WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 12, 2009

มาร์คพล่านเจอแถลงการณ์(ไม่)ต้อนรับจากใจ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มีนาคม 2552
*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง แดงข้ามโลก คนไทยในอังกฤษร่อนแถลงการณ์ร้อน ต้านมาร์คเยือนแดนผู้ดี

ประเทศไทยเวลานี้ ไม่มีความโปร่งใส ไร้การสำนึกรับผิดชอบในภาระหน้าที่ ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีเสรีภาพในการพูด ไร้เสรีภาพทางวิชาการ แล้วนี่เซ้นต์จอห์นคอลเล็จ อ็อกซ์ฟอร์ดยังจะเชิญนายกรัฐมนตรีไทยมาพูดเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยอีก!!!-แถลงการณ์(ไม่)ต้อนรับนายอภิสิทธิ์เยือนอังกฤษของรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์




ในการเดินทางเยือนอังกฤษระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคมนี้ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทางการอังกฤษแสดงความหวาดวิตกต่อการถูกประท้วงต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบทบาทของรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการแนวทางสังคมนิยม ผู้ซึ่งลี้ภัยคดีหมิ่นเบื้องสูงจากประเทศไทยไปพำนักอยู่ที่อังกฤษ แต่ความกังวลนี้ก็ไม่เกินเลยมากไปนัก หากจะได้อ่านแถลงการณ์ล่าสุดที่รศ.ใจเตรียมไว้ต้อนรับการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทย



มาร์คพล่านหนาวเจออ.ใจดักประท้วงที่อังกฤษสั่งกษิตล็อบบี้ทูตอังกฤษเล่นงาน

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีข่าวว่ารศ.ใจจะไปรอพบเขาในช่วงเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร ว่า ไม่แน่ใจว่า รศ.ใจจะไปดักพบหรือไม่ แต่ถ้าได้พบก็คงจะพูดคุยเหมือนกับเป็นคนไทยคนหนึ่ง และเข้าใจว่ารศ.ใจถือสัญชาติอังกฤษ แต่ทุกคนที่อยู่เมืองไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับรศ.ใจนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ หลังจากนั้นก็จะแจ้งให้เขาได้รับทราบ

ขณะเดียวกันวานนี้นายควินตัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เข้าพบนายกษิต เพื่อหารือถึงกำหนดการที่นายอภิสิทธิ์ จะเดินทางไปเยือนประเทศอังกฤษ เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า อังกฤษจะควบคุมดูแลการเคลื่อนไหวนี้อย่างไร เพราะมีกรณีนายใจ นักวิชาการอิสระ ที่ไปเคลื่อนไหวในอังกฤษ ซึ่งสร้างความหนักใจให้กับรัฐบาลไทย นายเคลย์ กล่าวว่า อังกฤษเป็นประเทศที่เปิดประตูกว้าง และมีนักเคลื่อนไหวอยู่หลายคนจากหลายประเทศ ซึ่งถ้าไม่ผิดกฎหมายของเรา เราก็ไม่ขัดข้อง เพราะทุกคนมีอิสรภาพที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามนายกษิต ถึงความเคลื่อนไหวของนายใจที่เคลื่อนไหวด้วยการออกแถลงการณ์สยามแดงที่มีเนื้อหาโจมตีสถาบันกษัตริย์ นายกษิต ตอบว่า หลังจากที่ได้อ่านถ้อยแถลง เห็นว่านายใจอยากให้ไทยเป็นสาธารณรัฐ แต่ถ้าดำเนินการใดๆ ที่มีนัยยะล้มล้างสังคมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ต้องต่อสู้กัน

"ผมได้แสดงความห่วงใยไปกับเอกอัครราชทูตอังกฤษ ให้นำไปพิจารณาว่ามีความเหมาะสมอย่างไร แต่ก็เป็นเรื่องภายในของอังกฤษว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยนักการเมืองในอังกฤษก็สามารถตีความได้ว่า สิ่งที่นายใจพูดนั้นเป็นความพยายามหาแนวร่วม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกทางการเมืองได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่จำเป็นต้องชี้แจงต่อทางการอังกฤษ เพราะทางการไทยได้พบกับคณะทูตอังกฤษเป็นระยะๆ และไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายใจหรือ พ.ต.ท.ทักษิณ เราก็พูดกันอยู่ เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้ง 2 คนนี้ยังหนีคดีกันอยู่" รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุ

ปณิธานคอนเฟิร์มมาร์คไม่หลบ หยาม"ใจ"ป๊อดไม่กล้ามาสู้

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในการเดินทางไปเยือนสหราชอาณาจักรของนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อเยี่ยมเยียนในฐานะเคยศึกษาพร้อมกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งจะมีนักวิชาการของอังกฤษเข้ารับฟังโดยเบื้องต้นมีข่าวว่า นายใจ อึ้งภากรณ์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลบหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษจะเข้าร่วมรับฟังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ด้วย ซึ่งนายกฯ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพื่อจะได้อธิบายให้นักวิชาการต่างชาติเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น


“นายใจจะเข้าฟังด้วยจะมากับใครก็ได้ เพราะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์แบบเปิดเสรีให้คนอื่นเข้าฟังได้ แต่กลัวว่า นายใจจะไม่มามากกว่า” นายปณิธาน กล่าว

รศ.ใจร่อนแถลงการณ์ร้อนถึงอ็อกซ์ฟอร์ดหยันสมควรไหมเป็นเจ้าภาพต้อนรับคนทำลายประชาธิปไตยไปพูดเรื่องประชาธิปไตย

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ได้จัดทำแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเผยแพร่ก่อนหน้าที่นายอภิสิทธิ์จะเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ว่าด้วยประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยระบุว่า นายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจด้วยการสมคบกับกองทัพ พันธมิตร และอภิชนชั้นสูงทำลายประชาธิปไตย และรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนไทยโดยวิธีการใช้ม็อบที่นิยมความรุนแรง และเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็เล่นงานฝ่ายประชาธิปไตยด้วยข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ควบคุมสื่อฝ่ายประชาธิปไตย ไร้เสรีภาพ ไม่มีประชาธิปไตย แล้วยังจะเชิญมาพูดเรื่องประชาธิปไตยอีกทำไม โดยรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังนี้

St John’s should not play host to the Thai Prime Minister
who supports the suppression of Democracy
เซ้นต์จอห์นไม่สมควรเป็นเจ้าภาพต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยผู้สนับสนุนการทำลายประชาธิปไตย


The Thai government, led by the miss-named Democrat Party, is only in power because of the military who staged a coup in 2006. The Democrat Party has never won overall support from the majority of the electorate because they stand firm against welfare for the poor and are extreme neo-liberals. Thailand is one of the most unequal societies in the world, with wealth concentrated in the hands of the business and military elites and the Royal Family. The King is the richest monarch in the world. Yet he lectures the poor about not living beyond their means. People are expected to crawl on the ground before Royalty. No one is allowed to criticise the King or the courts or the army. To do so is deemed to be lese majeste, with prison sentences of up to 15 years.

รัฐบาลไทย นำโดยพรรคการเมืองที่ไม่สมชื่อ คือประชาธิปัตย์ได้ขึ้นมามีอำนาจ ก็เหตุเพราะว่ากองทัพทำรัฐประหารในปี2549 พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยชนะการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคนี้ยืนกรานคัดค้านการจัดสวัสดิการให้กับคนยากจน และมีแนวนโยบายเสรีนิยมสุดขั้ว ไทยยังเป็นประเทศที่มีสังคมไม่เสมอภาคมากที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยการพุ่งความสนใจไปที่ธุรกิจ และผู้นำทางทหาร กับพระราชวงศ์ กษัตริย์ของไทยทรงเป็นพระราชาที่ร่ำรวยที่สุดของโลก อย่างไรก็ตามพระองค์ได้มีพระราชดำรัสตรัสสั่งให้พสกนิกรที่ทุกข์ยากอยู่อย่างพอเพียง พสกนิกรนั้นถูกคาดหวังให้หมอบคลานอยู่เบื้องพระพักตร์ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ หรือศาล หรือกองทัพ การกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง15ปี

In 2006 the army ripped up the best constitution Thailand has ever had and replaced it with their own less democratic version. Half the Senate is now appointed and there are moves to partially disenfranchise millions of poor voters. The courts were used to dissolve the elected governing party twice. The Royalist PAD mobs seized Government House and the two international airports with the support of the Army and the Democrat Party. They encourage people to commit acts of violence against those who think differently and they have a fascist-style armed guard. Today there are PAD members in the present government.

ในปี2549กองทัพได้ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา และแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญที่พวกเขาเขียนขึ้น ซึ่งเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตยน้อยที่สุด กว่ากึ่งหนึ่งของวุฒิสมาชิกในเวลานี้มาจากการแต่งตั้ง เป็นการช่วงชิงอำนาจไปจากบรรดาคนยากจนที่มีสิทธิเลือกตั้งอย่างอยุติธรรม ศาลก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล้มพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลถึง2ครั้ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)กลุ่มการเมืองที่นิยมเจ้าจัดตั้งม็อบยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินนานาชาติ2แห่ง ด้วยการสนับสนุนจากกองทัพและพรรคประชาธิปัตย์ พวกเขากดดันให้ประชาชนต้องยอมรับต่อการต่อต้านที่ใช้ความรุนแรงและขจัดคนที่คิดต่าง และมีรูปแบบจัดตั้งกองกำลังการ์ดแบบฟาสซิสต์ ทุกวันนี้มีพธม.เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล

Despite the deep economic crisis, this government’s only priority is to stifle dissent by using the lese majeste law and the internet censorship laws. On 7th March they arrested the director of Prachatai, one of the few independent internet newspapers in Thailand. They are censoring the electronic media and community radio stations and are encouraging citizens to inform on each other. People are thrown in jail in Thailand for expressing legitimate political views. A Thai academic has been charged with lese majeste for writing an anti-coup book and is now living in exile in Oxford. The mainstream TV and print media are already working hand in glove with the military. There is no transparency and accountability, no justice, no freedom of speech and no academic freedom. Yet St John’s College Oxford has invited the Thai Prime Minister to give a talk about Democracy!!!

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างในเวลานี้ รัฐบาลกลับทุ่มเทความสนใจไปที่การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ต เมื่อวันที่7มีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลเพิ่งจับกุมผู้อำนวยการของประชาไท ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตซึ่งมีความเป็นอิสระเหลืออยู่เพียงไม่กี่รายในไทย พวกเขาเซ็นเซอร์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และวิทยุชุมชน และฝังหัวประชาชนให้รับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว ประชาชนถูกโยนเข้าคุกในประเทศไทยเพียงเพราะว่าการแสดงออกความเห็นทางการเมืองตามกฎหมาย นักวิชาการไทยเองก็ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพราะการเขียนหนังสือต่อต้านการทำรัฐประหาร และตอนนี้ต้องลี้ภัยมาอยู่ที่อ็อกซ์ฟอร์ด โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์กระแสหลักก็ทำงานเข้าขาเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับกองทัพ ไม่มีความโปร่งใส ไร้การสำนึกรับผิดชอบในภาระหน้าที่ ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีเสรีภาพในการพูด ไร้เสรีภาพทางวิชาการ แล้วนี่เซ้นต์จอห์นคอลเล็จ อ็อกซ์ฟอร์ดยังจะเชิญนายกรัฐมนตรีไทยมาพูดเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย!!!

A civil war is developing in Thailand and it is a class war between the rich and the poor. The Royalist Yellow-shirts represent the undemocratic elite, while a new Civil Society is emerging from the pro-democracy Red Shirt movement. The Red Shirts are becoming a (เซ็นเซอร์), representing millions of Thais. We need to cut down the military’s influence in society, reform the judiciary and the police and to expand freedom and democracy from this grass-roots movement. We need a proper welfare state with progressive taxation on the rich. And we need to (เซ็นเซอร์). For it has now become a serious obstacle to freedom and human dignity in Thailand.

สงครามกลางเมืองกำลังก่อตัวขึ้นในประเทศไทย และเป็นสงครามชนชั้น ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน พวกนิยมเจ้าเสื้อเหลืองเป็นตัวแทนของพวกชนชั้นนำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่ประชาสังคมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นคือพวกเสื้อแดงที่สนับสนุนประชาธิปไตย เสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวไปสู่(เซ็นเซอร์) เป็นตัวแทนของชาวไทยจำนวนหลายล้าน เราต้องการตัดทอนบทบาทอิทธิพลของกองทัพในสังคมลงมา ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และตำรวจ รวมทั้งขยายเสรีภาพและประชาธิปไตยของขบวนการชาวรากหญ้า พวกเรามีความจำเป็นที่จะสร้างรัฐสวัสดิการที่แท้จริง ด้วยการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจากคนมั่งมี และมีความจำเป็นที่จะต้อง(เซ็นเซอร์) เพราะตอนนี้ได้กลายมาเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในประเทศไทย

Associate Professor Giles Ji Ungpakorn
รศ.ไจล์ ใจ อึ๊งภากรณ์

ป.ล.คำว่า"เซ็นเซอร์"นั้น ไทยอีนิวส์นำมาใช้ตัดถ้อยความในแถลงการณ์ที่อาจเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายไทย

DSTATION TT2009-03-11

ที่มา thaifreenews

โดย : Tuxedo

อ้างอิง

สวัสดีครับ เพื่อนๆ

ก่อนอื่น ขอบคุณทุกท่านนะครับ ที่เป็นแฟนๆ Download ทั้งขาประจำและขาจร
จนกระทั่งเพื่อนๆ Download กันจนติดเป็นนิสัย เพราะผมเองก็ทำคลิปจนติดเป็น
นิสัยเช่นกัน

แต่ทีนี้ ในระหว่างวันที่ 24-29 มีนาคม ที่จะถึงนี้ผมต้องเดินทางไปทำธุระจะไม่อยู่
หน้าคอมคอยบันทึกรายการ ฉะนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวก็จะไม่คลิปมาบริการเพื่อนๆ
นะครับ


แวะมาบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อนๆจะได้ไม่ต้องรอเก้อครับ







อ้างอิง :
ร่วมสมทบทุนกิจกรรมทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย
พาพี่น้องเสื้อแดงทั่วทุกสารทิศที่อยากมาร่วมขับไล่รบ.ชั่ว ที่กรุงเทพ แต่ขัดสน

เลขที่ 224 229374 6 ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาอิมพิเรียลเวิลด์
ชื่อบัญชี บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่จำกัด บัญชี ออมทรัพย์



อ้างอิง :

รับข่าวสารผ่าน SMS Thai People News ของ จักรภพ


สำหรับ AIS พิมพ์ (SMS) PP ส่งไปที่หมายเลข 4552141
สำหรับ TrueMove พิมพ์ PP ส่งไปที่หมายเลข 4552799
แต่สำหรับ DTAC พิมพ์ PN ส่งไปที่หมายเลข 4552146

หรือโทรมาสมัครได้ที่หมายเลข 084-456-6794-5 ( จันทร์- ศุกร์ 9:30-17:30 )


อ้างอิง :


TT2009-03-11 WMV , MP3



เนื้อหา
การชุมนุมคนเสื้อแดงที่ขอนแก่น และ เทพเทือกยอมสยบราบคาบให้ไอ้ลิ้ม



อ้างอิง :

PTV2009-03-11 WMV 94นาที 107Mb, MP3 16.5Mb
สนทนากันหลายเรื่องร้อนๆทั้งนั้นน่าสนใจนะครับ ไม่ควรพลาด



อ้างอิง :
MusicVDO

โปรดรักษาคนดี

Mpeg1 38.05Mb , MP3 .8Mb ขับร้องในสตูดิโอโดย ตั๊กแตน ชลดา

กรณีที่ พบปัญหา คลิกแล้วไม่ Download อัตโนมัติ ให้ทำดังนี้ครับ
(สำหรับท่านที่ใช้ โปรแกรมช่วยเร่ง Download ต่างๆ)

1 ให้นำ Mouse ชี้ไปที่ link จะ Download
2 คลิกนิ้วกลาง ปรากฏเมนู ให้เลือก โปรแกรมช่วยเร่ง Download ที่ท่านใช้ครับ



อ้างอิง :

เสื้อแดงชุมนุมสัญจรที่ผ่านมา



2009-03-08 ขอนแก่น

2009-02-24,25,26 หน้าทำเนียบ


กระทู้ความจริงวันนี้ที่ผ่านมา

มี.ค.>>11,10,06,05,04,03,02,01

ก.พ.>>27,23,20,19,18,17,16,13,12,11,10,09,08,06,04,03,02

ม.ค.>>30,29,28




อ้างอิง :

ปฏิวัติ ฝรั่งเศส.avi 71.84Mb, รัสเซีย.avi 39Mb

ศาลอาญาออกหมายจับ20 พธม.ยิงวิทยุชุมชนวิภาวดี3

ที่มา มติชนออนไลน์



ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 11 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้อนุมัติหมายจับ เลขที่ 3476-3496/2551 ให้จับกุมชายไทยไม่ทราบชื่อจำนวน 20 คน ในข้อหา มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้ร่วมกระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ โดยผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่ 3496/2551 ซึ่งเป็นชายที่ใช้อาวุธปืนสั้นยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่บริเวณปากซอยทางเข้าสถานีวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ วิภาวดี ซอย 3 ศาลอาญา ได้เพิ่มข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2551 กลุ่มผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ชุมนุมแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนขบวนจากสนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เส้นทางถนนวิภาวดี เพื่อที่จะขึ้นทางด่วนไปยังจุดหมาย แต่เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงบริเวณหน้าปากซอยโชคชัยร่วมมิตร ได้เกิดเหตุปะทะกันกับกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่ชุมนุมกันอยู่บริเวณปากซอยทางเข้าสถานีวิทยุชุมชนคนรักแท็กซื่ วิภาวดีซอย 3 โดยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ใช้อาวุธปืน หนังสติ๊ก มีดดาบ ท่อนเหล็ก และก้อนหิน ยิงเข้าใส่และเข้าทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้ามจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย

ต่อมา พ.ต.ท.ศักดิพัฒน์ เหรียญทอง พนักงานสอบสวน (สบ.3) ส.น.บางซื่อ ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ก่อเหตุทั้งหมด ก่อนที่หมายจับดังกล่าวจะถูกส่งมีที่กองทะเบียนประวัติอาชญากรรมเพื่อประกาศสืบจับต่อไป

คนไทยในอังกฤษรวมพลังลุกฮือต้าน ‘มาร์คกระสัน’ ออกจดหมายเปิดผนึกประณามการ ‘ปล้นตำแหน่งนายกฯ’ ทำลายประชาธิปไตยหลายกรรมหลายวาระ จวก! ไม่ต้องมา ‘ตอแหล’ เรื

ที่มา thaifreenews

โดย : NEWS

จดหมายเปิดผนึก(ฉบับภาษาไทย)
จากประชาชนไทยถึงประชาชนอังกฤษ
เนื่องในโอกาสรัฐบาลอังกฤษ ให้การต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะนายกรัฐมนตรี

ประชาชนชาวอังกฤษทั้งหลาย

จดหมาย นี้เขียนขึ้นเพื่อแจ้งให้ท่านทราบว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ให้การรับรองฐานะนายกรัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะเส้นทางเข้าสู่ความเป็นนายกรัฐมนตรีของเขา ไม่เพียงขัดกับวิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น
แต่เขาเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างเด่นชัด ซึ่งสามารถระบุพฤติกรรมทางการเมืองได้ดังต่อไปนี้ :-

มีนาคม 2549..........นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน
ร่วม กับเครือข่ายทางการเมืองของพวกเขาบอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549,เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรนณรงค์ให้ประชาชน โนโหวตการเลือกตั้ง, กดดันพรรคการเมืองพรรคเล็กไม่ให้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อหวังคว่ำบาตรการ เลือกตั้ง และเปิดทางให้กับการทำรัฐประหารโดยกองทัพ

เมษายน 2549.......... เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงขอพระราชทานนายกฯคนนอกจากกษัตริย์ เพื่อแทนที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้้งของประชาชน อันเป็นล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยขัดกับรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักการประชาธิปไตย และขัดจารีตประเพณีทางการเมืองของไทย


กันยายน 2549......... พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายทางการเมืองของเขา รู้เห็นเป็นใจให้ทหารทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวต่อสื่อมวลชนว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่เขาไม่ประณามการรัฐประหาร กลับแก้ต่างให้กับการรัฐประหารครั้งนั้นว่า "แม้ว่ารูปแบบไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อหาเป็นประชาธิปไตย"


พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ได้มีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทยจากข้อกล่าวหาว่า กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเพียงคนเดียว ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และยังได้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการการบริหารพรรคไทยรักไทยอีก 111 คน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ รู้สึกยินดีอย่างออกนอกหน้าที่ตุลาการรัฐธรรมนูญช่วยกำจัดและทำลายพรรคการ เมืองคู่แข่งของตน โดยที่ไม่มีการวิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากล ของกระบวนการยุติธรรมภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหารเลยแม้แต่น้อย

ตุลาคม 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายทางการเมืองของเขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรณรงค์ ให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ร่างตามพิมพ์เขียวของคณะรัฐประหารและผู้สมคบคิด โดยมีสาระสำคัญในการทำลายหลักการประชาธิปไตย ที่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน โดยเฉพาะการที่คณะรัฐประหารเข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งสมาชิกสภาสูง ได้มากกว่ากึ่งหนึ่ง แต่กลับมีอำนาจในการโค่นล้มทำลายล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนนอกจาก นี้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยังได้บัญัติมาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราท้ายสุดของรัฐธรรมฉบับนี้ให้เป็นกฎหมายที่แปลกประหลาดที่สุดใน โลก และผิดหลักการของการบัญญัติกฎหมายสากลโดยสิ้นเชิง มาตรา 309 เป็นการรับรองการกระทำต่างๆและการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของคณะรัฐ ประหาร ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตให้ชอบด้วยกฎหมาย

พฤษภาคม-พฤศจิกายน 2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยให้นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สส.ของพรรค และสมาชิกพรรคอีกหลายคน เป็นแกนนำของกลุ่มกดดันทางการเมืองกึ่งติดอาวุธขวาจัด คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อความไม่สงบทางการเมืองเพื่อโค่นล้ม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายสมัคร สุนทรเวชและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ด้วยการยึดสถานีโทรทัศน์ของรัฐ,ปิดล้อมที่ทำการรัฐสภา, ยึดทำเนียบรัฐบาลยาวนานกว่า 3 เดือน, ยึดสนามบินแห่งชาติทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ ไม่เพียงแต่ปล่อยให้นักการเมืองในสังกัดของตนเองกระทำผิดกฎหมายที่ปรากฏชัด ต่อสาธารณชนเท่านั้น เขายังนำนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจผู้ก่อความไม่สงบในทำเนียบที่ถูกยึดและให้ สัมภาษณ์เรียกร้องมิให้รัฐบาลผลักดันผู้ก่อความไม่สงบออกจากทำเนียบอีกด้วย

ตุลาคม 2551.......... นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สส.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนพร้อมใจกันไม่เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ปล่อยให้ สส.และนักการเมืองของพรรคบางคนเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยทำการปิดล้อมและยึดสภา
เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล

พฤศจิกายน 2551....... นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรัฐมนตรีเงาของพรรคร่วมกับพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยเข้าบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่นายอภิสิทธ์ มิได้ห้ามปราม นับเป็นการส่งเสริมการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีพฤติกรรมเยี่ยงผู้ก่อการร้าย สากลที่ใช้นักท่องเที่ยวกว่า 300,000 คนเป็นตัวประกัน

ธันวาคม 2551.............. พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณได้สมคบคิดกับผู้นำทหารกดดันให้ สส.ที่สังกัดพรรคพลังประชาชนและพรรคอื่นๆ กว่า 60 คน แยกตัวออกมาจากรัฐบาลผสม แล้วหันมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่เขาเองไม่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ให้ขึ้นสู่อำนาจแต่อย่าง ใด นับเป็นการคอรัปชั่นอำนาจอย่างไร้ยางอาย และท่ามกลางความขมขื่นเคียดแค้นของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งแสดงถึงการยอมรับพฤติกรรมการยึดสนามบินของนายกษิตว่าเป็นการกระทำที่ยอม รับได้และไม่ผิดกฎหมายในสายตาของนายอภิสิทธิ์

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงทีถูกบันทึกอยู่ในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ตามช่วงเวลาที่ได้ระบุมาทั้งสิ้น

ด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าว ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับให้นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชอบด้วยครรลองระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่นายอภิสิทธิ์ ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอีกด้วย

ในโอกาสนี้เราอยากตั้งคำถามต่อประชาคมศิษย์เก่าของอีตันและอ๊อกฟอร์ดว่า ท่านควรภาคภูมิใจ ไว้วางใจ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นสมาชิกในประชาคมของท่านหรือไม่


ประชาชนชาวอังกฤษทั้งหลาย

นาย ควินตัน เควล เอกอักราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทยมีสายสัมพันธ์ทีใกล้ชิดกับ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการัฐประหารและกำกับกระบวนการยุติธรรมอย่างใกล้ชิด ประชาชนไทยไม่อาจทราบได้ว่านายควินตัน เควล กระทำการใดๆ ในนามของรัฐบาลอังกฤษหรือไม่ แต่การที่เขายกเลิกวีซ่าอดีตนายกทักษิณตามอำนาจที่เขามี และเป็นตัวกลางเจรจาให้รัฐบาลอังกฤษเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไปเยือนอังกฤษในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้นเท่ากับเป็นการ เปิดทางให้รัฐบาลอังกฤษยอมรับและให้การรับรองบุคคลที่สมคบคิดกับทหารและ เครือข่ายลัทธิอนาธิปไตยทำลายระบอบประชาธิปไตย และปฏิเสธบุคคลที่ถูกโค่นด้วยอำนาจนี้

เราเกรงว่า นายควินตัน เควล เอกอัคราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยจะปฏิบัติภารกิจทางการทูตที่มีวาระซ่อน เร้นหรือไม่ และไม่ทราบว่าพฤติกรรมทางการทูตของนายควินตัน เควล สะท้อนเจตนารมณ์ทางประชาธิปไตยของประชาชนอังกฤษหรือไม่

จึงต้องนำข้อเท็จจริงเหล่านี้ มาบอกกล่าวต่อท่านทั้งหลายเป็นข้อมูลขั้นต้น


ประชาชน ไทยมีความผูกพันกับประชนอังกฤษและพึ่งพาอาศัยกันมาด้วยไมตรีจิตเป็นเวลาอัน ยาวนาน แต่ถ้าประชาชนไทยส่วนใหญ่ จะมีปฏิกิริยาต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ บอยคอตสินค้าอังกฤษในไทย และมีปฏิกิริยาทางลบต่อเครือข่ายธุรกิจอังกฤษในประเทศไทยขอให้ท่านทั้งหลาย โปรดเข้าใจว่าเรามิได้กระทำไปเพราะไม่ชอบพอประชาชนชาวอังกฤษโดยรวม แต่เป็นการแสดงความไม่พอใจต่อ ท่าทีทางการทูตและท่าทีของรัฐบาลอังกฤษ อันมีนายควินตัน เควลเป็นตัวกลาง

ด้วยไมตรีจิต
ประชาชนไทย


ที่มา http://thaienews.blogspot.com/

สส.เพื่อไทยยื่นถอดถอน “อภิสิทธิ์” พ้นตำแหน่งนายกฯ ระบุความผิด 7ข้อที่ “ขาดความชอบธรรม” ซึ่งเป็นการกระทำอัน “ฉ้อฉล” หวังเพียงให้ได้ตำแหน่งนายกฯ ที่มาจา

ที่มา thaifreenews
โดย : NEWS
วันที่ 11 มี.ค. 2552 นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีของฝ่ายค้านว่า ยังไม่เห็นเรื่อง ได้ยินแต่เสียงปี่กลองมานาน หากฝ่ายค้านยื่นมา ก็ต้องดูว่าเนื้อหาสาระที่จะอภิปรายเข้าข่ายกฎหมายที่ระบุไว้หรือไม่ หากเป็นไปอย่างถูกต้องก็จะส่งเรื่องไปให้รัฐบาลตามระเบียบ ตนเป็นเพียงคนกลางทำหน้าที่เสมือนบุรุษไปรษณีย์เท่านั้น ส่วนจะบรรจุญัตติอภิปรายฯในวันใดนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด และไม่ทราบว่าที่ออกข่าวจะอภิปรายกันวันนั้นวันนี้ไปเอามาจากไหน

158 ส.ส.เพื่อไทย ยื่นถอดถอน “อภิสิทธิ์” แล้ว-ประธานวุฒิขอเวลา 15 วันตรวจสอบ

เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย พร้อมส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 30 คน อาทิ นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี นายนิรมิตร สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ได้เข้ายื่นญัตติถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา

โดยนายพีรพันธุ์ กล่าวว่า เนื่องจากการอภิปรายพฤติกรรมนายกรัฐมนตรีที่ส่อจงใจทุจริตต่อหน้าที่ราชการ กระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าจะต้องยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีเสียก่อนการอภิปรายไม่ ไว้วางใจ ดังนั้นส.ส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 158 คน จึงได้ร่วมเข้าชื่อขอให้ประธานวุฒิสภาดำเนินการถอดถอนนายกรัฐมนตรีตามขั้น ตอนของรัฐธรรมนูญต่อไป เมื่อยื่นญัตติแล้วไม่ต้องรอผลการถอดถอน พรรคฝ่ายค้านสามารถยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทันที

ด้าน นายประสพสุข กล่าวว่า ตนจะเร่งดำเนินการตรวจสอบรายชื่อภายใน 15 วัน และจะแจ้งให้ที่ประชุมวุฒิสภารับทราบในวันที่ 13 มี.ค.นี้ เพื่อเร่งดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับญัตติขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีความยาวทั้งสิ้น 9 หน้า ระบุสิ่งที่ส่งมาด้วย 4 รายการ คือ 1.หนังสือของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ นร.0405/(ลร1)ว/600 ลงวันที่ 25 ก.พ.2552 2.รายละเอียดภาพถ่ายและแผนที่ประกอบแสดงถึงการถูกบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ ดินแดนของประเทศไทยเป็นทางขึ้นเขาพระวิหาร 3.หนังสือรับรองการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ออกให้แก่นายธานินทร์ ใจสมุทร หนังสือที่ ปชป.พิเศษ/2551 และ 4.รายชื่อผู้ยื่นคำร้องถอดถอน

สำหรับ เนื้อหาส่วนแรก ระบุข้อความว่า ด้วยนายอภิสิทธิ์ ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในคณะรัฐมนตรีซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีประวัติยึดมั่นใน หลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในมาตรฐานทางด้านจริยธรรมอย่างยิ่งยวด โดยอย่างน้อยต้องปฏิบัติหรือประพฤติตนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรนูญ พ.ศ.2550 ม.279 เป็นมาฐานขั้นต่ำ แต่นายอภิสิทธิ์กลับไม่ทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการเลือกปฏิบัติ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ปวงชนทุกหมู่เหล่า ทำให้ประเทศขาดความเชื่อถือจากนานาชาติ เป็นผลกระทบเสียหายอย่างกว้างขวางในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงส่อว่านายอภิสิทธิ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือ กฎหมายและยังส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่

ความผิด 7 ข้อขาดความชอบธรรม ขุดพฤติการณ์นับแต่บอยคอตเลือกตั้ง จนถึงเข้าสู่ตำแหน่งมิชอบ

ส่วน ที่สองเป็นเนื้อหาที่ระบุข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการกระทำประกอบญัตติ ยื่นถอดถอนตามมาตรา 271 เพื่อขอให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ทั้งหมด 7 ข้อโดยข้อ

1.เหตุการณ์หลังจากวันที่ 24 ก.พ. 2549 ที่สภาผู้แทนราษถูกยุบและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เม.ย.2549 แต่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้คัดค้านและไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง จึงแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่านายอภิสิทธิ์มีพฤติกรรมขัดขวางการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 นอกจากนี้ยังนำพรรคพวกไปเรียกร้องนายกฯพระราชทานตามมาตรา 7 ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าไม่ฝักใฝ่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ได้ร่วมปฎิบัติการกับกลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาโค่นล้ม รัฐบาล สร้างความเสียหายวุ่นวายต่อประเทศอย่างรุนแรง การเลือกตั้งครั้งใหม่นายอภิสิทธิ์นำพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าใช้มาตรการตามเอกสารลับซึ่งเป็นแผนปฎิบัติการของคมช . เมื่อพรรครัฐบาลถูกยุบจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลใหม่ตามบรรทัดฐานประเพณีพรรค เสียงข้างมากต้องได้รับสิทธิ์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีส.ส.อันดับสองกลับฉวยโอกาสตั้งรัฐบาล จึงจงใจไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ตามมาตรา 270

2.การเข้าสู่ ตำแหน่งนายกฯมิได้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย แต่อยู่ภายใต้การชี้นำของบุคคลชั้นสูงบางกลุ่ม บางคน ผลักดันให้ได้เข้ามาบริหารประเทศ นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังได้คบหากับกลุ่มการเมืองนอกสภาหลายกลุ่ม ซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองช่วยเหลือจัดตั้งรัฐบาลจนสำเร็จ ซึ่งเป็นการกระทำอันฉ้อฉลหวังเพียงให้ได้ตำแหน่งนายกฯ

3.นาย อภิสิทธิ์เห็นชอบและแสดงตนเข้าตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ให้การช่วยเหลือสนับสนุน ให้ความดีความมชอบแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และแกนนำหลายคนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายตำแหน่ง นอกจากนี้ครม.นายอภิสิทธิ์ยังพยายามเสนอกฎหมายตราเป็นพ.ร.บ.ว่าด้วยความ ปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสาระสำคัญให้ผู้ที่ทำผิดได้รับโทษเพียงเสียค่าปรับตั้งแต่ 500-10,000 บาทเพื่อให้มีหลักเกณฑ์คล้ายกับการกระทำของนายกษิตและพวกได้รับประโยชน์ใช้ อ้างอิงในการต่อสู้คดีต่อไป อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศพ.ศ.2521 มาตรา 6 ทวิ และ ม.11 ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งนายอภิสิทธิ์ผู้สนับสนุนจะต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน และยังรู้เห็นเป็นใจกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายผิดตามมาตรา 266



4. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกปิดซ่อนเร้น การรับเงินสนับสนุนจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งไม่จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกกต.ให้เป็นไปตามที่กำหนด จึงมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270

5. ขณะนี้มีประเทศเพื่อนบ้านทำถนนบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ดินแดนของประเทศไทย เป็นทางขึ้นเขาพระวิหาร ซึ่งนายอภิสิทธิ์นอกจากจะไม่รักษาดินแดน และยังไม่สนใจที่จะปกป้องแผ่นดินไทยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 และยังถือว่ามีความผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

6. ทำเอกสารเท็จแจ้งต่อกกต.โดยออกหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเท็จ ให้แก่นายธานินทร์ ใจสมุทร ลงสมัครนายกฯอบจ.สตูลทั้งที่นายธานินทร์ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจึงขาดการ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนอกจากส่อจงใจผิดพ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นพ.ศ.2545 แล้ว ยังส่อว่ากระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 264

7.กรณีขอให้บริษัท ทรูมูฟ เอไอเอส และดีแทค ส่งข้อความสั้นหรือ SMS ไปยังผู้ใช้บริการ ในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งนายกฯ โดยเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้ง 3 บริษัทเป็นเงินจำนวนหลายล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในการให้บริการดังกล่าวเป็นการให้ฟรีแก่นายอภิสิทธิ์ จึงถือเป็น “ประโยชน์อื่นใด” ตามประกาศป.ป.ช.เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ของเจ้าหน้าที่รัฐพ.ศ.2543 ข้อ 3 ซึ่งมีมูลเกินกว่า 3,000 บาทต้องห้ามไม่ให้รับประโยชน์นั้นนายอภิสิทธิ์จึงฝ่าฝืนมาตรา 103 พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 และเข้าหลักเกณฑ์รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดตามข้อ 4 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช.และความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 35 เนื่องจากไม่ได้สอบถามความสมัครใจของผู้ใช้บริการก่อน จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ใช้บริการ

นายพีรพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สาเหตุที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ร่วมลงชื่อให้ครบตามจำนวนส.ส.ของพรรคที่มีอยู่ 187 คน แต่ลงชื่อเพียงส.ส.158 คนนั้น จำแนกได้ดังนี้

1.รองประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 2 คนงดลงชื่อ
2.มีผู้ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีก 10 คน
3.ส.ส.อยู่ระหว่างการพำนักที่ต่างประเทศตามคำเชิญ 8 คน
4.เจ็บป่วย 2 คน
5.ติดภาระกิจอีกจำนวนหนึ่ง

“ดังนั้นการที่ส.ส.ไม่ได้ลงชื่อครบทั้งหมดนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากงูเห่าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยจะทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปิด อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลว่าประชาชนต้องการ ให้ฝ่ายค้านถามประเด็นใดต่อรัฐบาลในสภา นอกจากนี้หลังการอภิปรายพรรคเพื่อไทยก็จะทำโพลสำรวจกระแสความนิยมของรัฐบาล และความพึงพอใจในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของประชาชนอีกด้วย”นายพีระพันธุ์กล่าว

จม.เปิดผนึกถึงผู้เรียกร้องความสามัคคีในประเทศไทย(ผมคนหนึ่งที่ทำตามที่คุณบอกไม่ได้ ถ้าหากประเทศไทยยังไร้....)

ที่มา thaifreenews

โดย : เสียงประชาไทย

-----------------------------------------------------------------
คนไทยด้วยกันทะเลาะกันไปก็เสียเวลาเปล่าๆ
แทนที่จะหันหน้ามาคุยกันดีๆ จะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศ
มาทะเลาะกันก็เสียเวลาเปล่าๆ เราคนไทยด้วยกัน
-----------------------------------------------------------------
คนไทยด้วยกัน จะมาทะเลาะกันเองทำไม
ต่างคนต่างทะเลาะกัน ก็เหมือนสาดโคลนใส่กัน
เปรอะด้วยกันทั้งคู่ สามัคคีดีกว่าประเทศไทยจะได้น่าอยู่
-----------------------------------------------------------------
นี่คือตัวอย่างเพียงบางส่วนของสมาชิกบางคน
ที่พยายามจะเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีกันในประเทศ
ฟังดูผิวเผินมันก็ดูดีอยู่หรอกนะครับ สนับสนุนให้คนไทยรักกัน สามัคคีกันเข้าไว้ ประเทศจะได้เจริญก้าวหน้าและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ความคิดดีครับ ขอสนับสนุนอย่างยิ่ง!!
ถ้าประโยคนี้มันเกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุการณ์ล้มล้างระบอบทักษิณระบอบประชาธิปไตย และรัฐประหาร 19 ก.ย. 49
แต่นี่มันไม่ใช่!!!!! นี่มัน ปี 2552
หลังเกิดเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว

หลังจากประเทศนี้หมดแล้วซึ่งคำว่าระบอบประชาธิปไตยเหลือแต่ระบอบอมาตยาธิปไตย เผด็จการอีแอบ

หลังจากประเทศนี้หมดแล้วซึ่งคำว่า ยุติธรรมเหลือแต่การเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ระบบแบบมรึงเชียร์กรู มรึงรอด มรึงต่อต้านกรูมรึงโดน

หลังจากประเทศนี้หมดแล้วซึ่งพลังเสียงของประชาชนโดยแท้จริงแล้วกลับไปเห็นดีเห็นงามกับคนบางกลุ่มที่สนับสนุนกันเองแล้วยัดเยียดว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ พูดเองเออเองทั้งนั้น

หลังจากประเทศนี้หมดแล้วซึ่งความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดินไทยเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม ล้างสมอง บิดเบือนสื่อต่างๆนาๆ ผลักคนคิดต่างให้ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วหันหน้าเข้ามาทำลายกันเองเพียงแค่คิดว่า กรูถูกมรึงผิด กรูฉลาดมรึงโง่ แค่นั้น

หลังจากประเทศนี้หมดแล้วซึ่งความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและจรรยาบรรณในหน้าที่ของตนเองกลับมองเห็นแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ใครเข้ามาแทรกแซงผลประโยชน์ที่ตนเองเคยได้ก็พยายามโจมตี ทำลายให้พังไปเลยโดยไม่สนว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร

คุณจะเพิ่งมาเรียกร้องหาความสามัคคีตอนนี้ เวลานี้มันไม่ได้ ทำไมไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักนึกย้อนไปดูละว่าต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดมันเริ่มที่อะไรกันแน่ หรือคุณคิดแค่ว่า....

เป็นเพราะทักษิณงั้นหรือ???

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมทักษิณยังมีคนรักอยู่ทั่วประเทศล่ะ

เป็นเพราะนโยบายประชานิยมของระบอบทักษิณงั้นหรือ???

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมประชาชนส่วนใหญ่จึงยังต้องการนโยบายระบอบทักษิณละ ทำไมรัฐบาลแมลงสาบถึงได้ลอกนโยบายทักษิณทั้งๆที่เคยไปโจมตีทักษิณว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ล่ะ

เป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังโง่ ยังเห็นแก่เงินงั้นหรือ???

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมประชาชนส่วนใหญ่ถึงไม่เห็นด้วยกับนโยบายโคตะระประชานิยม ลด แลก แจก แถม ของรัฐบาลแมลงสาบละ ทั้งๆมันแจกเงินให้ฟรีๆไม่ต้องใช้คืนสักบาทเดียว!!

ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตามที่คุณตั้งธงเอาไว้แล้วนั้น คำตอบมันก็มีอยู่จัดเจนอยู่แล้วเพียงแต่คุณพยายามที่จะปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้มันแค่นั้นละ
หรือคุณยังจะเถียงอีกว่าที่พูดมามันไม่ใช่!!!!
เอางี้ก่อนจะเรียกร้องหาความสามัคคีลองคิดตามดูสักนิด

สมมุติว่า
คุณมีครอบครัวแล้ว และคุณก็รักแฟนคุณอย่างมากด้วย อยู่มาวันหนึ่งคุณกลับไปเจอแฟนคุณกำลังมีอะไรกับเพื่อนรักของคุณบนเตียงนอนในบ้านคุณ คุณจะทำยังไง?? ลองคิดดู

ถ้าเป็นผม..ผมวิ่งเข้าไปต่อยไอ้เพื่อนคนนั้นแถมกระทืบซ้ำแน่นอน ผมคงไม่ยืนดูเฉยๆแล้วบอกว่าไม่เป็นไรนั่นแฟนเรา นั่นเพื่อนรักเรา พวกเราต้องสามัคคีกัน รักกันเข้าไว้

แล้วถ้ามีเรื่องกันใหญ่โตแล้วผมก็คงไม่เอาแฟนคนนี้มาทำเมียอีกหรอก และผมก็คงไม่นับไอ้เพื่อนสาวเลวคนนี้มาเป็นเพื่อนอีก

ต่อให้มีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือหรือแม้กระทั่งพ่อของผมเองมาพูดว่าให้สามัคคีกันไว้ ให้รักกัน ให้อภัยกัน ผมก็จะบอกว่า "กรูไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด" มิหน้ำกรูหมั่นไส้มากๆจะฆ่าพวกมรึงด้วยซ้ำ!! เพราะกรูเป็นคนธรรมดาไม่ใช่พ่อพระที่ไหนที่จะยกเมียให้เพื่อนเอาฟรีๆแบบนั้น

มันก็เหมือนกันนั่นละ!!!

หลังจากประชาธิปไตยที่ประชาชนทั้งประเทศต่างร่วมกันสร้างมา จนประเทศไทยเริ่มจะเป็นระบอบประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริงอยู่แล้ว
กลับถูกพวกเผด็จการทหารอีแอบ
พวกนายทุนที่เสียผลประโยชน์จากการบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย
พวกพรรคการเมืองขี้แพ้ชวนตี
พวกสื่อต่างๆที่เสียผลประโยชน์ของตนเอง
พวกมาเฟีย พวกข้าราชการทุจริตต่างๆที่เคยถูกล้างบาง
พวกประชาชนบางส่วนที่เสียผลประโยชน์ของตนเองไป
และพวกประชาชนบางส่วนที่หลงเชื่อคำพูดโกหกของคนบางคน

รวมหัวกันทำลายระบอบประชาธิปไตยลงแล้วยัดเยียดระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมในคราบเผด็จการมาให้ประชาชนพร้อมกับอำนาจใหม่ในระบบสองมาตรฐานที่นำมาใช้อย่างหน้าไม่อายเพียงเพื่อล้างบางขั้วอำนาจเก่าและทำลายกลุ่มประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยเท่านั้น
แล้วคนกลุ่มนี้ก็อาศัยความมีหน้ามีตาในสังคม การเป็นคนในสังคมชั้นสูง ทยอยกันเรียงแถวกันออกมาบอกว่า สังคมทุกวันนี้มันดีอยู่แล้ว ให้ประชาชนทุกคนสามัคคีกันเข้าไว้ รักกันเข้าไว้ พร้อมทั้งกล่าวหาว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านพวกตนนั้นเป็นพวกที่หวังจะทำลายประเทศชาติ
นึกหรอ!! ประชาชนทุกคนเขาจะเชื่อ เขาจะทำตาม
นึกหรอ!! ว่าที่พวกคุณรวมหัวกันทำลายความหวังของประชาชนไปต่อหน้าต่อตาเขา แล้วประชาชนเขาจะยอม จะให้อภัยพวกคุณ
ไม่มี!! ไม่มีทาง!!! อย่าได้หวัง!!!!

เอางี้! หากยังไม่คิดตามไม่ทันก็ลองดูตัวอย่าง
กรณี ที่ฝ่ายสนับสนุนคนกลุ่มนี้ได้นำปืนไปยิงเขา ปัง ปัง เห็นหน้าชัดเจน หนักฐานพร้อม แต่กลับดำเนินคดีล่าช้าจนผิดปกติ
กลับกัน กรณี ที่อีกฝ่ายที่ต่อต้านคนกลุ่มนี้ได้นำตัวหนอนไปทุบรถ ส.ส.หน้ารัฐสภาแต่กลับถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว

แล้วอย่างนี้ยังจะมีหน้ามาเรียกร้องหาความสามัคคีกันอีกหรอ??? ลองตอบสิ!!!
แล้วอย่างนี้ยังจะมีหน้ามาเรียกร้องว่าให้คนไทยรักกันอีกหรอ??? หา!!!!

เอาประชาธิปไตยของประชาชนและความยุติธรรมต่อประชาชนทุกคนในประเทศกลับคืนมาให้ประชาชนก่อนสิ!!!

แล้วค่อยมาเรียกร้อง หาความสามัคคี
ไม่ใช่ทำกับประชาชนไว้เยอะ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ไม่ใช่ยังไล่ล่าทำลายฝ่ายต่อต้านตนเอง
ไม่ใช่ยังกล่าวหาทำลายฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย
แล้วยังหน้าด้านมาเรียกร้องหาความสามัคคีในชาติ อย่าได้หวัง อย่าได้ฝันไปเลย
พวกคุณตบหน้าประชาชนกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วล่ะ
ถึงตอนนี้..พวกคุณถูกประชาชนตบกะบาลกลับ ถึงกลับมาร้องโอดอวยเรียกร้องหาความรัก ความสามัคคีงั้นหรือ
มันไม่เกินไปหน่อยหรอครับ ??? ลองบอกมาสิ!!!!!

พวกคุณเอามาแลกกันสิ
ประชาธิปไตยของประชาชน กับความสามัคคีในประเทศชาติ
ความยุติธรรมต่อประชาชนทุกคน กับการให้คนในประเทศรักกัน

ประชาชนทุกคนในประเทศเขายอมแลกแน่นอน ล้านเปอร์เซ็นต์
แล้ว พวกคุณล่ะ กล้าที่จะแลกมั้ย???

คำตอบและทางออกของการแก้ปัญหามันอยู่แค่ตรงนี้!!!

ไม่ต้องไปคิดลึกลับซับซ้อน ตีลังกาคิดให้ปวดกะบาลอะไรมากมาย

อยู่ที่พวกคุณจริงใจที่จะทำหรือปล่าว แค่นั้น !!!

ผมยืนยันได้เลยว่า....
ถ้าหากพวกคุณยอมแลกตามที่ผมบอกได้นะ
ความรัก ความสามัคคีของคนในประเทศชาติกลับมาแน่นอน!!!

คางคกขึ้นวอ

ที่มา thaifreenews

คางคกขึ้นวอ
วิสา คัญทัพ

ถึงยาม ยางหัวตก
เมื่อคางคกได้ขึ้นวอ
ลืมคุณคนให้คอ
เพื่อเหยียบขึ้นไปยืนยง
ถึงคราว ต้องทวงคุณ
เสวยบุญแล้วลืมลง
ทิศทางชักเลยธง
มาทำร้ายทำลายเรา
หมายเรียกพันธมิตรฯ
ที่เกินคิดเกินคาดเดา
สุดท้ายก็เลือกเอา
ระเบียบบทตามกฎเกณฑ์
คำรามจึงดังลั่น
เสียงสนั่นในกรรมเวร
เทพเทือกยังไหวเอน
เมื่อสนธิตำหนิเตือน
โอ้หนอ ไม่ขอตอบ
ระยอบยอมมิแชเชือน
หลบตาหลบหน้าเบือน
ทั้งปากสั่นด้วยพรั่นพรึง
ถูกด่าเป็นคางคก
จนคอตกไม่ยืดตึง
เพรียกพร่ำโดยรำพึง
ผิดแล้วพ่อ ขออภัย.

เมื่อ...จิตวิญญาณประชาธิปไตย กลายเป็นสุนัขป่าคลุมด้วยหนังแกะ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

กลายเป็น ท๊อคออฟเดอะทาวน์ ไปในทันที ที่สถาบันพระปกเกล้าได้เป็นผู้ดำเนินงานเพื่อการปฏิรูปการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ทำให้มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตามมามากมาย เพื่อจะให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุก ๆ ฝ่ายคงจะต้องมาพิจารณากันก่อนว่า สถาบันพระปกเกล้าได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์อย่างไร

สถาบันพระปกเกล้า.... เป็นองค์การมหาชนอิสระทางวิชาการในกำกับของประธานรัฐสภา โดยมีสภาสถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรบริหารสูงสุด ขอบข่ายการดำเนินงานของสถาบันพระปกเกล้าเกี่ยวข้องกับงานทางด้านวิชาการ ซึ่งจะครอบคลุมถึงเรื่องของการวิจัย การจัดการศึกษา อบรม และเผยแพร่ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองการปกครอง รวมทั้งให้บริการคำแนะนำปรึกษาด้านการบริหารปกครองบ้านเมืองที่ดี ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบงานเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศ ต่างประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน.....(ที่มาจาก วิกิพีเดีย....สถาบันพระปกเ้กล้า)

โดยสรุปก็คือ สถาบันพระปกเกล้านั้นก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม และพัฒนาให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในประเทศนี้ และปัจจุบัน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้านี้.... ไม่ว่าจะพยายามปิำดหูปิดตามากเพียงใดก็คงจะยากที่จะปฏิเสธได้ว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเรายังไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอันอธิปไตยมาจาก ปวงชนชาวไทยทั้งมวล อย่างแท้จริง

ชื่อ, วัตถุประสงค์และเป้าหมายของ สถาบันพระปกเกล้า นั้น เป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ทำงานอยู่ในสถาบันนี้จะต้องเป็นผู้ที่ เข้าใจ และ มีจิตวิญญาณ แห่งความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ยิ่งยวด พูดง่าย ๆ ก็คือว่า อะไร หรือ สิ่งใด ที่ไม่ได้มาจากแนวทางประชาธิปไตยหรือนำไปสู่ประชาธิปไตย ผู้คนที่อยู่ในสถาบันนี้ จะต้องเป็นแนวหน้า หรือ หัวหอกในการแสดงความคิดเห็นเพื่อคัดค้าน และนำทางแก่ประชาชน (โดยให้ความรู้) เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

แต่การที่ ดร. บวรศักดิ์ และทีมงานจำนวนมากของสถาบันพระปกเกล้า ได้กลายเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนการรัฐประหารของ คปค. (ฝ่ายกฎหมาย) และเข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 เพื่อต่อท่ออำนาจของเผด็จการ คมช. ....นั่นก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ทำงานอยู่ในสถาบันนี้ในปัจจุบัน ยังขาดความรู้และความเข้าใจในหลักของ ความเป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริง อีกทั้งยังไม่มีจิตวิญญาณที่หวงแหนประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย และด้วยเหตุดังกล่าวทีมงานสถาบันพระปกเกล้า แม้จะมีภาพลักษณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ปกป้อง เป็นผู้ส่งเสริม เป็นผู้พัฒนาประชาธิปไตยให้กับปวงชน และประเทศชาติ แต่ในความเป็นจริงกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ ทำลายประชาธิปไตย และ สนับสนุนเผด็จการ โดยใ้ห้เกิดการยึดอำนาจให้เกิดขึ้นในประเทศนี้

สุนัขป่าแม้จะพยายามห่อหุ้มตัวเองด้วยหนังแกะอย่างแนบเนียนเพียงใด แต่สัญชาติญาณของความเป็นสุนัขป่ากระหายเลือดถึงอย่างไรก็จะไม่สามารถปิดบังได้ ภาพภายนอกอาจจะมองดูเหมือนกับเป็นแกะที่ไม่มีพิษภัย แต่พฤติกรรมที่จะแสดงออกมานั้นจะตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง... ดร. บวรศักดิ์ และทีมงานสถาบันพระปกเกล้า ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการปฏิรูปประชาธิปไตยในครั้งนี้ไม่ได้มีจิตวิญญาณของความเป็นนักประชาธิปไตยแม้แต่น้อย และขณะนี้กำลังกระทำประดุจ สุนัขป่าที่คลุมด้วยหนังแกะ นั่นเอง

ท่ามกลางความเป็นเผด็จการที่กำลังปกครองและครอบคลุมอยู่ทุกภาคส่วนของประเทศไทยในขณะนี้ จะไม่สามารถเกิดการปฏิรูปประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้อย่างแน่นอน จนกว่า.....อำนาจการปกครองในประเทศนี้จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงคือ อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงนั้นมาจากมวลชนทั้งปวง เสียก่อน.... การต่อสู้ัของ คนเสื้อแดง ขณะนี้ก็คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง เพื่อปกครองประเทศนี้ และผู้ใช้อำนาจปกครองนี้ก็คือ ปวงชนชาวไทยทั้งปวง มิใช่คนเพียงบางคนหรือบางกลุ่มที่เรียกว่า อมาตย์ ที่จะมีอำนาจอธิปไตยหรืออิทธิพลเหนือปวงชนทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง

การปฏิรูปประชาธิปไตยที่แท้จริงก็คือ การเปลี่ยนแปลงถึงการได้มา และการใช้ อำนาจอธิปไตย อันแท้จริงที่จะเกิดขึ้นในประเทศนี้....ไม่ใช่การปฎิรูปประชาธิปไตยภายใต้อำนาจปกครองที่เป็นเผด็จการ เหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน..... เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่สุนัขป่าจะกลายมาเป็นผู้นำทางฝูงแกะได้อย่างแน่นอน

เป้าหมายการต่อสู้เรียกร้องที่ควรจะชัดเจนที่สุดก็คือ การปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตย ให้ได้มาซึ่งประัชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การ ปฎิรูปเพื่อการปรับปรุง การปกครองในระบอบเผด็จการ ดังที่ ดร. บวรศักดิ์ และสถาบันพระปกเกล้ากำลังทำอยู่ในขณะนี้.... ไม่ว่าจะเป็นท่านอดีตนายกทักษิณ หรือจะเป็นผู้นำกลุ่มคนใดก็ตาม ถ้าการต่อสู้ของท่านไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะนำมาซึ่งการ เปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตย จาก เผด็จการมาเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง การต่อสู้เรียกร้องของท่านเหล่านั้นก็ไม่สมบูรณ์และพลาดเป้าหมายประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้่าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานพระราชหัตถเลขาเอาไว้ในการสละพระราชอำนาจดังนี้

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร ประชาธิปก วันที่ 2 มีนาคม 2477 เวลา 13 นาฬิกา 45 นาที

ดังนั้นการเรียกร้องประชาธิปไตยที่พี่น้องประชาชนไทยกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ก็คือการกระทำตาม พระราชประสงค์ ของพระัองค์ท่านนั่นเอง

ปูนนก

Wednesday, March 11, 2009

ปฏิรูปการเมือง ยื้อวีซ่า

ที่มา ไทยรัฐ

“ผมเป็นสุนัขพันธุ์ไทยที่ถูกฝึกให้เชื่องได้ตลอดเวลา ทุกวันนี้ผมเชื่องอยู่แล้ว และถูกฝึกให้เชื่องอีกเมื่อไหร่ก็ได้”

โดยนัยล่าสุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับนิตยสารฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิกรีวิว ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ตอกย้ำสำทับกับรายการโฟนอินรอบล่าสุดบนเวทีม็อบเสื้อแดงที่จังหวัดขอนแก่น “ทักษิณ” ก็พูดเป็นทำนองเปรียบตัวเองเป็นหมาไทยที่ฝึกจนเชื่องแล้ว

ไม่เหมือนหมาป่า เอามาเลี้ยง ฝึกยังไงก็ไม่เชื่อง

ว่าด้วยปริศนา “หมาไทย” กับ “หมาป่า” โดยเป้าหมาย “ทักษิณ” คงต้องการส่งสัญญาณบอกอะไรเป็นนัย

โดยเฉพาะในหมู่คนชอบเลี้ยงหมา น่าจะเข้าใจกว่าใคร

แต่ที่เล่นเอาหูผึ่งไปตามๆกัน ในคิวให้สัมภาษณ์ฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิกฯที่ดูไบ อดีตนายกฯทักษิณได้แสดงความมั่นอกมั่นใจ พูดชัดๆเลยว่า

จะกลับเมืองไทยได้ภายในสิ้นปีนี้

โดยเชื่อว่า กระบวนการสมานฉันท์ระหว่างฝ่ายที่หนุนตัวเอง กับฝ่ายรัฐบาลจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อยุติความแตกแยกในสังคม

เสนอล้างไพ่ เริ่มต้นกันใหม่

โดยไม่ใช่การขอพระราชทานอภัยโทษ แต่อาจให้รัฐสภาไทยออกกฎหมายว่าด้วยความปรองดอง ซึ่งต้องผ่านการโปรดเกล้าฯ และมีเนื้อหานิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด หรือมีความผิดหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

สรุปนี่คือ เงื่อนไขเจรจาสงบศึก

ในจังหวะถอนคันเร่งจากเกมประลองกำลังข้ามชาติ “ทักษิณ” หยั่งเชิงต่อรอง โยนหินถามทางออกมาในสถานการณ์ที่ “เด็กสองคน” กำลังเผชิญไฟสุมวิกฤติเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องออกตัวเป็นรอบที่ห้า บอกกับคนไทยว่า เราต้องอยู่กับความจริง สถานการณ์หนักและหนักทั่วโลก

ลุ้นอีก 2 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเข้าเป้าแค่ไหน

ถ้าแป้ก ก็จำเป็นต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณ โดย ครม.ได้อนุมัติกรอบเงินกู้ต่างประเทศ

กว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่นายกรณ์ จาติกวณิช ขุนคลัง เสนอไว้แล้ว

และโดยสัญญาณไม่สู้ดี เสียงจากนางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แสดงความกังวล เงินกองทุนประกันสังคมกรณีว่างงานที่มีอยู่ 36,000 กว่าล้านบาท

อาจไม่เพียงพอชดเชยภาวะการว่างงานของผู้ประกันตนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

เปิดอ่านหน้าเศรษฐกิจ เจอแต่ข่าวร้าย

ที่แน่ๆโดยอาการขยับของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง แบะท่า กระทรวงการคลังจะเร่งเสนอกฎหมายขอใช้เงินส่วนที่เหลือจากการขายหวยบนดินในสมัยรัฐบาล “ทักษิณ” จำนวน 17,000 ล้านบาท ให้รัฐสภาอนุมัติ

เพื่อนำเงินก้อนนี้มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ

พร้อมๆกับข่าวการฟื้นหวยบนดิน ปัดฝุ่นโครงการหวยออนไลน์

รัฐบาลตูดปะ เร่งหาเงินอุดรูถังแตก

และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุที่ต้องเบี่ยงกระแสไปเปิดเกม “ปฏิรูปการเมือง” รัฐบาลส่งไม้ให้สถาบันพระปกเกล้ารับเป็นเจ้าภาพ โดยล่าสุดนายสุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รับมุก นั่งหัวโต๊ะเป็นแม่งาน

และก็เดินเกมเร็วทันที โดยนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอิสระศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง ได้เข้าหารือนอกรอบกับนายสุจิต เพื่อพูดคุยถึงกรอบการทำงาน

และก็เป็นอะไรที่เหมือนจะตั้งแท่นให้กับสูตร 8 : 3 : 8

แนวทางการปฏิรูปการเมืองที่สถาบันพระปกเกล้าชงไว้ จะใช้เวลาในการศึกษาปัญหาการเมือง 8 เดือน ขอเวลาตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 3 เดือน และอีก 8 เดือนในขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญ

เบ็ดเสร็จรวม 19 เดือน หรือกว่าปีครึ่ง

ประชาธิปัตย์ดึงเกมปฏิรูปการเมือง ต่อวีซ่ายาวเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

แดงทั่วโลกคนไทยในอังกฤษลุกฮือต้านมาร์คเยือน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 มีนาคม 2552

*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง คนอังกฤษต้านการบรรยายของอภิสิทธิ์ในอ๊อกซ์ฟอร์ด

คนไทยในอังกฤษลุกฮือต้านมาร์คเยือนแดนผู้ดี13-14มีนาคมนี้ ทำเข้าไปได้จะกล่าวสุนทรพจน์เรื่อง"ประชาธิปไตยในไทย"โกหกฝรั่ง นักเรียนไทยในมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดถิ่นเก่าอภิสิทธิ์เตรียมชูป้ายค้าน คาดอาจารย์ใจโดดร่วมวงต้อนรับถึงใจแน่ กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรยกพลหลายร้อยมุ่งมาเปิดโปงนายกฯหุ่นเชิด พร้อมออกจดหมายเปิดผนึกประณามปล้นตำแหน่งนายกฯทำลายประชาธิปไตยหลายกรรมหลายวาระ เตือนรัฐบาลกอร์ดอน บราวน์อย่าลงมาเกลือกกลั้ว หวั่นลามสัมพันธ์เสื่อมระวังคนไทยจะต่อต้านผลประโยชน์ของอังกฤษในไทย


ฮือต้านมาร์คเยือนอังกฤษสปีชประชาธิปไตยในไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่13-14 มีนาคมนี้ นอกจากมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคำนับนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษแล้ว เขายังมีกำหนดการไปกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศไทยที่เซ็นต์จอห์นคอลเลจ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด อันเป็นสถานศึกษาเก่าสมัยเรียนในอังกฤษของนายกรัฐมนตรีไทยด้วย

หัวข้อเรื่องที่นายอภิสิทธิ์จะไปกล่าวสุนทรพจน์ปลุกกระแสความไม่พอใจอย่างสูง เริ่มต้นจากนายลี โจนส์ อาจารย์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้เขียนจดหมายประท้วงต่อเซอร์ไมเคิล ผู้บริหารของเซ็นต์จอห์น คอลเล็จว่า "ทางเซนต์จอห์นอาจคิดภูมิใจที่มีศิษย์เก่าคนหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่สิ่งนี้แท้ที่จริงแล้วทำำได้เพียงการสร้างความอับอายต่อตัวสถาบันเอง เนื่องเพราะการเชิญบุคคลเยี่ยงนี้มากล่าวปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง'ประชาธิปไตย' ในความเป็นจริงทุกวันนี้นั้น ประเทศไทยไม่ได้มีเสรีภาพในการพูด ไม่ได้มีเสรีภาพทางวิชาการ และไม่มีประชาธิปไตยใดๆทั้งสิ้น"

รวมพลต้านคึกทั้งนักเรียนและชุมชนชาวไทยในสหราชอาราจักร

มีรายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล และเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจำนวนมากทั้งในสหราชอาณาจักรและในประเทศไทยได้เตรียมการประท้วงคัดค้านการเดินทางเยือนครั้งนี้ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มนักเรียนไทยในมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กลุ่มนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร กลุ่มนักวิชาการปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจรวมทั้ง รศ.ดร.ใจ อึ๊งภากรณ์ ซี่งเดินทางออกจากไทยหลังต้องคดีหมิ่นฯไปพำนักในอังกฤษ และกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรอาจเดินทางมาจากทั่วสหราชอาณาจักรหลายร้อยคน เป็นต้น

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า อาจมีกลุ่มต่อต้านชาวไทยเดินทางไปประท้วงคัดค้านที่หน้าสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ในช่วงก่อน หรืออาจเป็นระหว่างที่นายอภิสิทธิ์เยือนอังกฤษไปพร้อมกันด้วย

ออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ดีแจงมาร์คทำลายประชาธืปไตยหลายวาระ

ทั้งนี้กลุ่มผู้คัดค้านต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ได้เตรียมการจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งเพื่อแจกจ่ายต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ และสื่อสารไปยังรัฐบาล และประชาชนชาวอังกฤษให้ร่วมกันคัดค้านนายอภิสิทธิ์ แทนที่จะต้อนรับอย่างสมเกียรติเยี่ยงนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งอย่างสง่างามทั่วๆไป

โดยจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีเนื้อความทั้งฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับภาษาไทย กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องคัดค้านการเดินทางเยือนอังกฤษว่า เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจโดยไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งและความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่ได้สมคบคิดกันทำลายล้างประชาธิปไตยเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งในหลายวาระอย่างต่อเนื่อง ในท้ายจดหมายเปิดผนึกได้กล่าวแสดงความกังวลต่อบทบาทของเอกอัคราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และว่าทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่การต่อต้านผลประโยชน์ของอังกฤษในไทยได้ต่อไป หากรัฐบาลอังกฤษไม่เปลี่ยนนโยบายท่าทีเสียใหม่

An Open Letter

From the People of Thailand to the People of the United Kingdom
In the occasion that the British government welcomes official visit of Mr Abhisit Vejjajiva as the Prime Minister of Thailand


Dear fellow British citizens,

This letter is to inform you that the majority of the Thai people do not approve of Mr. Abhisit Vejjajiva as the Prime Minister of Thailand since not only that his path to the premiership is against the normal democratic process but he himself is clearly a key force in destroying democracy in Thailand. We list some of his political behaviors in recent past:

In March 2006, Mr. Abhisit Vejjajiva, as the leader of Democrat Party and the Opposition party at the time, together with his political allies boycotted the April 2nd general election. He was the mainstay in campaigning for the Thai people to cast a "no-vote" ballot, and pressuring smaller political parties not to contest in the election in an attempt to have it nullified by the Election Commission opening up a path for the military to stage a coup.

In April 2006, he was in the forefront in requesting for a King-appointed Prime Minister to replace a Prime Minister elected by the People. This was clearly an attempt to overthrow an elected governement which violated the principle of democracy and political tradition of Thailand.

In September 2006, following the military coup, Mr. Abhisit Vejjajiva told the press that he did not agree with the military coup, but he also did not condemn it. Instead, he made an excuse for it, saying that "eventhough it was not democratic in principle, in essence it was democratic."

In May 2007, the Constitutional Court which was set up by the military junta had ordered with partialty a dissolution of Thai Rak Thai party on ground that one executive member violated election laws and banned 111 executive members of the TRT from politics for 5 years. Mr. Abhisit Vejjajiva and the Democrat Party openly welcomed with joy the decision by the Constitutional Court to rid of their political enemy without taking into consideration the ligitimacy of this judicial process under which the military has control of.

In October 2007, Mr. Abhisit Vejjajiva, the Democrat Party, and their political allies urged the Thai people to give approval vote to the 2007 Constitution drafted by a military-appointed assembly that essentially destroyed the principle of democracy by which the sovereignty of the country was given to its people. Specifically, the coup makers were given the right to select more than half of the members of the Upper House which in turn had power to overthrow an elected government. Furthermore, the last article of the new constitution, or article 309, was the most bizarre. It contradicts to the universally accepted principle of laws. It provides a blanket amnesty to coup makers for any committed acts in the past, present and future.

During May to November 2008, Mr. Abhisit Vejjajiva, as the leader of Democrat party allowed Mr. Somkiat Pongpaiboon, a democrat MP and several other party members to join as leaders of a partially armed right-wing political group namely People's Alliance for Democracy (PAD) to create political unrest in an attempt to overthrow an elected government of Mr. Samak Sundaravej and Mr. Somchai Wongsawat by seizing a public TV station, surrounding the Parliament, occupying the government house for 3 months, and seizing the two international airports. Mr. Abhisit not only allowed his party members to publicly commit illegal acts, he also brought members of his party to visit and give moral support to protesters inside the government house and urged the previous government not to drive them out of the government house area.

In October 2008, Mr. Abhisit Vejjajiva and all of his party MPs concertedly refused to attend a parliamentary meeting which was scheduled for Mr Somchai's government policy announcement but at the same time allowing his party MPs and some of his party members to join PAD to surround and occupy the parliament in order to disrupt the government policy announcment.

In November 2008, Mr. Kasit Bhirom, as a member of the Democrat Party and a shadow minister, joined the PAD to block and seize the Suvarnabhumi airport while Mr. Abhisit did nothing to stop him implying Mr. Abhisit's support of such international terrorist-like act which practically saw more than 300,000 tourists being held as hostages.

In December 2008, Democrat Party led by Mr. Suthep Tuaksuban had conspired with some leaders of the military to pressure certain faction within the People's Power Party's and other parties to defect from the government coalition and support Mr. Abhisit Vejjajiva as the Prime Minister instead without regard to the fact that Mr. Abhisit and his party did not receive mandate from the people. This is considered to be a shameless move and a power corruption amid vast resentment among majority of the Thai people.

Since Mr. Abhisit is the Prime Minister and had appointed Mr. Kasit Bhirom as the foreign Minister, it implies that Mr. Abhisit approves of Mr. Kasit's action of blocking and seizing the airport and regards it as an acceptable and ligitimate act.

With these facts, the majority of the Thai people do not approve Mr. Abhisit Vejjajiva as the Prime Minister who came to power through democratic means and he himself is the key force in destroying democratic system of Thailand.

Dear British friends, we would like to make further observations. Mr. Quinton Quayle, the British Embassador to Thailand, has close relation with General Prem Tinasulanonda, head of the Privy Council, who is thought to be behind the 2006 military coup and directing the judicial process closely. We do not know whether Mr. Quinton Quayle had acted on behalf of the British governement or not, but the fact that, within his authority, he cancelled Mr. Thaksin UK visa and acted as an intermediary to have the British government invite Mr. Abhisit Vejjajiva for an official visit to the United Kingdom as the Prime Minister of Thailand can be regarded as an approval by the British government to support a person who conspired with the military and a network of anarchists to destroy democracy and deny a person who was overthrown by such illigitimate power.

We are concerned that Mr. Quinton Quayle, the British Embassador to Thailand, may be performing his duty with hidden agenda and we are not certain that his diplomatic behaviors reflect true democratic intentions of the British people.

Therefore, we bring these truths to you as preliminary information for your consideration.

The Thai people have long had close and friendly relationship with the British people. But if some of the Thai people choose to respond to the British government by boycotting the British goods in Thailand and react negatively to the British business network in Thailand, please understand that it is not because we target the British people as a whole, but we would like to express our dissatisfaction over the diplomatic gesture of the British government to which Mr. Quinton Quayle acts as its representative.

With sincere regard,
The People of Thailand



จดหมายเปิดผนึก(ฉบับภาษาไทย)
จากประชาชนไทยถึงประชาชนอังกฤษ
เนื่องในโอกาสรัฐบาลอังกฤษ ให้การต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะนายกรัฐมนตรี


ประชาชนชาวอังกฤษทั้งหลาย

จดหมายนี้เขียนขึ้นเพื่อแจ้งให้ท่านทราบว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ให้การรับรองฐานะนายกรัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะเส้นทางเข้าสู่ความเป็นนายกรัฐมนตรีของเขา ไม่เพียงขัดกับวิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น
แต่เขาเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างเด่นชัด ซึ่งสามารถระบุพฤติกรรมทางการเมืองได้ดังต่อไปนี้ :-

มีนาคม 2549..........นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน
ร่วมกับเครือข่ายทางการเมืองของพวกเขาบอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549,เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรนณรงค์ให้ประชาชน โนโหวตการเลือกตั้ง, กดดันพรรคการเมืองพรรคเล็กไม่ให้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อหวังคว่ำบาตรการเลือกตั้ง และเปิดทางให้กับการทำรัฐประหารโดยกองทัพ

เมษายน 2549..........เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงขอพระราชทานนายกฯคนนอกจากกษัตริย์ เพื่อแทนที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้้งของประชาชน อันเป็นล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยขัดกับรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักการประชาธิปไตย และขัดจารีตประเพณีทางการเมืองของไทย


กันยายน 2549.........พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายทางการเมืองของเขา รู้เห็นเป็นใจให้ทหารทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวต่อสื่อมวลชนว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่เขาไม่ประณามการรัฐประหาร กลับแก้ต่างให้กับการรัฐประหารครั้งนั้นว่า "แม้ว่ารูปแบบไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อหาเป็นประชาธิปไตย"


พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ได้มีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทยจากข้อกล่าวหาว่า กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเพียงคนเดียว ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และยังได้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการการบริหารพรรคไทยรักไทยอีก 111 คน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ รู้สึกยินดีอย่างออกนอกหน้าที่ตุลาการรัฐธรรมนูญช่วยกำจัดและทำลายพรรคการเมืองคู่แข่งของตน โดยที่ไม่มีการวิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากล ของกระบวนการยุติธรรมภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหารเลยแม้แต่น้อย

ตุลาคม 2550 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายทางการเมืองของเขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรณรงค์ให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ร่างตามพิมพ์เขียวของคณะรัฐประหารและผู้สมคบคิด โดยมีสาระสำคัญในการทำลายหลักการประชาธิปไตย ที่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน โดยเฉพาะการที่คณะรัฐประหารเข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งสมาชิกสภาสูง ได้มากกว่ากึ่งหนึ่ง แต่กลับมีอำนาจในการโค่นล้มทำลายล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนนอกจากนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยังได้บัญัติมาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราท้ายสุดของรัฐธรรมฉบับนี้ให้เป็นกฎหมายที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก และผิดหลักการของการบัญญัติกฎหมายสากลโดยสิ้นเชิง มาตรา 309 เป็นการรับรองการกระทำต่างๆและการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของคณะรัฐประหาร ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตให้ชอบด้วยกฎหมาย

พฤษภาคม-พฤศจิกายน 2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยให้นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สส.ของพรรค และสมาชิกพรรคอีกหลายคน เป็นแกนนำของกลุ่มกดดันทางการเมืองกึ่งติดอาวุธขวาจัด คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อความไม่สงบทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายสมัคร สุนทรเวชและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ด้วยการยึดสถานีโทรทัศน์ของรัฐ,ปิดล้อมที่ทำการรัฐสภา, ยึดทำเนียบรัฐบาลยาวนานกว่า 3 เดือน, ยึดสนามบินแห่งชาติทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ ไม่เพียงแต่ปล่อยให้นักการเมืองในสังกัดของตนเองกระทำผิดกฎหมายที่ปรากฏชัดต่อสาธารณชนเท่านั้น เขายังนำนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจผู้ก่อความไม่สงบในทำเนียบที่ถูกยึดและให้สัมภาษณ์เรียกร้องมิให้รัฐบาลผลักดันผู้ก่อความไม่สงบออกจากทำเนียบอีกด้วย

ตุลาคม 2551.......... นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สส.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนพร้อมใจกันไม่เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ปล่อยให้ สส.และนักการเมืองของพรรคบางคนเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำการปิดล้อมและยึดสภา
เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล

พฤศจิกายน 2551....... นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรัฐมนตรีเงาของพรรคร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้าบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่นายอภิสิทธ์ มิได้ห้ามปราม นับเป็นการส่งเสริมการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีพฤติกรรมเยี่ยงผู้ก่อการร้ายสากลที่ใช้นักท่องเที่ยวกว่า 300,000 คนเป็นตัวประกัน

ธันวาคม 2551..............พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณได้สมคบคิดกับผู้นำทหารกดดันให้ สส.ที่สังกัดพรรคพลังประชาชนและพรรคอื่นๆ กว่า 60 คน แยกตัวออกมาจากรัฐบาลผสม แล้วหันมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่เขาเองไม่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ให้ขึ้นสู่อำนาจแต่อย่างใด นับเป็นการคอรัปชั่นอำนาจอย่างไร้ยางอาย และท่ามกลางความขมขื่นเคียดแค้นของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งแสดงถึงการยอมรับพฤติกรรมการยึดสนามบินของนายกษิตว่าเป็นการกระทำที่ยอมรับได้และไม่ผิดกฎหมายในสายตาของนายอภิสิทธิ์

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงทีถูกบันทึกอยู่ในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ตามช่วงเวลาที่ได้ระบุมาทั้งสิ้น

ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าว ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับให้นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชอบด้วยครรลองระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่นายอภิสิทธิ์ ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอีกด้วย

ในโอกาสนี้เราอยากตั้งคำถามต่อประชาคมศิษย์เก่าของอีตันและอ๊อกฟอร์ดว่า ท่านควรภาคภูมิใจ ไว้วางใจ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นสมาชิกในประชาคมของท่านหรือไม่


ประชาชนชาวอังกฤษทั้งหลาย

นายควินตัน เควล เอกอักราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทยมีสายสัมพันธ์ทีใกล้ชิดกับ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการัฐประหารและกำกับกระบวนการยุติธรรมอย่างใกล้ชิด ประชาชนไทยไม่อาจทราบได้ว่านายควินตัน เควล กระทำการใดๆ ในนามของรัฐบาลอังกฤษหรือไม่ แต่การที่เขายกเลิกวีซ่าอดีตนายกทักษิณตามอำนาจที่เขามี และเป็นตัวกลางเจรจาให้รัฐบาลอังกฤษเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไปเยือนอังกฤษในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้นเท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลอังกฤษยอมรับและให้การรับรองบุคคลที่สมคบคิดกับทหารและเครือข่ายลัทธิอนาธิปไตยทำลายระบอบประชาธิปไตย และปฏิเสธบุคคลที่ถูกโค่นด้วยอำนาจนี้

เราเกรงว่า นายควินตัน เควล เอกอัคราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยจะปฏิบัติภารกิจทางการทูตที่มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ และไม่ทราบว่าพฤติกรรมทางการทูตของนายควินตัน เควล สะท้อนเจตนารมณ์ทางประชาธิปไตยของประชาชนอังกฤษหรือไม่

จึงต้องนำข้อเท็จจริงเหล่านี้ มาบอกกล่าวต่อท่านทั้งหลายเป็นข้อมูลขั้นต้น


ประชาชนไทยมีความผูกพันกับประชนอังกฤษและพึ่งพาอาศัยกันมาด้วยไมตรีจิตเป็นเวลาอันยาวนาน แต่ถ้าประชาชนไทยส่วนใหญ่ จะมีปฏิกิริยาต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ บอยคอตสินค้าอังกฤษในไทย และมีปฏิกิริยาทางลบต่อเครือข่ายธุรกิจอังกฤษในประเทศไทยขอให้ท่านทั้งหลายโปรดเข้าใจว่าเรามิได้กระทำไปเพราะไม่ชอบพอประชาชนชาวอังกฤษโดยรวม แต่เป็นการแสดงความไม่พอใจต่อ ท่าทีทางการทูตและท่าทีของรัฐบาลอังกฤษ อันมีนายควินตัน เควลเป็นตัวกลาง


ด้วยไมตรีจิต
ประชาชนไทย