ที่มา มติชนออนไลน์
นายกฯปาฐกถาที่อ็อกซ์ฟอร์ดระบุปฏิรูปการเมือง ปี40ทำการเมืองไทยเริ่มเข้มแข็ง แต่นักการเมืองนำ รธน.มาบิดเบือน ยืนยันประชาธิปไตยไทยจะไม่ถอยหลังอีกจะไม่ยอมให้เสียงข้างมากมาหักล้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล มั่นใจคนไทยเลือกถูกทางแล้ว "ใจ อึ๊งภากรณ์"พกตีนตบไปรับ"มาร์ค"
สำนักข่าวไทย รายงานภารกิจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม ว่า เวลา 09.30 น. วันที่ 14 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีได้ไปปาฐกถาหัวข้อ “การจัดการความท้าทายในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” ที่ St. John”s College OXFORD ให้กับคณาจารย์ และนักศึกษาอ็อกซ์ฟอร์ดที่สนใจ โดยช่วงแรกเป็นการบรรยายถึงความเป็นมาของประชาธิปไตยในไทย ตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 จนถึงการปฏิวัติครั้งสุดท้าย และยืนยันว่า ประชาธิปไตยในไทยจะยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ได้ดี เพราะกว่าจะได้มาแลกกับการสูญเสียไปมากมาย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประชาธิปไตยในไทยเริ่มที่จะเข้มแข็ง ด้วยการปฏิรูปการเมือง ในปี 2540 รัฐธรรมนูญต้องการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมืองบนพื้นฐานการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยคิดไม่ถึงว่านักการเมืองจะบิดเบือน นำเสียงส่วนใหญ่ที่ได้มา มาหักล้างความโปร่งใส นำนโยบายประชานิยมมาใช้ ก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ทำให้หลักนิติธรรมสั่นคลอน เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากมาย ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับรูปแบบประชาธิปไตย ที่ไทยควรเดินหน้าไปสู่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้ว่านโยบายประชานิยม จะทำให้คนในชนบทตื่นตัว แต่เมื่อการใช้อำนาจบิดเบือน ทำให้มีการออกมาประท้วงบนท้องถนน ทหารกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยได้รับการชื่นชมจากประชาชน และคืนอำนาจให้ได้ภายใน 1 ปี ทำให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่การเลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรคที่ถูกปฏิวัติไป ทำให้ทหารปฏิเสธที่จะเข้ามามีอำนาจ “เป็นธรรมชาติของการเมืองไทย พอจะก้าวหน้า ก็ต้องถอยหลัง แต่ก็พิสูจน์ได้ว่า การก้าวหน้าของประชาธิปไตย โดยเสียงส่วนใหญ่ ที่ปราศจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนได้ ผมจะไม่ยอมแลกความโปร่งใส ธรรมาภิบาล กับการได้มาซึ่งเสียงส่วนใหญ่ และจะใช้หลักการนี้ นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายกรัฐมนตรี กล่าว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนชั้นกลางทั่วไป ประชาธิปไตยไม่มีความหมาย ถ้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รัฐบาลนี้จึงต้องนำนโยบายประชานิยมมาใช้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อเกิดความเป็นธรรมกับทุกคนในสังคม และไม่ต้องสงสัยว่า ไทยจะยึดมั่นประชาธิปไตยแค่ไหน เพราะเราสร้างประชาธิปไตยมาด้วยความยากลำบาก ประสบการณ์ของไทยคงเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับประเทศที่จะพัฒนาประชาธิปไตย “ผมไม่สามารถตอบได้ว่า ประชาธิปไตยในไทยจะเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าย้อนดูประสบการณ์ในตะวันตก ก็ใช้เวลาเป็นศตวรรษ สิ่งสำคัญที่สุด ประชาธิปไตยในไทยจะไม่ถอยหลังแล้ว คนไทยขณะนี้เหมือนอยู่บนทางแยก แต่ขอให้มั่นใจว่า ประชาชนได้เลือกถูกทางแล้ว ที่จะเดินหน้าต่อไป แม้มีอุปสรรคบ้างก็ตาม” นายกรัฐมนตรี กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้ยกคำขวัญของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดมาปิดท้ายว่า “อ็อกซ์ฟอร์ดไม่ใช่ให้แสงสว่างแค่ส่องทาง แต่ทำให้ผมทำทุกอย่างอย่างถูกต้อง สำหรับตัวเองและประเทศชาติ” ทำให้ได้รับเสียงปรบมือกึกก้อง และเมื่อเปิดโอกาสให้ซักถาม นายใจ อึ๊งภากรณ์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน ซึ่งใส่เสื้อสีแดงมาร่วมฟังปาฐกถา ได้ลุกขึ้นถามเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นสถาบัน โดยระบุว่า รัฐบาลนำมาใช้เป็นเครื่องมือปกป้องตัวเองและทหาร นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว ก็เหมือนกับกฎหมายหมิ่นประมาทของคนไทยทั่วไป ที่ต้องรักษาสิทธิ ไม่ให้กล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน ประเทศในยุโรปก็มีกฎหมายนี้ “ผมเป็นนายกฯ คนแรก ที่ดำเนินการอย่างจริงจัง ในการกำหนดความชัดเจนในการพิจารณาคดีหมิ่นสถาบัน” นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ที่ผ่านมา ก็ถูกฟ้องร้องในหลายคดี และได้เข้าไปต่อสู้ในชั้นศาล ไม่ได้หนีหน้าไปไหน ทำให้นายใจ ตะโกนสวนว่า “ผมก็ไม่ได้หนี” นายกรัฐมนตรี จึงย้อนว่า “ไม่ได้หนี แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” ทำให้ได้เสียงปรบมือจากผู้ฟังในห้องประชุม จากนั้นผู้เข้าฟังปาฐกถาคนอื่นได้ถามคำถาม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาเซียน สิทธิมนุษยชนในไทย และปัญหาชาวโรฮิงญา ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะขึ้นปาฐกถา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้แนะนำประวัตินายกรัฐมนตรี ซึ่งภายในห้องประชุมได้ปรบมือเป็นการให้เกียรติ ยกเว้นนายใจ ที่ชูตีนตบขึ้นมาตบ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, March 15, 2009
"ใจ อึ๊งภากรณ์"ชูตีนตบรับ"มาร์ค"ที่อ๊อกซ์ฟอร์ด-นายกฯลั่นไม่ยอมให้เสียงข้างมากหักล้างความโปร่งใส
อภิสิทธิ์หืดจับ สู้ศึกหลายด้าน
ที่มา ข่าวสด
เป้าหมายการทำลายล้างนั้นชัดเจนตามญัตติ ว่านอกจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ จากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีชื่อติดโผตั้งแต่ต้นจนจบ
ยังมีชื่อรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลคือนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทยรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตามการที่ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินและประชาราชไม่ร่วมลงชื่อยื่นถอดถอน และในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงภาพการชักเข้า-ชักออกชื่อของนายชวรัตน์ จนทำให้การยื่นญัตติคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามฤกษ์เวลาที่กำหนด
ส่วนหนึ่งถึงจะสะท้อนความไม่มีเอกภาพและความไม่พร้อมของฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะประมาทได้ โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
ถึงระยะหลัง"สารวัตรเหลิม"จะราคาตกลงไปบ้าง แต่ครั้งนี้ด้วยข้อมูลเรื่องเงิน 250 ล้านบาทและ 23 ล้านบาทที่มีอยู่ มีการโหมประโคมว่าจะเป็นหมัดเด็ดที่จะสร้างปัญหาให้กับพรรคประชาธิปัตย์
อาจไม่ถึงกับน็อก แต่คงบอบช้ำไม่น้อย
อย่าว่ารัฐบาลยังต้องแบ่งสมาธิไปรับมือกับปัญหาภายในและภายนอกที่โหมกระหน่ำซ้ำเติมอยู่ในตอนนี้
สถานการณ์ภายนอกสภานั้น ม็อบเสื้อแดงหันมาใช้แผนดาวกระจาย ใช้กำลัง 20-30 คนไปดักถือตีนตบรัวใส่บรรดารัฐมนตรีที่ลงไปตรวจงานในพื้นที่
จัดเวทีสัญจรเปิดพื้นที่ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินถล่มรัฐบาลไปพลางๆ เป็นการโหมโรงก่อนการนัดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลช่วงปลายเดือน
ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณได้ปรับเพิ่มเนื้อหาการโฟนอิน
จากเดิมที่เน้นย้ำเรื่องความจงรักภักดี ส่งเสียงเรียกคะแนนสงสารจากชาวบ้านต่อชะตากรรมของตัวเองที่โดนยึดอำนาจและทรัพย์สินอย่างไม่เป็นธรรม ถูกตามล่าหมายหัวจนต้องใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆในต่างแดน
หันมาพูดถึงประเด็นด้านเศรษฐกิจมากขึ้น
พ.ต.ท.ทักษิณหยิบยกผลงานสมัยที่ตัวเองเป็นนายกฯ อ้างถึงประสบการณ์ความเก่งกาจในการหาเงิน สร้างรายได้ให้กับประเทศจนสามารถปลดแอกหนี้ไอเอ็มเอฟได้สำเร็จ
มาเป็นเครื่องมือดิสเครดิตแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นไปแบบผิดทิศผิดทาง รู้จักแต่ใช้เงิน ไม่รู้จักหาเงินด้วยวิธีอื่นนอกจากขอกู้ต่างประเทศ
การโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณอย่างถี่ยิบในระยะหลัง ตั้งแต่เวทีเล็กระดับหมู่บ้านไปจนถึงเวทีระดับจังหวัดและระดับชาติ สร้างความปั่นป่วนให้กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างมาก
การปาฐกถาของพ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านวิดีโอลิงก์ไปยังสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮ่องกง เป็นเครื่องยืนยันว่าความพยายามของรัฐบาล ในการประสานงานกับต่างประเทศเพื่อหาทางปิดปากพ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้พูดโจมตีรัฐบาลนั้น
เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตามขณะที่สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจอยู่ในภาวะติดลบอย่างต่อเนื่อง ปัญหาภายในรัฐบาลก็เริ่มเขม็งเกลียวซ้ำเติมสถานการณ์ทางการเมือง
ให้เกิดความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น
ความขัดแย้งระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กับแกนนำบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯ
อันเนื่องมาจากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว การไม่ยอมช่วยเหลือในเรื่องคดีความ การไฟเขียวหมายเรียกคดี 7 ตุลา รวมถึงกรณีโยกย้ายนายตำรวจที่ขอไปแล้วเกิดการเบี้ยวกันขึ้น
การเตรียมจัดตั้งพรรคการเมือง"เทียน แห่งธรรม"หรือ"ประชาภิวัฒน์"ของกลุ่มพันธมิตรฯ ถ้าเป็นจริงขึ้นมาก็คือหลักฐานยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่หวานชื่นเหมือนก่อน
ส่วนจะพัฒนาไปถึงขั้นรบแตกหัก หรือจะต้องเป่านกหวีดระดมม็อบเสื้อเหลืองออกมาไล่ตะเพิดรัฐบาลซ้ำรอยเหมือนอย่างที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยโดนหรือไม่
สังคมกำลังจับตามองด้วยความสนใจ
กับอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้คือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ผู้ว่าฯ ตำรวจ บอร์ดรัฐวิสาหกิจ รวมไปถึงการย้ายสถานที่จัดงานโอท็อป ไปจนการย้ายการบินไทยไปสนามบินสุวรรณภูมิ
ถ้ารัฐบาลตัดสินใจไม่ดีว่าจะเลือกเอาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองหรือผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลัก เหล่านี้ก็อาจเป็นปัจจัยบั่นทอนอายุรัฐบาลด้วยอีกทางหนึ่ง
การโยกย้ายใหญ่ผู้ว่าราชการจังหวัด 28 ตำแหน่งสดๆร้อนๆเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังถูกมองว่าเป็นการแบ่งเค้กกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
โดยเฉพาะการตัดสินใจย้ายนายสุกิจ เจริญรัตนกุล ออกจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วให้นายมานิต วัฒนเสน ผู้ว่าฯขอนแก่น ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายเนวิน ชิดชอบ เข้ามาเป็นแทน โดยยอมเสี่ยงกับการที่นายสุกิจ ออกมาเปิดโปงเรื่องงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท
ด้านหนึ่งเป็นไปได้ว่ารัฐบาลมั่นใจในอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเพราะปัญหาภายใน-ภายนอกที่รุมเร้ารัฐบาลอยู่เวลานี้
ไม่ว่าจะเป็นศึกซักฟอก ม็อบเสื้อแดง ปัญหาทักษิณ ความขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจที่ไร้ทางออก
เหล่านี้คือแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งปูทางไว้
สำหรับการเลือกตั้งใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ
ส่อง"ศึกนอก-ศึกใน"รัฐบาลอภิสิทธิ์ รอยแตกร้าวประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย
ที่มา เดลินิวส์
ตามคำร้องที่ยื่นต่อ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ระบุว่า นายกรณ์ โดนข้อหา ปฏิบัติหน้าที่ทุจริตเอื้อประโยชน์กรณีส่งข้อความสั้น หรือ เอสเอ็มเอส เมื่อครั้งนายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายประดิษฐ์โดนข้อหาปกปิดเงินบริจาคพรรคการเมืองนั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี พ.ศ. 2548 นายกษิต โดนข้อหาเกี่ยวข้องกับการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีพรมแดนไทยกับกัมพูชา นายชวรัตน์ กรณีแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย กรณีหาสมาชิกพรรคระหว่างตรวจราช การที่ จ.อุดรธานี และนายบุญจง กรณีแทรกแซงงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ถูก “ถอดถอน” ใน 7 ประเด็น
ประเมินกันว่า ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่น่าจะ “ล้ม” รัฐบาลได้ในสภา แต่ “ผลพวง” หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พรรคเพื่อไทย “เปิดแผล” ไว้ในครั้งนี้จะถูก “ขยายผล” เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผ่านการเคลื่อนไหวนอกสภาแทน
ขอแค่ให้เกิด “รอยร้าว” ยิ่ง “ร้าวลึก” เพียงใดก็ยิ่งสัมฤทธิ ผลตามที่พรรคเพื่อไทยต้องการเท่านั้น
กรณี “เงินบริจาคพรรคการเมือง” จะกลายเป็น “เกาเหลา”ระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีกับนายประดิษฐ์ “ชามใหม่” หรือจะกลายเป็น “เกาเหลา” ของ 2 สายในพรรคประชาธิปัตย์ อย่างสาย “ทศวรรษใหม่” กับสาย “ผลัดใบ” หรือไม่ ขณะที่ กรณีพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านนายชวรัตน์ผ่านนายบุญจง จะนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำหรือไม่
เป็น “ศึกนอก” ครั้งแรกของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หลังเข้ามา บริหารราชการแผ่นดินครบ 3 เดือน
ขณะที่ “ศึกใน” ซึ่งกำลังจะกลายเป็นปัญหาลุกลามคือ “อาการไม่ลงรอย” ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ใน 2 กรณี กรณีแรกคือ ท่าทีที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการย้ายสายการบินไทยที่สนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ โดยฝ่ายหนึ่งคือนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ยืนยันว่าจะต้องย้ายไปภายในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ขณะที่อีกฝ่ายคือ นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าควรจะใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้ประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อให้เกิดความรอบคอบ ท่ามกลางข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์” จำนวนมหาศาลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ขณะที่อีกเรื่อง คือกรณี รถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน วงเงินประมาณ 60,000 ล้านบาท วันนี้ “สุ้มเสียง” ของทั้ง 2 พรรคก็ดูจะไม่ “ลงรอย” กัน เพราะฝ่ายหนึ่งตั้ง “สเปก” ไว้ว่า ต้องนำเข้ารถจากประเทศจีนเท่านั้น ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กลับระบุว่า ควรจะต้องใช้รถเมล์ที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย
ความไม่ราบรื่นดังกล่าวถือว่า เป็นครั้งแรก ที่พรรคแกนนำ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ “ตั้งป้อม” กับพรรคเสียงอันดับ 2 อย่างพรรคภูมิใจไทย อย่างเปิดเผย มีข่าวว่า หลายเรื่องและหลายครั้ง หลายฝ่ายใน รัฐบาลแม้กระทั่ง ส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มออกอาการ “ไม่พอใจ” พรรคภูมิใจไทย
กรณียก “เก้าอี้” กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ให้พรรคภูมิใจไทยนั่นก็ใช่ แต่ความไม่พอใจทั้งหมดถูกนายสุเทพ ในฐานะ “ผู้จัดการรัฐบาล” ให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล”
นับแต่นั้นก็เริ่มมีการมองว่า นายสุเทพกำลังทำอะไร “บาง อย่าง” กับพรรคภูมิใจไทยที่มีนายเนวิน ชิดชอบ อดีต 111 กรรมการ บริหารพรรคไทยรักไทย ผู้กล้าหัก “นายใหญ่” อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่
วันนี้ทั้งนายสุเทพ และนายเนวิน เหมือนกันอยู่ 1 อย่าง คือ ไม่สามารถจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้อีกต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ “เติบโต” ได้ทุกภาคเว้นที่ภาคอีสาน ขณะที่พรรคภูมิใจไทย มีเป้าหมายจะ “เติบใหญ่” ในภาคอีสาน
ว่ากันว่าทั้ง 2 คน “ปูทาง” เพื่อหวังจะเป็นรัฐบาล 2 พรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จริงหรือไม่จริงยังไม่รู้ แต่มี “สัญญาณ” ที่บ่งบอก ว่า ทั้ง 2 พรรคกำลัง “เดินเกมรุก” สลายฐานมวลชนของกลุ่ม “คนเสื้อแดง” การแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดีและผู้ว่าราชการจังหวัด 28 ตำแหน่ง ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา นั่นก็ถือว่า “ชัดเจน” ระดับหนึ่ง
ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ “ล้ม” เพราะฝ่ายค้าน แต่ล้มเพราะรัฐบาลด้วยกันเอง และเหตุที่ล้มก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างที่เขาว่ากัน “ผลประโยชน์ขัดกันเมื่อไร ก็บรรลัยเมื่อนั้น” เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อาจจะได้เห็นการ “ต่อรอง” ในเรื่องโครงการ กับคะแนนเสียงในการยกมือสนับสนุน “ไว้วางใจ” รัฐบาลก็เป็นได้
“เรื่องพรรค์อย่างนี้” ในฐานะ “ผู้จัดการรัฐบาล” อย่างนาย สุเทพ มีหรือที่จะไม่รู้ แต่ปัญหาคือ เมื่อรู้แล้วจะแก้ไขปัญหาที่ว่านั้นอย่างไร อย่าลืมว่า พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรัฐบาลท่ามกลางความคาดหวังว่าจะเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจ เป็นรัฐบาล “มือสะอาด” ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์การเมือง
แต่ที่ไหนได้ 3 เดือนกำลังจะ “ผ่านไป” กระแสข่าว “สะสมเสบียงกรัง” เริ่มปรากฏเป็นข่าวออกมาเป็นระยะๆ ในภาพของนายอภิสิทธิ์ ไม่มีใครกังขาถึงความเป็นนักการเมือง “มือสะอาด” แต่หลายคนตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า นายอภิสิทธิ์จะกล้า “จัดการ” กับพวกที่เข้ามาหาประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่
นายกรัฐมนตรี “ซื่อสัตย์” นั้นไม่พอ แต่ต้องกำกับดูแลให้คณะรัฐมนตรี “ซื่อสัตย์” ไปด้วย
ยังไม่รวม “ความเคลื่อนไหว” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ “โฟนอิน” โจมตีรัฐบาลอย่างถี่ยิบ หรือแม้กระทั่งความไม่พอใจ จากแนวร่วมอย่าง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองแบบ “ลืมบุญคุณ”
เมื่อ “ศึกนอก” ก็ต้องรับมือ ขณะที่ “ศึกใน” ก็เริ่มลุกลาม จึงเป็นเรื่องที่แกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ “ผู้จัดการรัฐบาล” อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะ “ประมาทมิได้”
แต่เชื่อเถิดว่าบน “ความไม่พร้อม” อย่างไรเสีย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงต้อง “ประคับประคอง-ต่อรอง” ต่อไป รอให้เงิน 2,000 บาท ค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) 600 บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาท ชุดนักเรียน-อุปกรณ์การศึกษา “ฟรี” ผลิดอกออกผลเมื่อไร เมื่อนั้นถึง “ค่อยว่ากันใหม่”.
ทลายขุมทรัพย์
ฝ่ายค้านเปิดฉากซักฟอกนายกฯกับ 5 รัฐมนตรีดับเครื่องชน 2 เรื่อง 2 รส แต่ ทว่าปัญหาภายในดูจะใหญ่กว่าทั้งสนามบินกับงบท้องถิ่นที่มีเพื่อนเนวินเป็นตัวยืน ร่องรอยอย่างนี้มีแต่พังลูกเดียว
ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้แม้ดูว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพของการบริหารประเทศมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าปัญหาขัดแย้งภายใน กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว
เพียงแต่ว่าจะหยุดมันได้อย่างไร หรือจะ ต้องแตกหักกัน
อย่างไรก็ดี ก่อนจะไปถึงจุดนั้นพรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้าน ได้เริ่มปฏิบัติการด้วยการยื่นถอดถอนนายกฯและ 5 รัฐมนตรี รวมถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะนายกฯ
5 รัฐมนตรีคือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เป็นของประชาธิปัตย์ 3 คน ภูมิใจไทย 2 คน รวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน
แต่กว่าจะตกลงกันได้ ปรากฏว่าเกิดปัญหาขัดแย้งภายในพอสมควร ตั้งแต่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย จะเล่นงานรัฐมนตรีคนไหนบ้าง หรือแม้แต่การเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นนายกฯ
ต้องชักเข้าชักออกกันหลายตลบกว่า จะลงตัวได้
เท่าที่ดูจากเป้าหมายแล้วแน่นอนว่านายกฯเป็นตัวหลัก เพราะหากเจอทีเด็ดฝ่ายค้านจนอยู่ในตำแหน่งไม่ได้ รัฐบาลชุดนี้ก็ต้องไปทันที
แต่องค์ประกอบจริงๆและคาดว่าจะเกิดผลน่าจะมี 2 เรื่องคือ เงินบริจาค 250 กว่าล้าน และปัญหาที่กระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวกับเรื่อง การใช้อำนาจและงบประมาณ
การที่ต้องยื่นซักฟอกนายประดิษฐ์ก็คงจะเกี่ยวเนื่องกับเงินบริจาค เพราะเกิดขึ้นสมัยที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
ที่กระทรวงมหาดไทย ก็คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณมหาศาลและกำลังจะมีการอนุมัติงบก้อนใหญ่
ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งและต้องย้ายอธิบดี จนมีการแฉแหลกว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น เชื่อว่าฝ่ายค้านคงได้ข้อมูลเพียบ
ถึงที่สุดแม้รัฐบาลจะชนะเพราะเสียงมากกว่า แต่คงจะช้ำพอดู
เหนืออื่นใด อย่างที่เกริ่นตั้งแต่แรกว่า ปัญหาขัดแย้งภายในรัฐบาลนั้นกำลังก่อตัว โดยเฉพาะเรื่องสนามบินและการบินไทย การใช้งบประมาณและอำนาจครอบงำข้าราชการที่มหาดไทย
นั่นก็คือประชาธิปัตย์โดยเฉพาะตัวนายกฯ กับพรรคภูมิใจไทยที่มีนายเนวิน ชิดชอบ อยู่ เบื้องหลังและมีพลังไม่ธรรมดา
พูดกันว่าจะเป็นตัวแปรชี้ขาดการอยู่หรือไม่ของรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านเสียอีก
ปัจจัยสำคัญของปัญหาก็คือการที่พรรคภูมิใจไทยต้องการให้การบินไทยกลับสู่สุวรรณภูมิ รวมถึงสายการบินอื่นด้วย เหตุผลที่อ้างก็คือลดขาดทุน ทำให้สุวรรณภูมิเป็นฮับในภูมิภาคนี้
แต่มุมมองตรงข้ามบอกว่าควรจะมี 2 สนามบิน ที่ต้องการให้มีแห่งเดียวก็เพราะหวังผลประโยชน์ของร้านค้า การต่อเติมด้วยการสร้างรันเวย์ที่ 3 สร้างอาคารใหม่ ฯลฯ
จะมีผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่นั่น
บรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังไม่มีใครกล้าแสดงความเห็นต่อกรณีนี้ ทำให้มีการยืนยัน ว่าวันที่ 29 มี.ค. การบินไทยจะย้ายกลับทันที
มีแต่นายกฯคนเดียวที่ดูท่าว่าไม่เห็นด้วย และต้องการให้มี 2 สนามบินมากกว่า ถึงกับ ประกาศเองว่าตัวเลขที่การบินไทยบอกว่าจะขาดทุน 400 ล้านนั้นน่าจะมั่วมากกว่า และขอเวลา 2 สัปดาห์เพื่อตัดสินใจ
นี่คงสะท้อนภาพความขัดแย้งเป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อนายกฯกำลังทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง หากแก้ไม่ดีหาทางออกไม่สมดุล
ก็นับถอยหลังได้เลย
หรือเรื่องที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นน่าจะอยู่ที่ว่านายกฯจะจัดการอย่างไร เพราะวันนี้ก็น่าจะมีข้อมูลและรู้ดีกว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น
นายกฯจะยอมปล่อยให้มีการเขมือบ “ก้อนใหญ่” โดยทำไม่รู้ไม่ชี้ได้หรือ และนอกเหนือจากนี้แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่กำลังรอคิว
หรือว่าบุญพาวาสนาส่งได้แค่นี้เอง!!!
ลิขิต จงสกุล
ความขัดแย้งที่ ไร้ข้อยุติ จะนำไปสู่ ความแตกแยก
ที่มา ไทยรัฐ
โดย เห่าไฟ
ความขัดแย้งที่ ไร้ข้อยุติ จะนำไปสู่ ความแตกแยก ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดระเบิด ทั้งสองฝ่ายก็จะทนกันไม่ได้อีกต่อไป ต้อง แบ่งอาณาเขตกันปกครอง ไปตามแนวคิดอุดมการณ์ของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการ แยกชาติแยกแผ่นดิน แต่เพื่อป้องกัน การนองเลือดครั้งใหญ่ ก็เลยเหลือทางออกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียว นั่นก็คือ แยกการปกครอง!!!............
สำหรับใครก็ตามที่ยัง ไม่ยอมรับความจริง พยายามใช้อำนาจ บีบบังคับ อีกฝ่ายให้ยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายของตน ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดว่าใช้อำนาจบังคับทุกอย่างก็จบ “เห่าไฟ” ขอให้ดู จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นตัวอย่าง หากสถานการณ์เหล่านั้นลุกลามไปทั่วประเทศ อะไรจะเกิดขึ้น ลองหลับตานึกภาพกันเอาเอง!!!............
“เห่าไฟ” บอกตามตรง ไม่มีอะไรน่ากลัวยิ่งไปกว่า ความขัดแย้งทางความคิด ที่นำไปสู่การจับอาวุธขึ้นต่อสู้ของมวลชนอีกแล้ว เนื่องจากมวลชนที่จับอาวุธนั้น จะแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน ชุมชน รอคอยโอกาส ลงมือเล่นงาน ฝ่ายตรงข้ามและเจ้าหน้าที่รัฐได้ตลอดเวลา เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉะนั้น ต้อง เร่งสกัด ปัญหาความแตกแยกไม่ให้ขยายตัวออกไปโดยเร็ว ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป!!! ............
ก่อนหน้านี้ ได้มีคำเตือนมาตลอด อย่าได้แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการ ละเมิดกฎกติกา เพราะจะทำให้ความขัดแย้ง ลุกลามบานปลายไม่หยุด เมื่อฝ่ายหนึ่งละเมิดกติกาได้ อีกฝ่ายก็จะทำบ้าง และยกมาเป็นข้ออ้างคัดค้านต่อต้านไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะสิ่งที่ผิดมหันต์ก็คือ การใช้วิธี ปฏิวัติรัฐประหารด้วยกำลังทหาร เพื่อนำร่องการปฏิรูปการเมืองไทย!!!............
เพราะนับจากนั้นเป็นต้นมา ก็ได้เกิด ตราบาป ขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยจนยากจะ ลบล้าง ได้อีก เริ่มจากการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิวัติ ตามมาด้วยกฎหมายหลายฉบับที่มีวัตถุประสงค์เล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่าง เฉพาะเจาะจง ไม่คำนึงถึง หลักนิติธรรม ที่จะต้องเคร่งครัดต่อการบังคับใช้กฎหมายแก่คนโดยทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ตราบาปดังกล่าว จึงกลายเป็นปมปัญหาที่ทำให้เกิด ความแตกแยก ขึ้นในชาติชนิดไม่มีวัน เยียวยารักษา ได้อีกต่อไป!!!............
“เห่าไฟ” อยากชี้ให้เห็นสาเหตุของปัญหาอีกครั้ง เพื่อเตือนสติ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ให้เลิกทำในสิ่งที่ ผิดพลาด เสียที ก่อนหน้านี้ เมืองไทยได้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ขึ้นหลายครั้ง แต่ทุกครั้งสามารถแก้ไขให้ยุติลงได้ด้วยดี ก็เพราะผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในบ้านเมือง วางตัวเป็นกลาง ไม่หลงคารมการ ยุยงส่งเสริม จากฝ่ายใด ก็เลยได้รับ ความเชื่อมั่นเชื่อถือ จากทั้งสองฝ่าย สามารถเจรจาให้ หย่าศึก ได้ด้วยดี!!!............
แต่มาบัดนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน เอนเอียง เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้ สูญเสีย ความเชื่อมั่นเชื่อถือจากอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกง่ายๆว่า ตกหลุมพรางความขัดแย้งทางการเมือง เป็นเหตุให้ได้ใจฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเสียอีกฝ่ายหนึ่งไป ทำให้บ้านเมืองขาดคนที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริงมาชี้ขาดยุติปัญหา ด้วยเหตุนี้ ความขัดแย้งก็เลย ลุกลามบานปลายไม่หยุด เสมือนไฟป่าที่ลุกลามไปทั่ว ยากจะมอดดับ!!!............
แล้วยิ่งน่าขำเข้าไปใหญ่ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ เลียนแบบ พฤติกรรมเผาบ้านเผาเมืองกันหน้าตาเฉย พอฝ่ายหนึ่งได้อำนาจ ก็จะประกาศให้ทุกฝ่าย สมานฉันท์ ฝ่ายที่เสียอำนาจก็จะด่ากลับมาอย่างแสบสันว่า ไม่สมานฉันท์กับโจร หรือ ไม่หย่าศึกกับเผด็จการ ต่างฝ่ายต่างมีข้ออ้างที่จะขัดแย้งกันต่อไปไม่จบไม่สิ้น เห็นหรือยังว่า หลังจาก ปฏิวัติ เป็นต้นมา ได้เกิด ตราบาป ขึ้นในแผ่นดินไทยจริงๆ!!!............
สำหรับวิธีแก้ปัญหานั้น “เห่าไฟ” อยากให้ผู้ที่มีอำนาจในบ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ว่าใครก็ตาม ลองคิดทบทวนดูอีกครั้ง ทำอย่างไรจึงจะ หย่าศึก ของแผ่นดินครั้งนี้ลงได้อย่าง ละมุนละม่อม ที่ผ่านมา วิธีการต่างๆที่นำมาใช้นั้น ต้องเรียกว่า ล้มเหลวหมด เพราะถ้าได้ผล ป่านนี้บ้านเมืองก็คง สงบสุขร่มเย็น ไปนานแล้ว ดังนั้น ก็ควรคิดหา วิธีการใหม่ๆ มาลองใช้ดูบ้าง อย่าไปฟังเสียง ยุแยงตะแคงรั่ว เผาบ้านเผาเมืองของฝ่ายใดทั้งสิ้น ขอให้ตัดสินใจด้วย ความเป็นกลาง และใช้วิธีที่เป็นกลางจริงๆ เชื่อว่า บ้านเมืองคง รอดพ้น จากหายนะครั้งนี้ไปได้แน่นอน!!!............
มาวิจารณ์ ความอ่อนหัด ของรัฐบาลชุดนี้กันบ้างดีกว่า หลังจากทำตัวเป็น อึ่งอ่างพองลมโต้พายุร้าย ปรากฏว่า วันก่อน เครดิต ลียองเนส์ บริษัทหลักทรัพย์ ยักษ์ใหญ่ของโลก ได้ออกบทวิเคราะห์ เตือนว่า เศรษฐกิจไทยในปี 52 มีโอกาสติดลบถึง 9% ทำเอา นายกฯอภิสิทธิ์ เต้นผางออกมาโต้ว่า เว่อร์เกินเหตุ!!! ............
ตอนนี้ “เห่าไฟ” เป็นห่วงคนตกงานมากที่สุด เพราะนโยบายของ รัฐบาลอ่อนหัด ที่คิดแต่จะ แจกเงิน แทนการ สร้างงาน ทำให้คนตกงานยิ่ง เคว้งคว้าง หนักขึ้น ล่าสุด แบงก์ชาติ พบว่า การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม หดตัวต่อเนื่องติดต่อกัน นับถึงเดือน ม.ค.นี้ เป็นเดือนที่ 9 และการจ้างงานในภาคบริการเริ่มลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สอดคล้องกับการใช้กำลังการผลิต และดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลงมากในเดือน ม.ค. และในช่วงต่อไปยังพบว่า มีสัญญาณการ อ่อนตัว ของการจ้างงานต่อเนื่อง!!!............
“เห่าไฟ” อยากให้กลุ่มคนตกงานนับล้าน เตรียมเลือก วิธีกู้ชีพตัวเอง เอาไว้ให้ดี ซึ่งแต่ละคนคงเลือก กลยุทธ์ ที่แตกต่างกันไป บางคนมีสติปัญญา จิตใจเข้มแข็ง คงเลือกใช้วิธี บุกไปข้างหน้า ขอสู้ต่อไปจนกว่าจะหมดแรงล้มฟุบ ส่วนคนที่ไม่ชอบแก่งแย่งแข่งขัน ก็ขอให้เลือกใช้วิธี พอเพียง ควรเดินทางกลับบ้านชนบทพร้อมกับศึกษาวิธีทำการ เกษตรครบวงจร เพื่อจะได้มีชีวิต พออยู่พอกิน ไปตลอดช่วงที่ตกงาน รอเวลาให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอีกครั้งค่อยกลับมาลุยใหม่ และไม่ว่าใครจะเลือกใช้กลยุทธ์สู้ชีวิตแบบไหนก็ตาม ขอให้รับรู้ไว้ว่า เราคนไทยจะเป็นกำลังใจให้กันเสมอ!!!............
“เห่าไฟ”
อภิสิทธิ์ไปสปีชที่อ๊อกฟอร์ด ผู้จัดเกณฑ์คนเข้าฟัง คนเสื้อแดงประท้วงพรึบ
ที่มา Thai E=News
ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 มีนาคม 2552
หลังจากสับสนกับกำหนดการปาฐกถาจนทำให้หกชั่วโมงก่อนหน้านี้เราได้ลงข่าวผิดพลาดว่านายอภิสิทธิ์จะยกเลิก ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ได้ทำกิจกรรมแสดงปาฐกถาที่เซนต์จอห์นคอลเลจ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดจนเสร็จลุล่วง อย่างไรก็ดีผู้ประท้วงเสื้อแดงซึ่งเดินทางมาจากหลายเมืองในนอังกฤษ ซึ่งรวมถึงอาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ ได้มาร่วมชุมนุมประท้วงโดยสงบ ประกาศจุดยืนแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ก้าวเข้ามาสู่อำนาจด้วยความช่วยเหลือของศักดินาทหารและอำมาตยาธิปไตยซึ่งไม่ได้เป็นประชาธิปไตย
ข่าวสับสนจากพันทิป แจ้งยกเลิกปาฐกถา
ขอประทานอภัยต่อท่านผู้อ่านที่ได้ลงข่าวก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 15.30 น. (ได้ลบข่าวดังกล่าวแล้ว) แจ้งว่านายอภิสิทธิ์ได้ยกเลิกการปาฐกถาเรื่องความท้าทายต่อระบอบประชาธิปไตย โดยใช้ข้อมูลจากสมาชิกห้องราชดำเนินที่ส่งจดหมายถามไปยังผู้จัดงาน แต่ท้ายที่สุดข้อมูลที่ได้จากกระดานข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อน เพราะมีการจัดการปาฐกถาตามปรกติในช่วงเช้า แต่ที่ยกเลิกคือรายการตอนบ่าย
ผู้ประท้วงนับร้อยรวมตัวประท้วงนายอภิสิทธิ์
รายงานจากคุณ poweragusta หนึ่งในผู้เข้าร่วมประท้วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดอ่านพบได้ในเว็บบอร์ดประชาไท เปิดเผยว่า มีผู้ร่วมชุมนุมเกือบร้อยคนได้มารอแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่บริเวณมหาลัย โดยต่างก็เดินทางมาจากหลากหลายเมืองในอังกฤษ
ผู้จัดกันไม่ให้เสื้อแดงเข้างาน
คุณ powergusta ยังได้แจ้งด้วยว่า ผู้ที่มาประท้วงส่วนใหญ่จะใส่เสื้อแดง และแม้ว่าตนเองจะได้ทำการแสดงจดหมายตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าร่วมรับฟังนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ถูกผู้จัดกันไว้ไม่อนุญาตให้เข้างาน
ทูตไทยเกณฑ์คนเข้าฟังมาร์คแหล
นอกจากนี้ยังได้รายงานต่อด้วยว่าทางสถานทูตไทยได้ระดมคนไทยเข้าร่วมฟังนายอภิสิทธิ์เรื่องพัฒนาประชาธิปไตยด้วย "สถานฑูตไทยเกณฑ์คนไทยเข้าร่วมฟังมาร์คแหลพัฒนาประชาธิปไตย แต่พวกเราดักแจกเอกสารให้ทุกคนที่เข้าฟังครับ ป้ายไม่ต้อนรับมาร์คเตรียมมาเพียบ" คุณ powergusta กล่าว
เผยแถลงการณ์คนไทยในยูเคไม่เอามาร์ด เหตุเพราะต่อต้านประชาธิปไตยมาตลอด
ท่านสามารถอ่านแถลงการณ์ที่ผู้ประท้วงได้แจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมฟังการปราศรัยได้ที่ลิงก์ โดยสรุปคือนายอภิสิทธิ์มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยมาตลอดไม่ว่าจะเป็นการบอยคอตการเลือกตั้ง การรณรงค์โนโหวตการเลือกตั้ง กดดันพรรคเล็กไม่ให้เข้าร่วมการเลือกตั้ง การปูทางให้ทหารทำรัฐประหาร การเสนอขอนายกฯพระราชทาน การมีส่วนกับขบวนการตุลาการภิวัฒน์ในการทำลายประชาธิปไตย การมีส่วนรณรงค์ในการรับร่างรธน.เผด็จการปี 50 การสนับสนุนพันธมิตรในการทำลายประชาธิปไตยและก่อการร้าย เป็นต้น
สื่อไทยนำเสนอข่าวด้านเดียว สร้างภาพมาร์ค
ท่านสามารถอ่านข่าวสารจากสื่อหลักที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการปาฐกถาของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ได้จากเว็บไซต์ข่าวสื่อหลักทั่วไป อาทิเช่น มติชน: "ใจ อึ๊งภากรณ์"ชูตีนตบรับ"มาร์ค"ที่อ๊อกซ์ฟอร์ด-นายกฯลั่นไม่ยอมให้เสียงข้างมากหักล้างความโปร่งใส
ใจเผย อภิสิทธิ์พูดคำโกหก คำแก้ตัว และการบิดเบือนความจริง
อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ แกนนำคนเสื้อแดงที่ไปร่วมแสดงจุดยืนประท้วงนายอภิสิทธิ์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกบอกเล่าถึงสปีชของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ว่า ล้วนแต่เต็มไปด้วยคำโกหก
คำพูดของอภิสิทธิ์ที่ออคซ์ฟอร์ดเต็มไปด้วยคำโกหกหลอกลวงและคำแก้ตัว แต่ทั้งๆที่เขามั่นใจคิดว่าคนทั่วโลกโง่ คนไทยส่วนใหญ่และคนต่างประเทศที่เข้าใจการเมืองไทยไม่มีวันเชื่ออะไรที่ออกมาจากปากเขา อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นคือนักวิชาการหอคอยงาช้างสองคน คืออธิการบดีออคซ์ฟอร์ดและประธาน St John’s College ที่ชมว่าอภิสิทธิ์เป็น “นักประชาธิปไตย” และสมุนเกณฑ์ของสถานทูตไทยหลายคน ที่พร้อมจะเชื่อทุกอย่างที่เจ้านายสั่งมา สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือทางรัฐบาลไทยกลัวประชาชนมาก มีการกีดกันคนไทยธรรมดาที่อยากเข้าไปตั้งคำถามจำนวนมาก
อภิสิทธิ์โกหกว่าเขาได้รับการ “เลือกตั้งมาเป็นนายก” และอวดว่าตนเองเป็น “ผู้ปกป้องประชาธิปไตยไทย” แต่กระนั้นเขายังยืนยันว่าต้องมีกฎหมายหมิ่นฯ “เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ” และมองว่าผมควรถูกลงโทษจากการเขียนหนังสือวิจารณ์รัฐประหาร 19 กันยา “เพราะไปดูหมิ่นกษัตริย์” เมื่อถูกถามว่าหมิ่นตรงไหนในหนังสือ อภิสิทธิ์บอกว่าจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่อ้างว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เลยแก้ตัวว่ามีคนเล่าให้ฟังว่าหมิ่น นอกจากนี้อภิสิทธิ์พูดว่าคดีคุณโชติศักดิ์ได้ยกเลิกไปแล้ว และการจับคุมผู้บริหารประชาไทเป็น “ความผิดพลาดของตำรวจ” ซึ่งเขาได้ “เคลียร์เรื่องนี้” โดยการโทรศัพท์ไปหาผู้บริหารประชาไทแล้ว หลังจากนั้นอภิสิทธิ์อ้างว่าแกนนำพันธมิตรที่ยึดสนามบินจะโดนคดีแน่ๆ และนายพลที่มีส่วนในการฆ่าคนที่ตากใบจะถูกลงโทษอีกด้วย หลังจากที่เราเอาเขาออกจากตำแหน่งอภิสิทธิ์ควรหากินเป็นนักแสดงตลก มั้ง?
ทั้งๆที่อภิสิทธิ์ขี่ขลาดไม่ยอมรับคำท้าของผมเพื่อโต้วาทีสดในรายการโทรทัศน์ไทย เขาหน้าด้านกล่าวหาผมว่าหนีคดีที่เมืองไทย โดยเสนอว่าศาลมีความยุติธรรม เขาพูดต่อว่า “อย่าดึงกษัตริย์มาในเรื่องการเมือง” แต่คงไม่กล้าพูดอย่างนี้กับเจ้านายของเขาในกองทัพหรือในพันธมิตรฯ ผมจึงแสดงความเห็นว่าทั้งอภิสิทธิ์(เซ็นเซอร์)อ่อนแอและไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ในขณะที่เจ้านายแท้ของสังคมคือทหาร
"Taking on the Challenges of Democracy" by Mr. Abhisit Vejjajiva, St.John's College, University of Oxford. Personal photograph by Non Arkaraprasertkul. 14 Mar. 2009. (หากท่านประสงค์จะนำภาพไปเผยแพร่ต่อ กรุณาแสดงรายละเอียดและเครดิตภาพตามที่ระบุไว้ เพื่อป้องกันการนำภาพดังกล่าวไปใช้อย่างไม่เหมาะสม)
นี่หรือ!!!! คือ..ความคิดของปัญญาชนผู้เป็นอนาคตของประเทศชาติ!!! แล้วนี่หรือ นายกฯที่เรียกตัวเองว่าเป็นตัวแทนประชาชนและเป็นนักประชาธิปไตย
ที่มา thaifreenews
โดย : เสียงประชาไทย
ลองอ่านบทความนี้ดูครับ
-----------------------------------------------------------------
ถ้ากุลีมีสิทธิเท่าบัณฑิต
บัณฑิตจะลงทุนเรียนกันไปทำไม???
ประชาธิปไตยมันว่าด้วยเรื่องเสียงข้างมาก
ฉะนั้น ประเทศไหนที่เสียงข้างมาก
ไม่มีการศึกษา ประเทศก็ล่ม
เพราะกุ๊ยซื้อกุ๊ย และกุ๊ยเลือกกุ๊ยแน่นอนครับ
-----------------------------------------------------------------
อ่านจบแล้วคิดยังไงครับ??
รู้สึกยังไงกับเจ้าของความคิดนี้??
สำหรับผมบอกตามตรงนะครับ ว่า....
มรึงคิดได้ไง!!! ใช้สมองซีกไหน หรือ ใช้ส้นตรีนคิดกันแน่!!!!
นี่หรอ คือผู้มีปัญญาชน
นี่หรอ คืออนาคตของประเทศชาติ
กลุ้มเลยครับ...อยากจะตะโกนดังๆว่า เซ็งเป็ด!!!!ประเทศไทย
อย่างกรณีของนักศึกษาและเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า Young PAD (บทความดังกล่าวก็น่าจะมาจากกลุ่มพวกนี้ละ)
ที่เคยเรียกร้องว่า"หากนายกฯ ของรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยไม่ลาออก เหล่าYoung PAD จะกระทำการอารยะหยุดเรียน จนกว่านายกฯ จะลาออก"
บอกตามตรงนะครับว่า ตอนนั้น ฮามากๆ แมร่งคิดได้ไงเนี่ย!!!
ไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนซีกไหนคิดหรือพวกมรึงใช้ส้นตรีนคิดจริงๆ
แต่ความเป็นจริง...
มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆสำหรับอนาคตของประเทศไทยกับแนวความคิดของคนเหล่านี้ที่ถือได้ว่าเป็นอนาคตของชาติ
และพอคิดถึงจิตวิญญาณประชาธิปไตยกับอนาคตของชาติแล้ว
วันข้างหน้าประเทศชาติจะเป็นเช่นไร
ในเมื่อคนรุ่นต่อไปส่วนหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นส่วนน้อยก็ตาม
แต่ชอบที่จะเห็นกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย
ต่อไปคนกลุ่มนี้ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ จะทำกฎหมู่กดดันอะไรอีก
ทั้งๆที่ทุกวันนี้ คนกลุ่มนี้..
เฉพาะแค่กับคำว่าสิทธิและหน้าที่ของตัวเองยังไม่รู้จักเลย
อยากจะฝากบอกถึงน้องๆเยาวชนทุกคน
ที่ยังมีแนวความคิดและพฤติกรรมดังเช่นที่ผมกล่าวมาข้างต้น
ว่าอย่ามาอ้าง ถึงจินตนาการลมๆแล้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้
อย่าได้คิดว่า นวนิยายเก่าๆที่ชื่อว่า "การเมืองใหม่" ที่ศาสดาโกเต๊กมันพูดอยู่ปาวๆมันจะเกิดขึ้นได้
พวกน้องจะมาเรียกร้องการเมืองใหม่ได้ยังไง ผมไม่เข้าใจ
ในเมื่อสนธิลิ้มมันยังไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยเลย
ในเมื่อพวกน้องนั้นยังไม่รู้จักแก่นแท้ของประชาธิปไตยเลย
ในเมื่อพวกคุณก็ยังไม่เห็นคุณค่าความเป็นคนของคนอื่นเลย
ในเมื่ออีกหลายคนยังไม่ให้ความสำคัญของการเสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคมเลย
เลิกคิดไปเลยน้อง!!
แล้วกลับไปศึกษาหาความรู้ "เรื่องคุณค่าของความเป็นคนและแก่นแท้ของระบอบประชาธิปไตย" บนโลกนี้ ให้เข้าใจและทำให้ได้เสียก่อน
และจำใส่กระโหลกน้อยๆของพวกน้องๆไว้ด้วยว่า
"ต่อให้พวกน้องเรียนเก่ง และฉลาดแค่ไหนก็ตาม จะไม่มีใครเขาจดจำและชื่นชมพวกน้องหรอก หากยังเป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่า และไม่ให้ความเสมอภาคกับคนอื่นก่อนแบบนี้ และพวกน้องนั่นละจะกลายเป็นคนที่ไร้คุณค่าในสังคมนั้นๆ
ส่วนอีกเรื่องที่เกี่ยวข้อง
กรณีคำพูดของไอ้คนที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตยแต่โดยสันดานดิบภายในตัวของมันกลับไม่ยอมรับประชาธิปไตยจากประชาชนแถมยังจงใจใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น
ด.ช ม.7 ส.แมลงสาบที่ได้กล่าวปาฐกถาที่อังกฤษมีใจความว่า "ประชาธิปไตยในไทยเริ่มที่จะเข้มแข็ง ด้วยการปฏิรูปการเมือง ในปี 2540 รัฐธรรมนูญต้องการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมือง บนพื้นฐานการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยคิดไม่ถึงว่านักการเมืองจะบิดเบือน นำเสียงส่วนใหญ่ที่ได้มา มาหักล้างความโปร่งใส นำนโยบายประชานิยมมาใช้ ก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ทำให้หลักนิติธรรมสั่นคลอน เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากมาย ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับรูปแบบประชาธิปไตย ที่ไทยควรเดินหน้าไปสู่
แม้ว่านโยบายประชานิยม จะทำให้คนในชนบทตื่นตัว แต่เมื่อการใช้อำนาจบิดเบือน ทำให้มีการออกมาประท้วงบนท้องถนน ทหารกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยได้รับการชื่นชมจากประชาชน และคืนอำนาจให้ได้ภายใน 1 ปี ทำให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่การเลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรคที่ถูกปฏิวัติไป ทำให้ทหารปฏิเสธที่จะเข้ามามีอำนาจ
เป็นธรรมชาติของการเมืองไทย พอจะก้าวหน้า ก็ต้องถอยหลัง แต่ก็พิสูจน์ได้ว่า การก้าวหน้าของประชาธิปไตย โดยเสียงส่วนใหญ่ ที่ปราศจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนได้ ผมจะไม่ยอมแลกความโปร่งใส ธรรมาภิบาล กับการได้มาซึ่งเสียงส่วนใหญ่ และจะใช้หลักการนี้ นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ
ซึ่งคนชั้นกลางทั่วไป ประชาธิปไตยไม่มีความหมาย ถ้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รัฐบาลนี้จึงต้องนำนโยบายประชานิยมมาใช้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อเกิดความเป็นธรรมกับทุกคนในสังคม และไม่ต้องสงสัยว่า ไทยจะยึดมั่นประชาธิปไตยแค่ไหน เพราะเราสร้างประชาธิปไตยมาด้วยความยากลำบาก ประสบการณ์ของไทยคงเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับประเทศที่จะพัฒนาประชาธิปไตย
ผมไม่สามารถตอบได้ว่า ประชาธิปไตยในไทยจะเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าย้อนดูประสบการณ์ในตะวันตก ก็ใช้เวลาเป็นศตวรรษ สิ่งสำคัญที่สุด ประชาธิปไตยในไทยจะไม่ถอยหลังแล้ว คนไทยขณะนี้เหมือนอยู่บนทางแยก แต่ขอให้มั่นใจว่า ประชาชนได้เลือกถูกทางแล้ว ที่จะเดินหน้าต่อไป แม้มีอุปสรรคบ้างก็ตาม"
สังเกตดูว่าไม่มีคำไหนเลยกล่าวถึงคนรากหญ้าในทางที่ดีกลับยัดเยียดว่า "คนรากหญ้าเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ปราศจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"
เจตนามันชัดเจนอยู่แล้วยังจะเสรือกเรียกตัวเองว่า นักประชาธิปไตย ไอ้นี่มันยังไม่รู้สึกตัวอีกหรอที่มันพูดไป มันอายบ้างมั้ย ที่ต้องมากระแดะพูดประชาธิปไตยปาวๆแต่ตัวเองกลับเป็นทาสของเผด็จการที่เห็นผลประโยชน์ของพวกพ้องเท่านั้น
ด.ช. ม.7 มันก็คือแบบอย่างของไอ้คนที่มันคิดว่า
เมื่อตัวเองเรียนจบสูงกว่าชาวรากหญ้าย่อมมีสิทธิพิเศษเหนือคนรากหญ้าและมองคนชนบท คนจนว่าไม่มีค่าทางสังคมนั้น
ไอ้Here!! พวกนี้มันสมควรที่จะกลับไปเกิดใหม่ได้แล้ว หรือไม่ก็ควรที่จะรู้ตัวได้แล้วว่าตัวพวกมันนั่นละที่ไม่มีค่าทางสังคมเลยสักนิด
ถามจริง!! นั่งกินข้าวทุกวันนี้มรึงไม่รู้จักสำนึกบุญคุณบ้างเลยหรอว่ามันมาจากใคร
มรึงอาจจะเถียงว่าเอาเงินซื้อมาแล้วจะไปสำนึกบุญคุณอะไร มันก็อาจจะใช่นะ
แต่ถามว่าไม่มีชาวนาแล้วมรึงจะแดรกอะไร แดรก(ขน)เพชรหรอ อ่อ ลืมไปว่ามรึงชอบเล็มหญ้าแถวหน้าทำเนียบละสิ
เห็นมะ เพราะแมร่งดูถูกเขาไว้เยอะอย่างนี้ไง
ไปไหนประชาชนเขาก็ไม่ต้อนรับ ประชาชนเขาก็พากันไล่
ขนาดจัดรายการยังไม่มีคนคิดจะดูเลย สำเนียกตัวเองมั้งป่ะเนี่ย
นายกฯหน้าตัวเมีย ที่ปากดีว่าไม่กลัวประชาชนอย่างมาร์คแมลงสาบ แต่เวลาไปไหนมาไหนกลับต้องใช้กำลังตำรวจและทหารคุ้มกันนับพัน นี่ไม่เรียกว่ากลัวจะให้เรียกว่าอะไร
อ้อ อย่าลืมนะ ในอดีตขนาดป๋าที่ทหารลูกรักคุมเข้มยังโดนนักศึกษาบุกต่อยหน้ามาแล้ว นี่เป็นแค่หุ่นเชิดให้เขาอีกที ระวังจะโดนสหบาทาโดยไม่รู้ตัว อย่าคิดนะว่า ตำรวจ ทหารแค่นั้น ประชาชนเขาจะกลัว อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะประชาชนไม่อยากทำแค่นั้นละ ไม่ใช่ว่าประชาชนเขาจะทำไม่ได้
ปากอย่างนี้ หน้าด้านอย่างนี้ สักวันคงเจอ....(ตรีนตบหนังมนุษย์แน่นอน)
กลับตัวกลับใจซะเถอะ ชาวบ้านเขายังให้อภัย
คืนอำนาจให้กับประชาชนเสียเถอะ ถ้าคิดว่าแน่
ถ้าประชาชนเรายอมรับจริงอย่างที่ปากมาร์คพูดเดี๋ยวเขาเลือกกลับมาใหม่เองละ จะไปกลัวทำไมในเมื่อกล้าพูด
จริงป่าว?? คนเสื้อแดงลองบอกด.ช. มาร์คมันหน่อยสิ!!!!
ปล.ตรีนตบหนังมนุษย์ = ส้นตรีน
แด่หลานๆเว็บไซด์ไทยฟรีนิวส์!!!!!!!!!!!!!!!
ที่มา thaifreenews
โดย : ป้าพลอย
ความประทับใจทีไม่มีวันลืมของป้าพลอยที่มีต่อหลานๆชาวเว็บไซด์ไทยฟรีนิวส์ ทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่ยากที่จะบรรยายได้ ความประทับใจของป้าคือหลานทุกๆคนเป็นกันเองเป็นเสมือนดังครอบครัวเดียวกัน
ซึ่งได้บ่งบอกถึงความรักใคร่มีอุดมการณ์เดียวกันอย่างแน่นแคว้นแน่วแน่ต่อ การเป็นประชาธิปไตยในสายเลือดเดียวกัน ความรักที่เราได้ให้ซึ่งกันและกันผนึกร่วมกันมันยิ่งใหญ่ ทั้งๆที่ เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเราไม่เคยเห็นกันมาก่อนแต่เราสามารถรักกันเข้าใจ กันได้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนดังพ่อเดียวแม่เดียวกัน นี่คือคนที่รักสายเลือดเดียวกันและมีอุดมการณ์เดียวกันอย่างมั่นคง ภาพที่ป้าเห็นหลานๆทุกคนมีความสนุกสนานคุยกันอย่างกันเองหัวเราะต่อ
กระซิบ อย่างมีความสุขต่อกันความทรงจำอันนี้ไม่มีวันเลือนไปจากใจป้าและลุง ภาพทุกกิริยาบทของหลานๆทำให้ป้าประทับใจที่ป้าได้ทำเพื่อสังคมการเป็น ประชาธิปไตยร่วมกัน ประชาธิปไตยที่เรามีแต่ความจริงใจให้ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่สังคมใส่หน้ากากเข้าหากันใส่ร้ายป้ายให้กัน พวกเราไม่ทำ
การที่ป้าได้มีโอกาสช่วยเหลือสิ่งเล็กๆน้อยๆให้สังคมประชาธิปไตยของเราได้ ดำเนินก้าวหน้าต่อไปเท่ากับป้าได้พัฒนาสิ่งที่ถูกต้องให้เราชาว ประชาธิปไตยได้เดินต่อไป เราต้องสู้เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่เราต้องการ ประเทศไทยยังขาดและบกพร่องอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังต้องพัฒนาให้ทัดเทียมต่าง ประเทศ
จากการที่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงส่วนใหญ่จากผู้ใกล้ชิดและที่ได้รู้เห็นใน ระหว่างพักร้อน ความที่ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นอยู่ของคนไทยที่หาเช้ากินค่ำตลอดจนคนที่ มีอาชีพรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัวไปวันๆหนึ่ง เห็นแล้วช่างอเน็จอนาถใจกับการที่ต้องผจญกับค่าครองชีพที่สูงลิ่ว รายได้คนเหล่านี้แค่วันๆหนึ่ง 200 บาทค่าข้าวสารก็ยังไม่พอหุงใหนยังกับข้าวที่ราคาแพงเช่น ปู กิโลละ200 บาท อาหารทะเลเกือบทุกชนิดไม่สามารถจะซื้อมากินได้ เพราะหากซื้อ ปู หนึ่งกิโลต้องทำงานถึง 1 วันเต็มมันโหดมากเลยสำหรับคนจน
ทำไมประเทศไทยจึงไม่ปรับระดับราคาของให้พอดีกับราย ได้ของประชาชน รัฐบาลควรแก้ไขสภาวะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน จะปล่อยให้ประชาชนที่ยากจนนั่งมองเนื้อหมูเนื้อปลาที่แขวนอยู่บนขื่อบ้านไม่ มีโอกาสได้แตะหรือได้ลิ้มรสเลยหรือ? ทุกๆวันพวกเขาได้แต่จ้องมองกลืนน้ำลายกินข้าวเปล่าๆ แต่พวกคนรวยๆมีของกิน อย่างล้นเหลือ มันไม่พอดีกันเลยสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน ทำไมไม่เอาตัวอย่างเช่นต่างประเทศมาใช้บ้าง?
ที่เขามีสวัสดิ์การช่วยเหลือคนจนและคนที่มีปัญหาทางรัฐจะช่วยทุกคน หากประเทศไทยคนไทยที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชาติกันอย่างจริงๆสามารถทำได้ โดยร่วมด้วยช่วยกัน แต่เพราะคนไทยบางกลุ่มเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ไม่เคยคิดที่จะช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน ประเทศจึงเป็นเช่นนี้ทำเพื่อตัวเองและเพื่อนพ้องทำเพื่อครอบครัวตัวเองปิดหู ปิดตาปิดปากประชาชน คนที่จะเข้ามาช่วยเหลือ
ประชาชนถูกกีดกันถูกขับ ไล่ให้พ้นเส้นทาง ประเทศไทยเวลานี้เป็นประเทศที่อยู่ในวงแคบๆที่หันไปทางใหนมีแต่คนเบื้อนหน้า หนีเพราะชื่อเสียงเสี่ยม รัฐบาลยิ่งกดดันประชาชนประกาศตัวหวังล้างมลทินตัวเองมากเท่าไหร่ต่างประเทศ ก็ยิ่งวิ่งหนี ข่าวคราวเกี่ยวกับรัฐบาลวิ่งราวในต่างประเทศยังมีออกในต่างประเทศในด้านลบ ความศรัทธาไทยแลนด์ที่เคยมีมันยิ่งลดถอย แม้จะพยายามปลุกกระแสให้ ชาวโลกเชื่อถือมันก็ไม่สามารถปลุกได้รวดเร็วต้องใช้เวลาให้ชาวโลกพิสูจน์ว่า รัฐบาลนี้มีความจริงใจต่อมิตรประเทศอย่างไรบ้างและมีเสถียรภาพอันมั่นคงหรือ ไม่ที่ชาวโลกจะมาร่วมมือทำ
การค้าหรือทำกิจการใดๆในประเทศไทย เวลานี้ไม่ว่าผู้นำจะไปแห่งใดยังมีกลุ่มรักประชาธิปไตยตามทวงถามคำตอบจากรัฐบาลที่ยังไม่ยอมตอบคำถามและยังไม่ยอมทำตามข้อเสนอของประชาชน
คน ที่รักความยุติธรรม การดื้อดึงที่จะหักด้ามพร้าด้วยเข่าของรัฐบาลเป็นเสมือนยั่วยุให้เกิดปัญหา เพิ่มแทนที่จะแก้ปมขัดแย้งแต่กลับมัดให้แน่นขึ้น เมื่อต้องการอย่างนั้นปัญหาไม่มีสะสางให้หมดได้
แล้วรัฐบาลก็อาจถึงกาลอาวสาน
ป้าพลอย
Saturday, March 14, 2009
ภาพบรรยากาศแดงทั้งแผ่นดิน พระนครศรีอยุธยา 15/3/2552
ที่มา Thai E-News
ภาพโดย CBNPress/tik4u
ที่มา CBNPress
14 มีนาคม 2552
ภาพข่าวเสื้อแดงศรีสะเกษ ต้อนรับรมต.ของอภิสิทธิ์อย่างดี (ด้วยไข่)
ที่มา Thai E-News
ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพโดย honeymoon
14 มีนาคม 2552
ภาพข่าวจากเหตุการณ์ช่วงเช้าวันนี้ (14 มี.ค.) กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 1000 คน ได้รวมตัวกันบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อประท้วงการมาเยือนของนายอิสสระ สมชัย รมต.ว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่ผู้ประท้วงต้องการขับไล่ เนื่องจากมีที่มาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะัได้รับการสนับสนุนทั้งจากกลุ่มศักดินาอำมาตยาธิปไตย ภายใต้การดำเนินการของทหาร พันธมิตร และตุลาการ
ทางตำรวจได้จัดชุดควบคุมฝูงชนเพื่อรักษาความปลอดภัยจำนวนหลายร้อยนาย แต่ไม่มีรายงานความเสียหายใดๆเกิดขึ้นจากการประท้วงครั้งนี้










หมายเหตุ: นอกจากเหตุการณ์ที่จังหวัดศรีสะเกษวันนี้แล้ว เมื่อวานนี้ทางเสื้อแดงอุบลฯ ภายใต้กลุ่มเสรีชนอุบลฯ ยังได้จัดการประท้วงต้อนรับนายวิทยา แก้วภราดัย อีกด้วย