ที่มา มติชนออนไลน์
"แม้ว" มาตามนัด จ้อผู้สื่อข่าว ตปท.ที่ฮ่องกง เชื่อมสัญญาณมาไทย ระบุอยู่ดูไบ เผยถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว 3 ฉบับ พร้อมที่จะกลืนเลือดอดทนรอ แต่ไม่วายปากดี บอกกลับมาตอนนี้ชนะเลือกตั้งแน่ "ดีสเตชั่น" เอาเทปมาออนแอร์ซ้ำ "กษิต"ซัดดีแต่ด่าทอ ทำลายประเทศ
(คลิกอ่าน "ทักษิณ"คุยลั่นแนะทางแก้วิกฤตศก.โลก ให้จีนทุ่มทุนสำรองพัฒนาพื้นฐาน-อ้างเป็นผู้ริเริ่มพันธบัตรเอเชีย)
"แม้ว" จ้อสื่อต่างประเทศเชื่อมสัญญาณมาไทย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "วิกฤตเศรษฐกิจโลก : ทำไมจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิกฤตการเงิน แต่เป็นวิกฤตทางปัญญา" ผ่านระบบวีดีโอลิงค์ จากเมืองดูไบ ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มายังสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ในฮ่องกง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เวลา 12.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ในเวลาเดียวกันมีการถ่ายทอดภาพและเสียงมายังสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทย ที่อาคารมณียา ด้วย นอกจากนี้ยังมีการแจกเอกสารปาฐกถาของพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย โดยท้ายคำแปลภาษาไทย มีข้อความว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประธานมูลนิธิสร้างอนาคตที่ดีกว่า (The Building a Better Future Foundation) และอดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีการเคลื่อนไหวในไทย ด้วยการเตรียมซื้อหน้าโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ข้อความ "เชิญชมปาฐกถา วิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำไมจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิกฤตการเงิน แต่เป็น วิกฤตทางปัญญา" ที่จะออกอากาศทางสถานีประชาธิปไตย ในวันที่ 15-16 มิถุนายน 2552
ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ ว่า วิกฤตรอบการเงินรอบใหม่นี้ ยังแต่เป็นวิกฤตทางปัญญาของโลก ( Intellectual Crisis ) เพราะต่างจนปัญญาที่จะแก้ปัญหา ที่สำคัญสหรัฐต้องคิดแก้ปัญหาจากภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ใช่การค้าตราสารทางการเงินเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้ง เรียกร้องให้จีนมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาในขณะนี้ แต่จีนไม่กล้า เพราะเหตุผลทางการเมืองที่ไม่ต้องการแสดงให้เห็นว่า จีนอยากแข่งขัน และเป็นผู้นำของโลกแทนสหรัฐ
อาศัยอยู่"ดูไบ"-แจงเหตุไม่มาฮ่องกง
จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปิดโอกาสให้ซักถาม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงสาเหตุที่ไม่เดินทางมาฮ่องกง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ได้ยินว่ารัฐบาลไทยกังวลใจ จึงส่งเจ้าหน้าที่มาฮ่องกงและยื่นหนังสือผ่านช่องทางทางการทูตไปที่จีนและฮ่องกง แต่เนื่องจากไม่มีความตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมทั้ง ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนล้วนแต่มีแรงจูงใจทางการเมือง จึงไม่เข้าข่ายสนธิสัญญาดังกล่าว
"ปกติแล้วผมไม่ได้พูดจากับรัฐบาลจีนหรือฮ่องกงโดยตรง แต่ผมมีความรู้สึกว่า พวกเขาอาจไม่ค่อยสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ไปฮ่องกง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" พ.ต.ท.ทักษณ ระบุและว่า ตนยังสามารถเดินทางไปฮ่องกงเมื่อไหร่ก็ได้แบบเงียบๆ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลไทยคงตื่นตระหนกอีก ส่วนการเดินทางกลับประเทศไทยขึ้นกับเงื่อนไข อย่างน้อยตนต้องอยู่ที่ไทยได้อย่างปลอดภัยและมีอิสระ
"เวลานี้ผมอยู่ที่ดูไบ ประเทศที่สร้างทะเลทรายให้เป็นเมืองใหญ่ เปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำสะอาด ต้นไม้เขียวชอุ่มมากกว่าประเทศที่ฝนตก เป็นเมืองที่สวยมากแม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ" พ.ต.ท.ทักษิณระบุ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากไทย ประเทศไหนที่พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่าเป็นบ้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า โลกทั้งโลกคือบ้านของผม ผมอยู่ประเทศไหนก็ได้เว้นแต่ประเทศบ้านเกิด
คุยแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากยังบริหารประเทศไทยอยู่จะทำอะไรที่แตกต่างเพื่อนำไทยฝ่าเศรษฐกิจขาลงในขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องทำในสิ่งที่แตกต่าง เราต้องนั่งลงและหารือกับผู้นำเอเชียอื่น ๆ เพื่อหาวิสัยทัศน์สำหรับเอเชีย และไทยต้องหาว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในการเติบโตของเอเชียในอนาคต ต้องนำเงินและทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดไปสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ ซึ่งมีความสำคัญมาก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสร้างความเติบโต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ที่ต้องทำทันที
"การใช้เงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ การรีไซเคิลนโยบายของพรรคไทยรักไทยทั้งหมดไม่อาจแก้ไขปัญหาในขณะนี้ได้ ถ้าเป็นผม ผมจะทำต่างไปจากนี้" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
เหน็บ!!ขอบคุณปฏิวัติทำให้ไม่เจ๊งหุ้น
เมื่อถามว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไรเพราะมีข่าวลือว่าเงินกำลังจะหมดเพราะถูกอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คนที่โชคร้ายอาจมีสิ่งดีๆ อยู่ ผมไม่รู้ว่าควรประณามหรือขอบคุณคณะปฏิวัติที่อายัดทรัพย์ผมในเมืองไทย ไม่อย่างนั้นอาจจะลงทุนในตลาดหุ้นมากมายและสูญเงินไปแล้ว แต่ผมก็ยังอยากได้เงินของผมกลับ เพราะเป็นของครอบครัว นั่นเป็นเรื่องบวก เรื่องลบคือผมไม่มีเงินมากพอที่จะไปลงทุนภาคธุรกิจแท้จริง เพราะกำลังคิดถึงการกลับไปทำธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจมือถือ ที่ผมที่เชี่ยวชาญ และทำได้ดี อายุขนาดผม ไม่มีเวลาที่จะเสี่ยงในธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญ แต่ผมไม่มีเงินนอกประเทศไทย ที่มีก็แค่พอใช้ในชีวิตประจำวันตามมาตรฐานของผม ไม่ใช่แบบคนจน
อ้างสิงคโปร์ลงทุนชินคอร์ปได้ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าการที่ลงทุนในชินคอร์ปเป็นความผิดพลาดหรือไม่ และได้ติดต่อกับฝ่ายบริหารหรือเจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์บ้างหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ ไม่มีใครต้องการพูดกับตน เขาหวาดกลัวพวกเผด็จการในไทย แต่จนถึงขณะนี้ การซื้อชินคอร์ป คือการลงทุนที่ดีที่สุดของเทมาเส็ก เพราะได้ผลตอบแทนสูง แต่ผมไม่รู้รายละเอียดอื่นๆ เพราะไม่ได้ติดต่อกับเขา
ปฏิเสธตอบขออภัยโทษ-ยันจะสู้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งใจจะกลับไทยเพื่อรับโทษและขออภัยโทษหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวยืนยันว่า การประมูลซื้อที่ดินรัชดา ทำอย่างเปิดเผย ถูกกฎหมาย แต่บังเอิญว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรี และภริยาตนเป็นผู้ซื้อ ศาลจึงสั่งจำคุกตน 3 ปี ซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผล
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังอ้างว่า ศาลลงมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ทั้งที่วันตัดสินมีผู้พิพากษาเข้าร่วมประชุม และมีมติ 4 ต่อ 4 แต่อีก 1 เสียงที่ตัดสินว่าตนผิด ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในวันนั้น และยืนยันว่าพร้อมจะสู้เพื่อความยุติธรรม ไม่ว่าในนรกหรือสวรรค์ ก็จะสู้ เพราะผมเป็นนักสู้และผมจะไม่ยอมแพ้
"ผมต้องการเห็นประเทศของผมกลับสู่สภาวะปกติ ไม่แตกแยกเช่นนี้ แต่การตบมือ ต้องการมือทั้งสองมือรวมกัน ไม่ใช่แค่มือเดียว ดังนั้นทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกัน และผมอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายฝังอดีต ให้อภัย และกลับมาร่วมมือกัน การเผชิญหน้าทำให้ต่างต่อสู้จนคุณอ่อนแอ" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังตอบคำถามเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในไทย ว่า กฎหมายดังกล่าวใช้มา 50 ปีแล้ว แต่ไม่มีช่วงไหนซีเรียสเท่าตอนนี้ เพราะคำว่า จงรักภักดีŽ ถูกใช้เป็นคีย์เวิร์ดที่ทำให้ล้มรัฐบาลได้ โดยเฉพาะรัฐบาลตน แม้จะเป็นคำกล่าวหาที่ไม่จริง และปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่พวกที่พยายามบอกว่าพวกตนจงรักภักดี
เผยถวายฎีกาขออภัยโทษ3ฉบับ
วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ เจแปน ไทม์สของญี่ปุ่น รายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับเจแปน ไทม์ โดยกล่าวว่าเขาได้ขอพระราชทานอภัยโทษในความผิดจากข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่นจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วและต้องการที่จะกลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้ง
"ผมได้ส่งจดหมายถวายฎีกาถึงพระองค์แล้ว 3 ฉบับ เพราะผมเชื่อในพระมหากรุณาธิคุณและพระราชวินิจฉัยในพระองค์ หากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ผมรู้ว่ากลุ่มผู้สนับสนุนผมจะต้องดีใจและจะไม่ต้องต่อสู้รวมทั้งไม่ต้องมีการพิสูจน์สิ่งใดอีก ขึ้นอยู่กับพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "รู้ดีว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะได้รับทราบผล แต่ยืนยันได้ว่าตนเต็มใจที่จะรอตราบเท่าที่การพระราชทานอภัยโทษสามารถลบข้อครหาต่อตัวเองได้ ที่เมืองไทยเราพูดกันว่า บางทีเราก็จำเป็นต้องกัดลิ้นตัวเองแล้วก็ยอมกลืนเลือดลงคอไปเงียบๆ ผมอดทนพอ ผมรอได้"
โอ่กลับเมืองไทยชนะเลือกตั้งแน่
พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และกล่าวว่า "ผมไม่สามารถปกป้องตนเองได้ และไม่ได้รับความยุติธรรม เนื่องจากตอนนี้ผมถูกพิพากษาแล้วว่ามีความผิด และศัตรูทางการเมืองของผมก็ให้การสนับสนุนคณะกรรมการที่ทำการตรวจสอบผม" พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ และว่า ประเทศไทยตอนนี้ไม่มีกฏหมายที่อยู่ในกรอบของประชาธิปไตยที่เหมาะสม
พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธข้อหาที่ว่าไม่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยยืนยันว่าเขาจงรักภักดีและให้ความเคารพพระองค์
"พวกเขา (ศัตรูทางการเมือง) บอกว่าผมต้องการที่จะเป็นประธานาธิบดี และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งนี่มันเป็นเรื่องผิด ผมไม่เคยมีความปรารถนาแบบนั้น ฝ่ายตรงข้ามของผมยึดอำนาจไปได้ด้วยการกล่าวหาว่าผมไม่จงรักภักดี"
นอกจากนี้พ.ต.ท.ทักษิณยังระบุว่า เขายังคงต้องการที่จะกลับมาเล่นการเมืองในประเทศไทยอีกครั้ง โดยกล่าวว่า ผมต้องกลับไป ผมยังคงติดค้างอยู่กับกลุ่มผู้สนับสนุนผมและกำลังใจจากพวกเขา หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันนี้ ผมชนะแน่นอนŽ
ดีสเตชั่นออนแอร์เทป"แม้ว"
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดี สตั่น ได้ส่งทีมงานไปยังเกาะฮ่องกงเพื่อไปทำสกู๊ปพิเศษการปกฐกถาของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยจะเสนอเป็นรายงานพิเศษ ออกอากาศในวันที่ 16 มีนาคม โดยจะไม่มีการถ่ายทอดสด ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดสรรเวลาของสถานีเพื่อให้รายงนพิเศษนี้ไปถึงประชาชนทุกคน และอาจจะนำรายงานพิเศษนี้มารีรันออกอากาศหลายรอบ
"กษิต"จวก "แม้ว"ทำลายปท.
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่หนีศาล และพรรคถูกยุบไปแล้ว 5 ปีซึ่งจะต้องไม่มีกิจกรรมทางการเมือง ต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่ได้ทำเป็นการบ่อนทำลายประเทศไทยอยู่หรือไม่ แล้วก็มัวแต่พูดอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ตัวเองกลับเป็นนักโทษหนีคุก จะทำอย่างไร
"จากคนที่เคยเป็นผู้นำประเทศ เคยเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นนักเรียนทุน เป็นนายตำรวจ แล้วทำอะไรที่ละเมิดกฎหมาย สิ่งที่ดีที่ควรกลับ แต่ไม่ทำ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องตอบตัวเองมากกว่าที่จะมาถามพวกเรา ถ้าผมเป็นคุณทักษิณ จะไม่ทำ ไม่มาด่าทอ บ่อนทำลายประเทศไทย เป็นคนขี้แพ้ชวนตี เป็นเด็กขี้แย เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียวไม่ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่" นายกษิตกล่าว
ปชป.ยันไม่สกัด"ใจ"ที่อ๊อกฟอร์ด
นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่ามหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ คัดค้านการไปปาฐกถาของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า มีอาจารย์ของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ที่น่าจะเป็นเครือข่ายของนายใจ อึ๊งภากรณ์ แกนนำกลุ่มแดงสยาม มาออกแถลงการณ์ต่อต้านนายอภิสิทธิ์ในนามส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และอย่านำไปโยงว่าเป็นมติมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และถ้านายใจ มาฟังด้วยก็ดี นายอภิสิทธิ์จะได้ตอบข้อเท็จจริง อธิบายให้ฟังว่าประชาธิปไตยคืออะไร จะได้เข้าใจว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้มาจากเผด็จการ และการปาฐกถาครั้งนี้ จะให้เกียรติทุกทุกคนได้เข้าฟัง ไม่มีการขอให้ทางการของอังกฤษกันตัวนายใจ และพวกออกไปจากบริเวณงานเด็ดขาด
ตร.ชลบุรีหวั่นคนนอกป่วน
ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการที่กลุ่มเสื้อแดงชลบุรีเตรียมป่วนการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 21 มีนาคมว่า คงไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ส่วนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีไม่อยู่ในพื้นที่ในช่วงนั้น ก็ไม่เป็นไรเพราะมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดูแลอยู่แล้ว
พล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี กล่าวว่า ตำรวจประชุมเตรียมความพร้อมและหาข่าวเชิงลึกมาตลอด รู้ว่าแต่ละฝ่ายเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง ตนไม่ค่อยห่วงประชาชนในพื้นที่ จ.ชลบุรี แต่เกรงว่าจะเป็นคนนอกพื้นที่มาก่อกวนมากกว่า และได้ประสานงานไปยังทหารขอกำลังป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลไม่ให้ข้าราชการเดินทางไปต่างประเทศ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีกลับไปประเทศเยอรมนี ตามโครงการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ประกอบกับนายกฯ จะเดินทางมาชลบุรี ยังไม่มีการประชุมเตรียมความพร้อม ไม่กระตือรือล้นที่จะวางแผนป้องกันความรุนแรง
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แม้ว่าผู้ว่าฯชลบุรีจะไม่อยู่ในพื้นที่ แต่ก็มีรองผู้ว่าฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนถึง 3 คน และเชื่อว่าทางจังหวัดจะเตรียมการต้อนรับ และดูแลนายกฯอย่างดีอยู่แล้ว แต่หากส.ส.ในพื้นที่เห็นว่ามีความจำเป็นจริงๆ ก็โทร.เรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปดูแลนายกฯก็ได้
มือปาไข่ใส่"ชวน"ที่ลำปางมอบตัว
วันเดียวกัน แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ลำปาง 51 นำโดยนายสหรัษ นนทมาลย์ เลขานุการฯ และพ.ต.ท.ดีชัย พาณิชย์ นายตำรวจนอกราชการ พานายอินจัน ตากูล อายุ 45 ปี นายสมศักดิ์ ณ ลำปาง อายุ 46 ปี และนายปริญญา สมิทธ์สกุล อายุ 50 ปี เข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองลำปาง เนื่องจากถูกกล่าวหามีส่วนร่วมก่อเหตุและปาไข่ใส่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขณะช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา มีพล.ต.ต.อรรถกิจ กรณ์ทอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง พ.ต.อ.นันทวิทย์ เทียมบุญธง ผกก.สภ.เมืองลำปาง ร่วมรับมอบตัวและสอบสวนก่อนปล่อยตัวชั่วคราว
ด้านพ.ต.อ.นันทวิทย์ กล่าวว่า ในวันที่ 13 มีนาคม จะให้โอกาสบุคคลที่ปรากฎในภาพอีก 10 คน เข้ามอบตัว หากไม่มาจะออกหมายเรียกต่อไป เบื้องต้นแจ้งข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางมาเมอบนโยบายรัฐบาลให้แก่หน่วยงานภาครัฐและร่วมหารือกับภาคเอกชน ที่โรงเรมแชงการีล่า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจกว่า 100 นาย คอยคุ้มกัน แม้ไม่มีกลุ่มเสื้อแดงตามก่อกวนก็ตาม
ออกหมายจับ 20 พันธมิตร
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. กล่าวถึงกรณีศาลอาญา อนุมัติหมายจับ เลขที่ 3476-3496/2551 ให้จับกุมชายไทยไม่ทราบชื่อจำนวน 20 คน ในข้อหา มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้ร่วมกระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ โดยผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่ 3496/2551 เป็นชายที่ใช้อาวุธปืนสั้นยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่บริเวณปากซอยทางเข้าสถานีวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ วิภาวดีซอย 3 ศาลอาญา ได้เพิ่มข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ว่า หมายจับออกไปนานแล้ว ขณะนี้เป็นการเผยแพร่หมายจับเพื่อติดตามจับกุมตามหมาย และยังไม่มีการติดต่อขอเข้ามอบตัว
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.) ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวว่ายังไม่เห็นรายละเอียดหนังสือที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอให้เปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน 12 คนในคดีของพันธมิตรฯ และนายกฯก็ยังไม่ได้สั่งการอะไร แต่ถือเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่จะขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนหากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 13, 2009
"ทักษิณ" เผยถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว โวถ้ากลับมาชนะเลือกตั้งแน่ "กษิต"ซัดดีแต่ด่าชาติ
เงา"ทักษิณ"
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
ในทำนองว่า"เด็ก 2 คน"ทำงานด้วยวิธี"กู้"และ"แจก" เท่านั้น
ตีเข้าแสกหน้าเต็มๆ!!
หากเป็นคนอื่นพูดรัฐบาลคงไม่เต้นขนาดนี้ และคงไม่รีบออกมาตอบโต้ในทันทีทันควัน
ประการสำคัญเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นหนามยอกอกในเรื่องเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์
เพราะเข้ามาบริหารประเทศในช่วงกึ่งกลางระหว่างรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ที่สำคัญในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในปัญหาทุจริต หรือการใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสม
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากมองเพียงในแง่เศรษฐกิจแล้ว ถือว่าเป็นหนึ่งในยุคทองก็ว่าได้
ขณะที่รัฐบาลก่อนคือนายชวน ถือว่าทำได้ไม่สวยนัก ขณะ ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยังลูกผีลูกคนอยู่
แม้จะมองด้วยความเห็นใจว่ายุคนายชวน เมืองไทยกำลังโซซัดโซเซจากวิกฤต"ต้มยำกุ้ง"
มาถึงยุคนายอภิสิทธิ์ ก็เจอพิษ "แฮมเบอร์เกอร์" และการตกต่ำทั่วโลก
แต่เชื่อว่ามีคนไทยอีกไม่น้อยจะนำการบริหารประเทศในเรื่องเศรษฐกิจระหว่างยุคพรรคประชาธิปัตย์ และพ.ต.ท. ทักษิณ มาเปรียบเทียบ
หากมองตัดตอนแต่เรื่องเศรษฐกิจ ประชาธิปัตย์เป็นรองอยู่หลายขุม!!
เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ มีผลงานให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า
แม้แต่ท่านผู้นำม็อบเสื้อเหลือง ก็กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งก็ในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ หลังเจ๊งสนิทในสมัยต้มยำกุ้ง!?
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ระยะหลังพ.ต.ท.ทักษิณ จึงเน้นวิพากษ์ เรื่องเศรษฐกิจเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าเป็นจุดสลบของคู่แข่งการเมือง
ยิ่งรัฐบาลนี้กู้มากเท่าไหร่ ทำงบประมาณขาดดุลมากขนาดไหน ก็ยิ่งเข้าทาง
พ.ต.ท.ทักษิณ จะคุยได้ว่าเป็นผู้ปลดแอกเมืองไทยจากไอเอ็มเอฟ ที่รัฐบาลนายชวนไปกู้เงินมา
พ.ต.ท.ทักษิณ จะคุยได้ว่าเป็นรัฐบาลแรกๆ ที่ทำงบประมาณสมดุล และเกินดุลได้สำเร็จ ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กำลังจะถูกบันทึกว่าเป็นรัฐบาลที่ทำงบประมาณขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์
นายอภิสิทธิ์ และพลพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องทำการบ้านเรื่องเศรษฐกิจให้หนักกว่านี้ และทุ่มเทกับเรื่องนี้มากกว่าการโยกย้ายข้าราชการ หรือจ้องเล่นงานคนอื่น
หากต้องการปลดแอกจากเงาเศรษฐกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ!?
เด้งแรง
ที่มา ไทยรัฐ
ถ้าบทบาทชีวิตคนเปรียบเหมือนกับละครโรงใหญ่ การเมืองไทยก็คงไม่ต่างจากลิเกโรงยักษ์
ที่บรรดาผู้แสดงต้องเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนฉากเปลี่ยนบทบาทไปตามท้องเรื่อง มีทั้งบทรักหวานชื่น ตลกขบขัน บท ร้ายทมิฬ โศกเศร้าเคล้าน้ำตา
อย่างล่าสุด รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ฤกษ์เปลี่ยนฉาก เปลี่ยน ตัวผู้เล่นระดับบิ๊กๆในกระทรวงมหาดไทย
ทั้งอธิบดีและผู้ว่าราชการจังหวัด รวดเดียว 28 ราย!!!
ไล่ตั้งแต่การโยกนายชุมพร พลรักษ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็น ผวจ.สิงห์บุรี ดันนายไพรัตน์ สกลพันธุ์ ผวจ.นครนายก มาเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
เด้งนายสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้ากรุผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ส่งนายมานิต วัฒนเสน ผวจ.ขอนแก่น เข้ามาเสียบแทนตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ขยับนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ผวจ.เชียงใหม่ มาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย โยกนายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผวจ.ลำปาง ขึ้นไปเป็น ผวจ.เชียงใหม่
พร้อมทั้งมีการย้ายสลับเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยอีกเป็นโขยง
อาทิ ผวจ.เชียงราย พิษณุโลก กำแพงเพชร สุรินทร์ อำนาจเจริญ นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ระยอง ราชบุรี สตูล พัทลุง และภูเก็ต
ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดพื้นที่เป้าหมายที่มีการต่อสู้ฟาดฟันทางการเมืองรุนแรงแทบทั้งสิ้น
ทำให้โดนวิจารณ์หนักว่าเป็นแผนย้ายล้างบางคนของขั้วอำนาจเก่า เอาคนที่เป็นพรรคพวกของตัวเองเข้าไปคุมพื้นที่แทน เตรียมวางกำลังรองรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
และก็เป็นธรรมดา เมื่อมีการโยกย้ายบิ๊กข้าราชการมหาดไทยแบบยกแผงขนานใหญ่อย่างนี้ ย่อมต้องเกิดแรงกระเพื่อมกระฉอกจากคนที่ไม่พอใจ
เหมือนอย่างที่นายสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่โดนย้ายเข้ากรุเป็นผู้ตรวจฯ ฉายหนังตัวอย่าง แถลงตอบโต้คำสั่งโยกย้าย
โวยไม่ได้รับความเป็นธรรม การโยกย้ายลักษณะนี้ไม่เคยมีมาก่อนที่จะให้อธิบดีกรมอันดับหนึ่งของกระทรวงมหาดไทยไปเป็นผู้ตรวจฯ ถือเป็นการผิดธรรมเนียมปฏิบัติ
ประกาศเปรี้ยง จะขอใช้สิทธิในการร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมของ ก.พ. และร้องต่อศาลปกครอง
เพราะเชื่อว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังการโยกย้ายครั้งนี้ และมั่นใจว่า มท.1 และ มท.2 เป็นแพะ คนที่สั่งย้ายเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง มท.1
พร้อมแฉปมเหตุที่ถูกเด้ง เนื่องจากไม่ ตอบสนอง รมช.มหาดไทย ที่ให้อธิบดีรายงานการใช้งบประมาณของแต่ละกรม เพราะเห็นว่า ขัดรัฐธรรมนูญ
ก่อนตบท้ายทิ้งทวน รู้สึกอึดอัด เพราะนักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณของท้องถิ่นที่มีอยู่เกือบ 3 หมื่นล้านบาท
ปฏิบัติการสวนหมัดแบบหมูไม่กลัว น้ำร้อน
ในขณะที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย ก็ออกมานั่งยันนอนยัน การโยกย้ายครั้งนี้เป็นไปตามปกติ โดยดูเหตุผลและประสิทธิภาพการทำงาน ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง
เน้นย้ำ ฝ่ายการเมืองต้องเป็นฝ่ายกำหนดนโยบายแล้วสั่งการลงไปให้ข้าราชการประจำเป็นผู้ปฏิบัติงาน หากไม่ฟังคำสั่งถือว่าขัดคำสั่งในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีโทษ การโยกย้ายถือว่าเป็นโทษอย่างหนึ่งและต้องพิจารณาสอบวินัยอีกกระทง
และก็เป็นนายวิชัย ศรีขวัญ รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย เด้งรับลูกสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง พร้อมมีคำสั่งย้ายด่วน “สุกิจ” เข้ามารักษาการผู้ตรวจฯ ภายใน 24 ชั่วโมง
แรงมา แรงไป ไม่ใครก็ใคร ต้องพังกันไปข้าง!!!
“แม่ลูกจันทร์”
สนามบินอะไหล่
ที่มา ไทยรัฐ
ผมอ่านข่าวสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ค้านการบินไทยย้ายจากดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ ตอนแรกก็คิดว่า ค้านการปิดสนามบินดอนเมือง
ตั้งใจอ่านข่าว จึงเข้าใจ คุณแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพฯ เธอแค่ไม่อยากให้การบินไทยย้ายจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ สายการบินเดียว
ที่ผ่านมา การบินไทยมีเที่ยวบินที่ดอนเมือง 23 เที่ยวต่อวัน ขายตั๋วได้เฉลี่ยเดือนละ 40 ล้าน
ยังไม่รวมรายได้ และผลกำไรจากฝ่ายอื่น
เมื่อการบินไทยย้ายจากดอนเมืองไปแล้ว สองสายการบินที่เหลือคือนกแอร์ และวันทูโก ที่ยังไม่ยอมย้ายก็จะได้...รายได้ส่วนนี้ไป
เป็นอันชัดเจน คุณแจ่มศรี เธอไม่ได้ค้านการปิดดอนเมือง แต่เธอค้านการให้การบินไทยย้ายนำหน้าไปสุวรรณภูมิสายการบินเดียว
เพราะเสียดายเงินที่จะได้จากคนโดยสาร ที่ยังรักที่ใช้ดอนเมืองต่อไป
แต่ท่าทีคุณแจ่มศรีจะบอกว่าเป็นท่าทีคนการบินไทยคงไม่ถนัด เพราะยังมีบางพวกต่อต้านประเด็นการคัดค้านของคุณแจ่มศรี
แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวไม่ว่าจะด้วยเหตุผล เพื่อประโยชน์ องค์กรหรือประโยชน์ของกลุ่มใด
เป็นประเด็นที่ควรรับฟัง
พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย ยืนยันว่า...ถึงยังไง วันที่ 29 มี.ค.นี้ การบินไทยต้องย้ายไปสุวรรณภูมิอยู่ดี
ส่วนสองสายการบินเอกชนที่อ้างความไม่พร้อม อนุญาตให้ใช้ ดอนเมืองต่อไปจนถึงสิ้นปี
สำหรับประชาชน จึงพอสรุปได้ อย่างน้อยในหนึ่งปีนี้ สนามบินดอนเมืองก็ยังมีเครื่องบินให้ใช้ เพียงแต่ไม่มี
การบินไทยเท่านั้น
ใครที่เผลอหลงน้ำคำ รักคุณเท่าฟ้า จะตามไปใช้การบินไทย ก็ต้องตามไปสุวรรณภูมิ
ส่วนคนที่สะดวกใจ ที่จะใช้ดอนเมืองอย่างผม สบายใจขึ้นมานิดหนึ่ง การใช้ดอนเมืองไม่ว่าจะในยุคไหนสมัยไหน ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นปลาถูกต้อนเข้าอวน เหมือนที่เดินอยู่สุวรรณภูมิ
การมีธุระต้องใช้เครื่องบิน ผมไม่เห็นความจำเป็นจะต้องถูกตีวงล้อม อ้อมหน้าดักหลังจากร้านค้าสารพัน ที่พ่อค้าใหญ่ สุมหัวใช้อำนาจรัฐยึดเป็นทำเลทำมาหากิน
ผลประโยชน์จากพ่อค้านี่แหละครับ ผมว่ามีน้ำหนักมากกว่า เหตุผลการเสียค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการดอนเมืองปีละ 600 ล้าน และความไม่สะดวกจากจุดตัดเครื่องบิน...สองสนามบิน
การปิดดอนเมืองอีกครั้ง ใครจะพูดว่ายังไงผมไม่รู้ แต่ผมเชื่อของผมว่า ทำกันเพื่อสนองอำนาจน้ำเงินพ่อค้า...ต้องการต้อนลูกค้าไปไว้สุวรรณภูมิ
ปล่อยให้เจ๊กลากไป ไทยลากมา ได้ง่ายๆ ไม่ถามชาวบ้านอย่างพวกผม...สักคำ
ถ้าถามผม ผมก็จะบอก อยากใช้ดอนเมืองต่อ นึกถึงตอนบินกลับจากอิหร่าน ถ้าไม่มีสนามบินอู่ตะเภา ที่สัตหีบ สำรองไว้ คงกลับบ้านไม่ได้ในตอนนั้น
สถานการณ์การเมืองตอนนี้ ถ้าเป็นสงคราม ก็ต้องบอกว่าสงครามยังไม่จบ ยังไม่นับศพทหาร
อย่าว่าแต่สนามบินจะต้องมีสำรองอีก 1 อีก 2 แห่งเลย กระทั่งกฎหมายก็ยังต้องมีอะไหล่ เห็นไหม! ตอนนี้เริ่มปฏิรูปการเมือง...กันอีกแล้ว.
กิเลน ประลองเชิง
ปาระเบิดน้ำมันใส่ฆ้องยักษ์ ของเสื้อแดงเชียงใหม่ไฟลุก
ที่มา ไทยรัฐ
วันนี้ (13 มี.ค.) เวลา 00.05 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท. วิสูตร วงศ์ใหญ่ สารวัตรเวร สภ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้ขวดบรรจุน้ำมันขว้างเข้าใส่บริเวณสถานที่ตั้งฆ้องยักษ์ "แสนเสียง" ตั้งอยู่ประตูช้างเผือก ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จนเกิดไฟลุกไหม้ จึงได้รุดไปดูที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบว่าไฟสงบลงแล้ว และในที่เกิดเหตุพบเศษขวดเหล้าภาชนะที่ใช้บรรจุน้ำมันเบนซิน แตกอยู่ถึง 3 จุด บริเวณประตูศาลฆ้องยักษ์ 1 แห่ง บริเวณด้านข้าง 1 แห่งและบริเวณภายในที่ตั้งฆ้องยักษ์อีก 1 แห่งไฟลุกไหม้สายไฟฟ้าสปอร์ตไลท์และดวงไฟจนเสียหายแต่ไม่ไหม้ศาลา
ต่อมา นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 พร้อมทั้งสมาชิกเชียงใหม่ 51 หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จำนวนหนึ่งได้รีบเดินทางมาดูและพากันกล่าวสาปแช่งให้คนทำตกนรกเพราะสถานที่เกิดเหตุถือว่าเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเชียงใหม่ และเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน
นายเพชรวรรต กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้เพิ่งทำพิธีร่วมกับชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองโดยมีการนำฆ้องแสนเสียงที่มีความกว้างถึง 1.99 เมตร มาตั้งไว้และทำพิธีปิดทองบวงสรวงอย่างล้านนาโบราณ ไม่เชื่อว่าคนที่กล้าก่อเหตุมันจะเป็นคนเชียงใหม่หรือมีใจเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ ที่ทำกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านของเมืองในครั้งนี้ โดยคงจะต้องมีการนำคนมาเปิดเวทีที่บริเวณแห่งนี้เพื่อรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้
ด้านตำรวจได้สอบถามคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นทราบว่ามีกลุ่มคล้ายวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาและใช้ขวดบรรจุน้ำมันขว้างเข้าใส่ที่ตั้งฆ้องยักษ์ ถึง 3 ลูกจนไฟลุกท่วมก่อนหลบหนีไป ซึ่งจะได้ตรวจสอบทางกล้องซีซีทีวี ที่ติดตั้งไว้หลายจุดในบริเวณนั้นว่าคนร้ายเป็น
ช่างกล้า!มาร์คแหล"การพัฒนาประชาธิปไตย" ใจมาแล้วท้าโต้วาที อย่าดีแต่พูดหลอกฝรั่งฝ่ายเดียว
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 มีนาคม 2552
มาร์คช่างกล้ากล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ"การพัฒนาประชาธิปไตย"ที่อังกฤษพรุ่งนี้ เนื้อหาเผยคนไทยเสี่ยงตายยามประเทศมีปัญหาจนกลับมาเป็นประชาธิปไตย ส่อแววเชิดชูจ๊าบซีโฟร์-โบว์ปิงปองวีรชนฝ่ายโจรพธม. "โนบีตะ"ปณิธานปากดีท้าอาจารย์ใจไม่กล้ามาเจอมาร์ค เจอสวนกลับโดนกีดกันไม่ให้เข้างานอ้างที่นั่งเต็ม แต่นาทีสุดท้ายยอมปล่อยให้เข้าได้แล้ว พร้อมเสื้อแดงหลายร้อยจากทั่วสหราชอาณาจักรร่วมประท้วงนายกฯหุ่นเชิด ท้าอย่าเก่งแต่พูดฝ่ายเดียว กล้าพอไหมที่จะโต้วาทีประเทศไทยมีประชาธิปไตยจริงหรือให้โลกได้รับรู้
ช่างกล้ามาร์คสปีชในหัวข้อ"การพัฒนาประชาธิปไตย"
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวถึง ภารกิจของ นายอภิสิทธิ์ ในการเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค.นี้ ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2552 นายอภิสิทธิ์ จะกล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ “การพัฒนาประชาธิปไตย” ณ เซนต์จอห์น คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การบริหารความท้าทายของประชาธิปไตยไทย เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงภูมิหลังขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการเมืองไทย จึงส่งผลให้เกิดแรงบันดาลใจในการที่เข้ามาบริหารประเทศ
ช่วงกลางของสุนทรพจน์ นายกฯ จะเน้นย้ำให้เข้าใจถึงคนไทยกับระบอบประชาธิปไตย ที่แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต แต่ก็พร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อปกป้องการปกครองแบบประชาธิปไตยไว้ ถึงประเทศไทยจะตกอยู่ในช่วงเวลาที่ประสบปัญหาในด้านการปกครอง แต่ก็ยังสามารถกลับมาอยู่ในประชาธิปไตยได้
และปิดท้ายด้วยการกล่าวถึง การปฏิรูปการเมือง ซึ่งรัฐบาลจะไม่เข้าไปก้าวก่ายมากไม่ได้ เพราะเป็นความรับผิดชอบขององค์กรอิสระที่จะเป็นผู้ดำเนินการ
นอกจากนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ได้ทำจดหมายผ่านอินเทอร์เน็ต เชิญคนไทยในอังกฤษที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเข้าร่วมฟังสุนทรพจน์ เพื่อเปิดกว้างให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกัน พร้อมยืนยัน การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ ได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการ ไม่ได้เป็นไปตามที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวหา
“ส่วนอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์จะเข้าฟังด้วยจะมากับใครก็ได้ เพราะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์แบบเปิดเสรีให้คนอื่นเข้าฟังได้ แต่กลัวว่า นายใจจะไม่มามากกว่า” นายปณิธาน กล่าว
ใจบอกมาร์คเจอกันแน่ แต่กว่าจะได้เข้าฟังก็จนนาทีสุดท้าย

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการที่ตกเป็นเหยื่อคดีหมิ่นเบื้องสูง และลี้ภัยไปพำนักในอังกฤษกล่าวถึงกรณีที่นายปณิธานว่าเขาจะไม่กล้าไปในงานนี้ว่า"ผมจะไปกลัวอะไร? แต่ประเด็นคือทูตไทย หรือนายกฯอภิสิทธิ์จะกล้าโต้วาทีกับผมไหม?ในเรื่องประชาธิปไตยของไทย"
เขากล่าวตอบโต้นายปณิธานว่า ฝ่ายที่ไม่เอาประชาธิปไตยมันต้องโกหกตลอด เพราะขาดความชอบธรรม ต้องป้ายร้ายฝ่ายเรา แต่คนที่รักประชาธิปไตยก็ไม่เชื่ออยู่ดี
"ความจริงแล้วดูเหมือนเขาจะกีดกันไม่ให้ผมเข้าฟังที่Oxfordด้วยซ้ำ ที่ผมสมัครเข้าไปนั่งฟัง เขาอ้างว่า "เต็ม""รศ.ใจกล่าว อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา เขาได้รับแจ้งว่ามีที่นั่งให้เข้าไปร่วมงานได้แล้ว
หากให้เขาเข้าไปร่วมงานก็ต้องถามว่านายอภิสิทธิ์พร้อมจะโต้วาทีเรื่องประชาธิปไตยกับเขาหรือไม่ แต่หากกรณีที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในงาน เขากับกลุ่มคนเสื้อแดงในสหราชอาณาจักรกว่าร้อยคนที่มาในงานนี้ ก็จะยืนประท้วงแจกใบปลิวหน้าCollege หรือบริเวณหน้างาน
รศ.ใจกล่าวว่าเขาไม่ได้วิตกเรื่องที่นายอภิสิทธิ์มอบหมายให้นายกษิต ภิรมย์ รัมนตรีต่างประเทศหาทางดำเนินคดีกับเขาหากไปปรากฎตัวในงานนี้ เนื่องจากกฏหมายอังกฤษระบุว่า จะสามารถส่งนักโทษข้ามแดนได้แค่ในกรณีที่เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายในอังกฤษ ที่นี่ไม่มีกฏหมายหมิ่นเบื้องสูง ก็ส่งกลับไทยไม่ได้ พร้อมกันนั้นกระแสสังคมในอังกฤษจะไม่มีวันยอมรับด้วย หากอังกฤษทำเช่นนั้น
ผมจะไปกลัวอะไร? ประเด็นคือทูตไทยหรือนายกจะกล้าโต้วาทีกับผมไหม?
ฝ่ายที่ไม่เอาประชาธิปไตยมันต้องโกหกตลอด เพราะขาดความชอบธรรม ต้องป้ายร้ายฝ่ายเรา แต่คนที่รักประชาธิปไตยก็ไม่เชื่ออยู่ดี
"มาร์ค จะทำตัวเป็นตำรวจที่นี่ไม่ได้หรอก"รศ.ใจกล่าว
นอกจากรศ.ใจแล้ว มีข่าวว่านักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดจะเข้าร่วมกิจกรรมประท้วงด้วย รวมทั้งกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรที่เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้หลายร้อยคนก็ได้เตรียมการประท้วงอย่างสงบภายใต้กฎหมายของอังกฤษ
ในโอกาสเดียวกันนี้รศ.ใจได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งดังต่อไปนี้
St John’s should not play host to the Thai Prime Minister
who supports the suppression of Democracy
เซ้นต์จอห์นไม่สมควรเป็นเจ้าภาพต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยผู้สนับสนุนการทำลายประชาธิปไตย
The Thai government, led by the miss-named Democrat Party, is only in power because of the military who staged a coup in 2006. The Democrat Party has never won overall support from the majority of the electorate because they stand firm against welfare for the poor and are extreme neo-liberals. Thailand is one of the most unequal societies in the world, with wealth concentrated in the hands of the business and military elites and the (censored). (3 sentenses have been censored) No one is allowed to criticise the King or the courts or the army. To do so is deemed to be lese majeste, with prison sentences of up to 15 years.
รัฐบาลไทย นำโดยพรรคการเมืองที่ไม่สมชื่อ คือประชาธิปัตย์ได้ขึ้นมามีอำนาจ ก็เหตุเพราะว่ากองทัพทำรัฐประหารในปี2549 พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยชนะการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคนี้ยืนกรานคัดค้านการจัดสวัสดิการให้กับคนยากจน และมีแนวนโยบายเสรีนิยมสุดขั้ว ไทยยังเป็นประเทศที่มีสังคมไม่เสมอภาคมากที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยการพุ่งความสนใจไปที่ธุรกิจ และผู้นำทางทหาร (เซ็นเซอร์) (เซ็นเซอร์) ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ หรือศาล หรือกองทัพ การกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง15ปี
In 2006 the army ripped up the best constitution Thailand has ever had and replaced it with their own less democratic version. Half the Senate is now appointed and there are moves to partially disenfranchise millions of poor voters. The courts were used to dissolve the elected governing party twice. The Royalist PAD mobs seized Government House and the two international airports with the support of the Army and the Democrat Party. They encourage people to commit acts of violence against those who think differently and they have a fascist-style armed guard. Today there are PAD members in the present government.
ในปี2549กองทัพได้ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา และแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญที่พวกเขาเขียนขึ้น ซึ่งเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตยน้อยที่สุด กว่ากึ่งหนึ่งของวุฒิสมาชิกในเวลานี้มาจากการแต่งตั้ง เป็นการช่วงชิงอำนาจไปจากบรรดาคนยากจนที่มีสิทธิเลือกตั้งอย่างอยุติธรรม ศาลก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล้มพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลถึง2ครั้ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)กลุ่มการเมืองที่นิยมเจ้าจัดตั้งม็อบยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินนานาชาติ2แห่ง ด้วยการสนับสนุนจากกองทัพและพรรคประชาธิปัตย์ พวกเขากดดันให้ประชาชนต้องยอมรับต่อการต่อต้านที่ใช้ความรุนแรงและขจัดคนที่คิดต่าง และมีรูปแบบจัดตั้งกองกำลังการ์ดแบบฟาสซิสต์ ทุกวันนี้มีพธม.เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล
Despite the deep economic crisis, this government’s only priority is to stifle dissent by using the lese majeste law and the internet censorship laws. On 7th March they arrested the director of Prachatai, one of the few independent internet newspapers in Thailand. They are censoring the electronic media and community radio stations and are encouraging citizens to inform on each other. People are thrown in jail in Thailand for expressing legitimate political views. A Thai academic has been charged with lese majeste for writing an anti-coup book and is now living in exile in Oxford. The mainstream TV and print media are already working hand in glove with the military. There is no transparency and accountability, no justice, no freedom of speech and no academic freedom. Yet St John’s College Oxford has invited the Thai Prime Minister to give a talk about Democracy!!!
ในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างในเวลานี้ รัฐบาลกลับทุ่มเทความสนใจไปที่การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ต เมื่อวันที่7มีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลเพิ่งจับกุมผู้อำนวยการของประชาไท ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตซึ่งมีความเป็นอิสระเหลืออยู่เพียงไม่กี่รายในไทย พวกเขาเซ็นเซอร์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และวิทยุชุมชน และฝังหัวประชาชนให้รับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว ประชาชนถูกโยนเข้าคุกในประเทศไทยเพียงเพราะว่าการแสดงออกความเห็นทางการเมืองตามกฎหมาย นักวิชาการไทยเองก็ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพราะการเขียนหนังสือต่อต้านการทำรัฐประหาร และตอนนี้ต้องลี้ภัยมาอยู่ที่อ็อกซ์ฟอร์ด โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์กระแสหลักก็ทำงานเข้าขาเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับกองทัพ ไม่มีความโปร่งใส ไร้การสำนึกรับผิดชอบในภาระหน้าที่ ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีเสรีภาพในการพูด ไร้เสรีภาพทางวิชาการ แล้วนี่เซ้นต์จอห์นคอลเล็จ อ็อกซ์ฟอร์ดยังจะเชิญนายกรัฐมนตรีไทยมาพูดเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย!!!
A civil war is developing in Thailand and it is a class war between the rich and the poor. The Royalist Yellow-shirts represent the undemocratic elite, while a new Civil Society is emerging from the pro-democracy Red Shirt movement. The Red Shirts are becoming a (เซ็นเซอร์), representing millions of Thais. We need to cut down the military’s influence in society, reform the judiciary and the police and to expand freedom and democracy from this grass-roots movement. We need a proper welfare state with progressive taxation on the rich. And we need to (เซ็นเซอร์). For it has now become a serious obstacle to freedom and human dignity in Thailand.
สงครามกลางเมืองกำลังก่อตัวขึ้นในประเทศไทย และเป็นสงครามชนชั้น ระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน พวกนิยมเจ้าเสื้อเหลืองเป็นตัวแทนของพวกชนชั้นนำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่ประชาสังคมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นคือพวกเสื้อแดงที่สนับสนุนประชาธิปไตย เสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวไปสู่(เซ็นเซอร์) เป็นตัวแทนของชาวไทยจำนวนหลายล้าน เราต้องการตัดทอนบทบาทอิทธิพลของกองทัพในสังคมลงมา ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และตำรวจ รวมทั้งขยายเสรีภาพและประชาธิปไตยของขบวนการชาวรากหญ้า พวกเรามีความจำเป็นที่จะสร้างรัฐสวัสดิการที่แท้จริง ด้วยการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจากคนมั่งมี และมีความจำเป็นที่จะต้อง(เซ็นเซอร์) เพราะตอนนี้ได้กลายมาเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในประเทศไทย
Associate Professor Giles Ji Ungpakorn
รศ.ไจล์ ใจ อึ๊งภากรณ์
ป.ล.คำว่า"เซ็นเซอร์"นั้น ไทยอีนิวส์นำมาใช้ตัดถ้อยความในแถลงการณ์ที่อาจเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายไทย
DS2009-03-12ชูพงษ์จักรภพ Download ได้แล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย : Tuxedo
DS2009-03-12Chupong-Jakraphob
WMV 40Mb, MP3 6.2Mb
ช่วงต้นรายการเสียงหายไป 5.30นาทีผมได้ตัดออกแล้ว
ผมอ่าน โฟนอินของท่้านทักษิณ เรื่องเศรษฐกิจ ถือว่าสุดยอดแ้ละมีข้อคิดใหม่มากกว่านักเศรษฐศาสตร์
ที่มา thaifreenews
โดย : ลูกชาวนาไทย
วิกฤติเศรษฐกิจโลกตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายทราบกันแล้วว่า เป็นเรื่องจริงและหนักหนาสาหัส และต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันแล้วว่า "ยากที่จะฟื้นตัวได้ในใน 5 ปีนี้" และทางทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เองก็หมดปัญญา หรือ "อับจนปัญญา" แล้วเหมือนกัน เพราะแนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์มักจะตามหลังปัญหาใหญ่ๆ ใหม่ ๆ ทุกครั้งเหมือนกัน คือ "ทฤษฎีมันเกิดขึ้นหลังปัญหา" วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ วงการนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็อับจนปัญญาแทบหมดสิ้น
ไม่ว่าสำนักไหนขณะนี้ก็ ็ไม่พ้นแนวคิดของ "เคนส์เซียน" ที่พัฒนาขึ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ปี 1929 สรุปแล้วคือ "ต้องกู้เงินกระตุ้นอุปสงค์ผ่านการลงทุนภาครัฐ" ทุกประเทศมีัคำตอบแบบลอกกันหมดทั่วโลกคือ "กู้เงิน" ทั้งสิ้น
แต่คุณทักษิณ โฟนอินไปที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศในฮ่องกง เป็นการแสดงวิสัยทัศน์่ต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกครั้งนี้ได้อย่างดีเยี่ยม มีประเด็นและแนวคิดใหม่ ที่น่าฟังอย่างยิ่งทีเดียว สมกัีบเป็น CEO ระดับโลกเลยทีเดียว
สิ่งที่คุณทักษิณพูดเช่น วิกฤติการณ์ครั้งนี้มาจาก ผู้มีความรู้ทั้งหลายของโลกตะัวันตก ต่างก็ไปคิดค้นแต่ "ตราสารทางการเงิน" ต่างๆ
เช่นคำพูดที่ว่า "...ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ใหม่จึงถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การออกแบบผลิตภัณฑ์ทาง การเงิน ที่สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงลิบลิ่วเท่านั้น และถ้าหากว่ามีใครกล้าตั้งคำถามว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะมีความยั่งยืนมั่นคงเพียงใด..." ถือว่าเข้าไปได้ตรงปัญหาเลยทีเดียว
การแก้ปัญหาต้องทำกันในระดับโลก และข้อแนะนำต่างๆ ซึ่งถือได้ว่าคุณทักษิณมีอะไรที่ใหม่ เสนอต่อสังคมโลก แหวกออกไปจากกรอบของ "เคนส์เซียน" ในขณะนี้ ที่้ต้อง "กู้" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผมจะไม่เปรียบเทียบกับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เพราะคนๆ นี้ในระดับโลกแล้ว ไม่มีค่าอะไรมากนัก ต่อสังคมโลก หากไม่มี "คนอุ้ม" ก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ
และกรอบความคิดของมาร์ก ก็คงไม่พ้นตำรา "เคนส์เซียน" เหมือนนักเศรษฐศาสตร์ในขณะนี้
และผมไม่เคยคิดว่า "มาร์กจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ได้"
หากคุณทักษิณ "พัฒนากรอบความคิดให้ชัดเจน" มีแผนงานปฎิบัติ ข้อแนะนำ
รวมทั้งมุ่ง "ทำงานในระดับโลก" เพื่อแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโลก" ในขณะนี้ สุดท้าย ท่านนายกฯทักษิณจะเป็น "คนของโลก" อย่างแท้จริง ไม่ใช่ เทพเจ้าจอมปลอม ทั้งหลาย
ชื่อเสียง ความสามารถ ผมว่าผู้นำประเทศต่างๆ ยินดีรับฟังความเห็นอยู่แล้ว แ่ต่ผมไม่เชื่อว่าจะมีผู้นำประเทศไหน ยอมนั่งฟัง ด.ช.มาร์ก หรือ ด.ช.กรณ์ หรอกครับ
ปาฐกถา ดร.ทักษิณ ชิณวัตร ที่ฮ่องกง
วิกฤตเศรษฐกิจโลก : ทำไมจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิกฤตการเงิน แต่เป็นวิกฤตทางปัญญา
โดย ดร.ทักษิณ ชิณวัตร
ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ฮ่องกง
12 มีนาคม 2552
ฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้สถาบันการเงิน ล่มสลาย จนได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกครั้งนี้ เกิดขึ้นจากนักการเงินใช้จ่ายเงินเกินตัวอย่างไร้เหตุผล การกำกับดูแลตรวจสอบสถาบันการเงินที่ไร้ประสิทธิภาพ และถ้าเราเชื่ออีกว่า การโยกย้ายผ่องถ่ายเงินไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมคิดว่าเรากำลังจะพลาดประเด็นที่สำคัญของปัญหาไปอย่างน่าเสียดาย
เราทราบกันดีว่าต้นเหตุของวิกฤตครั้งนี้ เกิดขึ้นชัดเจนตั้งแต่ปี 1997 โดยการโจมตีค่าเงินบาท และลุกลามกลายเป็น “ วิกฤตการเงินของเอเชีย ” ทุกประเทศในเอเชีย ยกเว้นเกาหลีเหนือได้ดำเนินนโยบายตาม “ฉันทามติแห่งวอชิงตัน ” ( Washington’s Mantra ) ซึ่งแต่ละประเทศประสบความสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป แต่ดูเหมือนว่าประเทศที่เดินตาม“ฉันทามติแห่งวอชิงตัน” อย่างเคร่งครัด ในครั้งนั้น จะกลับกลายเป็นประเทศที่ได้ผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตการ เงินรอบใหม่ในครั้งนี้
“ ฉันทามติแห่งวอชิงตัน ” ที่ทุกประเทศท่องจำจนขึ้นใจ คือ คำว่า “ ตลาดเสรี ” ( Free Markets ) ตลาดที่เป็นอิสระจากการกำกับควบคุมดูแล และจะนำไปสู่ความมั่งคั่งอย่างไม่มีขีดจำกัด สำหรับคนทุกหมู่เหล่า
ผมเติบโตมาในประเทศที่ได้รับประโยชน์มหาศาล จากการยอมรับนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ยุคสงครามอินโดจีน ชนชั้นปกครองเชื่อว่า ประเทศจะประสบความสำเร็จและก้าวหน้าด้วยการเปิดประเทศ ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับใครก็ตามที่ต้องการทำธุรกิจกับเรา โดยเฉพาะ เมื่อมีข้อเสนอดี ๆ จาก 2 ประเทศมหาอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น ที่เวลานั้นเป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
แนวความคิดจากต่างประเทศ ได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติด้วยดี โดยไม่มีการตั้งคำถามว่า เราจะถูกกลืนเข้าไปในวังวนห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน ของสินค้าและบริการหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งระบบการเงินที่เราไม่สามารถตีตัวออกห่างได้ แม้ในยามที่เราประสบกับวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุด เราไม่สามารถมีปากเสียงที่จะไปต่อกรว่า ความเชื่อมโยงต่าง ๆ เหล่านี้ ถูกบงการมาอย่างไร เราต้องปล่อยไปตามกระแส หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นพวกชาตินิยมและจะไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ การพัฒนาทักษะจากจุดแข็งที่มีอยู่ของคนในประเทศ ถูกกล่าวหาว่าเป็นสิ่งเชื่องช้าล้าหลัง
การหมุนเวียนของเงิน และความหลากหลายของตราสารทางการเงินที่ถูกสร้างขึ้นจากศูนย์กลางการเงินต่าง ๆ ของโลกนั้น เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณวันต่อวัน ความรุ่งเรืองและความถดถอยเป็นวัฏจักรของธรรมชาติ แต่จะเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ถ้าเกษตรกรและคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมของเราต้องเดือดร้อน โดยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัญหาภายในประเทศ แต่วิกฤตกลับเกิดเพราะรัฐบาลในขณะนั้นไม่มีความรู้ รู้ไม่เท่าทันการไหลเวียนของตราสารทางการเงินในตลาดต่างประเทศที่อยู่ห่างไกลจากอีกซีกโลกหนึ่ง
วิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 ทำให้เราต้องกลับมาเริ่มต้นคิดใหม่ว่า เราจะสามารถก่อร่างสร้างตัวได้อย่างไร ในแนวทางที่มีเหตุมีผล ซึ่งจะทำให้เราสามารถควบคุมเศรษฐกิจ ให้ดำเนินไปในแบบอย่างที่เราอยากจะให้เป็นได้มากขึ้น ผลของการคิดอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ถูกร่างเป็นนโยบายของพรรคการเมือง ที่ผมก่อตั้งขึ้น ด้วยแนวความคิดหลัก ที่ต้องการให้คนไทยทั่วทั้งประเทศทุกพื้นที่ นำจุดเด่น จุดได้เปรียบ ของตนเองมาผลิตสินค้าและบริการออกไปขาย และแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพได้ในตลาดโลก ทั้งยังเสนอวิธีการช่วยเหลือและพัฒนาความได้เปรียบเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม
แนวความคิดนี้ ไม่เชื่อเรื่องการปิดประเทศ การปิดประเทศอาจเป็นไปได้ เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ แต่เราเลือกที่จะไม่ถอนตัวจากเศรษฐกิจโลก แต่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น และเป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ผมมีความยินดีที่จะรายงานว่า หลายนโยบายที่ผมได้พัฒนาไว้ รัฐบาลต่อ ๆ มาของไทยเห็นด้วยและนำมาใช้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้บางครั้งจะถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็นอย่างอื่น แต่สาระสำคัญของนโยบายยังคงอยู่เหมือนเดิม
ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงวิกฤตการเงิน แต่เป็นวิกฤตทางปัญญาของโลก นาย โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ให้ความเห็นว่า ถ้าคุณไปถาม ผู้เชี่ยวชาญว่า จะแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้อย่างไร คำตอบที่คุณจะได้รับ น่าจะเป็นคำตอบว่า “ ผมจนปัญญาจริง ๆ ครับ ”
วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤตทางปัญญาของโลก ( Intellectual Crisis ) ซึ่งเป็นผลจากการปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง และที่สำคัญที่สุดปฏิเสธที่จะคิดแก้ปัญหาจากภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ( Real Economy )
วันนี้ไม่มีใครสามารถหมุนเวลาย้อนกลับ และถอนตัวจากเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ ได้ สิ่งที่เศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ต้องการ คือ การถูกกำกับดูแลระดับโลก ( Globalized Regulation ) ซึ่งยังไม่มีประเทศใดกล้าที่จะพูดถึง เพราะการทำเช่นนั้น หมายถึงการท้าทายความเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกของสหรัฐอเมริกา คู่ค้าที่สำคัญอย่างประเทศจีน มีประสบการณ์มากมายในอดีต น่าจะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในขณะนี้ได้ แต่ก็ยังไม่กล้าทำเช่นนั้น เพราะด้วยเหตุผลทางการเมืองที่ไม่ต้องการแสดงให้เห็นว่า จีนอยากแข่งขัน และเป็นผู้นำของโลกแทนสหรัฐอเมริกา จีนต้องการคงบทบาทเป็นแค่เพียงผู้สนับสนุนที่ดีเท่านั้น
ขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป กำลังหาทางแก้ปัญหาวิกฤตทางปัญญาอยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กำลังหาทางที่จะผลิตสินค้าและบริการอะไรสักอย่างที่ดีกว่า การสร้างตราสารทางการเงิน และเป็นความต้องการของตลาดโลกชิ้นใหม่ที่สำคัญ ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่จีนและอินเดียไม่สามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า
อะไรคือหนทางรอดของประเทศเล็ก ๆ ที่เหลืออยู่ในภูมิภาคเอเชีย ?
เราต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้ ด้วยทรัพยากรที่เรามีอยู่ ซึ่งไม่ด้อยไปกว่าใครทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ คนของเราได้รับการศึกษาที่ดีกว่าในอดีตมาก ประกอบกับคนงานของเราไม่ได้มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน เหมือนกับที่ชาวอเมริกันในอุตสาหกรรมรถยนต์และเหล็กได้รับมายาวนาน ดังนั้นเราจึงสามารถฝึกอบรมคนงานของเราใหม่ได้ไม่ยาก โดยไม่ต้องกลัวกับการต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้จัดการทั้งหลาย ที่หมดไฟในการทำงานและขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ
อุตสาหกรรมการเกษตรของเรา ก็ก้าวมาถึงขั้นที่สามารถปรับปรุงคุณภาพและความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย ทั่วโลก อุตสาหกรรมระดับหมู่บ้านก็สามารถปรับให้อยู่ในรูปของอุตสาหกรรมขนาด กลางและขนาดเล็กคล้ายกับของประเทศอิตาลีที่สามารถเอาตัวรอดได้ในยาม วิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน ระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Economy ) ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกผูกขาดเฉพาะชาวยุโรปเท่านั้น ระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ และจะต้องถูกพัฒนาอย่างจริงจัง จะเป็นทางออกที่สำคัญของประเทศในอนาคต จะเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ จะทำให้เกิดการสร้างงานที่มั่นคงและสังคมที่แข็งแรงในอนาคต
ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ จำเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอย่างมีเป้าหมายซึ่งสามารถทำได้ ทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่ไม่สำคัญแต่คงไม่มีประเทศใดใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ทั้งหมดไปกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะกลัวว่าประเทศจะประสบกับภาวะวิกฤตทางการเงิน ด้วยเหตุนี้เองที่แนวทางในการพัฒนาตลาด “ พันธบัตรเอเชีย ” ( Asia Bonds ) ที่ผมเป็นผู้ริเริ่มจึงมีบทบาทสำคัญ หากจีนและญี่ปุ่นยอมรับที่จะเป็นผู้นำในการนี้ ประกอบกับความร่วมมือของประเทศอื่น ๆ ที่มีทุนสำรองส่วนเกิน เราจะมีแหล่งเงินทุนสำหรับใช้พัฒนาเศรษฐกิจของเราในอนาคตได้อย่างมั่นใจ
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในโลกจะอยู่ได้อย่างมั่นคง โดยไม่คำนึงถึงประเด็นเกี่ยวกับธรรมาภิบาล ซึ่งขณะเดียวกันเรายังต้องรักษาและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ดังการศึกษาของ “ อมาตยา เซน ” ( Amartya Sen ) ที่แสดงให้เห็นว่า “ ระบอบประชาธิปไตย เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยป้องกันปัญหาความอดอยาก ” มีแต่การพัฒนาที่สมดุลที่คนจนและคนด้อยโอกาสไม่ถูกละเลยเท่านั้น ที่จะนำมาซึ่งเสถียรภาพในระยะยาว
เราจำเป็นต้องเรียนรู้ความสำเร็จ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ใช้นโยบายยืดหยุ่นและละเอียดอ่อน ในการปกครองประชาชนและการบริหารประเทศ จนประสบความสำเร็จอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้จีนกลายเป็นโรงงานของโลก ผลิตสินค้า ทำรายได้ และที่สำคัญมีเงินออมมากมายเพียงพอ ที่จะอุดหนุนการใช้จ่ายการบริโภคของประชาชนในประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้
จากวิกฤตครั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่จีนจะต้องใช้เงินออมที่มีอยู่ เป็นแหล่งทุน สำหรับการสร้างโอกาส สร้างความมั่งคั่ง ให้กับประชาชนของตน ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ทั่วทั้งประเทศทัดเทียมและดียิ่งขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะการทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยลดแรงกดดันทางสังคมและการเมืองที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว ยังช่วยลดแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย
เราต่างรู้ดีว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้...ร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิดไว้มาก จนในที่สุดรัฐบาลอาจหนีไม่พ้น จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่กำลังล่มสลาย แต่รัฐบาลของเราต้องให้ความช่วยเหลืออย่างมีความซื่อสัตย์ทางปัญญา กล้าปฏิเสธความไม่ถูกต้อง หากจำเป็นต้องเข้าไปรับผิดชอบความเสียหายของธุรกิจใด ๆ ก็ตาม ต้องทำอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม รัฐบาลต้องกล้าที่จะประกาศว่า เงินภาษีของประชาชนที่รัฐบาลจะนำไปให้ความช่วยเหลือนั้นจะต้องไม่ถูกนำไปจ่ายเป็นค่าโบนัสให้กับบรรดาผู้บริหารทั้งหลายที่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจนั้น
ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกจะไม่มีทางแก้ไขได้ ถ้านักเศรษฐศาสตร์ยังคิดว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้า ต้องพึ่งพาพลังเศรษฐกิจขนาดใหญ่เท่านั้น ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า ความสามารถในการชำระหนี้ต่างหากคือกุญแจสำคัญไม่ใช่เรื่องของขนาดเท่านั้น “ ขนาด ” จะมีบทบาทช่วยได้ ตราบเท่าที่ “ ขนาด ” และความสามารถในการชำระหนี้เดินหน้าไปพร้อมๆ กัน
ธุรกิจจะเติบโตได้ตราบเท่าที่มีความสามารถในการชำระหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ย่อมเกิดจากความสามารถในการสร้างรายได้สุทธิ ( Net Income ) เงินออมจะมีประสิทธิภาพได้ ก็ต่อเมื่อเงินออมนั้นมาจากรายได้สุทธิเช่นกัน
สมมติว่าเราสามารถคลี่คลายวิกฤตสถาบันการเงินของโลกได้แล้ว ธนาคารกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เพราะได้รับการชดเชยและสนับสนุนจากรัฐบาล ธนาคารเหล่านั้นจะทำธุรกิจอะไร พวกเขาจะให้ใครกู้เงิน และจะให้เงินกู้เพื่อทำธุรกิจแบบเดิม ๆอีก...อย่างนั้นหรือ
วันนี้ ท่าเรือสำคัญของโลกเต็มไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ที่อัดแน่นด้วยสินค้าที่ผลิตแบบเดียวกัน เหมือนกัน จำนวนมากมายมหาศาล เราจะผลิตสินค้าแบบนั้นเพิ่ม ขึ้น.....อีกหรือ คนงานจีนจะยังเดินหน้าผลิตรถยนต์เหมือนกับที่คนงานอเมริกันคงผลิตและขายไม่ออก....อีกหรือ
เราต้องยอมรับว่าสินค้ากำลังล้นตลาด การผลิตสินค้าแบบอุตสาหกรรม ( Mass Production ) มีขีดจำกัด เราจึงจำเป็นต้องสนับสนุนการสร้างรายได้แบบใหม่ด้วยการผลิตสินค้าและบริการที่อาศัยความได้เปรียบจากสินทรัพย์วัฒนธรรม ภูมิปัญญาแห่งชนชาติ และการผลิตด้วยทักษะแรงงาน ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างตลาดที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างท้องถิ่นที่คึกคักและมีชีวิตชีวา
วันนี้...จึงเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องพยายามค้นหาสินค้าและบริการเหล่านั้นให้พบ รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านเงินทุนในทุกวิถีทาง เพื่อทำให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอด เราจึงจะสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจที่มั่นคงและสังคมที่แข็งแรงได้ในระยะยาว
ผมเชื่อว่า อเมริกา มีพลังของภูมิปัญญาในหลากหลายแขนง ซึ่งสามารถสร้างสรรค์สินค้าและบริการอย่างมีคุณภาพสูง โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคากับใคร โลกกำลังต้องการพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำอย่างพลังงานนแสงอาทิตย์ โลกกำลังต้องการเทคโนโลยีและบริการที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม
อเมริกามีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และสามารถสร้างนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกยุคใหม่นี้อย่างไม่ยากเย็น เมื่อสหรัฐอเมริกา เริ่มที่จะใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเหล่านี้ ก็จะเป็นการบังคับให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียรวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในโลก ต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ
สติปัญญาของชาวอเมริกัน สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อชาวอเมริกันเอง รวมทั้งต่อประเทศอื่นๆ ในโลก เพียงแต่ชาวอเมริกันต้องยอมรับว่า “ โลกในอนาคตจะต้องไม่ถูกกำหนดจากวอลสตรีท ที่สำคัญสินค้าและบริการต้องมีความสัมพันธ์กับการจ้างงาน รวมทั้งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และนำมาซึ่งรายได้สุทธิ ( Net Income) ที่คุ้มค่ากับความตั้งใจที่ใส่ลงไป ”
การสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริง ( Real Economy ) มีความสำคัญอย่างยิ่ง การค้าตราสารทางการเงิน ( Paper Trading ) จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสมเท่านั้น
หากบรรดาผู้นำทางปัญญาในสหรัฐอเมริกา ยอมรับแนวคิดนี้ได้เร็วเท่าใด ผลดีที่จะเกิดขึ้นต่อเราทุกคนในโลกก็จะมีมากขึ้น...เท่านั้น
=================================================
World economic crisis: Why is it an intellectual crisis and not just a financial mess?
The straw that broke the camel's back was certainly the "irrational exuberance" of the financial wizards and the Rip Van Winkle-like slumber of their supposed regulators. But we will be missing the terrible point if we believe, as many obviously do, that the clever agility of the money movers was the only or major cause of the current crisis.
For a few of us involved in policymaking, the root causes became obvious in 1997. The revelation was not the result of some esoteric academic research. We were jolted and shocked by the onslaught of what was conveniently called the Asian financial crisis. There was nothing peculiarly Asian about it. All Asian countries, save North Korea, had been following "the Washington consensus" with varying degrees of success. The more successful ones got hit.
Washington's mantra was and, I am afraid, is "free markets. Period." Markets freed from any kind of regulation would by themselves bring about boundless prosperity to all and sundry.
I grew up in a country that benefitted substantially from agreeing to be anticommunist during the Indochina war. The elite among my compatriots continued to believe that all will be well if we could just be charming hosts to whoever wanted to do business with us. Any proposal from America or Japan must be good because, after all, they were the engines of growth for the whole world. All ideas from abroad were unquestioningly accepted and implemented. It did not matter
that we were being sucked into global demand and supply chains for goods, services and money from which we will not be able to extricate ourselves even in the worst of times. We had no say in how these chains were being manipulated. We had to float along with the flow or be branded nationalist and uncompetitive. To nurture our own inherent strengths was considered unfashionable.
The velocity of circulation of money and assorted paper generated from financial centres multiplied day by day. Booms and bursts were the natural order of things. If you, especially the farmers and industrial workers, were burst for no good domestic economic reason, it was because you were not nimble enough to sense the flow of paper between distant markets.
The 1997 crisis made us think: How can we rebuild our lives in ways that made sense to us and in ways over which we can gradually aspire to have some degree of control? The result of that sustained thinking was the first manifesto of the political party that I founded. It identified areas where we Thais could have a comparative advantage in producing for and servicing the world and proposed to apply development assistance to those areas. The idea was not to close the borders and be self-sufficient, though we could accomplish that without great pain as we are blessed with a fertile soil. But our choice was not to withdraw from the world but to make it a better and more stable place for all. I am glad to report that my successor in government is by and large sticking to our original plan though, for obvious reasons, he has chosen to call it by different names.
The intellectual crisis facing the world now was summarized by Tony Blair, the former British Prime Minister, the other day: "Ask the experts what to do, and the most honest reply is 'I don't know'."
This state of affairs, and state of mind, are the results of a refusal to face reality and to think in temis of the real economy.
American and Japanese prosperity was built on lessons those nations learnt from the industrial revolution in Europe, and the cultivation of their ability to mass produce what the world needed, with incremental improvements in quality and variety as they went along. The innovations in quality and variety were possible because the best minds in America and Japan were then engaged in that task. But no longer. The brightest from American, European and Japanese universities in the past three decades went into financial services, some of them just servicing just each other. Their creativity was confined to designing paper that promised returns at an ever-rising angle of 45 degrees. If anyone questioned the sustainability of such schemes, he was shot down by accusations of being restrictive, anti-globalization and anti-progress.
No one can set the clock back and withdraw from the globalized economy now. But what the globalized economy needs is globalized regulation which no one dares to talk about as that could be taken to mean challenging the American leadership of the world economy. The Chinese certainly have the historical experience and now the economic wherewithal to propose ways to break the mould. But they will not – for the practical political purpose of not wanting to be seen to be competing with America for leadership. They only wish to complement.
While the US and Europe are working through their intellectual crisis – finding ways to do something more than create paper, develop new products and services which the world needs and which the Chinese and Indians cannot produce at lower cost – we in the rest of Asia, and the world, still have to survive.
We have to do what we can with resources that we have. Our resources are not meagre. Our peoples are much better educated now than ever before. Our workers have not had the comfort of enjoying long-term job security doing the same thing day in and day out, like the American auto or steel workers. We can retrain them easily without subsidizing managers who have run out ideas. Our agribusinesses have reached a stage where they can improve their quality and variety on their own steam to cater efficiently to different pallets in numerous markets. The village industries can be turned into small- and medium-scale enterprises like those of Italy that have survived countless crises. Creative economies need not be the monopoly of Europeans. Employment creation can be a function of wealth creation.
All this, of course, needs targeted development assistance, which we can provide. Our reserves are not insignificant. But no country will dare to use all of it for national development for fear of run on its currency. This is where structured Asian Bonds that I have been advocating come into play. If China and Japan were to take the lead, in partnership with some other countries with surpluses, we can finance our future development with confidence.
This does not mean that Asia and the rest of the developing world are without governance issues. We will have to reaffirm our faith in democracy. For, as Amartya Sen's research showed, only democracy can help us on a long-term basis to prevent starvation. Only a balanced development where the poor and the less able are not ignored can guarantee long-term stability.
It was wonderful to learn that a communist party in Asia was able, with Chinese sensibility as the major invisible element, to produce and save enough to subsidize the world's greatest power consumption. Now, it is time for China to expand wealth creation opportunities by using its national savings to fund opportunities for the rest of the masses. Reducing its savings but building structures to facilitate qualitative changes in the living standards of the rest of the country is not a bad idea. By so doing China will reduce social and political pressures on the party and also reduce trade pressures from the US.
The current downturn is so severe that we may not be able to completely avoid rescuing certain vital enterprises. We will be intellectually honest and not hesitate to use the n word. When our governments take a stake in an enterprise, they should not flinch from stipulating that the new money cannot be used to pay bonuses to managers who have made losses for their companies.
Intellectual honesty has to be applied across the board.
The world economy will never settle down so long as the majority of economists think the size of the economy is the foremost factor in determining viability of the economy. At this point of global reality, the ability to pay for one's debt is the key. Not the size. Size will help as long as the size is in synch with the ability to repay debt.
Assuming that the world banking crisis is resolved, what will the new strong or subsidized banks do? What will they finance? Finance mass production of sameness? World's harbours are full of containers loaded with mass-produced goods. Produce more of the same? Will the Chinese workers now go on producing the steel and cars that the Americans cannot sell? The world's intellectuals have to accept that there are limits to growth of mass production. Certain production has to be internalized – to take advantage of the creativity of the country or region or city. To take advantage of local skills and availability of other local products. Only such skill-oriented, innovation-prone production can be sustained over a long period of time. The trick is in identifying such products and services and financing them in a viable way.
America does have the diverse range of intellectual power needed to create products and services whose perceived value will break the price barriers. Its technological ability is so varied and high-end that, if applied in a concerted way, it can break the barriers. The world needs efficient and inexpensive solar cells which only American technology might be able to produce. The world needs new technologies and services to protect the environment which only American scientists might be capable of delivering.
When America starts delivering these new technologies and products, it is going to force Asia and the rest of the world to upgrade their production processes and services. This will be the virtuous circle that American intellect can create. They just have to accept that the world's future need not be determined in Wall Street and that products and services that are linked to employment and the environment and which generate a net income are worthy of their attention.
Real economy does matter. Paper trading is useful only when regulated.
Sooner the greatest minds in the US accept this the better it will be for all of us.
Dr Thaksin Shinawatra is Chairman of the. Building a Better World Foundation and was the longest-serving democratically-elected Prime Minister of Thailand