WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 6, 2009

'ไทมส์' สัมภาษณ์ 'ทักษิณ' : พวกเขาต่อสู้เพื่อจุดหมายที่อยู่เหนือผมขึ้นไปอีก

ที่มา Thai E-News

โดย HANNAH BEECH
ที่มา TIME
แปลไทยโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 มีนาคม 2552

Thailand's former prime minister Thaksin Shinawatra
at a press conference in Bangkok on Feb. 28, 2008
Saeed Khan / AFP / Getty Images

สองสามเดือนก่อนที่จะถูกขับออกจากตำแหน่งในการก่อการรัฐประหารที่ปราศจากการนองเลือดในปี 2006, อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวกับนิตยสารไทมส์ว่า เขาวางแผนที่จะเกษียน แต่คุณทักษิณไม่ได้รักษาคำสัญญาของเขา และได้ทำการโทรศัพท์ข้ามประเทศอย่างสม่ำเสมอระหว่างการลี้ภัย เพื่อที่จะปลุกระดมมวลชนของเขาในประเทศ ตุลาคมปีที่แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ตัดสินให้เขามีความผิดจากข้อหาคอร์รัปชั่นซึ่งเขายังยืนยันว่าคำตัดสินดังกล่าวดำเนินไปด้วยแรงจูงใจทางการเมือง ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องประสบกับปัญหาความผันผวนทางการเมือง เมื่อกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต้านทักษิณได้พยายามต่อสู้แย่งชิงเพื่อการควบคุมอำนาจบริหารของประเทศ นับตั้งแต่ทักษิณถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยคณะทหาร ประเทศได้ผ่านการมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึงห้าคน บางคนก็มีความสนิทแนบชิดกับคุณทักษิณ ในขณะที่บางคนก็ต่อต้านเขาอย่างรุนแรง ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ผู้ประท้วงที่ไม่พอใจกับผลการเลือกตั้งได้ทำการปิดล้อมรัฐบาลที่สนับสนุนฝ่ายคุณทักษิณ และกระทั่งได้เข้ายึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพนานนับสัปดาห์ ซึ่งทำให้เมืองหลวงของไทยต้องเป็นอัมพาต ผู้นำคนปัจจุบันของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สัญญาว่าจะใช้ทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อที่จะนำคุณทักษิณมาลงโทษ ผลลัพธ์คือการกล่าวปาฏกฐาสองครั้งของคุณทักษิณในฮ่องกงจำเป็นต้องถูกยกเลิก หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ประกาศว่าพวกเขาจะดำเนินการจับกุมเขา คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับคุณฮาน่าห์ บีช หัวหน้ากองบรรณาธิการของไทมส์ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านทางโทรศัพท์จากประเทศดูไบเกี่ยวกับการแผนการดำเนินการทางการเมืองของเขา และสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเยียวยารักษาประเทศ (ดูภาพการประท้วงเพิ่มเติม)

ครั้งสุดท้ายที่คุณพูดกับเราในเดือนมกราคม ปี 2007 คุณบอกว่าคุณจะยุติบทบาททางการเมืองและคุณบอกว่าคุณจะเกษียน อะไรทำให้คุณคิดเปลี่ยนความคิดคุณเช่นนี้?

ศัตรูทางการเมืองของผมได้กลั่นแกล้งผมในทางการเมืองตลอดมาไม่หยุดหย่อนนับตั้งแต่นั้น ผมได้ประกาศชแล้วว่าผมต้องการจะเกษียน ผมต้องการจะใช้ชีวิตกับครอบครัวผม แต่พวกเขาก็ยังกลั่นแกล้งผม หลักนิติรัฐนิติธรรมไม่หลงเหลืออยู่ในประเทศไทยแล้ว กระบวนการทางประชาธิปไตยก็ไม่เช่นกัน ทั้งหมดนี้มันมากเกินไป ผู้สนับสนุนผมทั้งหมดได้เรียกร้องกับผมว่า "ผมต้องกลับมา และต่อสู้กลับด้วยหนทางทางการเมือง" พวกเขาต้องการให้ประเทศไทยกลับไปสู่การมีประชาธิปไตยเต็มใบ

แต่บางคนเขาก็แย้งว่า การกลับมาสู่การเมืองของคุณจะยิ่งทำให้มันยากที่จะรักษาความแตกแยกในสังคมไทย

ผมจำต้องสนับสนุนต่อผู้สนับสนุนของผม ถ้าผมไม่สู้ต่อไป มันจะทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวด พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรม พวกเขาต่อสู้เพื่อจุดหมายที่อยู่เหนือผมขึ้นไปอีก

ฉะนั้นคุณเลยวางแผนที่จะกลับสู่การเมืองใช่ไหม?

ผมไม่จำเป็นต้องกลับมาลงเล่นการเมือง แต่ผมสามารถทำบางสิ่งที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ มันจะต้องมีจุดที่ผมสามารถกลับมาได้ ผมต้องการกลับมาเพื่อเคลียร์สถานการณ์ที่มันยุ่งเหยิง สงครามกลางเมืองในประเทศไทย ผมต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สงบสุข และถ้ามันไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ผมก็จะไม่กลับ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจำเป็น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศ ผมก็จะทำมัน ก็ถ้าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาสามารถแก้ปัญหาได้ และประชาชนสนับสนุนเขา นั่นก็โอเค

คุณจะเสนอทางแก้ปัญหาทางการเมืองในไทยอย่างไร?

ถ้าเราไม่แก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างของคุณทั้งสองกลุ่ม ประเทศไทยก็จะไม่สามารถก้าวต่อไปได้ ความยุ่งเหยิงเช่นนี้มันเป็นมานานกว่าสามปีแล้ว พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด พรรคการเมืองทุกพรรคต้องหาทางสมานฉันท์กัน

ปีที่แล้วกลุ่มพันธมิตรฯ ได้จัดการประท้วงหลายครั้งและเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิราวหนึ่งสัปดาห์ พวกเขากล่าวหาว่ารัฐบาลชุดก่อนนั้นเป็นหุ่นเชิดของคุณและประกาศที่จะประท้วงจนกว่ารัฐบาลจะล้มลง ในท้ายที่สุดศาลได้ตัดสินว่าพรรคเสียงข้างมากในฝ่ายรัฐบาลได้กระทำความผิดในการเลือกตั้ง และรัฐบาลชุดนั้นจำต้องยุติลง คุณจะวิเคราะห์เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทั้งหมดอย่างไร?

คนทั้งโลกได้ประนามการกระทำที่เกิดขึ้นของพวกพันธมิตรฯที่เข้ายึดสนามบิน มันคือการรัฐประหารเงียบที่สนับสนุนโดยกองทัพ เจ้าหน้าที่ทางทหารหลายคนก็ไปร่วมกันอยู่ที่นั่นเพื่อสนับสนุนคนเสื้อเหลือง เรื่องกลับยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อทางการได้สั่งการให้ทางกองทัพไปเคลียร์สนามบินแต่ทางกองทัพกลับไม่เต็มใจทำ พวกเขานั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของบรรดาคนกลุ่มนั้นด้วย นี่คือการทำการรัฐประหารครั้งหนึ่งอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าคนเสื้อแดงเขาไม่แฮปปี้กับเรื่องนี้ ก็ถ้าเรามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ภายใต้หลักนิติธรรม สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด พวกที่ได้ละเมิดกฏหมายจะต้องถูกลงโทษ

แต่ถ้าาการลืมเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว หมายถึงการไม่ลงโทษกับพวกพันธมิตรฯ ?

ก็ถ้าเราจะไม่สั่งฟ้อง ก็จะต้องกระทำทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่ฝั่งหนึ่งฝั่งใด

มีนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากทั้วโลกได้รวมตัวกันเพื่อที่จะวิพากษ์วิจารณ์กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกนำมาใช้ในการกล่าวหา และจับกุมคุมขังประชาชนจำนวนมากซึ่งรวมไปถึงนักวิชาการและชาวต่างชาติ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องดังกล่าวนี้?

กฏหมายดังกล่าวมีมาหลายปีแล้ว มันไม่เป็นเรื่องซีเรียสรุนแรงจนมาเป็นเรื่องเช่นขณะนี้ เขาใช้คำว่า 'ภักดี' หรือ 'ไม่ภักดี' ต่อสถาบันฯ มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อครองอำนาจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แย่ต่อสถาบันฯ และสิ่งนี้ก็แย่ต่อประเทศไทย เราไม่ควรยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น จุดมุ่งหมายของกฏหมายดังกล่าวก็เพื่อปกป้องสถาบัน แต่ขณะนี้มันถูกใช้เพื่ออำนาจ เราจำเป็นจะต้องนิยามกฏหมายดังกล่าวใหม่ และไม่ให้มีการวินิจฉัยเช่นนี้

คุณคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงสามารถเข้ามาระงับและให้ความเห็นเกี่ยวกับกฏหมายดังกล่าวได้หรือไม่?

คนไทยทุกคนไม่ควรที่จะแสดงความเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงควรทำสิ่งใดหรือไม่

นายกฯอภิสิทธิ์ได้เรียกร้องให้ทุกๆประเทศดำเนินการส่งตัวคุณกลับ ด้วยข้อหาทับซ้อนทางผลประโยชน์ซึ่งคุณได้รับเมื่อปีที่แล้ว คุณรู้สึกเช่นไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?

อภิสิทธิ์รู้ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่คณะทหารยึดอำนาจได้แต่งตั้งศาลผู้ซึ่งชัดเจนว่ามีตรงกันข้ามกับผม อภิสิทธิ์เป็นผู้ที่เป็นประชาธิปไตยคนหนึ่ง เขาไม่ควรที่จะแสดงความเห็นเช่นนี้ สิ่งที่เขาทำนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องทางการเมือง

คุณคิดว่าอภิสิทธิ์สามารถทำอะไรที่จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการเมืองในไทยได้บ้าง?

ผมไม่คิดว่าเขาจะทำอะไรได้ เพราะว่าเขากำลังมีความสุขกับอำนาจซึ่งถูกยื่นมาให้เขาโดยพันธมิตรฯและกองทัพ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาควรจะก้าวมาด้วยการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดีเขาจะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนที่เพียงพอ

ดังนั้นคุณจึงคิดว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งสนับสนุนคุณ ได้รับความนิยมเพียงพอที่จะชนะการเลือกตั้ง?

พรรคเพื่อไทยจะต้องควานหาผู้นำพรรคที่จะสามารถแก้ปัญหาของประเทศ ณ ขณะนี้ ถ้าเราสามารถหาคนเช่นนั้นได้ เราจะชนะได้ มีคนดีๆอีกมากในประเทศไทยแต่เราจะต้องรับกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามา อย่างไรก็ดีการทำเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องยากเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมขณะนี้ บุคคลที่เต็มใจที่จะทำงานหนักเพื่อประเทศล้วนแต่ไม่แน่ใจ(เพราะตัวอย่างจากคุณทักษิณ) กลุ่มคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนดี แต่เขาบางทีอาจจะไม่สนใจ

การเลือกตั้งจะสามารถเยียวยาประเทศได้หรือไม่?

ยิ่งปล่อยให้มันดำเนินไปอย่างนี้นานเท่าใด ความแตกแยกจะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาต้องแก้ปัญหาด้วยความรวดเร็ว โดยเฉพาะถ้าเขาภักดีต่อกษัตริย์อย่างจริงใจ คำว่า"ภักดี" ถูกใช้เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะก้าวสู่อำนาจ เราจะต้องขอร้องกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังความแตกแยกให้หยุดแทรกแซงระบบ เมื่อผมยังอยู่ในตำแหน่ง ได้มีการจัดการประชุมขึ้นครั้งหนึ่งในบ้านหลังหนึ่งบนถนนสุขุมวิท ผู้เข้าประชุมคนหนึ่งได้ออกมาเปิดเผยกับผม และผมก็มีเทปชิ้นที่บันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ เขาบอกว่าการประชุมครึ้งนั้นได้มีการวางแผนที่จะสังหารผม หรือกำจัดผมด้วยวิธีทางการเมือง หรือผ่านทางอำนาจศาล ผมรู้ว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้เป็นใคร ผมกำลังคิดที่จะเปิดเผยรายชื่อเหล่านี้ แต่ผมก็เกรงว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดแย่ลง ผมจะต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง ผมจำต้องกัดลิ้นของผมและลิ้มรสเลือดของผมเอง

คุณกล่าวก่อนหน้านี้ว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือคุณขึ้นไปอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมมันจึงมีความจำเป็นสำหรับคุณที่จะกลับมาสู่การเมือง?

คนไทยทราบว่าผมถูกกลั่นแกล้งเลวร้ายอย่างไร การกระทำนี้ล้วนแต่มีแรงจูงใจทางการเมือง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมคนที่ไม่รู้จักผม และไม่ชอบผมจึงได้ก้าวออกมา เพราะว่าพวกเขารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

ชอมสกี้มึนเจอมาร์คมั่วกฎหมายหมิ่น

ที่มา Thai E-News


มั่ว-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯระบอบเทวดาย้อนกลับนักวิชาการบิ๊กเนม50คนทั่วโลก รวมทั้งชอมสกี้ว่าเขาจะไม่ยอมยกเลิกกฎหมายหมิ่น ทั้งที่ไม่มีข้อเสนอให้ยกเลิกแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีอภิสิทธิ์มีจุดยืนว่าจะปฏิรูปกฎหมายด้วยการแก้ไขในประเด็นที่กฎหมายนี้ให้สิทธิ์แก่ใครก็ได้เล่นงานเหยื่อ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน และฟ้าเดียวกัน
6 มีนาคม 2552

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนว่าเขาจะไม่ยอมยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่ปลดปล่อยหรือถอนฟ้องเหยื่อผู้ถูกดำเนินคดีดังกล่าว แต่เห็นชอบที่จะปฏิรูปกฎหมายนี้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ใครก็สามารถจะไปฟ้องร้องได้ง่ายๆ และได้ให้นโยบายกับผบ.ตร.ไปแล้ว

ก่อนหน้านี้คณะนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงระดับโลก50คน รวมทั้งศาสตราจารย์นอม ชอมสกี้ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์เรียกร้องไม่ให้เพิ่มความรุนแรงของกฎหมายหมิ่นมากไปกว่านี้ ให้ปลดปล่อยเหยื่อของคดีทั้งหมด และปฏิรูปกฎหมาย แต่ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกกฎหมายตามที่นายอภิสิทธิ์เข้าใจ



นายอภิสิทธิ์ตอบคำถามนักข่าวที่ถามว่า นักวิชาการต่างชาติเรียกร้องให้มียกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่า ต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย ภาษาอังกฤษใช้คำว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่จริงเราไม่ได้มีกฎหมายพิเศษ แต่เรื่องนี้อยู่ในกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายความมั่นคงชนิดหนึ่ง และคิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายนี้ เพราะเรามีสถาบันที่เทิดทูนไว้เหนือความขัดแย้ง ถ้าไม่มีกฎหมายนี้แล้วจะมีกลไกอะไรไปคุ้มครองสถาบันจากการละเมิด

"ผมเคยถามชาวต่างประเทศว่า ที่คุณมาขอให้ยกเลิกกฎหมายนี้ แต่ทำไมคุณมีกฎหมายไม่ให้หมิ่นศาล ดังนั้น มันก็ต้องมีกลไกลักษณะนี้ สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือ ที่ว่าใครก็ตามที่ได้ถูกกล่าวหาแบบนี้ ต้องยกเลิกให้หมด ผมรับไม่ได้ ถ้าท่านไปยืนยันข้อเท็จจริง และทำให้เสื่อมเสียแก่ราชวงศ์ คุณทำกับคนธรรมดายังถูกฟ้อง นักการเมืองบางคนฟ้องเป็นพันล้านบาท มันจึงไม่มีเหตุผลว่าอยู่ดีๆ จะไปละเมิดสถาบัน แต่ปัญหาที่ผมคิดว่าต้องปรับปรุงแก้ไขคือ ใครก็ไปร้องได้ ผมคุยกับ ผบ.ตร.ว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายให้ดี แต่ผมไม่ยอมให้ใครมาอ้างสิทธิเสรีภาพ แล้วมาทำร้ายสถาบัน ถ้ามีวาระซ่อนเร้น ผมไม่รับฟัง"นายกฯกล่าวหนักแน่น

ทั้งนี้ในกฎหมายประมวลอาญา มาตรา112หรือที่เรียกกันว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ ทำให้แต่ละฝ่ายก็ไปแจ้งความร้องทุกข์ได้แบบง่ายๆ


ศาสตราจารย์Noam Chomsky 1ใน50รายชื่อบิ๊กเนมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นฯ และปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้งหมด ชอมสกี้เป็นนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ นิตยสารไทมส์เคยระบุว่าเขาเป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

คดีหมิ่นสะท้านโลก นอม ชอมสกี้นำทีม50บิ๊กเนมร้องปฏิรูป-ปลดปล่อยเหยื่อคดี

นักวิชาการชื่อก้องโลกกว่า50ราย นำโดยศาสตราจารย์ นอม ชอมสกีซึ่งนิตยสารไทมส์ยกย่องให้เป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ร่วมกันลงนามเรียกร้องทางการไทยให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อไม่ให้นำไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง รวมทั้งเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งหมด เพราะเป็นเพียงการแสดงคามคิดเห็นไม่ใช่การก่ออาชญากรรม ทางด้านมาร์คบอกสัปดาห์หน้าค่อยคุยกัน



เมื่อวันที่4มีนาคมที่ผ่านมา นักวิชาการและบุคคลสำคัญทั่วโลกกว่า 50 คน ร่วมลงนามในจดหมายเพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

จดหมายฉบับนี้มีขึ้นหลังจากเกิดกรณีฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพติดต่อกันหลายคดีในประเทศไทย รวมทั้งความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยที่ต้องการเข้าไปควบคุมและสั่งห้ามการถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในอินเทอร์เน็ต

จดหมายฉบับนี้ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้:

1. โปรดยุติการพยายามสร้างมาตรการกดดันปราบปรามที่เข้มงวดยิ่งกว่านี้ ทั้งต่อปัจเจกบุคคล เว็บไซท์และการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ

2. โปรดพิจารณาข้อเสนอแนะที่เรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งคุกคามผู้อื่น และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายด่างพร้อยต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสถาบันกษัตริย์บนเวทีสากลยิ่งไปกว่านี้

3. โปรดพิจารณายกเลิก-ถอนฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ และดำเนินการเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องโทษที่ถูกตัดสินภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก่อนหน้านี้ เนื่องจากคนเหล่านี้ตกเป็นผู้ต้องหาเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็น ทั้ง ๆ ที่การแสดงความคิดเห็นไม่ควรเป็นอาชญากรรม

จดหมายฉบับนี้ยังกล่าวด้วยว่า “การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกันอย่างพร่ำเพรื่อ รังแต่จะบ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย” อีกทั้งยังยั่วยุให้เกิด “กระแสวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และประเทศไทย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีตอบคำถามสั้นๆ ถึงกรณีกลุ่มนักวิชาการต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯ เพื่อขอให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างว่ามักมีการใช้กฎหมายดังกล่าวจัดการกับศรัตรูทางการเมือง ว่า "เดี๋ยวสัปดาห์หน้าค่อยคุย"

ผู้ลงนามในจดหมายฉบับนี้มีอาทิ:

- ผู้นำระดับโลกในด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของพลเมือง เช่น ลอร์ดแอริก เอฟเบอรี (Lord Eric Avebury), ดร. แคโรไลน์ ลูคัส (Dr. Caroline Lucas), วุฒิสมาชิกฟรานเชสโก มาร์โตเน (Senator Francesco Martone), สมิทู โคธารี (Smitu Kothari), วอลเดน เบลโล (Walden Bello)

- นักวิชาการระดับแนวหน้าผู้มีชื่อเสียงในวงการวิชาการหลากหลายสาขาทั่วโลก เช่น นอม ชอมสกี (Noam Chomsky), สจ๊วต ฮอลล์ (Stuart Hall), อรชุน อัปปาดูรัย (Arjun Appadurai), เจมส์ สก็อตต์ (James C. Scott), อารีฟ เดอลิก (Arif Dirlik), สแตนลีย์ แทมไบยาห์ (Stanley Tambiah), อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (Immanuel Wallerstein) และอีกมากมายหลายคน

- สมาชิกหลายท่านของสมาคมราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ (The British Academy) และสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน (American Academy of Arts and Sciences)

- ประธาน อดีตประธานและผู้นำของสมาคมวิชาการทรงเกียรติคุณในระดับสากลหลายแห่ง เป็นต้นว่า สมาคมเอเชียศึกษา (Associations for Asian Studies), สมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน (American Political Science Association), สมาคมสังคมวิทยาอเมริกัน (American Sociological Association), สมาคมเอเชียศึกษาแห่งออสเตรเลีย (Asian Studies Association of Australia) ฯลฯ

- นักวิชาการด้านกฎหมายชั้นนำ อาทิเช่น อดีตผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice), อดีตประธานสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมทั้งนักวิชาการชั้นนำด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน

- นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงระดับสากล ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งด้านรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา วรรณคดี ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ยาวนานในประเทศไทยและในภูมิภาคนี้

ขณะนี้กำลังมีการรวบรวมรายชื่อเพิ่มเติม จดหมายเปิดผนึกจะยื่นต่อ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน ผู้มีความประสงค์จะร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก สามารถส่งชื่อ, ยศ/ตำแหน่ง/งาน และสังกัด มาที่ “ผู้ประสานงาน” คนใดคนหนึ่งดังต่อไปนี้

Andrew Walker, Senior Fellow, Research School of Pacific and Asian Studies, The Australian National University, Canberra, ACT 0200, Australia. andrew.walker@anu.edu.au

Jim Glassman, Associate Professor, Department of Geography, University of British Columbia, 217 - 1984 West Mall, Vancouver, BC V6T 1Z2 Canada. nmsslg@yahoo.ca

Larry Lohmann, The Corner House, Station Road, Sturminster Newton, Dorset DT10 1YJ, United Kingdom. larrylohmann@gn.apc.org

Thongchai Winichakul, Professor, Department of History, University of Wisconsin-Madison, Madison, Wisconsin 53706, USA. twinicha@wisc.edu

Adadol Ingawanij, Post-doctoral Researcher, Centre for Research and Education in Arts and Media, University of Westminster, Harrow Campus, UK. M.Ingawanij@westminster.ac.uk

เว็บไซท์ New Mandala http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala จะเป็น “หน้าต่าง” ให้แก่การรณรงค์ครั้งนี้ และจะนำเสนอข่าวสารและข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับความคืบหน้าของการรณรงค์เป็นระยะๆ

—————————————————————-

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร่วมลงนาม (บางส่วน)

***James C. Scott - ศาสตราจารย์ เจมส์ ซี. สก๊อตต์

มีงานเขียนสำคัญหลายชิ้น เช่น The Moral Economy of the Peasant (1990), Weapons of the Weak (1985), Seeing Like a State (1998) เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการศึกษาสังคมชนบท มหาวิทยาลัยเยล สมาชิกของสถาบันการศึกษาชั้นสูงของมหาวิทยาลัยปริ๊นส์ตัน และ Wissenschaftskolleg zu Berlin ประเทศเยอรมันเป็นประธานของสมาคมเอเชียศึกษาระหว่างปี 2540-41 และสมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน



***Charles F. Keyes - ศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์

นักมานุษยวิทยาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา อดีตประธานสมาคมเอเชียศึกษา



***Craig J. Reynolds - เคร็ก เจ. เรย์โนลส์
นักประวัติศาสตร์ที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการไทยและนานาชาติ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา ออสเตรเลีย ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย



Robert Albritton - ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต อัลบริทตัน

แห่งมหาวิทยาลัยมิสสิสซิปปี้ สหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญด้านการเมืองอเมริกาและนโยบายสาธารณะ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัลบริทตันมีโครงการทางวิชาการเกี่ยวกับประชาธิปไตยไทยร่วมกับสถาบันประชาธิปกหลายโครงการ



Barbara Watson Andaya - ศาสตราจารย์ บาบาร่า วัตสัน อันดายา

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยฮาวาย อดีตประธานสมาคมเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา



***Arjun Appadurai - อรชุน อัปปาดูรัย

นักคิดและปัญญาชนคนสำคัญทางด้านโลกาภิวัตน์และภาวะสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ต่อมาเขาย้ายมาเป็นอธิการบดีของ the New School University ในนิวยอร์ค



***Lord Eric Avebury - ลอร์ดเอริค เอฟเบอรี

สมาชิกสภาขุนนาง (สภาสูง) แห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 ลอร์ด เอฟเบอรีเป็นนักการเมืองจากพรรคเสรีประชาธิปไตย และได้รับแต่งตั้งจากรัฐสภาฯให้ดูแลด้านการต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่น ในประเทศติมอร์ตะวันออก อินโดนิเซีย ทิเบต เปรู ฯลฯ



Peter F. Bell - ปีเตอร์ เอฟ. เบลล์

อดีตผู้อำนวยการสภาการศึกษาเศรษฐกิจ รัฐนิวยอร์ค เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์การวิจัยในประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศในเอเซียตะวันออกฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย



***Walden Bello - ศาสตราจารย์ วอลเดน เบลโล

สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ เป็นผู้ก่อตั้งโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (Focus on the Global South) ในประเทศฟิลิปปินส์และไทย เบลโล เขียนหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาในเอเซียหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือเรื่อง “โศกนาฏกรรมสยาม”



Michael Burawoy - ศาสตราจารย์ ไมเคิล บูราวอย

ประธานสมาคมสังคมวิทยาอเมริกา และรองประธานคณะกรรมการสมาคมสังคมวิทยานานาชาติ



***Hilary Charlesworth - ศาสตราจารย์ ฮิลารี่ ชาร์ลส์เวิร์ธ (Hilary Charlesworth)

นักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์การยุติธรรมและการบริหารปกครองนานาชาติ

ชาร์ลส์เวิร์ธได้รับเชิญให้สอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก เช่น ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยปารีส และเป็นประธานคนแรกของสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เธอได้รับรางวัล Goler T.Butcher Medal ปี พ.ศ. 2549 จากสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศของอเมริกาในฐานะ “ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการพัฒนากฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล”



***Noam Chomsky - ศาสตราจารย์ นอม ชอมสกี

สำหรับคนจำนวนมาก เราอาจไม่ต้องแนะนำนักคิดผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จัก ชอมสกีคือนักวิชาการผู้ปฏิวัติวงการภาษาศาสตร์และปรัชญา ในอีกด้านหนึ่ง เขาคือนักวิจารณ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ นักคิดและนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยใหม่ นิตยสาร ไทมส์ เคยระบุว่าเขาเป็นนักวิชาการที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา งานเขียนของเขาถูกอ้างมากที่สุดในโลก แม้แต่ประธานาธิบดีอูโก ชาเวซแห่งเวเนซุเอลา ยังหยิบหนังสือของเขามากล่าวยกย่องในสุนทรพจน์อันเผ็ดร้อนในการประชุมที่สหประชาชาติเมื่อ 2 ปีก่อน


Arif Dirlik - ศาสตราจารย์ แอริฟ เดอร์ลิค

นักประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาชื่อดังทางด้านจีนศึกษา ต่อมาเขาหันมาสนใจเรื่องโลกาภิวัตน์และวัฒนธรรม อดีตผู้อำนวยการศูนย์ทฤษฎีวิพากษ์และข้ามชาติศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา



***John Dugard - ศาสตราจารย์ จอห์น ดูการ์ด

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดูการ์ดดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ.2545-2551 และเป็นผู้รายงานพิเศษของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระหว่างปี พ.ศ.2544-2551



Grant Evans - แกรนท์ อีแวนส์

นักมานุษยวิทยาและนักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทความล่าสุดของเขาเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้สังเกตุการณ์ในชุมชนนานาชาติที่ติดตามสถานการณ์ประเทศไทย



Edward Friedman - ศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด ฟรีดแมน

นักรัฐศาสตร์ที่เชียวชาญด้านเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ และประชาธิปไตย มีงานเขียนทางวิชาการหลายเล่ม ผลงานล่าสุดเรื่อง “ยักษ์แห่งเอเซีย: เปรียบเทียบจีน กับ อินเดีย”



Susan Stanford Friedman - ศาสตราจารย์ ซูซาน สแตนฟอร์ด ฟรีดแมน

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐอเมริกา



***Stuart Hall - ศาสตราจารย์ สจ็วต ฮอลล์ (Stuart Hall)

อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมร่วมสมัย มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร New Left Review หนังสือพิมพ์ The Observer ยกย่องให้ฮอลล์เป็น “หนึ่งในนักทฤษฎีด้านวัฒนธรรมระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ” เขายังเป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ



Gillian Hart - ศาสตราจารย์ จิลเลี่ยน ฮาร์ต

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเมือง ภูมิภาคศึกษาในอาฟริกาใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้



Michael Hertzfeld - ศาสตราจารย์ ไมเคิล เฮิอร์ซเฟลด์

นักมนุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เชี่ยวชาญด้านอัตลักษณ์วัฒนธรรมและไทยศึกษา เฮิอร์ซเฟลด์ เคยเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการวิชาการของพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า



Kevin Hewison - ศาสตราจารย์ เควิน เฮวิสัน

อดีตประธานมูลนิธิเอเชียยตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยนิวอิงแลนด์ ออสเตรเลีย และอดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง



Paul Hutchcroft - ศาสตราจารย์ พอล ฮัชซ์คร็อฟ

นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



Sarah Joseph - ศาตราจารย์ ซาราห์ โยเซฟ

ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย เธอเขียนหนังสือกฎหมายหลายเล่ม รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง



***Ira Katznelson - ศาสตราจารย์ไอร่า แคทซ์เนลสัน

นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อดีตประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน, ประธานสมาคมรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ เป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน และสมาคมนักปราชญ์อเมริกัน



Ben Kerkvliet - ศาสตราจารย์เบน เคิร์กวลีต

อดีตหัวหน้าภาควิชาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย



Ben Kiernan - ศาสตราจารย์เบน เคียร์แนน

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบเขมรแดง เป็นผู้ก่อตั้งโครงการศึกษาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ซึ่งพัฒนามาเป็นโครงการศึกษาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มหาวิทยาลัยเยล ที่ครอบคลุมปัญหาความรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลก


Smitu Kothari - สมิธุ โคธารี

บรรณาธิการวารสาร Lokayan (การสานเสวนาของประชาชน) ในอินเดีย เขามีบทบาทในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และได้รับการยอมรับว่าเป็นปัญญาชน-นักเคลื่อนไหวคนสำคัญของอินเดีย



Margaret Levi - ศาสตราจารย์มาร์กาเร็ท ลีไว

นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ สมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน เคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน



***Caroline Lucas - แคโรไลน์ ลูคัส

นักการเมืองที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ เธอเป็นหัวหน้าพรรคกรีนของอังกฤษและเวลส์ สมาชิกรัฐสภาแห่งยุโรป ในปี 2549 นิตยสาร The New Stateman ยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งในสิบบุคคลสำคัญแห่งปี และในปีถัดมาได้รับการลงคะแนนจากผู้อ่านของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ The Observer ให้เป็นนักการเมืองแห่งปี



***Senator Francesco Martone - วุฒิสมาชิก ฟรานเชสโก มาร์โตเน

นักการเมืองอิตาลีที่มีบทบาทแข็งขันในปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของโลก เขาเป็นผู้ก่อตั้งและประสานงานโครงการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปธนาคารโลก มีบทบาทในในคณะกรรมาธิการถาวรหลายคณะ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการกิจการต่างประเทศและการย้ายถิ่น, การคลัง, และทรัพยากรด้านสิ่งแวดล้อม มาร์โตเน่ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการของคณะกรรมาธิการพิเศษว่าด้วยสิทธิมนุษยชน



Duncan McCargo - ศาสตราจารย์ ดันแคน แม็คคาร์โก

จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ หนึ่งในนักวิชาการชั้นแนวหน้าในเรื่องอุษาคเนย์และการเมืองไทย งานเขียนที่สำคัญของเขา เช่น Network Monarchy of Bhumibol and His Proxiesงานเขียนชิ้นล่าสุดของเขาคือ Tearing Apart the Land เป็นบทวิเคราะห์วิกฤติการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้



Frances Fox Piven - ศาสตราจารย์ แฟรนเชส ฟ็อกส์ พิเวน

มีบทบาทโดดเด่นทั้งในด้านวิชาการและกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะในฐานะนักวิพากษ์ที่มีมุมมองอันเฉียบคมต่อระบบสวัสดิการสังคมในสหรัฐฯ ปัจจุบันเธอสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองนิวยอร์ค เธอได้รับรางวัลมากมายจากสมาคมด้านวิชาการและสังคมต่าง ๆ และเธอเคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมสังคมวิทยาอเมริกัน



***Anthony Reid - ศาสตราจารย์ แอนโทนี่ รีด

นักประวัติศาสตร์ที่มีงานเขียนมากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากเกษียณจากงานที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลีส รีดส์ได้รับเชิญให้เป็นผู้อำนวยการคนแรกของสถาบันวิจัยแห่งเอเชีย ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เขายังได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ และได้รับรางวัลฟูกูโอกะในปี 2545



Dr. Mohamed Suliman - ดร. โมฮัมเหม็ด สุไลมาน

นักวิชาการชาวซูดานที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เขาเป็นประธานของสถาบันเพื่อทางเลือกของชาวแอฟริกันในอังกฤษ เขาเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับความขัดแย้งในซูดาน, ดาร์ฟูร์ และที่อื่น ๆ



David Szanton - เดวิด แชนตัน

เคยเป็นผู้อำนวยการโครงการอาณาบริเวณศึกษาและนานาชาติ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบอร์กลีย์



***Stanley J. Tambiah - ศาสตราจารย์ สแตนลีย์ เจ. แทมไบยาห์

นักมานุษยวิทยาชื่อก้องโลกที่มีผลงานเกี่ยวกับประเทศไทย ศรีลังกา ชนชาติทมิฬ รวมทั้งศาสนาและการเมือง เขาได้รับรางวัลและคำประกาศเกียรติคุณจากสถาบันต่าง ๆ มากมาย เช่น รางวัลบัลซัน (the Balzan), รางวัลฟูกูโอกะ, สถาบันมานุษยวิทยาในพระบรมราชินูปถัมภ์ของประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ และได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสถานอังกฤษ



Andrew Walker - แอนดรูว์ วอล์คเกอร์

นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย สนใจเกี่ยวกับการค้าชายแดนระหว่างไทย ลาว และจีนใต้ รวมทั้งปัญหาการพัฒนาชนบท การจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคเหนือของไทย เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ The New Mandala อันเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ได้รับความนิยมจากปัญญาชนในอุษาคเนย์อย่างมาก



***Immanuel Wallerstein - ศาสตราจารย์ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์

เจ้าของทฤษฎี “ระบบโลก” เขาได้รับเชิญให้สอนในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลกและได้รับรางวัลและตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณจากสถาบันต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งดำรงตำแหน่ง เช่น ผู้อำนวยการของวิทยาลัยการศึกษาชั้นสูงด้านสังคมศาสตร์แห่งปารีส, ประธานสมาคมสังคมวิทยานานาชาติ, ผู้อำนวยการศูนย์เฟอร์นันด์ บรอเดลเพื่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2546 สมาคมสังคมวิทยาอเมริกันได้มอบรางวัลนักวิชาการที่ผลิตผลงานดีเด่น (the Career of Distinguished Scholarship Award) ให้แก่วอลเลอร์สไตน์



Thomas Wallgren - ศาสตราจารย์ โทมัส วอลล์เกร็น

หัวหน้าภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ นักปรัชญาและนักกิจกรรมเพื่อสังคม เขายังเป็นประธานสถาบันเครือข่ายเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยทั่วโลก



Michael Watts - ศาสตราจารย์ ไมเคิล วัทส์

อดีตผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบอร์คลีย์ , ศูนย์แอฟริกันศึกษา, โครงการนักวิจัยสันติภาพของโรตารี, และโครงการศึกษาด้านการพัฒนา



Thongchai Winichakul - ศาสตราจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล

แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน เขาสนใจประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย หนังสือของธงชัย Siam Mapped ได้รับรางวัลแฮรี เบนดาของสมาคมเอเชียศึกษาในปี 2538 เขายังเป็นสมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์อเมริกัน ธงชัยเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาในช่วง 6 ตุลาคม 2519

00000000000000
(จดหมายเปิดผนึกที่จะยื่นในเดือนมีนาคม/เมษายน 2552)



ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สำนักนายกรัฐมนตรี

ทำเนียบรัฐบาล

กรุงเทพฯ ประเทศไทย โทรสาร: 011-662-629-8213



เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


ในฐานะนักวิชาการและผู้สังเกตการณ์ที่สนใจในสถานการณ์ของประเทศไทย เรามีความวิตกอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อชาวไทยและชาวต่างประเทศภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้นในระยะไม่นานมานี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยนำไปสู่ความเสื่อมถอยลงของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกันอย่างพร่ำเพรื่อ รังแต่จะบ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย การดำเนินคดีต่อนักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการและประชาชนทั่วไป เพียงเพราะข้อกล่าวหาว่าทัศนะและการกระทำของคนเหล่านี้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เท่ากับทำลายบรรยากาศการถกเถียงอย่างเปิดกว้างในประเด็นสาธารณะที่สำคัญ ๆ นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นอันตรายของการอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไม่ระมัดระวัง แทนที่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะเป็นไปเพื่อปกป้องพระเกียรติยศ กลับยิ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และประเทศไทย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอแนะมาหลายครั้งแล้วว่า ควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้แต่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยมีพระราชดำรัสว่า การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ เรามีความวิตกว่า แทนที่จะรับฟังความคิดเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาลของท่านอาจใช้กฎหมายนี้เพื่อกดดันยับยั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน กระทั่งมีสมาชิกบางคนในรัฐบาลของท่านออกมาเรียกร้องให้ใช้บทลงโทษที่หนักกว่าเดิมภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยทั้งหมดนี้กระทำลงไปในนามของการปกป้องสถาบันกษัตริย์

ประสบการณ์ในหลาย ๆ ประเทศพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีแต่ความจริง ความโปร่งใส การถกเถียงอย่างเปิดกว้างของสาธารณชน และกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น จึงจะสามารถแปรเปลี่ยนความขัดแย้งทางความคิดให้กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธี การกดดันยับยั้งความคิดไม่เคยคลี่คลายปัญหาใด ๆ ได้ แต่กลับจะยิ่งสร้างความเสื่อมพระเกียรติมากกว่าเฉลิมพระเกียรติสถาบันกษัตริย์


ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เราจึงขอให้ ฯพณฯ ท่านและรัฐบาลโปรดพิจารณาข้อเรียกร้องดังนี้

1. โปรดยุติการพยายามสร้างมาตรการกดดันปราบปรามที่เข้มงวดยิ่งกว่านี้ ทั้งต่อปัจเจกบุคคล เว็บไซต์และการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ

2. โปรดพิจารณาข้อเสนอแนะที่เรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งคุกคามผู้อื่น และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายด่างพร้อยต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสถาบันกษัตริย์บนเวทีสากลยิ่งไปกว่านี้

3. โปรดพิจารณายกเลิก-ถอนฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ และดำเนินการเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องโทษที่ถูกตัดสินภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก่อนหน้านี้ เนื่องจากคนเหล่านี้ตกเป็นผู้ต้องหาเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็น ทั้ง ๆ ที่การแสดงความคิดเห็นไม่ควรเป็นอาชญากรรม



ขอแสดงความนับถือ

อย่าหวังจะสงบหากยังไม่มีความยุติธรรม

ที่มา thaifreenews

อย่าหวังจะสงบหากยังไม่มีความยุติธรรม

ออกหมายจับกลุ่มเสื้อแดง 7 คน ที่ทำร้ายทหารในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 หน้าทำเนียบรัฐบาล สื่อทุกสื่อพร้อมใจกันประโคมข่าวโดยมิได้นัดหมาย โดยที่ผมไม่ได้แปลกใจอะไรซักนิดเลยว่าทำไมเจ้าหน้าที่บ้านเมืองถึงได้ฟิตขนาดนี้ ในการกระเหี้ยนกระหือรือจะขยี้ไพร่เสื้อแดงดังที่เป็นข่าวมาแล้ว แถมยกกฏหมายขู่ ว่าโทษจำคุกถึง 5 ปี ปรับ 1 หมื่นบาทในฐานะทำร้ายเจ้าพนักงานเสียด้วยในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างที่เคยทราบมา เขาต้องไปทำหน้าที่ในเครื่องแบบ หากผู้มีส่วนได้เสียสงสัยในพฤติกรรม เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องแสดงบัตรประจำตัว และชี้แจงแสดงเหตุผลว่ามากระทำหน้าที่อะไร มิใช่วิ่งหนี...จนโดนยำ

บทความนี้ มิได้เขียนเพื่อมิให้ดำเนินคดีกับเสรีชนทั้ง 7 ในการชุมนุมขับไล่รัฐบาลขวัญใจอภิมหาแม่ยก ที่หน้าทำเนียบ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก แต่ผู้เขียนติดใจสงสัย ในกระบวนการยุติธรรมบ้านนี้เมืองนี้ว่ามันตกต่ำเสร็งเคร็งไปได้ขนาดนี้แล้วหรือ กระบวนการยุติธรรมมันสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้สมใจนึกบางลำพูแบบนี้มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมของสารขันธ์คงไม่แตกต่างกับประเทศเกาหลีเหนือ พม่า จนไปถึงประเทศในแอฟริกา ที่รัฐบาลมาจากกองทัพล้วน ๆ ใครขวางกู กูไม่เอาไว้ ว่างั้นเหอะ อย่ามาหาว่าผมใส่ความ พูดเกินจริง หรือเขียน Over เป็นอันขาด

จะมาลองทบทวนเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองที่เกิดมา วิญญูชนคงให้คำตอบกับตัวเองได้โดยไม่ยาก การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร ที่ผ่านมากระทำผิดกฎหมายสร้างความวิบัติเสียหายกับชาตินับแสนล้านบาท ไม่ว่าคดีปิดถนน ยึดทำเนียบรัฐบาล และที่เลวร้ายที่สุดคือปิดสนามบิน กลับไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ออกมา ให้เห็นแม่แต่นิด อย่าว่าแต่หมายจับแกนนำเลย แค่หมายเรียก ยังขาสั่น พินอบพิเทาไปถามแกนนำเลยว่า ว่างหรือเปล่าครับ ครั้นพอสนธิตวาดกลับ ว่าอย่าหือ...

สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็แทบจะคลานเข้าไปกราบขอโทษในบัดดล (ฮา)

เอาเถอะเป็นถึงผู้มีพระคุณประดุจ พ่อแม่บังเกิดเกล้ารัฐบาลขนาดนั้น จะให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แจ้งความจับพ่อแม่ก็กะไรอยู่ ดึงเวลาไปเรื่อย ๆ ซักหน่อย คนไทยก็คงจะลืม...โถ...คนไทยแมร่งโง่จะตาย ไม่งั้นม๊อบเสื้อเหลือง ไม่เกิดหรอด เชื่อผมเหอะ

แต่ที่มันสุดจะทนในกระบวนการยุติธรรมนี้ก็คือ

คดีทำร้ายร่างการจนเสียชีวิต ของคุณนรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงค์ ก็ดี

การฆ่าคนตาย แล้วเอาศพไปหมกที่คาร์โก ดอนเมือง จากการด์พันธมิตรก็ดี

การไล่ยิงคนกลางถนน ในบริเวณที่ทำการของวิทยุแท๊กซี่ ถนนวิภาวดีซอยสามก็ดี

หรือการไล่แทง ไล่ฟัน ไล่ตี ยิงตำรวจ จนถึงเอารถไล่ชน ก็ดี

เคยออกหมายเรียก หมายจับ ไอ้พวกเอี้ย...เหล่านี้ซักคดีไหม ? ? ? ?

หรือเป็นพวกมีเส้น มีไอ้เอี้ยอีอ่า ที่ใหญ่โตในบ้านเมืองหนุนหลังอยู่ จึงทำอะไรก็ไม่ผิด

หรือรัฐธรรมนวยหัวคูณ มาตรา 309 ให้เว้นโทษไว้ในบทเฉพาะกาลด้วย

หลักฐานเต็มตา ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ หรือทีวี ที่ถ่ายทอดการไล่ฆ่ากันกลางเมือง กลับไม่มีอะไรคืบหน้า จะว่าขาดหลักฐานก็ไม่ใช่ ภาพออกหรา...ชัด ๆ ว่าเป็นใคร ทำไม ทำไม ทำไม ไม่เข้าใจหวะไอ้ครั้นจะหวังพึ่งนักการเมืองสร้างภาพ ที่ชอบทำเสียงสั่นน้ำตาคลอเบ้าว่า ผมทำให้ทุกคนรวยเท่ากันไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันได้ก็น่าจะใบ้แดรก เพราะพวกมันไม่ใช่พวกกูจะโดนเลือกปฏิบัติ ตามกฎหมายก็เรื่องของเมิง ที่กูพูดหนะกูสร้างภาพเว้ยยยย

หรือบ้านนี้เมืองนี้เขาจะอยู่กันแบบนี้ โถ...ยังมีน่ามาเรียกความสมานฉันท์ อยากจะหัวเราะเป็นภาษาบาฮามาส เรียกร้องไปเหอะ เรียกไปให้ตาย ก็ไม่มีทางเกิด หรือคิดว่าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ อย่างนังอรอินทร์ ในละครเมียหลวง แล้วคนไทยส่วนใหญ่จะเชื่อ นี่มันปี 2552 แล้วนะครับ

ไม่ใช่ในยุคสงครามเย็น

วันนี้กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางมันบิดเบี้ยว จนหาความเป็น นิติรัฐ ไม่ได้แล้ว จะส่งขบวนการซาบซึ้งแห่งชาติอีก ร้อยล้านพันล้าน ก็ไม่เกิดประโยชน์ จงจำไว้ว่าธรรมชาติของมนุษย์ "ที่ใดกดขี่ที่นั่นมีการต่อต้าน" หากยังเดินหมากโง่ ๆ แบบนี้ รับรองการล่มสลายของพวกเมิงอยู่ไม่นานเกินรอ

ไพร่สีแดง Confirm

ขอแสดงความไม่นับถือ (หวะ)

สายลมรัก

เสนาะ หารือเพื่อไทยย้ำจุดยืนอภิปรายไม่ลงมติ

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่
5 มี.ค.- หัวหน้าพรรคประชาราช พบปะหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย หารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ทั้งสองฝ่ายยังย้ำจุดยืนของตนเอง

เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรคได้นัดรับประทานอาหารและหารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ภายหลังการหารือกว่า 2 ชั่วโมง นายเสนาะ ยังยืนยันในจุดยืนเดิม คือขอให้รัฐบาลเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติ เพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า

ด้านนายยงยุทธ บอกว่า พร้อมจะรับฟังความเห็นของนายเสนาะ แต่พรรคจะเดินหน้าเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อไป.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-05 22:58:46

"อภิสิทธิ์"รับไม่ได้ยกเลิก กม.หมิ่นสถาบันเบื้องสูง ยันต้องมีกลไกคุ้มครอง ชี้ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้

ที่มา มติชนออนไลน์

"อภิสิทธิ์"รับไม่ได้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ระบุต้องมีกลไกคุ้มครองเพราะอยู่เหนือการเมือง ชี้ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้ -ให้ใครกล่าวโทษก็ได้ ยืนยันต้องผลักดันให้มีการปฏิรูปการเมือง ไม่ให้เกิดความรุนแรงอีก


เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่5 มีนาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ปฏิรูปการเมือง" ในงานวันนักข่าวประจำปี 2552 จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ตอนหนึ่งว่า สื่อมีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปการเมือง

"ตราบที่ผมยังมีความรับผิดชอบอยู่ตรงนี้ จะทำทุกอย่างให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้ ไม่ย้อนกลับไปสู่ความรุนแรง และจะสมานให้ทุกอย่างกลับคืนมาให้ได้ วันนี้ถ้าทำสิ่งนี้สำเร็จ เท่านี้ผมก็พอใจว่าได้ทำให้บ้านเมืองกลับคืนสู่สันติ สงบสุข และกลับเข้าสู่ความมีประชาธิปไตย เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ต่อไปใครก็ทำได้" นายกฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเป็นช่วงถาม-ตอบ โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อถามถึงระยะเวลาที่จะทำให้การเมืองนิ่ง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องขอบคุณที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านมีการมาพูดคุยด้วย ส่วนข้างนอกจะเคลื่อนไหวก็มีสิทธิ แม้จะเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ก็อยู่ในสภา ยืนยันว่าคงใช้เวลาไม่ให้ถึง 3 ปี เพราะสังคมรอไม่ได้ ส่วนอายุรัฐบาลคงประมาณ 3 ปี หรือเกือบ 3 ปี แต่ถ้าบอกว่า ทำงานเสร็จแล้วรัฐบาลต้องพ้นไป มันไม่ใช่เงื่อนไข ที่ทำอยู่วันนี้ก็เพื่อไม่ให้คนออกมาบนถนนอีก


เมื่อถามว่า นักวิชาการต่างชาติเรียกร้องให้มียกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย ภาษาอังกฤษใช้คำว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่จริงเราไม่ได้มีกฎหมายพิเศษ แต่เรื่องนี้อยู่ในกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายความมั่นคงชนิดหนึ่ง และคิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายนี้ เพราะเรามีสถาบันที่เทิดทูนไว้เหนือความขัดแย้ง ถ้าไม่มีกฎหมายนี้แล้วจะมีกลไกอะไรไปคุ้มครองสถาบันจากการละเมิด


"ผมเคยถามชาวต่างประเทศว่า ที่คุณมาขอให้ยกเลิกกฎหมายนี้ แต่ทำไมคุณมีกฎหมายไม่ให้หมิ่นศาล ดังนั้น มันก็ต้องมีกลไกลักษณะนี้ สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือ ที่ว่าใครก็ตามที่ได้ถูกกล่าวหาแบบนี้ ต้องยกเลิกให้หมด ผมรับไม่ได้ ถ้าท่านไปยืนยันข้อเท็จจริง และทำให้เสื่อมเสียแก่ราชวงศ์ คุณทำกับคนธรรมดายังถูกฟ้อง นักการเมืองบางคนฟ้องเป็นพันล้านบาท มันจึงไม่มีเหตุผลว่าอยู่ดีๆ จะไปละเมิดสถาบัน แต่ปัญหาที่ผมคิดว่าต้องปรับปรุงแก้ไขคือ ใครก็ไปร้องได้ ผมคุยกับ ผบ.ตร.ว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายให้ดี แต่ผมไม่ยอมให้ใครมาอ้างสิทธิเสรีภาพ แล้วมาทำร้ายสถาบัน ถ้ามีวาระซ่อนเร้น ผมไม่รับฟัง"นายกฯกล่าวหนักแน่น

เมื่อถามว่า แสดงวาพร้อมรับมือสื่อนอก นายกฯกล่าวว่า "ผมรับมาเยอะแล้วครับ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ด้วยความตรงไปตรงมา และยืนยันว่า สิ่งที่ผมคิด ที่พูด เชื่อโดยสุจริตใจ และไม่ได้ฝืนหลักการประชาธิปไตยแน่นอน"

เรียกม็อบ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




เกือบ 3 เดือนแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาบริหารประเทศ

ด้วยสาเหตุจากการชุมนุมของพันธมิตร และการยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย

ทำให้มีอำนาจพิเศษฉวยโอกาสเข้ามาช่วยจัดตั้งรัฐบาลจนเป็นผลสำเร็จ

ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังไม่ได้แสดงความโดดเด่น หรือโชว์ศักยภาพความเป็นผู้นำออกมาได้เต็มที่

อำนาจของนายกฯ ถูกลอดทอนด้วยรังสีอำมหิตของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กองทัพ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมถึงหัวโจกพันธมิตรบางคน

แม้จะมีรายการยกหางกันเองด้วยโทรโข่งระดับขนเพชรว่านายอภิสิทธิ์โกอินเตอร์ เทียบชั้นได้กับผู้นำของโลกชาติอื่นๆแล้ว

แต่ของจริงเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ชาวบ้านตัดสินได้เอง

การประชุมอาเซียนซัมมิตที่ผ่านพ้นไป ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้อะไรด้วยเลย

งบกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านที่นำมาหว่าน เป็นน้ำที่สาดเข้าไปไม่ตรงกับจุดที่ไฟลุกไหม้

เสียทั้งน้ำ แถมไฟก็ไม่ดับอีกต่างหาก

แม้จะได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ยังติดนิสัยฝ่ายค้าน นั่นคือแทนที่จะตั้งใจทำงานพิสูจน์ฝีมือ กลับมาเสียเวลาตอบโต้คู่แข่งทางการเมืองรายวัน

โดยเฉพาะกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้นจะเอาเป็นเอาตายให้ได้

นายกฯถึงขนาดสั่งการด้วยตัวเองว่ากระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องลากตัวมาดำเนินคดีให้ได้

ทำไมกรณีกำนันเป๊าะ หรือนายวัฒนา อัศวเหม จึงไม่แสดงความขึงขังอย่างนี้

แต่กับการดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตร พอเจอนักเลงโตส่งเสียงขู่เข้าหน่อยก็หงอ

สำหรับสถานการณ์ต่อจากนี้ หลังนายกฯสั่งให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ บรรยากาศทางการเมืองก็คงจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

คงจะได้รับการต้อนรับจากกลุ่มเสื้อแดงแน่ๆ

เรื่องร้อนๆที่เคยเกิดขึ้นหน้าทำเนียบรัฐบาล ก็จะเข้มข้นกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ

โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน

บางทียุทธวิธีที่อ้างว่าจะสร้างความเข้าใจกับประชาชน อาจเป็นการลงไปท้าทายก็ได้

ถือเป็นงานหนักของฝ่ายปกครองที่จะต้องป้องกัน ไม่ให้มีม็อบไล่รัฐมนตรี ถ้าห้ามไม่ได้ เอาไม่อยู่ ก็คงมีรายการย้าย สั่งเด้งล้างบางตามมา

เรื่องอย่างนี้ถ้าประสบผลสำเร็จ ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงก็น่ายินดี

แต่ถ้าลงไปแล้ว กลับกลายเป็นการไปเรียกม็อบให้ตามมาแล้ว

รัฐบาลเห็นท่าจะอยู่ลำบาก

หุ้นสหรัฐดิ่งอีกกังวลจีนไร้มาตรการกระตุ้นศก.

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (6 มี.ค.) สำนักข่าวต่าประเทศ รายงานการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ หลังเปิดตลาด วันที่ 5 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ดัชนีกลับมาดิ่งลงอย่างหนักอีกครั้ง หลังจสกนักลงทุนผิดหวังจากกรณีที่นายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน ไม่ได้ระบุชัดว่า รัฐบาลจีนจะมีมาตรการใหม่ ๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะที่มีรายงานว่า ผู้ตรวจสอบบัญชีของ เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ออกมาแสดงความกังวลว่า จีเอ็มจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากกำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนัก โดยล่าสุด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ลดลง 260.29 จุด ไปอยู่ที่ระดับ 6,616 แนสแดค อยู่ที่ระดับ 1,307 จุด ลดลง 47.15 จุด และ เอสแอนด์พี อยู่ที่ 683 จุด เพิ่ม 29.56 จุด

ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป เอฟที-100 ของอังกฤษ ปิดที่ระดับ 3,529.86 จุด ดิ่งลง 116.01 จุด แด็กซ์ของเยอรมนี ปิดที่ 3,695.49 จุด ลดลง 195.45 จุด และ ซีเอซี-40 ของฝรั่งเศส ลงไป 106.05 จุด ปิดที่ระดับ 2,569.63 จุด

ขณะราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ปรับลดลง 88 เซนต์ ไปอยู่ที่ระดับ 44.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ล่าสุด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ อยู่ที่ระดับ 6,723.23 จุด ดิ่งลง 152.61 จุด แนสแดค อยู่ที่ระดับ 1,330.37 จุด ลดลง 23.37 จุด และ เอสแอนด์พี อยู่ที่ 698.04 จุด ลดลง 14.83 จุด

ไขปริศนาโกงอมตะ นมโรงเรียนเน่า

ที่มา ไทยรัฐ

แม้ผลการสอบสวนการจัดซื้อนมโรงเรียนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จะพบการทุจริตมากล้น และผลสุดท้ายจะลงเอยด้วยการรื้อระบบนมโรงเรียนครั้งใหม่ อีกหน... ก็ตาม

ฟันธงแปะติดข้างฝาไว้ได้เลยว่า รูปแบบที่ออกมา คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อยู่ดี

ทุกสิ่งทุกอย่างจะลงเอยแบบเหล้าเก่าในขวดใหม่...สมบัติผลัดกันชม

สลับกันโกงเท่านั้นเอง

เพราะปัญหานมบูด นมเน่า นมปลอมปนคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เกษตรกรเอานมมาเททิ้ง กินค่าหัวคิวจัดซื้อนม ได้กลายเป็นวงจรอุบาทว์คู่สังคมไทยอีกวัฏจักรหนึ่งแล้ว

มิต่างวงจรอุบาทว์ของประชาธิปไตยแบบไทยๆ แต่ประการใดเลย

ไม่ว่าอะไรก็ตาม ต่อให้ดีสักแค่ไหน ถ้านักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องสัมผัสล่ะก็...หน้ามือจะเปลี่ยนเป็นหลังเท้าทันที

ขนาดประชาธิปไตยที่ทั้งโลกบอกว่าดี เจอนักการเมืองไทยเข้าไปประเทศชาติใกล้ล่มจม

โครงการนมโรงเรียน ทุกฝ่ายยกนิ้วให้ ช่วยเด็ก ช่วยอนาคตของชาติ...สุดท้ายก็อย่างที่เห็น ทั้งคิดทำแก้ปัญหาติดต่อกันมานาน 16-17 ปี เข้าไปแล้ว

ยังแก้ไม่ตก ปัญหายังวนเวียนย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิมทุกประการ

แล้วปัญหาที่แท้จริง...ของนมโรงเรียนคืออะไร?

คำตอบแบบลวกๆ...แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ยอมรับความจริง พูดความจริงไม่หมด พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งซุกไว้เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง

ความจริงแล้วปัญหานมโรงเรียนนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แต่มีคนคิดทำให้ซับซ้อนเพื่อผลประโยชน์ เลยทำให้เป้าหมายของโครงการนมโรงเรียนที่ต้องการให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นถูกบิดเบือน การแก้ปัญหาเลยยุ่งยากและซับซ้อนตามไปด้วย

ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็น

ดร.วิสิฐ เป็นผู้ทำการศึกษาวิจัยปัญหานมโรงเรียน เมื่อปี 2543 ให้กับสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหานมบูด นมเน่า และเกษตรกรเอานมมาเททิ้ง เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ความซับซ้อนของปัญหามาจาก...ที่ผ่านมา ฝ่ายนโยบายใช้โครงการนมโรงเรียนไปในหลายเป้าหมาย แจกจ่ายกระจายผลประโยชน์ให้กับบุคคลหลายฝ่ายมากเกินไป

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ...นมโรงเรียนไม่ต่างอะไรกับยาลูกกลอน ยาวิเศษรักษาได้สารพัดโรค ทั้งที่รักษาไม่ได้จริง ปัญหาแทรกซ้อนอย่างอื่นจึงเกิดตามมา

โครงการนมโรงเรียน ถ้ามีเป้าประสงค์เดียว เพื่อให้เด็กได้ดื่มนม เพื่อเด็กไทยจะได้เติบโตสู้เขาได้ การดำเนินง่ายๆ เพราะสามารถซื้อนมหลายรูปแบบมาให้เด็กดื่มได้ โดยใช้งบประมาณไม่มากนัก

นมผง นมกล่อง นมถุง นมข้นจืด มีคุณค่าทางโภชนาการช่วยให้เด็กเติบโตได้เท่ากัน...ต่างกันแค่ราคา นมกล่องยูเอชทีแพงสุด นมผงถูกสุด

แต่ซื้อนมผงมาชงให้เด็กดื่มมีปัญหา...เกษตรกรเลี้ยงโคนมขายน้ำนมดิบไม่ได้ เป้าประสงค์ของโครงการเพิ่มมาอีก 1 อย่าง รูปแบบการแก้ปัญหาเริ่มยุ่งยากมากขึ้นอีกเปลาะ

ที่ผ่านมาโครงการนมโรงเรียน ไม่ได้มีเป้าประสงค์แค่เพื่อเด็กและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเท่านั้น ยังมีเป้าประสงค์แอบแฝงอย่างอื่นตามมาอีก เพื่อกลุ่มผู้ผลิตถุงนม ผู้ผลิตกล่องนม บริษัทขนส่ง ปัญหาก็เลยซับซ้อนขึ้นไปอีก

ยังไม่นับเพื่อให้นักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการระดับสูง นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการระดับล่าง ได้ค่าหัวคิวตามขนบธรรมเนียมราชการไทย (ทำกันเป็นสันดานกัดกินซึมลึก จนไม่เหมาะที่จะให้คำว่า ประเพณี)

ในเมื่อทุกฝ่ายต่างต้องการประโยชน์จากโครงการนมโรงเรียน...งบประมาณที่ส่งลงไปซื้อนมให้เด็กดื่ม เลยกระจายตกหล่นไปอยู่ที่ต่างๆ เป็นปัญหาให้เห็นในวันนี้

จะหยุดปัญหานมโรงเรียนให้ได้ผล ดร.วิสิฐ ให้แนวคิด ควรลดเป้าประสงค์ของโครงการลงให้มาเหลือน้อยที่สุด

จัดการซื้อขายแบบโดยตรง ลดคนกลางไปให้หมด...เหลือแค่ผู้ผลิตถึงตรงยังเด็กเลย

เป้าหมายของโครงการเหลือแค่เพื่อนักเรียนได้ดื่มนม การจัดการจะง่าย แต่จะให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ผลประโยชน์จากการขายนมด้วย จะต้องใช้วิธีพบกันแบบครึ่งทาง ไม่ใช่ให้เกษตรกรขายนมทั้งหมด

เพราะจะมีปัญหานมบูด นมเน่า ไม่มีนมให้เด็กดื่มตามมาอีก

ให้เกษตรกรได้สิทธิขายนมให้โรงเรียนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะเกษตรกรไม่สามารถส่งนมได้ครบทุกโรงเรียน และมีโรงเรียนในหลายพื้นที่ ไม่มีการเลี้ยงโคนมและผลิตนมพาสเจอไรซ์

ครั้นจะให้โรงงานนมที่อยู่ห่างไกลมาส่ง ปัญหานมบูดเน่าก็จะตามมาอีก เพราะนมพาสเจอไรซ์เก็บได้ไม่นาน ขนส่งไม่ดีมีปัญหาเน่าบูดได้ง่าย

พื้นที่ไหนมีการเลี้ยงโคนม ก็ควรให้ซื้อนมจากเกษตรกร พื้นที่ห่างไกลก็ควรให้ทางโรงเรียนจัดซื้อหากันเองว่าจะเอานมแบบไหน มีงบประมาณมากก็ให้นมกล่องไป อยู่ห่างไกลขนส่งลำบาก ก็ควรให้ซื้อนมผง

โรงเรียน ตชด. ในยุคแรกของปัญหาเรื่องจัดซื้อนมโรงเรียนมีปัญหา ไม่กล้าซื้อนมผงมาชงให้เด็กดื่ม ต้องยูเอชทีให้แทน ปรากฏว่าต้องขนขึ้นเฮลิคอปเตอร์

ราคานมกล่องก็แพง หนักก็หนัก ค่าขนส่งก็สูง ทำได้แค่เทอมเดียว ในที่สุด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีรับสั่งให้เลิกเพราะสู้ราคาและค่าขนส่งไม่ไหว ขืนทำต่อไปเด็กมีนมไม่พอกิน ทุกวันนี้เลยชงนมผงให้เด็กดื่ม ไม่เห็นมีปัญหาอะไร

ส่วนที่กลัวกันว่า ถ้าทำอย่างนี้ ปัญหาจะกลับเข้าสู่ระบบเดิม เกษตรกรจะขายน้ำนมไม่ได้ จะเอานมมาเททิ้ง...เด็กดื่มนมผงคุณค่าอาหารสู้นมโคสดไม่ได้

นี่เป็นความจริงอีกพูดกันไม่หมด เพราะมีคำถามตามมาว่า...ที่ผ่านมาเกษตรกรเทนมทิ้งแบบไม่เป็นข่าวมีหรือไม่

มีบ่อยกว่าที่เป็นข่าวหรือไม่...เคยได้ยินหรือไม่ เกษตรกรเอานมมารดต้นลำไย

ประเทศไทยอากาศร้อน อะไรก็บูดเน่าเสียง่าย เลี้ยงวัวในพื้นที่ห่างไกล รีดนมเสร็จ รีดกันแบบชาวบ้าน กว่ารถจะมารับน้ำนม กว่าน้ำนมดิบจะมาถึงโรงงานใช้เวลาหลายชั่วโมง เชื้อจุลินทรีย์นมบูดที่ปนเปื้อนมาตอนรีดเติบโตขยายพันธุ์อยู่ในถังนมตลอดเวลา

มาถึงโรงงานยูเอชที ตรวจวัดคุณภาพนมไม่ผ่านเกณฑ์ความสะอาด โรงงานไม่รับซื้อ เพราะมีเชื้อบูดมากเกินกว่าจะทำเป็นนมยูเอชทีได้

จะบรรทุกน้ำนมหนักๆ กลับไปเททิ้งที่บ้านให้เปลืองน้ำมันรถ หรือจะเทนมทิ้ง ขับรถเปล่ากลับแบบประหยัดน้ำมัน...จะเลือกแบบไหน

หรือจะเลือกแบบ ไหนก็ต้องเททิ้งอยู่แล้ว เทให้เป็นข่าว มีสิทธิฟลุกได้รับการช่วยเหลือ

ส่วนเรื่องที่กลัวกันเหลือเกิน เด็กดื่มนมผงละลายน้ำจะสู้ดื่มนมโคสดๆ จากเต้าได้หรือ?

พูดไม่ตรงแบบเลี่ยงๆ...นมจากเต้าโคที่เมืองนอกที่อากาศหนาวเหมาะกับการเลี้ยงโคนมอาจจะใช่

แต่จากเต้าโคแถวบ้านเรา มีคำถามว่า...ทำไมก่อนหน้านี้ อย.ถึงต้องลดมาตรฐานคุณภาพน้ำนมโรงเรียนให้ต่ำลงจากเดิม

ลองนึกถึงกรณีโคพลาสติก วัวพันธุ์ดีแต่เลี้ยงแบบไทยๆ มันก็ไม่โต

และเพราะอะไรโรงงานผลิตนมเปรี้ยวถึงไม่เอาน้ำนมจากเต้าวัวบ้านเรามาทำนมเปรี้ยว...ต้องไปซื้อนมผงจากนอกมาใช้แทน

ฉะนั้นนมโรงเรียนมีเป้าประสงค์จะทำเพื่อเด็กๆ...ก็ขอให้ทำเพื่อเด็กจริงๆ

อย่าเอาความละโมบ โลภและยากจนมาบังหน้าทำให้เด็กเดือดร้อนอีกเลย.

ต้องเตรียมรับมือ

ที่มา ไทยรัฐ

จุดอ่อนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่โดนวิจารณ์มากที่สุดคือ เป็นรัฐบาลที่หารายได้ไม่เก่ง แต่ใช้เงินเก่งเหลือเกิน

ไขปริศนาโกงอมตะ นมโรงเรียนเน่า

แม้ผลการสอบสวนการจัดซื้อนมโรงเรียน

เปรียบเหมือนคนรายได้ตํ่าแต่ใช้ เงินเกินตัว

เมื่อรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่ายก็กู้เงินมาสนองความต้องการ

กู้จนเป็นดินพอกหางหมู กู้จนต้องแบก หนี้อานตะไท

สุดท้ายหนี้ก้อนใหญ่ที่รัฐบาลสร้างไว้ก็จะกลายเป็นภาระของประชาชนทั้ง 63 ล้านคน!!

ล่าสุดที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจก็ลงมติเห็นชอบให้กู้เงินจากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย ฯลฯ เพื่อเอามาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ก๊อก 2 อีกเจ็ดหมื่นล้านบาทโดยประมาณ

โดยรัฐบาลจะเร่งเสนอกรอบการกู้เงินต่างประเทศต่อรัฐสภา เพื่อให้เบิกเงินกู้ลอตใหม่มาใช้ในช่วงกลางปี

ซึ่งจะทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณถึงห้าแสนล้านบาทในปีเดียว

เป็นสถิติขาดดุลสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ประเทศไทย

หรือเท่ากับรัฐบาลก่อหนี้สูงกว่าปี ที่แล้วเกือบ 5 เท่าตัว

แม่ลูกจันทร์ ด้วยความห่วงใยไม่ อยากให้รัฐบาลก่อหนี้เกินตัว โดยเฉพาะการ กู้เงินมาแจกฟรีตามนโยบายประชานิยมจะทำให้เสียวินัยการคลัง??

และกลายเป็นภาระในการจ่ายคืนหนี้เงินกู้ในระยะยาว

ข้อสำคัญ รัฐบาลต้องแยกนโยบายประชานิยมกับการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจออกจากกันให้ชัดเจน

เพื่อให้เงินที่รัฐบาลกู้มาจากในประเทศและต่างประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนส่วนรวม

เพราะอย่างนี้ แม่ลูกจันทร์ จึงเห็น ด้วยที่ นายกฯอภิสิทธิ์ สั่งให้รัฐมนตรีทุก คนลงพื้นที่พบปะประชาชนทุกจังหวัด เพื่อรับฟังความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมตำนํ้าพริก ละลายแม่นํ้า ขี่ช้างจับตั๊กแตนของรัฐบาล

การลงพื้นที่สัมผัสชาวบ้านโดยตรงจะ ทำให้รัฐบาลได้พบคำตอบว่าพี่น้องรากหญ้าซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ต้องการอะไร??

ความจริงปัญหาเดือดร้อนของพี่น้องชาวรากหญ้าก็มี 4 เรื่องเท่านั้นเอง

1, ปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกตํ่า 2, ปัญหาหนี้สินเกษตรกร 3, ปัญหาที่ดินทำกิน และ 4, ปัญหาแหล่งนํ้าใช้เพาะปลูกไม่พอเพียง

ถ้ารัฐบาลต้องการช่วงชิงความนิยมจาก กลุ่มรากหญ้าก็ต้องแก้ปัญหา 4 เรื่องให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

ไม่ใช่นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลอัดฉีด กันโครมๆ!!

อย่างไรก็ดี...การที่รัฐบาลลงไปเยี่ยม ชาวบ้านเองย่อมดีกว่ารอให้ชาวบ้านขน ม็อบมาเยี่ยมรัฐบาลถึง กทม.

การที่รัฐบาลส่งรัฐมนตรีลงพื้นที่รับฟัง ปัญหาของประชาชนเสียก่อนจะทำให้รัฐบาลเตรียมตัวรับมือได้ทัน

เพราะบัดนี้เข้าสู่ฤดูแล้ง ถึงเวลาที่ม็อบ ขาประจำและม็อบขาจรจะยกขบวนเข้ามาชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยแก้ปัญหาเดือด ร้อนของประชาชน

โดยเฉพาะปีนี้จะมีม็อบมากกว่าทุกปี เพราะปีนี้ราคาผลผลิตเกษตรตกตํ่า ทุกตัว ก็จะมีม็อบเกษตรกรจากทั่วประเทศ ยกขบวนเข้ามาเรียกร้องขอความช่วยเหลือ จากรัฐบาลกันอึกทึกครึกโครม

ล่าสุด ม็อบชาวนาทั่วประเทศออกมาฮึ่มๆ จะระดมพลทั่วประเทศเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อประท้วงรัฐบาลถ้ากำหนดราคา จำนำข้าวตํ่าเกินไปจนไม่คุ้มต้นทุน??

แถมปีนี้จะมีม็อบกรรมกรที่เดือดร้อนเพราะพิษเศรษฐกิจ ม็อบกรรมกรตกงาน ม็อบ แรงงานที่ถูกนายจ้างลอยแพ จะยกขบวนมาชุมนุมอีกมากมาย

รัฐบาลจะรับมืออย่างไรให้เตรียม ตัวให้พร้อมนะโยม.

แม่ลูกจันทร์

เสรีภาพกับหนังสือพิมพ์

ที่มา ไทยรัฐ

ผมรู้สึกเอาเองว่า เมื่อระบอบประชาธิปไตย...ซึ่งมักมีหลัก เอกราช เสมอภาค และเสรีภาพ ฯลฯ มา... หนังสือพิมพ์ซึ่งว่ากันว่า เป็นเหมือนปากเสียงชาวบ้าน ก็ตามมาด้วย

บางครั้ง เผลอเอาถึงขั้นคิดว่า ถ้าประชาธิปไตยเป็นพี่ หนังสือพิมพ์ ก็เป็นน้อง

จนเมื่อเปิดอ่านข้อมูลประวัติศาสตร์การเมืองไทย คุณนคร คุณอุกฤษ พจนวรพงษ์ ค้นคว้ารวบรวมเอาไว้ ก็พบว่า ไม่เป็นเช่นที่คิด...สักนิดเดียว

การปฏิวัติยึดอำนาจ โดยคณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เริ่ม 24 มิ.ย.2475 เสร็จสมบูรณ์ 28 มิ.ย.2475

งานแรกของคณะปฏิวัติ คือการออกประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1

วางหลัก 6 ประการ ในการปกครองประเทศ

1. หลักเอกราช จะต้องรักษาเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศให้มั่นคง

2. หลักความปลอดภัย จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายกันลดน้อยลงให้มาก

3. หลักเศรษฐกิจ จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4. หลักเสมอภาค จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน

5. หลักเสรีภาพ จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความ เป็นอิสระ เมื่อเสรีนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น

6. หลักการศึกษา จะต้องให้การศึกษาเต็มที่แก่ราษฎร

ออกประกาศฉบับแรกแล้ว งานสำคัญลำดับต่อมา ก็คือ ประกาศเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์

คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร สั่งให้เจ้าของหนังสือ-พิมพ์ทุกฉบับ นำต้นเรื่องมาให้คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ตรวจอนุญาตก่อนจัดพิมพ์

ผู้ใดขัดขืน คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร จะใช้อำนาจที่มีอยู่ ปิดและยึดโรงพิมพ์ทันที

อ่านถึงตรงนี้อาจคิดว่า ไหนว่าปฏิวัติเป็นระบอบประชาธิปไตย ประกาศหลักเสรีภาพ ประชาชนมีความคิดเห็นเป็นอิสระแล้ว ทำไม ต้องมาเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ เท่ากับปิดปากประชาชน ด้วยเล่า!

ย้อนไปอ่านหลักการปกครองประเทศหลักที่ 5 เสรีภาพในนิยามของคณะราษฎร นั้น เป็นเสรีภาพที่มีเงื่อนไข...ไม่ขัดต่อ 4 หลักแรก เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และความเสมอภาค

ระบอบประชาธิปไตย เริ่มต้นด้วยเงื่อนไขแบบนี้ เป็นแบบฉบับให้นักปฏิวัติทุกคณะ จะต้องเริ่มงานแรก คือเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ ปิดปากหนังสือพิมพ์เอาไว้ก่อน

จะมีบ้างบางคณะหรือสองคณะ ที่ไม่ยุ่งกับหนังสือพิมพ์ แต่ก็เป็นที่รู้กัน เหตุที่ไม่ยุ่งเพราะรู้ดีว่า หนังสือพิมพ์รู้ตัว ปรับท่าที ไม่วอแวอะไรให้กวนใจทหาร

วันนี้ แม้จะอยู่ในบรรยากาศประชาธิปไตย แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า แม้จะมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร และแสดงความคิดเห็น แต่ก็เป็นเสรีภาพที่ยังมีนัยยะ ของบางเงื่อนไข

เช่นเงื่อนไขของการแยกสี

จะชมใคร จะด่าใครตอนนี้ ก็มักไปเข้าทางสีใดสีหนึ่ง ไม่ชมไม่ด่าก็เหมือนไม่ทำหน้าที่ สองสามปีมานี่ งานของหนังสือพิมพ์กลืนไม่ค่อยเข้า คายไม่ค่อยออก...ยังงี้แหละครับ.

กิเลน ประลองเชิง