WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 16, 2009

ปากเป็นเหตุ

ที่มา ไทยรัฐ

เป็นไปตามยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป๊ะๆเลย

กับการเคลื่อนไหวของ กลุ่ม นปช. และม็อบเสื้อแดงที่เดินสายเปิดเวทีชุมนุมใหญ่ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

ไล่ตั้งแต่ถิ่นอีสาน จังหวัดขอนแก่น ตามด้วยภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี

ระดมมวลชนคนเสื้อแดงพรึบพรับ ร่วมรับฟังการโฟนอินของอดีตนายกฯทักษิณที่ส่งเสียงออดอ้อนข้ามประเทศ

ขอความเห็นใจจากพ่อยกแม่ยกที่ยังรักและศรัทธาเจ้าตำรับประชานิยมของแท้ตัวจริง

โหมโรงคนเสื้อแดงตามแผนยกระดับเป็นม็อบขับไล่รัฐบาลที่จะยกพลมาปิดล้อมทำเนียบฯอีกรอบช่วงปลายเดือนมีนาคม

สอดรับกับการขับเคลื่อนของ ส.ส. ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่เดินเกมตามยุทธศาสตร์ไล่บี้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมยื่นเรื่องถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง

ตั้งข้อหาหนักใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรม-นูญ ฝ่าฝืนกฎหมาย ส่อไปในทางทุจริต

พ่วงด้วยการยื่นถอดถอนและขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 5 คน คือ

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย

ระดมขุนพลปากตะไกรเปิดศึกอภิปรายถล่มนายกฯอภิสิทธิ์และ 5 รัฐมนตรีเป้าหมาย ในสภาฯวันที่ 26-27 มีนาคมนี้

แน่นอน เป้าหมายในทางเปิดเมื่อมีการยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจ คือล้มรัฐบาล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องตัดสินกันที่เสียงโหวตในสภาฯ ซึ่งรัฐบาลกุมเสียงข้างมากอยู่ในมือ

ฉะนั้น เป้าหมายที่หวังผลกันจริงๆคือเน้นขยายแผลให้สังคมเห็นว่ารัฐบาลภายใต้ การนำของพรรคประชาธิปัตย์มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ไร้คุณธรรมและจริยธรรม

ไม่ได้วิเศษวิโสกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ถูกพลิกขั้วไปเป็นฝ่ายค้าน!!!

เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์บันได 3 ขั้น ที่ ทักษิณและพรรคเพื่อไทยวางเอาไว้

ขั้นแรก ใช้เวที นปช.และม็อบเสื้อแดงเคลื่อนไหวทั่วประเทศ เปิดเวทีให้อดีตนายกฯทักษิณโฟนอินวิจารณ์ความผิดพลาดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

ขั้นที่สอง ส.ส.พรรคเพื่อไทยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจถล่มรัฐบาลในสภาฯ

ขั้นที่สาม ส่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยเดินสายพบปะหัวคะแนนและสมาชิกพรรค ขยายผลการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของรัฐบาล เน้นภาพลักษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ

เพื่อนำไปสู่จุดไคลแมกซ์พา ทักษิณกลับบ้าน!!!

และเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เข้มข้น อดีตนายกฯทักษิณจึงต้องเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องทั้งการโฟนอินเข้ามาในเมืองไทย และการแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจในเวทีต่างประเทศ

อย่างล่าสุด ก็ได้ปาฐกถาพิเศษผ่านระบบวีดิโอลิงก์จากเมืองดูไบไปยังสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮ่องกง โชว์กึ๋นแนะแนวทางแก้ วิกฤติเศรษฐกิจให้สหรัฐอเมริกาและจีน

แถมยังให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เจแปน ไทม์สของญี่ปุ่น ฉบับภาษาอังกฤษ จนเป็นเหตุ ให้มีการเสนอข่าวว่า ทักษิณได้ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว

สุดท้ายนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ ทักษิณต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นการลงข่าวคลาดเคลื่อน พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ให้ สัมภาษณ์ว่าได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ

เพียงแต่พูดว่า กราบบังคมทูลไป 3 ครั้งเพื่อถวายรายงานตอนเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว

ตะลุยชิงพื้นที่ข่าวมากเกินไปก็มีโอกาสพลาด เสียรังวัดได้นะโยม!!!

แม่ลูกจันทร์

การเมืองไม่นิ่งเศรษฐกิจดิ่งเหว.....

ที่มา ไทยรัฐ

เอ้า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปแสดงวิสัยทัศน์เอาไว้ที่ ประเทศอังกฤษ ต่อการฟื้นฟูประเทศไทย.....ว่าขณะนี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเมืองไทยเข้าสู่ระบบ รัฐบาลบริหารประเทศบน หลักประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และโปร่งใส.....พร้อมใช้มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ในการที่จะสร้างงานเป็นประโยชน์ต่อประชาชน 5 แสนคน.....ฟังแล้วปลื้ม............

แต่ที่ไม่น่าจะปลื้มก็บทวิจารณ์ของ ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รีย์ บรรณาธิการภาคพื้นเอเชีย หนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษ ที่ระบุว่า อภิสิทธิ์ ก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯได้เพราะ พันธมิตรและกองทัพ ทำให้ประเทศไทยที่เคยมีเสรีภาพและเสถียรภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็น ประเทศที่มีความวุ่นวาย และแตกแยกมากที่สุดในภูมิภาคนี้ จบข่าว............

ส่วน รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ จะปลื้มออกไม่เป็นอีกเรื่องก็เมื่อวันวาน เจอเสื้อแดงปทุมธานี ยำใหญ่ ถึงกับออกมาสารภาพ วิกฤติการเมืองขณะนี้ เลวร้ายที่สุดของการเมืองไทย เนื่องจากมีขบวนการแบ่งคนในประเทศให้เป็นศัตรูกัน.....โดยเฉพาะเสื้อแดงและเสื้อเหลือง.....งานนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี หนาวๆร้อนๆ............

จะไม่ให้หนาวได้อย่างไร เมื่อ รองนายกฯสุเทพ ยอมรับหน้าตาเฉยว่า เป็นคนสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากปล่อยให้ม็อบฮึกเหิม..... เฮ้อ นักการเมืองจะไปสร้างความขัดแย้ง จะไปสร้างรอยแค้น อะไรกันเอาไว้ จนกลายเป็นความขัดแย้งของคนในประเทศ..... สุดท้ายจะไป คาดคั้นเอากับข้าราชการประจำ อย่างนี้ก็ไม่แฟร์จริงมะ............

นั่นแสดงว่า ความแตกแยกจากวิกฤติการเมือง กำลังลุกลามไปไกล จากการแบ่งข้างแบ่งสี แบ่งประชาชน ตอนนี้กำลังจะกัดกร่อนเข้าไป ในระบบราชการ..... ต่อไปนี้ ข้าราชการก็จะต้องเลือกข้าง ว่าจะอยู่กับเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หรือจะต้องอยู่ข้าง รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ใช่ไม่ใช่............

ไหนๆก็ไหนๆ รอยร้าวของคนในประเทศอาการหนัก กรณีมีการขับไล่ รองนายกฯสุเทพ เป็นตัวอย่าง.....มีคน ขว้างระเบิดปิงปอง เข้าใส่รถขบวน ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่าเป็นฝีมือคนเสื้อแดง.....ในขณะที่คนเสื้อแดงจับได้คาหนังคาเขา เป็น ฝีมือของคนใส่เสื้อสีฟ้า ที่ชุมนุมอยู่ในสถานที่ราชการ.....ท่าทางจะบานไม่หุบ............

ถึงวันนี้ต่อให้มีความพยายามที่จะ ปฏิรูปการเมือง คงจะสายเกินแก้ เพราะ ความหวาดระแวง เพราะวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา องค์กร สถาบัน ลงมาเล่นการเมืองกันออกหน้าออกตา.....ประกาศเลือกข้างไปแล้ว แม้แต่ สถาบันพระปกเกล้า ที่เป็นเจ้าภาพแก้รัฐธรรมนูญ เอ่ยชื่อตัวบุคคล ก็เอวังแล้ว............

อย่าหวังจะมีพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาแก้ วิกฤติการเมือง ได้สำเร็จ เพราะระบบ กฎเกณฑ์ กติกาของประเทศ ถูกทำลายจนไม่เหลือมาตรฐาน.....บ้านเมืองใดปกครองโดยไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกา.....ไม่ต่างอะไรจากบ้านป่าเมืองเถื่อน............

ยิ่งใช้อำนาจรัฐเข้ากดดัน ยิ่งผู้นำกองทัพ ยิ่ง โฆษกกองทัพบก ออกมาทำหน้าที่เป็น กระบอกเสียงให้รัฐบาล ก็เหมือนยิ่งราดน้ำมันเข้ากองไฟ.....ย้ำข้อครหา กองทัพก็เลือกข้าง และเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการปล้นประชาธิปไตยจริง............

อินทรีเหล็ก ไม่รู้ว่าข่าวลือที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เตรียมตัวเป็นนายกฯคนต่อไป ภายใต้การสนับสนุนของ พรรคภูมิใจไทย และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา เท็จจริงแค่ไหน.....รู้แต่ว่าการเมืองไทยกำลังถอยหลังลง คลอง............

หันมาที่วิกฤติเศรษฐกิจ หลัง ธนาคารโลก ออกมาระบุ เศรษฐกิจโลก ปีนี้จะตกต่ำในรอบ 80 ปี โดยเฉพาะในแถบ เอเชียตะวันออก ผลผลิตทางอุตสาหกรรมจะลดลงกว่าร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าต่ำสุดๆแล้ว.....ในขณะที่การประชุม รมว.คลังจี-20 ที่เมืองฮอร์แชม ประเทศอังกฤษ ก็ เกิดแตกคอ กันซะแล้วต่อนโยบายที่จะใช้แก้ปัญหา.....ว้าเหว่แฮะ............

จะไม่ให้ว้าเหว่อย่างไรไหว ก็กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่าง โอเปก เห็นตรงกันว่า จะลดปริมาณ การผลิตน้ำมัน ลง เนื่องจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ..... เดี๋ยววิกฤติราคาน้ำมัน เดี๋ยววิกฤติการเงิน อ่วมอรทัยไม่มีวันฟื้น............

ตัวเลข คนว่างงาน จากการเปิดเผยของ พรชัย อยู่ประยงค์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่ ต.ค.ปี 2551 ถึง มี.ค.2552 เฉพาะที่มาลงทะเบียนกับกรมการจัดหางานอยู่ ที่ 3 แสนคน.....แค่เดือน ก.พ. ที่ผ่านมาเดือนเดียว ตกงานถึง 1 แสนคน..... สุดท้ายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็ อุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน วันยังค่ำ...........

วิกฤติตามมาก็คือ ปัญหาของเกษตรกร ไหนจะราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ไหนจะเรื่องของ ภัยแล้ง ไหนจะเรื่องของหนี้สิน.....ล่าสุด ชาวนา จ.อุตรดิตถ์ เปิดศึกแย่งน้ำกันแล้ว.....กระทรวงพาณิชย์ของ พรทิวา นาคาศัย กระทรวงเกษตรฯของ ธีระ วงศ์สมุทร มีกึ๋นแค่ออกโครงการรับจำนำ ของบประมาณขุดคูคลอง ถือเป็นกรรมของเกษตรกรไทย ............

อินทรีเหล็ก

หยุดย้ายดอนเมือง-3

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ผมขอเขียน หยุดย้ายดอนเมืองเป็นตอนที่ 3 เพราะไม่อยากเห็น นโยบายการบินแห่งชาติซึ่งเป็น นโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ถูกนักการเมืองปู้ยี่ปู้ยำอย่างไม่โปร่งใส ท่ามกลางข่าวลือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย มีการเอาข้อมูลข้างๆคูๆมาอ้าง ซึ่งรับฟังไม่ได้

ผมก็ได้แต่หวังว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่แสดงความอ่อนแอในความเป็นผู้นำยอม ลูกน้อง ที่เหิมเกริมแถลง สวนนโยบายนายกรัฐมนตรี

นายกฯอภิสิทธิ์ ก็รู้ดีว่า นโยบายของ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีคมนาคมก๊วนเพื่อนเนวิน เรื่อง สนามบินเดียว และ ย้ายการบินไทยจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิแห่งเดียว เป็นนโยบายที่ไม่ถูกต้อง

ดังที่นายกฯให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า

กระทรวงคมนาคม ยังทำงานภายใต้สมมุติฐานที่จะ ผลักดันให้เป็นสนามบินเดียว โดยเข้าใจว่า การมีสนามบินเดียวจะเป็นการสนับสนุนศูนย์กลางการบิน ซึ่งใน ครม.เศรษฐกิจ มีหลายท่านให้ข้อสังเกตว่า แนวคิดการให้เป็นศูนย์กลางการบิน กับ แนวคิดการใช้สนามบินเดียว ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หลายเมืองในขณะนี้ทำตัวเป็นศูนย์กลางการบินโดยมีมากกว่า 1 สนามบิน

นายกฯอภิสิทธิ์ ยัง จับผิดข้อมูลนายโสภณ ที่ยกขึ้นมาอ้างตลอดเวลาว่า ถ้าย้ายการบินไทยจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิแล้ว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 640 ล้านบาท แต่เมื่อดูตัวเลขแล้วไม่คิดว่าเป็น 600 ล้าน เพราะที่ลดจริงๆชัดๆประมาณ 200 กว่าล้าน แสดงว่าตัวเลขที่นายโสภณยกขึ้นมาอ้าง เชื่อถือไม่ได้อย่างที่สงสัยตั้งแต่ต้น

ยิ่งได้อ่านข้ออ้างที่ นายโสภณ ซารัมย์ ให้สัมภาษณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็ยิ่งเห็นความไม่โปร่งใส และข้อมูลที่สับสนไม่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

เช่น บอกว่าดอนเมืองมีผู้โดยสาร 1 แสนคน แต่ต้องแข่งขันกับ 3 รายคือ การบินไทย นกแอร์ และ วันทูโก เลยต้องย้ายไป สุวรรณภูมิ ซึ่งมีผู้โดยสาร 4 แสนคน มี แอร์เอเชีย ครองตลาดเป็นส่วนใหญ่ ถ้าการบินไทยไม่ย้ายไปสุวรรณภูมิจะสู้แอร์เอเชียไม่ได้ พอถูกถามหนักๆเข้าก็อ้างว่า ย้ายเพื่อลดค่าใช้จ่ายค่าล่วงเวลาพนักงาน เป็นต้น

อ่านแล้วท่านผู้อ่านคิดว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ อยู่ดอนเมืองก็สู้สองสายการบินเล็กๆที่เพิ่งตั้งไข่อย่างนกแอร์และวันทูโกไม่ได้ ก็เลยต้องย้ายไปสุวรรณภูมิเพื่อสู้กับแอร์เอเชียที่ใหญ่กว่านกแอร์และวันทูโกหลายเท่า จะเอาอะไรไปสู้ไม่ทราบ โดยเฉพาะราคาตั๋วแอร์เอเชียก็ขายถูกกว่าการบินไทยหลายเท่า

ทำไมไม่คิดเพิ่มเที่ยวบิน ในเส้นทางบินที่ผู้โดยสารหนาแน่น เพื่อหารายได้เพิ่มไม่คิดเพิ่มจุดบริการผู้โดยสารคนไทย ให้มีความสะดวกสบาย เพื่อแย่งชิงผู้โดยสารคนไทยกับสายการบินต่างชาติบ้าง

การกำหนดให้ประเทศไทยมี เกทเวย์ หรือ ประตูเข้าประเทศ เป็น สนามบินเดียวหรือ หลายสนามบินเป็นเรื่องที่ต้อง ตัดสินใจในระดับรัฐบาลชุดใหญ่ที่มีนายกฯเป็นประธาน ไม่ใช่การตัดสินใจของ รัฐมนตรีคมนาคม คนเดียวหรือ บอร์ดการบินไทยไม่กี่คนที่นักการเมืองตั้งมา แค่การสร้างศูนย์การค้าของนักธุรกิจเอกชน เขายังต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาข้อมูลกันเป็นปีๆกว่าจะตัดสินใจ เรื่องสำคัญของชาติอย่างนี้ จะทำตามความต้องการใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด

หาก การบินไทย ต้องการสนองนโยบายนักการเมือง ย้ายไปสุวรรณภูมิหมด นายกฯอภิสิทธิ์ ก็ควรจะต้องเปิดทางให้ สายการบินเอกชน ไปเปิดบริการที่ดอนเมืองมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางในประเทศ ไม่ใช่ปิดสนามบินดอนเมืองแล้วบังคับให้ประชาชนไปใช้สุวรรณภูมิ จะได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนไปเลยว่า คนไทยในประเทศต้องการไปใช้บริการที่ดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ

การบินไทย เองแทนที่จะเอาอนาคตไปเสี่ยงกับ นักการเมือง ก็ควรจะ สำรวจความคิดเห็น ของ ผู้โดยสารการบินไทยเอง โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื่อสัตย์ต่อการบินไทย เช่น ผู้ถือบัตรรอยัลออคิดพลัส ว่า เขาเห็นด้วยหรือไม่.

ลม เปลี่ยนทิศ

ลอยตัวไม่ได้

ที่มา ไทยรัฐ

น่าสนใจและต้องทำความจริงให้กระจ่าง เมื่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือจะเปรียบว่า ป.ป.ช.ภาครัฐ...ว่างั้นเถอะ จะต่างกับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ว่าด้วยเรื่องของนักการเมือง ข้าราชการ

ได้สอบพบพิรุธการปฏิบัติหน้าที่ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งขาดทุนจากการลงทุนในปี 2551 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูล กบข.ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะพบว่ามีผลประกอบการขาดทุนถึง 54,991 ล้านบาท

ครับ...ตัวเลขขาดทุนไม่ใช่น้อย

กบข.นั้นเป็นกองทุนสะสมของข้าราชการทั่วประเทศกว่า

ล้านคน ที่จะได้ผลตอบแทนจากการบริหารจัดการของ กบข. ที่มีนายวิสิฐ ตันติสุนทร เป็นเลขาธิการ เมื่อพบประกอบการออกมาในรูปแบบขาดทุนจำนวนมากย่อมส่งผลกระทบต่อข้าราชการอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ป.ป.ท.ขอความร่วมมือไปยัง กบข. เพื่อขอเข้าตรวจสอบการดำเนินงาน หากไม่ยินยอมให้ตรวจสอบ จะทำหนังสือถึงนาย

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรียุติธรรม ให้ประสานไปยังนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง ในฐานะประธานบอร์ด กบข.

ประเด็นที่ตรวจสอบพบว่า เหตุที่ กบข.ประสบภาวะขาดทุนจำนวนมากนั้น นอกจากภาวะตลาดหุ้นที่ตกต่ำแล้ว ยังพบว่ามีการลงทุนซื้อหุ้นหลายกลุ่ม แต่มีการลงทุน 2 กลุ่มที่ส่อพิรุธชวนให้สงสัย เพราะซื้อหุ้นที่ขาดทุนและยังลงทุนซื้อเพิ่มอีก

นอกจากนั้น ยังพบว่าการลงทุนซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งปี 2550 จำนวน 16 ล้านหุ้น มูลค่า 2,100 ล้านบาท ปี 2551 ยังซื้อเพิ่มอีก 9 แสนหุ้น แต่มูลค่าหุ้นกลับติดลบ 800 ล้านบาท เมื่อดูจากยอดรวมพบว่า กบข.ถือครองหุ้นปี 2550 จำนวน 54,000 ล้านบาท ปี 2551 มูลค่าหุ้นลดลง 27,447 ล้านบาท

นี่คือข้อมูลที่ชวนสงสัย

ว่ากันว่าข้าราชการที่ยังไม่เกษียณปีนี้ยังมีความหวังในเงินสะสมจะเพิ่มขึ้น หากการลงทุนเป็นบวก แต่ข้าราชการที่เกษียณปี 2550 จะได้รับผลกระทบโดยตรง

นอกจากนั้น ยังพบว่าการลงทุนปี 2550 จำนวน 4 กลุ่ม จาก 6 กลุ่ม กลุ่มตราสารหนี้ในประเทศ ต่างประเทศ ตราสารลงทุนในประเทศและต่างประเทศมีผลประกอบการขาดทุน 54,991 ล้านบาท เมื่อเทียบมูลค่าแล้วพบว่าตราสารทุนในประเทศขาดทุน 28,150 ล้านบาท ตราสารทุนต่างประเทศลดลง 8,276 ล้านบาท

มีข้อสงสัยว่า เหตุใด กบข.ยังคงสัดส่วนการถือครองหุ้นในระดับที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก บางกลุ่มยังซื้อเพิ่มในปี 2550 ทั้งๆที่พบว่าปี 2549 และปี 2550 มีปัญหาการเมืองในประเทศซึ่งแน่นอนว่าจะต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เพราะ กบข.เอาเงินอนาคตของข้าราชการที่สะสมไว้ไปดำเนินการเพื่อหากำไร ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนในตลาดหุ้นแน่นอนว่ามีกำไรดี หากตลาดหุ้นบูมและเลือกซื้อหุ้นในตัวที่คิดว่าจะมีผลกำไรดี

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าการลงทุนลักษณะนี้ต้องมีความเสี่ยงสูง เพราะแม้นักเล่นหุ้นมืออาชีพที่ว่าเก่งนักเก่งหนาก็มีโอกาสที่จะขาดทุน ซึ่งมีให้เห็นอยู่แล้ว ดังนั้น การตัดสินใจของ กบข. จึงมีความสำคัญและจะต้องมีความรับผิดชอบสูง

เพราะไม่ใช่เงินของตัวเอง แต่เป็นเงินของข้าราชการเพื่ออนาคตหลังเกษียณที่ กบข.จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่ใช่จะมาอ้างว่าเป็นเรื่องปกติที่มีกำไรและขาดทุน

ข้อสำคัญก็คือ การดำเนินงานของ กบข.หรือการตัดสินใจต่างๆ ดำเนินการอย่างอิสระ เป็นข้อมูลลับภายใน ที่คนนอกหรือเจ้าของเงินไม่มีทางรับรู้ รู้เพียงว่าผลกำไร-ขาดทุนเท่านั้น ตรงนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบ

จะมา ลอยตัวอ้างโน่นอ้างนี่ไม่ได้แน่.

สายล่อฟ้า

ตีกินแต่เข้าเป้าจังๆ

ที่มา ไทยรัฐ

สายร้อนจี๋ แทบไหม้เลย

ล่าสุดช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ต่อสายเข้าโทรศัพท์มือถือของนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ขณะลงพื้นที่พบปะประชาชนที่วัดบำเพ็ญเหนือ ย่านสุขาภิบาล เป็นเวลาประมาณ 5 นาที

โดยมีใจความสำคัญว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจของประเทศไทย และชาวบ้านที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติขณะนี้

เป็นไปตามที่ได้ตีปี๊บไว้ แม้แต่ในวัดก็จะโฟนอินเข้า

และก่อนหน้านั้นช่วงบ่ายวันเสาร์ ทักษิณต่อสายเข้าร่วมพูดคุยกับชาวจังหวัดมุกดาหาร ระหว่างที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำทีมลงพื้นที่ เปิดศูนย์ประสานงานพรรคสาขามุกดาหาร ก่อนที่ช่วงเย็นวันเดียวกัน อดีตนายกฯจะต่อสายเข้าเวทีใหญ่คนเสื้อแดง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทักษิณโฟนอินถี่ยิบ

ส่งเสียงเร้ากองเชียร์ใกล้ชิด เหมือนตัวอยู่ในเมืองไทย

และโดยอาการได้ใจ ไม่ได้หยุดแค่โฟนอิน อดีตนายกฯทักษิณ ประกาศกับกองเชียร์

ม็อบเสื้อแดงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อไปจะต่อสายพูดคุยกับประชาชนผ่านวีดิโอลิงค์

เพื่อจะได้เห็นทั้งภาพและเสียง

ย้ำเสียงดังฟังชัด ตราบใดความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น ก็จะทำทุกวิถีทางที่จะพูดคุยกับประชาชนคนไทย ไม่ว่าคนกันเองหรือฝ่ายต่อต้าน

อย่ามาห้ามให้ยาก

ทักษิณตีธง ทำสงครามทางอากาศ

และโดยเป้าที่เล็งไปที่จุดยุทธศาสตร์ จี้จุดสลบรัฐบาลประชาธิปัตย์

ฉวยจังหวะพอดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กำลังโกอินเตอร์อยู่ที่ประเทศอังกฤษ

ทักษิณเลยได้ทีงัดมุกบลัฟ เป็นห่วงเด็กสองคนกลับมาจะหัวโน เพราะต้องเอาหัวชนกัน คิดไปตลอดทางว่าจะกลับมาแก้เศรษฐกิจได้อย่างไร มันยาก

ว่าแล้วก็ฉายภาพให้เห็นเป็นฉากๆ

งูเห่าก็เต็มตัว เศรษฐกิจก็พัง หนี้ก็เยอะ เสียหายเยอะ ตอนนี้งูเห่ารอบสองเริ่มแตกคอกัน พี่น้องครับ ใครกู้เงินมาใช้แจกกัน เขากู้เงินมาลงทุนรอบแรกที่มิยาซาวา รอบสองแจกคนละสองพันบาท

เชื่อว่าเจ้าของโรงงานบางแห่งรับซื้อเช็คสองพันบาทล่วงหน้า ตอนนี้ตลาดมืดบ้างก็พันห้า บ้างก็พันสาม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องของความซับซ้อน ความไม่เข้าใจทางด้านเศรษฐกิจแก้ไม่ตก จึงสร้างปัญหาครั้งที่สอง

หลอกด่าตีกินน่ะ มันแน่ๆอยู่แล้ว

แต่โดยข้อมูลลึกที่ ทักษิณเปิดออกมา ทั้งเรื่องของงูเห่าแตกคอ ล้อกับสถานการณ์ที่นายกฯอภิสิทธิ์กับก๊วนเพื่อนเนวินกำลังขบเหลี่ยม พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยกำลังวัดใจ ว่าด้วยคิวขวางคอโปรเจกต์ย้ายดอนเมืองกลับสุวรรณภูมิ

หรือประเด็นว่าด้วยปมเช็คเงินสด 2,000 บาท ที่ออกลูกมั่วตั้งแต่การเคาะโต๊ะธนาคารที่ได้รับสัมปทานทำเช็ค ยึกยักทำท่าจะแจกไม่ทันตามโปรแกรมที่วางกันไว้ ปรากฏ ทักษิณแฉข้ามช็อตไปไกลถึงรายการรับซื้อเช็คล่วงหน้า ในราคาต่ำกว่ามูลค่า

ชี้ช่อง เงินรั่วตกถึงมือคนรับไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทั้งหมดมันสะท้อนว่า ทักษิณทำการบ้านตลอดเวลา กัดติดสถานการณ์ในเมืองไทยช็อตต่อช็อต แบบไม่ละสายตา

ปล่อยหมัดออกมา โดนจังๆ

ที่แน่ๆมันไม่ใช่แค่ ทักษิณที่ฉวยจังหวะตีกิน ล่าสุดก็เป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตขุนคลังมือฉมัง ที่เขย่าขวัญบนเวทีปาฐกถาหัวข้อ เศรษฐกิจประเทศไทยการลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัว นักลงทุนระยะยาวจากต่างประเทศขอบายประเทศไทยชั่วคราว ขอดูก่อนว่าเมื่อไหร่การเมืองไทยจะดีขึ้น

ขณะที่สถานการณ์บริโภคภายในประเทศในช่วง 6 เดือนมีแต่ข่าวร้ายทั้งนั้น ผู้บริโภคมีสตางค์เริ่มกลัวการซื้อ ไม่เคยเห็นสินค้าประเภทบะหมี่สำเร็จรูป เครื่องดื่มชูกำลังยอดขายตก

ฟันธง ถ้าอเมริกาไม่ดีขึ้น แก้วิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้ รัฐมนตรีคลังไทยตายแน่นอน

หลอนเด็กสองคนผวาเลยก็แล้วกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นักวิชาการ 4 สถาบันจัดอภิปรายใหญ่ “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท
16 มีนาคม 2552

นักวิชาการธรรมศาสตร์-เชียงใหม่-มหิดล-จุฬาร่วมจัดอภิปรายทางวิชาการครั้งสำคัญ “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” 21-22 มี.ค. ที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เชิญวิทยากรทุกภาคส่วน ทุกแนวทาง รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจาก ม.112


โครงการประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่, สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล และภาควิชาปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดการอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในวันที่ 21-22 มี.ค.นี้ที่ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ทั้งนี้ ผู้จัดงานระบุเหตุผลของการจัดงานอภิปรายครั้งนี้ว่า ท่ามกลางวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่มีการขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนนำไปสู่การรัฐประหารโดยคณะทหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่ก่อตัวขึ้นมาในระยะเดียวกันก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย อันได้แก่ อะไรคือบทบาทและพระราชอำนาจที่แท้จริงและที่ควรจะเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้ออ้างเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนบางกลุ่ม และใช้ข้อหาไม่จงรักภักดีเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงกันข้าม

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าการถกเถียงในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา เพราะมีกฎหมายมาตรา 112 ที่ระบุว่าผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ สามปีถึงสิบห้าปี ทำให้การถกเถียงส่วนใหญ่ไปปรากฏอยู่ในโลกไซเบอร์สเปซที่ยากจะควบคุมได้ และเพื่อจะหาทางควบคุม-ตอบโต้การถกเถียงในหัวข้อต้องห้ามนี้ จึงได้เกิดกระแสกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องหาทางจัดการกับปรากฏการณ์เหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว ปฏิบัติการตามปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายละเมิดมาตรา 112 จึงกลายเป็นภารกิจที่สำคัญของกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศของไทยไปในที่สุด ขณะเดียวกัน คดีที่เกี่ยวข้องกับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาของผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบันก็คือ การเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงมากขึ้น

กระนั้น การแก้ปัญหาที่มุ่งไปที่การจับกุมปราบปรามและลงโทษเป็นหลัก กลับก่อให้เกิดข้อกังขาตามมาอีกมากมาย เช่น วิธีการดังกล่าวจะนำมาซึ่งความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ได้จริงหรือ? อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับหลักการเสรีประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน? เจ้าหน้าที่รัฐและระบบตุลาการของไทยปฏิบัติต่อผู้ต้องหาในคดีนี้อย่างโปร่งใสและคำนึงถึงหลักการสิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงใด? กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร? ควรมีการปรับปรุงการใช้กฎหมายนี้หรือไม่ อย่างไร? หากไม่มีกฎหมายหมิ่นฯแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ควรได้รับการปกป้องคุ้มครองในลักษณะใด และด้วยกฎหมายใด? ฯลฯ

นอกจากนี้ คำถามเหล่านี้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่เฉพาะแต่ในสังคมไทยเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกต่างให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของสังคมไทยในระยะยาวหรือไม่อย่างไร ฉะนั้น สังคมไทยจึงไม่สามารถเก็บคำถามเหล่านี้ซ่อนไว้ในลิ้นชักหรือผลัดผ่อนที่จะไม่ตอบได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่ความแตกแยกของสังคมมีแต่จะลุกลายขยายตัวมากยิ่งขึ้น

ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อสังคมไทย และประเด็นปัญหาที่รายล้อมการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้เอง คณะผู้จัดในฐานะองค์กรทางวิชาการจึงเห็นร่วมกันว่าควรจัดให้มีการถกเถียงพูดคุยเชิงวิชาการอย่างรอบด้านจากบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นปัญหาดังกล่าว ด้วยความหวังว่าเวทีแห่งนี้จะเป็นก้าวแรกของการพิจารณาปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนนี้อย่างเป็นวิชาการ รอบด้าน และมีวุฒิภาวะ เพราะหากปราศจากเงื่อนไขนี้แล้ว การแสวงหาทางออกที่จะนำสังคมไทยไปสู่ความมั่นคงในระยะยาวย่อมเป็นไปได้ยากยิ่ง


วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒

๐๘.๓๐-๐๙.๐๐ น. ลงทะเบียน

๐๙.๐๐-๐๙.๑๕ น. กล่าวเปิดงานโดย ผศ. ดร. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ผู้อำนวยการโครงการประกาศนียบัตร กฎหมายมหาชน นิติศาสตร์ มธ.

๐๙.๑๕-๑๒.๐๐ น. เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตย”

- ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ
- รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มธ.
- ศ.ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
- นายทองใบ ทองเปาด์ ทนายความสิทธิมนุษยชน

ดำเนินรายการโดย ดร.พวงทอง ภวคร์พันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น. พักรับประทานอาหาร (ตามอัธยาศัย)
๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ น. เรื่อง “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับความมั่นคงของรัฐ”

- นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
- นายวรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา (แต่งตั้ง) คณะกรรมการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์
- รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มธ.
- รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มช.

ดำเนินรายการโดย อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ มธ.

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒

๐๙.๐๐-๐๙.๓๐ น. ลงทะเบียน
๐๙.๓๐-๑๒.๐๐ น. เรื่อง “ผลกระทบจากข้อกล่าวหากรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
- นางสาวจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทร์อัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
- นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเวบไซด์ข่าวออนไลน์ประชาไท
- นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมทางสังคม
- ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
- นายวสันต์ พานิช อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น. พักรับประทานอาหาร (ตามอัธยาศัย)
๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. เรื่อง “สิทธิมนุษยชนกับความกลัวในสังคมไทย”
- ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ม.มหิดล
- นายประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่อมวลชน
- นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
- ศ. เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือผู้แทน (รอการยืนยัน)
- รศ.จรัญ โฆษณานันท์ คณะนิติศาสตร์ มร.

ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาสิทธิมนุษยชน ม.มหิดล

๑๖.๐๐-๑๖.๓๐ น. ปัจฉิมกถา “หลากมิติว่าด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ"
โดย ศ. วิฑิต มันตราภรณ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

ฉันทามติออคซฟอร์ด:ทวงประชาธิปไตยกลับคืนให้มาตุภูมิในสิ้นปี

ที่มา Thai E-News


พลังแดงในอังกฤษ-รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ กับชุมชนคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรไปประท้วงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ไปพูดเรื่องประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยออคซฟอร์ด พร้อมจัดตั้งการประชุมขึ้นทุกเดือน เร่งทวงคืนประชาธิปไตยให้แก่มาตุภูมิ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 มีนาคม 2552
*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง อภิสิทธิ์ไปสปีชที่อ๊อกฟอร์ด ผู้จัดเกณฑ์คนเข้าฟัง คนเสื้อแดงประท้วงพรึบ

ใจ อึ๊งภากรณ์โต้มาร์คโกหกคำโตแหลพัฒนาประชาธิปไตย แถมให้ร้ายเขาเรื่องหนีคดีหมิ่นมาอังกฤษ ช่างกล้าบอกกระบวนการยุติธรรมไทยพึ่งได้ ร่วมประชุมเสื้อแดงสหราชอาณาจักร ได้ฉันทามิติออคซฟอร์ดประชาชนต้องปฏิรูปการเมืองเองสถาบันพระปกเกล้าอย่าแหลม ชูรธน.40กลับมาใช้เร่งเลือกตั้งในสิ้นปี นักเรียนไทยในอังกฤษเอาด้วยให้ปฏิรูปรธน.50เหตุไม่เป็นประชาธิปไตย ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ แล้วเร่งยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หากมาร์คอยากขึ้นสู่ตำแหน่งให้ถูกหลักประชาธิปไตย



ใจชี้มาร์คโกหกคำโต-โต้เรื่องถูกกล่าวหาหนีคดี

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ กล่าวถึงการมากล่าวสุนทรพจน์ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเมื่อ14มีนาคมว่า คำพูดของอภิสิทธิ์ที่ออคซ์ฟอร์ดเต็มไปด้วยคำโกหกหลอกลวงและคำแก้ตัว แต่ทั้งๆที่เขามั่นใจคิดว่าคนทั่วโลกโง่ คนไทยส่วนใหญ่และคนต่างประเทศที่เข้าใจการเมืองไทยไม่มีวันเชื่ออะไรที่ออกมาจากปากเขา อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นคือนักวิชาการหอคอยงาช้างสองคน คืออธิการบดีออคซ์ฟอร์ดและประธาน St John’s College ที่ชมว่าอภิสิทธิ์เป็น “นักประชาธิปไตย” และสมุนเกณฑ์ของสถานทูตไทยหลายคน ที่พร้อมจะเชื่อทุกอย่างที่เจ้านายสั่งมา สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือทางรัฐบาลไทยกลัวประชาชนมาก มีการกีดกันคนไทยธรรมดาที่อยากเข้าไปตั้งคำถามจำนวนมาก

อภิสิทธิ์โกหกว่าเขาได้รับการ “เลือกตั้งมาเป็นนายกฯ” และอวดว่าตนเองเป็น “ผู้ปกป้องประชาธิปไตยไทย” แต่กระนั้นเขายังยืนยันว่าต้องมีกฎหมายหมิ่นฯ “เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ” และมองว่าผมควรถูกลงโทษจากการเขียนหนังสือวิจารณ์รัฐประหาร 19 กันยา “เพราะไปดูหมิ่นกษัตริย์” เมื่อถูกถามว่าหมิ่นตรงไหนในหนังสือ อภิสิทธิ์บอกว่าจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่อ้างว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เลยแก้ตัวว่ามีคนเล่าให้ฟังว่าหมิ่น นอกจากนี้อภิสิทธิ์พูดว่าคดีคุณโชติศักดิ์ได้ยกเลิกไปแล้ว และการจับคุมผู้บริหารประชาไทเป็น “ความผิดพลาดของตำรวจ” ซึ่งเขาได้ “เคลียร์เรื่องนี้” โดยการโทรศัพท์ไปหาผู้บริหารประชาไทแล้ว หลังจากนั้นอภิสิทธิ์อ้างว่าแกนนำพันธมิตรที่ยึดสนามบินจะโดนคดีแน่ๆ และนายพลที่มีส่วนในการฆ่าคนที่ตากใบจะถูกลงโทษอีกด้วย หลังจากที่เราเอาเขาออกจากตำแหน่งอภิสิทธิ์ควรหากินเป็นนักแสดงตลก มั้ง?

ทั้งๆที่อภิสิทธิ์ขี้ขลาดไม่ยอมรับคำท้าของผมเพื่อโต้วาทีสดในรายการโทรทัศน์ไทย เขาหน้าด้านกล่าวหาผมว่าหนีคดีที่เมืองไทย โดยเสนอว่าศาลมีความยุติธรรม เขาพูดต่อว่า “อย่าดึงกษัตริย์มาในเรื่องการเมือง” แต่คงไม่กล้าพูดอย่างนี้กับเจ้านายของเขาในกองทัพหรือในพันธมิตรฯ ผมจึงแสดงความเห็นว่าทั้งอภิสิทธิ์และ(เซ็นเซอร์)อ่อนแอ และไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ในขณะที่เจ้านายแท้ของสังคมคือทหาร

ฉันทามติออคซฟอร์ดให้เลือกตั้งใหม่ใต้กติการธน.40ในสิ้นปีนี้

หลังเสร็จสิ้นการปาฐกถาของอภิสิทธิ์ในภาคเช้า ในภาคบ่ายกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรกว่า100คน จัดประชุมร่วมกับรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งรศ.ใจเปิดเผยผลประชุมว่า ในการประชุมเสื้อแดงที่ออคซฟอร์ดในช่วงบ่าย คนเสื้อแดงในอังกฤษยืนยันจุดยืนเพื่อประชาธิปไตยและตกลงกันว่าจะประชุมเป็นประจำทุกเดือน เราตกลงกันว่าเราจะเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศก่อนสิ้นปีภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญปี ๔๐ นอกจากนี้เรายืนยันจุดยืนว่า(เซ็นเซอร์)ต้องไม่ยุ่งการเมือง ต้องไม่ถูกใช้โดยผู้ที่ทำลายประชาธิปไตยอีกด้วย และประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์(เซ็นเซอร์)

ในเรื่องการปฏิรูปการเมือง เราเสนอว่าประชาชนไทยต้องเป็นผู้ทำ ไม่ใช่ปล่อยให้สถาบันพระปกเกล้าที่ไม่เคยสนับสนุนประชาธิปไตยเป็นผู้เสนอการปฏิรูป


นักเรียนอังกฤษ ยื่นข้อเสนอ ‘มาร์ก’ เรียกร้องปฏิรูป รธน.- กฎหมายหมิ่นฯ ตามด้วยยุบสภา

ประชาไทรายงานว่า ระหว่างการเยือนอังกฤษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และการกล่าวปาฐกถา ที่ เซนต์จอห์น คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กลุ่มนักเรียนไทยในอังกฤษได้ร่วมกันร่างจดหมายข้อเรียกร้องเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี มีรายละเอียดดังนี้


เนื่องจากความห่วงใยต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา และความปรารถนาดีต่อพัฒนาการที่ยั่งยืนของประชาธิปไตยไทย ในวาระที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มากล่าวปาฐกถา ณ เซนต์จอห์น คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ข้าพเจ้าทั้งหลายดังรายนามข้างท้าย ขอเสนอข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้**


ประการแรก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการตีพิมพ์เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของระบบประชาธิปไตยที่พึงได้รับการ ปกป้อง การที่กฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ถูกบังคับใช้ในลักษณะที่ลิดรอนเสรีภาพข้างต้น ส่งผลเสียหายต่อกระบวนการตรวจสอบของประชาชน และเสรีภาพในการเรียกร้องการรับผิดจากผู้มีอำนาจ คำกล่าวที่ว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นธรรมแล้วเพราะถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนั้นไม่ตรงประเด็น เนื่องจากปัญหาที่แท้จริงนั้นอยู่ในเนื้อหาของกฎหมายที่ไม่ชัดเจน และเอื้อต่อการถูกบังคับใช้ที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีควรร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาปฏิรูปกฎหมายเหล่านี้โดยทันที


ประการที่สอง รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 นั้นมีเนื้อหาบางส่วนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยเปิดทางให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเข้าแทรกแซงทางการเมือง ทั้งยังเพิ่มอำนาจให้กับสถาบันตุลาการเป็นอย่างมาก อันส่งผลให้เกิดความไม่สมดุล ระหว่างอำนาจตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการที่ยั่งยืนของประชาธิปไตยไทย การที่พรรคการเมืองสามารถถูกยุบได้อย่างง่ายดายส่งผลให้พรรคการเมืองมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะพัฒนาไปเป็นสถาบันทางการเมืองที่มั่นคงได้สำเร็จ ขณะนี้นายกรัฐมนตรีมีโอกาสที่จะปฏิรูปรัฐธรรมนูญโดยไม่ถูกกล่าวหาว่ามีประโยชน์ทับซ้อน ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีผลักดันให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด


ประการสุดท้าย เหตุการณ์ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ท่านเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังเป็นที่จดจำและถูกตั้งคำถามโดยประชาชนไทย เหตุการณ์ปิดสนามบินของผู้ชุมนุมและการตัดสินยุบพรรคการเมืองแกนนำรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ตลอดจนบทบาทของกองทัพในการผลักดันกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคยร่วมรัฐบาลก่อนหน้าให้หันมาเข้าร่วม กับรัฐบาลปัจจุบัน ได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนต่อหนทางการก้าวขึ้นสู่อำนาจของท่าน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังเคยกล่าวยอมรับกับสื่อต่างประเทศว่า "ผมไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และหากเลือกหนทางได้ ผมจะเลือกเข้าสู่อำนาจหลังการเลือกตั้ง"

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงขอเสนอว่า ทันทีที่ข้อเสนอทั้งสองประการข้างต้นได้รับการปฏิบัติแล้ว นายกรัฐมนตรีควรตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ นี่คือทางเดียวที่ท่านจะสามารถกล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้นำที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนอย่างแท้จริง

**ข้อเสนอเหล่านี้เป็นความเห็นร่วมของนักศึกษาดังรายนามข้างท้าย และมิได้อิงกับกลุ่มการเมืองใด


Chalongkwan Tavarayuth (Development Studies)

Pornthep Benyaapikul (Economics)

Chinnawut Techanuvat (Sociology)

Prach Panchakunathorn (PPE)

Grace Vesom (Medical Image Analysis)

Thorn Pitidol (Social Policy)

La-Bhus Jirasavetakul (Economics)

Wanwiphang Manachotphong (Economics)

Nirawat Thammajak (Chemistry)

Yaowaluck Roshorm (Clinical Medicine)

Panote Prapansilp (Molecular Pathology)

ประมวลภาพแดงทั้งแผ่นดิน จันทรบุรี 15/03/2552

ที่มา Thai E-News

โดย CBNPress/tik4u
ที่มา CBNPress
15 มีนาีคม 2552

ภาพ ช่วง 10 โมง - เที่ยง จันทรบุรี

ภาพ ช่วง บ่าย 2-3โมง




ภาพ ช่วง บ่าย 3-4 โมง



ดาวน์โหลดไฟล์มัลติมีเดียบันทึกโดย Tuxedo

2009-03-14RedJuntaburi



Music



อริสมัน,มุก,รังสี >> WMV 37.50Mb , MP3 5.81Mb
ในช่วงอริสมัน สัญญาณดาวเที่ยมหายไปเล็กน้อยและได้ถูกตัดออกไปแล้ว

ไพจิต,วิสา >>
WMV 36.77Mb , MP3 5.70Mb


Speech



สจ.สำเริง >> WMV 8.11Mb , MP3 1.26Mb

ประวัฒน์ อุตตะโมดอดีต.รมต.ช่วย >> WMV 17.58Mb , MP3 2.73Mb

ชินวัตน์และจตุพร >> WMV 16.15Mb , MP3 2.50Mb
ชินวัตน์บันทึกได้จบครับ แต่ จตุพรได้ 2นาทีเศษแล้วสัญญาณดาวเทียมขัดข้อง

วีระ >> WMV 25.62Mb , MP3 3.97Mb

นายกทักษิณโฟนอิน

Baygon >>
WMV 39.38Mb , MP3 6.10Mb



Mediafire >> WMV 39.38Mb , MP3 6.10Mb


อ.มานิต >> WMV 17.99Mb , MP3 2.79Mb

ดร.จารุพันธ์และดร.สุดา >> WMV 7.77Mb , MP3 1.20Mb

พายัพ อดีตสส.สิงห์บุรี >> WMV 10.93Mb , MP3 1.69Mb

วรชัย สมุทรปราการ >> WMV 8.48Mb , MP3 1.31Mb

ขวัญชัย >> WMV 10.0Mb , MP3 1.55Mb

ระวังโรคตอแหลกำลังระบาดในไทยแลนด์!!!!!!!!!!!!

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

ข้อเท็จจริงในไทยยุคนี้มันได้เลือนหายไปหมดแล้วเหลือใว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป คือความโกหกตอแหลไปวันๆนี่คือระบบใหม่ของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่กำลังสอนลูกสอน หลานให้กระทำและให้สืบต่อไปในอนาคตข้างหน้าด้วยระบบปกปิดความจริงปกปิดความชั่วสาดโคลนใส่คนอื่น

เอ้า..ใครมีลูกมีหลานสอนตัวอย่างไปเลยตอนนี้มีแม่แบบของการโกหกตอแหลหาชมหาฟังหาดูได้ทุกๆที่ในประเทศ ไทย ไม่ว่าจะในโทรทัศน์ในวิทยุในหนังสือพิมพ์และในเว็บไซด์บางเว็บ ระบบใหม่ที่รัฐบาลใหม่ออกมาสั่งสอนลูกหลานไทยให้เจริญรอยตามกำลังระบาด คือโรคตอแหล อย่างหน้าด้านๆ ตอนนี้อากาศยิ่งร้อนโรคตอแหลยิ่งมีมากแข่งกับอากาศที่ร้อนระเบิด เห็นหน้าแต่ละคนออกทีวีแหมมันช่างปั้นได้กลมกลืนและสนิทใจได้เหมือนนักแสดง มืออาชีพ นักการเมืองพรรคนี้เขาคง


เรียนวิธีการแสดงตีสองหน้าได้ยอด เยี่ยมโดยไม่ละอายใจตัวเองเลย เห็นแล้วได้แต่ปลงอนิจจัง ว่าทำไมถึงไม่รู้จักคำพอแล้วไม่รู้จักว่าอะไรดีอะไรชั่ว ไม่รู้จักคำว่าผิดถูกชั่วดี สมัยองค์คุลิมานท่านยังรู้จักคำว่าพอแล้วและละจากความชั่วหันมาทำความดีต่อ พระพุทธองค์แต่คนของพรรคนี้ ไม่เคยได้สำนึกความผิดของตัวเองไม่เคยนึกถึงความเดือดร้อนของประชาชนส่วน ใหญ่ สร้างความตอแหลจากผิดเป็นถูกซึ่งมันผิดธรรมชาติของมนุษย์และผิดระบบการเป็นประชาธิปไตยโลก การที่จะปิดตา ปิดปากประชาชนคนรักความถูกต้อง มันคงไม่ง่ายเกินไปนักในการที่จะปลุกกระแสล้างสมองผู้คนในสมัยนี้ การกดดันจากสภาพการณ์ต่างๆทำให้คนเริ่มมองเห็นอะไรเด่นชัดขึ้น ถึงจะปลุกกระแส

24 ชั่วโมงล้างสมองผู้คนมันไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นแล้ว ฉะนั้นระบบใหม่ตอแหลที่ใช้ในขณะนี้คงจะใช้ได้ผลกับเด็กอนุบาล อาจจะได้ผลแต่จะมาใช้กับผู้ใหญ่ที่รู้ที่เห็นอะไรๆมา ด้วยตามันคงจะยากขึ้น เลิกหลอกลวงเลิกตอแหลได้แล้ว เพราะระบบตอแหลที่กำลังเป็นโมเด็ลใหม่ในยุคนี้จะกลายเป็นอาวุธของลูกหลานไทย ในอนาคตที่ไม่มีใจจริงต่อกันในภายหน้า ประเทศไทยยังต้องพี่งต่างประเทศ หากในอนาคตลูกหลานไทยเอาระบบตอแหลมาสืบต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น ใครจะมาคบค้าสมาคมกับประเทศไทย เพราะโกหกตอแหลปลิ้นปล้อนหาความเชื่อถือไม่ได้ วันใดเขาจับโกหกได้แล้วใครจะเอาด้วยฉะนั้นต่างประเทศไม่ใครเขาใช้ระบบหลอก ลวงให้ชาวโลกเชื่อถือ ประเทศไทยถูกต่างประเทศยำเละมาตั้งแต่พันธมิตรทำเสียหาย จนบัดนี้ชื่อเสียงยังไม่ดีขึ้น แล้วนี่ยังมีรัฐบาล

ตอแหลเกิดขึ้นอีก การที่ตัวเองทำสิ่งชั่วๆลงไปแล้วเสียหายชาติพังพินาทไปแล้ว แล้วตอนนี้จะไปร้องตะโกนบอกชาวโลกว่าข้าไม่ได้ทำข้าบริสุทธิ์ผุดผ่องก็เท่า ประจานความเขลาของตัวเองให้ชาว


โลกหัวเราะว่าคนพวกสติไม่สมประกอบไม่ บ้าก็บอ ตีบ้านตัวเองพังแล้วเที่ยวไปตะโกนบอกชาวโลกว่าข้าไม่ได้ทำ ทั้งภาพและหลักฐานต่างๆประจานไปทั่วแต่กลับปฏิเสธว่าข้าบริสุทธิ์ความคิด ช่างบื่อซื่อและน่าสมเพช ยิ่งเห็นนักการเมืองของพรรครัฐบาลต่างพยายามตอแหลฟอกตัวเองให้ขาวสะอาดเท่า ไหร่ มูมมองคนต่างประเทศยิ่งถูกตำหนิมากขึ้น ผลของการปิดสนามบินสุวรรณภูมิต่างประเทศไม่มีทางอภัยให้ในความเสียหาย ทำไมรัฐบาลจึงไม่ชีแจงประชาชนให้รู้ว่าทาง สหภาพยุโรปเขาเรียกร้องค่าเสียหายเท่าไหร่? อย่าปกปิดสิ่งที่ซ่อนใว้เปิดเผยความจริงที่ต่างประเทศเขาให้รัฐบาลรับผิดชอบ อะไรบ้างในกรณีที่ปิดสนามบิน บริษัททัวร์ต่างประเทศเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชดใช้อะไรบ้าง การโกหกตอแหลโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามมันช่างน่ารังเกียจ


ความ ไม่ยุติธรรมที่ได้กระทำไม่ได้สร้างความนิยมให้ในสังคมไทยเลย ตอนนี้มีผู้คนที่ไม่เห้นด้วยเพิ่มเป็นทวีคูณ การปกปิดความผิดตัวเองแล้วโยนความผิดให้คนอื่นเดี๋ยวนี้มันไร้ผล แม้แต่เด็กมันยังรู้ทันเกมส์ของพวกคุณ หากยังพยายามที่จะเดินเกมส์ตอแหลไปวันๆหนึ่งจุดจบมันคงเร็วขึ้น เพราะ

ผู้คนคงไม่ยอมดูละครตบตาที่มีแต่เรื่องตอแหลตลบตะแลงให้คนเชื่อโดยหาความจริงไม่ได้ ขาดความเชื่อถือจากคนทั่วไป ฉะนั้นอ้ายโรคตอแหลของพวกคุณที่กำลังระบาดก็จะต้องถูกสกัดจากผู้คนเสื้อแดงที่รักความจริงรักความยุติธรรมปกป้องอนาคตลูกหลานที่ไม่ให้เอามาเป็นเยี่ยงอย่างสืบ

ต่อไปโปรดช่วยกันยุติพฤติการณ์ตอแหลของคนกลุ่มนี้กันเถิด..........

Sunday, March 15, 2009

"แม้ว"อ้างถวายรายงานผ่านกลไกพิเศษ ไม่ไว้ใจ"เปรม" ปชป.ชี้โฟนอินถี่กลัวเสื้อแดงพลิกขั้วมวลชนลดลง

ที่มา มติชนออนไลน์

"แม้ว"ถวายรายงานผ่านกลไกพิเศษ "รับไม่ไว้ใจ"เปรม"หาชักใยปว. ใช้"ราชประชาสมาสัย"แก้ปัญหา ปชป.จับผิดคำพูด"แม้ว"โทษสื่อ แฉเจตนาเคยพูดถึงฎีกา3ครั้ง "บัญญัติ"กลัวโฟนอินถี่กลัวเสื้อแดงพลิกขั้ว "ชลิต"ชี้ขออภัยโทษต้องสำนึกผิด ซัด ขรก.เกียร์ว่างเช็คบิล"ทักษิณ"

"จตุพร"ซัด"สุเทพ"ใจแคบเอาผิดม็อบ


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำกลุ่ม นปช. นพ.เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายอดิศร เพียงเกษ และแกนนำ นปช.อีกหลายคน ทยอยขึ้นเวทีปราศรัยที่สนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรียกร้องประชาธิปไตย และโจมตีการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ อีกทั้งยังขอความเป็นธรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งแจ้งให้สมาชิกเสื้อแดงรอฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณเวลา 20.15น. ด้วย


นายจตุพรกล่าวถึงกรณีนายสุเทพ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาขู่และกดดันให้ตำรวจดำเนินคดีเด็ดขาดกับกลุ่มเสื้อแดงที่ปาขวดใส่นั้นว่า การกระทำแบบนี้ถือว่านายสุเทพใจแคบที่สุด หากจะเอาผิดกันจริงๆ กลุ่มพันธมิตรที่กระทำการยิ่งกว่า ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ทำลายสิ่งของ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ และกว้างปาสิ่งของเหมือนกัน แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจที่จะเอาผิด หากนายสุเทพยังใจแคบแบบนี้ต่อไปอีก อีกหน่อยก็ต้องจับคนเป็นแสนเป็นล้านคน เพราะคนทั้งประเทศหมดความอดทนแล้ว ไปที่ไหนก็มีแต่คนจะขับไล่ปาสิ่งของ

"แม้ว"อ้างถวายรายงานผ่านกลไกพิเศษ


ก่อนหน้านี้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อถวายรายงานสถานการณ์ทางการเมืองรวม 3 ฉบับ ว่า ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อถวายรายงานสถานการณ์ทางการเมืองผ่านกลไกที่พอสื่อสารไปได้ ซึ่งไม่ได้ใช้ช่องทางของสำนักราชเลขาธิการหรือองคมนตรีแต่อย่างใด ดังนั้นจึงถือว่าถูกต้องแล้วที่ผู้เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 องค์กรจะออกมาปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นกับการทูลเกล้าฯถวายรายงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าลืมว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯมาถึง 5 ปี มีเรื่องที่ต้องกราบบังคมทูลฯเป็นนิจศีล แต่หลังถูกยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯเพื่อถวายรายงานเลย ส่วนจะใช้กลไกใด หรือมอบหมายให้ใครเป็นผู้ดำเนินการนั้น ตนไม่ทราบ


"รับไม่ไว้ใจ"เปรม"หาชักใยปว.


ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณเลือกใช้กลไกพิเศษเพราะไม่วางใจองคมนตรีหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า "ไม่ต้องอธิบายเลย เพราะประธานองคมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ก็ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ ดังนั้นชัดเจนเลยในเรื่องความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ" เมื่อถามว่า เนื้อหาสำคัญในรายงานทั้ง 3 ฉบับเป็นอย่างไร นายจตุพรกล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นการถวายรายงานสถานการณ์ทางการเมือง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณถูกยึดอำนาจด้วยเหตุผล 4 ข้อ ในจำนวนนี้มีข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดีรวมอยู่ด้วย สิ่งที่แสดงออกจึงเป็นการทำให้เห็นว่าอดีตนายกฯมีความจงรักภักดีไม่เปลี่ยนแปลง และเคยพูดอยู่เสมอๆ ว่านายกฯมีเจ้านายคือพระเจ้าแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าเนื้อหาในรายงานทั้ง 3 ฉบับเป็นอย่างไร เรื่องแบบนี้ไม่ใครบอกใคร เพราะถือเป็นเรื่องที่มิบังควรที่จะนำมาเปิดเผยต่อ


ใช้"ราชประชาสมาสัย"แก้ปัญหา


เมื่อถามย้ำว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณมีแนวคิดจะขออภัยโทษให้ตัวเองหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มี แต่นายวีระ มุสิกพงศ์ เคยเสนอแนวคิดเรื่องราชประชาสมาสัย แต่ยังไม่เป็นรูปธรรม เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว แต่เป็นเรื่องบ้านเมืองที่มี 2 มาตรฐาน ไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะนี้ไม่มีใครฟังใคร แต่คนไทยทุกคนฟังพระเจ้าแผ่นดิน จึงเป็นเรื่องที่พระเจ้าแผ่นดินกับประชาชนจะร่วมกันทำให้ประเทศชาติกลับไปสู่จุดเดิมที่ไม่มี 2 มาตรฐาน คู่ขัดแย้งต้องยอมถอยคนละก้าว


"ขณะนี้ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มก้าวข้ามพ้นแล้ว เพราะถ้าท่านตัดสินใจกลับเข้าประเทศ ก็ต้องถูกคุมขัง และจะมีประชาชนลุกฮือขึ้นมาเต็มบ้านเมือง แต่ถ้าวันหนึ่งถ้าเห็นว่าบ้านเมืองมันสุดโต่งจริงๆ กู่ไม่กลับแล้ว ท่านก็อาจจะกลับมา ส่วนจะเร็วจะช้าเพียงใด สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด แต่การกลับเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่เรื่องเกินจะคาดคิด" นายจตุพรกล่าว


ปชป.จับผิดคำพูด"แม้ว"โทษสื่อ


เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ในหนังสือเจแปน ไทมส์ ของญี่ปุ่น ระบุถึงการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ และได้มีการออกมาชี้แจงว่ามีการสื่อความหมายที่ผิดไป ว่าไม่ใช่เป็นการสื่อความหมายผิดตามที่มีการออกมาชี้แจง และไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สื่อมวลชนไทยทุกแขนงจะนัดกันแปลความหมายผิด และเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรชี้แจงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ผ่านการโฟนอินของกลุ่มคนเสื้อแดง


"ผมสอบถามไปยังนักวิชาการด้านภาษาแล้วก็แปลความหมายตรงกับที่สื่อมวลชนรายงาน ภาษาอังกฤษอาจจะแปลว่าอะไรก็ได้ แต่ต้องดูรูปประโยคส่วนท้ายประกอบ การที่บอกว่าสื่อมวลชนแปลคำว่า Pardon เป็นการถวายฎีกาเพื่อขออภัยโทษ ไม่ถูกต้อง เป็นแค่การถวายรายงานเท่านั้น ถ้าถวายรายงาน ทำไมไม่ใช้คำว่า Report ที่แปลได้ตรงตัวอยู่แล้ว"

แฉเจตนาเคยพูดถึงฎีกา3ครั้ง


"ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ เคยพยายามพูดเกี่ยวกับการถวายฎีกามาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง คือครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่บอกว่า "ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศได้หรอกครับ นอกจากพระบารมีที่จะทรงพระเมตตา"ครั้งที่ 2 ให้สัมภาษณ์อาระเบียน บิสเนส วันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 ว่า "ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกว่าผมสามารถเป็นประโยชน์ ผมก็จะกลับไป และพระองค์พระราชทานอภัยโทษแก่ผม ถ้าพวกเขาไม่ต้องการผม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงรู้สึกว่าไม่สามารถทำอะไรให้ต่างออกไปได้ ผมก็จะอยู่ที่นี่และทำธุรกิจไป" และครั้งสุดท้ายก็ให้สัมภาษณ์กับเจแปนไทมส์ จึงตอกย้ำชัดเจนว่า สื่อรายงานถูกต้อง" นายเทพไทกล่าว


นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก รองโฆษก ปชป. กล่าวว่า นายสุเทพถูกมวลชนคนเสื้อแดง เอาขวดน้ำขว้างใส่และปาไข่ใส่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคเพื่อไทยที่เป็นบริษัทแม่ให้ดูแลบริษัทลูกให้ดี เพราะจะทำให้ประเทศเกิดความปั่นป่วน


โฟนอินถี่กลัวเสื้อแดงพลิกขั้ว


นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วนและกรรมการสภาที่ปรึกษา ปชป.กล่าวว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้คนออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำหนังสือขออภัยโทษเพราะข่าวที่ออกมาคงทำให้ตัวเองดูไม่ดี ว่าไปบีบบังคับใคร จึงให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาแก้ข่าวว่าเป็นเพียงการทำรายงานเสนอ ทั้งที่เมื่อดูน้ำหนักคำพูดแล้วจะรู้ว่าระหว่างคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณกับคนที่ให้มาแก้ข่าว ใครน่าเชื่อถือกว่ากัน


"พ.ต.ท.ทักษิณควรเดินทางกลับมารับโทษก่อน จากนั้นค่อยมาพูดคุยถึงการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม ยิ่งเคลื่อนไหวมากขึ้นตัวเองก็ยิ่งตกที่นั่งลำบากมากขึ้น เพราะประเทศต่างๆ ไม่ยินดีให้เป็นฐานโจมตีทางการเมือง ส่วนการโฟนอินถี่น่าจะเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณคงประเมินแล้วว่า เงื่อนเวลามันบีบเข้ามา ทำให้ตกที่นั่งลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ คงกลัวว่าหากทิ้งไปนานๆ รัฐบาลอาจเข้มแข็งมากขึ้นและมวลชนตัวเองน้อยลง เพราะล่าสุดเครือข่ายของเขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ


"คนอย่างคุณทักษิณมีลักษณะสองอย่าง คือ แพ้ไม่เป็น กับผิดไม่เป็น คุณทักษิณจะไม่ยอมใครง่ายๆ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น คุณทักษิณจะโทษคนอื่นก่อน" นายบัญญัติกล่าว


"ชลิต"ชี้ขออภัยโทษต้องสำนึกผิด


พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และอดีตรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณขอพระราชทานอภัยโทษว่าคงแก้ยาก เพราะคนที่ถูกตัดสินลงโทษจำคุกแล้ว ถ้าไม่ได้สำนึกผิด แล้วจะขออภัยโทษคงไม่มีประเทศไหนที่ให้ ทุกประเทศจะให้กับผู้ที่สำนึกผิดแล้ว แต่ไม่สำนึกคงไม่มีใครให้อภัยโทษ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ยอมรับความผิด เพราะหากเป็นเราคงจะเหมือนกัน ถ้าถูกตัดสินคงต้องดิ้น หากมีชีวิตที่สะดวกสบายในต่างประเทศก็คงจะออกไปอยู่ข้างนอก เพราะเห็นว่า คนถูกคดีหลายคนไปอยู่ต่างประเทศ


เมื่อถามว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวต่อสู้เพราะมีความเจ็บแค้นหนักหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า ขณะนี้ถึงจุดแตกแล้ว แต่ยังไม่ยอมรับจุดแตก เพราะศาลได้ตัดสินจำคุก ซึ่งถือเป็นจุดจบแล้ว และไม่มีหนทางอื่นนอกจากบ่อนทำลายรัฐบาลและประเทศ เมื่อถามว่าจะมีใครทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดเคลื่อนไหวได้หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า คงจะต้องเป็นตัวเอง องคุลีมาลยังต้องรู้สึกด้วยตัวเอง คงไม่มีใครไปสอนได้ บางคนไม่รับฟังคำสอนจึงเป็นเรื่องยาก


ซัดขรก.เกียร์ว่างเช็คบิล"แม้ว"


เมื่อถามว่า กองทัพพยายามสกัดไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาครองอำนาจในรัฐบาล พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า การไม่ครองอำนาจในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะเป็นไปตามกรรม คือ การกระทำที่เกิดขึ้น คงไม่ใช่เป้าหมายของ คมช.ว่าต้องทำลาย แต่ใครที่ทำผิดกฎหมายต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่ได้กลั่นแกล้ง เมื่อถามว่า จากการประสานงานของรัฐบาลกับต่างประเทศมีแนวโน้มจะจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณได้หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า ความจริงสามารถเลิกใช้พาสปอร์ตแจ้งรัฐบาลแบบเข้มแข็ง ทำได้ทั้งสิ้น แต่มีอะไรแอบแฝงหรือไม่นั้นไม่รู้ เมื่อถามว่า แสดงว่า ข้าราชการประจำยังเป็นคนของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่า อาจจะเป็นอย่างนั้น เพราะมีความเกี่ยวพัน การเกื้อหนุนมาแต่ในอดีต เพราะถ้าหากทำจริงๆ โดยไม่มีลูบหน้าปะจมูกต้องคืบหน้าไปมากกว่านี้แล้ว


"กษิต"ยันโผล่ไหนขอตัวที่นั่น


นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดสร้างความปั่นป่วนด้วยการใช้วิธีโฟนอิน หาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนดีก็น่าจะกลับมาสู้คดีที่เมืองไทย ทั้งนี้การที่อัยการสูงสุดไปฮ่องกงเพื่อเจรจาทำความตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนแม้ว่าจะยังเจรจาไม่เสร็จแต่หากเจอ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นที่ฮ่องกง รวมทั้งทุกที่ ก็ถือเป็นภาระหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตที่จะแจ้งให้ตำรวจท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ ได้ดำเนินการส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย

"เสื้อแดง"ทยอยเดินทางสบทบแน่นสนามกีฬาอยุธยา


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อ ช่วงเย็นของวันที่ 14 มีนาคม ที่สนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าคนเสื้อแดงเข้าไปรวมตัวหันที่หน้าเวทีปราศรัยของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อด้านเผด็จการ (นปช.) ทำให้พื้นที่กว่า 400 ไร่ของสนามกีฬาจังหวัดแดงไปทั้งพื้นที่ และด้วยคนจำนวนมากและรถยนต์จำนวนมากทำให้พื้นที่ซึ่งขนาดใหญ่แน่นขนัด ทำให้รถยนต์บางส่วนล้นออกมาจอดถนนรอบสนามกีฬาจังหวัด และยังมีรถบัสจำนวนมาก และรถแท็กซี่อีก 400 คัน


นอกจากนี้การ์ดของ นปช. หรือ นักรบพระเจ้าตาก ต้องเพิ่มความเข้มในการตรวจสอบการเข้าออก เพื่อดูแลความปลอดภัย สถานการณ์โดยรวมพบว่าอยู่ในขั้นปลอดภัย ประกอบกับท้องฟ้าเป็นใจ เพราะตลอดทั้งวันพบว่าแดดไม่ออก ฝนก็ไม่ตก มีแต่สายลมที่พัดเย็นสบาย ทำให้บรรยากาศการชุมนุมผ่อนคลายไม่ร้อนเหมือนที่จังหวัดอื่น ๆ ทั้งนี้คนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ต่างสวมเสื้อแดงและเดินถือป้ายแสดงถิ่นฐานว่ามาจากจังหวัดไหน กลุ่มไหน เข้ามาร่วมชุมนุมและทักทายกันตลอดเส้นทาง อย่างไรก็ตามพบว่ามีสินค้าทำพวกเสื้อแดง และภาพของอดีตนายกทักษิณขายเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกร้านล้วนแต่ขายดี

นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย เดินทางไปพร้อมกับกลุ่มคนเสื้อแดง และคนติดตามของนายสุรเชษฐ์ ได้ปาไข่ไก่จำนวนเกือบ 100 ใบ ใส่ภาพของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนเสื้อแดง


ตร.500 นายดูแลเสื้อแดงจัดความจริงฯสัญจร

ด้านนอกรอบสนามกีฬาจังหวัด พบว่าทางตำรวจได้เพิ่มกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจร โดยรวมแล้วใช้ตำรวจประมาณ 500 นาย ได้กระจายปฏิบัติหน้าที่ทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าเมืองอยุธยา พล.ต.ต.ชินทัต มีศุข ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ตำรวจดูแลด้านนอก ส่วนด้านในให้ประสานกับการ์ด นปช. ในการรักษาความสงบเรียบร้อยดูแลกลุ่มคนที่เข้าร่วมกิจกรรมเวทีสัญจร แต่พื้นที่ด้านในสนามกีฬาตำรวจตั้งจุดเพื่อเตรียมความพร้อมหากมีเหตุเกิดขึ้นเช่นกัน โดยรวมแล้วพบว่าเหตุการณ์เป็นปกติ ไม่มีเหตุร้ายหรือสิ่งบงชี้ว่าจะมีเหตุร้าย


"เหวง"โวผู้ร่วมชุมนุม 3 หมื่นขับไล่รัฐบาล


นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวว่า วันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมีคนมาร่วมกว่า 30,000 คน หากดึกกว่านี้เชื่อว่าจะมากกว่านี้แน่นอน และถือว่าการชุมนุมนั้นมีคนมาร่วมเพิ่มขึ้นทุกจังหวัดที่ นปช.จัดขึ้น การจัดสัญจรก็เพื่อเป็นการรณรงค์ แสวงหาแนวร่วมเพื่อจะระดมคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพเพื่อขับไล่รัฐบาล และทุกวันนี้ถือว่าคนเสื้อแดงเกินขึ้นใหม่ มีสมาชิกเพิ่มขึ้นในทุก ๆ จังหวัด คนเสื้อแดงขยายจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะประชาชนทั้งประเทศอึดอัดการภาวการณ์ของประเทศไทย ที่รัฐบาลไม่ได้มาจากกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่มาจากทหารและกลุ่มคนที่กดดันประท้วงจนได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ซึ่งเรื่องนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาบอกชัดอยู่แล้วว่านายกอภิสิทธิ์ (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาจากการสนับสนุนของกลุ่มพันธมิตรและทหาร


นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวอีกว่า เรื่องดังกล่าวชี้ชัดอยู่แล้วว่ามาจาก การยึดอำนาจของทหาร การประท้วงของกลุ่มพันธมิตร และรัฐบาล ปชป. ปัจจุบันบ้านเมืองเป็นหนี้สินมากมาย รัฐบาล ปชป.เอาแต่กู้ เพื่อนำเงินกู้มหาศาลมาใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาของประเทศแบบไม่ตรงจุด ทำงานแบบไร้ฝีมือ ไม่เป็นมืออาชีพ ยิ่งทำบ้านเมืองยิ่งล่มจม ยิ่งเป็นหนี้สิน ประเทศชาติจนลงทุกวัน ประเด็นนี้ทำให้คนอีกเป็นจำนวนมาก เปลี่ยนใจมาเป็นเสื้อแดงและพร้อมใจร่วมพลังกับคนเสื้อแดงขับไล่รัฐบาล ปชป.