WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 10, 2009

แนวคิดเทวราชา กับระบอบประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



ผมเองเป็นคนที่นิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ อย่างค่อนข้างมั่นคง เนื่องจากการมีสถาบันกษัตริย์ไว้ ทำให้สังคมสามารถรักษาขนบธรรมเนียบประเพณีบางอย่างที่สะสมกันมานานนับพันปีเอาไว้ได้ โดยไม่ถูกตัดตอนไปหมด

ช่วงที่ผมเคยศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ผมมีเพื่อนเป็นคนจีนมากเหมือนกัน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วระหว่างคนจีนกับคนไทย ผมรู้สึกว่าคนไทยจะมีรสนิยมที่ผมเรียกว่ามีความเป็นชาววัง หรือผู้ดีมีคลาสพอสมควร ทำให้รู้สึกว่าคนไทยมีความเป็นผู้ดีมากกว่าคนจีนบ้างเล็กน้อย แม้ว่าคนจีนจะมีสำนึกของความเท่าเทียมกันมากกว่าก็ตาม

แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบใจอย่างยิ่งคือ คนไทยบางกลุ่มที่พยายามจะรื้อฟื้นสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิเทวราชา” ขึ้นมาใหม่ เราจะเห็นได้ว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มีแนวคิดสุดกู่ถึงขั้นที่ว่า จะมีการถวายอำนาจคืนแก่พระเจ้าอยู่หัว กลับไปสู่ระบอบที่ล้าหลังคือ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” กันอย่างเต็มที่ ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 นี้ได้ เรียกว่าเป็นการพัฒนาการถอยหลังก็ว่าได้



ลัทธิเทวราชา ที่พยายามสร้างฟูมฟักกันขึ้นมาใหม่นี้ ทำกันถึงขั้นที่ว่า สถาบันกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจวิพาร์กวิจารณ์หรือกล่าวถึงได้แม้แต่น้อย แม้แต่องค์กรที่อยู่ใกล้สถาบัน เช่น องคมนตรีก็ทำท่าจะพยายามเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ไปด้วยเช่นกัน มีแนวคิดกันจนถึงขั้นจะมีกฎหมายห้ามหมิ่นองคมนตรีกันเลยทีเดียว

ที่จริงคนเหล่านี้ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นองคมนตรี ก็ไม่ใช่สถาบันแต่อย่างใด แต่ก็เข้ามามีอิทธิพลจนสามารถแทรกแซง "อำนาจอธิปไตยของปวงชน" ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงเกิด "การปีนเกลียว" กันทางอำนาจขึ้น ระหว่างอำนาจอธิปไตยของปวงชน กับองคมนตรีที่เป็นตัวแทนของคนชั้นสูงเสียส่วนใหญ่ ซึ่งหากสถาบันและคนที่อยู่รอบข้างยังไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในศตวรรษที่ 21 ผมไม่คิดว่า "ข้างประชาชน" จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์ของทุกประเทศสอนอย่างนั้น หากมีความวุ่นวายและต่อสู้อำนาจกับปวงชนส่วนใหญ่ของประเทศ ประชาชนไม่เคยพ่ายแพ้ ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งในขณะนี้ คือ "การกลับมายืนข้างประชาธิปไตย" อย่างเต็มที่ เลิกเสียทีกับ แนวคิด "ลัทธิเทวราชา" ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของประชาชนยุคศตวรรษที่ 21 อย่างมากเลยทีเดียว

บอกตรงๆ ว่าจะมีสักกี่คนที่เชื่อกันว่า "เจ้า" คือ เทพเจ้าในยุคนี้ การบูชาเจ้าแล้วพวกเขาจะได้ "บุญกุศล" หรือ มี Merit จนได้ขึ้นสวรรค์ สมัยผมเป็นเด็กความคิดนั้นยังมีอยู่ แต่คนที่เชื่อแบบนั้น ในปี 2009 พวกเขาแก่ตายไปแทบหมดสิ้นแล้ว คนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 50 ปี ในชนบท ไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว เพราะพวกเขาเติบโตในระบบโรงเรียนสมัยใหม่ แนวคิดและโลกทัศน์ หรือจักรวาลวิทยาของผู้คนแบบไตรภูมิพระร่วง ได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว

ผมไม่ได้เห็นด้วยกับตรรกะว่า "สถาบัน" จำเป็นและต้องอยู่คู่ประเทศไทย นั่นเป็นการสะกดจิตคน และเริ่มคลายมนต์สะกดไปแทบหมดสิ้นแล้ว สถาบันจะอยู่ต่อไปได้ต้องปรับตัวและ "เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อสังคม” ไม่อย่างนั้น ต่อให้โปรประกันดาอย่างไรก็ไม่ได้ผล

ยอมรับความผิดพลาดใน 3 ปีมานี้เถอะว่า ทำให้เกิดปัญหามากมาย กรณีน้องโบ และพันธมิตรต้องแก้ไข การปฏิเสธ ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะยุค Information Age ผู้คนไม่ได้โง่ขนาดที่จะไม่รู้อะไรเลย

การไล่บี้คนที่วิจารณ์โดยยัดข้อหาหมิ่นฯ ให้ รังแต่จะทำให้สถานการณ์พัฒนาไปในทางที่เลวร้ายมากยิ่งขึ้น ผู้คนไม่ได้เชื่อในแนวคิดเทวราชาอีกแล้วจำนวนมาก การพยายามฝืนยัดเยียด โดยการโปรประกันดา มีแต่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายหนักขึ้น


บอกตรงๆ ว่าผมยังเสียดาย และนิยมสถาบันแบบ Constitution Monarchy อยู่มาก แต่การพยายามยัดเยียดแนวคิด เทวราชา มาให้ผม ผมยอมรับได้ยาก ยิ่งพยายามทำ แรงต้านจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ปัญหาทางการเมืองปัจจุบันแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแต่ "แสดงตนสนับสนุนประชาธิปไตย" ให้เต็มที่ อย่าพยายาม "รักษาแนวคิดเทวราชา ที่ล่มสลายไปแล้ว" เอาไว้ให้ได้ การรักษาสถาบัน กับการรักษาแนวคิด เทวราชา มันคนละเรื่องกัน หากกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ยังคงอยู่ ท่านก็คงเปลี่ยน "กุศโลบาย" ในการรักษาสถาบันเอาไว้ให้คู่สังคมไทย โดยใช้แนวคิด " Constitution Monarchy“อย่างเต็มที่ ยุทธศาสตร์และกุศโลบายต้องเปลี่ยนไปตามสภาวะของสังคม ไม่ใช่ยังจะรักษากุศโลบายที่ล้าหลังเป็น paradigm ที่ตายไปแล้ว เอาไว้กับสังคมยุคใหม่ให้ได้ เหมือนกับการรักษาทฤษฎีโลกแบนนั่นแหละ แม้ว่าจะพยายามระดมคนที่น่าเชื่อถือในสังคมมามากมายเพียงใด ในการบอกประชาชนว่าโลกแบน คนก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

อีกอย่าง ทักษิณไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่หากยังดำรงแนวคิด เทวราชา ตราบนั้นก็จะคิดว่าทักษิณเป็นภัยคุกคาม การพยายามทำลายทักษิณ ต้องใช้ต้นทุนความศรัทธาอย่างมหาศาล สุดท้ายนอกจากทำลายไม่ได้แล้ว ยังทำลายตนเองไปอย่างมากมายจนไม่น่าเชื่อ

การต่อสู้ระหว่างแนวคิด "เทวราชา" กับ "ประชาธิปไตยแบบทุนนิยม" ถึงอย่างไร แนวคิดเทวราชา ก็ไปไม่รอดในศตวรรษที่ 21

ทำไมไม่ยอมฟังหลายฝ่าย แทนที่จะก่อสงครามที่สุดท้ายก็นำไปสู่ความพ่ายแพ้อยู่ดี

ผมก็อึดอัดใจเหมือนกัน เพราะคิดเขียนอย่างไร ก็โดนกล่าวหาว่า "หมิ่น" หมด คำแนะนำดีๆ มันเลยเกิดขึ้นไม่ได้ สุดท้ายก็ไล่ล่าทำลายล้างกัน แล้วคิดกันหรือว่า จะสามารถทำให้ประชากร 65 ล้าน หันกลับไปนิยมแนวคิดแบบ เทวราชา ผู้มีปัญญามอง ก็รู้อยู่แล้วว่า "จุดสิ้นสุดมันอยู่ตรงไหน"

ผมเห็นผลลัพธ์มันชัดเจน ยิ่งกว่า ลายมือ บนฝ่ามือผมเสียอีก

ลองพูดแบบเปิดอกกัน โดยไม่ต้องกล่าวหากันว่าใครจงรักภักดี ใครไม่ใช่ สุดท้ายความสามัคคี มันก็ไม่มีทางเกิด เพราะจะกดหัวให้คนจำนวนมาก ยอมสยบตามแนวคิดเทวราชาคงยาก ยิ่งทำแรงเสียดทานยิ่งมากขึ้น คุมสถานการณ์ก็ไม่ได้

ประชากร 65 ล้าน นะครับ ไม่ใช่ 12 ล้าน เหมือน ปี 2490

Monday, March 9, 2009

โฆษกพรรคเพื่อไทยชี้รัฐบาลสร้างหนี้ให้ประชาชนทั่วหน้า

ที่มา MCOT News
พรรคเพื่อไทย 8 มี.ค. – โฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ หลังงบกลางปีผ่าน เป็นการหาเสียงล่วงหน้า เผยจ้องกู้ต่างประเทศเพิ่มอีก 2.7 แสนล้าน เป็นการสร้างหนี้ให้ประชาชนทั่วหน้า

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่พบปะประชาชนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดลพบุรีเมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) ว่า ขอตั้งข้อสังเกตการลงพื้นที่ดังกล่าว เป็นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า หลังจากรัฐสภาผ่านกฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 โดยสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่เหมือนการทำประชานิยมแบบสองเท่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบพอเพียง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลถือว่าตรงกันข้ามกับนโยบายที่เคยประกาศ เห็นได้จากการที่รัฐบาลมีนโยบายกู้เงินต่างประเทศเพิ่มอีก 2.7 แสนล้านบาท ถือเป็นการกระทำเหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำเพื่อกู้วิกฤติการเงินปี 2540

“การแจกเงินให้ผู้สูงอายุและผู้ประกันตน เป็นเงินกว่า 19,000 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนที่ตกงาน คนยากจน และเกษตรกรไม่ได้รับ แต่กลับต้องรับหนี้ของรัฐบาลจากเงินกู้ 2.7 แสนล้านบาท ทำให้คนไทยเป็นหนี้เพิ่มคนละประมาณ 4,500 บาท จึงถือเป็นตลกร้ายในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ นายกฯ ทำแบบนี้คงอยากจะเป็นตำนานให้คนจดจำว่าเป็นรัฐบาล 60 กว่าวัน ยังสร้างหนี้ให้คนไทยทั่วหน้า ถ้าปล่อยให้เป็นรัฐบาลต่อไปอีก 99 วัน คงเป็นหนี้มากกว่านี้” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรคิดว่า จะหาทางสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างไร ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มากกว่าการไปโหมทำนโยบายประชานิยมแบบสองเท่า.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-08 13:34:36

เพื่อไทยเตรียมยื่น กกต.สอบ กก.บห.ปชป. รู้เห็นทุจริตเลือกตั้งปากน้ำ

ที่มา MCOT News

พรรคเพื่อไทย 8 มี.ค. – โฆษกพรรคเพื่อไทยประกาศเดินหน้าร้อง กกต.สอบกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ รู้เห็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ ที่ถูกให้ใบแดง ขณะเดียวกันอ้างยังมีหลักฐาน “ชวน หลีกภัย” ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ครบ ชี้พันธมิตรฯ ประกาศตั้งพรรคการเมือง แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ทำเพื่อปูทางสู่อำนาจ

หลังการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้มีนายพรชัย ก่อวัฒนมงคล ทนายความ ที่ได้รับมอบอำนาจจาก นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 นำเอกสารหลักฐานการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคประชิปัตย์มามอบต่อโฆษกพรรคเพื่อไทย

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า หลักฐานที่ได้รับมอบมีความชัดเจน ทำให้เชื่อได้ว่ากรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ รู้เห็นการกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ของ น.ส.สรชา วีรชาติวัฒนา ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาธิปัตย์ โดยกรณีดังกล่าว กกต.และคณะกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า มีความผิดจริง ดังนั้นจะนำหลักฐานไปยื่นให้ กกต. ตรวจสอบกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ภายในสัปดาห์หน้า

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า ตนยังมีหลักฐานที่เชื่อว่าได้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ครบ ซึ่งถือเป็นความผิด โดยจะนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนต่อไป

โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงการประกาศตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ถือเป็นการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของแกนนำ โดยชัดเจนแล้วว่า เป้าหมายในการเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และข้ออ้างเรื่องการเมืองใหม่เป็นการกระทำเพื่อปูทางให้ตัวเองและพวกพ้องเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และขอเรียกร้องให้แกนนำตอบคำถามเกี่ยวกับเงินบริจาคหลายร้อยล้านบาท ว่า จะมีการจัดการและมีข้อยุติอย่างไร ทั้งนี้ เพราะมีกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถึงความเห็นว่าควรนำเงินบริจาคไปมอบแก่กลุ่มสันติอโศก หรือสถานีเอเอสทีวี ขณะที่หลังการชุมนุมปรากฏว่า แกนนำหลายคนมีบ้านใหม่ มีรถใหม่ บางคนมีการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำตัวโดยใช้เงินจำนวนมาก. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-03-08 13:08:47

"แม้ว"โฟนอินเสื้อแดงที่ขอนแก่น ตอกย้ำรบ.แจกเงินไม่ถึงรากหญ้า ชี้พธม.ตั้งพรรค"คนแก่"อยากเป็นนายกฯ

ที่มา มติชนออนไลน์

อดีตนายกฯทักษิณ โฟนอิน ปลุกระดมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ขอนแก่นให้รวมตัวกันเหนียวแน่น มีอุดมการณ์ทำการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อทำให้เศรษฐกิจมั่งคั่ง แนะรัฐบาลไม่ควรกู้ ย้ำแจกเงิน 2,000 บาท ไปไม่ถึงรากหญ้า โวย"ยาเสพติด-มาเฟีย"กำลังกลับมา ในรัฐบาลชุดนี้ ชี้พธม.ตั้งพรรค "คนแก่"อยากเป็นนายกฯ


พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นทักทายกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุม และร่วมรับฟังการดำเนินรายการความจริงวันนี้สัญจร ที่ จ.ขอนแก่น เวลา 19.50 น. วันที่ 8 มีนาคม ด้วยคำว่า คิดฮอตหลายเด้อ ถ้าตนเองยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่มีความคิดที่จะกู้เงิน และจะนำเงิน 2.5 แสนล้านบาทโดยที่ไม่ต้องกู้ จัดสรรเข้าระบบเพื่อนำไปสร้างงานสร้างรายได้ แทนที่จะไปจ่ายเงิน 2,000 บาท และเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด และผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง แทนที่จะประกาศนโยบายและยังคงไม่มีทีท่าที่จะกำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน อีกทั้งในขณะนี้เศรษฐกิจกำลังไม่ไหว ประเทศไทย ยังคงต้องเผชิญชะตากรรมกับการที่ไม่เร่งแก้ไขปัญหา ซึ่งการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิวัติ ปลดนายกฯสมัคร และยุบพรรคการเมืองหลังใช้กำลังทหารยึดอำนาจ กดดัน ให้หนุนอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ยาเสพติดกำลังแพร่ระบาดทั้งประเทศหนี้นอกระบบและมาเฟียกลับเข้ามา เศรษฐกิจโลกกำลังลำบากคนไทยกำลังอดอยากอีกเยอะ พ่อค้าใหญ่หลอกนักการเมืองให้ประกันราคาสินค้าเกษตรฯทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องอดออมใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และไม่นำเงินมาแจกเพราะการบริโภคต้องเกิดจากการสร้างงานประเทศไทย


“มาวันนี้ มีกระแสข่าวของการแตกแยกของกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆ แต่ถึงอย่างไร คนเสื้อแดงต้องมีอุดมการณ์เดียวกันไม่แตกแยก วันนี้ พันธมิตรฯชัดเจนแล้วว่า ต้องการเล่นการเมือง ด้วยการตั้งพรรคการเมืองอำนาจนอกระบบ จะทำให้ประเทศลำบากประชาชนยากจน ต้องรวมตัวกันหากเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น ต้องรวมพลังเพื่อต่อสู้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง วันนี้ผมต้องเผชิญชะตากรรมอยู่ในประเทศต่างๆ เพราะเพียงถูกกล่าวหาว่า ผมไม่จงรักภักดี ผมเป็นคนทำงาน ทำแต่งานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จนไม่มีเวลามาแก้คำกล่าวหา และมีคำถามเสมอว่า จะกลับประเทศไทยหรือไม่ ทุกวันนี้ผมเดินทางไปประเทศต่าง เพื่อที่จะเรียนรู้สภาพปัญหา และสถานการณ์ภาพรวมทางเศรษฐกิจ จนทำให้ทราบว่า ประเทศจะต้องอยู่ด้วยเสา 3 ต้นคือ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของประเทศไทย นั้นไม่เป็นที่เชื่อถือในสายตาของชาวต่างชาติเพียงเพราะการปฎิวัติ รัฐประหาร และการมาครอบงำการบริหารประเทศของทหาร พันมิตรประกาศขับไล่ผม เพราะต้องการเข้ามาทำงานทางการเมืองคนอายุ จะ 70 ยังอยากเป็นนายกรัฐมนตรี มาวันนี้ จะมาจัดการตั้งพรรคการเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของการอยากเข้ามาเล่นการเมืองแต่ไม่มีโอกาส”


อดีต นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ทิศทางการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น และการบริหารประเทศของรัฐบาลที่จะพาชาติล่มจมเพราะมาจากสมมติฐานที่ผิด การเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้มั่งคั่งได้ ต้องทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก่อน และต้องการที่จะได้รับโอกาสกลับมาทำประโยชน์ให้กับคนไทยอีก


ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช .และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า ได้กำหนดการเปิดเวทีปราศรัยและการดำเนินรายการความจริงวันนี้สัญจร ในจังหวัดต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ เริ่มจากวันที่ 14 มี.ค. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา 15 มี.ค. ที่ จ.จันทุบรี จากนั้นก็จะเข้าช่วงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน วันที่ 21 มี.ค. ที่ จ.เชียงราย 22 ที่ จ.เชียงใหม่ จากนั้นจะนัดรวมตัวกันครั้งใหญ่ ที่ กทม.เพื่อขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 1 ล้านคน จะยืนหยัดชุมนุมขับไล่อย่างยืดเยื้อ จนกว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศลาออกหรือยุบสภา พร้อมทั้งจะเดินหน้ายืนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยื่นถอดถอน ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่อย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งประกาศสงครามประชาชน ขั้นแตกหักในทุกวิถีทางหากรัฐบาลไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสียงข้างมาก

พท.ยื่น กกต.สอบบิ๊ก ปชป.รู้เห็นทุจริตเลือกตั้งซ่อมปากน้ำ อ้างมีหลักฐานชัด เล็งแฉ"ชวน"ปกปิดทรัพย์สิน

ที่มา มติชนออนไลน์

อธิการบดี"นิด้า"หนุนตั้ง กก.ปฏิรูปการเมือง "เติ้ง"หวั่นคนกลางทำสูญพันธุ์อีก แนะให้นักการเมืองร่วมวงด้วย "จตุพร"ซัดสถาบันพระปกเกล้าไม่เป็นกลาง ยืนข้างเผด็จการ เผย"สุเทพ"บ่นน้อยใจเจอพันธมิตรโจมตีแรง "พิภพ"ยัน 5 แกนนำยังไม่คิดตั้งพรรคการเมือง แค่เสนอมิติใหม่ "พท."ยื่น กกต.สอบบิ๊ก ปชป. ที่สมุทรปราการ อ้างมีหลักฐานชัด เล็งแฉ"ชวน"ปกปิดทรัพย์สิน

ปชป.เชื่อสังคมยอมรับ "สุจิต"


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงแนวทางการปฏิรูปการเมืองว่า จะมีส่วนช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น เพราะเป้าหมายคือต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ว่าเป้าหมายของทุกคนคืออะไร ซึ่งตนขอฝากไปถึงสถาบันพระปกเกล้าให้พิจารณาเข้ามาช่วยการทำงานของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของสังคม เมื่อถามว่า นายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง จะมาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองจะสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้เป็นคนตั้งเงื่อนไขเรื่องนี้ เพียงแต่ขอให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้พิจารณา


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง เพราะมอบให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพ และเท่าที่ทราบนายสุจิต บุญบงการ ก็รับเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองแล้ว เชื่อว่าสังคมจะยอมรับผลการทำงานที่ออกมา


นายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าในการรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองว่า ต้องรอความชัดเจนจากการประชุมระหว่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าและรัฐบาลในวันที่ 9 มีนาคม ว่าจะมีให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพหรือไม่ และรัฐบาลจะรับเงื่อนไขและรับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ หากมีการตั้งคณะกรรมการจริงก็ไม่ทราบว่าตนจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานหรือไม่


อธิการฯนิด้าหนุน - "เติ้ง"ค้าน


นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า นายสุจิตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม มีความเหมาะสมพอสมควรที่จะเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง และเห็นด้วยที่จะให้มีคณะกรรมการขึ้นมารับฟังประเด็นปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิดก่อน จากนั้นจึงนำเสนอต่อสาธารณะ


นายสมบัติกล่าวว่า สำหรับปัญหาแตกต่างทางความคิดที่แบ่งคนในสังคมเป็นสีเหลืองสีแดงก็ถือเป็นอุปสรรคต่อการระดมความคิดเห็น แต่การรับฟังความคิดเห็นมีหลายวิธี ไม่ควรให้คนที่มีจุดยืนต่างกันมานั่งประชันความคิดกัน เพราะจะหาข้อสรุปได้ยาก คณะกรรมการควรเข้าไปรับฟังความคิดเห็นเป็นกลุ่มๆ จากนั้นนำข้อเสนอแต่ละกลุ่มมาประมวลเพื่อจัดลำดับความสำคัญว่าข้อเสนอเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน

นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า "ถ้าเป็นผมปีเดียวก็จบ การให้สถาบันปกเกล้าเข้ามาเป็นเรื่องที่ไม่ดี ควรให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่า เพราะคนกลางเข้ามาทำให้นักการเมืองเหี้ยนหมด คนเข้ามาควรผสมผสานกับนักการเมือง เหมือนรัฐธรรมนูญ 2550 ร่างสู้รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่ได้


"จตุพร" ชี้ส.พระปกเกล้าเผด็จการ


นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าไม่เคยแสดงตนว่าอยู่ฝ่ายประชาธิไตย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นคนของสถาบันพระปกเกล้าปกเองไม่ใช่หรือ เชื่อว่าคนไม่สบายใจ


"คนรู้สึกว่าสถาบันพระปกเกล้ายืนข้างเผ็จการมากกว่าประชาธิปไตย เมื่อคนของสถาบันพระปกเกล้าเองเป็นประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มันก็จะไม่มีอะไรที่เป็นความเชื่อมั่นได้เลย" นายจตุพรกล่าว


ด้านนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า เจตนาในการปฏิรูปการเมืองถือเป็นความตั้งใจดี แต่บรรยากาศทางการเมืองขณะนี้ยังไม่เอื้อต่อการให้ผู้คนทุกภาคส่วนในสังคมมาร่วมอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งเป็นที่ตัวองค์กรที่อาจจะมีปัญหา เพราะสถาบันพระปกเกล้าไม่อยู่ในฐานะที่เป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางมากนัก ในช่วงที่สังคมแบ่งเป็นฝักฝ่ายเช่นนี้จะมีความยุ่งยากในการดึงคนมาร่วมหาทางออก ดังนั้น คนที่เข้ามาร่วมกระบวนการนี้จึงอาจเป็นนักกฎหมายที่อยากจะเขียนรัฐธรรมนูญเพราะเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ โดยไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งนักกฎหมายเหล่านี้จะมีชื่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าปรากฏอยู่


"พิภพ" ยัน5แกนนำยังไม่คิดตั้งพรรค


นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวที่ จ.นครราชสีมา ถึงกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรว่า แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คน ยังไม่คิดจัดตั้งพรรคการเมือง แต่สิ่งที่พูดบนเวทีที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเพียงการชี้ว่าหากตั้งพรรคการเมืองในนามกลุ่มพันธมิตร และให้ทั้ง 5 แกนนำพันธมิตรและประชาชนสนับสนุน ควรจะเป็นพรรคการเมืองในลักษณะใด และหากพรรคการเมืองใดต้องการให้กลุ่มพันธมิตรสนับสนุนส่งผู้สมัครลง ส.ส.นั้น เราเพียงแต่จะชี้นำว่า ส.ส.ที่จะลงสมัครนั้นต้องเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ เสียสละ และกล้าหาญเท่านั้น นอกจากนี้ พรรคการเมืองจะต้องได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ จะเป็นมิติใหม่ของพรรคการเมืองที่เกิดจากประชาชน ไม่ใช่กลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง


นายพิภพกล่าวว่า ถ้าเกิดพรรคการเมืองขึ้น ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็ยังคงอยู่ ดำเนินงานควบคู่กันไปและหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนเงินที่นำมาจัดกิจกรรมของพรรคการเมืองใหม่นั้น เป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาคจากประชาชน จะเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทยเหมือนในสหรัฐอเมริกา เช่น พรรคกรีน เป็นต้น


ปฏิเสธไปสหรัฐหาทุนตั้งพรรค


นายพิภพกล่าวถึงกรณีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนักวิชาการหลายคน รวมทั้งพันธมิตรบางส่วน แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคของพันธมิตรและเป็นห่วงว่าจะอยู่ในวังวนการเมืองน้ำเน่าว่า ต้องขอบคุณที่หลายฝ่ายที่เป็นห่วง แต่ตนเห็นว่าถ้าพรรคการเมืองมีการตั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และใช้นโนบายเป็นไปตามรูปแบบการเมืองใหม่ของพันธมิตร จึงไม่มีทางเป็นการเมืองน้ำเน่า รวมทั้งมีประชาชนคอยตรวจสอบ และคนที่จะเป็นผู้สมัคร ส.ส.ต้องได้รับการคัดสรรจากประชาชนเครือข่ายพันธมิตรทั้งประเทศ เมื่อเข้าไปเป็น ส.ส.ในสภาต้องไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่รับเงินเดือน


นายพิภพยังกล่าวถึงข่าวแกนนำพันธมิตรจะเดินทางไปหาทุนตั้งพรรคการเมืองที่สหรัฐอเมริกาว่า ไม่เป็นความจริง แต่ไปหาทุนช่วยเหลือเอเอสทีวีให้อยู่ได้ ส่วนการหาทุนตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ฉะนั้น ความเห็นที่แตกต่างไม่ถือว่าเป็นความแตกแยกในพันธมิตร ทั้งนี้ ตนกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรได้ประกาศไปแล้วว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง ขอทำงานในส่วนภาคประชาชน


อธิการฯนิด้าแนะพันธมิตรคิดให้ดี


นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรจะตั้งพรรคการเมืองว่า เป็นสิทธิเสรีภาพที่สามารถทำได้ แต่แกนนำพันธมิตรจะต้องตอบคำถามตัวเองให้ชัดว่าต้องการเป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชนที่ตรวจสอบนักการเมืองเพื่อสร้างความโปร่งใสต่อไปหรือต้องการจะเปลี่ยนบทบาทเป็นพรรคการเมือง เพราะบทบาททั้งสองอย่างนี้แตกต่างกัน พันธมิตรต้องการตรวจสอบอำนาจหรือต้องการอำนาจเสียเอง


"ผมไม่มีทรรศนะสนับสนุนหรือคัดค้าน เพราะถือเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่พันธมิตรต้องตอบโจทย์ให้ชัดว่าต้องการอะไร การตั้งพรรคการเมืองมีทั้งผลดีและผลเสีย เวันนี้พันธมิตรมีพลังทางสังคมในการขับเคลื่อนทางการเมืองสูงและมีสมาชิกเครือข่ายมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าเป็นพรรคการเมืองจะถูกจำกัดด้วยระบบพรรคที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ดังนั้น พรรคการเมืองจึงเป็นสมบัติส่วนตัวของหัวหน้าพรรค ถ้าหัวหน้าพรรคหมดอำนาจวาสนาผู้คนในพรรคก็จะล้มหายตายจากสารบบการเมือง" นายสมบัติกล่าว


"พท." อัดพันธมิตรตระบัดสัตย์


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพันธมิตรจะตั้งพรรคการเมืองว่า ถือเป็นการตระบัดสัตย์ หวังปูทางไปสู่อำนาจ กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าคำพูดของแกนนำพันธมิตรเป็นคำพูดนักลวงโลก เพราะเคยพูดไว้ว่าจะไม่ตั้งพรรคการเมือง แต่กลับมาตั้งพรรคเทียนแห่งธรรม แสดงให้เห็นว่าการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อปูทางให้ตัวเองไปสู่อำนาจ จนบางคนได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งในรัฐบาล


นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยินดีมากที่กลุ่มพันธมิตรตั้งพรรคการเมือง จะได้ไม่ไปหลบๆ ซ่อนๆ อยู่หลังพรรคประชาธิปัตย์อีก และอยากถาม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ว่าเงินบริจาคของพันธมิตรหลายร้อยล้านบาทที่บอกว่าจะนำไปให้กลุ่มสันติอโศก และพนักงานสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้น มีความคืบหน้าอย่างไร เพราะมีแกนนำบางคนมีบ้านใหม่ รถใหม่ จ้างบอดี้การ์ดมากมาย ไม่รู้ว่าไปเอาเงินจากมาจากไหน หรือถ้าพรรคเทียนแห่งธรรมเป็นรัฐบาล จะให้ใช้ศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะหลายคนในพันธมิตรนับถือสมณะโพธิรักษ์ ของสำนักสันติอโศกที่ไม่ยอมรับหลักการพุทธศาสนา


เผย"สุเทพ"น้อยใจถูกพันธมิตรอัด


นายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี และประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คนสนิทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรจะเสียคำพูดที่เคยประกาศว่าจะไม่เล่นการเมือง และจะทำให้เสียมวลชน การตั้งพรรคของพันธมิตรไม่น่าจะเป็นการทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียฐานเสียงไป แต่ยอมรับว่าเมื่อถึงเวลาคนที่เป็นพันธมิตรและอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์จะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ฝั่งไหน


ส่วนกรณีที่แกนนำพันธมิตรโจมตีนายสุเทพเรื่องย้ายตำรวจนั้น นายชุมพลกล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายสุเทพเคยชี้แจงในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคว่าเพิ่งเข้ามาเป็นรัฐบาลจะไปทำทุกอย่างทันทีคงไม่ได้ พนักงานสอบสวนในคดีความต่างๆ เป็นคนที่รัฐบาลชุดเก่าตั้งไว้ หากรัฐบาลนี้เข้าไปแทรกแซงก็อาจถูกร้องว่าทำผิดกฎหมาย จะทำตามใบสั่งพันธมิตรทันทีคงไม่ได้ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้พบกับนายสุเทพ ซึ่งนายสุเทพยังบ่นเชิงน้อยใจว่าทำไมต้องโจมตีกันแรงขนาดนี้ด้วย


เปรยตร.คนสนิทพธม.จะได้ดี


"แต่การโยกย้ายนายตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจ ผู้บังคับการ และผู้กำกับ ในเดือนเมษายนนี้จะต้องมีการโยกย้ายครั้งใหญ่แน่นอน เพื่อเอาคนที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนที่ใส่เกียร์ว่าง และคนที่กลุ่มอำนาจเก่าวางไว้ออกไป โดย พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล คนสนิทนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร อยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณาด้วย" นายชุมพลกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองว่าการที่พันธมิตรออกมาแสดงความไม่พอใจเพราะต้องการต่อรองคดียึดสนามบิน นายชุมพลกล่าวว่า ถ้าเรื่องใดทำผิดกฎหมายต่อรองไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะยึดสนามบินหรือยึดทำเนียบรัฐบาล ยืนยันไม่มีมวยล้มต้มคนดู ที่ผ่านมาไม่เคยมีแกนนำพันธมิตรประสานมาเพื่อขอให้นายสุเทพยุติการดำเนินคดี แต่อยากชี้แจงต่อแกนนำพันธมิตรว่าสำนวนคดีความต่างๆ ทำไว้เกือบเสร็จตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนแล้ว จึงอยากขอร้องให้เห็นใจรัฐบาลด้วย


ปชป.นัดถกท่าทีพันธมิตรตั้งพรรค


แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ในการประชุม ส.ส.ของพรรควันที่ 10 มีนาคม จะมีการหารือถึงกรณีที่แกนนำพันธมิตรประชาชนประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองด้วย เพื่อกำหนดท่าทีของพรรคประชาธิปัตน์ต่อพรรคของพันธมิตร เพราะหากมีการจัดตั้งพรรคดังกล่าวจริงจะมีผลเสียต่อฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมวลชนของพันธมิตรและฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์แทบจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน


แหล่งข่าวกล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้น เห็นว่าสาเหตุการจัดตั้งพรรคของพันธมิตรอาจเพราะคนที่อยู่เบื้องหลังแกนนำพันธมิตรบางคนอยากเล่นการเมือง ไม่น่าจะเป็นไปเพื่อต่อรองเรื่องคดีความ ทั้งคดียึดทำเนียบ หรือยึดสนามบิน เนื่องจากคดีความต่างๆ ของพันธมิตรอยู่ในกระบวนการหมดแล้ว รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ และถ้าพันธมิตรทำเช่นนั้นจริงก็จะทำให้เสียมวลชนไปจำนวนหนึ่งด้วย


พท.ขู่ปูด"ชวน"ปกปิดทรัพย์สิน


วันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในสัปดาห์นี้จะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ดำเนินการเอาผิดกับคณะกรรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค กรณีรู้เห็นเป็นใจการทุจริตการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552 ที่ กกต.มีมติให้ใบแดงแก่ น.ส.สรชา วีระชาติวัฒนา ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ กรณีแจกทรัพย์สินแก่ประชาชน


นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคมีหลักฐานชัดเจนทั้งพยานบุคคล ภาพถ่าย ซีดี ที่เป็นข้อมูลยืนยันว่ากรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์เหล่านี้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการทำความผิดร่วมกับ น.ส.สรชา โดยลงไปช่วยหาเสียงให้ น.ส.สรชาในช่วงต้นเดือนมกราคม จึงถือว่ามีส่วนรู้เห็นในการซื้อเสียง และได้ทำผิดร่วมกันแล้ว นอกจากนี้จะเปิดหลักฐานกรณีนายชวนปกปิดการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ มีข้อมูลหลักฐานครบถ้วน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นเรื่องใด


ปชป.เย้ยพท.ข้อมูลไม่พอซักฟอก


นายทิวา เงินยวง ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังไม่มีความพร้อมที่จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 11 มีนาคมนี้ ก็เลื่อนไปได้จนกว่าจะถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เนื่องจากการประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้


นายทิวากล่าวว่า ที่ พท.ยังตกลงไม่ได้ว่าจะยื่นญัตติน่าจะเป็นเพราะมีข้อมูลไม่เพียงพอ เท่าที่ดูหนังตัวอย่างที่ฝ่ายค้านนำมาแสดง มีแต่เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือการทุจริต ทั้งกิ๊กรัฐมนตรี หรือรถยนต์ของนายกฯ ในอดีตการจะอภิปรายไม่ไว้วางใจใครต้องมีข้อมูลเป็นเอกสารทางราชการ จะนำมาแสดงก่อนเปิดอภิปรายจริงสัก 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ประชาชนติดตาม แต่ครั้งนี้แทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย และอีกเหตุผลที่ลังเลก็น่าจะมาจากการเสนอชื่อร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พท.เป็นนายกฯคนใหม่ เพราะสุดท้ายอาจถูก ร.ต.อ.เฉลิมตีกินตำแหน่งเหมือนที่เคยเกิดขึ้น


"การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เป็นดาบสองคม หากทำไม่ดีก็เจ๊ง ถ้ามาอภิปรายแบบไม่มีข้อมูลท้ายสุดประชาชนก็จะเห็น และสื่อก็จะให้คะแนนเองว่าใครเป็นอย่างไร" นายทิวากล่าว

ทักษิณโฟนอินไม่เลิก ถล่มปชป. แก้เศรษฐกิจผิดทาง

ที่มา ข่าวสด

อภิสิทธิ์ย้ำไม่แหยงม็อบ กลับจากนอกลงพื้นที่อีก




แดงอีสาน - ม็อบเสื้อแดงจัดเวที "ความจริงวันนี้สัญจร" ที่ถนนหน้าศูนย์ราชการ หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ช่วงค่ำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินจากต่างประเทศเข้ามาพูดคุย โจมตีรัฐบาลประชาธิปัตย์เหมือนเคย

"มาร์ค"เปรยถูกม็อบปาขวดเพราะหงุด หงิด ตากแดดนาน เตรียมลงพื้นที่อีกหลังกลับจากอังกฤษ ยันรัฐบาลไม่จุดชนวนรุนแรง สวน"แม้ว"เห็นแก่ประเทศชาติ หยุดโฟนอิน "เทพไท"เมินแกนนำพธม.ด่าปชป. แกนนำพธม.ย้ำตั้งพรรคแน่ โฆษกเพื่อไทยเย้ยพธม.ตั้งพรรคหวังปูทางสู่อำนาจ-เลิกแอบอยู่หลังปชป. เตือนรมต.อย่าลงพื้นที่สีแดง อ้างมีหลักฐาน"ชวน หลีกภัย"ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ครบ ยันยื่นญัตติ 11 มี.ค.นี้ ถอดถอนนายกฯฐานจงใจทำผิดรัฐธรรมนูญ "ทักษิณ"โฟนอินจวกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ไม่ช่วยประชาชน เน้นแต่แจกเงิน ไม่หาช่องทำให้คนทำมาหากิน ชี้กลุ่มเสื้อแดงจะโตขึ้นอีกเพื่อต่อสู้ทางการเมือง

"มาร์ค"ไม่ท้อเจอม็อบแดงไล่

วันที่ 8 มี.ค. เวลา 11.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลงพื้นที่พบปะประชาชนเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เป็นไปตามเป้าหมาย รัฐบาลได้พบปะประชาชน ไปไขข้อข้องใจและตอบข้อสงสัย รวมถึงรับฟังปัญหาเพิ่มเติม อย่างที่ จ.ลพบุรี ได้สรุปเป็นเอกสารให้ตนด้วย ถือว่าดีเพราะเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัด ทำให้รัฐบาลเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าปัญหาส่งผลกระทบในระดับพื้นที่เป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าการลงพื้นที่ในอนาคตกลัวหรือไม่ว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงไม่มีความรุนแรง การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีน่าจะพิสูจน์ว่าเราลงไปเพื่อประโยชน์ในการทำงาน ไม่ใช่เรื่องการเมือง ส่วนที่มีการขว้างปาสิ่งของของกลุ่มเสื้อแดงนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นขวดน้ำพลาสติก อาจเป็นความหงุดหงิด เพราะตากแดดกันอยู่นาน

เมื่อถามว่านายกฯ มีกำหนดลงพื้นที่อื่นอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มี แต่วันที่ 13-14 มี.ค.นี้ตนจะเดินทางไปร่วมประชุมจี 20 ที่ประเทศอังกฤษ สัปดาห์ถัดไปจึงจะลงพื้นที่ ส่วนจะเป็นพื้นที่ไหนนั้น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้รวบรวม เพราะต้องดูจังหวัดที่ยังไม่มีรัฐมนตรีลงไป เมื่อถามว่ารู้สึกท้อแท้หรือไม่ที่ลงพื้นที่แล้วถูกกลุ่มเสื้อแดงต่อต้านขับไล่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ คิดว่าทุกอย่างเป็นปกติ ในสังคมมีคนที่มีความเห็นแตกต่างกันได้

ยันไม่เล่นเกมเพิ่มความขัดแย้ง

เมื่อถามว่ากลัวหรือไม่ว่าอาจถูกมองว่าการลงพื้นที่เป็นการไปยั่วยุ เพราะรู้อยู่แล้วว่ามีคนออกมาชุมนุมต่อต้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้ง บอกชัดเจนว่าไปทำอะไร ถือเป็นงานในหน้าที่ และตนตั้งใจทำให้คนที่ต่อต้านกลับมาเห็นด้วยกับรัฐบาล แต่ถ้าให้เห็นด้วยทั้งหมดคงยาก ต้องยอมรับการอยู่ร่วมกันในกติกาที่ไม่กระทบกระทั่งกัน เมื่อถามว่าคิดว่าบรรยากาศเช่นนี้จะอยู่อีกนานหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องถามกลุ่มผู้ชุมนุม ตนพยายามเต็มที่ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และเราพยายามทำข้อห่วงใยของเขาอยู่ เช่น การปฏิรูปการเมือง

เมื่อถามว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงระบุมีความพยายามจะทำให้เกิดความขัดแย้งเพื่อให้เกิดสงครามกลางเมือง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อาจมีบางส่วนที่พยายามทำอย่างนั้น แต่รัฐบาลไม่เล่นด้วย ทั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลอยู่แล้วที่จะไม่ให้เกิดสงคราม กลางเมืองหรือความขัดแย้งที่รุนแรง จะเห็นได้ว่า 2 เดือนที่ผ่านมาเราหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกัน ไม่ให้เกิดความรุนแรง ต่อข้อถามถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุไม่ให้ประชาชนหวังพึ่งรัฐบาลชุดนี้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นความเห็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าทำงานต่อไป และที่ทำงานทั้งหมดนี้ก็เพื่อประชาชนทุกคน และเมื่องานสำเร็จก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของรัฐบาล แต่เพื่อประชาชน

จี้"แม้ว"คิดถึงประเทศชาติ

ต่อข้อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินถึงรากหญ้าโดยตรงจะเป็นปัญหาต่อการลงพื้นที่ของนายกฯและรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เป็นปัญหา เชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณ ประชาชนและรัฐบาลก็อยู่ประเทศไทย จึงทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี จึงน่าจะช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น

เมื่อถามว่าจะขอร้องพ.ต.ท.ทักษิณให้ยุติความเคลื่อนไหวได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยู่ที่ตัวพ.ต.ท.ทักษิณมากกว่าว่าจะยึดประโยชน์ของใคร ถ้ายึดประโยชน์ประเทศชาติน่าจะรู้ว่าสภาพบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องแก้ไข เมื่อถามว่าขณะที่รัฐบาลพยายามจำกัดวงความขัดแย้งให้ ลดลงแต่อีกฝ่ายพยายามเติมเชื้อความขัดแย้งมากขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนย้ำตลอดและย้ำต่อไปว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง และรัฐบาลจะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้ง และรัฐบาลได้รับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตั้งแต่แรกว่าทำงานในสภาวะอย่างนี้ต้องอดทนอดกลั้น ตนจะยึดแนวทางนี้ต่อไป แต่จะไม่ยอมให้ใครทำผิดกฎหมาย

นายกฯ กล่าวว่า เชื่อว่าการปฏิรูปการเมืองจะมีส่วนช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น เพราะเป้าหมายคือให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมว่าเป้าหมายของทุกคนคืออะไร ซึ่งขอฝากถึงสถาบันพระปกเกล้าให้พิจารณาเข้ามาช่วยการทำงานของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของสังคม เมื่อถามว่านายสุจิต บุญบงการ จะเข้ามาดูเรื่องการปฏิรูปการเมืองจะสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนตั้งเงื่อนไขเรื่องนี้ เพียงแต่ขอให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้พิจารณา

"ชวรัตน์"พอใจผวจ.สอบผ่าน

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า พอใจการทำงานของผู้ว่าฯ ในหลายจังหวัดที่ดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะประชาชน จากการประเมินเบื้องต้นถือว่าสอบผ่าน แม้ในบางจังหวัด โดยเฉพาะ จ.ลพบุรี ที่นายกฯ ลงพื้นที่จะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น มีการปารองเท้า และขวดน้ำใส่ขบวนรถนายกฯ ขณะที่นายสุเทพลงพื้นที่ จ.นครนายก และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น รวมถึงตน และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา ก็มีการตะโกนขับไล่ แต่ถือว่าผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศว่าให้ดูแลสถานการณ์ภายในจังหวัดของตัวเองไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือการปะทะกัน หากพบว่าจังหวัดใดมีการปะทะกัน ผู้ว่าฯ จะต้องรับผิดชอบ

อารักขาเข้ม"สาทิตย์"ลงพื้นที่พัทลุง

เวลา 09.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดพัทลุง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางตรวจราชการตามนโยบายของนายกฯ โดยมีนายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าฯ พัทลุง และ 3 ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น ให้การต้อนรับและร่วมประชุมรับฟังนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และปัญหารับฟังปัญหาการดำเนินงานของกลุ่มงานจังหวัด โดยทางจังหวัดได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอปพร.กว่า 500 นาย เพื่อเฝ้ารักษาความสงบตามจุดๆ ตลอดเส้นทางที่รัฐมนตรีผ่าน และบริเวณรอบๆ ศาลากลางจังหวัดพัทลุง เพื่อป้องกันเหตุวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มเสื้อแดง แต่สุดท้ายจนกระทั่งรัฐมนตรีและคณะเดินทางกลับไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงหรือมีผู้ก่อกวนเหตุการณ์ให้วุ่นวาย

เผยนายกฯไม่ติดใจถูกปาเกือก

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรีว่า ภาพรวมน่าพอใจ แม้จะมีกลุ่มเสื้อแดงไปขัดขวาง ถือเป็นสีสันทางการเมือง เป็นการแสดงออกในระบอบประชา ธิปไตย ส่วนที่มีบางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิ ใช้รองเท้าขว้างปา เชื่อว่าสังคมจะพิจารณาได้ หลังจากนี้รัฐบาลจะลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่หวั่นเกรงกระแสต่อต้าน หรือเป็นพื้นที่สีแดง สีเหลือง หากเป็นคนไทยจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม แม้จะไม่ใช่เสียงสนับสนุนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้รัฐบาลยังให้ส.ส.ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนด้วย

"การลงพื้นที่ของรัฐบาลไม่มีวาระซ่อนเร้นที่จะยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมไม่มีแนวคิดนี้ เพราะมีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำ 2 เรื่อง คือ ปัญหาเศรษฐกิจ และการปฏิรูปการเมือง ซึ่งรัฐบาลได้มอบให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพปฏิรูปการเมือง โดยมีนายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง เป็นประธานคณะทำงาน รัฐบาลจะไม่เข้าไปชี้นำ กดดันหรือมีธงปฏิรูปการเมือง เชื่อว่าผลที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนในสังคม" นายเทพไทกล่าว

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีเพื่อหาเหตุผลการโยกย้ายผู้ว่าฯ เพื่อเอาคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปดำรงตำแหน่งแทน นายเทพไทกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ดูแลกระทรวงมหาดไทย พรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่ ซึ่งการโยกย้ายผู้ว่าฯ ต้องดูความพร้อมเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นคนของใคร ยืนยันว่าไม่มีการย้ายคนของพรรคไปเป็น ผู้ว่าฯ แทนอย่างแน่นอน ส่วนการปฏิบัติงานของนายจารุพงศ์ พลเดช ผู้ว่าฯ ลพบุรี ต่อการลงพื้นที่ของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีกลุ่มเสื้อแดงออกมาต่อต้านนั้น ถือว่านายจารุพงศ์สอบผ่าน ส่วนที่ปล่อยให้กลุ่มเสื้อแดงเข้าไปป่วน นายกฯ ไม่ได้ติดใจ

จี้"แม้ว"หยุดโฟนอินพร่ำเพรื่อ

นายเทพไทกล่าวว่า กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยสบประมาทรัฐบาลว่าเด็ก 2 คนไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ ขอเรียกร้องว่าให้เด็กเร่ร่อน หรือผู้ใหญ่จรจัด ละเว้นการปลุกระดมสร้างความแตกแยก หรือความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในประเทศ หากเด็กเร่ร่อน หรือผู้ใหญ่จรจัดคนนั้นยุติบทบาทโดยไม่มีการโฟนอินพร่ำเพรื่อไปถึงงานวัด งานแต่ง งานบวชนาค เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองดีขึ้นอย่างแน่นอน

นายเทพไทกล่าวถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โจมตีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกัน คงต้องถามนายสุเทพว่ามีเรื่องอะไรกับพันธมิตร แต่พรรคไม่ได้ตอบโต้ เพราะเสียงของพันธมิตรเป็นเสียงสะท้อนที่มาจากองค์กรหรือภาคส่วนหนึ่งของสังคม ถือเป็นกระจกเงา พรรคยินดีรับฟัง พร้อมนำไปปรับปรุง อะไรที่แก้ไขได้ก็จะแก้ไข ที่สำคัญจะพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตร และทหาร ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันตามที่มีการกล่าวหา แต่การเคลื่อนไหวในบางเรื่องอาจสอดคล้องกันได้

ปชป.ปัดเคลียร์ใจพันธมิตร

เมื่อถามว่าการที่แกนนำพันธมิตรออกมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้กลุ่มเสื้อเหลืองไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลหรือไม่ นายเทพไทกล่าวว่า ประชาชนจะพอใจหรือไม่อยู่ที่ ผลงานของรัฐบาล และเชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณพอ คงไม่มีใครไปปลุกระดมได้ ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรออกมาโจมตีนั้นตนไม่ทราบเหตุผล แต่การโจมตีจะเน้นตัวบุคคลมากกว่าพรรค อีกทั้งไม่ได้โจมตีนายกฯ ซึ่งนายกฯ บอกแล้วว่าหากมีอะไรไม่ถูกต้อง หรือคิดว่ารัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาในเรื่องใดก็บอกมา พร้อมจะรับฟัง

เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ลืม บุญคุณพันธมิตรหรือไม่ นายเทพไทกล่าวว่า พรรคไม่ทราบว่ามีบุญคุณอะไร พันธมิตรเคลื่อนไหวตามแนวทางของเขา ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แต่การดำเนินการใดๆ รัฐบาลต้องคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด สิ่งสำคัญจะต้องยึดหลักกฎหมาย เมื่อถามย้ำว่าคิดว่าแกนนำพรรคควรนัดเคลียร์ใจกับกลุ่มพันธมิตรหรือไม่ นายเทพไทกล่าวว่า คงไม่ต้องเคลียร์ ทุกอย่างปกติ เมื่อก่อนเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

ไล่บี้"แม้ว"บีบกลับเมืองไทย

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงหนังสือพิมพ์ซันเดย์ มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่าขณะนี้รัฐบาลไทยและทางการฮ่องกงได้บรรลุการตกลงเกี่ยวกับสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่สามารถใช้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ข้ามประเทศกลับมาดำเนินคดีว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการตกลงในกรอบความร่วมมือเบื้องต้น ซึ่งนอกจากฮ่องกงแล้วไทยยังส่งตัวแทนไปประสานงานกับประเทศต่างๆ ที่คาดว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะไปปรากฏตัวเพื่อตกลงเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งประเทศที่มีและไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนด้วย เนื่องจากการจับกุมตัวนักโทษในประเทศต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้สนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ยังอาจใช้วิธีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ หรือการให้ประเทศเหล่านั้นแจ้งเมื่อพบตัวผู้ร้ายปรากฏตัวในสนามบิน เพื่อไปดักจับในประเทศปลายทาง ที่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กรณีอย่างนี้ก็เคยมีเหมือนกัน

นายปณิธานกล่าวว่า แม้จะมีบางคนในรัฐบาลกังวลว่าหากจับตัวพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาในช่วงนี้อาจทำให้การบริหารงานของรัฐบาลลำบากขึ้นไปอีก แต่รัฐบาลมีวิธีบีบให้พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับไทยเอง โดยการส่งคนไปประสานยังประเทศต่างๆ เพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณมีพื้นที่เคลื่อนไหวน้อยลง เพราะถ้าเปรียบเทียบขณะนี้รัฐบาลเหมือนป้อมค่ายที่แข็งแรงมีฐานมั่นคง ขณะที่พ.ต.ท. ทักษิณเหมือนหน่วยที่เคลื่อนไหวโจมตีไปมาได้ แต่ถ้าถูกจำกัดการเคลื่อนไหวให้อยู่แต่ในประเทศเล็กๆ สุดท้ายส.ส.บางคนอาจเลิกไปหา เพราะ ระยะทางไกล และการโฟนอินจะไม่มีประสิทธิ ภาพมากนัก เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่เข้าใจปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง สุดท้ายเมื่อเจ้าตัวไม่มี ที่ยืนก็จะเดินทางกลับมาเอง

"พิภพ"ลั่นพธม.ตั้งพรรคแน่

ที่ จ.นครราชสีมา นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร กล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรจะตั้งพรรค การเมืองว่า แกนนำทั้ง 5 คนยังไม่คิดตั้งพรรค การเมือง แต่สิ่งที่พูดเมื่อครั้งขึ้นเวทีที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพียงชี้ว่าหากจัดตั้งพรรคในนามกลุ่มพันธมิตรและให้ทั้ง 5 แกนนำและประชาชนสนับสนุนควรเป็นพรรคในลักษณะใดหรือควรมีคุณสมบัติอย่างไรเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ระบุว่าพันธ มิตรจะจัดตั้งรัฐบาล และถือเป็นมิติใหม่ของพรรคการเมืองที่เกิดจากประชาชน ไม่ใช่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งมารวมตัวกันเป็นพรรค ขณะเดียวกันถ้าเกิดพรรคขึ้นขบวนการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนยังคงอยู่และดำเนินงานควบคู่กันไป โดยหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนเงินที่จะนำมาจัดกิจกรรมของพรรคใหม่นั้นจะเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาคจากประชาชน ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทยเหมือนในสหรัฐ เช่น พรรคกรีน เป็นต้น

นายพิภพกล่าวถึงนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนักวิชาการหลายคนไม่เห็นด้วยและเป็นห่วงการตั้งพรรคของพันธมิตรจะเข้าสู่วังวนของการเมืองน้ำเน่าเหมือนปัจจุบันว่า ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ถ้าพรรคมีการตั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน คือนักการเมืองต้องซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ และใช้นโยบายตามรูปแบบการเมืองใหม่ของพันธมิตร เมื่อเข้าไปเป็นส.ส.ในสภาแล้วต้องไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่รับเงินเดือน จึงไม่มีทางจะเป็นการเมืองน้ำเน่าไปได้ ทั้งนี้ตนกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ ประกาศแล้วว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองและจะขอทำงานในภาคประชาชนสนับสนุนพรรคการเมืองตามแนวทางมิติใหม่ของพันธมิตร

พท.ฉะ"มาร์ค"ซ้ำรอยวิกฤตฟองสบู่

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรีว่า เป็นการหาเสียงล่วงหน้า ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและเป็นภาระให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยเฉพาะ ผู้ว่าฯ ต้องทำงานท่ามกลางความกดดัน เนื่องจากถูกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง คาดโทษไว้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าทำอะไรที่เอิกเกริกจนทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทั้งนี้ ผลจากที่รัฐบาลโยกย้ายผู้ว่าฯ เชียงรายที่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อน ไหวของคนเสื้อแดงที่ จ.เชียงราย ได้ ฝ่ายค้านอาจดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้ ผู้ว่าฯ ได้รับความเป็นธรรม

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่าการ บริหารงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่หวังสร้าง ตำนานแก้วิกฤตเศรษฐกิจ จะกลายเป็นย้อนรอยประวัติศาสตร์เหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารในปี 2541 ปรากฏว่าบริหารประเทศล้มเหลว มีการกู้เงินจากต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ จนสถาบันทางการ เงินล้มจำนวนมาก พอมาถึงรัฐบาลนี้ยังประกาศ กู้เงินทั้งในและต่างประเทศถึง 270,000 ล้านบาท สร้างหนี้ให้ประชาชน และยังสับสนบอกกับต่างประเทศว่าบริหารโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในความเป็นจริงใช้วิธีประชานิยมสองเท่า จนขณะนี้ประชาชนเป็นหนี้ถึง 4,500 บาทต่อหัว ถือเป็นตลกร้าย

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การสร้างตำนานของพรรคประชาธิปัตย์จะกลายเป็นตำนาน 60 กว่าวันสร้างหนี้ให้คนไทยทั่วหน้า ถ้าปล่อยให้บริหารงานถึง 99 วัน ประชาชนจะเป็นหนี้มโหฬารกว่านี้ ขอให้นายอภิสิทธิ์วางแผนบริหารจัดการทางการเงินระยะสั้น กลาง ยาว และรักษาวินัยการเงินการคลังมากกว่าการกู้เงินและแจกแหลก เหมือนเอา น้ำไปราดทะเลทราย หากรัฐบาลยังดึงดันจะใช้วิธีการประชานิยมสองเท่าอีกไม่นานต้องพึ่งหลวงตามหาบัวให้บริจาคทองช่วยชาติ

อ้างมีหลักฐานเด็ด"ชวน"ซุกทรัพย์

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้ทีมงานของพรรคจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เอาผิดกับคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล นายอลงกรณ์ พลบุตร กรณีรู้เห็นเป็นใจทุจริตการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 1 สมุทร ปราการ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2552 ที่ กกต.มีมติให้ใบแดงแก่น.ส.สรชา วีรชาติวัฒนา ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ กรณีแจกทรัพย์สินและนาม บัตรแก่ประชาชน โดยพรรคมีหลักฐานทั้งพยานบุคคล ภาพถ่าย ซีดี ที่ยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการทำความผิดร่วมกับน.ส.สรชา โดยไปช่วยหาเสียงให้ตั้งแต่ต้นเดือนม.ค.ถึงวันที่ 11 ม.ค. ถือว่ามีส่วนรู้เห็นในการซื้อเสียงและได้ทำผิดร่วมกันแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำผิดตามพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. มาตรา 53(1)-(2)

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้ในสัปดาห์นี้จะเปิดหลักฐานกรณีนายชวนปกปิดการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ มีข้อมูลหลักฐานครบถ้วน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นเรื่องใด

เย้ยพธม.ตั้งพรรคหวังปูทางสู่อำนาจ

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงแกนนำกลุ่มพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะตั้งพรรค การเมืองว่า เป็นการตระบัดสัตย์ หวังปูทางสู่อำนาจ ซึ่งกาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าคำพูดของแกนนำพันธ มิตรเป็นคำพูดนักลวงโลก ตระบัดสัตย์ เพราะเคยพูดว่าจะไม่ตั้งพรรค แต่กลับตั้งพรรคเทียนแห่งธรรม แสดงให้เห็นว่าการประกาศเคลื่อนไหวโดยอ้างว่าเพื่อโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แท้จริงเป็นการปูทางให้ตัวเองไปสู่อำนาจ ซึ่งทุกวันนี้มีตัวอย่างให้เห็นว่าบางคนในกลุ่มพันธ มิตรได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งในรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยยินดีมากที่กลุ่มพันธมิตรตั้งพรรค เพราะจะได้ไม่ไปหลบๆ ซ่อนๆ อยู่หลังพรรคประชาธิปัตย์อีก

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ตนอยากถามพล.ต. จำลอง ศรีเมือง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรว่า เงินบริจาคของกลุ่มพันธมิตรหลายร้อยล้านบาทที่บอกว่าจะนำไปให้กลุ่มสันติอโศก และพนักงานสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าถึงไหน เพราะมีแกนนำบางคนมีบ้านใหม่ รถใหม่ จ้างบอดี้การ์ดมากมาย ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน นอกจากนี้ในเรื่องคดีความต่างๆ ของกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องกว่า 100 คดี ซึ่งแกนนำเคยประกาศให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่วันนี้กลับมาทวงบุญคุณนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ว่าที่ขึ้นวอเป็นรัฐบาลได้เป็นเพราะใคร แต่ในวันนี้พันธมิตรอาจผิดหวังที่รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองให้ได้เต็มที่

วางตัวทีมซักฟอกเน้นทุจริต

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อสรุปการยื่นอภิปรายขณะนี้ ส.ส.ส่งข้อมูลไปให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย หมดแล้ว ซึ่งจะจัดข้อมูลให้ส.ส.แต่ละคนนำไปอภิปรายในสภา เน้นให้มีความกระชับ ใช้คนอภิปรายน้อย เพื่อให้มีเวลาอภิปรายมาก โดยวางตัวส.ส. 3-5 คน อภิปรายนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีนั้นจะใช้ส.ส. 1-2 คน ประเด็นหลักที่อภิปรายคือ การทุจริต จริยธรรมทางการเมือง การวางตัว ครม.ที่ไม่เหมาะกับงานทำให้ประเทศเสียหาย รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนการยื่นถอดถอนนายกฯ ที่มีนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร เป็นประธานคณะทำงานนั้น ทราบว่าร่างญัตติที่จะยื่นถอดถอนนายกฯ เสร็จแล้ว โดยจะนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรควันที่ 9 มี.ค. ก่อนยื่นต่อประธานวุฒิสภาพิจารณาต่อไป

นายไพจิตกล่าวถึงยุทธศาสตร์ให้ผู้บริหารพรรคและส.ส.ลงพื้นที่ขยายฐานเสียงประชาชนทั่วประเทศว่า พรรคจะดำเนินการหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยให้ประธานส.ส.แต่ละภาค เป็นแกนนำหลัก เช่น ภาคเหนือมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภาคกลางมีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ภาค อีสานมีนายพายัพ ชินวัตร และ กทม.มีนายวิชาญ มีนชัยนันท์ เป็นแกนหลัก โดยลงพื้นที่พบประชาชน ชี้แจงการทำงานของพรรค ส่วนใครจะตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแย่งชิงมวลชนกับรัฐบาลที่กำลังลงพื้นที่ ก็เป็นสิทธิ ซึ่งตนไม่รู้สึกกังวลเพราะประชาชนแยกแยะได้

นายไพจิตกล่าวว่า ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรจะตั้งพรรคนั้น ขอแสดงความยินดีจากใจจริง กลุ่มพันธมิตรจะได้คัดเลือกบุคคลที่ต้องการจะมาเป็นนายกได้เอง ไม่ต้องขัดขวางบุคคลอื่น และเมื่อเปิดเผยออกมาเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาแกนนำพันธมิตร เช่น พล.ต.จำลอง มีจุดประสงค์เคลื่อนไหวเพื่อใคร ดังนั้น เมื่อเปิดตัวเข้ามาสู่สนามการเมืองถือว่าน่าชื่นชม

ถอดถอน"มาร์ค"ฐานทำผิดรธน.

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 9 มี.ค. เวลา 10.00 น. จะประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อหาข้อสรุปทั้งเรื่องตัวบุคคลที่จะถูกอภิปราย ประเด็นอภิปราย ตนกำลังร่างเหตุผลประกอบการยื่นถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ต้องระบุให้ชัดเจนเป็นข้อๆ ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเหตุผลหนึ่งคือจงใจทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ส่วนจะยื่นถอดถอนรัฐมนตรีรายอื่นด้วยหรือไม่จะได้ความชัดเจนในวันที่ 9 มี.ค.นี้ รวมถึงการเข้าชื่อยื่นถอดถอนด้วยเช่นกัน ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าชื่อของส.ส.ประกอบการถอด ถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายพีรพันธุ์กล่าวว่า ส.ส.ที่ทำหน้าที่อภิปรายได้ซักซ้อมกันพอสมควรแล้ว กำชับผู้อภิปรายว่าเนื่องจากไม่ใช่การเสนอญัตติอภิปรายทั่วไป แต่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจและมีการยื่นถอด ถอน ดังนั้น ต้องมีความชัดเจนในข้อมูลว่ารัฐบาลทุจริต จงใจทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น อย่ากล่าวหาโดยไม่มีมูล สำหรับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังเป็นไปตามกำหนดการเดิมคือวันที่ 11 มี.ค. ส่วนวันอภิปรายรัฐบาลยังไม่ได้ประสานมา แต่เท่าที่เห็นรัฐบาลอยากให้เปิดอภิปรายเร็วๆ

เตือนรัฐบาลอย่าส่งรมต.ลงพื้นที่สีแดง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการโยกย้ายข้าราชการว่า ขณะนี้จะเห็นได้ว่าเกิดกระแสการต่อต้านรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แทบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือเสื้อแดง ทำให้ผลที่เกิดตามมาในพื้นที่นั้นๆ พบว่าผู้ว่าฯ ในจังหวัดที่มีกลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวปรากฏว่าต้องถูกย้ายอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของการโยกย้าย ทำให้มองได้ว่ารัฐบาลกำลังรังแกข้าราชการประจำที่ทำงานในจังหวัดต่างๆ อย่างไร้คุณธรรม

"เมื่อรัฐบาลรังแกข้าราชการประจำมากขึ้น เมื่อนั้นผู้ที่ถูกรังแกและได้รับแรงกดดันอาจจะรวมตัวต่อต้าน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการทำงานของรัฐบาลเลย ดังนั้น รัฐบาลควรกำชับรัฐมนตรีและนักการเมืองในสังกัดควรให้เกียรติข้าราชการประจำให้มาก เพราะหากไม่มีข้าราชการประจำรัฐบาลจะทำงานได้ยากเนื่องจากไม่มีคนทำงานให้ด้วยใจที่เสียสละ และควรกำชับนักการเมืองที่ไม่ได้เป็นส.ส.ให้ประสานงานด้วยความเคารพและให้เกียรติทุกคนอย่าใช้อำนาจรังแกผู้อื่นอย่างไม่เหมาะสม ทางที่ดีรัฐบาลไม่ควรส่งรัฐมนตรีลงมาพื้นที่ซึ่งเป็นสีแดง เพราะจะทำให้ข้าราชการลำบากใจได้" นายวิสุทธิ์กล่าว

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แจ้งว่า วันที่ 9 มี.ค. เวลา 11.00 น. จะยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาเพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เนื่องจาก กรณียกคำร้องที่ขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากดึงผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง โดยเฉพาะนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้ามาทำกิจกรรมทางการเมือง เป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

"เติ้ง-มาร์ค"ถกแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

เวลา 18.00 น. ที่ห้องรอยัล จูบิลี บอลลูน อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เดินทางไปร่วมงานฉลองมงคลสมรสบุตรสาวนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีรัฐมนตรี ข้าราชการ ภาคเอกชนและธุรกิจร่วมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะอดีตแกนนำพรรคชาติไทย อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายประภัตร โพธสุธน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย รวมถึงพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. นายธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี ภายในงานนายอภิสิทธิ์ เข้าพบพูดคุยกับนายบรรหารนาน 3 นาทีที่ห้องรับรองด้วย

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า พูดคุยกับนายบรรหารเรื่องการบริหารงาน นายบรรหารให้ข้อสังเกตและเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งให้คำแนะนำ ในการพูดคุยไม่มีอะไรเจาะจงเป็นพิเศษ แต่คงมีโอกาสพบกันอีก และไม่ได้พูดคุยกันเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

"เติ้ง"วอน"แม้ว"ให้รอมชอม

เวลา 19.00 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้เป็นปัญหาทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบแน่นอน รัฐบาลต้องหามาตรการแก้ไข ซึ่งทำได้หลายอย่า อย่างโครงการถนนไร้ฝุ่นถือเป็นโครง การที่ดี ถ้าทำได้เงินจะกลับคืนมา 4-5 พัน ตนไม่ได้เชียร์ อย่าไปมองเรื่องผลประโยชน์ เพราะถ้าคุมเรื่องเงินให้ดีก็จะไม่มีปัญหาการทุจริต เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 น่าจะดีขึ้น ทั้งนี้ตนไม่ได้แนะนำแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้นายกฯ เพราะแนวทางที่รัฐบาลทำอยู่ก็ถือว่าใช้ได้

นายบรรหารกล่าวว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงเคลื่อนไหวถือเป็นวิถีทางของท่าน คงมีเหตุผล แต่ส่วนตัวก็เห็นใจ เคยพูดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ให้กลับมาต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่พ.ต.ท. ทักษิณกลัวเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณไม่น่าส่งกระทบต่อรัฐบาลมากนัก ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เรื่องพ.ต.ท.ทักษิณจะเบาบาง เมื่อถามว่าจะให้คำแนะนำอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า อยากให้รอมชอม ไม่มีแดงมีเหลือง มีแต่ขาวอย่างเดียว ส่วนแนวความคิดเรื่องตั้งรัฐบาลแห่งชาติปิดไปได้เลย มันทำไม่ได้

นายบรรหารกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นคนกลางปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ เอาคนกลางมาร่างไม่ได้เพราะไม่รู้เรื่อง ต้องให้นักการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

ด้านพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีกลุ่มพันธมิตรฯจะตั้งพรรคการเมือง โดยกล่าวเพียงว่า ตนกำลังศึกษาในระดับปริญาเอกและเล่นกีฬาอยู่ เมื่อถามว่าสนใจการเมืองหรือไม่ พล.อ.สนธิยอมรับว่าสนใจ และกำลังศึกษาเหมือนกัน

"เทือก"ฟุ้งเรตติ้งเพิ่ม"มาร์ค"ถูกปาของ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงพ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินให้ประชาชนอย่าหวังพึ่งรัฐบาลนี้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่า ตนไม่พูดถึงพ.ต.ท.ทักษิณอีก และคิดว่าความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เป็นปัญหาต่อการทำงานของรัฐบาล เพราะเราจะทำในสิ่งที่ดีๆให้ประชาชนเห็น เมื่อถามว่าหากนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมจะเป็นผลดีหรือผลเสียกับรัฐบาล นายสุเทพกล่าวว่า ตนไม่ได้คิดในแง่ของรัฐบาล แต่คิดในแง่ของประเทศชาติว่าคนที่ทำความผิดหลบหนีคดี หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ต้องติดตามเอาตัวมาลงโทษ เชื่อว่านำตัวพ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีได้ จะไม่ทำให้คนเสื้อแดงแดงทั้งแผ่นดิน เพราะพวกเขามีไม่เท่าไหร่ และหากพ.ต.ท.ทักษิณกลับมารัฐบาลก็จะดูแลให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

นายสุเทพกล่าวถึงพรรคเพื่อไทยเตรียมเอาผิดนายอภิสิทธิ์ และนายชวน กรณีไปช่วยหาเสียงให้น.ส.สรชา วีรชาติวัฒนา ผู้สมัครส.ส.สมุทร ปราการ ที่ได้ใบแดงว่า พรรคเพื่อไทยสร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์ไปเรื่อยเพื่อทำลายเครดิตความน่าเชื่อถือของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งนายชวนและนายอภิสิทธิ์ แค่ไปช่วยปราศรัยเชิญชวนให้คนมาใช้สิทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิด และกรณีนี้น.ส.สรชา ได้ดำเนินการตามขั้นตอนไปแล้ว เราสู้ตามความเป็นจริงจึงไม่กังวล

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ตนคิดว่ายิ่งเขาทำอะไรมากคนยิ่งเห็นใจนายกฯ ดูได้จากการลงพื้นที่จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 7 มี.ค. เมื่อกลุ่มเสื้อแดงขว้างขวดน้ำใส่นายกฯ ทำให้คนเห็นใจมากขึ้น เมื่อถามว่าการขว้างปาขวดน้ำดังกล่าวเป็นการทำเกินกว่ากรอบกฎหมายหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ตนเห็นว่าผิดกฎหมาย แต่เราต้องดูว่ามีหลักฐานมีรูปถ่ายเห็นมือเห็นหน้าคนดำเนินการหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่ถือว่าทำได้ดี ดูแลประชาชนให้อยู่ในกรอบกฎหมาย แต่คนที่ฝ่าฝืน ก็ต้องดำเนินการ

ขอนแก่นคึก-เสื้อแดงแห่ร่วมงาน

วันเดียวกัน เวลา 12.00 น. ที่บริเวณถนนหน้าศูนย์ราชการ ด้านพระธาตุศิโรดมจำลอง หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น กลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งเวทีจัดรายการความจริงวันนี้สัญจร ที่จ.ขอนแก่น โดยคนเสื้อแดงในขอน แก่นและจังหวัดต่างๆ ต่างทยอยมารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มชมรมคนรักอุดรนำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา กลุ่มคนโคราชรักษ์ประชาธิปไตยนำโดยนายเกรียงศักดิ์ สีดาน้อย กลุ่มแท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้กลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 200 คนไปรวมตัวกันที่ท่าอากาศยานจังหวัดขอนแก่น เพื่อรอรับนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. รวมถึงส.ส.พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมน ตรีหลายคนที่เดินทางไปยัง จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมรายการความจริงวันนี้สัญจร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบกองร้อยควบคุมฝูงชนอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางการ์ด นปช.ได้นำแผงเหล็กมาวางด้านหลังเวที ขณะที่ริมถนนหน้าศาลากลางมีการวางสิ่งกีดขวางเพื่อป้องกันการก่อกวนของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มมือที่ 3 รวมถึงมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก เช่น เท้าตบ หัวใจตบ เสื้อแดง เข็มกลัด สร้อยคอที่มีรูปของอดีตนายกฯ ทั้งนี้ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นได้ส่งกำลัง 1,000 นาย และกองร้อยควบคุมฝูงชน 400 นาย เข้าดูแลการชุมนุม พร้อมตั้งจุดตรวจค้นรถต้องสงสัยรวมทั้งบริเวณโดยรอบ

พ.ต.อ.รัฐพงษ์ ยิ้มใหญ่ รอง ผบก.ภ.จว. ขอนแก่น กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.สน.) ภ.จว. ขอนแก่น ที่ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น ห่างจากจุดที่มีการชุมนุม 200 เมตร ส่วนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงและ นปช.นั้น วางกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งรอบนอกและในพื้นที่ จำนวน 1,365 นาย มีทั้งจาก บก.ตชด.ภ.2 และศสส.ภ.4 และชุดตรวจวัตถุระเบิด ตั้งด่านตรวจบนถนนสายรอบตัวเมืองขอนแก่น 5 จุด ซึ่งกำลังตำรวจทุกนายจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแผนกรกฎ 51

"สุชาติ"สั่งจับตาโฟนอิน"แม้ว"

พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพาณิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า มีคำสั่งให้ท้องที่ใกล้เคียงเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังมั่นใจว่าการชุมนุมจะเป็นไปอย่างสันติวิธี ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง แม้จะมีกระแสข่าวการก่อกวนของมือที่ 3 ก็ตาม

เวลา 14.30 น. ที่ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 กล่าวว่า การจัดชุมนุมครั้งนี้น่าจะเรียบร้อย มีการจัดกำลังตำรวจดูแลทั้งหมด 1,365 นาย จนถึงขณะนี้สถานการณ์ยังปกติดี และจากการสอบถามแกนนำผู้ชุมนุม ต่างยืนยันว่าจะไม่เคลื่อนขบวนไปไหน จะชุมนุมอยู่กับที่เพื่อฟังการปราศรัยบนเวที โดยเฉพาะการโทรศัพท์ทางไกลจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในเวลา 18.00 น. และเวทีน่าจะเลิกในเวลาไม่เกิน 20.00 น.

พล.ต.ท.สุชาติกล่าวว่า ตลอดการปราศรัยของแกนนำกลุ่มเสื้อแดง รวมถึงช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์มานั้น ได้จัดเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเครื่องบันทึกเสียงอย่างละเอียด และหลังจบการชุมนุมภายใน 3 ชั่วโมงเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อความและภาพว่ามีช่วงใด ข้อความไหนเข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคลอื่น หรือเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม ป.อาญา 112 หากเป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่น ผู้ที่ถูกพาด พิงได้รับความเสียหายสามารถแจ้งความดำเนินคดีเองได้ทันที แต่หากกระทำผิดหมิ่นพระบรมฯ ต้องรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบด่วนเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป ถือเป็นกรณีเร่งด่วน

"ณัฐวุฒิ"ย้ำไม่เคลื่อนขบวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานว่ามีคนร้ายทุบทำลายกระถางต้นไม้ที่ตั้งอยู่หน้าร้านภราดรภาพ ร้านอาหารของนายนุชา อินทร์ทอง พันธมิตรขอนแก่น โดยนายนุชาเล่าว่า ช่วงกลางวันเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ทราบข่าวจากภรรยาว่ามีชายฉกรรจ์ คาดว่าเป็นคนของกลุ่มเสื้อแดง ขับรถจักรยานยนต์วนเวียนผ่านหน้าร้านหลายๆ รอบ จนเช้าวันนี้ จึงพบว่าที่หน้าร้านกระถางต้นไม้ถูกทุบทำลาย จนหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายลพ พูลวิเชียร ที่อ้างว่าเป็นทหารและเมาสุราได้พกอาวุธมีดเข้ามาก่อกวน บริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ท่ามกลางความตกตะลึงของประชาชน และการ์ด นปช.ที่พยายามจะเข้าไปควบคุมสถาน การณ์ ขณะที่มีผู้มาร่วมชุมนุมประมาณ 4,000 คน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า ในเวลา 18.00 น. จะสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ของพ.ต.ท.ทักษิณ และยืนยันว่าการชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีความเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนขบวนตามที่หลายฝ่ายกังวลใจ

"แม้ว"โฟนอินจวกรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.50 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นไปบนเวทีรายการความจริงวันนี้สัญจร ประมาณ 15 นาที ก่อนลงจากเวทีโดยไม่มีการกล่าวปราศรัยใดๆ ขณะที่แกนนำนปช. อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยและส.ส.พรรคเพื่อไทยสลับกันขึ้นปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล

ต่อมาเวลา 19.50 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โฟนอินเข้าโทรศัพท์มือถือสายตรงกับนายวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งเปิดสายให้ผู้ชุมนุมร่วมรับฟัง โดยมีเสียงปรบมือและเขย่าตีนตบต้อนรับดังกึกก้อง โดยพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวทักทายว่า "สวัสดีพี่น้องชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย ผมรักคนอีสานเด้อ ขอบคุณกลุ่มเสื้อแดงที่มารวมตัวกันมาก ผมดีใจ ทำให้คิดถึงตอนที่เป็นนายกฯ ได้ออกมาพบพี่น้องเป็นประจำ มาพบด้วยความคิดถึง อยากโทรศัพท์มาคุยด้วยเรื่อยๆ คิดถึงที่สุดเพราะเศรษฐกิจไม่ไหว"

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ตนเคยบอกว่าสิ้นปี 2552 ภายในเวลา 3 ปีจะทำให้เศรษฐกิจดี ความยากจนจะหายไปจากแผ่นดิน คิดว่าทำได้ เคยบอกว่าหา เงิน 250,000 ล้านบาทได้ ไม่ต้องไปกู้เขา สามารถสร้างอนาคต สร้างมูลค่าให้ลูกหลาน แต่ปรากฏว่าถูกเขาไล่ออกโดยการใช้กำลังทหารใช้รถถัง เรียกว่ารัฐบาลโจรกบฏ คิดว่าจะจบแต่ไม่จบเพราะออกไปในรูปใหม่ ใช้ศาลรัฐธรรม นูญปลดตนออกสายฟ้าแลบ และกลุ่มพันธมิตรใช้ทหารไปยึดสนามบินแต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ ในที่สุดก็ปลดรัฐบาล เอาทหารมากดดันเพื่อหนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งรัฐบาลใหม่ เป็นนายกฯ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร เรียกว่ารัฐบาลปฏิวัติเงียบ

"ถ้าผมเป็นนายกฯ อยู่ผมต้องเอาเงินลงสู่ระบบเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท เพื่อสร้างงาน ไม่ใช่เอามาแจก ซึ่งรัฐบาลควรให้ประชาชนมีช่องทางประกอบอาชีพ พร้อมมีเงินทุนหมุนเวียน การบริโภคต้องเกิดจากการทำมาหาได้ ไม่ใช่เกิดจากการยืมกันมา หรือเอามาแจกให้ใช้ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลยังไม่เข้าใจ" อดีตนายกฯ กล่าว และว่า การที่รัฐบาลได้อนุมัติวงเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการให้เงินช่วยเหลือรายละ 2 พันบาทสำหรับผู้มีรายได้ประจำน้อย และยังมีการจ่ายเงินในรูปแบบต่างๆ ผ่านองค์กรส่วนท้องถิ่น ถ้าเป็นตนจะไม่ใช้วิธีแจกเงิน แต่จะทำประโยชน์ให้คนรู้จักการหาเงิน ไม่ใช่ไล่แจกอย่างเดียว

ลั่นเสื้อแดงจะโตขึ้นอีก

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวถึงความทุกข์ยากของประชาชน โยงไปถึงเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างหนัก เกิดหนี้นอกระบบกลับมา รัฐบาลคือนักการเมืองและพ่อค้าได้ผลประโยชน์ ทำให้เป็นห่วง เกิดคนตกงาน ขอให้ประชาชนเก็บหอมรอมริบ ดูแลเรื่องการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้ดี เรื่องเงินทุนหมุนเวียนว่ารัฐบาลไม่เข้าใจในการทำมาหากิน บอกประชาชนให้อดทน และให้อดทนให้มากเพราะเศรษฐกิจตอนนี้กำลังแย่ คนตกงานมาก ตนไปต่างประเทศมาหลายประเทศเห็นหลายอย่าง เห็นทั้งประเทศที่ทำนรกให้เป็นสวรรค์ และประเทศที่ทำสวรรค์ให้เป็นนรก

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ประเทศไหนไม่มีประชาธิปไตยอนาคตจะอดอยากอยู่ไม่ได้ ไม่รู้สึกว่าประชาชนเป็นผู้มีพระคุณ การขาดมาตรฐาน ความยุติธรรมไม่เกิด เสื้อแดงก็เติบโตขึ้นเพราะเหตุนี้ เมื่อรัฐบาลไม่ใช้ประชาธิปไตยเสื้อแดงก็เติบโตขึ้นอีกเพื่อต่อสู้ทางการเมือง ถ้าหากวันนี้ประเทศไทยยังปล่อยให้เป็นสองมาตรฐาน ฝ่ายหนึ่งหายใจก็ผิด เสื้อแดงก็ต้องโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกลุ่มพันธมิตรชัดเจนว่าวันนี้ต้องการเข้าสู่การ เมืองในระบบรัฐสภา จากที่เคยต่อต้านเขาอยู่ นอกสภา

อ้อนพร้อมโฟนอินทุกเวที

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ตนถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี การที่ตนไม่พูดไม่ตอบกลายเป็นคนไม่จงรักภักดีจริงๆ ตนเป็นตำรวจ เป็นนักเรียนนายร้อย เป็นคนที่จงรักภักดีเต็ม 100 ตนเป็นคนทำงาน ไม่มีเวลาแก้ตัวจนทำให้เรื่องโกหกกลายเป็นเรื่องจริง ตนถูกกล่าวหาใส่ความเพราะเป็นคนมีความจงรักภักดีทั้งส่วนตัวและครอบครัว แต่ทำให้ตนเดือดร้อน

"ผมขอบคุณที่พี่น้องชาวเสื้อแดง สุขภาพโดยทั่วไปผมดีอยู่ มีบางที่เหงาผมเหงา ผมคิดถึงบ้าน ผมเป็นคนที่มีความสุขมากหากได้ไปอยู่กับประชาชนตามต่างจังหวัด เหมือนตอนที่ผมเป็นนายกฯ และหากมีการชุมนุมที่ไหนผมพร้อมและยินดีจะโฟนอินเข้ามาหาคนที่คิดถึงผมทุกเมื่อ" อดีตนายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการความจริงวันนี้สัญจรจะจัดครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค.นี้ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา วันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. ที่ จ.จันทบุรี และวันอาทิตย์ที่ 22 มี.ค.ที่ จ.เชียงใหม่ แล้วจะกลับมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ หน้าทำเนียบรัฐบาล

พธม.เดินสายหารือตั้งพรรค

เวลา 17.00 น. ที่ศาลาประชาคม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี กลุ่มคนเสื้อเหลืองได้จัดเวทีสุพรรณภิวัฒน์ โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร มาร่วมงาน ท่ามกลางกลุ่มเสื้อเหลืองจากหลายจังหวัดกว่า 1,000 คน ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าหลายชนิดและวางจุดตู้บริจาคเงินของกลุ่มเสื้อเหลือง ทั้งทางเข้าและด้านในเป็นจุดๆ โดยการ์ดเสื้อเหลืองได้ตั้งจุดตรวจสอบผู้เดินทางเข้าออกอย่างเคร่งครัด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามชุก ทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายกำลังดูแลความเรียบร้อย

นายสนธิปราศรัยว่า การจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการโยนหินถามทางว่าสมควรหรือไม่ ซึ่งต้องรอความคิดเห็นของประชาชนก่อน

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร กล่าวว่า ขณะนี้แกนนำไม่ได้เร่งรัดหารือว่าต้องตั้งพรรคให้ได้ภายในเร็วๆ นี้หรือในปีนี้ แต่จากการวิเคราะห์เชื่อว่าจำเป็นต้องมีพรรคของพันธมิตรเกิดขึ้น ซึ่งต้องอาจใช้เวลาระยะหนึ่ง โดยแกนนำจะใช้เวทีปราศรัยและสัมมนาในหลายจังหวัด พูดคุยเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องพรรคถือเป็นวาระสำคัญในเครือข่ายของพันธมิตรที่มีการถกเถียงกันกว้างขวางและจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสัมมนาแกนนำพันธมิตรทั่วประเทศในวันที่ 24 พ.ค.นี้ ซึ่งเราจะเชิญแกนนำทุกจังหวัด จังหวัดละ 5-10 คนเพื่อร่วมกันกำหนดบทบาทของพันธมิตร รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง และจะทำวาระพรรคการเมืองเข้าสู่ที่ประชุมสัมมนาอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งพรรคอย่างเป็นทางการ

2 มาตรฐาน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




การเมืองของประชาธิปัตย์ช่วงนี้ก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ว่าจะเอาตัวทักษิณกลับมาติดคุกในไทยได้อย่างไร

จุดนี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อ่อนไหวมากกับการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

กระทรวงการต่างประเทศถึงกับเต้นผาง แค่มีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะปาฐกถาที่ฮ่องกง วิพากษ์การประชุมอาเซียนซัมมิตที่หัวหิน กดดันทางการฮ่องกงจนสุดท้ายแม้วก็ต้องยกเลิกไป

ยิ่งมาร์คออกอาการแบบนี้ ก็ยิ่งเข้าทางแม้ว!!

เปิดช่องให้อดีตนายกฯช่วงชิงพื้นที่สื่อต่างประเทศเล่นงานรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เป็นระลอกๆ

ทางออกเพียงหนึ่งเดียวก็คือเอาตัวแม้วกลับมาลงโทษลงทัณฑ์ให้ได้ในช่วงที่กระแส"ไม่เอาแม้ว"ยังไม่จางหาย

วันก่อนเห็นนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้ตำรวจจัดการกับทักษิณ

พูดจาขึงขังต้องลากคอกลับมาติดคุกในไทยให้ได้

ตรงนี้เข้าใจว่านายเทพไทคงสับสน อาจเพราะชินกับบทบาทฝ่ายค้าน ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ก็สั่งการตำรวจไปเลยสิว่าไปจับทักษิณกลับมา หรือไม่ก็ต้องไปบอกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯซึ่งดูแลสำนักงานตำรวจให้ชาติให้สั่งตำรวจจัดการ

ไม่ใช่มาแถลงจี้ให้ตำรวจทำอย่างนั้นทำอย่างนี้

เรื่องของทักษิณก็เป็นเรื่องที่ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม

แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ต้องไม่ 2 มาตรฐาน

คดีต่างๆของพันธมิตร ไม่เห็นพรรคประชาธิปัตย์ออกมาขึงขังให้ตำรวจจัดการบ้างเลย

วันก่อนตำรวจออกหมายจับ 21 แกนนำพันธมิตรคดีปิดล้อมรัฐสภา ก็ไม่เห็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือแม้แต่นายเทพไท เสนพงศ์ ออกมาเรียกร้องให้ตำรวจไปลากคอหัวโจกพันธมิตรมาดำเนินคดี

ยังมีคดียึดทำเนียบ ยึด 2 สนามบินก็ไม่เห็นผู้มีอำนาจในบ้านเมืองออกมากำชับตำรวจให้เร่งทำคดี ทุกวันนี้ยังไม่เห็นหมายจับหมายเรียกแกนนำพันธมิตรคนไหนเลย

ทุกวันนี้สังคมยังตั้งคำถาม คดียึดสนามบินสุวรรณภูมิเสียหายเป็นแสนล้าน ธุรกิจท่องเที่ยวเสียโอกาสมหาศาล ใครรับผิดชอบ?

หมายจับจะมีชื่อนายกษิต ภิรมย์ รมต.ต่างประเทศหรือเปล่า?

คนไทยที่ต้องสูญเสียประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวก็ต้องทำใจ จะไปคาดหวังกับนายกฯอภิสิทธิ์มากคงไม่ได้

เพราะช่วงหลังนายกฯมาร์คเองก็โดนหัวโจกพันธมิตรขู่ฟ่อไปหลายหน คงแหยงๆเหมือนกัน

ตอนนี้ต้องประคับประคองรัฐบาลให้รอดจากวิกฤตคนเสื้อแดง

จะเปิดศึกสองด้าน รบกับคนเสื้อเหลืองอีกคงไม่ไหว

'ทักษิณ'โฟนอินอ้อนเสื้อแดงอดทน

ที่มา เดลินิวส์

โวหาเงินให้ปท.2.5แสนล.'อภิสิทธิ์'ไม่ท้อถูกม็อบไล่

"ทักษิณ" โฟนอินคุยคนเสื้อแดงที่ขอนแก่น โวเคยหาเงินได้ 2.5 แสนล้านไม่ต้องกู้เขา สร้างอนาคตให้ลูกหลาน แต่ถูกเขาไล่ออกโดยใช้กำลัง ทหาร พันธมิตรไปยึดสนามบิน แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ จนปลดรัฐบาลให้ อภิสิทธิ์ ตั้งรัฐบาลใหม่ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร สุดท้ายเอาทหารมากดดัน เรียก “รัฐบาลปฏิวัติเงียบ” ระบุเสื้อแดงเติบโตเพราะประเทศขาดมาตรฐาน ความยุติธรรมไม่เกิด ขณะที่ “สุชาติ” ที่ถูกย้ายมานั่ง ผบช.ภ.4 นำประสบการณ์มาใช้รับมือม็อบสบาย สั่งบันทึกภาพ-เสียงไว้ทุกขั้นตอน ภายหลังหากพบความผิดในคดีหมิ่นประมาทเจอดำเนินคดีแน่นอน ด้าน “อภิสิทธิ์” ไม่ท้อเสื้อแดงขับไล่ เตรียมลงพื้นที่ต่างจังหวัดอีก หลังกลับจากประเทศอังกฤษ ระบุที่ถูกขว้างด้วยขวดน้ำ อาจเป็นความหงุดหงิด เพราะต้องตากแดดกันอยู่นาน เรียกร้อง “ทักษิณ” เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติ หยุดโฟนอิน ยืนยันจะไม่ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง ด้าน “เทพไท” ชี้เสื้อแดงป่วน ครม.ลงพื้นที่ แค่เป็นสีสันการเมือง จวก “ทักษิณ” เป็นผู้ใหญ่จรจัด หยุดพล่ามพร่ำเพรื่อเสียที

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลงพื้นที่พบปะประชาชนในต่างจังหวัด เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า คิดว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ที่รัฐบาลต้องการทำ คือได้พบปะกับประชาชน ได้ไปไขข้อข้องใจและตอบข้อสงสัย รวมไปถึงรับข้อสังเกตปัญหาเสียงสะท้อนมาเพิ่มเติม อย่างที่จังหวัดลพบุรีได้มีการสรุปมาเป็นเอกสารให้ตนด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อดูจากบรรยากาศแล้วการลงพื้นที่ในอนาคต กลัวหรือไม่ว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าคงจะไม่มี และตนคิดว่าการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมา น่าจะเป็นการพิสูจน์ว่าเราลงไปเพื่อประโยชน์ในการทำงานไม่ใช่เรื่องการเมือง และเชื่อว่าประชาชนมีความตั้งใจที่จะให้เรามีโอกาสใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนปัญหากัน ส่วนที่มีการขว้างปาสิ่งของของกลุ่มเสื้อแดงนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นขวดน้ำพลาสติก อาจจะเป็นความหงุดหงิด เพราะต้องตากแดดกันอยู่นาน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมีกำหนดการลงพบปะประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ อีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มี แต่ในวันที่ 13-14 มี.ค. ตนจะเดินทางไปร่วมประชุมจี 20 ที่ประเทศอังกฤษ แต่หลังจากนั้นก็จะลงพื้นที่ ส่วนจะเป็นพื้นที่ไหนนั้น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้รวบรวม เพราะต้องดูจังหวัดที่ยังไม่มีรัฐมนตรีลงไป เมื่อถามว่ารู้สึกท้อแท้หรือไม่ที่ลงพื้นที่แล้วถูกกลุ่มเสื้อแดงต่อต้านขับไล่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ ตนคิดว่าทุกอย่างเป็นปกติ และในสังคมเรายังมีคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน

เมื่อถามว่ากลัวหรือไม่ว่าอาจจะถูกมองว่าการลงพื้นที่เป็นการไปยั่วยุ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนออกมาชุมนุมต่อต้าน นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ไม่มี ตนไม่ได้ไปทำให้เกิดความขัดแย้งอะไร และบอกชัดเจนว่าไปทำอะไร ซึ่งถือว่าเป็นงานในหน้าที่ ต่อข้อถามว่าคิดว่าในช่วงรัฐบาลชุดนี้ นายกฯ จะทำให้คนที่ต่อต้านกลับมาเห็นด้วยกับรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนตั้งใจ แต่ถ้าให้เห็นด้วยทั้งหมดคงเป็นไปได้ยาก แต่ต้อง ยอมรับในการที่จะอยู่ร่วมกันในกติกาที่ไม่กระทบกระทั่งกัน เมื่อถามว่าคิดว่าบรรยากาศเช่นนี้จะอยู่อีกนานหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องถามกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะตนพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้ง ขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่เราพยายามทำในส่วนที่เป็นข้อห่วงใยของเขาอยู่ เช่น การปฏิรูปการเมือง

เมื่อถามว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ระบุว่ามีความพยายามที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งเพื่อต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อาจจะมีบางส่วนที่พยายามทำอย่างนั้น แต่รัฐบาลก็จะไม่ไปเล่นด้วย ทั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลอยู่แล้ว ที่จะไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองหรือความขัดแย้งที่รุนแรง และจะเห็นได้ว่า 2 เดือนที่ผ่านมาเราหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกัน ไม่ให้เกิดความรุนแรงมาโดยตลอด ต่อข้อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าไม่ให้ประชาชนหวังพึ่งรัฐบาลชุดนี้ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความเห็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าทำงานต่อไป และที่ทำงานทั้งหมดนี้ ก็เพื่อประชาชนทุกคน ซึ่งความจริงแล้วการที่เราจะต้องได้รับความร่วมมือก็สำคัญในความสำเร็จของงาน และเมื่องานสำเร็จก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของรัฐบาล แต่เพื่อประชาชน

เมื่อถามว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินถึงรากหญ้าโดยตรง จะเป็นปัญหาต่อการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เป็นปัญหา ตนเชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณ พูดกันตรง ๆ ประชาชนและรัฐบาลก็อยู่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นจะทราบข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้นที่นี้ได้เป็นอย่างดี และความจริงตนนึกว่าคนไทยก็น่าจะช่วยกัน เพราะขณะนี้ประชาชนกำลังยากลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาการว่างงาน เพราะฉะนั้นทุก คนต้องมาช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น แต่ขณะเดียวกันต้องเรียนว่าในแง่ของการพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องผิด แต่คงไม่ใช่หมายความว่าเป็นการปฏิเสธไม่ร่วมมือ หรือไม่รับนโยบายการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทุกคนต้องช่วยกัน

เมื่อถามว่าถ้าเป็นไปได้จะขอร้อง พ.ต.ท. ทักษิณให้ยุติความเคลื่อนไหวได้หรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณมากกว่า ว่าจะยึดประโยชน์ของใคร ถ้ายึดประโยชน์ประเทศชาติ ก็น่าจะรู้ว่าสภาพบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องแก้ไข เมื่อถามว่าขณะที่รัฐบาลพยายามจำกัดวงความขัดแย้งให้ลดลง แต่อีกฝ่ายพยายามเติมเชื้อความขัดแย้งมากขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนย้ำตลอดและย้ำต่อไปว่า ตบมือข้างเดียวไม่ดัง และรัฐบาลจะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้ง และรัฐบาลได้รับคำแนะนำจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตั้งแต่แรกว่า ทำงานในสภาวะอย่างนี้ต้องอดทนอดกลั้น ตนก็จะยึดแนว ทางนี้ต่อไปกับทุกฝ่ายที่เห็นแตกต่าง แต่จะไม่ยอมรับให้ใครทำผิดกฎหมาย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 10.50 น. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค แถลงข่าวถึงการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า โดยภาพรวมเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะมีกลุ่มเสื้อแดงไปขัดขวาง ก็ถือว่าเป็นสีสันทางการ เมือง เป็นการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย ส่วนที่มีบางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิ ใช้รอง เท้าขว้างปา เชื่อว่าหลังจากนี้สังคมจะพิจารณาได้ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้รัฐบาลก็จะลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอต่อไป เพราะทุกตารางนิ้วของประเทศไทย รัฐบาลมีสิทธิที่จะลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาของประชาชน โดยไม่หวั่นเกรงกระแสต่อต้านหรือ เป็นพื้นที่สีแดง สีเหลือง หากเป็นประชาชนคนไทย ก็จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยสบประมาทรัฐบาลว่า เด็ก 2 คนไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ ตนขอเรียกร้องว่าให้เด็กเร่ร่อน หรือผู้ใหญ่จรจัด ละเว้นการปลุกระดมสร้างความแตกแยก หรือความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในประเทศ หากเด็กเร่ร่อน หรือ ผู้ใหญ่จรจัดคนนั้นยุติบทบาทโดยไม่มีการโฟนอินพร่ำเพรื่อ ไปยังม็อบเสื้อแดงที่มีอยู่รายสัปดาห์ จนโฟนอินไปถึงงานวัด งานแต่ง งานบวชนาค เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อถามถึงการปฏิบัติราชการ ของนายจารุพงศ์ พลเดช ผวจ.ลพบุรี ต่อการลงพื้นที่ของ นายอภิสิทธิ์ ที่มีกลุ่มเสื้อแดงออกมาต่อต้าน นายเทพไท กล่าวว่า ถือว่าการทำงานของ นายจารุพงศ์สอบผ่าน ส่วนการที่ปล่อยให้กลุ่มเสื้อแดงเข้าไปป่วน นายกฯ ไม่ได้ติดใจอะไร

ที่ จ.พัทลุง เมื่อเวลา 09.30 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางไปตรวจราชการตามนโยบายของ นายกรัฐมนตรี โดยมี นายสุเทพ โกมลภมร ผวจ.พัทลุง และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.พัทลุง 3 คน รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การต้อนรับ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วย อปพร. กว่า 500 นาย เฝ้ารักษาความสงบเรียบร้อยตามจุดต่าง ๆ ตลอดเส้นทางที่ นายสาทิตย์ผ่าน และบริเวณโดยรอบศาลากลางจังหวัด เพื่อป้องกันเหตุความวุ่นวายจากกลุ่มเสื้อแดง แต่ปรากฏว่าไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาปรากฏตัวแต่อย่างใด

ที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อเวลา 10.00 น. นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เดินทางลงพื้นที่โรงสีรุ่งชัยกิจ อ.เมืองกาฬสินธุ์ โดยมี นายเสรี ทองอยู่ อุตสาหกรรมจังหวัด พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหาร อปท.เขตเมืองให้การต้อนรับ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางกำลังอย่างแน่นหนา และมีการเปลี่ยนเส้นทางอย่างกะทันหันหลายครั้ง แต่ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาต่อต้านแต่อย่างใด

ส่วนเวลา 13.00 น. นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เดินทางไปที่ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา นำโดย พล.ต.ต.คณิศร น้อยนารถ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ นำตำรวจกว่า 300 นายเข้าคุมพื้นที่ แต่ไม่มีวี่แววของกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด

ส่วนที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดขอน แก่นหลังเก่า ติดพระธาตุขามแก่นจำลอง ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ได้มีการเปิดเวทีความจริงวันนี้ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ประชาธิปไตย หรือดีทีวีสเตชั่นของ กลุ่ม นปช. นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ เพื่อชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงภาคอีสาน 19 จังหวัด ในการขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาชุมนุมกว่า 3,000 คน ท่ามกลางการรักษาความสงบเรียบร้อยของตำรวจภูธรภาค 4 และ ตชด. รวม 1,365 นาย เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบปราศจากอาวุธ และการกระทำที่ผิดกฎหมาย พร้อมหน่วยแพทย์ พยาบาล เพื่อให้การดูแลผู้ชุมนุมหากมีเหตุฉุกเฉิน หรือเป็นลมเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว

บรรยากาศในที่ชุมนุม มีการตั้งเต็นท์ จัดนิทรรศการของวิทยุเสรีชน ภาพถ่ายเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมกับการเปิดจำหน่ายเสื้อแดง ผ้าโพกหัวแดง หมวกแดงความจริงวันนี้ ตีนตบ- หัวใจตบ แผ่นซีดีพร้อมหนังสือบ้านเลขที่ 111 หนังสือการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของกลุ่มเสื้อแดง รวมทั้งนาฬิกาติดรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สัญลักษณ์ของกลุ่มเสื้อแดงอย่างคึกคักทั่วบริเวณที่ชุมนุม และมีกลุ่มเสื้อแดงได้นำเสื้อ และหมวกแดงมาให้ นายจตุพร แกนนำเซ็นชื่อไว้เป็นที่ระลึกด้วย

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.ภ.4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.พัฒนี ศิริพัฒนี ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ได้เรียกประชุมชี้แจงนโยบายในการปฏิบัติหน้าที่ โดย พล.ต.ท. สุชาติ กล่าวว่า ตลอดการปราศรัยบนเวทีของแกนนำ รวมถึงช่วงโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้จัดเจ้าหน้าที่บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และบันทึกเสียงตลอดรายการ หลังการชุมนุมหากตรวจสอบข้อความและภาพ รวมทั้งเสียงว่ามีช่วงใดเข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคล หรือเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม ป.อาญา 112 จะรีบแจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายสถานเดียว

ต่อมาเวลา 19.50 น. ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ขึ้นเวทีปราศรัยมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ช่วงสุดท้ายนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำได้ขึ้นปราศรัย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ได้โฟนอินเข้าโทรศัพท์มือถือสายตรงกับนายวีระ ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต่างปรบมือ ตีตีนตบ-หัวใจตบอย่างคึกคัก โดย นายวีระ และพ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวทักทายกัน พร้อมกับ อดีตนายกฯ ได้กล่าวสวัสดีกลุ่มเสื้อแดงว่า “สวัสดีพี่น้องชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย” แล้วกล่าวว่า “ผมรักคนอีสานเด้อ”

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวว่า “ขอบคุณกลุ่มเสื้อแดงที่มารวมตัวกันมาก ผมดีใจ ทำให้คิดถึงตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ออกมาพบพี่น้องเป็นประจำ มาพบด้วยความคิดถึง อยากโทรศัพท์มาคุยด้วยเรื่อย ๆ คิดถึงที่สุดอ้างว่าเพราะเศรษฐกิจไม่ไหว ผมเคยบอกว่าสิ้นปี 2552 ภายในเวลา 3 ปีจะทำให้เศรษฐกิจดี ความยากจนหายไปจากแผ่นดิน ผมคิดว่าผมทำได้ ผมหาได้เงิน 250,000 ล้านไม่ต้องไปกู้เขา สามารถสร้างอนาคต สร้างมูลค่าให้ลูกหลาน แต่ปรากฏว่าถูกเขาไล่ออกโดยการใช้กำลังทหารใช้รถถัง เรียกว่ารัฐบาล “โจรกบฏ” คิดว่าจะจบแต่ไม่จบ เพราะออกไปในรูปใหม่ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญปลดผมออกสายฟ้าแลบ

พันธมิตรใช้ทหารไปยึดสนามบิน แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ ในที่สุดใช้ตำรวจทำอะไรไม่ได้ จนปลดรัฐบาล ให้อภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลใหม่ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร เพราะเป็นรัฐบาลปฏิวัติ สุดท้ายเอาทหารมากดดันเพื่อหนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เรียกรัฐบาลปฏิวัติเงียบ”

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดถึงความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน โยงไปถึงเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างหนัก เกิดหนี้นอกระบบกลับมา รัฐบาล คือ นักการเมืองและพ่อค้าได้ผลประโยชน์ ทำให้เป็นห่วง เกิดคนตกงาน บอกให้พี่น้องประชาชนเก็บหอมรอมริบ ดูแลเรื่องการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้ดี ส่วนเรื่องเงินทุนหมุนเวียน รัฐบาลไม่เข้าใจในการทำมาหากิน บอกพี่น้องประชาชนให้อดทน เพื่อลูกหลานและประเทศชาติ และให้พ่อแม่พูดคุยกับลูกเพื่อสร้างความเข้าใจกันในครอบครัว ไม่ต้องมีปัญหาภายใน

อดีตนายกฯ ยังกล่าวว่า ประเทศจะอยู่ไม่ได้ เพราะขาดมาตรฐาน ความยุติธรรมไม่เกิด เสื้อแดงก็เติบโตขึ้นเพราะเหตุนี้ เมื่อรัฐบาลไม่ใช้ประชาธิปไตยเสื้อแดงก็เติบโตขึ้นอีก และโตขึ้นเรื่อย ๆ และในเรื่องอุดมการณ์ เพราะอุดมการณ์หัวใจของชาติจึงจะเกิดประชาธิปไตยขึ้น แต่เมื่อไม่มีก็ไม่เกิด การใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้รู้สึกเหงา บอกให้หล่อหลอมการรักประชาธิปไตย และการมีหัวใจของผู้รักความยุติธรรม นั่นคือเสื้อแดงที่มีความหมายถึงเลือดเนื้อของประชาชน พ.ต.ท. ทักษิณ ได้กล่าวปิดท้าย ถึงเรื่องการถูกใส่ร้ายว่าไม่จงรักภักดีต่อเบื้องสูง ว่าตนถูกกล่าวหา ใส่ความ เพราะเป็นคนมีความจงรักภักดีทั้งส่วนตัวและครอบครัว แต่ทำให้ตนเดือดร้อนดังกล่าว

นายวีระ ได้พูดประชดเกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ กินนมอูฐที่ประเทศอินเดียว่า ดีกว่ากินนมบูดของรัฐบาลฯ อภิสิทธิ์ แล้วเปรียบเปรยว่า อย่าไปเชื่ออภิสิทธิ์เพราะเป็นเด็กหนีเกณฑ์ทหาร และยังกล่าวว่า จะจัดความจริงวันนี้สัญจรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในเร็ว ๆ วันนี้ และต้องรบกวนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป แล้วกล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุมว่า ให้ทำเพื่อประชาธิปไตย เพื่อเรียกคืนความยุติธรรมกันต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด และพบกันใหม่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา.

อีกก้าว!วิกฤติหมอ สถาบันพัฒนา รพ.

ที่มา ไทยรัฐ

หมอไทยอยู่ในภาวะวิกฤติขาดแคลนส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงคุณภาพการบริการในโรงพยาบาลน้อยใหญ่

โรงพยาบาลขนาดใหญ่ประจำจังหวัดหลายแห่ง...มีแพทย์ไม่พอ เตียงก็ไม่พอ พยาบาลก็รับไม่ไหว

ทุกอย่างขาดแคลนไปหมด จึงขัดแย้งกับเป้าหมาย มุ่งเอาบริการการรักษาที่เป็นเลิศ

วันนี้...คนไข้มองหมอเปลี่ยนไปจากอดีตมาก สมัยก่อนแพทย์ออกไปรักษาคนไข้ หรืออยู่รักษาเหมือนกับพี่น้อง ญาติสนิท

จากสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้น มีโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น การรักษาระหว่างหมอกับคนไข้ กลับเป็นแค่บริการประเภทหนึ่ง

การรักษาเป็นการบริการ เมื่อซื้อบริการแล้วไม่ได้บริการที่ดี แน่นอนว่าก็มีการฟ้องร้อง โวยวาย...ไม่ต่างกับซื้อปลากระป๋องเน่า นมไม่ได้คุณภาพ

สิ่งที่ต้องพูดถึงคือ เกณฑ์ที่เหมือนเป็นเส้นแบ่งมาตรฐาน การบริการสุขภาพของโรงพยาบาล ซึ่งก็คือ...HA (Hospital/Healthcare Accreditation)

“HA...เป็นเหมือนตัวแทนประชาชน หรือผู้บริโภค ที่คอยดูแลว่าโรงพยาบาลที่นำมาตรฐานมาใช้ เป็นที่น่าไว้วางใจมากเพียงใด

นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) กระทรวงสาธารณสุข บอก

ปัจจุบันโรงพยาบาลแต่ละแห่งมีการแข่งขันกันสูง นอกจากจะรักษาโรคทั่วไปแล้ว ยังต้องเร่งเสริมศักยภาพ พัฒนาบุคลากร ทีมแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ

จุดสำคัญ เพื่อเอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เข้ารับบริการ

คุณหมออนุวัฒน์ บอกว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลนอกจากจะมุ่งพัฒนาทางด้านอาคารสถานที่ เพิ่มความสะดวกสบายในการตรวจรักษา ยังต้องพัฒนากระบวนการในการรักษาพยาบาลให้ได้มาตรฐาน

สถาบันรับรองและพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลของไทย (Hospital Accreditation : HA) จะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้การรับรองคุณภาพสถานพยาบาลทั้งภาครัฐ...เอกชน เพื่อให้บริการดูแลรักษาสุขภาพผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น

“HA...จะเป็นแรงจูงใจที่จะกระตุ้นให้โรงพยาบาล เกิดกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินซ้ำเป็นระยะๆ ส่วนโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้รับการรับรอง ก็จะมีการไปเยี่ยม เป็นการกระตุ้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา...บางเรื่องโรงพยาบาลก็ทำได้ดี บางเรื่องก็ยังมีปัญหา เพราะขาดระบบตรวจสอบที่รัดกุม หรือมีคนส่วนน้อยที่ไม่รับผิดชอบ

จากปัญหาจุดเล็กๆ ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ จนสังคมเริ่มตั้งข้อสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆว่า...สามารถไว้ใจโรงพยาบาลและผู้ประกอบวิชาชีพ ได้เพียงใด

โดยสรุป HA ทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่า โรงพยาบาลมีระบบการทำงานที่ไว้ใจได้

คุณหมออนุวัฒน์ บอกอีกว่า ทุกปี สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล จะจัดประชุม HA NATIONAL FORUM เพื่อนำเสนอแนวคิด ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ จากโรงพยาบาลหลากหลายพื้นที่

ปีนี้...จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 ภายใต้หัวข้อ “Lean & Seamless Healthcare” การบริการสุขภาพที่ไร้รอยต่อ มุ่งเน้นขจัดความสูญเปล่า และเพิ่มประสิทธิภาพภายในระบบองค์กร...

ระหว่างวันที่ 10-13 มีนาคม 2552 อิมแพค เมืองทองธานี คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ha.or.th

คุณหมออนุวัฒน์ ย้ำว่า เวทีนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อจะได้นำไปพัฒนาคุณภาพ จุดประกายให้เกิดความคิดที่ชัดเจนเพื่อสร้างบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ

การพัฒนาเฉพาะส่วนในองค์กร หรือเฉพาะส่วนต่างๆโดยไม่เชื่อมโยงกัน ย่อมไม่สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับผู้ป่วยได้...

...การร่นระยะเวลาในการให้บริการ รวมถึงการให้ความสำคัญและพยายามเข้าใจในตัวผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันนี้สถานพยาบาลทุกที่ก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของผู้ป่วยได้มากพอ

ข้อมูลการศึกษาตรวจเยี่ยมจาก เจเน็ท ฟาร์เรล (Janet Farrell) ที่ปรึกษา สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ระบุว่า โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งพยายามพัฒนาการดูแลผู้ป่วยในเรื่องการจัดสรรเวลา

ตั้งแต่ผู้ป่วยเดินเข้ามารักษาในโรงพยาบาล หรือการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนไปยังโรงพยาบาลทั่วไป...ต้องใช้เวลาที่รวดเร็วที่สุด สะดวกที่สุด

กระนั้นยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ควบคุมไม่ได้ จนต้องกลับมาศึกษากันใหม่ ตั้งแต่การเตรียมตัวผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง การปฏิบัติตนของผู้ป่วย

การสื่อสารขอความช่วยเหลือ การนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล การประเมินเบื้องต้นและการตรวจวินิจฉัยโรค การประสานงาน...ส่งต่อ...ในกรณีโรงพยาบาลไม่สามารถให้การดูแลได้

ความสูญเปล่าเหล่านี้ เป็นช่องว่างในระบบที่ต้องใช้การสังเกต เพื่อนำมาพัฒนาจัดลำดับความสำคัญเพื่อปรับปรุง แก้ปัญหาเจเน็ท ว่า

คุณหมออนุวัฒน์ เสริมว่า การปิดช่องว่างคือมุมมองที่เราต้องมองให้กว้างขึ้น

ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงรู้จักดูแลตัวเอง ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยปฏิบัติตนได้ถูกต้องเมื่อมีอาการ ทำอย่างไรให้มีการสื่อสารและขนส่งผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ...

ทำอย่างไรให้มีการวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว และทำอย่างไรให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่จำเป็นภายในช่วงเวลาคับขัน...

ระบบบริการสุขภาพในภาพรวมที่มีอยู่...โครงการสุขภาพถ้วนหน้า ถึงจะเป็นโครงการที่ดี แต่ปัญหามีว่า ขณะที่เราต้องการให้คนเข้าถึงแพทย์ มากขึ้น แพทย์ต้องทำงานหนักขึ้น รับภาระมากขึ้น

ผลที่ตามมา คือคุณภาพการรักษาพยาบาลลดลง

และที่ตามมาอีกอย่างคือ การฟ้องร้อง

แนวทางแก้ปัญหาในวันนี้คือการบริการให้มีคุณภาพ ที่ทำได้โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือ โครงการใกล้บ้านใกล้ใจ ซึ่งตรงกับหัวใจของ HA...การทำงานด้วยใจ โดยเน้นผู้ป่วยและผู้รับผลงาน...เป็นศูนย์กลาง

โครงการใกล้บ้านใกล้ใจ...ศูนย์สุขภาพชุมชนในทศวรรษหน้า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หัวใจสำคัญอยู่ที่...การให้หมอได้สัมผัสชีวิตผู้ป่วยมากขึ้น หมอไม่ใช่ว่าจะรักษาแต่โรค...ต้องสัมผัสผู้ป่วยด้วยหัวใจ

หมอต้องมองคนไข้...ผู้ป่วยมากกว่าการรักษาโรค หมอจะดูโรค รักษาโรคอย่างเดียวไม่ได้ สำคัญที่สุด คือ การเข้าใจความเป็นมนุษย์

ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ...หรือโครงการใกล้บ้าน ใกล้ใจ จะเป็นจุดสำคัญ ที่จะลดเส้นแบ่งบางๆระหว่างหมอกับคนไข้ไปได้อีกมาก

ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล ผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า นอกจากการบริการสุขภาพที่ได้คุณภาพแล้ว อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น

จับตา...ประชากรวัยสูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป จาก 4.02 ล้านคน ในปี 2533 จะเพิ่มเป็น 17.74 ล้านคนในปี 2573 จะเป็นภาระอันหนักหนาในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร...ทำให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง ที่ประชากรวัยทำงานจะต้องเลี้ยงดูประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น

ที่น่ากังวล คือผลพวงผสมผสานจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ทำให้คนจนขยายจำนวนมากขึ้น...เสริมภาระให้หนักขึ้น

วิกฤติฟองสบู่แตกปี 2540 ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเป็นปัญหา เป็นภาระในช่วงเวลาสั้นๆไม่เกินปี 2543...ก็เบาบางลงไป เทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน แนวโน้มวิกฤติจะใหญ่และยืดเยื้อยาวนานกว่ากันมาก

สถานการณ์วันนี้...รัฐบาลแก้ปัญหาผู้สูงอายุด้วยการเยียวยาแจกเบี้ยยังชีพ และมีอีกหลายโครงการสารพัดแจก แต่รัฐฯไม่ได้มีวิธีหาเงินมาทดแทนอย่างใดเลย

เมื่อไม่มีใครรู้ว่า...วิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ จะเรื้อรังไปอีกนาน แค่ไหน จึงเป็นกังวลว่า...รัฐบาลจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ประเทศไทย จะต้องเป็นหนี้ฝรั่งกันอีกหน.