WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 8, 2009

ลงทุนแสนล้านมาบตาพุดเอว้ง

ที่มา ไทยรัฐ

นายประสาน ตันประเสริฐ ประธานคณะกรรมการบริหารการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยหลังการหารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการเตรียมดำเนินการหลังการประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ ว่า ยอมรับว่าภาคเอกชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศสอบถามความชัดเจนมาค่อนข้างมาก ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้ทำให้นักลงทุนมีการชะลอแผนการลงทุนแล้วเนื่องจากไม่มั่นใจว่าแผนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ อีไอเอจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือต้องปรับใหม่หรือไม่ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะมีการเสนอนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ต่อไป

เม็ดเงินลงทุนด้านปิโตรเคมีกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเครือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กว่า 70,000 ล้านบาท และเครือซิเมนต์ไทย 30,000 ล้านบาท ซึ่งมีโครงการรวมกันประมาณ 10 โครงการ โครงการเหล่านี้ต่างก็ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหมดแล้วและบางโครงการก็เริ่มก่อสร้างไปแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนมาเป็นเขตควบคุมมลพิษจึงทำให้ไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องมีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่หรือไม่ ทำให้นักลงทุนที่ยังไม่ได้ลงทุนเกิดความกังวลเช่นกัน

นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนว่าแผนการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพราะตามกฎหมายแล้วเมื่อประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษอำนาจการประกาศเกณฑ์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะไปขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้นๆเป็นหลัก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วจึงเสนอของบประมาณบริหารจัดการมายังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในวันที่ 9 มี.ค. คณะกรรมการกลั่นกรองงานก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะนัดหารือเพื่อที่จะสรุปแนวคิดเห็นของ กกร.เสนอต่อเวทีการประชุมคณะกรรมการรวมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นากยรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจากการหารือร่วมกันล่าสุดเอกชนเห็นพ้องกันว่าควรจะมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมใน จ.ระยอง อย่างเป็นระบบ และเป็นมาตรฐานสากล ดังนั้นระหว่างรอการศึกษาจึงควรชะลอการบังคับคดีหรือการประกาศเขตควบคุมมลพิษออกไปก่อน

ขณะนี้ผลการศึกษาปัญหาดังกล่าวมีความหลากหลายและหลายมุมมอง ทั้งจากภาครัฐ นักลงทุน ประชาชนในพื้นที่ และเป็นข้อมูลที่ต่างคนต่างทำ จึงเห็นว่าน่าจะเป็นการศึกษาระดับชาติ หากพบว่า จ.ระยอง มีปัญหาแล้วจะได้หยุดการลงทุนไป เอกชนก็จะได้ตัดสินใจได้ จะได้ไม่ทำให้ ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมของไทยดูไม่ดีในสายตาของนักลงทุน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ประกาศเขตควบคุมมลพิษ ในปัจจุบันภาคเอกชนก็ทำตามระเบียบเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วและมั่นใจว่าบางอย่างเกินมาตรฐานสากลด้วยซ้ำ

นายพยุงศักดิ์กล่าวว่า ผลพวงจากการประกาศเขตควบคุมมลพิษดังกล่าวส่งผลให้ภาคเอกชนมีการชะลอการลงทุนทั้งโครงการเก่าและใหม่เพื่อรอให้รัฐบาลมีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนสิ่งแวดล้อมเนื่องจากกังวลว่าจะต้องลงทุนอะไรเพิ่มหรือไม่และระเบียบจะเป็นอย่างไร การขออนุญาตจะผ่าน กนอ.หรือหน่วยงาน จากขณะนี้ต้องขออนุมัติจาก กนอ.ซึ่งรัฐบาลควรจะต้องมีความชัดเจน หากไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน

นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนเข้าใจว่าการลงทุนกับประชาชนในพื้นที่ จ.ระยองจะต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างได้เหมาะสมไม่มีมลพิษไม่ทำลายสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนกว่า 138 ราย ในนิคมฯมาบตาพุดก็มีแผนกำจัดมลพิษให้อยู่ในระดับไม่เกินมาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดอยู่แล้ว

กรณีดังกล่าวอำนาจการออกใบอนุญาตการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะถูกย้ายไปยังท้องถิ่นในการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อมซึ่งเข้าใจว่าตามรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมดูแล แต่เอกชนก็ต้องการให้มีการจัดตั้งคณะทำงานที่เป็นมาตรฐานสากล ดังนั้น เห็นว่าวิธีที่ดีสุดต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาที่เป็นระดับชาติและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายด้วยเพื่อให้ชัดเจน หากไม่เช่นนั้นจะกระทบการลงทุนในระยะยาวและภาพลักษณ์การลงทุนในประเทศด้วย”.

เที่ยวไทยด้วยเพลง

ที่มา ไทยรัฐ

แรงบันดาลใจสำหรับข้อเขียนซอกแซกประจำสัปดาห์นี้มาจากเหตุผลใหญ่ๆ 3 ข้อด้วยกัน เริ่มจากข้อแรกเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล ไทยเที่ยวไทยเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่ทีมงานซอกแซกเห็นด้วย อย่างเป็นเอกฉันท์

ข้อที่สองสืบเนื่องจากแผ่นปลิวโฆษณาชวนดูคอนเสิร์ตย้อนยุคคอนเสิร์ตหนึ่งที่คณะผู้จัดส่งมาให้ทีมงานซอกแซก พร้อมเชิญชวนให้ไปฟังเพลงท่องเที่ยวประเทศไทยกับคอนเสิร์ตนี้

และข้อที่สาม สืบเนื่องมาจากภาพยนตร์โฆษณาเชิญชวนท่องเที่ยวไทยของ ธงไชย แมคอินไตย์ ที่เริ่มทยอยออกอากาศมาหลายวันแล้ว

ทำให้ทีมงานซอกแซกปิ๊งขึ้นมาทันทีว่า นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรามีเพลงเกี่ยวกับจังหวัด อำเภอ ตำบล และท้องถิ่นต่างๆมากมาย

น่าจะหยิบยกมาเขียนยกย่องให้เกียรติและเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวประเทศไทย ตามเสียงเพลงอย่างกว้างขวาง

ขออนุญาตเริ่มที่คอนเสิร์ต เพลินเพลงพาเที่ยวไทยกันก่อนเลยครับ

ในแผ่นโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ทีมงานซอกแซกได้รับ ระบุว่า ชมรมรักเพลงไทยจะจัดคอนเสิร์ตนี้ขึ้น ในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. เวลา 13.00 น. ณ หอประชุมวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี รายได้เพื่อการกุศลเช่นเคย

นักร้องนำได้แก่ สุเทพ วงศ์กำแหง, วรนุช อารีย์ เป็นต้น ส่วนหมายเลขจองบัตรได้แก่ 0-2933-8267 และ 08-1351-7289

สำหรับชื่อเพลงที่เขายกตัวอย่าง ทำให้นึกได้ว่าประเทศไทยของเรามีเพลงท่องเที่ยว และเพลงแนะนำจังหวัด อำเภอ ตำบลต่างๆมากมาย ล้วนแต่ไพเราะเพราะพริ้งแทบทั้งสิ้น

ได้แก่เพลง กรุงเทพราตรี, ผาเงิบ, สวัสดีบางกอก, ภูกระดึง, ลาภูพิงค์, ลาทีปากนํ้า, สาวอัมพวา, แอ่วสาวอีสาน, หาดผาแดง, สามพราน, เพชรบุรีแดนใจ, ยะลา, ตลุงโนรา-โนรีศรีธรรมราช, พัทยาลาก่อน, นิราศเวียงพิงค์, สาวบ้านบึง, ปากลัด, ตาคลี, แม่สาย, ลำนํ้าพอง, สีชัง, นํ้าตกสาลิกา, เชียงรายรำลึก, ล่องใต้, หัวหินสิ้นมนต์รัก และ บางปะกง ฯลฯ

เห็นชื่อเพลงแล้วทีมงานซอกแซกเชื่อว่าท่านผู้อ่านรุ่นเก่าๆสามารถจะฮัมตามได้อย่างคล่องปาก เพราะล้วนแต่เป็นเพลงโด่งดังในอดีต

อย่างเพลง ล่องใต้ เมื่อตอนฮิตครั้งแรก น่าจะอยู่ราวๆ พ.ศ.2501 หรือ 2502 เศษๆ ฟังแล้วก็อยากเดินทางล่องใต้ขึ้นมาทันที

มีการเอ่ยชื่อจังหวัดทุกจังหวัดของภาคใต้ อยู่ในเพลงนี้ เริ่มตั้งแต่ชุมพรเรื่อยไปจนถึงนราธิวาส

หรืออย่างเพลง ลำน้ำพองนั้น หัวหน้าทีมเคยไปนั่งฟังระหว่างตระเวนอีสานไปค้างคืนที่จังหวัดขอนแก่น เกือบ 20 ปี เห็นจะได้

ฟังแล้วก็ซาบซึ้งดื่มด่ำ มองเห็นลำน้ำพองสายน้ำสำคัญของภาคอีสาน ไหลขึ้น ไหลลง ขณะที่ฟังนักร้องขับกล่อม

บนเวทีไนต์คลับ โดยมีคู่หนุ่มสาวข้างหน้ากำลังเต้นรำในจังหวะสโลว์อยู่กลางฟลอร์

อีกเพลงที่ชอบมาก คือเพลง เชียงรายรำลึก ฟังครั้งแรกที่ร้านอาหารริมแม่น้ำกก

แม้เสียงร้องจากนักร้องท้องถิ่นจะไม่ไพเราะเท่านักร้องระดับชาติ แต่ความไพเราะของท่วงทำนองและเนื้อหาที่เรียบง่าย ฟังแล้วยังบอกเพื่อนๆเลยว่า ต่อไปเพลงนี้จะต้องดังทั่วประเทศ

ก็ปรากฏว่าดังจริงๆ เพลงเชียงรายรำลึก...ที่ขึ้นต้นว่า ณ ราตรีหนึ่ง กลายเป็นเพลงที่ผู้คนรู้จักทั่วประเทศ และเป็นเพลงที่มีผู้ขอมากที่สุดเพลงหนึ่งในไนต์คลับ

นอกจากเพลงที่จะมาบรรเลงในคอนเสิร์ตนี้แล้ว ยังมีอีกหลายๆเพลงที่บรรยายถึงความงามความน่ารักของท้องที่ต่างๆทั่วประเทศไทย

เช่น สงขลา” “มนต์เมืองเหนือ” “ปากน้ำ โพ” “สาวผักไห่” “รักจางที่บางปะกง” “ชุมทางเขาชุมทอง” “ปากช่อง” “หนาวลมที่เรณูฯ ฯลฯ

ใครนึกอะไรออกก็กรุณาเติมคำในช่องว่างเอาเองก็แล้วกัน...................

ทีนี้ก็มาพูดกันถึง พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ บ้าง

ไม่แน่ใจว่าเบิร์ดจะร้องเพลงจังหวัด อำเภอ ตำบลอะไรไว้หรือไม่ แต่เวลาแสดงคอนเสิร์ต เบิร์ดมักจะฮัมเพลง ท่าฉลอม บ่อยครั้ง และเพลงท่องเที่ยวรวมๆที่ฮิตมาก คือเพลงชวนไปเที่ยวทะเล หาดทราย สายลม 2 เรา

ที่สำคัญ...คงจำกันได้เมื่อ 3-4 ปีก่อน เบิร์ดก็เคยมาร่วมกับ ททท.เชิญชวนเที่ยวประเทศไทย ภายใต้คำขวัญ เที่ยวที่ไหนไม่สุขใจเท่าบ้านเรา มาหนหนึ่งแล้ว

เมื่อไม่กี่วันนี่เองได้มีการเปิดโครงการ เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก แนะนำ ธงไชย แมคอินไตย์ ในฐานะตัวแทนของ ททท.เชิญชวนให้ท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างเอิกเกริก

ภาพยนตร์ชิ้นแรกที่เผยแพร่ไปจบลงที่ แก่งสามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี สามารถสร้างความฮือฮาได้อย่างเกินความคาดหมาย

มีเสียงถามกันให้แซดว่า แก่งสามพันโบกอยู่ที่ไหน และจะสามารถไปเยี่ยมเยือนได้อย่างไร

ส่งผลให้ ททท.ต้องรีบแถลงรายละเอียดให้ทราบทันทีว่า แก่งสามพันโบกอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านสองคอน ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

เป็นจุดแคบที่สุดของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศไทย และประเทศลาว ในปัจจุบัน

ใครดูหนังโฆษณาของพี่เบิร์ดแล้วติดใจจะไปสามพันโบกก็ลองหารายละเอียดเพิ่มเติมจากสำนักงาน ททท.อุบลราชธานี 0-4525-0714 และ 0-4524-3770 ได้ตั้งแต่บัดนี้

ต้องขอบคุณพี่เบิร์ดและคอนเสิร์ต เพลินเพลงพาเที่ยวไทย ที่ทำให้คนไทยเราหวนนึกถึงอดีต และนึกออกว่าเรามีเพลงท่องเที่ยวแนะนำจังหวัด อำเภอ ตำบล และภูมิภาคต่างๆมาแล้วนานแสนนาน

แต่ละเพลงล้วนไพเราะเพราะพริ้ง ฟังแล้วอยากเดินทางไปเที่ยวรอบประเทศไทยอีกหลายๆรอบเลยละครับ

สำหรับท่านที่ประสงค์จะหาข้อมูลท่องเที่ยวทั่วไทย หลังจากที่ฟังเพลงท่องเที่ยวแล้วติดใจโปรดทราบ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้ (8 มี.ค.) ยังมีงาน มหกรรมไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 อีก 1 วันนะครับ เป็นวันสุดท้ายแล้ว...งวดนี้มีทั้งหมด 1,120 บริษัท ออกบูธทั้งสิ้น 1,200 บูธ คงเที่ยวกันได้ครบถ้วน ทุกภาค ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบลทั่วไทยอย่างแน่นอน...

ซูม

เทพเจ้า...นาโต๊ะกง สถิตกลางป่าให้โชคลาภ

ที่มา ไทยรัฐ

ปังๆๆๆ......เสียงดังเป็นชุดๆ บนขุนเขาบริเวณ ตำบลดาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อันเป็นแนวตะเข็บ ชายแดนไทยมาเลเซีย ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ซึ่งก่อตัวเป็นกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2473

ต่อมา...ในปี 2519 ยิ่งทวีความรุนแรง และ พื้นที่แห่งนี้ได้สร้างเป็นอุโมงค์ ขนาดกว้าง 50-60 ฟุต ยาวลึกถึง 1 กิโลเมตร ที่บรรจุกำลังพลได้เป็นกองพัน เพื่อใช้เป็นห้องบัญชาการรบ หลบภัยทางอากาศ แหล่งเก็บเสบียงอาหารและสะสมอาวุธ...ยามนั้น เสียงดังของอาวุธถี่ยิ่งขึ้น

ถึงยามนี้ล่วงเลยมา 30 กว่าปี แม้ว่าเหตุการณ์ ต่างๆจะสงบลงแล้ว เสียงดังก็ยังระเบิดต่อเนื่อง...แต่ไม่ใช่

เสียงของอาวุธ มัน เป็นเสียงของผู้ประสบโชคดี...!!!

OOO

เมื่อวันวานทีมงาน เหนือฟ้า ใต้บาดาล เดินทางเข้าไปที่ หมู่บ้านปิยะมิตร 1 อันเป็นพิกัดของ อุโมงค์ ประวัติศาสตร์ ขณะที่ โตหอง แซ่หลี่ Capt. AH JIN (มัคคุเทศก์พิเศษ อดีตนายทหารแห่ง พคม.) พาเดินไปครึ่งทางก่อนถึงปากอุโมงค์ พลันก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นติดๆกันถึง 3 ชุด

ขณะนั้นหลายคนต่างพากันตกใจอกสั่นขวัญแขวนกัน ด้วยอารมณ์กำลังเคลิ้มไปกับบรรยากาศ กิเลน ประลองเชิง ผู้มีประสบการณ์หลบภัยในอดีตถึงกับเอี้ยวตัวแนบก้อนหิน

โตหอง บอกไม่ต้องตกใจ เสียงที่ดังมาเป็นชุดนั้นเป็นของประทัด ซึ่งชาวมาเลเซียจุดแก้บน กับศาลเจ้า นาโต๊ะกง ใกล้ๆกับปากทางเข้าอุโมงค์ เนื่องจากประสบความสำร็จตามที่ขอไว้....หลายคนจึงถึงบางอ้อ...!!!

แล้ว....ไม่นานก็เห็น ชาวมาเลเซีย กลุ่มหนึ่ง (ที่เดินทางแก้บน) เดินสวนทางลงมา และก็ไม่นานอีกเช่นกันก็ถึง บริเวณศาลเจ้านาโต๊ะกง

OOO

ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนก้อนหิน มีสะพานเชื่อมจากทางเดินเข้าไปในศาล และ หน้าเป็นระเบียงกว้าง สามารถมองลงมาเห็นยอดต้นไม้ด้านล่าง

โตหอง เล่าให้ฟังว่า...เมื่อตอนที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ เห็นหินก้อนนี้มีลักษณะแปลกดี คือ เป็นหินก้อนใหญ่แล้วมีต้นไม้โผล่ขึ้นตรงกลาง จึงได้ไปอัญเชิญนาโต๊ะกงจากประเทศมาเลเซียให้ประทับ ณ ตรงนี้ เพื่อปกปักรักษาเหล่าสมาชิก พคม. ...ซึ่งก็ได้รับการปกป้องคุ้มภัยให้รอดจากอาวุธศัตรู

ต่อมาเมื่อ เหตุการณ์ต่างๆสงบลง กระแสแห่งพลังความศักดิ์สิทธิ์ได้แผ่ข้ามไปถึงมาเลเซีย ผู้คนมาสักการบูชามากจึงได้สร้างเป็นศาลใหญ่ขึ้น โดยมี อาเฉียง AH QIANG ผู้รักษาอุโมงค์ ช่วยดูแลด้วย

OOO

นาโต๊ะกง...เป็น เทพเจ้าแห่งการปกป้องรักษาป่าและสัตว์ทั้งปวง ชาวจีนมาเลเซียเลื่อมใสศรัทธากันมาก เนื่องจาก เป็นผู้มีเมตตาแผ่บารมีคุ้มครองให้สรรพ สิ่งอาศัยซึ่งกันและกันอย่างสันติสุข

ด้วยเมตตา บารมีนาโต๊ะกงจึงหน้าตาอิ่ม เอิบด้วยรอยยิ้ม เป็นเทพเจ้าที่ไม่ถืออาวุธใดๆ เพียงแต่มือขวาเลยถือไม้เท้า ตามรูปแบบของคนชราภาพที่มีใจดีจึงอายุยืน ส่วนมือซ้ายถือกาน้ำ

เทพเจ้านาโต๊ะกง สถิตอยู่กลางป่ามะละกา ในการอัญเชิญต้องเดินทางเข้าไปในป่า ทำพิธีกรรมเชิญขึ้นสถิตบนแท่นหิน (ก้อนหิน) แล้วแบกจากมะละกามาที่อุโมงค์ปิยะมิตร

OOO

โตหอง...บอกให้ฟังว่าหินก้อนนั้นตามปกติก่อนทำพิธีอัญเชิญนาโต๊ะกง ต้องใช้ 2 คนยกจึงจะขึ้น หลังจากทำพิธีและพร้อมที่จะมาสถิตที่เบตงมีความรู้สึกว่าเบากว่าเดิม ซึ่งสามารถแบกมาคนเดียวได้ โดยโตหอง เป็นคนแบกเอง

เมื่อมาถึงศาลสถิตแล้ว หินก้อนนั้นก็ยังไม่ทิ้ง เอาไว้เพื่อเป็นที่ประทับสำรองของนาโต๊ะกง

ในอดีตการแก้บนนาโต๊ะกงจะใช้ดอกไม้หรือพวงมาลัยเท่านั้น แต่พอมา อยู่ใกล้สมรภูมิ บางครั้งก็หาลำบากจึงบนด้วยเสียงดัง ต่อมาผู้ที่ได้รับความสำเร็จจึงจุดประทัด...จากนั้นก็เลยถือเป็นประเพณี ทั้งๆที่นาโต๊ะกงเป็นผู้มีเมตตาไม่ใช่นักรบ

OOO

ปัจจุบันผู้มาขอพรจากนาโต๊ะกงจะเน้นเรื่องของโชคลาภมากกว่าอย่างอื่น ก็รู้สึกว่าจะสมประสงค์กันแทบทุกราย จึงมีการจุดประทัดแทบทุกวัน

อาเฉียง AH QIANG จะจัดบริเวณให้สำหรับจุดโดยเฉพาะ โดยทำ เป็นราวตามแนวระเบียง เพื่อแขวนประทัด เมื่อจุดแล้วก็จะเอาป้ายกระดาษเขียนชื่อเสียงเรียงนามไว้ ว่าได้มาจุดแก้บนแล้ว

ผู้ที่มาแก้บนทีหลังก็ต้องหาจุดอื่น ป้ายแก้บนจะติดไว้อย่างนั้น ปล่อยให้โดนแดดโดนฝนร่วงไปเองตามกาลเวลา พอจุดตรงนั้นว่างผู้อื่นก็มีสิทธิที่จะมาใช้จุดประทัดแก้บนเป็นรายต่อไป

OOO

ศาลเจ้านาโต๊ะกง จึงเป็น สถานที่แห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวขึ้นไปเยือน นอกจากจะชม อุโมงค์ปิยะมิตร ซึ่งอาจจะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน

สำหรับ อุโมงค์นั้นเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ เทพเจ้านาโต๊ะกงนั้นเพื่อโชคลาภ ก็อย่างว่าในการเสี่ยงโชคของมาเลเซีย อันเป็นหวย ABC นั้นมีโอกาสมากกว่า จึงได้โชคกันทุกงวด ส่วนบ้านเรา 100 ประตูมีพียง 1 เดียว...

...พลังแห่งศรัทธาจะ ขลังหรือไม่...น่าลอง...!!!

ก้อง กังฟู

ยุทธการ “ทักษิณ” ดิ้นอีกเฮือก

ที่มา ไทยรัฐ

เข็น เฉลิม ขึ้นเก้าอี้นายกฯนำศึกซักฟอกล้ม อภิสิทธิ์

หลังจากประกาศตีปี๊บโหมโรงมาเป็นแรมเดือน

ล่าสุด ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยก็ได้มีมติอย่างเป็นทางการที่จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในวันที่ 11 มีนาคมนี้ เป้าหมายชัดเจนเตรียมเล่นงานตั้งแต่หัวขบวน

ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

พ่วงด้วยรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลอีกอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

พร้อมทั้งมีมติส่งรายชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. ระบบสัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นนายก-รัฐมนตรี แนบญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ

ชูโรงให้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นนายกฯคนต่อไป ถ้าโค่นรัฐบาลได้สำเร็จ

งานนี้ บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยต่างประโคมโหมกระแสกันเต็มที่ว่า มีข้อมูลเด็ดถึงขั้นน็อกรัฐบาลกลางเวทีสภาฯ

โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิมในฐานะหัวหน้าทีมทำศึกอภิปรายฯ ถึงกับประกาศเปรี้ยง แสดงความมั่นอกมั่นใจข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ในมือ

ท้าเดิมพันตำแหน่ง หากฟังการอภิปรายฯแล้วเห็นว่าไม่ได้เรื่องจะลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.พรรค

เพื่อไทยทันที

ปลุกขวัญ เรียกความฮึกเหิมกันเต็มที่

แน่นอน หลักการในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา

ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะ ส.ส.ฝ่ายค้าน มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบการทำงาน การใช้อำนาจรัฐ และ

งบประมาณแผ่นดินของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล

เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา

แต่การเมืองไทยในระยะหลังค่อนข้างสลับซับซ้อน ยิ่งมีการช่วงชิงอำนาจรัฐกันอย่างรุนแรง

ก็ยิ่งทำให้มาตรการตรวจสอบควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือห้ำหั่นฟาดฟันกันทางการเมืองมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกระทู้สด ญัตติทั่วไป รวมถึงญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาลด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในยุคที่ผ่านๆมา ปกติแล้วทางฝ่ายค้านจะเปิดโอกาสให้เวลารัฐบาลได้ทำงานบริหารประเทศไประยะหนึ่งก่อน 3-4 เดือน หรือหนึ่งสมัยประชุม

เมื่อพบว่ามีปัญหาการทุจริตคอรัปชัน หรือความผิดพลาดบกพร่องในการบริหารราชการ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ

ถึงตอนนั้นจึงจะใช้มาตรการตรวจสอบระดับรุนแรง ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แต่มาคราวนี้ การเมืองมีการพลิกขั้ว พรรคประชา-ธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังมีการยุบพรรคพลังประชาชน โดยมี ส.ส.จากพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ฉีกขั้วมาสนับสนุน

ไม่ใช่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งธรรมดา แต่เป็นรัฐบาลที่เกิดจากการหักดิบกันมา

แน่นอน ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่โดนพวกเดียวกันหักหลัง พลิกขั้วให้หลุดจากอำนาจ ย่อมเจ็บแค้นฝังลึก

ตรงนี้จึงเป็นตัวเร่งที่ทำให้มีการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบในระบบ เพื่อควบคุมการบริหารของรัฐบาลไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ถือเป็นเรื่องที่ดี

โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลมีพฤติการณ์ทุจริตคอรัปชัน หรือบริหารราชการผิดพลาดบกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบทันที ช้าไปวันเดียวก็ไม่ได้

ยิ่งถ้าการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ทำหน้าที่โดยสุจริต ข้อมูลหลักฐานแน่นหนา ประชาชนยิ่งได้ประโยชน์

ไม่ใช่มีข้อมูลแค่นิดหน่อย แต่ตีปี๊บโหมกระแสเอามัน ถึงเวลาจริงไม่ได้เนื้อได้หนัง ฝ่ายค้านก็จะเสียเครดิต เสียความน่าเชื่อถือจากสังคม

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลทั้งตัวนายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีที่โดนจับขึ้นเขียงอภิปรายฯ ก็ต้องพร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบ

เพราะในยุคนี้คนที่มาเป็นรัฐบาลต้องทำงานอย่างเปิดเผย ท่ามกลางการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เหมือนต้องทำงานท่ามกลางสปอตไลต์

โดยสรุปแล้ว มาตรการตรวจสอบด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องที่ดี แม้จะมีการเชื่อมโยงแฝงการชิงอำนาจทางการเมืองอยู่ลึกๆก็ตาม

เพราะการตรวจสอบจะช่วยทำให้การเมืองไทยสะอาดขึ้น

ที่สำคัญ ทุกฝ่ายต้องยอมรับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะมีอะไรแฝงเร้น แต่ก็ยังถือว่าเล่นกันในเกมกติกา เล่นกันในระบบ

ฝ่ายค้านมีสิทธิอภิปรายตั้งข้อกล่าวหา รัฐบาลมีหน้าที่ต้องตอบชี้แจงแสดงเหตุผลแก้ข้อกล่าวหา

สุดท้ายตัดสินกันด้วยเสียงในสภาฯ

ถ้าเสียงโหวตไม่ไว้วางใจนายกฯเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ในสภาฯ รัฐบาลก็ต้องล้มไปทั้งชุด

ถ้าเสียงโหวตไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีกระทรวงใดเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ รัฐมนตรีคนนั้น ก็ต้องหลุดจากตำแหน่ง แต่ถ้าเสียงโหวตไม่ไว้วางใจไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็อยู่บริหารประเทศต่อไปได้

ขณะเดียวกัน ประชาชนที่รับฟังข้อมูลการอภิปรายฯของฝ่ายค้าน และคำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาล ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินว่าจะเชื่อถือข้อมูลของฝ่ายใดมากกว่า

ถ้าประชาชนเห็นว่าข้อมูลฝ่ายค้านชัดเจน แม้รัฐบาลจะอาศัยเสียงข้างมากเอาตัวรอดไปได้ในสภาฯ แต่กระแสสังคมก็จะกดดันจนทำให้ต้องปรับ ครม. เหตุการณ์อย่างนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

นี่คือภาพรวมของการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านๆมา ในกรณีที่ฝ่ายค้านมีข้อมูลหลักฐานแน่นหนา แต่แพ้เสียงโหวตในสภาฯ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นการอภิปรายฯในห้วงที่การต่อสู้ทางการเมืองกำลังร้อนแรง

รัฐบาลที่มาจากการพลิกขั้ว ต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยืนเป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง

เพราะชัดเจนว่า ในห้วงเตรียมข้อมูลเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส.ส.และแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนได้เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณที่ฮ่องกง

พร้อมออกมายอมรับว่า ได้นำข้อมูลที่จะอภิปรายฯไปหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และได้รับไฟเขียวให้เปิดอภิปรายฯ

ขณะเดียวกัน คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้กำหนดยุทธศาสตร์การเมืองเป็น 3 จังหวะ

จังหวะแรก ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะใช้เวที นปช. และม็อบเสื้อแดง เคลื่อนไหวทั่วประเทศ กดดันรัฐบาลนอกสภาฯ และให้เป็นเวทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเพื่อวิจารณ์ การบริหารงาน ตอกย้ำความผิดพลาดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยตั้งเวทีในจังหวัดหลักๆแต่ละภาค

จังหวะสอง ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจปลายเดือนมีนาคม ฝ่ายค้านอภิปรายฯถล่มในสภาฯ ม็อบเสื้อแดงกดดันนอกสภาฯ

จังหวะสาม หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะให้ ส.ส.

เดินสายลงพื้นที่พบปะหัวคะแนนและสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เพื่ออธิบายถึงมาตรการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของรัฐบาล และเน้นภาพลักษณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ

ตบท้ายด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคในการนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ โดยเน้นการทำการเมืองภาคชนบททั่วประเทศ เพื่อรักษาฐานเสียงของพรรค ชูแคมเปญ เอาทักษิณกลับบ้าน

ที่สำคัญ มีการกำหนดการเคลื่อนไหวยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 11 มีนาคม ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีคิวปาฐกถาผ่านระบบวีดิโอลิงค์ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮ่องกง วันที่ 12 มีนาคม

กำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ 25-26 มีนาคม ในขณะที่ม็อบเสื้อแดงประกาศนัดชุมนุมใหญ่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลรอบใหม่ปลายเดือนมีนาคม

ช่วงเวลาคาบเกี่ยว สอดรับกันหมด เหมือนกำหนดปฏิทินเคลื่อนไหวไว้ล่วงหน้า

แน่นอน การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นสิทธิของฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จะวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง เพื่อให้ตัวเองได้กลับเข้าประเทศ

ขณะที่รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการชี้แจงในสภาฯ และบริหารประเทศแก้ปัญหาของประชาชน

ทั้งนี้ ตามกติกาของรัฐธรรมนูญ เมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯจะต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯด้วย โดยงานนี้พรรคเพื่อไทยมีมติเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม

การที่รัฐธรรมนูญกำหนดเช่นนี้ เพราะมีเจตนารมณ์ ให้การเมืองเปลี่ยนแปลงกันในระบบ

ถ้ารัฐบาลถูกคว่ำด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขั้วตรงข้ามที่เป็นฝ่ายค้าน ก็จะได้เป็นรัฐบาลแทน

ฉะนั้น บุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ต้องมีภาพลักษณ์โดดเด่น มีศักยภาพความรู้ความสามารถ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำประเทศ

ไม่ใช่เสนอชื่อออกมาแล้ว แม้แต่คนในซีกฝ่ายค้านด้วยกันก็ยังไม่ยอมรับ

การเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นนายกฯ แนบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงทำให้มองได้ว่าเป็นเพียงการเสนอเพื่อให้เป็นไปตามกติการัฐธรรมนูญเท่านั้น

และเมื่อสำรวจเสียงรัฐบาลแล้วยังแน่นปึ้ก ขณะที่ฝ่ายค้านเองกลับขาดความเป็นเอกภาพ

เพราะพรรคประชาราชของนายเสนาะ เทียนทอง และกลุ่มของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ในพรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่เอาด้วยกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้

โอกาสที่จะล้มรัฐบาลกลางสภาฯจึงยังมองไม่เห็น

แต่สิ่งที่เห็นกันชัดๆก็คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ พ.ต.ท.

ทักษิณ

ทักษิณยังขับเคลื่อนการเมืองเต็มที่

เหมือนเป็นผู้นำฝ่ายค้านตัวจริง.

ทีมการเมือง

จูนเครื่องใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

ถ้าไม่หนีห่างการเมือง บ้านเมืองมันก็วุ่นเยี่ยงนี้เตือน นายกฯ ต้องสงบสยบความเคลือนไหว จัดแถวรัฐมนตรีข้าราชการใหม่เดินหน้าแก้ ปัญหาเศรษฐกิจ อย่าเต้นตามเพลงฝ่ายตรงข้าม

ข่าว เขย่าขวด สุดสัปดาห์นี้ มีรายจ่ายก็ต้องมีรายได้ มีผู้ให้ก็ต้องมีผู้รับ นี่ว่ากันตามความจริงที่เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจ ณ วันนี้

แน่นอนว่ารัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมีรายจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤติอย่างหนัก ปัญหาก็มีอยู่ 2 อย่าง

1. จ่ายอย่างมีคุณภาพ ตรงเป้า และได้ผลหรือไม่?

2. จะหารายได้อย่างไรเพื่อทดแทนรายจ่าย

ในภาวะที่เป็นจริงขณะนี้รัฐบาลได้ใช้เงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นฟูไปแล้วหลายรายการ โดยเฉพาะที่แจกให้หัวละ 2,000 บาท ตามยอด 8 ล้านกว่าคน จะได้ผลหรือไม่อีกไม่นานก็ได้รู้กัน

ขณะที่ยังไม่ให้คำตอบว่าจะหารายได้มาจากไหน เงินคงคลังก็หดหาย ภาษีที่เคยเก็บได้ เป็นกอบเป็นกำก็พลาดเป้าไปเยอะ ตัวเลขไม่น้อย 1.3 แสนล้านบาท และปีต่อไปจะเป็นอย่างไรคงไม่ต้องพูด

นอกจากนั้น ยังมีความพยายามจะขอลดโน่นลดนี่ หย่อนภาษีอีกหลายรายการ เป็นต้นว่า ภาคยานยนต์ขอลดภาษี 3%

หากรัฐบาลยอมให้อีกหลายภาคส่วนก็ต้องขอด้วย

แบบนี้ก็ป่วนแน่ เพราะปกติก็ไม่เข้าเป้า แถมยังขอให้ลดอีก รัฐบาลจะมีรายได้จากไหน

พอรัฐบาลบอกว่าจะต้องกู้ก็เลยถูกปรามาสทันควันว่าดีแต่กู้ กู้แล้วแล้วก็เอาไปประชานิยมอย่างนั้นหรือ

วันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหารายได้ ทุกวิถีทาง อย่างเรื่องท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักคู่ขนานกับการส่งออก

แต่เนื่องจากทุกประเทศเกิดปัญหาเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวที่เคยมาไทยมากมายก็คงจะจนลงไม่มีโอกาสได้ออกมาเที่ยว

เชื่อเถอะว่ารัฐบาลก็ต้องบอกคนของเขา ที่ไม่ต่างไปจากเมืองไทยคือ กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวในไทย เพื่อแก้ปัญหาทำให้เกิดรายได้ ธุรกิจเดินไปได้

สหรัฐฯ จีน ประเทศมหาอำนาจใหญ่ทางเศรษฐกิจก็คิดแบบนี้ อย่าไปหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ อะไร นอกจากต้องช่วยตัวเองก่อน

การท่องเที่ยวที่พยายามดิ้นทุกวิถีเพื่อดึง นักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวไทย ถ้ายังถลุงงบ โปรโมตแบบเดิมๆอย่างที่เคยทำมา

ไปไม่รอดแน่...เสียเงินฟรี

มีนักคิดเสนอว่าประเทศใหญ่นั้นแม้เศรษฐ-กิจจะฟุบ แต่ก็ใช่ว่าจะจนกันทั้งประเทศ แต่ก็ยังมีคนรวย มีเงินใช้สอยได้ปกติและพร้อมจะเที่ยว

นี่คือลูกค้าสำคัญที่ ททท.จะต้องเจาะเข้าไป ให้ถึงดึงออกมาให้ได้

ต่างๆเหล่านี้อย่ามานั่งงอมืองอเท้า ใช้ วิธีแบบเก่าๆไม่ได้ผลแน่

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์ที่เป็นจริงดู เหมือนว่ารัฐบาลยังให้ราคาการเมืองเทียบเคียงกับปัญหาเศรษฐกิจ คือยังมุ่งที่จะลุยการเมือง ตอบโต้ ต่อปากต่อคำ

ทำให้สถานการณ์ไม่หลุดพ้นจากจุดนี้ จะไปหวังการเมืองนิ่งจึงเป็นไปไม่ได้

ก็ต้องรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามพยายามที่จะทำให้ วุ่น อาศัยปัญหาเศรษฐกิจที่แก้ไขยากยิ่งเป็นจุดดิสเครดิตรัฐบาล

แทนที่จะตั้งลำได้เร็ว มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้เต็มที่ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องไปวุ่นวายกับการเมือง วุ่นวายที่จะต้องตอบโต้ แก้ลำ เข้าทางเขาพอดี

สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้สักเรื่อง เพราะกุมสภาพไม่ได้ ข้าราชการก็ยังเข้าเกียร์ว่าง แทนที่จะจัดการให้เข้ารูปเข้ารอยโดยเร็ว ก็มัวแต่คิดมากพะวงว่าจะเสียรูปมวย ก็เลยป่วนกันไปหมด

ถ้าคิดว่ามีปัญหา ตอบสังคมได้ มันก็ต้องให้สะเด็ดนํ้ากันไปเลย

ทางที่ดีวันนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเชื่อว่ามีความตั้งใจจริง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน แก้ไขปัญหาจะต้องแยกแยะให้ดี หันกลับมาปรับจูนเครื่องในรัฐบาล ข้าราชการให้ทำงานกันเต็มสตีม

รัฐมนตรีที่อยู่เคียงข้างทั้ง 35 คน ว่าที่จริงแล้วหลายคนดูเหมือนว่ายังทำงานไม่เป็น ไม่รู้กิจของตัวเองว่าคืออะไรเสียด้วยซํ้า

ไม่อยากเอ่ยชื่อให้สะเทือนซางกันเปล่าๆ!!!

ลิขิต จงสกุล