกร้องเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มพันธมิตรเสียเอง

เมื่อสื่อมวลชนได้วางตนเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองเสียเองแล้ว การนำเสนอข่าวสารก็เพื่อเป้าหมายแห่งการกดดันทางการเมืองของตนเท่านั้น ประชาชนมิอาจคาดหวังความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข่าวสารที่สื่อมวลชนนำเสนอได้อีกต่อไป นอกจากนี้สื่อมวลชนยังได้แสดงตนเป็นกลุ่มคนที่หันหลังให้ระบอบประชาธิปไตยและมีส่วนทำลายครรลองอันดีงามของสังคมด้วยพฤติกรรมต่างๆดังนี้:

การส่งเสริมพฤติกรรมกลุ่มเรียกร้องนายกพระราชทาน ผ่าน ม.7

สร้างความชอบธรรมให้แก่การคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

การบิดเบือนข่าว เต้าข่าว

การยุยงส่งเสริมให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังในสังคม

การเพิกเฉยต่อการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ

การส่งเสริมและสร้างความชอบธรรมให้แก่ คมช. อันเป็นร่างทรงของอมาตยาธิปไตย

การเพิกเฉย ทำเป็น “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” ต่อการกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือทำลายล้างทางการเมืองด้วยกระบวนการยุติธรรมเฉพาะกิจ ภายใต้การกำกับอย่างใกล้ชิดของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

นำเสนอข่าว การยึดสถานีโทรทัศน์ NBT การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสนามบิน ด้วยจุดยืนที่มุ่งขายข่าว และแก้ต่างให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การ “ไม่ดูดำดูดี” กับการละเมิด ความเป็นนิติรัฐ และนิติธรรม

การส่งเสริมและสร้างความชอบธรรมต่อรัฐธรรนูญ 2550 ซึ่งเป็นกติกาทีเพิ่มขยายวิกฤติการเมืองให้รุนแรง

เป็นต้น

เมื่อได้พิเคราะห์พฤติกรรมของสื่อจากข้อมูลเชิงประจักษ์และที่ประจักษ์แล้ว จึงวินิจฉัยว่า สื่อมวลชนไทยเข้าสู่ภาวะล้มละลายทางความน่าเชื่อถือโดยสมบูรณ์แล้ว...

พลังประชาชนควรก่อตัว รวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อปฎิรูปสื่อ โดยปฏิเสธ(ไม่ซื้อ ไม่อ่าน ไม่ดู ไม่ฟัง) การรับรู้ข่าวสารจากสื่อมวลชนที่ปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยทุกวิถีทาง ส่งเสริมสื่อมวลชนที่พิทักษ์ และผดุงระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันประชาชนอาจจำเป็นที่จะต้องรวมตัวกันสร้างสื่อของตนเอง ด้วยรูปแบบ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม

ในโอกาสวันนักข่าวนี้ เราได้แต่หวังว่า การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะทำให้สื่อมวลชนได้เรียนรู้ และตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดจากการไปส่งเสริมกระบวนการทางการเมืองที่นอกลู่นอกทาง

3 ปีผ่านไปเราเชื่อมั่นว่า นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ จะได้ใช้โอกาสวันนักข่าว ทบทวนจุดยืนทางการเมืองและพัฒนานโยบายเสนอข่าวสารของตนเสียใหม่

ประชาชนยังให้โอกาสต่อผู้สำนึกผิดและกลับเนื้อกลับตัวเสมอ

เราดีใจที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจำนวนหนึ่ง เกิดขึ้นในวงการสื่อ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

แจ้งเกิดRED Newsสื่อเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



โดย คุณvizz
ที่มา บอร์ดประชาไท
5 มีนาคม 2552

ผู้จัดทำหนังสือ เรด นิวส์ หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ซึ่งระบุว่าจัดทำขึ้นเพื่อคนเสื้อแดงอย่างแท้จริงแจ้งว่า ได้จัดทำ ฉบับปฐมฤกษ์เสร็จสิ้นแล้ว

ที่มาของหนังสือนั้น ต้องการจะนำเสนอความถูกต้อง ตรงไป ตรงมา ไม่เขียนเนื้อหาให้ร้ายฝ่ายเสื้อแดง แต่จะส่งเสริมในทุกด้านที่สามารถส่งเสริมในทางที่ถูกต้องได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะรักษาความเป็นประชาธิปไตย (ให้ประชาธิปไตยเต็มใบมาถึงให้ได้)
และเพื่อคนที่รัก และนิยมชมชอบในอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้ติดตามข่าวคราวความเป็นไปของเขาอย่างแท้จริง ไม่หลอกลวงเล่นข่าวเพื่อผลประโยชน์ใดๆ

โดยRED NEWS จัดทำขึ้นมาโดยคนเสื้อแดงเลือดแท้ โดยในฉบับปฐมฤกษ์ (ฉบับที่1)นี้ได้จัดทำเป็นฉบับพิเศษ รวมรูปภาพ และเรื่องราว วันแดงทั้งแผ่นดิน 24-26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล อย่างจุใจ เต็มอิ่ม!! โดยในเล่มพบกับ

1.เปิดปูมประวัติ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร สัญลักษณ์ประชาธิปไตย ที่คนชั้นรากหญ้า และคนส่วนใหญ่รักมากที่สุด
2.เปิดแผล พิเภกอินเตอร์ นามแฝงหนึ่งที่เคยอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่เปลี่ยนไปตามนโยบายของนายเนวิน ชิดชอบ ในกระทู้ที่ชาวประชาไท ร่วมออกความคิดเห็น
3.คุณเพียงดิน (piangdin)นามแฝงของนักเขียนจากแดนไกล จรดปากกาเขียน คอลัมน์ เสียงเพลงจากขลุ่ยไกลบ้าน ลึกและเน้นตามสไตล์ที่คุณชื่นชอบ

และอีกมากที่คุณจะได้พบใน หนังสือพิมพ์ของ คนเสื้อแดงแท้ๆ

ผู้จัดทำRED NEWSระบุว่า หนังสือพิมพ์การเมืองรายสัปดาห์ฉบับนี้ไม่มีนายทุนใดๆ แต่เราทำด้วยใจ เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม ตรงไป ตรงมา ในทุกเรื่องราว และมีฝ่ายประชาธิปไตยที่ท่องโลกอินเตอร์เน็ตร่วมกันลงขันทำ

"เนื่องจากเงินทุนในการจัดทำไม่ได้มีมากมายอะไร เป็นเงินส่วนตัวของผมซึ่งมีอยู่เล็กน้อย และมีผู้ใหญ่บางท่านจากอเมริกา ช่วยสนับสนุนด้วยเล็กน้อย แต่ถ้าหากมีผู้ใจบุญ อยากสร้างประชาธิปไตย และความชอบธรรมในสังคม ก็สามารถช่วยอุดหนุนในการซื้อหุ้น หุ้นละ 100 บาท มีมากช่วยมาก มีน้อยช่วยน้อยครับ ไม่ได้จำกัดกี่มาก-น้อย หรือสมัครเป็นสมาชิกประจำ ก็ได้ครับ"ผู้จัดทำระบุ

ท่านสามารถช่วยกันสนับสนุนให้ก้าวหน้า และเติบโตคู่ไปกับ คนเสื้อแดง โดยส่งชื่อ และรายละเอียดจำนวนที่สั่งซื้อมาได้ที่อีเมล์ kpho9@hotmail.com และ kpho9@sanook.com ในราคาฉบับละ 40 บาท (รวมค่าจัดส่ง) โดยโอนเงินมาที่ คุณธนพร ใจใหญ่ บัญชีไทยธนาคาร เลขที่บัญชี 082-2-13126-5 ออมทรัพย์ สาขาย่อยตลาดยิ่งเจริญ หากคุณเป็นเสื้อแดงตัวจริง เสียงจริง ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ผู้จัดทำกล่าวว่า ตอนนี้หนังสือจะจัดส่งให้กับผู้ที่สั่งซื้อมาก่อนเท่านั้น ส่วนตามแผงหนังสือทั่วไป จะออกวางจำหน่ายหลังจากนี้อีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากทางเราต้องเคลียร์ความพร้อมกับทางฝ่ายจัดจำหน่ายให้ทั่วถึง ดังนั้นจึงต้องขอประทานโทษเพื่อนๆ ที่ต้องการไปหาซื้อตามแผงหนังสือด้วยนะครับว่า ขอให้รออีกสักระยะนึง หวังว่าทุกท่่านคงเข้าใจในสภาวะการณ์แบบนี้ ที่ทางฝ่าย ปชป. เป็นรัฐบาล สื่อใดที่ไม่เน้นเรื่องตามน้ำเขาไปคงลำบากในการวางเผยแพร่ ก็ต้องใช้วิธีสั่งซื้อโดยตรงกันเป็นหลักก่อน