WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 7, 2009

เสื้อแดงสกัดนายกฯที่ลพบุรีสารวัติทหารพรึบเข้าไม่ถึง

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 08.05 น. วันนี้ (7 มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางโดยรถยนต์ถึงวัดโบสถ์ อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยมีพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการ จ.ลพบุรี และคณะต้อนรับ หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ได้เข้าสักการะหลวงพ่อพริ้ง อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ที่มรณะภาพแล้วแต่ร่างกายยังเป็นหิน อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ ยังไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงประท้วงแต่อย่างใด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องลงพื้นที่เพื่อทำความเข้ากับประชาชน แม้ว่าจะมีกลุ่มคนต่อต้านแต่เชื่อว่า หลังจากรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งทุกคนจะเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเข้าใจรัฐบาล เพราะรัฐบาลทำงานให้กับทุกคน ส่วนความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันเกิดขึ้นได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ยอมรับสถานการณ์บ้านเมืองทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ยังหนักหน่วงในขณะนี้ แต่จะแก้ไขปัญหาเต็มที่เพื่อส่วนรวม

มีรายงานว่า จากนั้น นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางต่อไปยังสถานีอนามัยบ้านดงตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี ซึ่ง ณ จุดนี้ มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งรวมตัวขับไล่ โดยเจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังทหาร-ตำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กำลังสารวัติทหารบก ตั้งแถวสกัดตามแนวถนนที่ขบวนรถของนายอภิสิทธิ์วิ่งเข้าสู่อนามัยเพื่อป้องกันการขว้างปาสิ่งของ ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้ปาสิ่งของเข้าใส่แต่อย่างใดได้แต่สาดน้ำจากขวดน้ำดื่มใส่ขบวนรถ

ทั้งนี้ ที่สถานีอนามัยบ้านดงตาลนายกฯ ได้บันทึกเทปโทรทัศน์รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์ด้วยจากนั้นนายกฯ จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเที่ยง

เสียงต้อนรับกระหึ่ม

ที่มา ไทยรัฐ

ผมไม่แน่ใจอายุของรัฐบาล

กับลูกเก๋าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ดึงเกมกั๊กบนเวทีถามตอบในงานวันนักข่าวประจำปี 2552 ไม่ไหลตามน้ำกับคำถามที่พิธีกรแย็บเรื่องระยะเวลาที่จะทำให้การเมืองนิ่ง ภายในวาระของรัฐบาลที่เหลืออีก 3 ปี

ไม่เผลองับเหยื่อง่ายๆ

ในอารมณ์ของเซียนเชี่ยวกรากยี่ห้อประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ไม่พลาดพูดมัดคอตัวเอง คุยโวให้โดนหมั่นไส้ ล่อเป้าแรงเสียดทานโดยไม่จำเป็น

แต่อีกมุมหนึ่ง ก็น่าจะเป็นอาการเผื่อใจกับสถานการณ์ที่รู้กันอยู่เต็มอกว่า รัฐบาลจะต้องเจอกับด่านหินโหดที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะหลุมดำเศรษฐกิจ

จุดสลบของประชาธิปัตย์

ยากเกินกำลังที่ เด็กสองคนจะแบกประเทศไทยฝ่าวิกฤติที่ลามทั่วโลก

เอาเป็นว่า ถ้าหมดแรงอัดฉีดเงิน 2,000 บาทช่วยคนมีรายได้น้อย กับเบี้ยยังชีพ 500 บาทช่วยคนชรา กระแสซาเมื่อไหร่

กระตุ้นหัวใจแล้วไม่ฟื้น ก็ตัวใครตัวมัน

ที่แน่ๆโดยอาการขยับของพวกจมูกไว เหมือนจะอ่านสถานการณ์ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่

ในไม่ช้านี้ เริ่มมีคิวปล่อยกระแส

ปันหุ้นป้อมค่ายการเมืองใหม่

ทางหนึ่งกับการแพลมชื่อกลุ่ม รักษ์เมืองไทยที่โยงใยสายสัมพันธ์เบื้องหลัง ทั้งชื่อของ หม่อมอุ๋ยม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และมือเศรษฐกิจ กับ เซนต์คาเบรียลคอนเนกชั่นที่มีชื่อของ บิ๊กป้อมพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม โยงไปถึง พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาธิการ คมช.

ต่อภาพทหารกับชนชั้นนำ

กลิ่นอายของพรรคอำมาตย์

แต่ที่มาแรงไม่กลัวแหกโค้ง สัญญาณคลื่นความถี่ทะลุทะลวงมาเลย กับอาการขยับของนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำม็อบพันธมิตรฯโยนหินถามทางดังๆ

มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มพันธมิตรฯจะจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่

นัยว่า พรรคการเมืองในปัจจุบันไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองได้ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีข้อจำกัดมาก เทียบกับการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯกว่า 190 วัน สามารถสร้างคุณูปการมากกว่าพรรคการเมืองซะอีก

ตีปี๊บอวดอ้างสรรพคุณเสร็จสรรพ แล้ว สุริยะใสก็รวบรัดตัดความเลยว่า เราคุยกันแล้ว มีหลายเสียงที่บอกว่าพันธมิตรฯต้องตั้งพรรคให้เร็วที่สุด

เพื่อรองรับวิกฤติที่เกิดจากรัฐบาลผสมบริหารประเทศไม่ได้

ดูท่าแล้ว เอาแน่

และก็เป็นอะไรที่เสียงขานรับเซ็งแซ่เลยเหมือนกัน

นายกฯอภิสิทธิ์ เชียร์สุดตัว ถือเป็นเรื่องดีที่กลุ่มพันธมิตรฯจะตั้งพรรคการเมือง เพราะถือเป็นทางเลือกให้ประชาชน

แต่ก็ออกลูกชิ่ง ไม่ทราบว่า เหตุผลที่จะตั้งพรรคการเมืองเป็นเพราะผิดหวังจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือเพราะเห็นว่า ตนเองขาดความกล้าหาญหรือไม่ แต่เห็นว่า อาจเข้าใจไม่ตรงกัน

อภิสิทธิ์ ไม่หวั่น แม้พรรคพันธมิตรฯจะมาแย่งฐานเสียงเดียวกัน

แต่ที่เชียร์ลั่นเลย เสียงยินดีต้อนรับดังอื้ออึงมาจากเครือข่าย ทักษิณทั้งพรรคเพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

เรียงหน้ากวักมือเรียกกันสลอน

ยุส่งให้ม็อบพันธมิตรฯตั้งพรรคการเมืองสู้กันในสนามเลือกตั้ง

เพราะนี่คือโอกาสดีที่จะลากเอาเหล่าศาสดาการเมืองใหม่ ลงมาคลุกฝุ่นบนโลกแห่งความเป็นจริง ไอ้ที่ขึ้นเวทีด่าคนอื่นปาวๆ เวลาโดนด่ามั่ง ทนได้แค่ไหน

ที่แน่ๆจะได้วัดกันไปเลย พันธมิตรฯที่ว่า แนวร่วมเต็มบ้านเต็มเมือง

เสียงดี มีคะแนนจริงหรือปลอม.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทักษิณโฟนอินล่าสุด:สีแดงนั้นคือชาติ รักชาติย่อมไม่ผิด

ที่มา Thai E-News


ที่มา เนชั่นเบรกกิ้งนิวส์
7 มีนาคม 2552
*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง
-'ไทมส์' สัมภาษณ์ 'ทักษิณ' : พวกเขาต่อสู้เพื่อจุดหมายที่อยู่เหนือผมขึ้นไปอีก

ขอบคุณในน้ำใจของชาวเสื้อแดงที่ห่วงใย อยากให้ผมกลับบ้าน สีแดงนั้นคือชาติ ถ้ารักชาติ เราไม่ผิด แต่เรากำลังถูกหาว่าสร้างปัญหา เรากำลังถูกกลั่นแกล้ง วันที่พวกเราได้รับมอบหมายจากประชาชนให้บริหารประเทศ เขาก่อกวนจนเราพัง มาวันนี้เราทำบ้าง กลับบอกว่าหนวกหู จึงไม่มีความเป็นธรรม ขอให้ทุกคนต่อสู้เพื่อนำความเป็นธรรมกลับมา -ทักษิณ ชินวัตร



เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 6 มีนาคม 2552 ที่ลานเอนกประสงค์ ข้างวัดภิรมยาราม ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย กลุ่มคนเสื้อแดง อ.โพนพิสัย ได้รวมตัวกันจัดงานราตรีคนเสื้อแดงหนองคาย โดยมีการตั้งโต๊ะลงทะเบียน จำหน่ายเสื้อแดงรายการความจริงวันนี้ ราคา 150-200 บาท โดยผู้ที่ซื้อเสื้อจะได้สิทธิที่นั่งรับประทานอาหารโต๊ะจีน 1 ที่นั่ง ซึ่งมีประชาชนจากทุกอำเภอในจังหวัดหนองคายทยอยเข้าร่วมงานประมาณ 1,500 คน

โดยภายในงานได้มีการระบุว่าการจัดงานครั้งนี้เป็นการเปิดตัวชมรมนาคราชแดง พิทักษ์ประชาธิปไตยหนองคาย ทำการคัดเลือกประธานชมรม คือ พันเอกประจักษ์ จันทะศรี อายุ 61 ปี ชาวอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย อดีตเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาสำนักเลขาธิการกองทัพบก เพื่อระดมทุนขับเคลื่อนทำกิจกรรมทางการเมืองของชาวหนองคาย

ซึ่งมี นางชมภู จันทาทอง, นายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย เป็นแม่งานใหญ่ และมี ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.ราชบุรี พรรคเพื่อไทย, นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเวทีปราศรัย ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนพิสัย และอาสาสมัครรักษาดินแดน ประมาณ 100 คนรักษาความปลอดภัยโดยรอบบริเวณจัดงาน

ต่อมาในเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์เข้าเครื่องของนางชมภู จันทาทอง กล่าวทักทายกับชาวเสื้อแดง นาน 6 นาที ใจความว่า “ขอบคุณพี่น้องมารวมตัวกันโดยเฉพาะชาวนาคราชแดงที่มีการซื้อโต๊ะสนับสนุนเสื้อแดงเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริงก็อยู่กันลำบาก ผมเป็นห่วงพี่น้องมากเพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เป็นปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ อยากให้กำลังใจทุกคนว่าต้องใช้จ่ายระมัดระวัง จะลงทุนอะไรคิดให้รอบคอบ เงินทองหายาก เศรษฐกิจคงไม่ดี ไม่ฟื้นเร็วเหมือนที่อื่น พี่น้องต้องช่วยตัวเองเต็มที่ อย่าหวังพึ่งรัฐบาล การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเพื่อให้มีความชอบธรรมให้ความยุติธรรมคืนสู่สังคมไทย

“ขอบคุณในน้ำใจของชาวเสื้อแดง ขอบคุณ ส.ส.ที่ห่วงใย อยากให้ผมกลับบ้าน สีแดงนั้นคือชาติ ถ้ารักชาติ เราไม่ผิด แต่เรากำลังถูกหาว่าสร้างปัญหา เรากำลังถูกกลั่นแกล้ง วันที่พวกเราได้รับมอบหมายจากประชาชนให้บริหารประเทศ เขาก่อกวนจนเราพัง มาวันนี้เราทำบ้าง กลับบอกว่าหนวกหู จึงไม่มีความเป็นธรรม ขอให้ทุกคนต่อสู้เพื่อนำความเป็นธรรมกลับมา ผมห่วงทุกคนแม้ผมมีปัญหาเยอะ แต่ผมก็ห่วงชาวเสื้อแดงทุกคน”

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดโทรศัพท์นั้น ชาวเสื้อแดงที่มาร่วมงานต่างปรบมือให้กำลังใจ และภายหลังการพูดคุยทางโทรศัพท์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว แกนนำคนสำคัญก็ได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยเน้นหนักที่การโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มพันธมิตรฯ จนถึงเวลาประมาณ 23.00 น. จึงเลิกงาน

ประชาธิปไตยที่หลอกลวงชาวโลก : เมื่ออำนาจนอกระบบ กับในระบบ กลายเป็นสิ่งเดียวกัน !!!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ นารายณ์ พรหมพิษณุ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
7 มีนาคม 2552

ถึงจะเกรงใจกันอย่างไร? แต่คงต้องพาดพิง และวิพากษ์วิจารณ์ให้เห็นว่า ลักษณะการขับเคลื่อนลงสู่ภาคปฏิบัติ นับตั้งแต่หลัง 19 กันยายน 2549 โดยแท้จริงแล้ว มันมีเนื้อหาเช่นไร?

ประเด็นนี้ ผู้ที่สนใจอาจจะพอสรุปได้ ...ภายหลังการรัฐประหารเสร็จสิ้นใหม่ๆ ด้วยอำนาจของ คมช. จนถึงการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

คนไทยดูเหมือนจะคุ้นเคยมากขึ้น กับความหมายของ “ระบอบอำมาตยาธิปไตย”

ระบอบอำมาตยาธิปไตย อธิบายง่ายๆ ให้เข้าใจได้ว่า เป็นกลไกและระบอบในการบริหารประเทศ และขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยการอาศัยระบบราชการเป็นศูนย์กลาง

นี่เป็นคำอธิบายในด้านทั่วไปของอำมาตยาธิปไตย แต่ความจริงแล้ว อำมาตยาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสังคมไทย นับตั้งแต่ภายหลัง 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เป็นอำมาตยาธิปไตยในอีกลักษณะหนึ่ง มีความเป็นลูกผสม เป็นแบบกึ่งๆ หรืออาจจะทำความเข้าใจใหม่ให้เป็น “อำมาตยาธิปไตยชนิดหัวมังกุท้ายมังกร” ซึ่งคงต้องมองแบบฉบับ หรือบทเรียนที่แตกต่างออกไปจากตำราหลัก

อำมาตยาธิปไตยในอัตลักษณ์ไทยๆ จึงยังมีส่วนผสมของอภิชนาธิปไตย ซึ่งความจริงอธิบายไปเพียงเท่านี้ก็หาได้ครอบคลุมอย่างทั่วถึง ของเนื้อหาที่ดำรง และมีสภาวะดิ้นได้อยู่จริงในหนทางปฏิบัติ

อำมาตยาธิปไตยที่เราหมายความเอาไว้ ยังอาจแปลอีกอย่างว่า เป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่หลอกลวงชาวโลก หรืออาจเรียกให้เป็นถ้อยคำที่คุ้นเคยอย่าง “เผด็จการซ่อนรูป”

ความโดยสรุปก็คือ ตัวตนและเนื้อหาแท้จริงของอำมาตยาธิปไตยที่ร่วมสมัยอยู่ในประเทศไทย เราจะเรียกให้เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งดูเหมือนมันก็พร้อมที่จะดิ้นรนเข้าไปอยู่อาศัย ภายในคราบของสัตว์ชนิดใดก็ได้... เป็นอะไรทุกอย่าง ยกเว้นจะกลายเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง?

เมื่อเข้าใจพื้นฐานเช่นนั้น จึงตระหนักได้ถึงธาตุจริงของระบอบการปกครองในประเทศไทย ซึ่งขับเคลื่อนบ้านเมืองมาจนปัจจุบัน กระทั่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปัจจุบันเช่นนี้ กำลังจะแปลความหมายว่า

“แม้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาล แต่หาได้เป็นรัฐบาลตัวจริง เพราะยังมีเงาของอำมาตยาธิปไตยตามที่กล่าวถึงข้างต้น คอยเป็นผู้บงการ และตัดสินในเกมได้เสีย ที่เป็นของจริง”

ความหมายดังกล่าวก็คือ การเกิดอำนาจเครือข่ายซ้อนรัฐ

รัฐบาลไม่ได้มีสภาพอะไร ที่แตกต่างไปจากการเป็นนอมินี ของบรรดาอำนาจที่อยู่นอกเหนือระบบออกไป!

ข้อเขียนชิ้นนี้ กำลังบอกว่า ในการบริหารอำนาจ ที่มีรัฐบาลเป็นมิตินอมินี อาจเรียกให้เกียรติกันสักนิดคงต้องบอกให้เป็น “กลไกที่ถูกสร้างเป็นทางการ”

อำนาจนอกระบบ ที่เราอาจเข้าใจให้เป็นอำมาตยาธิปไตยในแบบฉบับ อำนาจนำไทยแท้ นอกจากจะใช้รัฐบาลเป็นนอมินี ในลักษณะของการเป็นเครื่องมือในด้านหนึ่ง ...แต่ด้านที่สำคัญกว่า เห็นจะได้แก่การใช้กลไกราชการ เป็นเครื่องมือโดยตรง

ถ้าสังเกตการณ์ด้านลึก ก็อาจมองย้อนไปอีกสายตา จะเห็นชัดเจนถึงธาตุที่แท้จริงของรัฐบาลในระบอบเช่นนี้ ไม่มีค่าอะไรที่แตกต่างไปจากการเป็นเพียงกลไกด้านหนึ่ง ของอำนาจนอกระบบ ซึ่งสุดแท้แต่ผู้ใดจะเรียกชื่อของอำนาจเครือข่ายเหล่านั้นว่า “มันมีนามว่าอะไร?”

ความเข้าใจเช่นนี้ ดูออกจะหยามเหยียดความเป็นรัฐบาลมากเหลือเกิน แต่ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น เพราะในกลไกที่อำนาจนอกระบบ ได้นำมาใช้ควบคู่กันไป กับการอาศัยคณะรัฐมนตรีเป็นทางผ่าน

อำนาจเครือข่าย หรืออำนาจนอกระบบเหล่านั้น ยังใช้กลไกราชการ เป็นเครื่องมือในอีกด้าน อาจกระทำจนถึงขั้นเข้าไปแทรกแซงและสั่งการโดยตรง ไม่จำเป็นจะต้องผ่านวัฒนธรรมและระบบสั่งการต่างๆ ของรัฐบาล

นอกจากอำนาจนอกระบบ ได้สั่งการผ่านรัฐบาล แล้วให้รัฐบาลได้อาศัยความเป็นนอมินี เข้าไปสั่งการกลไกทางราชการตามใบสั่งที่ถูกมอบหมายมาอีกต่อหนึ่ง?

การแทรกแซงระบบราชการโดยตรง ยังถูกกระทำอีกบ่อยครั้ง! จนถึงรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นที่เชื่อว่า นอกจากจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็ยังมีการประชุมคู่ขนานกันไป ที่อยู่พ้นจากการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ...เห็นจะเป็นการประชุมในระดับปลัดกระทรวงทุกๆ กระทรวง ซึ่งนอกจากจะมีนายกรัฐมนตรีนั่งประชุมอยู่ร่วมด้วย ก็ยังมีฝ่ายตัวแทนของอำนาจนอกระบบ เข้ามาร่วมประชุม และสั่งการในสาระที่สำคัญๆ

บรรดาผู้ที่ล่วงรู้ความจริงข้อนี้ ได้เอ่ยถึงฝ่ายตัวแทนดังกล่าวนั้นว่า “ซูเปอร์ปลัดกระทรวง”

ผู้สังเกตการณ์ด้านลึกในวงการ จึงค่อนข้างสรุปและเห็นชอบว่า

สถานะของรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นเพียงนอมินีด้านหนึ่งของอำนาจนอกระบบ

แล้วยังคาดหมายได้ว่า การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ยังจะต้องสู้ยอมรับต่อประกาศิตของซูเปอร์ปลัดกระทรวง ที่คอยควบคุมสั่งการซ้อน ผ่านลงไปตรงยังกลไกข้าราชการ...

นี่คือเรื่องจริงที่แปลกเกินกว่าสุดขอบฟ้า เป็นระบอบการปกครองอะไรก็ไม่รู้?

อำนาจนอกระบบ กับในระบบ กลายเป็นสิ่งเดียวกันเสียแล้ว!!

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ประณามตำรวจอย่างรุนแรงต่อกรณีจับกุมผู้ดูแลเวบประชาไท

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ ahrchk.net



FOR IMMEDIATE RELEASE
AHRC-STM-051-2009
March 6, 2009

A Statement by the Asian Human Rights Commission
THAILAND: AHRC strongly condemns police raid on news outlet

According to an announcement issued today on the website of Prachatai, one of the few independent and outspoken media outlets operating in Thailand,

"On March 6, at 3 pm, seven police officers visited Prachatai office in Bangkok, showing a search warrant and an arrest warrant for Chiranuch Premchaiporn, Prachatai Director. She is charged with the offense according to Article 15 of the Computer Crime Act. She has refused to answer any questions, and is waiting for her lawyer."

The Asian Human Rights Commission (AHRC) has confirmed this information. According to the relevant section of the 2007 Computer Crime Act read with section 14, any service provider consenting to any act that involves, among other things, the importing of "false data" likely to "cause damage" to the public or the country's security, or likely to cause "public panic" is liable to a jail term of up to five years and a fine of up to a hundred thousand Thai baht.

The AHRC condemns this police raid and the issuing of the arrest warrant for the Prachatai director in the strongest possible terms. There can be little room for doubt that this raid is part of the systematic ultraconservative agenda since the 2006 army coup to intimidate and silence critics, human rights defenders and social activists in Thailand. In fact, the odious law under which the raid and arrest warrant have been issued is one of the main planks in the platform designed to be built over the heads of dissenters in Thailand that was given effect by an assembly of military appointees in 2007.

The AHRC expresses its strong support for the staff of Prachatai, for the work that it is committed to doing as an independent media agency working under very difficult conditions and at a time of dramatic social and political change in Thailand; a time when outspokenness and sincerity are the rarest and most valuable commodities.

The AHRC calls upon all regional and international media organisations, human rights groups, and the UN Human Rights Council, which is opening its tenth session in Geneva, and UN Special Rapporteur on freedom of expression to join in expressing outrage at this latest attack on freedom of speech and thought in Thailand, and call for the immediate cessation of arrests and threats, against Prachatai and all other media and human rights organizations there.

อย่าไปเชื่อ เทพ....เทือก

ที่มา thaifreenews

โดย : nick

เทพ ...เทือก ออกคำสั่งให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดและตำรวจทหารให้จับตามองผู้ชุมนุมเสื้อแดงทั่วประเทศ พร้อมคาดโทษ
นี่มันอะไรกัน..ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นมาทำไมต้องกลัวมาก
มายขนาดนั้นดัวยทั้งๆที่พวกเราก็ย้ำแล้วว่าจะต่อต้านรํฐบาล
โจร(ปล้นเสียงประชาชน)ให้ถึงที่สุดและจะต่อต้านในกรอบของกฎหมายบ้านเมือง ทหาร ตำรวจอย่าไปเชื่อเทพ เทือกให้มากนักเพราะว่าอีกไม่นานรัฐบาลชุดนี้ก็จะมีอันเป็นไปแต่พวกท่านต้องอยู่กับประชาชนต่อไป ระวังประชาชนจะต่อต้านพวกท่านไปด้วยและอาจไม่ให้ความร่วมมือกับทางราชการและจะทำให้พวกท่านลำบากโดยที่เทพ...เทือกช่วยอะไรท่านไม่ได้
นายเทพ...เทือกคนนี้ไว้ใจไม่ได้แม้แต่เมียชาวบ้านมันยังไม่เว้นเลย ....มันถึงได้ชายาอีกอย่างว่า....เทพ....ท้ายครัว

รัฐบาลเขียว-เหลือง (แมลงสาบสองสีสองเพศ : แผนทำลายอำนาจเก่าและแผนเนรมิตฝันของป๋า)

ที่มา thaifreenews

โดย : เสียงประชาไทย



เริ่มด้วยแผนสลายเสื้อแดงที่ถูกอ้างว่าเป็น
"โครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" นั้น
ได้ถูกนำเอกสารลับออกมาเปิดโปง
แม้จะเป็นเพียงแค่เอกสารจากพาวเวอร์พ้อยต์ แต่ก็มีข้อมูลในห้องประชุมอย่างละเอียดยิบ
นั่นเป็นเพราะระเบียบปฏิบัติแบบทหาร ที่ทำต้องรายงานเป็นเอกสารไว้นั่นเอง

แน่นอนว่า กองทัพยังหน้าด้านออกมาปฏิเสธ

แต่ในเมื่อกองทัพที่ยังมีคราบ คมช.
ก็ยังทำแบบเดิม ที่มีการส่งกำลังทหารเข้าไปในหมู่บ้านทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ โดยหวังที่จะเปลี่ยนใจคนเหนือ คนอีสาน ไปจากทักษิณ และ ส.ส.ในพื้นที่ให้ได้ โดยหารู้ไม่ว่านั่นจะเป็นหลักฐานอย่างดี ว่าทหารทำอะไร หวังอะไร

ทั้งๆที่เคยล้มเหลวมาเมื่อครั้งก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผลออกมา คนในอีสานไม่รับร่าง และถูกเรียกว่าเป็นพื้นที่สีแดงมาแล้ว หรือการเลือกตั้งใหญ่เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ที่พรรคพลังประชาชนยังคงชนะขาดลอย แม้ว่าตอนนั้น คมช. จะส่งทหารเข้าพื้นที่ เพื่อสลายฐานเสียง ประกบหัวคะแนน แล้วสร้างฐานเสียงของตัวเอง
ก่อนมีข่าวทหารขอและสั่งให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งเป็นพรรคที่อดีตประธาน คมช.และ ผบ.ทบ. ในเวลานั้นร่วมก่อตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนั้นแม้ว่า คมช. จะใช้ "ไม้เด็ด" ในโค้งสุดท้าย
ด้วยการประโคมข่าวเรื่องความไม่จงรักภักดีของทักษิณ ว่า ต้องการล้มล้างระบอบและมีความต้องการเป็นประธานาธิบดีคนแรกในเมืองไทย แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านรู้ดีว่าทหารเข้ามาหวังผลทางการเมือง พวกเขายิ่งต่อต้านเงียบๆและพอถึงเวลา พวกเขาไม่เลือกตามที่ทหารบอก และไม่ยอมเกลียดทักษิณ ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น
(กรณีเรื่องประธานาธิบดีจะเห็นได้ว่า คมช. เปิดประเด็นมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี เทพเทือก มาปูดข่าว จนถูก ทักษิณฟ้องร้อง)

ส่วนเทพเทือก ซึ่งเป็นผู้จัดการรัฐบาลชุดนี้
เป็นคนประสานที่ใกล้ชิดกับทั้ง นายพล ป.1 ที่ต่อมาได้เป็น รมว.กลาโหม และ นายพล ป.2 มาตลอด โดยการรวมกันล๊อบบี้ส.ส.พรรคร่วมและกลุ่มก๊วนเนวินให้แปรพักตร์ พลิกขั้วมาหนุน พรรคแมลงสาบ เป็นรัฐบาลนั่นเอง จนทำให้เทพเทือกได้มาเป็น รองนายกฯด้านความมั่นคงทั้งๆที่ภาพพจน์ของเทพเทือก แทบจะไม่สัมพันธ์เรื่องความมั่นคงมาก่อนเลย

การเปิดประเด็นเรื่องประธานาธิบดี จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่า เทพเทือกได้ข้อมูลมาจากใคร ไม่ต่างจาก ส.ส.ที่เคยร่วมวงตั้งรัฐบาลกับทหารในค่ายที่ก็ได้รับข้อมูลนี้กรอกหู

อย่างไรก็ตาม เหล่านี้เป็นการสะท้อนถึงความเป็นพวกเดียวกัน จับมือกัน ของกองทัพโดยเฉพาะ ทบ.กับพรรคแมลงสาบ ปชป. และอาศัยม๊อบโกเต๊ก เดินเกมนอกสภาให้จนกลายมาเป็นรัฐบาลเขียว-เหลือง และมีแผนดำเนินการสกัดกั้นพรรคเพื่อไทยต่อเพื่อไม่ให้ กลับมาชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ในเมื่อกองทัพภายใต้การนำของ นายพล ป.2 แถมมี นายพล ป.1 เป็น รมว.กลาโหม อีกด้วย ก็ได้เอาตัวไปผูกติดรัดแน่นกับพรรคแมลงสาบ ตั้งแต่ไปช่วยพลิกขั้วรัฐบาล จนทำให้กองทัพต้องกลายเป็นเป้าโจมตีไปด้วยเช่นนี้

เพราะหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและทำให้พรรคร่วมกลับไปหนุนพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อนั้น นายพล ป.2 ที่ยังมีอายุราชการถึงปี 2553 จะลำบากและอาจถึงขั้นปลดจาก ผบ.ทบ. แม้แต่ นายพล ป.3 ที่จ่อคิวเป็น ผบ.ทบ. คนต่อไปก็อาจจะแห้ว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมพวกเขาต้องใช้กองทัพ และ กอ.รมน. เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นการลากกองทัพมายุ่งการเมือง และทำร้ายทหารทั้งหมด แต่ว่า นายพล ป.2 ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

หลังจากการจับมือกันจนเป็นรัฐบาลเขียว-เหลืองแล้ว
กองทพยังถูกจับตามองไปที่การคลอดแผนพัฒนากองทัพหรือแผนการจัดซื้ออาวุธล็อตใหญ่
ที่ทั้งทหารก็ได้อาวุธส่วนฝ่ายการเมืองก็จะได้ทุนในการเลือกตั้ง
จึงไม่แปลกที่เมื่อนายเทพเทือกมาเยี่ยมกลาโหม จึงมีทั้ง รมว.กลาโหม ปลัดกลาโหม หรือมีแต่ ผบ.เหล่าทัพ มาต้อนรับกันอย่างพร้อมหน้า โดยมีการเสนอแผนพัฒนากองทัพและความต้องการซื้ออาวุธแทรกอยู่ในการบรรยายสรุปให้เทพเทือกรับฟังราวกับต้องการจะทวงบุญคุณที่ทหารได้ช่วยให้ได้เป็นรัฐบาล

ไม่แค่นั้น ทบ.ยังอาศัยบารมีป๋าในการเนรมิตฝันของป๋าที่อยากให้ตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 ที่จ.ขอนแก่น
เพื่อดูแลอีสานตอนบนและเพิ่มช่องทางให้ทหารม้าเติบโต จากเดิมที่มีแค่ 2 กองพล คือ พล.ม.1ที่ดูแลภาคเหนือ และ พล.ม.2 รอ. ที่ดูแล กทม.และภาคกลาง ซึ่งเป็นกำลังหลักปฏิวัติเท่านั้น แผนตั้ง พล.ม.3 จึงมีการระดมสมองทหารหัว เสธ.ทั้งหลายเพื่อเขียนแผน และเหตุผลต่างๆในการจัดตั้ง พล.ม.3
ทั้งๆที่ภัยคุกคามขนาดใหญ่ไม่ปรากฏในทิศนั้น

"ช่วยกันหน่อย เราอยากเห็นกองพลทหารม้าที่ 3 ก่อนเราตาย เราจะได้นอนตายตาหลับ" คำพูดที่ป๋าได้กล่าวกับบรรดาทหารม้าเมื่อช่วงปีใหม่ เป็นการทวงฝันและคำมั่นสัญญาที่ คมช. เคยให้ไว้

"ผมจะขอให้ รมต.ป้อมและป๊อกช่วยสนับสนุนด้วย พวกเราก็ต้องช่วยกันบอกนะ"ป๋ากล่าวต่อ

ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะใช้งบประมาณสูงและไม่ได้มีความจำเป็นอะไรมากนัก
แต่มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เนื่องจากยุคนี้ บารมีของป๋าแรงกล้าทั้งต่อกองทัพและรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคแมลงสาบ รวมไปถึงม๊อบนอกสภาอย่างม๊อบโกเต๊ก โดยอาศัยบารมีป๋าเป็นหลักในการต่อสู้กับทักษิณ จนเกิดตุลาการภิวัตน์ และได้ชัยชนะ

รัฐบาลเขียว-เหลืองของพรรคแมลงสาบจึงมีความพยายามเนรมิตฝันของป๋าให้เป็นจริง เพราะนับวัน ป๋า ก็แสดงออกถึงการบอกฝ่าย ยิ่งเมื่อแต่งเพลง "ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์" ให้กับวงแฮมเมอร์ ที่เป็นขาประจำเวทีโกเต๊ก

ก็เป็นการตอกย้ำถึง
ความสัมพันธ์ของป๋ากับม๊อบโกเต๊ก
ความสัมพันธ์ของกองทัพกับม๊อบโกเต๊ก
ความสัมพันธ์ของพรรคแมลงสาบกับม๊อบโกเต๊ก
ว่าเกี่ยวข้องกันเพียงใด. . . .

ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส่

ที่มา thaifreenews

โดย : เหนือโลก

ทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน กรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิตทุกคน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีใครหนีผลกรรม ๆ เป็นผู้ติดตามเราไปในทุกภพทุกชาติ หมดกรรมจึงได้รับผลบุญที่ทำไว้ หากเรามั่นใจว่าเราทำดีแล้ว อย่ารีรอในการทำความดี เพื่อชาติ เพื่อบ้านเมืองที่รักของเรา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ........ที่ไหนไม่มีความเป็นธรรมในวันนี้ แต่วันหน้าย่อมมีความเป็นธรรมเกิดขึ้นแน่นอน เพราะธรรมชาติได้สร้างกฏไว้แล้ว ทุกสิ่งย่อมสมดุล ดิน น้ำ ลม ไฟ ย่อมสมดุล โลกใบนี้จึงอยู่ได้ .......การปกครองที่ไม่สมดุล ไร้ความเป็นธรรม ผู้ปกครองย่อมอยู่ไม่ได้ ย่อมถูกถ่วงดุลในไม่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

Friday, March 6, 2009

เผด็จการเถื่อนคุกคามสื่อประชาธิปไตย บุกจับจีรนุชประชาไท

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท
6 มีนาคม 2552


เผด็จการเถื่อนคุกคามสื่อฝ่ายประชาธิปไตย ยกพวก2คันรถบุกจับ"จีรนุช"เวบมาสเตอร์สตรีของเวบหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท คาดใช้พรบ.คอมพ์เล่นงานฐานปล่อยสมาชิกโพสต์หมิ่นเหม่สถาบันลงเวบบอร์ด เจ้าตัวเผยก่อนหน้านี้กับไทยอีนิวส์ให้ความร่วมมือกับทางการตามกฎหมายตลอด เจอสารพัดหน่วยงานขอข้อมูลมาเพียบ แต่เพิ่งส่งข้อมูลให้เพียงรายเดียว เผยโดนแฮ็คตลอดหวังเจาะอีเมล์สมาชิกจนต้องเข้ารหัสป้องกันความลับ


เผด็จการเถื่อนยกพวก2คันรถบุกจับเวบมาสเตอร์สตรีของประชาไท

เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ 5 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง 1 คน และเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ 1คน เดินทางด้วยรถยนต์ จำนวน 2 คัน เข้าแสดงตนพร้อมหมายค้นและหมายจับ น.ส. จีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท ด้วยข้อหากระทำความผิดตามมาตรา 15 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน โดย น.ส. จีรนุช ปฏิเสธให้การใดๆ จนกว่าจะมีทนายความให้คำปรึกษา

บก.ประชาไทคาดโดนข้อหาสมาชิกโพสต์หมิ่นเหม่ลงบอร์ด

มีรายงานว่าจีรนุชถูกควบคุมตัวไปสอบสวนอยู่ที่ ส.น.พญาไท มีนักข่าวต่างประเทศไปทำข่าวจำนวนมาก สำหรับข้อหาที่โดนจับกุมนั้นคาดว่าอาจจะเนื่องมาจากสมาชิกของประชาไทโพสต์ข้อความหมิ่นเหม่ต่อสถาบันกษัตริย์ลงในเวบบอร์ดประชาไท

สำนักข่าวINNรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามแจ้งข้อกล่าวหา กระทำผิดมาตรา 15 พรบ.คอมพิวเตอร์ เผยแพร่ข้อมูลในเว็บไซต์ โดยมีเนื้อหาหมิ่นสถาบัน จากการสอบถามนายชูวัฒน์ เลิศกิติสุข บรรณธิการ กล่าวว่า ตนเองเข้าใจว่าประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในครั้งนี้น่าจะเกิดจากการที่มีผู้เข้ามาโพสต์ข้อความในเว็บบอร์ด ซึ่งมีข้อความเป็นจำนวนมาก อาจลบไม่ทันจึงเกิดปัญหาขึ้น

จีรนุชเผยทำตามกฎหมายให้ความร่วมมือทางการมาตลอด

ก่อนหน้านี้จีรนุชเคยกล่าวกับไทยอีนิวส์ว่า ได้เก็บข้อมูลการโพสต์ข้อความต่างๆไว้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้90วัน และหากเจ้าหน้าที่ขอร้องข้อมูลมาก็พร้อมให้ความร่วมมือตามกฎหมาย แต่ได้แจ้งเตือนสมาชิกไว้ตลอดว่า ไม่ให้โพสต์ข้อความหมิ่นเหม่ต่อสถาบัน จากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทางการได้ขอความร่วมมือตามกฎหมายมากรณีหนึ่ง คือการที่มีสมาชิกนำข้อความหมิ่นเหม่ของผู้ใช้นามแฝงว่า"บัฟฟาโล่บอย"มาโพสต์ต่อที่บอร์ดประชาไท

ต่อมามีข่าวว่ามีการเข้าจับกุมหญิงสาวคนหนึ่งอายุ26ปีฐานโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเชื่อกันว่าเป็นคนที่นำข้อความของ"บัฟฟาโล่บอย"มาโพสต์ต่อที่บอร์ดประชาไท และต่อมาได้รับการประกันตัวออกไปแบบเงียบๆ
ที่ผ่านมา ไม่เคยติดต่อประชาไท

ประชาไทกับความลับของสมาชิกVSการให้ความร่วมมือตามกฎหมายต่อทางการ

จีรนุชเปิดเผยก่อนหน้านี้เช่นกันว่า ที่ผ่านมาทางการที่มีติดต่อประชาไทจะมี ตำรวจนครบาล, กองปราบ, สำนักเทคโนโลยีอาชญากรรม สตช., สภอ.ขอนแก่น และ กระทรวงไอซีที

ในส่วนของการให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลกับตำรวจ ที่ผ่านมาจะมีเป็นหมายเรียกพยานเอกสาร, หมายเรียกพยานบุคคล และหนังสือเรียกดูข้อมูลจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพ์ ที่แต่งตั้งโดย รัฐมนตรี ซึ่งเราก็จะปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่กำหนด โดยส่วนใหญ่ของข้อมูลที่ต้องการ จะเกินกว่า 90 วัน ซึ่งทางประชาไทเก็บไว้ 90 วัันตามที่กฎหมายกำหนด โดยส่วนใหญ่จึงไม่มีข้อมูลให้ทางเจ้าหน้าที่

เพิ่งมีเพียงรายเดียวที่อยู่ในระยะเวลา 90 วัน และได้ให้ IP ไป (เป็นข้อความที่ ตัดมาจากบทความใน hi5 ของนามแฝงบัฟฟาโล่บอย) ให้เจ้าหน้าที่ได้เพียง IP ค่ะ ส่วนอีเมล์ทางประชาไทเก็บไว้ในลักษณะของการเข้ารหัส ซึ่ง admin ของประชาไทเองก็จะไม่ทราบว่าอีเมล์ของสมาชิกคืออะไร

การตัดสินใจเข้ารหัสอีเมล์ เพราะที่ผ่านมามีความพยายามดำเนินการ hack เข้ามาในserver ของประชาไท ซึ่งประชาไทก็ตัดสินใจปรับระบบเพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้สมาชิก แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสายไปหรือไม่

หมายเหตุ

มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมา

สมชาย"เห็นด้วย"มาร์ค"พันธมิตรฯตั้งพรรคการเมือง

ที่มา มติชนออนไลน์

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยวันที่ 6 มีนาคมถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ตั้งพรรคการเมืองว่าเป็นสิ่งที่ดี เห็นด้วยกับนายกอภิสิทธิ์ เคยพูดมาตั้งแต่ เคยดำรงตำแหน่งนายก เพราะที่ผ่านมาพันธมิตรทำไม่ถูกต้องที่ไปบุกยึดสนามบินและไปยึดทำเนียบ ผิดกฎหมายแล้วบอกว่าเดินเนินการทางการเมือง ถ้าพันธมิตรทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี ประชาชนจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกใครหากประชาชนเห็นว่าพันธมิตรทำถูกก็เลือกเข้าไป ประชาชนเห็นว่าพันธมิตรทำไม่ถูก ก็ไม่ต้องเลือกเข้าไป ดังนั้นจึงห็นด้วยที่กลุ่มพันธมิตรจะตั้งพรรคการเมือง จะได้เข้ามาสู่การเมืองตามระบบ ไม่ต้องไปเล่นการเมืองนอกระบบ