WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 13, 2009

"ไทมส์"ดิสเครดิต"มาร์ค" ตีข่าวก่อนพูดที่อ็อกซฟอร์ด ชี้ทหาร-พธม.หนุนเป็นนายกฯถือว่ามีที่มาไม่เป็นปชต.

ที่มา มติชนออนไลน์

"อภิสิทธิ์"ถึงอังกฤษร่วมประชุม จี 20 แล้ว ได้รับพระราชทานเลี้ยง ที่พระราชวังบักกิ้งแฮม ถกนายกฯเมืองผู้ดีปัญหาเศรษฐกิจ เดินสายบรรยายเพียบ สำนักข่าวนอกรุมขอสัมภาษณ์ แต่เจอ"ไทมส์" ดิสเครดิต ตีข่าวอัดมีที่มาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก่อนสุนทรพจน์ที่ อ็อกซฟอร์ด

"ไทมส์" ดิสเครดิต "มาร์ค" ตีข่าวอัดก่อนสุนทรพจน์ที่ อ็อกซฟอร์ด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ปรากฏว่า หนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษ ตีพิมพ์บทวิพากษ์ของ นายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รีย์บรรณาธิการภาคพื้นเอเชีย ซึ่งเคยเป็นศิษย์ร่วมมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกับ นายอภิสิทธิ์


นายแพร์รีย์ ระบุว่า ถึงแม้น นายอภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่มีหน้าตาดี ฉลาดหลักแหลม และเป็นขวัญใจของชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งการที่ นายอภิสิทธิ์เคยเป็นอดีตนักเรียนเก่าของ Eton College โรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังระดับโลกของอังกฤษ ร่วมกับนายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนคนปัจจุบัน วัย 44 ปี ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทของ นายอภิสิทธิ์ ในสมัยนั้น


แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะนำมาเป็นปัจจัยดังกล่าวมาเบี่ยงเบนความสนใจของประชาคมโลกจากความจริงอันน่ารังเกียจของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ประเทศไทยกลายสภาพจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสรีภาพและมีเสถียรภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายและแตกแยกมากที่สุดในภูมิภาค


นายแพร์รีย์ ยังระบุถึงการผลักดันกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงยานับพันคนจากพม่าที่หมดหนทาง และสิ้นหวังให้ออกไปพบกับความตายในทะเล การที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกบีบและกดดันให้พ้นจากอำนาจไป


นายแพร์รีย์ยังระบุด้วยว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวนายอภิสิทธิ์ไม่เหมาะที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ Taking on the Challenges of Democracy ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตยในวันพรุ่งนี้ที่ออกซ์ฟอร์ด


นายแพร์รีย์ ระบุด้วยว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ และได้รับการสนับแบบไม่ชอบธรรมจากกลุ่มที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด ทั้งกองทัพ รวมทั้งพันธมิตรฯ ซึ่งพันธมิตรฯ นี้เอง


นายแพร์รีย์ ยังระบุอีกว่า นายอภิสิทธิ์ มีความชาญฉลาดมีความสามารถ และมีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทุกประการ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ ความถูกต้องชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย


"มาร์ค" ถึงอังกฤษ สื่อนอกรุมขอสัมภาษณ์


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะที่ออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อกลางดึกวันที่ 13 มีนาคม เดินทางถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษแล้วเมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 13 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางจากสนามบินฮีธโทรว์ไปถึงที่พัก โรงแรมกรอสเวเนอร์เฮ้าส์ โดยมีผู้บริหารบริษัท เทสโก้เข้าหารือ


ทั้งนี้ ภารกิจแรกของนายกฯเริ่มเวลา 10.00 น. โดยจะเข้าหารือกับนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่ง โดยหยิบยกเรื่องความเชื่อมั่นไทยในสายตาชาวอังกฤษและยุโรปมาหารือ พร้อมเสนอความเห็นของอาเซียนเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเสนอต่อที่ประชุมจี 20 ในฐานะประธานอาเซียน จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี


ต่อมาเวลา 12.30 น. ดยุกออฟยอร์ก พระราชทานเลี้ยงรับรองอาหารกลางวัน เพื่อเป็นเกียรติ ที่พระราชวังบักกิ้งแฮม เวลา 15.00 น. จะกล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่มนักธุรกิจอังกฤษ ในหัวข้อ "การฟื้นฟู สร้างความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า" ที่แมนชั่นเฮ้าส์ ซิตี้ออฟลอนดอน เวลา 17.00 น. กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดงาน "Thailand Tourism Meeting" ที่โรงแรมรอยัล แลงคาสเตอร์ ขณะที่เวลา 19.00 น. จะรับประทานอาหารค่ำ ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ ที่รัฐสภาอังกฤษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯเดินทางเยือนอังกฤษครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน โดยสำนักข่าวต่างๆ อาทิ บีบีซี, เวิลด์นิวส์, ไฟแนนเชียล ไทมส์ ได้ขอนัดสัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งต้องใช้เวลาในช่วงรอยต่อระหว่างงานแต่ละงาน


ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางว่า ไปเยือนอังกฤษในฐานะประธานอาเซียน ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการเตรียมเอกสารสำหรับการประชุมจี 20 ทั้งนี้ ในอดีตอังกฤษอาจจะเชื่อถือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจริง แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมีขึ้น น่าจะทำให้ต่างชาติเห็นว่าไทยมีประชาธิปไตย และตนกล้าพูดว่ารัฐบาลนี้เป็นชุดแรกในรอบหลายปีที่พร้อมให้มีการตรวจสอบ


ส่วนกรณี นายใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นสถาบันที่หลบหนีอยู่ที่ประเทศอังกฤษ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าจะได้เจอที่อังกฤษหรือไม่ แต่ทราบว่าจะเคลื่อนไหวต่อต้านการเดินทางไปบรรยายของตนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด "จะได้รู้ว่านายใจเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ที่ขัดขวางการแสดงความเห็นของคนอื่น ทั้งนี้ได้ประสานทางการอังกฤษให้ดำเนินการกับนายใจไว้บ้างแล้ว เพราะนายใจเองก็มีหมายจับอยู่ แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สิ้นสุดคิดว่าทางอังกฤษคงไม่ยอมให้นายใจใช้ประเทศของตนเป็นฐานในการโจมตีความมั่นคงของประเทศอื่นแน่" นายอภิสิทธิ์กล่าว

สถาบันพระปกเกล้า สมุนอำมาตย์ อย่าสะเออะมาเป็นคนกลางปฎิรูปการเมือง

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


ผมได้ยิน ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปฎิรูปการเมือง แล้วผมรู้สึกขบขันเป็นอย่างยิ่ง

พวกคุณคิดว่าประชาชนไทยโง่นักหรือครับ ที่จะไม่รู้ว่า วิกฤติการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ใครเป็นตัวกลาง ใครเป็นคู่กรณี ใครเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย หรือความขัดแย้งระหว่าง กลุ่ม พธม. กับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เป็นความขัดแย้งระหว่าง "อำมาตรยาธิปไตย" กับ "ระบอบประชาธิปไตยแบบมวลชน" นักการเมืองไม่ใช่สาเหตุแห่งการขัดแย้งครั้งนี้ นักการเมืองทั้งหลายเป็นเพียงแต่คนแสดงบนเวทีเท่านั้น แต่ไม่ใช่คู่กรณี



คู่กรณี คือ คนที่เขารู้กันทั่วประเทศ แต่ห้ามพูดนั่นแหละ หากไม่ยอมรับความจริง คิดว่าชาวบ้านโง่ แล้วพยายามหลอกตัวเองว่าเป็นกลาง มันก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ได้

สถาบันพระปกเกล้านั้น เป็นองค์กรที่เป็น "ตัวแทนของอำมาตรยาธิปไตย" โดยแท้ เป็นแหล่งซ่องสุมของบริวารอำมาตย์โดยตรง และ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโน คือ ลูกสมุนสำคัญของอำมาตรยาธิปไตยเลยทีเดียว การเสนอตัวเองมาเป็นคนกลางเพื่อแก้วิกฤติการณ์ทางการเมือง คือ "ความหน้าด้าน" อย่างเห็นได้ชัด ยังหลงตัวเองอยู่อีกหรือว่า ไม่มีใครรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมการเมืองครั้งนี้ของอำมาตรยาธิปไตย

ตอนนี้ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะมีคนกลางแล้ว และสังคมไทย ไม่มีผู้ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายให้ความเคารพอีกต่อไป ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ตัวการแห่งความขัดแย้งทั้งหลาย ที่เป็น "ตัวการจริงๆ " จะต้องแสดงความจริงใจออกมาก่อนว่าต้องการแก้ไขปัญหาครั้งนี้

การเสนอตัวเองเข้ามาของ สถาบันพระปกเกล้า ผมแทบจะมองออกเลยว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาจะเป็นอย่างไร มันคงเป็นรัฐธรรมนูญ "ระบอบ 70/30 " แบบเนียนๆ นั่นแหละครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่ สงวนอำนาจของอำมาตยาธิปไตยเอาไว้ และไม่เคารพในอำนาจของปวงชนอย่างแท้จริง คงมีองค์กรอิสระที่ท้ายสุดแล้วที่มาขององค์กรเหล่านี้ คือ ตัวแทนของอำมาตยาธิปไตย ที่เข้ามา "ขัดขวางอำนาจของปวงชน" นั่นเอง แทบจะเดาได้เลยว่ามันจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร

รัฐธรรมนูญที่ไม่เคารพในอำนาจของปวงชน ให้อำนาจพวกที่มาจาก การแต่งตั้ง หรือจะเรียกอย่างโก้หรูว่า "สรรหา" ที่จริงก็ สรรหามาจากกลุ่มอำมาตรยาธิปไตยนั่นแหละ ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนนัก รัฐธรรมนูญแบบนี้ ก็คงไม่ต่างจาก รธน.ปี 50 ที่มาจาก คมช. นั่นแหละ

อันที่จริงแล้ว ตัวของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโนเอง ก็ไม่ได้มีเกียรติหรือศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะเข้ามาเป็นคนนำการปฎิรูปการเมืองครั้งนี้ การยื่นหนังสือถึงนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้เข้าไปร่วมมือกันปฎิรูปการเมืองนั้น ผมไม่คิดว่า “นักวิชาการในมหาวิทยาลัย” ยุคนี้จะมีเกียรติพอที่จะเป็นผู้นำในการปฎิรูปทางการเมือง เพราะคนเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วก็ขายตัวให้กับอำมาตยาธิปไตย ไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอธิการบดีนิด้า หรือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนเหล่านี้ “ไร้เกียรติในทางวิชาการ” แทบทั้งสิ้น เพราะพวกเขาเข้าไปสยบต่อ คณะรัฐประหาร สยบต่ออำมาตยาธิป แต่ยังจะเสนอหน้าเข้ามาปฎิรูปทางการเมือง


ความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ ในความคิดเห็นของผมแล้ว มันไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางชนชั้นเท่านั้น แต่มันคือ การพัฒนาการทางการเมือง ของสังคมที่กำลังเคลื่อนตัวจากสังคมเกษตรกรรม เข้าสู่ความเป็นสังคมอุตสาหกรรม ประชาชนทั่วไปที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง เริ่มเรียนรู้ในอำนาจของตน และเลือกตั้งตามผลประโยชน์ของชนชั้นตน เช่น คนรากหญ้าก็เลือกพรรคที่มีนโยบายสนับสนุนพวกเขา เหมือนการทุ่มคะแนนให้กับพรรคไทยรักไทย ของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สังคมไทยที่มีการโปรประกันดากันมาหลายทศวรรษ เกี่ยวกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” บารมี หรือที่ ประเทศจีนยุคเหมาเซตุง เคยโปรประกันดายกยอเหมาเซตุง จนเลิศเลอ รวมๆ แล้วเรียกว่า “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” หลายทศวรรษมานี้ ประเทศไทยเหมือนอาณาจักรทางศาสนาของยุโรปในยุคกลางเลยทีเดียว ที่มีการบูชาพระเจ้า ใครขัดแย้งต่ออาณาจักรทางศาสนา ก็โดนกฎหมายเล่นงาน ไม่ต่างจาก “ลัทธิเผาแม่มด” ในยุคกลางมากนัก

สังคมเริ่มยุคอุตสาหกรรม ปะทะเข้ากับ “อาณาจักรจิตวิญญาณเก่าที่กำลังตาย” ก็เลยเกิดเป็น วิกฤติการณ์ทางการเมืองขึ้น

ผมอาจเขียนวกวนไปบ้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องโดนเผา เหมือนแม่มดในยุคกลางโดนเผา แต่แฟนๆ ที่ติดตามผมก็คงรู้ว่า ผมพูดถึงอะไร

นั่นแหละครับคือ “ต้นตอรากฐานของความขัดแย้ง” หากยังไม่ยอมรับความจริง มันไม่มีทางแก้ไขได้หรอก

ความพยายามในการที่จะปฎิรูปการเมืองของสถาบันพระปกกล้า คงล้มเหลว เข่นเดิม เหมือนที่ ดร.โคทม อารียา เคยพยายามที่จะเริ่ม “สานเสวนา” เพื่อความปรองดองแห่งชาติ เมื่อสองสามเดือนที่แล้วมา ที่สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่มีใครร่วมมือด้วย และคนที่เป็นตัวกลางของความขัดแย้ง พอจะกล่าวนามได้คนหนึ่งคือ “พล.อ.ป.” ก็ไม่ได้เข้ามาเจรจาด้วย

ทีจริงไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ไม่ว่าใครริเริ่ม หากไม่ยอมรับความจริงว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่าง “อำมาตยาธิปไตย” กับ “ประชาธิปไตยแบบมวลชน” แล้วพยายามที่จะหลอกตัวเอง “กันใครบางคนบางกลุ่ม” ที่เป็นตัวกลางของความขัดแย้งออกไป

ผมไม่ค่อยกังวลนักกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ เพราะผมเชื่อว่า สุดท้ายสังคมจะมีทางออกของมันเอง สังคมไทยมาสู่ยุคที่ “ดักแด้” ต้องกลายเป็น “ผีเสื้อ” โบยบินไป มันถึงเวลาที่ ดักแด้ต้องลอกคราบแล้ว จะดิ้นรนขัดขวางอย่างไร มันก็ไม่มีทางที่จะปิดกั้นการพัฒนา หรือ กันไม่ให้ดักแด้ลอกคราบไปได้

สุดท้าย ประชาชนจะชนะ และอำมาตยาธิปไตยคงเสื่อมสลายไป มันคือพัฒนาการของสังคม

สถาบันบางสถาบันหากไม่ปรับตัว ก็คงล่มสลายไปกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า “วิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2009จะเป็นตัวการที่ทำลายอำมาตรยาธิปไตย ลงไปอย่างราบคาบ สังคมที่เคลื่อนเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม คงไม่มีสถาบันใดที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม จะสามารถอยู่ได้ต่อไปได้

สื่อที่พยายามออกมาตีปิ๊ปให้สถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้ประเมินตัวเองเลยว่า ยุคปี 2009 นี้ สื่อกระแสหลักได้เสื่อมลงไปหมดสิ้นแล้ว ไม่มีใครเขาเชื่อสื่อกันอีกต่อไปแล้ว ความไม่เป็นกลาง และไปสยบแทบเท้าของอำมาตยาธิปไตยบวกพวกศักดินา ทำให้สื่อกระแสหลักหมดสิ้นคุณค่าต่อสังคมไปนานแล้ว

ปัจฉิมลิขิต

นักการเมืองไม่ได้เป็นตัวกลางของปัญหา นักการเมืองไม่ได้โกงกินชาติมากไปกว่าพวกอำมาตยาธิปไตย ที่สูบเลือดสังคมมานาน แต่นักการเมืองคือ ตัวแทนของประชาชน และประชาชนสามารถเปลี่ยนได้ แต่พวกอำมาตย์ ประชาชนเปลี่ยนไม่ได้ พวกนี้รวยกว่านักการเมืองมากนัก

คนที่สร้างความแตกแยกให้กับคนไทยมาสามปีกว่านี้ คือพวกอำมาตย์นั่นแหละ ไม่ใช่นักการเมือง


"แม้ว"ย้ำไม่เคยขอพระราชทานอภัย โทษ แจงแค่รายงานข้อเท็จจริงทางการเมือง โฆษกมาร์คซัดกดดันพระราชอำนาจ

ที่มา มติชนออนไลน์

"แม้ว" ยืนยันไม่เคยทำหนังสือถวายฎีกา 3 ฉบับ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ แค่กราบบังคมทูลถวายรายงานข้อเท็จจริงทางการเมือง สำนักราชเลขาธิการแจงยังไม่ได้รับหนังสือทูลเกล้าฯฎีกา "เทพไท" อัดไม่บังควรเสมือนเป็นการกดดันพระราชอำนาจ "ไทย-ฮ่องกง" นัดหารือกม.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน 17 มี.ค. 2-3 วันรู้ผล


"ทักษิณ"ยืนยันไม่เคยถวายฎีกา


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำหนังสือถวายฎีกา 3 ฉบับ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ตามที่หนังสือพิมพ์เจแปน ไทมส์ ของญี่ปุ่น ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่า ได้ส่งจดหมายถวายฎีกาแล้ว 3 ฉบับ เพราะเชื่อในพระมหากรุณาธิคุณและพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ว่าล่าสุดได้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อสอบถามถึงข่าวการทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เจแปน ไทมส์ จริง แต่ไม่ได้พูดเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ


"พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่าไม่เคยทำหนังสือถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษอย่างที่เป็นข่าว แต่ยอมรับว่า ได้ทำหนังสือเพื่อกราบบังคมทูลในเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น 3 ครั้ง โดยทำก่อนที่จะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ"นายพงศ์เทพ กล่าว


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงที่พรรคเพื่อไทย ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยยื่นถวายฎีกา แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมี เคยถวายการรับใช้ และเมื่อเกิดปัญหาทางการเมือง จนทำให้ต้องเดินทางไปต่างประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณได้ดำเนินการเพียงถวายรายงานข้อเท็จจริงทางการเมืองในประเด็นต่างๆ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมือง และคดีความของตัวเองไป รวมทั้งสิ้น 3 ฉบับเท่านั้น ข่าวที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนต่างประเทศ หรือในประเทศ


กระทรวงต่างประเทศแจงยังไม่ได้ทูลเกล้าฯ


ด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ทำเอกสารข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน เรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ทำหนังสือถวายฎีกา ว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ตรวจสอบไปยังสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งได้แจ้งให้ทราบว่า สำนักราชเลขาธิการยังไม่ได้รับการยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกาเช่นว่านั้นแต่อย่างใด พร้อมทั้งได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วยว่า ตามรัฐธรรมนูญพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษเป็นส่วนหนึ่งซึ่งมิอาจแยกได้ออกจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรม และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ในกรณีผู้ต้องคำพิพากษาได้รับโทษอย่างใดๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง มีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ สำนักราชเลขาธิการจะส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาถวายความเห็น โดยนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาประกอบพระบรมราชวินิจฉัยก่อนทุกเรื่อง ซึ่งสำนักราชเลขาธิการจะนำเรื่องเสนอต่อคณะองคมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว จึงจะนำความกราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยเป็นขั้นสุดท้ายต่อไป


ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ทำหนังสือถวายฎีกา แต่การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาพูดเป็นเรื่องไม่บังควร ซึ่งการอภัยโทษถือเป็นพระราชวินิจฉัย ดังนั้น การทำเช่นนี้เป็นเหมือนการกดดันพระราชอำนาจ


เพื่อไทยให้"นายกฯ-รมว.คลัง"ฟัง"แม้ว"


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงที่พรรคเพื่อไทย กรณีพ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเรื่องการปัญหาเศรษฐกิจไปยังสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่เกาะฮ่องกง ว่าอยากให้รัฐบาลเปิดใจกว้างในการรับฟังสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูด เพราะเป็นการหาทางออกการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน และได้มีโอกาสได้คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ หลังโฟนอิน ในฐานะที่ตนเป็นประธานกรรมาธิการการเงินการคลัง จะได้นำประเด็นต่างๆ มาพูดในสภา ให้รัฐบาลที่บริหารโดยเด็กหนุ่ม 2 คน เปิดใจกว้างรับแนวคิดดีๆ ถ้าต้องการจะทราบแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ต้องอาย สามารถที่จะปรึกษาหารือกับตนก็ได้ เพราะสามารถติดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง อย่าเอาเป็นประเด็นการเมืองเลย


"ถ้าผมเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะขอคำแนะนำจากนายกฯทักษิณ เพราะท่านเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก และวันนี้ท่านไม่ได้เอาสังคมโลกมาล้อมประเทศไทยอย่างที่กล่าวหากัน"นายสุรพงษ์ กล่าว


ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่ารัฐบาลถือว่าเป็นแค่ความเห็นของคนๆ หนึ่ง ไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาล ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ให้ความสำคัญ


"ไทย-ฮ่องกง"หารือกฎหมายส่งตัว


ด้านนายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าได้รับมอบหมายจากนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด (อสส.) ให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานอัยการ ที่มีจำนวน 3 คน โดยอีก 2 คน เป็นพนักงานอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปยังเกาะฮ่องกงในการร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับฮ่องกง ในวันที่ 17 มีนาคมนี้ โดยกำหนดใช้เวลาเจรจาประมาณ 2-3 วัน


"เชื่อว่าทางการฮ่องกงจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการร่างสนธิสัญญาฯระหว่างกัน มากกว่าการใช้วิธีต่างตอบแทนระหว่างต่อรัฐ ส่วนจะต้องเจรจากันอีกกี่รอบ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายว่า จะยอมรับในเงื่อนไขกันได้มากน้อยแค่ไหน หากได้ข้อสรุปในเบื้องต้นอย่างไร ก็จะนำกลับมารายงานให้อัยการสูงสูดทราบ เพื่อพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาต่อไป"นายศิริศักดิ์ กล่าว


"รมว.สธ.-รมช.คลัง"เจอเสื้อแดงไล่


ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เดินทางด้วยเครื่องบินมาลงที่สนามบินนานาชาติอุบลราชธานี เพื่อเดินทางต่อไปมอบนโยบายและเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาล ต.ดงแคนใหญ่ อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ปรากฎว่า มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 200 คน มาชุมนุมชูป้ายขับไล่นายวิทยา ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน(อสม.)ประมาณ 500 คน มาคอยต้อนรับเช่นกัน ส่วนที่ จ.ยโสธร มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 100 คน มาชุมนุมปราศรัยขับไล่รัฐบาล ที่สวนสาธารณะพญาแถน เขตเทศบาลเมืองยโสธร


ส่วนนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่เดินทางลงพื้นที่ จ.กำแพงเพชร และแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านเอ็มแอนด์พี บริเวณตัวเมืองกำแพงเพชร ปรากฏว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดง กว่า 30 คน มาชุมนุมพร้อมกระพือตีนตบขับไล่ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 100 นาย มารักษาความสงบเรียบร้อย และภายหลังนายประดิษฐ์ รับประทานอาหารเสร็จ ได้เดินทางออกจากร้านบริเวณด้านหลังร้าน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัว


ด้านนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.นครพนม เพื่อติดตามงานด้านการส่งเสริมอาชีพการเกษตร โครงการแก้ปัญหาภัยแล้งและป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน และ อ.บ้านแพง จ.นครพนม ปรากฎว่า ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงต่อต้านแต่อย่างใด


ส.ส.ประชาธิปัตย์ซัดมท.1ปกป้องผู้ว่าฯชลบุรี


นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ชลบุรี กรณีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาปกป้องนายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ที่เดินทางไปประเทศเยอรมัน โดยกล่าวว่า หากผู้ว่าฯไม่อยู่ ก็พร้อมจะมารับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาที่วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ในวันที่ 21 มีนาคมด้วยตัวเอง ว่าไม่ทราบว่า นายชวรัตน์คิดได้อย่างไร หากปกป้องผู้ว่าฯชลบุรี อย่างนี้ ควรสลับให้ผู้ว่าฯชลบุรี ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยให้นายชวรัตน์ เป็นผู้ว่าฯชลบุรี แทน และสมควรแล้วที่จะถูกฝ่ายค้ายอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ด้านพล.ต.ต.อัศวิน ณรงค์พันธ์ ผบช.ภ.2 ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมกับ พล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และนายประมวล พระครูวิจิตรธรรมรัตน์ เจ้าอาวาสวัดนามะตูม ตรวจพื้นที่ เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ของนายอภิสิทธิ์ ลงจอด ว่า เรื่องการเตรียมความพร้อมการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ยืนยันได้ว่า 100% ทั้งกำลังตำรวจ และทหาร ยุทธวิธีต่างๆ เตรียมไว้แล้ว คาดว่าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ทั้งเสื้อแดง และเสื้อเหลือง แต่กลัวเฉพาะกลุ่มมือที่สาม


คุมเข้มงานเสื้อแดง"อยุธยา"


พล.ต.ต.ชินทัต มีศุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(ผบก.ภ.จว.)พระนครศรีอยุธยา กล่าวถึงการจัดงานชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่สนามกีฬา จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ว่าได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 500 นาย มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนที่เกรงว่าจะมีกลุ่มต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าของมวลชนแน่นอน จะไม่มีการปะทะกันอย่างเด็ดขาด


ด้านนางมยุรี เศวตาศัย แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าวว่า คาดว่าจะมีกลุ่มเสื้อแดงมาร่วมงานกว่า 10,000 คน และพ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินอย่างแน่นอน

พท.เพิ่มมท.1 ขึ้นเขียงซักฟอก

ที่มา เดลินิวส์

'เฉลิม'พุ่งเป้า'ประดิษฐ์'เผย อ.ออกซฟอร์ดค้าน'มาร์ค'กล่าวสุนทรพจน์

"เพื่อไทย"ตกลงกันลงตัว เพิ่ม"เสี่ยจิ้น"ขี้นเขียงซักฟอกอีก 1 คน เหตุได้ข้อมูลใหม่ “น้องเนวิน” ชักใย “มท.1” อยู่เบื้องหลัง “เหลิม” ชี้พุ่งเป้า “ประดิษฐ์” คนสำคัญลากโยงถึงเงินบริจาคพรรค ลั่นไฮไลต์ถล่มนายกฯ ถ้าเจาะจนรั่วก็จมทั้งลำ ขณะที่วิปรัฐบาลผนึกกำลังช่วยเหลือรัฐมนตรีสั่งพรรคร่วมรัฐบาลป้อนข้อมูลฝ่าด่านให้ได้ ด้าน “โสภณ ซารัมย์” ลั่น 29 มี.ค.เจ้าจำปีย้ายกลับสุวรรณภูมิ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ปัดเอื้อประโยชน์ให้เอกชน โยนนโยบายสนามบินเดียวหรือ 2 สนามให้นายกฯ ตัดสินใจ ด้าน “มาร์ค” ลังเล อ้างข้อมูลยังไม่ชัดเจน แต่สงสัยตัวเลขเจ้าจำปีแตกต่างกันมาก “เพื่อไทย” เผยอาจารย์ออกซ ฟอร์ดยื่นจดหมายคัดค้าน “มาร์ค” กล่าว สุนทร พจน์เรื่องประชาธิปไตย ชี้ได้อำนาจมาจากความรุนแรงข้างถนน ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยที่แท้จริง โฆษกส่วนตัวนายกฯ โต้งานนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง ยันออกซฟอร์ดไม่คัดค้านปาฐกถา “ศิริ โชค” เหน็บ พท.แปลภาษามั่ว

“มาร์ค”ลังเลเจ้าจำปีย้ายสนามบิน

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความเห็นที่ไม่ตรงกันถึงการย้ายการบินไทยจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องเป็นของบริษัทการบินไทยแต่ก็ได้ให้ข้อสังเกตว่า หากตัดสินใจแล้วฝืนความรู้สึกลูกค้าโดยเฉพาะที่เป็นคนไทย และทำแล้ว จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทก็จะมีปัญหา หากยังคงยืนยันที่จะดำเนินการก็ต้องชี้แจงให้ชัดเจน

“การย้ายสนามบินเป็นการตัดสินใจของบริษัทการบินไทย แต่เรื่องการกำหนดนโยบายว่าจะใช้สนามบินเดียวหรือ 2 สนามบินเป็นเรื่องของรัฐบาล และยังไม่มีการตัดสินใจเนื่องจากยังไม่ได้รับข้อมูล” นายกฯกล่าว เมื่อถามว่า จะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนในการตัดสินใจ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากกระทรวงคมนาคมมีข้อมูลที่ชัดเจนรัฐบาลก็สามารถตัดสินใจได้ ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่พอใจกับข้อมูลที่ได้รับ ที่ไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจ

ครม.ศก.ห่วงกระทบลูกค้า

ต่อข้อถามว่า การที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม อ้างว่า ครม.เศรษฐกิจเห็นด้วยกับการที่บริษัทการบินไทยย้ายไปสุวรรณภูมิจะเป็นการงัดข้อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น นายโสภณคงถูกถามว่า ครม.คัดค้านใช่หรือไม่ นายโสภณก็เลยชี้แจงว่า ครม.ไม่ได้คัดค้าน เมื่อถามในการประชุม ครม.เศรษฐกิจมีการพูดถึงการขีดเส้นตายให้บริษัทการบินไทยย้ายออกจากดอนเมืองในวันที่ 29 มี.ค.นี้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มติของบริษัทการบินไทยเป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้แสดงความเป็นห่วงผลกระทบกับลูกค้าที่จองตั๋วตามตารางบินใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจของกระทรวงคมนาคมครั้งนี้ อาจจะเอื้อประโยชน์ให้เอกชนและสายการบินต้นทุนต่ำ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ครม.ได้ตั้งคำถามในเรื่องเหล่านี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นคนที่ตัดสินใจเรื่องนี้ต้องชี้แจงให้ได้ว่าไม่เป็นอย่างนั้นเพราะอะไร

ข้องใจตัวเลขแตกต่างกันเยอะ

“การอ้างว่าตัดสินใจอย่างนี้เพื่อลดค่าใช้ จ่าย 600 ล้านบาท แต่เราไม่คิดว่าจะลดได้ถึง 600 ล้านบาท เพราะที่ลดจริง ๆ คือประมาณ 200 ล้านบาท คำถามคือ หากเขาบอกว่าขอลดต้นทุนแต่รัฐบาลไม่ยอมมันก็คงจะแปลก แต่เราต้องบอกว่า 200 ล้านบาทจะต้องไปชั่งน้ำหนักอีกด้านหนึ่ง และความจริงแล้ว 200 ล้านบาทคงไม่ใช่ตัวหลักที่จะปรับโครงสร้างหรือฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมตัวเลขถึงแตกต่างกันขนาดนี้ นายกฯกล่าวว่า เขาอ้างเรื่องบุคลากร แต่พอเราจี้ลงไปว่าจริง ๆ แล้วใช่หรือไม่ ไม่ใช่ว่ามาลดตรงนี้แล้วกลับไปมีค่าใช้จ่ายอื่นอีก ต่อข้อถามว่า มีการระบุว่าเอกชนให้เงิน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี ตนมีแต่ถูกหักเงินเดือน เมื่อถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับบริษัทคิงเพาเวอร์เป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เขาทำธุรกิจเราเป็นพรรคการเมือง และแนวทางของพรรคชัดเจนอยู่แล้ว

ไม่เชื่อปัญหาจะลุกลาม

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลงานกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงปัญหาการย้ายสายการบินไทยไปที่สุวรรณภูมิว่า สิ่งที่นายกฯพูดว่าการเมืองจะไม่ไปเกี่ยวข้องนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าให้เป็นเรื่องของผู้บริหารสนามบิน รัฐบาลยังไม่มีมติว่าจะใช้สนามบินเดียวหรือ 2 สนามบิน และผู้บริหารการบินไทยทำเรื่องส่งมาว่าขาดทุน หากต้องบริหาร 2 สนามบิน จึงอยากอยู่ที่เดียวและกำหนดแผนย้ายวันที่ 29 มี.ค.

“ผมไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้จะเป็นเรื่องลุกลามรุนแรงไปเป็นประเด็นการเมือง เพียงแต่เวลาสื่อรายงานข่าวมันมีสีสัน เลยไปผสมกับเรื่องการยื่นถอดถอน อย่าไปทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เกินความ เป็นจริง ต้องว่ากันตามความเป็นจริง และผมก็แก้ปัญหาตามสถานการณ์” นายสุเทพกล่าว

ปชป.ข้องใจย้ายสนามบิน

วันเดียวกันที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดของนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถามนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เรื่องผลกระทบจากการใช้นโยบายสนามบินเดียว เหตุใดกระทรวงคมนาคมจึงไม่ทำตามคำแนะนำขององค์การการบินพล เรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ที่เสนอผลการศึกษาว่าหากใช้นโยบาย 2 สนามบิน สนามบินสุวรรณภูมิจะต้องสร้างรันเวย์เพิ่มขึ้นอีกเพียง 1-2 เส้นก็จะเพียงพอ ขณะที่การใช้สนามบินเดียวทำให้ต้องสร้างรันเวย์เพิ่มอีก 3-6 เส้น ต้องเวนคืนที่ดินอีก 9 พันไร่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก

นายโสภณได้ชี้แจงว่า จากการปิดสนามบินทำให้สนามบินสุวรรณภูมิขาดความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันการบินไทยก็ประสบวิกฤติสภาพคล่อง สายการบินไทยก็คือประเทศไทยจึงไม่ยอมให้ล้มในช่วงที่ตนกำกับดูแล จึงให้ผู้บริหารการบินไทยไปทำ เวิร์กช็อป การบินไทยก็เสนอมาว่าจะต้องลดรายจ่ายและสร้างรายได้เพิ่ม การย้ายการบินไทยไปสุวรรณภูมิก็เป็นข้อเสนอมาเพื่อลดรายจ่าย

“โสภณ”แจงเพื่อลดต้นทุน

“การบินไทยอธิบายว่าการมีสนามบิน 2 แห่งที่อยู่ห่างกัน 18 กิโลเมตรนั้น เมื่อเครื่องขึ้นไปภาคอีสานไม่สามารถเลี้ยวขวาได้ทันที ต้องวนเครื่องอีก 4 นาที เสียค่าน้ำมันคราวละ 3 หมื่นบาท รวมแล้วปีละกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่กัปตันทั่วประเทศรู้ดีว่า การขึ้นลงนั้นไม่เป็นธรรมชาติเพราะมีจุดตัดในอากาศประมาณ 20 จุด ส่งผลในเรื่องความปลอดภัย”รมว.คมนาคมกล่าว

ส่วนที่ถามว่าการย้ายไปสุวรรณภูมิต้องทำการขยายและสร้างรันเวย์อีก 5 หมื่นล้านบาทนั้น รมว.คมนาคมกล่าวว่า ไม่ต้องสร้างเพิ่มเติม ปัจจุบัน สุวรรณภูมิมีเครื่องขึ้นลง 40 เที่ยว สามารถรับได้อีก 70 เที่ยว สามารถอยู่อีก 10 ปี จึงจะสร้างเฟส 2 ส่วนการสร้างรันเวย์นั้นถึงไม่ย้ายการบินไทยไปก็ต้องสร้างอยู่ดี เพราะเราจำเป็นต้องปิดรันเวย์ 1 ช่องเพื่อซ่อมแซม เมื่อปิดรันเวย์ก็ต้องสร้างรันเวย์ที่ 3 ขึ้นมา ซึ่งรันเวย์ที่ 3 ก็สามารถรองรับได้อีก 10-20 ปี

ลั่นเจ้าจำปี 29 มี.ค. ไปแน่

“การบินไทยอธิบายจนผมต้องยอม วันนี้ผู้โดยสารในประเทศที่สุวรรณภูมิมี 4 แสนคน ขณะที่ดอนเมืองมี 1-2 แสนคน แต่ต้องแข่งขันกัน 3 ราย คือ การบินไทย นกแอร์ และวัน ทู โก ขณะที่สุวรรณภูมิแอร์เอเชีย ครองตลาดเป็นส่วนใหญ่ ถ้าการบินไทยไม่ย้ายจะสู้แอร์เอเชียไม่ได้ และอัตราการใช้เครื่องการบินไทยที่ดอนเมืองมีเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ต่อเที่ยว แต่ที่สุวรรณภูมิมีถึง 90 เปอร์เซ็นต์ การย้ายจะทำให้การบินไทยได้ประโยชน์ เพราะจะลดรายจ่าย” นายโสภณกล่าวและว่า เราจึงจำเป็นต้องให้เขาย้ายในวันที่ 29 มี.ค.

รมว.คมนาคมกล่าวยืนยันว่า การขยายเฟส 2 ไม่อยู่ในแผนของกระทรวง แต่มีแผนสร้างรันเวย์ที่ 3 และการสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ส่วนที่กล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนนั้น ยืนยันว่าไม่มีผู้โดยสารในประเทศที่ไปชอปปิงในดิวตี้ฟรี

ตัวเงินตัวทองบุกขึ้นชั้นลอยสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ในช่วงเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ปรากฏเหตุการณ์ตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อปรากฏว่ามีลูกตัวเงินตัวทองยาวประมาณ 1 ฟุต คลานออกมาเดินเล่นบริเวณชั้นลอยทางเข้าอาคารรัฐสภา 1 ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดสังเกต เนื่องจากไม่เคยมีตัวเงินตัวทองขึ้นไปเดินเล่นถึงชั้นลอยอย่างนี้ ทำให้มีการวิจารณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดตรงกับวันที่พรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 5 รัฐมนตรีพอดี

พท.ยึกยักรายชื่อรัฐมนตรี

สำหรับความคืบหน้าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ประธานคณะทำงานยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ได้เข้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภา ซึ่งนายสามารถกล่าวว่า จะใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้อง 7 วัน หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะสามารถบรรจุเป็นญัตติด่วนเข้าสู่วาระการประชุมสภาได้ มั่นใจว่าจะอภิปรายฯ ได้ในเดือน มี.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าจะยื่นถอดถอนรัฐมนตรีเพิ่มเติมในเวลา 09.30 น. และจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 12 มี.ค. แต่เมื่อถึงเวลาได้แจ้งว่าขอเลื่อนกำหนดออกไปก่อน พร้อมเรียกประชุมสมาชิกและมีข้อสรุปว่าจะเพิ่มจำนวนรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายฯ ซึ่งก็คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กรณีแทรกแซงการทำงานและการโยกย้ายข้าราชการ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุม พรรคเพื่อไทยมีมติยื่นอภิปรายนายกฯ และคณะรวม 5 คน คือ นายกฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย แต่ไม่มีชื่อของนายสุเทพ

ญัตติซักฟอกฉบับลับลวงพราง

ต่อมาในช่วงเย็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวอีกครั้งว่า พรรคมีมติอภิปรายฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย เพิ่มอีก 1 คน เนื่องจากได้ข้อมูลมาใหม่ ไม่มีใบสั่งจากนอกประเทศ การพิจารณาไม่มีรายชื่อของนายสุเทพ ครั้งนี้ตนตั้งใจล้มนายกฯ เพราะถ้านายกฯ ไป ครม.ก็ต้องไป แม้ฝ่ายค้านจะลงชื่อไม่ครบ 187 คน แต่ก็ครบตามรัฐธรรม นูญ หากจะมีงูเห่าในฝ่ายค้านตอนยกมือโหวตก็ถือเป็นเอกสิทธิ์ ส่วนประเด็นเงินบริจาค 258 ล้านบาทสมัยที่นายประดิษฐ์เป็นเลขาฯ พรรคนั้น ฝ่ายค้านสามารถพูดได้เพราะยังไม่ขาดอายุความ และนายประดิษฐ์ถือเป็นแขกคนสำคัญของบ้านริมน้ำด้วย

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค กล่าวเสริมว่า การยื่นญัตติครั้งนี้ต้องเรียกว่า ญัตติลับลวงพรางฉบับสมบูรณ์ มีการสับขาหลอกให้ฝ่ายตรงข้ามเมาหมัด ครั้งนี้เราจะไม่ต่อยแค่เจ็บแต่จะเอาเต็ม ๆ

เงินบริจาคไม่ใช่จุดตาย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึง ฝ่ายค้านระบุจุดตายการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้คือเงินบริจาค 258 ล้านบาท อาจนำไปสู่การยุบพรรค นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องเกิดมาหลายปีแล้ว ถ้าเป็นจุดตายจริงสงสัยตายตั้งแต่คนอื่นเป็นรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านแล้ว ถ้าจะหวังผลให้ยุบพรรคก็หวังได้ แต่เรามั่นใจว่าชี้แจงได้

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย กล่าวว่า ไม่หนักใจที่จะถูกอภิปรายฯ ถือว่าเป็นเกมการเมือง ส่วนผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการโยกย้ายข้าราชการจะเป็นประเด็นทำให้ถูกอภิปรายหรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า ก็เป็นประเด็นหนึ่ง เมื่อถามว่า การโยกย้ายนายสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เตรียมมาเปิดโปงข้อมูลของกรม สถ. นายชวรัตน์กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องที่สามารถเปิดเผยได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับก็จะผิดมารยาท

“เสี่ยจิ้น”เข้าวัดสะเดาะเคราะห์

รายงานข่าวแจ้งว่า นายชวรัตน์ได้เดินทางไปถวายสังฆทานที่วัดชนะสงคราม เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย หลังจากที่ฝ่ายค้านบรรจุชื่อในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และให้สัมภาษณ์ภายหลังถวายสังฆทานว่า รู้สึกสบายใจที่ได้มาทำบุญ ไม่เกี่ยว กับการเอาฤกษ์เอาชัย ตนได้อธิษฐานขอพรให้มีชีวิตช่วยประเทศชาติไปนาน ๆ การโยกย้ายนายสุกิจมาเป็นผู้ตรวจราชการนั้น ยืนยันว่าไม่มีอคติ สุภาษิตฝรั่งเศสเขาบอกว่า นกนางแอ่นตัวเดียวบินกลับมาไม่ได้หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ หมายความว่าคนพูดเพียงคนเดียว แต่อีก 65 ล้านคน ไม่ได้พูด ดังนั้นจะไปเชื่อคน ๆ เดียวได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ร่วมลงชื่อรับรองคำร้องถอดถอน 5 รัฐมนตรีและญัตติขอเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรีนั้น มีทั้งสิ้นจำนวน 172 คน จากทั้งหมด 187 คน โดย 15 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อแบ่งเป็น ผู้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดงของ กกต. 5 คน รองประธานสภา 2 คน อยู่ต่างประเทศ 4 คน ไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย 1 คน และไม่ได้ร่วมลงชื่อ 2 คน

เผยเบื้องหลังเพิ่มชื่อ “มท.1”

รายงานข่าวเปิดเผยเบื้องหลังเพิ่มชื่อนายชวรัตน์ว่า กลุ่มอีสานพัฒนาตั้งใจถอดถอนนายชวรัตน์ ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินไม่ต้องการให้อภิปราย โดยอ้างเรื่องความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน โดยมีเจรจา ต่อรองผลประโยชน์ในรูปของงบประมาณระหว่างกลุ่มอีสานพัฒนา พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน หลายครั้ง อย่างไรก็ตามในที่สุด ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา ได้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมต่อ ร.ต.อ.เฉลิม แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงการบริหารงานในกระทรวงมหาดไทย ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และหัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน คอยบงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด โดยผ่านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายนายเนวิน

ข่าวแจ้งว่า นายศักดิ์สยามในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงาน รมว.มหาดไทย สั่งการให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของนายชวรัตน์ เรื่องนี้กลุ่มอีสานพัฒนามีหลักฐานเป็นเอกสารชัดเจน นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่านายชวรัตน์ใช้ประโยชน์จากอำนาจหน้าที่ สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง โดยการตั้งโต๊ะเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในการแจกจ่ายสิ่งของ

สั่งป้อนข้อมูลช่วย รมต.

สำหรับรัฐมนตรีรายอื่นที่ถูกถอนนั้น นายประดิษฐ์จะถูกอภิปรายในประเด็นร่วมกันกระทำความผิดกับนายอภิสิทธิ์ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินจำนวน 250 ล้านบาท และเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 23 ล้านบาทที่ได้รับการจัดสรรจาก กกต. ส่วนนายกรณ์กรณีขอให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งข้อความสั้น (SMS) ไปยังผู้ใช้บริการโทรศัพท์ ขณะที่นายบุญจงกรณีโยกย้ายข้าราชการ และการกระจายงบฯ ท้องถิ่นจำนวน 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามตนให้ ส.ส. ทุกคนพร้อมสนับสนุนรัฐมนตรีจากพรรคร่วมทุกคนที่ถูกอภิปรายฯ

“พรรคพร้อมประสานข้อมูลการชี้แจงข้อเท็จจริงของนายประดิษฐ์ในสภา แต่จะไม่มีการตั้งทีมขึ้นมาช่วยเหลือ และไม่หนักใจที่ฝ่ายค้านระบุว่านายประดิษฐ์จะเป็นตัวละครสำคัญในการอภิปรายครั้งนี้ การพยายามที่จะโจมตีเรื่องเงินบริจาค เพื่อให้เห็นว่าพรรคทำผิดกฎหมายพรรค การเมือง จะได้มีผลต่อการถูกยุบพรรค พรรคจะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อสาธารณะ” นายชินวรณ์กล่าว

นายกฯมั่นใจแจงได้ทุกข้อหา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมชี้แจงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ถ้าประธานสภา ส่งมาได้ในสัปดาห์หน้าก็อยากให้อภิปรายในช่วงปลายเดือน มี.ค. ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค. ข้อกล่าวหาตนชี้แจงได้ ไม่มีประเด็นไหนที่หนักใจ ส่วนข้อกล่าวหารัฐบาลปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านสร้างถนนบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ดินแดนของไทยเป็นทางขึ้นเขาพระวิหารนั้น รัฐบาลไม่ได้ละเลยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการอยู่เป็นระยะ ๆ ฝ่ายค้านสงสัยเรื่องใดตนจะตอบและชี้แจงให้ชัดเจน

ต่อข้อถามว่า เป็นห่วงการชี้แจงของ รัฐมนตรีบางคนที่ยังใหม่ทางการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อมารับผิดชอบงานตรงนี้แล้ว ทุกคนต้องชี้แจงได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันได้หรือไม่หลังการอภิปรายแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นายกฯกล่าวว่า มั่นใจว่ารัฐบาลจะชี้แจงได้

แจง “มาร์ค” เยือนอังกฤษ

ส่วนการเมืองอื่นนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกำหนดการเดินทางเยือนประเทศอังกฤษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะในระหว่างวันที่ 13-15 มี.ค. ว่า ในวันที่ 14 มี.ค. เวลา 10.30 น. นายกฯจะกล่าวปาฐกถาพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในหัวข้อการบริหารความท้าทายของประชาธิปไตย โดยจะย้ำกับคนอังกฤษว่าคนไทยมีหลักการและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และบางส่วนก็ยอมที่จะเสี่ยงภัยเผชิญอันตรายไปที่ท้องถนนเพื่อให้ได้มาซึ่ง ประชาธิปไตย

“เรามีคนไทยอยู่ที่อังกฤษหลายหมื่นคน คนที่ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ ก็มี เราก็ได้ส่งจดหมายเชิญให้มาฟังท่านพูด เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไม่จำเป็นต้องออกไปประท้วงหรือเผชิญหน้ากัน” นายปณิธาน กล่าวและว่า นายกฯ ยินดีที่จะตอบทุกคำถาม และก็หวังว่าเขาจะมารับฟัง

เผยออกซฟอร์ดค้านจ้อ ปชต.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์เตรียมที่จะเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในวันที่ 14 มี.ค.ว่า ตนทราบมาว่ามิสเตอร์ลี โจนส์ นักวิจัยและอาจารย์สอนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ได้ส่งจดหมายไปยังผู้บริหารของมหาวิทยาลัย มีเนื้อหาระบุว่า การเชิญนายอภิสิทธิ์มากล่าว สุนทรพจน์ในเรื่องประชาธิปไตย ถือว่าไม่มีความเหมาะสม แม้นายอภิสิทธิ์จะจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดแต่ที่มาของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มาจากวิถีของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร และความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนท้องถนน

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวอีกว่า ตอนนี้มีผู้หวังดีได้ส่งคลิปการประชุมลับระหว่างตัวแทน 3 ฝ่ายที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยปรากฏภาพของเนติบริกร จากสถาบันพระปกเกล้า ตัวแทนจากกลุ่มคนสีเขียว ยศพลเอก และตัวแทนจาก “อ.” และ “ส.” ผู้นำรัฐบาลที่ส่งไปเจรจาแทน แต่ตนยังจะไม่ขอเปิดเผยภาพดังกล่าว จนกว่ามุกก๊อก 2 ของการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครองจะเปิดเผยออกมา ซึ่งตนก็จะฟ้องต่อประชาชนด้วยภาพให้เห็นถึงการปฏิรูปการเมืองที่ลับลวงพรางอย่างนี้

เย้ย พท.แปลภาษาไม่แตก

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนักวิชาการของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด คัดค้านให้นายอภิสิทธิ์ปาฐกถาในวันที่ 14 มี.ค. ว่า มิสเตอร์ลี โจนส์ เป็นนักวิชาการที่เคลื่อนไหวในแถบประเทศพม่า เกี่ยวข้องกับนายใจ อึ๊งภา กรณ์ แกนนำกลุ่มแดงสยาม อย่างไรก็ตามทาง มหาวิทยาลัยฯ ยืนยันแล้วว่าให้นายกฯ ปาฐกถาตามกำหนดการเดิม

นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ในฐานะนักเรียนเก่าอังกฤษไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยอ่านภาษาอังกฤษออกหรือไม่ จดหมายแถลงการณ์ต่อต้านนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวกับทางมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเลย พรรคเพื่อไทยนำจดหมายของอาจารย์คนหนึ่งมาแถลง ก่อนแถลงน่าจะแปลความให้ถูกต้องเสียก่อน.

นายกฯไทย-อังกฤษเห็นพ้อง อาเซียนร่วมแก้วิกฤติศก.โลก

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม ว่า นายอภิสิทธิ์ ได้หารือทวิภาคีกับ นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ บ้านเลขที่ 10 ถ.ดาวนิ่ง ประมาณ 30 นาที จากนั้นให้สัมภาษณ์ที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่ง ว่า นายกรัฐมนตรีทั้งสองเห็นพ้องเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การปฏิรูปองค์กรด้านการเงินระหว่างประเทศ และยืนยันที่จะต่อต้านการปกป้องตลาด รวมทั้งเห็นความสำคัญของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งเชื่อมั่นว่า การประชุมจี 20 จะดึงความเชื่อมั่นของประชากรโลกให้กลับมาและร่วมมือกัน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายชัดเจน นำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน และการรวมตัวในระดับภูมิภาค ภายในปี ค.ศ.2015 รวมทั้งให้ความสนใจร่วมกันที่จะให้มีพัฒนาการทางการเมืองในพม่า และต้องการเห็นการขยายการติดต่อระหว่างกันมากขึ้น ปัจจุบันมีคนอังกฤษกว่า 40,000 คนอาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีนักท่องเที่ยวเกือบ 1,000,000 คน เดินทางไปประเทศไทย ขณะที่มีชาวไทยเดินทางมาเที่ยวอังกฤษเกือบ 30,000 คน และมีนักศึกษาไทยเรียนอยู่ที่อังกฤษถึง 7,000 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อมวลชนต่างประเทศที่รอทำข่าวหน้าบ้านพักได้สอบถามนายกรัฐมนตรี ถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องหมิ่นสถาบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า สื่อมวลชนต่างประเทศยังเข้าใจกฎหมายดังกล่าวคลาดเคลื่อน เพราะกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นหลักปฏิบัติสากล และเป็นบทหนึ่งของกฎหมายอาญา ซึ่งมีพื้นฐานจากวัฒนธรรมประเพณีของไทยที่จะปกป้องสถาบัน ปัญหาที่เกิดขึ้น 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน และตีความของกฎหมายกว้างขวางเกินไป ตนจึงหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะดูแลเรื่องนี้

ต่อข้อถามว่า สถาบันต้องการการปกป้องหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เหมือนกับประเทศในยุโรปหลาย ๆ ประเทศที่กฎหมายมีไว้ เพื่อมั่นใจว่าสถาบันกษัตริย์เป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะต้องไม่ถูกละเมิด นี่คือสิ่งที่กฎหมายตั้งใจไว้ จึงต้องมีมาตรฐานในการบังคับใช้ ทุกคนต้องรู้กฎหมาย ถ้ามีการละเมิด ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ หลายข้อกล่าวหาก็ตกไป

นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามกรณีทหารไทยผลักดันผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญา ว่า เป็นข้อกล่าวหาของสื่อต่างประเทศ ขอหลักฐานไปทางซีเอ็นเอ็นหลายครั้ง ก็ไม่มีการส่งข้อเท็จจริงกลับมา

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทันทีที่นายอภิสิทธิ์ เดินทางถึงที่พักในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้เปิดโอกาสให้บริษัท เทสโก้ เข้าเยี่ยมคาราวะ และหารือ โดยบริษัท เทสโก้ ได้รายงานผลประกอบการประจำปี และหารือถึงการขยายการลงทุนในประเทศไทย ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเข้าหารือระดับทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร

การเมืองกับดอนเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

“รัฐบาลคิงเพาเวอร์”

โดยฉายาที่ผู้เป็นใหญ่บนเวทีม็อบพันธมิตรฯตั้งให้ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาบอกปัดไม่เคยรู้เรื่องที่ยักษ์ดิวตี้ฟรีจ่ายเงินเลี้ยงดู ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คนละ 100,000 บาท ตามที่โดนสาวไส้แฉ

มันต้องมีคนหนึ่งตอแหล คนหนึ่งพูดจริง

ที่แน่ๆโดยปมคิงเพาเวอร์อีกเหมือนกัน ที่โยงใยต่อจิ๊กซอว์ไปถึงประเด็นการย้ายฐานการบินภายในประเทศของการบินไทยไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พัวพันนัวเนียๆกับการเอื้อประโยชน์ให้ยักษ์ดิวตี้ฟรี นายทุนใหญ่พรรคภูมิใจไทย

ที่สุดก็กลายเป็นเกมวัดใจระหว่างประชาธิปัตย์กับ “ก๊วนเพื่อนเนวิน”

ในลีลายื้อนิ่มๆ นายกฯอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตไว้ 3 ข้อ ในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

1. ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนต่อการบริหารสนามบิน ว่าจะใช้สนามบินเดียวหรือสองสนามบิน เพราะจะต้องมีสมมติฐานและตัวเลขที่ชัดเจน รวมทั้งต้องดูขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ความเป็นไปได้ในการเป็นศูนย์กลางการบิน (ฮับ) ซึ่งจำเป็นต้องมีสนามบินแห่งเดียวหรือไม่

2. การบินไทยอยู่ในช่วงของการฟื้นฟู ปรับโครงสร้างองค์กร รวมทั้งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนฝ่ายบริหารในเดือนเมษายน จึงควรให้ผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาตัดสินใจในเรื่องนี้หรือไม่

3. แม้การตัดสินใจครั้งนี้ทำเพื่อต้องการลดต้นทุนในการดำเนินการ แต่การทำธุรกิจต้องดูแลความรู้สึกของลูกค้าด้วย โดยดูว่าจะฝืนความรู้สึกของลูกค้าที่เป็นคนไทยที่ใช้บริการเที่ยวบินในประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมืองหรือไม่

ดึงจังหวะ เบรกกันในที

แต่นาทีนี้เหยียบคันเร่งมิด ห้อแรดเต็มที่

นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ในคาถาของก๊วนเพื่อนเนวินยืนกราน การบินไทยจะต้องย้ายไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันที่ 29 มีนาคม ส่วนสายการบินวันทูโกแอร์ไลน์และนกแอร์จะย้ายภายในสิ้นปีนี้

ย้ำหนักแน่น เรื่องการย้ายเที่ยวบินของการบินไทยมาให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเรื่องแน่นอนแล้ว แต่ที่ต้องทบทวนใหม่คือนโยบายสนามบินเดียว

ตั้งท่าทุบเอาให้ได้

อย่างไรก็ตาม โดยเชิงชกที่เนียนผิดกัน ในขณะที่ “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ออกลูกโฉ่งฉ่าง ตั้งท่าทุบเอาให้ได้ มั่นใจเสียงหนุนรัฐบาลเป็นพลังต่อรอง

แต่เจอกับลูกเหนือชั้นของ “อภิสิทธิ์” ใช้ต้นทุนทางสังคม ชกแบบรัดกุม

โดยอาการกั๊ก ขัดใจ “ก๊วนเนวิน” ตรงๆไม่ได้ นายกฯก็โบ้ยให้การบินไทยตัดสินใจเอง ถ้าจะย้ายฐานการบินในประเทศไปสุวรรณภูมิเพื่อลดภาระการขาดทุนก็ไม่มีปัญหา

แต่รัฐบาลยังยื้อนโยบาย “single airport” หรือสนามบินเดียวเอาไว้

และโดยการส่งซิกให้วิศวกรมืออาชีพอย่างนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสด ไล่ต้อนนายโสภณกลางสภา

เปิดเวทีเคลียร์กันจะจะ

ประชาธิปัตย์ชิงจังหวะฉายปมสนามบินเดียว สนามบินคู่ แบะท่าหนุนการใช้งานสนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินนานาชาติ มากกว่าลงทุนอีกหลายหมื่นล้านในการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

และก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ส่งซิกเลยว่า แม้การบินไทยจะย้ายไปสุวรรณภูมิ แต่ทางสายการบินอื่นๆที่ใช้สนามบินดอนเมืองก็ยังใช้อยู่

และทราบว่ามีความเป็นไปได้ด้วยซ้ำที่จะขยายสนามบินดอนเมือง

ไม่เลิกใช้ แถมยังขยาย

นั่นหมายความว่า ถ้ารัฐบาลตัดสินใจใช้นโยบายสนามบินคู่ เปิดใช้สนามบินดอนเมืองเป็นฐานบินภายในประเทศต่อไป ก็เป็นโอกาสให้นกแอร์และวันทูโกแอร์ไลน์จะโกยกำไร

การบินไทยก็ต้องรับผิดชอบกับผลประโยชน์ที่สูญเสียไปเอง

ฟังๆดู ไม่ว่าจะโดยเหตุโดยผลเอามาเทียบเคียงกัน ต้นทุนคนพูด หรือเป้าหมายแฝงของแต่ละฝ่าย

สุดท้าย น้ำหนักก็อยู่ที่ “อภิสิทธิ์”.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สุดสลด ไทยพินาศแล้ว หอการค้าชี้คนไทยเชื่อมั่นรัฐบาลเด็กเวรน้อยสุดใน 7 ปี !!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย : math

เศร้า กว่าหนังเกาหลี แค้นกว่าหนังจีนกำลังภายใน เมื่อสื่อทุกฉบับแฉ
ประเทศไทยพินาศแล้ว คนตกงานทั่ว รายได้ลด การค้าแย่ ภายใต้การนำของสองเด็กเวรที่ชาว กทม ถูกหลอกนึกว่าเก่ง แท้จริงตะติ้งโหน่ง จำชื่อสองตัวนี้ไว้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กะนายกรณ์ จาติกวณิชย์
จำให้แม่น ชื่อสองตัวทำลายชาตินำความย่อยยับอัปปางทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศ ขอให้อ่านข่าวข้างล่างนี้ที่มาจากมหาวิทยาลัยหอการค้า กลุ่มที่เชียร์พรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ยอมรับเองว่า

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ.52 ว่า ปรับตัวลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมลดจาก 68.3 ในเดือน ม.ค. มาอยู่ที่ 67.2, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานลดลงจาก 67.7 เหลือ 66.5, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้อนาคตลดจาก 89.7 เหลือ 88.5 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ. ลดจาก 75.2 เหลือ 74.0 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ปัจจุบันลดจาก 65.4 เหลือ 64.2 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตจาก 77.0 เหลือ 75.8
ขณะที่ผลการสำรวจภาวะทางสังคม ดัชนีความสุขในการดำเนินชีวิตลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน

“ที่น่าห่วงคือ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ก.พ. ลดต่ำสุดรอบ 85 เดือน นับจากปี 45 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ปัจจุบันลดต่ำสุดรอบ 80 เดือน เพราะความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกที่แย่หนักกว่าที่คาดไว้ ทำให้การส่งออกติดลบและมีผลต่อความวิตกการเลิกจ้างงาน ประกอบกับค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง ทำให้ความเชื่อมั่นโดยรวมลดลง”

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “ผลสำรวจเดือนนี้สะท้อนสัญญาณอันตรายต่อความเชื่อมั่นมาก เพราะความเชื่อมั่นอนาคตถดถอยมากกว่าความเชื่อมั่นปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และส่งผลให้แนวโน้มความเชื่อมั่นลดต่อเนื่องไปตลอดไตรมาส 2 และ 3 ส่วนการขยายตัวเศรษฐกิจ ประเมินว่าไตรมาสแรกจีดีพีจะติดลบเพิ่มจาก-5% กลายเป็น-8% และไตรมาส 2 อยู่ที่-4 ถึง-5% ทำให้เศรษฐกิจทั้งปีลบเกินคาดจาก-1 ถึง-2.8% อาจขยับเป็น-3 ถึง-4%”

ความห่วงใย

ที่มา thaifreenews

ความห่วงใย
วิสา คัญทัพ
ห่วงใยส่งใจมา
มวลมหาประชาไทย
สื่อสารสัมพันธ์ใจ
มาจากจิตมิตรไมตรี
ความเห็นเสนอให้
เตรียมการไว้ให้ดิบดี
แนะนำก็มากมี
จากเพื่อนร่วมอุดมการณ์
ล้วนสู้ไม่หวั่นไหว
และล้วนใจอันอาจหาญ
ล้วนชนอันเชี่ยวชาญ
ทั้งหญิงชายมาหลายครั้ง
ล้วนพร้อมจะเร่งรุด
ช่ำชองยุทธและกำลัง
พลันที่นกหวีดดัง
ก็เดินหน้าในทันที
รอวันที่นัดหมาย
ทั้งใจกายนั้นพร้อมพลี
พิทักษ์สิทธิ์เสรี
ประชาธิปไตยไทย
มวลชนอันงามตา
จงก้าวมาอย่างเกรียงไกร
ร่วมแรงกันออกไป
ขับไล่รัฐบาลโจร

สื่ออังกฤษชี้มาร์คตัวเสนียด ฉะน่ารังเกียจมาพูดเรื่องพัฒนาประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


โดย THE TIMES ONLINE
แปลเรียบเรียงโดย สำนักข่าวINN
13 มีนาคม 2552
อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง
-ช่างกล้า!มาร์คแหล"การพัฒนาประชาธิปไตย" ใจมาแล้วท้าโต้วาที อย่าดีแต่พูดหลอกฝรั่งฝ่ายเดียว
-คนไทยในอังกฤษเปิดผนึกจดหมายร้อน (ไม่)ต้อนรับมาร์คแหลพัฒนาประชาธิปไตย

น่าจะไม่ค่อยเป็นการเหมาะสมนัก หากนายอภิสิทธิ์ จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ "Taking on the Challenges of Democracy" ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตย เพราะความจริงอันน่ารังเกียจของประเทศไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการที่ บรรดานักเขียน นักคิด นักวิชาการ และ นักข่าว จำนวนมากต่างถูกจับเข้าคุกนานถึง 12 ปี หรือไม่ ก็ต้องหนีตายไปลี้ภัยในต่างประเทศหลังจากที่พวกเขาได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันเบื้องสูงของไทย- ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รีย์ บรรณาธิการภาคพื้นเอเชีย ของTHE TIMES



ในวันนี้หนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษ ได้ตีพิมพ์บทวิพากษ์ของ นาย ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รีย์ Richard Lloyd Parry บรรณาธิการภาคพื้นเอเชีย ซึ่งเคยเป็นศิษย์ร่วมมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย ก่อนหน้าที่ นายอภิสิทธิ์ จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่อ็อกซ์ฟอร์ดในวันพรุ่งนี้ในหัวข้อ "Taking on the Challenges of Democracy"

บทความเรื่องThe charmer making a mess of his country
The Prime Minister of Thailand, best friends at Eton with Boris Johnson, is presiding over a chaotic and callous regime


โดย นายแพร์รีย์ ระบุว่า ถึงแม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย จะได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่มีหน้าตาดี ฉลาดหลักแหลม และเป็นขวัญใจของชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งการที่ นายอภิสิทธิ์ เคยเป็นอดีต
นักเรียนเก่าของ Eton College โรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังระดับโลกของอังกฤษ ร่วมกับ นายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนคนปัจจุบัน วัย 44 ปี ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทของ นายอภิสิทธิ์ ในสมัยนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม เสน่ห์อันน่าหลงใหลของ นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ควรที่จะนำมาเป็นปัจจัยที่เบี่ยงเบนความสนใจของประชาคมโลกจากความจริงอันน่ารังเกียจของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ประเทศไทยกลายสภาพจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสรีภาพและมีเสถียรภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายและแตกแยกมากที่สุดในภูมิภาค

นาย ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รีย์ ยังระบุในบทความชิ้นนี้ด้วยว่า ความจริงอันน่ารังเกียจของประเทศไทย รวมถึงการที่ บรรดานักเขียน นักคิด นักวิชาการ และ นักข่าว จำนวนมากต่างถูกจับเข้าคุกนานถึง 12 ปี หรือไม่ ก็ต้องหนีตายไปลี้ภัยในต่างประเทศหลังจากที่พวกเขาได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันเบื้องสูงของไทย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย,

รวมทั้งการผลักดันกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญานับพันคนจากพม่าที่หมดหนทาง และสิ้นหวังให้ออกไปพบกับความตายในทะเล การที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกบีบและกดดันให้พ้นจากอำนาจไป ทั้งโดยน้ำมือของกองทัพและโดยน้ำมือของม็อบ และการจับกุมตัวเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์อิสระแห่งหนึ่ง ภายหลังจากการออกมายืนยันของ นายอภิสิทธิ์ เพียงไม่กี่ชั่วโมงว่า รัฐบาลของเขาเคารพหลักการว่าด้วยเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน

จากเหตุการณ์ทั้งหลายข้างต้น นาย แพร์รีย์ จึงมองว่า น่าจะไม่ค่อยเป็นการเหมาะสมนัก หาก นายอภิสิทธิ์ จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ "Taking on the Challenges of Democracy" ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตยในวันพรุ่งนี้ที่อ็อกซ์ฟอร์ด

นายแพร์รีย์ ระบุว่า ตั้งแต่ นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นเป็น หน.พรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2005 ได้มีการเลือกตั้ง 2 ครั้งแล้วในไทย ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้เคยคว่ำบาตรการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2006 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คว้าชัยได้เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

โดย นายแพร์รีย์ ชี้ว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งชาวไทยส่วนใหญ่ได้เทใจให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ชนะการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า แทนที่จะเป็น นายอภิสิทธิ์ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีผลงานในการเปลี่ยนชีวิตของชาวชนบทหลายล้านคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านทางนโยบายและโครงการต่างๆ อาทิ โครงการรักษาพยาบาลในราคาถูก ซึ่งช่วยให้คนที่ยากจนได้เข้าถึงการรักษาได้เป็นครั้งแรกในไทย หรือ โครงการกองทุนหมู่บ้านก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกโค่นอำนาจ

ในทางกลับกัน นาย แพร์รีย์ มองว่า การก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯของ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ และได้รับการสนับแบบไม่ชอบธรรมจากกลุ่มที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ จนได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯในที่สุด ทั้ง กองทัพ รวมทั้ง กลุ่มพันธมิตร ซึ่งกลุ่มพันธมิตรนี้เอง ที่ได้รับการสนับสนุนจาก(เซ็นเซอร์)ของไทย

ในตอนท้ายของบทวิพากษ์ นายแพร์รีย์ ระบุว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในไทยเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย และถือเป็นความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น เมื่อความจริงอันน่ารังเกียจเหล่านี้มาเกิดขึ้นภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ ชายผู้ซึ่งได้ชื่อว่า มีความชาญฉลาดมีความสามารถ และมีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทุกประการ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ ความถูกต้องชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย

โอละพ่อ!แม้วไม่เคยขอพระราชทานอภัยโทษ สื่อมั่วเอง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาทรรศน์
13 มีนาคม 2552

พงศ์เทพ-‘ณัฐวุฒิ’ ยันทักษิณไม่เคยขอพระราชทานอภัยโทษ เพียงแต่ทำจดหมายถวายรายงานหลังถูกทำรัฐประหารโค่นอำนาจ โบ้ยสื่อเสนอข่าวคลาดเคลื่อน พร้อมจี้ ‘อภิสิทธิ์’ แจงกองทัพบีบนักการเมืองย้ายขั้วตั้งรัฐบาล


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงข่าวที่ The Japan Times หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษของญี่ปุ่น รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยัน ไม่เคยให้สัมภาษณ์ถึงการขอพระราชทานอภัยโทษ ข่าวที่ถูกนำเสนอออกมาคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยทำหนังสือกราบบังคมทูล ถึง 3 ครั้งจริง ซึ่งทำก่อนที่จะมีการพิพากษาคดีที่ดินรัชดา และเป็นการรายงาน อาทิ การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับเข้าประเทศ ทั้งนี้ ไม่ทราบด้วยว่าหนังสือดังกล่าวได้มีการนำขึ้นถวายรายงานหรือไม่ อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้กังวลกับข่าวที่ออกมา เพราะการนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
‘ณัฐวุฒิ’ยัน‘นายใหญ่’ไม่เคยขออภัยโทษ!

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้จัดรายการความจริงวันนี้ ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เพียงแต่ที่ผ่านมาได้ทำจดหมายถวายรายงาน หลังการปฏิวัติรัฐประหาร 3 ฉบับเท่านั้น และเป็นการถวายรายงานเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งคดีความและความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งดำเนินการก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยตัดสินในคดีที่ดินรัชดา ทั้งนี้เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชน

"ผมเองติดต่อกับอดีตนายกฯทักษิณ และทราบว่าหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่ได้ถวายฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือเมื่ออดีตนายกฯประสบเหตุจนต้องพำนักในต่างประเทศ ก็ได้ทำจดหมายถวายรายงานข้อเท็จจริงเรื่องราวต่างๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดทำขึ้นก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาคดีซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ยืนยันว่าอดีตนายกฯไม่ได้ขอฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เรื่องนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนข้อเท็จจริงที่สำคัญ ทั้งนี้แนวคิดของอดีตนายกฯจะเป็นอย่างไรในเรื่องนี้ ส่วนตัวไม่ทราบ"



พร้อมกันนี้ นายณัฐวุฒิยังเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีควรออกมาชี้แจงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ระบุผ่านสถานีโทรทัศน์ ASTV โดยกล่าวโจมตี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ว่าบีบบังคับนักการเมืองของพรรคพลังประชาชนให้เปลี่ยนขั้วย้ายข้าง สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งจัดตั้งรัฐบาล

"ตนเห็นว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีอย่านิ่งเฉย หากพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันจริง ตามที่พรรคประชาธิปัตย์เคยออกมาปฏิเสธไว้ก่อนหน้านี้" นายณัฐวุฒิ ระบุ

พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า สำนักองคมนตรีฯ ยังไม่ได้รับเรื่องและไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนอาจเป็นไปได้ว่า มีการส่งเรื่องไปยัง สำนักราชเลขาธิการ ส่วนเรื่องจะผ่านมาถึงทำเนียบองคมนตรีหรือไม่นั้น ทางสำนักราชเลขา จะได้ดำเนินการพิจารณา

เด็กบ้านสี่เสาบอกขอพระราชทานอภัยโทษต้องผ่านองคมนตรี

พล.ร.ท.พะจุณณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ทางเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ แจ้งว่า ประชาชนทั่วไปสามารถทำเรื่องมายังสำนักราชเลขาธิการกองนิติการได้ หลังจากนั้นสำนักราชเลขาธิการจะเป็นผู้ส่งเรื่องให้ทางคณะองคมนตรี เป็นผู้พิจารณา ซึ่งอาจเป็นองคมนตรีท่านใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถึงประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ หากขอพระราชทานอภัยโทษก็ต้องทำตามขั้นตอนเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

'เทพเทือก'ปิดปาก'ทักษิณ'ตีข่าวขออภัยโทษ

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นถึง กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า จะเดินทางกลับประเทศไทยในสิ้นปีนี้ โดยมีการขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว ว่า ตนไม่ทราบเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ถือเป็นพระบรมราชวินิจฉัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ขอออกความเห็น ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะเหมาะสมหรือไม่ที่คนที่กระทำความผิดแล้วจะมาขอพระราชทานอภัยโทษ โดยที่ยังไม่ได้รับโทษ นายสุเทพ กล่าวยืนยันเหมือนเดิมว่า ไม่ตอบ ตนบอกแล้วว่าไม่ขอพูดเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ