โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
17 มีนาคม 2552
วันที่ 17 มีนาคม เป็นวันครบรอบ 360ปี แห่งการประกาศสาธารณรัฐในอังกฤษ ในวันนั้น ในปี 1649 ไม่กี่วันหลังจากที่จับกษัตริย์ชาร์ลสที่หนึ่งมาตัดหัว รัฐบาลสาธารณรัฐภายใต้แกนนำของประธานาธิบดี Oliver Cromwell แถลงว่า
“ตำแหน่งกษัตริย์เป็นสิ่งไม่จำเป็น เป็นภาระทางสังคม และเป็นภัยต่อเสรีภาพ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประชาชน”
การประกาศสาธารณรัฐเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติทุนนิยมและสงครามกลางเมือง ท่ามกลางการต่อสู้นี้ฝ่ายต้านกษัตริย์เริ่มเข้าใจว่าต้องประหารชีวิตกษัตริย์ เพราะเขาจะไม่ยอมเลิกสู้ถ้าปล่อยไป
นักเขียนคนสำคัญที่อธิบายเหตุผลและความชอบธรรมในการประหารกษัตริย์คือ John Milton ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการเขียนและการแสดงออกในยุคนั้น และต่อมาเขาได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอังกฤษในสาธารณรัฐใหม่
แต่ฝ่ายสาธารณรัฐในการปฏิวัติทุนนิยมอังกฤษมีสองซีก คือซีกชนชั้นระดับกลางที่ประกอบไปด้วยนายทุนอย่าง Cromwell และซีกที่เป็นคนยากจน พวกหลังนี้จัดตั้งหลวมๆ ในองค์กรชื่อ Levellers ท่ามกลางการปฏิวัติจึงเกิดการถกเถียงว่าควรจะนำไปสู่ประชาธิปไตย “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” หรือไม่ และควรแจกจ่ายที่ดินให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ ในที่สุดฝ่ายคนจนแพ้ และหลังจากที่ประธานาธิบดี Cromwell ตาย ฝ่ายนายทุนก็ได้นำกษัตริย์ชาร์ลส์ที่สองกลับมา แต่กลับมาในรูปแบบประมุขของนายทุน ทั้งนี้เพื่อยับยั้งการต่อสู้เพื่อคนจน
ประมาณหนึ่งร้อยปีต่อมาเกิดการปฏิวัติทุนนิยมในฝรั่งเศสในปี 1789 และกษัตริย์ฝรั่งเศสและราชวงศ์ถูกประหารหมด ด้านซ้ายของรัฐสภาใหม่เป็นที่นั่งของพวกที่เข้าข้างคนจน ส่วนซีกขวาของรัฐสภาเป็นที่นั่งของนายธนาคารและนายทุน ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติ มีนักเขียนและนักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษชื่อ ทอมมัส เพน เขียนหนังสือ The Rights of Man เพื่อยืนยันความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และวิจารณ์ระบบกษัตริย์ที่ถ่ายทอดอำนาจทางสายเลือด
ทอมมัส เพน คือปัญญาชนของการปฏิวัติอเมริกา 1776 และมีส่วนร่วมในการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เขาเกิดในครอบครัวคนจนที่เมือง Thetford, Norfolk ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1737 เมื่อจบการศึกษาขณะที่อายุเพียง 13 ปี เพน ต้องออกไปทำงาน หนังสือเล่มแรกที่มีชื่อเสียงของ เพน คือ Common Sense (“ปัญญาสามัญ” เขียนในปี 1776) ซึ่งเสนอเหตุผลว่าทำไมอเมริกาควรเป็นประเทศอิสระจากอังกฤษ ในไม่ช้าเล่มนี้กลายเป็นหนังสือสำคัญของการปฏิวัติอเมริกา
หนังสือ The Rights of Man (“สิทธิมนุษยชน”) เพน เขียนเป็นสองตอนระหว่างปี 1791-1792 หนังสือเล่มนี้เป็นการปกป้องความก้าวหน้าดีงามของการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เพื่อโต้ตอบคำวิพากษ์วิจารณ์ของนักเขียนปฏิกิริยาในอังกฤษชื่อ Edmund Burke หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือต้องห้ามในอังกฤษ การทำให้เป็นหนังสือต้องห้ามโดยรัฐบาลอังกฤษมีผลทำให้ผู้รักความเป็นธรรมในขบวนการแรงงานอังกฤษและในสังคมทั่วไปพยายามแสวงหาเล่มนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานบางคนจะแอบซื้อเล่มนี้ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือไม่ออก แล้วจะตั้งวงเพื่อให้คนอื่นอ่านให้ฟัง
เพน เสนอในหนังสือ Rights of Man ว่า ในโลกเรามักพบสองรูปแบบของการปกครองคือ หนึ่ง การปกครองตามระบบเลือกตั้งและระบบผู้แทน ซึ่งเรียกว่าระบบสาธารณรัฐ และสอง การปกครองของผู้สืบทอดอำนาจทางสายเลือด ซึ่งเรียกกันว่าระบบกษัตริย์หรือขุนนาง การปกครองสองรูปแบบนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานที่ตรงกันข้าม คือพื้นฐานการใช้สติปัญญากับพื้นฐานความโง่
เนื่องจากการบริหารสังคมต้องการความสามารถและฝีมือ และเนื่องจากความสามารถและฝีมือไม่สามารถสืบทอดผ่านสายเลือดได้ง่ายๆ เราจะเห็นได้ว่าระบบการปกครองที่อาศัยการสืบทอดสายเลือดมีความจำเป็นที่จะให้มนุษย์ยึดมั่นในความเชื่อที่ปราศจากการใช้สติปัญญา คือดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์จมอยู่กับความโง่ ดังนั้นเมืองไหนประเทศไหนเต็มไปด้วยความโง่ เมืองนั้นมีความเหมาะสมที่จะใช้ระบบสืบทอดการปกครองโดยสายเลือด แต่บรรยากาศของสาธารณรัฐย่อมนำไปสู่การพัฒนาความกล้าในการนึกคิดและกระทำที่ได้แต่สร้างศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
สำหรับ เพน การเสนอว่า "กษัตริย์ย่อมกระทำผิดมิได้" เป็นการผลักดันให้กษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานภาพเช่นเดียวกับคนปัญญาอ่อน หรือคนบ้าที่ไร้สติ เพราะไม่สามารถรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนกระทำได้ ระบบสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือดเป็นระบบที่ลดคุณค่าของผู้ถือตำแหน่งเอง เพราะเป็นการเสนอว่าใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนปัญญาอ่อนสามารถทำหน้าที่นี้ได้ ถ้าเปรียบกับช่างซ่อมเครื่องจักรแล้ว การเป็นช่างย่อมใช้ความสามารถและฝีมือ แต่การเป็นกษัตริย์แค่อาศัยร่างสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่ามนุษย์ (to be a King requires only the animal figure of man) ในที่สุดแนวความคิดแบบนี้ที่อาศัยความงมงายน่าจะดับสูญหายไปในยุคแห่งการใช้เหตุผล
เพน อธิบายอีกว่า ไม่มีสภาผู้แทนไหน กลุ่มคนใด หรือมนุษย์ในเมืองอะไร ที่มีสิทธิจะกำหนดหรือสั่งการในลักษณะการบังคับมัดสังคมชั่วนิรันดร์ตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการปกครอง หรือเกี่ยวกับว่าใครจะเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นคำประกาศใดๆ หรือมาตรากฏหมายรัฐธรรมนูญใดๆ ย่อมไม่มีน้ำหนักและความชอบธรรมในเมื่ออาศัยสิทธิอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวในการออกคำประกาศหรือกฏหมาย ทุกยุค ทุกรุ่น ต้องมีเสรีภาพในการปฏิบัติในทุกเรื่อง มนุษย์รุ่นหนึ่งไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองชีวิตของคนรุ่นต่อไป คนที่มีชีวิตอยู่คือผู้ที่เราควรจะเคารพรับฟัง ไม่ใช่ซากศพคนรุ่นก่อน
เพน เสนอว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่ใช่เป็นเพียงการกบฏต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่เป็นการปฏิวัติล้มหลักการปกครองเผด็จการของกษัตริย์ หลักการนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่กษัตริย์คนนี้หรอก มันมีมานาน และพวกกาฝากทั้งหลายที่ติดพันกับระบบนี้มีหนาแน่นเกินไปที่จะกำจัดออกไปโดยวิธีอื่นนอกจากการปฏิวัติสังคมอย่างถ้วนหน้า การที่กษัตริย์ฝรั่งเศสปัจจุบันไม่ได้ชั่วร้ายอะไรหนักหนาไม่สำคัญ เพราะการมีระบบเผด็จการของกษัตริย์ก็เป็นโอกาสสำหรับรัชกาลต่อไปที่อาจโหดร้ายกว่า ที่จะเถลิงอำนาจ การพึ่งพาตัวบุคคลที่อาจมีคุณธรรมไม่ใช่หลักประกันการปกครองที่เป็นธรรม เพราะการละเว้นการใช้อำนาจอย่างป่าเถื่อนของบุคคลคนหนึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยกเลิกระบบเผด็จการ
บ่อยครั้งมีคนบ่นว่าการปฏิวัติเป็นเรื่องป่าเถื่อนนองเลือด หรือมีการลงโทษฝ่ายพ่ายแพ้อย่างรุนแรงเป็นต้น นอกจากเรื่องนี้ไม่จริงเสมอไปแล้ว เราต้องมาพิจารณาว่าทำไมมนุษย์ถึงเลือกใช้ความโหดร้ายในการลงโทษ คำตอบสั้นๆ คือเขาเรียนรู้จากผู้ที่ปกครองเขา ดังนั้นถ้าการกบฏใดมีความโหดร้ายทารุณมันเพียงแต่เป็นการสะท้อนความโหดร้ายทารุณของระบบที่เคยปกครองเขา เราควรนำขวานมาฟันรากและโคนของปัญหา เราต้องสอนหลักมนุษยธรรมกับรัฐบาล ลองคิดดูสิรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือฝรั่งเศสล้วนแต่ใช้ความโหดร้ายในการประหารชีวิตคน ดังนั้นถ้าบ้านเมืองเรามีม็อบโหดร้ายป่าเถื่อนมันก็เพราะบ้านเมืองมีระบบการปกครองที่ปกพร่องโหดร้ายป่าเถื่อน แต่อย่าลืมว่าม็อบดังกล่าวเพียงแต่เป็นมวลชนผู้ตาม แต่การนำกระบวนการปฏิวัติส่วนใหญ่เต็มไปด้วยบุคคลที่มีความคิดก้าวหน้าเพื่อเสรีภาพและมนุษยธรรม
เพน เล่าต่อว่า ในอดีตมนุษย์มีลักษณะความเป็นมนุษย์อย่างเดียว ไม่มียศศักดิ์อะไรสูงหรือต่ำกว่านั้น ทุกทฤษฎีที่ว่าด้วยกำเนิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะมาจากโลกที่มีการบันทึกด้วยลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจา หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าหรือเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ทุกทฤษฎีมีจุดร่วมสำคัญอันหนึ่งคือ มีการมองว่ามนุษย์เป็นหนึ่งอันเดียวไม่แตกต่างกัน คือมนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน ด้วยสิทธิตามธรรมชาติที่เท่าเทียมกัน ไม่มีมนุษย์ที่ไหนที่จะยอมอาสาเข้าไปร่วมในสังคมเพื่อที่จะมีฐานะเลวลงหรือมีสิทธิเสรีภาพน้อยกว่าสิทธิธรรมชาติอันนี้ การเข้าร่วมสังคมกระทำไปเพื่อให้มีการปกป้องสิทธิเสรีภาพธรรมชาติต่างหาก และสิทธิเสรีภาพธรรมชาติย่อมเป็นรากฐานของสิทธิพลเมืองในสังคม
ระบบขุนนางที่สืบทอดอำนาจหรือตำแหน่งทางสายเลือด ไม่ว่าจะในประเทศใด ล้วนแต่มีรากฐานมาจากการใช้กำลังทางทหารทั้งนั้น คือเป็นระบบเผด็จการทางทหารชนิดหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องมีระบบสืบทอดอำนาจที่ชัดเจนและตัดส่วนแบ่งทางอำนาจจากสาขาต่างๆ หรือแขนงน้อยๆ ของครอบครัวเพื่อระดมอำนาจและทรัพย์สินไว้ส่วนกลาง กฎเกณฑ์ของระบบนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับกฎธรรมชาติ และธรรมชาติกำลังเรียกร้องให้เรากำจัดสิ่งเพี้ยนๆ นี้ออกไปเสียที
ในประเทศที่อ้างว่ามีอารยะธรรม เมื่อเราเห็นคนแก่คนชราถูกทอดทิ้ง และเยาวชนถูกประหารชีวิต เราต้องสรุปว่าระบบการปกครองของประเทศนั้นมีปัญหา จากเปลือกภายนอกของสังคมเหล่านั้นที่ดูสงบเรียบร้อย เมื่อเราเจาะลึกลงไปจะเห็นความยากไร้ที่ไม่เปิดโอกาสใดๆ ให้คนยากจนนอกเหนือจากการตายในสภาพแบบนั้นหรือการถูกลงโทษ การปกครองที่มีคุณธรรมไม่ใช่การปกครองที่อาศัยโทษประหาร การปกครองที่มีคุณธรรมต้องบริการเยาวชนให้มีโอกาสเต็มที่ในการศึกษา และต้องดูแลคนแก่คนชราของสังคม ทำไมผู้ถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนจน? แค่ข้อมูลชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็แสดงถึงความยากไร้ในสภาพชีวิตของเขา แน่นอนเขาก็ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมและระบบกฎหมายที่ป่าเถื่อน ในจำนวนเงินล้านๆ ที่ถูกนำมาใช้โดยรัฐบาล มีมากมายเหลือเฟือที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ที่ต้นเหตุเพื่อประโยชน์ของสังคม และเวลาเราพูดถึงปัญหาความยากจนแบบนี้เรากำลังพูดด้วยความห่วงใยเมตตาในเพื่อนมนุษย์และในเรื่องสิทธิมนุษยชน
ในการบริการสังคม เพน เสนอว่าเราต้องพูดถึงระบบการเก็บภาษี เวลาพูดถึงการเก็บภาษีคนส่วนใหญ่ชอบเสนอว่าควรเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และการนิยามว่าอะไรฟุ่มเฟือย อะไรไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ค่อยมีเหตุผลหรือระบบเท่าไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะฟุ่มเฟือยอย่างชัดเจนคือการถือครองที่ดินขนาดใหญ่ ดังนั้นควรมีการเก็บภาษีที่ดินจากผู้มีที่ดินมหาศาลเป็นประการแรก หลังจากนั้นก็ต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า และการลดการถ่ายทอดสินทรัพย์ผ่านมรดก
แนวความคิดดังกล่าวและการต่อสู้ของนักประชาธิปไตยอังกฤษ กลายเป็นหลักประกันสำคัญเพื่อไม่ให้กษัตริย์อังกฤษในยุคนี้ ยุ่งหรือถูกลากลงมายุ่ง ในเรื่องการเมือง...
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 17, 2009
17มีนา:วันสาธารณรัฐอังกฤษ
ปี52ปชป. ยังหอม แชมป์เงินบริจาค 25 ล้านบาท "เทือกสุบรรณ"เจ้าเดียวเท10ล้าน-เพื่อไทยแค่ 2 ล้าน
ที่มา มติชนออนไลน์
ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า สัปดาห์ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยยอดเงินบริจาคพรรคการเมือง ประจำเดือนมกราคม 2552 มีพรรคการเมืองแจ้งว่าได้รับเงินบริจาค 4 พรรค ได้แก่ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย พลังแผ่นดินไท และกิจสังคม
พรรคการเมืองที่ได้รับเงินบริจาคมากที่สุด คือประชาธิปัตย์ 25.9 ล้านบาท , พรรคเพื่อไทย 2 ล้านบาท (นายองอาจ เอื้ออภิญญากุล) ,พรรคพลังแผ่นดินไท 25,000 บาท และ กิจสังคม 20,000 บาท
ในส่วนของประชาธิปัตย์ผู้บริจาครายใหญ่คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค 5 ล้านบาท, นายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ 5 ล้านบาท , นายประกอบ จิรกิตติ รองผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรก 2,680,000 บาท ครั้งที่สอง 1,500,000 บาท รวม 4,180,000 บาท , นายเทพไท เสนพงศ์ 1,005,000 บาท นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ 1 ล้านบาท ,นางสิริกานต์ ทองไทย น้องสาวนายประกอบ 600,000 บาท
บริจาค 500,000 บาท มีจำนวน 7 ราย ได้แก่ นายประเสริฐ จิรกิตติ ,บมจ. โรงพยาบาล รามคำแหง, บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ , บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด ,บริษัท บี.เอส.เมทัล จำกัด, บริษัท เรือลำเลียง บางปะกง จำกัด ,บริษัท กลุ่มเหล็กสหวิริยา จำกัด
บริจาค 250,000 บาท 2 ราย บริษัท เอฟ แอนด์ เอส 79 จำกัด และ บริษัท สินแพทย์ จำกัด
บริจาค 200,000 บาท มีจำนวน 6 รายได้แก่ นายสุภกิต เจียรวนนท์ , นายพิสิษฐ์ มโนภินิเวศ , นางพรทิพย์ อภิธนาคุณ ,บมจ.ไทยพร็อพเพอร์ตี้ ,หจก.ดีอาร์ ทีเทรดดิ้ง ,บริษัท โรงสีเอกไรซ์ จำกัด
บริจาค 176,000 บาท บริษัท สยาม เซฟตี้ พรีเมียร์ จำกัด
บริจาค 125,000 ได้แก่ น.พ.เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ
บริจาค 100,000 บาท มี 12 ราย ได้แก่ นายปรีชา บูรณะรุ่งเรือง, นายชาตรี หลายปัญญา, นายวฐา สุธีโสภณ, นายบุญส่ง รติสุขพิมล ,นายนิวัติ แจ้งอริยวงศ์ ,พญ.เจรียง จันทรกมล, นายศิริพงษ์ ศิริสวัสดิบุตร ,นายภูมสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ,นางสาวเมทินี มหาคุณาจีระกุล ,บริษัท แสงชัยโชค จำกัด ,บริษัทปั้นหนึ่ง จำกัด ,บริษัท บลู แพลเน็ต โลจิติกส์ จำกัด
บริจาค 75,000 บาท 1 รายได้แก่ บริษัท ปรินดา จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ยังมีผู้บริจาค จำนวน 62,500 บาท จำนวน 8 ราย ได้แก่ บริษัท น้ำตาล ราชบุรี จำกัด ,บริษัท น้ำตาลไทยกาญจนบุรี จำกัด, บริษัท ไทยอุตสหากรรมน้ำตาล จำกัด ,บริษัท ประจวบอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท โรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย จำกัด ,บริษัทน้ำตาลท่ามะกา จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมมิตรเกษตร จำกัด, บริษัท ไทยเพิ่มพูนอุตสาหกรรม จำกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ยื่นไว้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ วันที่ 22 ธันวาคม 2551 ระบุว่า มีเงินฝาก 12.8 ล้านบาท
"ทักษิณ"โอดอยากจิ้มแจ่ว"จตุพร"ซัดกุข่าวแผนพระเจ้าตากล้มรบ.-เสื้อแดงชี้"แม้ว"โฟนอินเป็นยุทธศาสตร์พท.
ที่มา มติชนออนไลน์
"ทักษิณ"บอกอยากกินข้าวเหนียวไก่ย่างจิ้มแจ่วอีสาน กองทัพยังไม่ขึ้นบัญชีดำ"แม้ว"เป็นภัยความมั่นคง โฟนอินชลบุรีวัดกระแสความนิยมของระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรครัฐบาล ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่พรรควางเอาไว้ "สาทิตย์"ชี้"แม้ว"ถนัดทำสงคราม "แอร์วอร์" พท.จวกมั่นคงสร้างเรื่องแผนตากสิน เพื่อล้มรัฐบาลพรรคปชป.
แม้วอยากกินข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังโฟนอินต่อเนื่อง โดยช่วงค่ำวันที่ 16 มีนาคม โฟนอินสื่อสารกับกลุ่มผู้สนับสนุน ระหว่างการเปิดศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย จ.มุกดาหาร เลขที่ 80 ถนนพิทักษ์พนมเขต อ.เมือง โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเป็นประธานเปิดศูนย์ พร้อมกับการเปิดตัวนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีตนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองมุกดาหาร 3 สมัย สมาชิกพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเประมาณ 18 นาที โดยกล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งสมัยหน้า ขอให้ชาวมุกดาหารเลือก นายอนุรักษ์เป็น ส.ส. ทั้งนี้ จะได้กลับประเทศไทย "ผมอยากกลับไปกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง จิ้มแจ่วที่ภาคอีสาน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว พท.จวกมั่นคงสร้างเรื่องขึ้นมา
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ยังกล่าวถึงกรณีเอกสารด้านความมั่นคง เกี่ยวกับกับหารือลับระหว่างนักธุรกิจและนักการเมืองไทย เพื่อกำหนดแผนตากสิน เพื่อล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ว่า หากเอกสารที่ออกมาเป็นเอกสารจากฝ่ายข่าวของหน่วยงานหนึ่ง ก็บอกได้เลยว่าเป็นเอกสารที่เมกขึ้นมา เพื่อหากไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของเหตุการณ์พฤษภา 2535 เหตุการณ์ตุลา 2526 และ 2519 จะพบว่าผู้ที่อยู่ร่วมจากทั้ง 3 เหตุการณ์นั้นวันนี้ได้แยกกันไปอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดจะทำอะไรให้เกิดขึ้นแบบทั้ง 3 เหตุการณ์อีกครั้ง อีกฝ่ายก็ต้องรู้และรับมือได้อยู่แล้ว จึงไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะทำได้สำเร็จ และที่สำคัญการต่อสู่ในยุคนี้จะทำให้ทั้ง 3 เหตุการณ์กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะวันนี้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวทั้วถึงกันทั้งหมด
รับเคยวิเคราะห์สงครามปชช.
นายจตุพร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้นยังไม่ได้วางแผนไปถึงการสร้างความวุ่นวายถึงขนาดเป็นสงครามกลางเมือง เพราะสถานการณ์แวดล้อมขณะนี้ยังไม่ไปถึงตรงนั้นได้ จึงไม่รู้ว่าเอกสารที่ออกมาจากหน่วยข่าวนั้นใครเป็นคนคุยกับใคร แต่ยอมรับว่าพวกเราเคยวิเคราะห์กันถึงสงครามประชาชนและเหตุการณ์ในอนาคต หากประเทศไทยตกอยู่ในยุคตกต่ำที่สุด และประชาชนพร้อมใจกันลุกขึ้นมาสู้กับความไม่ชอบธรรมกันทั้งหมด แต่กว่าสถานการณ์จะไปถึงวันนั้นได้ยังคงอีกยาวนานหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ เพราะการต่อสู้ในยุคนี้จะต้องไม่เลือดตกยางออก ถึงจะประสบความสำเร็จได้ แต่อะไรที่เกิดจากการสร้างสถานการณ์นั้นไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ ปชป.แฉขั้นตอนแผนตากสิน
เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ว่า เป็นกระบวนการหนึ่งของแผนตากสิน เพราะจัดเตรียมขั้นตอนอย่างเป็นแบบแผน มีนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง เป็นคนเชียร์แขก รายงานสถานการณ์ม็อบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังโฟนอินอยู่ให้เกิดจินตนาการว่ามีคนมาร่วมชุมนุมมาก จนทำให้พ.ต.ท.ทักษิณหลงใหลและลำพอง ภูมิใจว่ามีคนมาสนับสนุน เหมือนกับเอาภาพวาดไปขายให้คนตาบอด ดูเหมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณพยายามทวงบุญคุณกับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะข้าราชการที่แต่งตั้งมา เมื่อคนเหล่านี้ไม่เห็นด้วย พ.ต.ท.ทักษิณก็ออกมาเปิดโปง
"ข้อสรุปจากผลโพลนี้ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องขยันโฟนอินเรื่องเศรษฐกิจ โดยยึดหลักการพูดโกหกทุกวันเพื่อทำให้คนเชื่อว่าจะเป็นจริงได้ ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกันว่าได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นตัวปัญหา จึงคิดว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง ควรยุติการทำตัวเป็นปัญหาต่อชาติ" นายเทพไทกล่าว และว่า พ.ต.ท.ทักษิณสู้ทุกรูปแบบ ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านจะเรียกว่าเป็นพฤติกรรมเลือดเข้าตา หมาจนตรอก "สาทิตย์"ชี้"แม้ว"ถนัดทำสงคราม "แอร์วอร์" นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการโฟนอินถี่ยิบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ก็เป็นการใช้สงครามข้อมูลข่าวสารหรือ "แอร์วอร์" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณถนัด แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของ พท.และกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องลงมือเอง ตนแปลกใจว่า ทำไมสื่อมวลชนถึงยังให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่อีก เพราะผลสำรวจของเอแบคโพลล์ยังระบุว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณหยุด บ้านเมืองจะสงบ อย่าลืมว่าคุณทักษิณเป็นอดีตไปแล้ว คนที่ทำงานอยู่คือรัฐบาลชุดปัจจุบัน
"แม้ว" โฟนอินชลบุรีวัดกระแส
ด้าน นายศักดา นพสิทธิ์ ทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานจัดงานความจริงวันนี้สัญจร จ.ชลบุรี กล่าวว่า วันที่ 17 มีนาคมนี้ แกนนำนปช.นำโดยนายจตุพร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะขึ้นเวทีความจริงวันนี้สัญจร บริเวณด้านข้างองค์การบริหารส่วนจังหวัด จ.ชลบุรี คาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินเพื่อร่วมพูดกับพี่น้องเสื้อแดงด้วย การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้าเวทีคนเสื้อแดงบ่อยมากขึ้นนั้น เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่จะวัดกระแสความนิยมของระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรครัฐบาล ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่พรรควางเอาไว้ และยังกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ตนได้รับรายงานมาว่ามีการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจสกัดกั้นคนเสื้อแดงด้วย คนเสื้อแดงจะแสดงพลังให้เห็นวันที่ 17 มีนาคมนี้เพื่อถือเป็นการต้อนรับนายกรัฐมนตรีล่วงหน้าก่อนลงพื้นที่จ.ชลบุรี วันที่ 21 มีนาคมนี้
กองทัพยังไม่ขึ้นบัญชีดำแม้ว
ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงความรู้สึกห่วงการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ถูกโจมตีหรือไม่ ว่า มีความเชื่อมั่นในนายกฯคนนี้ และเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ มีความสามารถดำเนินการต่อไปได้เป็นอย่างดี สำหรับการปาสิ่งของใส่ครม.นั้น เห็นว่าประชาชนทั้งประเทศดูอยู่ ไม่ห่วงเรื่องนี้เพราะมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบอยู่ เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน กองทัพมีการขึ้นบัญชีดำเป็นภัยความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติกล่าวสั้นๆ ว่า "ยังไม่มี"
ผบ.ทอ.ห่วงโฟนอินทำแตกแยก
ที่กองทัพอากาศ เวลา 11.30 น. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ถ้าเป็นการโฟนอินแสดงความคิดเห็นเสนอแนะในเรื่องที่ดีไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าพูดประเด็นที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เห็นว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณควรทำคือกลับมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม หากคิดว่ามีความบริสุทธิ์
เมื่อถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินโจมตี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ. เรื่องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวว่า การจัดซื้ออาวุธทางเหล่าทัพได้ชี้แจงอย่างต่อเนื่องว่า การจัดหาอาวุธต่างๆ เป็นการจัดหาทดแทน ไม่ได้จัดหามาให้พิเศษ ซึ่งขั้นตอนในการจัดหาต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี
ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานคดีพธม.
วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ศาลมีคำสั่งเลื่อนตรวจพยานหลักฐานในคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายธเนศร์ คำชุม กับพวกนักรบศรีวิชัย และการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวม 82 คน เป็นจำเลยที่ 1-82 ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร กรณีร่วมกันบุกยึดอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) เมื่อเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา เนื่องจากทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า นายจีรวัฒน์ ครูหนู จำเลยที่ 31 ป่วยไม่สามารถมาศาลได้ ประกอบกับทนายความบางรายเพิ่งพบกับจำเลยเป็นครั้งแรก จึงขอเวลาเตรียมการจัดทำบัญชีพยานในส่วนของจำเลย ศาลสอบถามอัยการโจทก์ไม่คัดค้านจึงมีคำสั่งเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นวันที่ 1 มิถุนายน นี้ เวลา 13.30 น.
อภิปรายให้เต็มที่
ที่มา ข่าวสด
บทบรรณาธิการ
พรรคเพื่อไทยมีมติให้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี
โดยกำหนดตัวผู้ที่จะถูกอภิปรายไว้ทั้งสิ้น 6 คน ประกอบด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 5 คน คือนายกรณ์ จาติกวณิช นายกษิต ภิรมย์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์
ในแง่ของจำนวนผู้ถูกอภิปรายที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป หากสามารถอภิปรายได้อย่างมีเนื้อหา ไม่อาศัยคารมโวหารเชือดเฉือนกันเพียงอย่างเดียว
สังคมก็คาดหวังว่าจะได้สารประโยชน์จากการยื่นอภิปรายครั้งนี้บ้างไม่มากก็น้อย
การยื่นอภิปรายนายชวรัตน์และนายบุญจงนั้นย่อมแสดงว่าพรรคเพื่อไทยตั้งใจที่จะสกัดกั้นการขยายตัวของพรรคภูมิใจไทยหรือกลุ่มเพื่อนเนวินเดิม ในฐานะที่แยกตัวออกจากพรรคที่เคยล่มหัวจมท้ายกันมา
ขณะที่การยื่นอภิปรายนายกษิตนั้นย่อมมีจุดประสงค์เพื่อการตอกย้ำ ให้สังคมเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ การอภิปรายในประเด็นเรื่องเงินปริศนาจำนวน 263 ล้านบาท ว่าจะเข้ามาเกี่ยวพันกับนายอภิสิทธิ์หรือพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร
การลากเอาชื่อนายประดิษฐ์เป็นผู้ร่วมถูกอภิปรายด้วย ในฐานะอดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่เงินดังกล่าวปรากฏออกมา ย่อมตอกย้ำให้เห็นความจริงข้อนี้
และสังคมก็คาดหวังว่าฝ่ายค้านจะมีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันสมราคาคุย
เพราะยิ่งฝ่ายค้านตั้งใจ "ทำการบ้าน" ด้วยการขุดค้นหาหลักฐานที่แสดงให้เห็นความผิดพลาดของรัฐบาลมากเท่าไหร่ สังคมก็ยิ่งจะได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น
ในด้านหนึ่ง ก็จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลต้องชี้แจงแสดงความโปร่งใสด้วยความประพฤติที่สุจริต และสร้างต้นทุนให้ตนเองเพิ่มเติมด้วยการเร่งทำงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
อีกด้านหนึ่ง สังคมก็จะได้รับรู้กลยุทธ์และกลวิธีในการดำเนินการทางการเมืองของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่าย ผ่านการตอบโต้ที่จะต้องมีการสาวไส้หรือแฉกันไปมา
แม้บางเรื่องน่าขยะแขยงหรือยากแก่การที่จะทนรับฟัง ก็ยังดีกว่าปิดหูปิดตาไม่รับรู้อะไรเลย
เพราะมีแต่รู้เท่าทันนักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายไหนเท่านั้น อำนาจต่อรองของชาวบ้านจึงจะเพิ่มขึ้น
หนามบ่งหนาม
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
ผลงานล่าสุดตามไปไล่ทุบไล่ถอง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ไปปฏิบัติภารกิจยังจ.ปทุมธานี
แต่คราวนี้ออกจะเล่นแรงไปไม่น้อยเพราะมีการปาระเบิดปิงปองสร้างความปั่นป่วนอย่างมาก
แล้วอย่างนายสุเทพ มีหรือจะยอมใครที่ไหน สั่งให้ตำรวจลากคอผู้ก่อเหตุมาให้ได้
งานนี้เลยหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กันตั้งแต่ผู้ว่าฯ ยังผู้การตำรวจ!??
นายสุเทพ คงเป็นเป้าหมายหลักของม็อบเสื้อแดงที่จะตามรังควาน เพราะโดยนิสัยใจคอที่ไม่ยอมคน คำพูดคำจาก็ดุดัน
หากนึกภาพไม่ออกก็ให้คิดถึง "นายสมัคร สุนทรเวช" เวลาโดนม็อบเสื้อเหลืองตามป่วน แล้วออกมาว้ากเพ้ยตอบโต้กลับ
ทั้งนิสัย และบุคลิกแทบจะบอกว่าเป็น "ฝาแฝด" กันได้เลยเชียว
ส่วนนายอภิสิทธิ์ ที่เป็นอีกเป้าสำคัญก็คงไม่แคล้วเช่นกัน แต่ม็อบเสื้อแดงอาจจะไม่คุกคามเท่านายสุเทพ
คงประมาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยโดน อาทิ ให้ผู้หญิงมาตะโกนด่าทอ หรือถือป้ายขับไล่
ทั้งพฤติกรรมและวิธีการของม็อบเสื้อแดงยามนี้ ไม่ต่างจากม็อบเสื้อเหลืองในสมัยก่อน
ถือว่าเป็นวิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง!??
อย่างไรก็ตาม ม็อบเสื้อแดง ต้องพึงสังวรณ์ถึงขอบเขตการแสดงออกว่ามิให้เกินเลย เหมือนสมัยม็อบเสื้อเหลืองเคยกร่างไปทั่วเมือง
จะเที่ยวพกมีดพกปืน ไล่ยิงไล่กระทืบคนเล่น แบบการ์ดหรือนักรบพันธมิตรฯ เคยทำเอาไว้นั้น ก็ให้ดูสถานการณ์ตอนนี้ด้วย
เพราะทั้งแกนนำที่ถูกออกหมายเรียกคดียึดทำเนียบฯ และมีคดียึดสนามบินจ่ออยู่ ไม่นับคดีหมิ่นประมาทที่คงตามมาเป็นหางว่าว
หรือการ์ดพันธมิตรฯ ที่ถูกออกหมายจับไปแล้ว 20 คน ในพฤติกรรมไล่ยิง ไล่ทำร้ายม็อบเสื้อแดงที่ถนนวิภาวดีฯ รวมถึงอีกหลายคดีที่ตำรวจกำลังเร่งสะสางอยู่
แสดงให้เห็นชัดเจนว่าแม้จะทำตัวอยู่เหนือกฎหมายได้ระยะหนึ่ง แต่สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่คงอยู่ตลอดไป
เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม "กฎหมาย" ก็จะเอื้อมมือเข้ามาทวงความยุติธรรม!!!
หากจะโอดครวญหรือโวยวายว่าถูกกลั่นแกล้ง ก็ให้นึกย้อนไปถึงพฤติกรรมของตัวเองที่ผ่านมาด้วยว่า กระทำอย่างอุกอาจและเหิมเกริมขนาดไหน
ที่ผ่านมาม็อบเสื้อแดงพยายามอ้างว่าจะไม่ละเมิดกฎหมายเหมือนที่พันธมิตรฯ ทำ แต่เหตุการณ์ที่จ.ปทุมธานี ซึ่งมีการใช้ระเบิดปิงปองปาใส่คณะนายสุเทพ
มันล้ำเส้นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธแล้ว!??
อย่าทำลายโอทอป
ที่มา เดลินิวส์
โครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เหลือแค่ชื่อ “โอทอป” เพราะรัฐบาลขิงแก่ บ้องตื้น รังเกียจเป็นมรดกแม้ว วัน ๆ ไม่รู้จะทำอะไร เลยบังคับให้เปลี่ยนเป็น ผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แต่ชื่อเชยระเบิด เลยไม่มีใครใช้
เหนืออื่นใด “โอทอป”
เป็นเครื่องหมายการค้าที่ฮิตติดปากแล้ว สิ่งที่ขิงแก่ทิ้งไว้กับ ผู้คนในวงการโอทอป จึงมีแต่คำก่นด่า มือไม่ช่วยพาย ยังเอาเท้าราน้ำให้ขุ่นอีก
เหมือนตอนนี้ งานแสดงสินค้า “โอทอป” เคยจัดที่ เมืองทองธานี 6-7 ปีติดต่อกัน จนรู้กันทั่ว เป็นงานใหญ่ที่ผู้ผลิตสินค้า “แบรนด์ไทย” ซึ่งก็มี ทั้ง 2 ดาว 3 ดาวไปจนถึง 5 ดาว ระดับส่งออกขายทั่วโลก จะเอาสินค้า “โอทอป” ของตนวางขายให้ประชาชนรวมทั้งเอเย่นต์ได้ซื้อหา
ภูมิใจที่คนไทย มีฝีมือ มีหัวคิด ทำผลิตภัณฑ์ดี ๆ ในชื่อไทย ออกไปขาย ใครยังมีดาวน้อย ๆ จะได้พัฒนาเป็นดาวมาก ๆ ยอดขายแต่ละครั้งก็หลายหมื่นล้าน คนไปงานเป็นแสนคน
มีทั้งผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปเช่น ไวน์ไทย ผลไม้แห้ง ขนมไทย ทำแพ็กเกจจิ้งสวย ๆแบบญี่ปุ่น น่าซื้อ น่าชิม โคมไฟ แจกันไม้ลายไทย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ และอีกมากมายเป็นร้อย ๆ ยี่ห้อ
ทั้งหมดจัดรวมกันที่ “อิมแพ็ค” เมืองทองธานี เดินจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง ดูได้ต่อเนื่องทั้งวัน เพราะอาคารอยู่ติด ๆ กัน ติดแอร์เย็นฉ่ำ เมื่อยนัก ก็หยุดพัก กินข้าว กินน้ำ แล้วค่อยลุยต่อ
จู่ ๆ ปีนี้ มท.2 บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เกิดผีเข้า สั่งย้ายมาจัดที่สนามศุภชลาศัยและห้างไฮโซอีก 8 แห่งแถบนั้น ตั้งแต่ สยามพารากอน, สยามดิสคัฟเวอรี่, มาบุญครอง, เซ็นทรัลเวิลด์, เอ็มโพเรียม....อ้าง เพื่อขยายตลาดคนซื้ออีกกลุ่ม ตั้งชื่อซะเก๋ “โอทอปซิตี้” ก็ฟังดูดีหรอก
แต่คนที่อยู่กับธุรกิจนี้มาเป็นสิบปี ย่อมรู้ดี อะไรเป็นไปได้แค่ไหน
มิไยที่ผู้ประกอบการ นายมงคล ไตรรัตนจรัสพร นายกสมาคมโอทอปไทย จะอ้อนวอนให้ทบทวนสถานที่จัดใหม่ ขอให้ไปจัดที่เดิม เพราะกลัวที่ใหม่ คนไม่เดิน เนื่องจากสถานที่กระจัดกระจายมาก บางแห่งให้จัดในที่จอดรถ ซึ่งร้อนตับแตก ไม่จูงใจ แถมงบฯที่ใช้ก็มากมาย จากเดิม 80-90 ล้านบาท พอเปลี่ยนที่ใหม่
งบฯบานเกือบเท่าตัว เป็น 140 ล้าน ???
ขนาดขู่ว่า สมาชิกโอทอปจะไม่เข้าร่วมกิจกรรม ฯพณฯ บุญจง ก็เมินเฉย ยืนกระต่ายขาเดียว จะให้จัดที่สนามศุภฯ และห้างไฮโซให้ได้ อ้างรถไม่ติด
อ้าว แล้วจัดที่สนามศุภฯกับห้างไฮโซ รถไม่ติดหรือ แถวนั้นติดโคตรกว่าหลายเท่า กว่าจะหมุนหาที่จอดรถได้แต่ละทีแทบรากเลือด แล้วกระจายตั้ง 5-6 แห่ง เดินแค่ห้างเดียว ก็หมดอารมณ์แล้ว ถึงแต่ละห้าง จะอยู่ย่านเดียวกัน แต่ใกล้กันซะ เมื่อไหร่
สยามพารากอนกับดิเอ็มโพเรียมนั้น ถ้าไม่นั่งรถไฟฟ้า ก็ไปไม่ได้ จะเอารถไปเอง ก็ติดเป็นชั่วโมง แล้วมันสะดวก หรือขยายตลาดตรงไหนเนี่ย เหตุผลที่นายบุญจงยกมาอ้าง
จึงฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย
ล่าสุด นายมงคล เข้าร้องเรียน นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนสถานที่จัดอีกครั้ง เพราะงานใกล้เข้ามาแล้ว มี 29 มีนาคมถึง 5 เมษายนนี้ ก็ไม่รู้ ท่านนายกฯ จะกล้าหักดิบบุญจงหรือไม่ แต่เชื่อว่าคงไม่กล้า !!!
ก็แปลก รัฐถังแตก สู้เอาเงินไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไล่แจก หาเสียงกัน แต่ทีชาวบ้าน จะค้าขาย สร้างงาน สร้างเงิน แทนที่จะส่งเสริม กลับจะทำลายเสียอีก หรือ มีผลประโยชน์แอบแฝงอย่างที่คนเค้าสงสัย
ก็ถ้าไม่มี ทำไมถึงไม่ยอมฟังเสียงคน “โอทอป” ตัวจริง เสียงจริง บ้างเลย ???.
ร่นวันซักฟอก หนีกลุ่มชุมนุมกดดัน
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อวันที่ 16 มี.ค.เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ประธานสภาฯได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติการยื่นถอดถอนและญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านแล้ว ซึ่งก็ต้องบรรจุเป็นวาระด่วน โดยประธานสภาฯได้ประสานมายังวิปรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีว่าหากรัฐบาลมีความพร้อมก็จะขอให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 19-20 มี.ค. และคาดว่าจะลงมติในวันที่ 21 มี.ค. จึงได้หารือกันในที่ประชุมวิปรัฐบาลพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็เห็นชอบ เมื่อฝ่ายค้านพร้อมจะอภิปรายฯ และฝ่ายรัฐบาลเองก็พร้อมที่จะชี้แจง เพราะแต่ละฝ่ายมีเวลาเตรียมตัวมาระยะหนึ่งแล้วคงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนตัวได้นำเรียนนายกฯแล้วว่าวิปรัฐบาลเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม นายกฯไม่ขัดข้องพร้อมที่จะชี้แจงอยู่แล้ว ส่วนรัฐมนตรีก็ให้วิปรัฐบาลจากทุกพรรคไปแจ้งแล้ว ไม่น่ามีปัญหาเนื่องจากตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่ฝ่ายเตรียมจะยื่นญัตติ รัฐมนตรีที่มีรายชื่อถูกอภิปรายฯได้เตรียมตัวมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ประเด็นที่กล่าวหาก็เป็นเรื่องเก่าๆ และเป็นข่าวมาบ้างแล้ว เวลาที่เหลือ 4-5 วัน รัฐมนตรีก็คงจะต้องทำการบ้านอย่างชัดเจนขึ้น
ตั้งคณะทำงานตัดเกมฝ่ายค้าน
นายชินวรณ์กล่าวว่า ทางวิปรัฐบาลหารือกันแล้วเห็นว่า เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด จำนวน 10 คน มีตนเป็นประธานร่วมกับกรรมการวิปรัฐบาลจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อประสานงานด้านข้อมูลให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงกับพี่น้องประชาชนได้เพิ่มขึ้น คณะทำงานจะช่วยรัฐมนตรีชี้แจงทั้งในและนอกสภาฯ ถ้ามีประเด็นใดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือเห็นว่ามีประเด็นใดที่น่าจะทำความเข้าใจกับประชาชน ผู้ถูกพาดพิง ผู้ เกี่ยวข้อง คณะทำงานก็สามารถให้ข้อมูลก่อนการอภิปราย โดยภารกิจหลักจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายและช่วยเหลือการทำหน้าที่ของประธานเพื่อทำ ให้การประชุมเป็นไปตามข้อบังคับ โดยในวันที่ 18 มี.ค.นี้จะประชุมคณะทำงานดังกล่าว ทั้งนี้เมื่อฝ่ายค้านระบุว่ามีข้อมูลพร้อม 100% ยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจง ยังดีใจที่ฝ่ายค้านบอกว่าจะยกระดับการอภิปรายให้สูงขึ้น ให้กระชับภายใน 2 วัน
รองประธานสภาฯงงวันซักฟอก
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่วิปรัฐบาลอ้างว่าประธานสภาระบุให้บรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ในวันที่ 19-20 มี.ค.นี้ว่า ไม่เป็นไร แสดงว่ารัฐบาลพร้อมที่จะตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านแล้ว เป็นสิทธิของรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านเองต้องพร้อมทุกเวลาอยู่แล้ว เมื่อเป็นผู้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจเข้ามาก็แสดงว่าฝ่ายค้านต้องมีข้อมูลเพียงพอที่จะอภิปราย เพียงแต่เข้าใจว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณากรอบการเจรจาเงินกู้ 7 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลเสนอมาในวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.นี้แล้ว ไม่ทราบว่าวิปรัฐบาลได้ทราบเรื่องการบรรจุระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาหรือไม่ จึงได้กำหนดวันประชุมตรงกัน ทั้งนี้ในการประชุมร่วมกับประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคารที่ 17 มี.ค.นี้จะนำเรื่องนี้มาหารือกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ตรงกันอีกครั้ง
วิปรัฐชงร่นวันซักฟอกหนีเสื้อแดง
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสาเหตุของการร่นวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลให้เร็วขึ้นว่า ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่มีนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานวิปฯทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมว่า นายชินวรณ์ได้ยกเรื่องการประกาศความพร้อมของพรรคฝ่ายค้าน ในการอภิปรายฯว่าพร้อมแล้ว และช่วงเวลาวันที่ 26-27 มี.ค. เป็นวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ โดยจะทิ้งช่วงเวลาวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ 2 วัน ซึ่งตรงกับการนัดรวมพลคนเสื้อแดงของกลุ่ม นปช.และ พ.ต.ท.ทักษิณที่ช่วงหลังมีการเปลี่ยนมาโฟนอินลงถึงระดับรากหญ้าตามงานวัดและงานต่างๆ เพื่อระดมคนเสื้อแดงให้มาชุมนุมในวันดังกล่าว จึงเกรงว่าหากมีการนัดลงคะแนนในวันที่ 28 มี.ค. หรืออาจจะเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 30 มี.ค. หรือหากม็อบมาก่อนหน้านั้น และมีกำลังมวลชนจำนวนมากปิดล้อมรัฐสภา อาจทำให้ ส.ส. เข้าประชุมสภาฯไม่ได้ และอาจเกิดเหตุบานปลายเช่นที่เคยเกิดมาแล้วในวันที่ 15 ธ.ค. 2551 มีการโหวตเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ มีการใช้กำลังและทุ่มหินและอิฐบล็อกใส่รถของ ส.ส. ท้ายที่สุดอาจมีการเสียเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันเอง
หวั่นม็อบสร้างเงื่อนไขกดดันยุบสภา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนี้ที่ประชุมยังวิเคราะห์ ถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นว่า ท้ายที่สุดอาจมีการใช้กำลังของมวลชนมากดดัน และสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลต้องยุบสภาหลังการอภิปรายฯได้อีก โดยนายชินวรณ์ได้สอบถามความเห็นและความพร้อมของตัวแทนวิปพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคว่า มีความเห็นอย่างไร ซึ่งตัวแทนวิปพรรคร่วมทุกพรรคต่างเห็นด้วยที่จะเลื่อนการอภิปรายฯให้เร็วขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมและอาจเกิดเหตุบานปลายสร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองได้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ประชุมจึงเห็นพ้องให้มีการอภิปรายฯในวันที่ 19-20 มี.ค. และลงมติในวันที่ 21 มี.ค. โดยทำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อให้ทราบถึงความจำเป็นต่อไป
เพื่อไทยลั่นพร้อมชำแหละทุกเมื่อ
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย คณะทำงานอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ กรณีวิปรัฐบาลระบุว่าประธานสภาฯนัดประชุมสภาฯเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและ 5 รัฐมนตรี ในวันที่ 19-20 มี.ค.นี้ และลงมติวันที่ 21 มี.ค. จากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 26-27 มี.ค. และลงมติวันที่ 28 มี.ค.นี้ ว่า เบื้องต้นเพิ่งทราบว่ารัฐบาลเลื่อนพิจารณาญัตติขอเปิดไม่ไว้วางใจเร็วขึ้น หากจะถามว่าเราพร้อมหรือไม่นั้น ที่ผ่านมาพรรคได้เตรียมข้อมูล และจัดวางผู้อภิปรายไว้ เรียบร้อยแล้ว การขยับวันอภิปรายให้เร็วขึ้น ก็คงต้องหารือกันในส่วนของคณะทำงาน แต่เราก็พร้อม เมื่อถามว่า เป็นเกมของรัฐบาลที่เลื่อนเวลาเร็วขึ้นเพื่อแก้เกมพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ นายพีรพันธุ์ตอบว่า ไม่ทราบ เมื่อถามว่า การขยับเวลาขึ้นทำให้ฝ่ายค้านเตรียมตัวไม่ทันหรือไม่ นายพีรพันธุ์ตอบว่า ขอไปคุยกับคณะทำงานฯก่อน
อัด “ชัย” ไม่เป็นกลางเลื่อนซักฟอก
ด้านนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ต้องการทำให้พรรคเพื่อไทยไม่ สามารถเตรียมตัวได้ทัน ขอตั้งข้อสังเกตถึงการประชุมเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน เพื่อตรวจสอบระเบียบวาระการประชุมสภาฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค. ซึ่งยังเป็นระเบียบวาระการพิจารณากระทู้ถามสด แต่ในช่วงบ่ายได้เปลี่ยนแปลงระเบียบวาระการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้ให้เห็นว่านายชัยมีความเอนเอียง ไม่เป็น กลาง เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่เอนเอียงตามลูกไม้ อย่างไร ก็ตาม จะอภิปรายในช่วงไหนพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมตลอดเวลา และขณะนี้คณะทำงานเตรียมการอภิปรายของพรรคกำลังจัดวางตัวขุนพลที่จะอภิปราย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนกรณีโครงการแจกเงินเป็นเช็ค 2 พันบาทแก่ผู้ประกันตนและข้าราชการ ที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 1.5 หมื่นล้านบาท ที่ออกโดยธนาคารกรุงเทพนั้น อยากถามว่าเช็ค 9.7 ล้านใบ เป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาทที่ต้องอยู่ในธนาคาร ที่มีระยะเวลา 60 วัน อยากถามว่าตรงนี้ทำให้ใคร เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยจะตั้งกระทู้ถามนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง
โทษรัฐบาลบุกแหย่รังคนเสื้อแดง
นายวิทยากล่าวว่า ส่วนผลสำรวจโพลระบุว่าประชาชนในพื้นที่ 18 จังหวัดไม่เชื่อคำพูดการโฟนอินของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น การโฟนอินเป็นเพียงการสื่อสารช่องทางหนึ่งถึงคนเสื้อแดง เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยได้ประเมินอย่างไรถึงการโฟนอินถี่ขึ้นอาจเกิดผลลบได้ นายวิทยาตอบว่า ไม่กังวล เพราะมีคนฟังเยอะ แต่ในอีกมุมหนึ่งไม่อยากให้ท่านโฟนอินบ่อย เพราะกลัวรัฐบาลลอกเลียนแนวคิดไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อถามถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงต่อต้านการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีซึ่งเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น นายวิทยาตอบว่า เหตุการณ์ยังไม่รุนแรง แต่เรื่องนี้ต้องโทษนายกฯและรัฐมนตรีที่ถือเป็นตัวต้นเหตุไปกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง เราได้ตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่ที่นายกฯและรัฐมนตรีเดินทางไปมีปมความขัดแย้งอยู่ รัฐบาลน่าจะปฏิบัติตามนโยบายสร้างความสมานฉันท์ที่ประกาศไว้มากกว่า ไม่ควรไปตีรังมดแดง แหย่รังผึ้ง เหมือนเป็นการยั่วยุ และ ควรเร่งรัดแก้ปัญหากลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้หมดไปโดยเร็ว
โวมีใบเสร็จจับมัด รมช.มหาดไทย
นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประธานสภาฯเลื่อนการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลขึ้นมาว่า ชี้ให้เห็นว่าเป็นเทคนิคทางการเมืองในสภาฯของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการเอาเปรียบฝ่ายค้าน ปกติต้องหารือร่วมกัน แต่ การอภิปรายเร็วขึ้นก็ไม่มีปัญหา เพราะข้อมูลพร้อมแล้ว เช่น การกระทำของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่เกิดขึ้นในหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงที่มีรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปบริหาร โดยไปออกคำสั่งให้ อธิบดีดำเนินการเอาเรื่องการใช้งบประมาณโครงการต่างๆ มาตรวจสอบดูว่าอันไหนยักได้บ้าง เรื่องนี้มีหลักฐานเป็นเอกสารในคำสั่งเป็นวันที่ไล่กันในแต่ละกระทรวง
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีหลักฐานเป็นใบเสร็จที่เป็นพฤติกรรมของรัฐมนตรีที่มีหัวแต่ไม่มีสมอง ถูกมนต์ขลังสั่งให้ทำโครงการต่างๆ คือ คนที่มีอำนาจบริหารแต่ไม่ได้ทำ คนที่สั่งทำเอง สั่งไปสั่งมาจนมีหลักฐานเป็นใบเสร็จ จึงขอให้รัฐมนตรีที่ไม่มีสมองเตรียมตัวชี้แจงให้ดี อย่ากลัวจนเกิดเหตุ
แฉ รบ.ล็อบบี้ขุนพลอภิปรายแลกงบฯ
ทางด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์สำหรับการเตรียมข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยนั้น ได้เตรียม พร้อมอยู่แล้วในเรื่องข้อมูลและเอกสารหลักฐาน รอเพียงการประชุมแบ่งทีมรับผิดชอบในวันที่ 17 มี.ค.นี้ ขณะนี้ เริ่มมีการล็อบบี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่จะอภิปรายไม่ไว้ วางใจ ถึงกับระบุว่า ให้เบาหน่อยนะเพื่อน จะจัดสรรงบประมาณให้ในจังหวัดคุณ ปากก็บอกว่าข้อมูลของพรรค เพื่อไทยไม่มีอะไร เป็นข้อมูลจากการตัดปะจากหนังสือพิมพ์ กลับมีการวิ่งล็อบบี้กัน แสดงว่ากลัวความจริงจะปรากฏต่อสาธารณะ กลัวสูญเสียอำนาจ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่มีการชักต๋งกันเยอะในหลายโครงการ
ชี้นายกฯต้องยุบสภาหลังศึกซักฟอก
นายสุรพงษ์กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เตรียมปรับ ครม.หลังพรรคเพื่อไทยอภิปรายแล้วมีข้อมูลชัดเจนว่า นายอภิสิทธิ์คงไม่มีโอกาสได้ปรับ ครม. แน่นอน ทางออกมีมาตรการเดียวต้องตัดสินใจยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากข้อมูลหลักฐานที่อภิปรายชัดเจน และขณะนี้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศหนัก มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างหนัก แต่เด็กสองคนที่เป็นลูก เศรษฐีบริหารประเทศและแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ในที่สุดระบบเศรษฐกิจของประเทศจะพัง ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก แสดงให้เห็นว่านายกฯไม่เข้าใจปัญหาของประเทศ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงคงเคลื่อนไหวอย่างหนัก เพื่อต้องการนำระบอบ ทักษิณกลับคืนมานั้น ตอนนี้ระบอบทักษิณยังคงอยู่ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลได้สานต่ออยู่ ใครจะหาว่าระบอบทักษิณใช้นโยบายประชานิยม และมีการทุจริตด้วยนั้น ตอนนี้ก็มีการใช้นโยบายประชานิยม และมีบางกลุ่มนักการเมืองเข้าไปร่วมรัฐบาลพร้อมมีพฤติกรรมทุจริตเหมือนกัน
จุดพลุนิรโทษกรรม “ทักษิณ-พธม.”
นายสุรพงษ์กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ดูสถานการณ์ บ้านเมือง ทั้งที่กองทัพออกมา กลุ่มเสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวดูแล้วบ้านเมืองไม่มีวันสันติสุข จะวุ่นวายไปอย่างแบบนี้ตลอด จะยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ก็เหมือนเดิม บ้านเมืองยังแตกแยกทางความคิด ทางออกมีมาตรการเดียวหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยจะนำหลักฐานที่ได้ยื่นถอดถอนนายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านประธานวุฒิสภาไปถึง ป.ป.ช. ขอให้องค์กรอิสระรีบพิจารณาที่ความผิดถึงขั้นยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ และส่งข้อมูลให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อล้างไพ่กันใหม่ ไม่ขอบอกว่าเป็นประเด็นอะไร กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่สนุก และเมื่อถึงช่วงนั้นทุกฝ่ายต้องเลิกราต่อกัน เชื่อมั่นว่าถึงตอนนั้นนายอภิสิทธิ์จะตัดสินใจยุบสภาก่อนที่จะถูกยุบพรรค เพื่อเลือกตั้งกันใหม่ เมื่อถึงช่วงหาเสียงพรรคเพื่อไทยจะชูนโยบายถ้าชนะการเลือกตั้งจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และชูนโยบายออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ทุกฝ่าย ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดูว่าประชาชนจะเลือกใคร ให้ใครมาบริหารบ้านเมือง มาตรการแบบนี้จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข ทุกคนต้องใจกว้าง ถ้าไม่มีใครถอยคนละก้าว ปัญหาความแตกแยกในชาติจะไม่จบ อย่าลืมประเทศไทยคือสวรรค์ แต่คนไทยดันทำสวรรค์ให้เป็นนรก ถึงเวลาจะต้องช่วยกันทำให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์อีกครั้ง
แบ่ง 3 ทีมจับ รมต.ขึงพืดขึ้นเขียง
นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมว่า ไม่ได้หารือถึงกรณีที่จะเลื่อนวันพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ยิ่งเลื่อนให้เร็วมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งดี จะได้จับผู้ที่ถูกอภิปรายขึ้นเขียงเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะขณะนี้ผู้ที่จะอภิปรายมีความพร้อม ตามกรอบเดิมมีผู้อภิปราย 20 คนบวก ลบ โดยแบ่งทีมอภิปรายออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 นายกฯ พ่วง รมว.คลัง และ รมช.คลัง กลุ่ม 2 นายกฯ พ่วง รมว.ต่างประเทศ และกลุ่ม 3 นายกฯ พ่วง รมว.มหาดไทยและ รมช.มหาดไทย ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธานคณะทำงานอภิปรายไม่ไว้ วางใจได้กำชับต้องใช้ผู้อภิปรายน้อยคน ฟันธง และตรงประเด็น
ภูมิใจไทยเล็งตั้งทีมพิทักษ์ รมต.
ขณะที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการเตรียมวอร์รูมกระทรวงมหาดไทย เพื่อรองรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าจริงๆแล้วเป็นเพียงศูนย์รวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อการอภิปรายเท่านั้น เมื่อเป็นการอภิปรายในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ต้องมีข้าราชการที่เตรียมข้อเท็จจริงเพื่อชี้แจงต่อสภา ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี นายบุญจงตอบว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย จะมีการประชุมพรรคในวันที่ 17 มี.ค.นี้ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากเป็นการอภิปรายที่ขัดกับข้อบังคับ เช่น เยิ่นเย้อวกวน เสียดสี หรือกล่าวหาบุคคลอื่น จะต้องมีการประท้วงบ้าง แต่หากการอภิปรายอยู่ในข้อบังคับ ก็ไม่จำเป็นต้องประท้วง ส่วนใครจะทำหน้าที่คอยตรวจสอบไม่ให้การอภิปรายนอกเหนือข้อบังคับ จะกำหนดตัวบุคคลในการประชุมพรรคอีกครั้ง สำหรับตนกับ รมว.มหาดไทยไม่กังวลเท่าใด ไม่ต้องมีการซ้อมชี้แจงหรือฟังการอภิปรายเพราะเป็นเรื่องที่เราทำงานมาทั้งนั้น
'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีผู้ทระนง
ถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์’ 2007/May/14 ปู่มีฉายาว่า พญาอินทรี เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่สุดโคตรคนหนึ่งของเมืองไทย ผมกับปู่ทำความรู้จักกันครั้งแรกผ่านหนังสือ วานปีศาจเขียน
“เมื่อได้ไล่สายตาอ่านจนจบ ผมรู้สึกลอยเคว้งในความไม่เข้าใจในตัวอักษร รู้สึกได้แค่เพียงว่า...ภาษาของปู่สวยงามจับใจ”
หนึ่งในผู้ชื่นชมผลงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ระบายความในใจฝากไว้ในเว็บไซต์ http://bapaow.exteen.com
ต่อมา...พยายามตีสนิทกับปู่ด้วยหนังสือ ใต้ถุนป่าคอนกรีต เล่มแรก โดยเลือกที่จะหยิบไปอ่านในโรงเรียน
ทำให้ได้รู้ว่าตัวหนังสือของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ต้องใช้ความสงบ ช่วยในการทำความเข้าใจ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา หนังสือส่วนใหญ่ที่เขาคนนี้ได้อ่านจากนักเขียนดังในยุคนี้หลายท่าน ไม่ปฏิเสธในความยอดเยี่ยมของตัวอักษร แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกเฝือ
“นักเขียนเกือบทุกคนในยุคนี้ มีแพตเทิร์นในการเขียนคล้ายคลึงกันหมด... เปิดตอนด้วยประโยคดึงดูดเพื่อกระตุ้นคนอ่าน ให้อยากอ่านต่อด้วยตัวพิมพ์หนา...
...จากนั้นเป็นสารที่ผู้เขียนจะส่งถึงผู้อ่าน ไม่ว่าจะบรรยาย พรรณนา ถ่ายทอด ยกตัวอย่างความคิดต่างๆนานา และปิดท้ายด้วยประโยคเด็ดที่หวังกระแทกใจคนอ่านให้อยู่หมัด... (แน่นอน ด้วยตัวพิมพ์หนา)”
แต่เหมือนปู่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ จุดประกายอะไรซักอย่างขึ้นมา เป็นนวนิยายที่ไม่มีความปะติดปะต่อเอาซะเลย ตัดไปตัดมาในแต่ละตอนจนหาความต่อเนื่องไม่พบ บางตอนเล่นยกเอาข้อความในจดหมายของตัวละครมาลงทั้งดุ้น
อีกทั้งเรื่องราวเป็นเพียงชีวิต, สังคมของคนไทยในอเมริกาที่มันสามารถเล่าให้น่าเบื่อได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อมันเป็นเรื่องเล่าผ่านสายตาของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กลับมีพลัง สนุกสนาน ทะลึ่งตึงตัง ฉูดฉาด และผูกพันกับตัวละครเหลือเชื่อ
“ครับ...ผมไม่เข้าใจว่าปู่ทำได้อย่างไร”
สำนวนที่พลิ้วเพรียว...งดงามเหลือเชื่อ เหมือนจะกระแดะใช้คำ ปรุงแต่งคำต่างๆออกมา แต่เมื่ออ่าน จะรู้สึกได้ถึงความเป็นธรรมชาติของตัวหนังสือ
“ไม่ต้องละเลียดวางแผนเขียนหาข้อความมาดึงดูดนักอ่าน หาประโยคที่มันโดน ปู่เขียนไปอย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของภาษาและความรู้สึกมากจนต้องศิโรราบ”
ไม่เพียงแค่นั้น ปู่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เขียนหนังสือเลี้ยงชีพมาเป็นเวลาหลายสิบปี อาชีพเขียนหนังสือที่คนส่วนใหญ่ให้โล่ประกาศเกียรติคุณว่า...ไส้แห้ง
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่เพียงเก่ง แต่ยังมีความเป็นโพรเฟชชันแนล ทางสาขาอาชีพตน เขียนหนังสือทุกวัน แม้ว่าจะชราภาพแค่ไหน แต่ยังดำรงความเป็นวัยรุ่นในหัวใจเสมอ
“ปู่เคยบอกว่า คำว่า...โพรเฟชชันแนลกับมืออาชีพนั้นต่างกัน ผมไม่รู้ว่าตรงไหน?”
สิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าของความในใจ ขึ้นหัวเรื่องนี้ไว้ว่า...แล้วเป็ดก็รู้ว่า แท้จริงแล้ว มันเป็นห่าน
ความยิ่งใหญ่ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ในแวดวงนักเขียนถือว่าขั้นเทพ อรรถชีวิตและผลงานในฐานะศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2537 สาขาวรรณศิลป์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ สรุปเอาไว้สั้นๆ ว่า...
นาย 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2475 ที่ตำบลคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท
นามปากกา 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ย่อมาจากชื่อจริง คือ ณรงค์ วงษ์สวรรค์
'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนที่มีงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่บรรยายภาพ คอลัมน์ในนิตยสาร...หนังสือพิมพ์ เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี บทภาพยนตร์ ฯลฯ
เริ่มมีชื่อเสียงจากงานคอลัมน์...รำพึงรำพัน โดยลำพู หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
เอกลักษณ์งานเขียนของเขา คือ ลีลาการใช้ภาษาที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ดังที่หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ นักวิชาการวรรณกรรมผู้มีชื่อเสียงเคยกล่าวว่า...
'รงค์ วงษ์สวรรค์ ใช้ภาษาอย่างนักเลงภาษาจริงๆ จะใช้คำที่เคยใช้ใน สภาพต่ำสุด ในที่ที่สูงที่สุดก็ได้ จะใช้คำที่เคยใช้แต่โบราณในจังหวะที่เกี่ยว กับสมัยใหม่ที่สุดก็ได้”
ลีลาการเขียนที่มีอิทธิพลสูงทั้งต่อนักเขียนและนักอ่านนี้ มีรากฐานอยู่ที่ประสบการณ์ชีวิตของตนเองและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประสบการณ์ของผู้ร่วมสังคมของเขา
ความจริงใจในการสะท้อนภาพชีวิตดังกล่าวจึงแจ่มชัด กระทบใจผู้อ่าน ทำให้ตระหนักถึงการรับรู้ รับผิดชอบร่วมกันต่อสังคม
จะเป็นชีวิตของกลุ่มคนด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนที่มีโอกาสมากกว่าผู้อื่น...'รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ต่างมีบทบาทร่วมกัน ผูกพันกันอยู่ในสังคมทั้งสิ้น
โลกทัศน์อันอิสระ ความจริงใจที่ถูกถ่ายทอดผ่านเอกลักษณ์ทางวรรณศิลป์ ทำให้งานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นบันทึกของสังคมที่ทรงคุณค่า มีผลงานต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ
ความเป็นจริงในสังคมผ่านงานเขียน 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ได้คาดคั้นหรือ ประณามว่าเป็นความผิดของผู้ใด เขาเพียงเสนอความเป็นจริงในมุมมองที่ใครหลายคนไม่เคยนึกถึงมาก่อน
แม้แต่ตัว 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เอง ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำหน้าที่นั้น ดังที่เขาเคยกล่าวว่า...“ผมชอบร้องทุกข์แทนคนอื่น อย่างแมงดาก็ดี โสเภณีก็ดี เป็นคนไม่มีปากมีเสียงจนถูกประณามตลอดเวลา...มีใครพยายามจะมองพวกนี้ในแง่ดี หรือในแง่ที่เป็นมนุษย์ เป็นคน”
และ....“เพราะผมรู้จักคนที่เป็นแมงดาจริงๆ ในชีวิตจำนวนไม่น้อย...การได้รู้จักแมงดาก็ดี โสเภณีก็ดีมากๆ ทำให้เราได้เข้าใจในความเป็นคนของเขา ที่จะมาพูดประโยคเก่าๆว่า ทุกคนไม่ได้เจตนากระทำความชั่ว ผมว่ามันเป็นเรื่องแก้ตัวด้วยซ้ำไป.....
แต่จริงๆ โชคชะตาของชีวิตที่มันกดดัน ที่มันถูกบังคับให้เคลื่อนไหวไปตามสภาพสังคมมันรุนแรงกว่านั้น แต่คนพวกนั้นไม่มีปาก หรือมีปากก็พูดไม่เป็น....”
ตัวอย่างผลงานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ หนาวผู้หญิง สนิมสร้อย ปักเป้ากับจุฬาฯ เสเพลบอยบันทึก ผู้มียี่เกในหัวใจ หลงกลิ่นกัญชา คึกฤทธิ์แสบสันต์ ถึงป่าคอนกรีต
บักหำน้อย...ซ้ายปลาร้า...ขวาเนย เถ้าอารมณ์ บางลำพูสแควร์ หัวใจมีตีน ความหิวที่รัก แอลกอฮอลีเดย์ มาเฟียก้นซอย ไฟอายเสเพลชาวไร่ เบื้องข้างพันเอกณรงค์ กิตติขจร ดลใจภูมริน แม่ม่ายบุษบง ปักกิ่ง...กรุงเทพฯ ยินโทนิค 28 ดีกรี นินทากรุงเทพฯ ฯลฯ
แฟนในเว็บไซต์ไปเจอหนังสือตำราอาหารสมัยเก่าชื่อว่า “อาหารเช้าคนดัง” คอลัมน์บทสัมภาษณ์คนดัง...ทานอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นอาหารเช้า
...“ขอถือวิสาสะไม่กรอกในแบบ (form) ผมไม่คุ้นเคยกับการเขียนอะไรบนบรรทัด จุดไข่ปลาอย่างนั้น และพยายามปฏิเสธตลอดเวลาถ้าไม่ผิดเงื่อนไข-กฎหมาย
ในบางกรณีเท่านั้น เช่น การจูงวัวไปจดทะเบียนรูปพรรณ หรือโดนผู้หญิงจูงไปจดทะเบียนสมรส ผมไม่สามารถขัดขืนแต่ก็ไม่วายรู้สึกเศร้าเหมือนเวลาเช้าของบางวัน...”
เหตุผลต่อมา การกรอกในแบบ รู้สึกเหมือนการเป็นจำเลย
ตัดบทไปถึงสุนทรีในการกิน...เขาพูดต่อมาสำเนียงเคลิบเคลิ้มเหมือนดูดบุหรี่สอดไส้กัญชาแล้วสองมวนว่า... “เวลาเช้าอยากกินอะไรนั้น แล้วแต่ว่าเขาตื่นนอนที่ไหน?”
ถ้าเขาตื่นนอนที่โรงแรมดยุคส์ ละแวกเซนท์.เจมส์ เพลศ ลอนดอน เขาอยากกิน พอร์ริดจ์ (ข้าวโอ๊ตต้ม) ราดเนยและนมตำรับไดแอนา
ในโรงแรมนูสาดัว...บาหลี เขาอยากกินข้าวผัดนาซิโกเรง แต่ในโรงแรม
รอสสิญา..มอสโคว์ เขาอยากกินปลาสเตอร์เจียน-เจลลี-มายองเนส์ แซลมอนรมควัน-มะนาวหรือไข่คาเวียร์ ราดผงนิวเคลียร์
ในโรงแรมริมคลองเวนิศเขาอยากกินบลัดดี แมรีย์ (ว็อดกา-น้ำมะเขือเทศ-เกลือผง-พริกไทยผง-วูสเทอร์ซ๊อศ-แทแบสโคซ็อศ-สองหยดมะนาว) ตำรับที่เคยปรุงถวาย อัลฟองโซ 8 และ วิลเฮล์มินารานี ของ Harry's bar
แล้วก็มาถึงคำถามข้อที่ 13 ทำนองว่า...แต่งตัวอย่างไรเวลากิน?
“พูดยากนะครับ! ผมว่ามันหมิ่นเหม่ต่ออนาจาร ผมมันไม่ใช่คนแบบ neat n' clean แต่ถ้าคุณมีเวลาว่างเดินไปหน้ากระจก และกระจกบอกว่า คุณเป็นผู้หญิงสวย ผมขอกระซิบว่า...คุณเองนั่นแหละ น่ากินกว่าอะไรทั้งนั้นในเมนู...”
ความโดดเด่นด้านเชิงชั้นภาษาทำให้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ยังเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ยากจะหานักเขียนใดมาเทียบเคียง.
เกาะติดวิกฤติการเมืองร้อนระอุ.....
อุณหภูมิร้อนทางการเมือง จะเป็นชนวนให้ วิกฤติการเมือง ยิ่งดุเดือดยิ่งขึ้น ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เที่ยวนี้ แม้จะไม่ถึงกับทำให้ รัฐนาวาล่ม.....แต่เครดิตของรัฐบาล และ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะหลงเหลืออยู่แค่ไหน ห้ามกะพริบตา............
เอาเถอะ ถึง ฝ่ายค้าน ถึงพรรคเพื่อไทยทำท่าลับๆล่อๆ ไม่ค่อยจะ สามัคคีชุมนุม เท่าไหร่.....แต่เนื้อหาของการอภิปรายเที่ยวนี้ จะเป็นการ เปิดแผลของนายกฯอภิสิทธิ์ และคนในรัฐบาลอีกหลายคน เพื่อจะกรุยทางไปสู่การชิงอำนาจการเมืองในอนาคต............
เพราะนอกจากจะเป็นการ วัดอนาคตของรัฐบาล แล้ว ยังจะเป็นการวัดอนาคตของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ที่เอาศักดิ์ศรีขุนศึกฝั่งธนฯการันตี.....ดังนั้น ข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้ วางใจ ไม่ใช่ของตัดแปะ หรือจับข่าวมาเล่าใหม่.....แต่จะเป็นการ เปิดหลักฐาน ความไม่ชอบมาพากลในสภากันจะจะ............
ขนาดข้อมูลการอภิปรายในครั้งนี้ ยังมีการ เก็บเป็นความลับ เนื่องจากไม่ไว้ วางใจพวกเดียวกันที่ แอบเป็นไส้ศึก อยู่ในพรรคเพื่อไทย..... ตามประสาคนหาข่าว ข้อมูลการอภิปรายจึงไม่ใช่ข้อมูลธรรมดา..... แต่เป็น สำนวนการอภิปราย ที่สามารถจะส่งฟ้องร้องดำเนิน คดีต่อไปได้อีกกระทอก............
เป้าใหญ่ของการอภิปราย น่าจะอยู่ที่ตัว นายกฯอภิสิทธิ์ ว่ากันว่า มี ใบเสร็จ ซะด้วย.....“อินทรีเหล็ก” มองว่า การเมืองทั้งในสภาและนอกสภา บวกกับ การเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยกันเอง.....เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ น่าจะมั่นคงซะแล้ว............
ส่วนตัวล่อที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ หรือ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง.....ก็รู้ๆกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ความชอบธรรมและจริยธรรม.....ความจริงไม่ต้องมานั่งอภิปรายกันให้ เมื่อยตุ้มก็ได้............
เอ้า การ อภิปรายซักฟอกรัฐบาล ในระหว่าง 25-27 มี.ค.นี้.....นายกฯอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า จะไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล และการจัดประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียน+3 และ+6 ในเร็วๆนี้..... “อินทรีเหล็ก” เชื่อว่าที่รัฐบาลวิตกน่าจะเป็นการชุมนุมของ คนเสื้อแดง และการโฟนอิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากกว่า จริงมะ............
ไหนๆก็ไหนๆ การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ากันไปแล้ว ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลธรรมดา ไม่ถึงขนาด ดุเดือดเลือดพล่าน เหมือนการชุมนุมที่ผ่านมาซะหน่อย.....ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่บ้าจี้มากเกินไป ก็คงเป็นไปตาม ครรลองประชาธิปไตย ยกเว้นว่ารัฐบาล จะไร้น้ำยา ในการแก้ปัญหาวิกฤติประเทศจริงๆ ............
ก็อย่างที่ “อินทรีเหล็ก” เคยเกริ่นเอาไว้แล้วว่า รัฐบาลต้องบังคับใช้ กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน.....ไม่เลือกข้าง.....ทีคนเสื้อเหลืองทำผิดกฎหมายโดยมีอาวุธปรากฏทั้งภาพทั้งเสียงชัดเจน.....การดำเนินคดียืดเป็นหนังสติ๊ก.....คนเสื้อแดงแค่ปาไข่ จับได้ทันทีทันควัน.....จุดนี้แหละที่จะทำให้ประชาชนออกมาเดินบนถนนกันมากขึ้น............
ทำเป็นเล่นไป การชุมนุมใหญ่ของ คนเสื้อแดง เที่ยวนี้ ว่ากันว่า จะมีเป็นหลักแสน.....ไม่เฉพาะวิกฤติการเมืองเท่านั้น วิกฤติเศรษฐกิจ จะเป็นเงื่อนไขและแรงจูงใจให้เบื่อรัฐบาลเร็วขึ้น หลังสงกรานต์นี้ได้รู้กัน............
เฮ้อ ควันหลงจากการเดินทางไปแสดงวิสัยทัศน์ที่ประเทศอังกฤษเที่ยวนี้.....นายกฯอภิสิทธิ์ ได้เจอคู่ปรับรุ่นพี่ อย่าง ใจ อึ๊งภากรณ์.....จะปะทะคารมกันอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง.....แต่ที่ผู้สื่อข่าวดันไปทักว่า จะเอาตัวมาดำเนินคดีอย่างไร ก็เห็นเจอกันจะจะ เล่นเอานายกฯอึ้งกิมกี่............
ปัญหาใน การบินไทย ยามนี้ ยิ่งสางก็ยิ่งยุ่ง “อินทรีเหล็ก” ว่า ตราบใดที่ การเมืองยังไม่ยอมวางมือ มองการบินไทยเป็นสมบัติผลัดกันชม.....ไม่ช้าไม่นาน การบินไทยจะถึงยุคมืดแน่นอน............
เมื่อ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ดึงดันว่า จะมีการย้ายการบินไทยจาก ดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ ในวันที่ 29 มี.ค.นี้.....ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ต้องการให้ บอร์ดชุดใหม่ ที่ประชาธิปัตย์ตั้งใจให้ วิชิต สุรพงษ์ชัย เข้ามาดำรงตำแหน่งบอร์ดการบินไทยเป็นผู้ตัดสินใจ.....ศึกในพรรคร่วมรัฐบาลไม่ธรรมดา.............
“อินทรีเหล็ก”
ทำไมต้องถอดถอนอภิปราย
ผมจะไม่ยอมแลกความโปร่งใส ธรรมาภิบาล กับการได้มาซึ่งเสียงส่วนใหญ่ และจะใช้หลักการนี้นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศที่ มหาวิทยาลัย อ๊อกซฟอร์ด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นคำประกาศที่แสดงถึง “จุดยืน” ที่ชัดเจนของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นับจากนี้ไป “คำพูดเหล่านี้ก็จะเป็นนาย” นายกฯอภิสิทธิ์ไปอีกนานเท่านาน
นายกฯอภิสิทธิ์ยังได้ตอบคำถาม นักธุรกิจอังกฤษ ที่เป็นห่วง อายุรัฐบาล ว่า รัฐบาลนี้เหลือวาระ 3 ปี ตามแนวทางประชาธิปไตย ไม่มีใครทำนายอนาคตได้ ถ้ารัฐบาลล้มเหลวก็ต้องออกไป เปิดโอกาสให้รัฐบาลใหม่เข้ามา แต่ถ้ายังอยู่ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
แม้เป็นคำตอบที่ไม่ได้พูดถึงอายุรัฐบาลอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นคำตอบ ที่แสดงถึงจุดยืนประชาธิปไตยชัดเจน ซึ่งนักธุรกิจต่างชาติรับได้
เมื่อพูดถึง “อายุรัฐบาล” แล้ว ผมก็คงต้องพูดถึง การยื่นถอดถอนและขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของ พรรคเพื่อไทย และเสนอให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดให้อภิปรายกันในวันที่ 26-27 มีนาคมนี้
พรรคเพื่อไทยยกเหตุผล 7 ข้อเป็นเหตุในการยื่นถอดถอน ซึ่ง “ทีมการเมืองไทยรัฐ” ได้วิเคราะห์ไปเมื่อฉบับวันอาทิตย์ว่า “น้ำหนักยังไม่ถึง” ทั้ง 7 ข้อไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย จนถึงขั้นที่จะต้องยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง
ถ้าอย่างนั้น พรรคเพื่อไทยยื่นถอดถอน นายกฯอภิสิทธิ์ทำไม
เป็นคำถามที่น่าสนใจยิ่ง
ในฐานะผู้ติดตามการเมืองไทยคนหนึ่ง ผมขอถามเองตอบเองว่า
นี่คือ “การเมืองไทยขนานแท้” ที่นักการเมืองไทยชอบพูดกันเสมอว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” และมักจะละไว้ประโยคหนึ่ง ไม่พูดออกมาให้ประชาชนได้ยิน แต่เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่นักการเมืองไทย ประโยคนั้นก็คือ “นอกจากผลประโยชน์”
ดังนั้น ประโยคเต็มๆที่ควรจะเป็นก็คือ “การเมืองไทย ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร นอกจากผลประโยชน์” ชัดเจนไหมครับ
และนี่ก็คือ ที่มาของการยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยข้อหาที่ “ไม่ค่อยมีน้ำหนัก” แต่ “มีผลประโยชน์ ทางการเมือง” เต็มเปี่ยม อย่างที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เปรยออกมาให้ แกนนำรัฐบาล อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยินกันทั่วถึงว่า น้ำหนักจะอยู่ที่ “มือในสภา”
โดยเฉพาะ มือที่เห็นๆในพรรคร่วมรัฐบาล ที่กำลัง เดินเกมผลประโยชน์อย่างเต็มที่ในโครงการขนาดใหญ่ทุกโครงการ ต่อยอดจากรัฐบาลก่อนๆที่ยังค้างคา ท่ามกลาง เสียงค้านอย่างแผ่วเบา ของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สะท้อนถึง อายุของรัฐบาล ที่อยู่ในกำมือของการเมืองกลุ่มผลประโยชน์จะให้อยู่ยาวหรือสั้น
เป็น เกมการเมืองเรื่องผลประโยชน์ ที่จับมือกันระหว่าง ฝ่ายค้านบางกลุ่ม และ ฝ่ายรัฐบาลบางกลุ่ม เพื่อ แบ่งผลประโยชน์ซึ่งกัน และกัน แบบ ไก่ก็เห็นตีนงู งูก็เห็นนมไก่ ซึ่งนักการเมืองไทยทำกันมานานจนเชี่ยวชาญแล้ว
การแสดงที่เกิดขึ้น ฝ่ายค้านแสดงฝีปากได้เต็มที่ ฝ่ายรัฐบาลอาจจะมีคนต้องหัวร้างข้างแตกบ้างก็ไม่เป็นไร เพื่อให้แนบเนียน แต่ค่าตอบแทนก็เกินคุ้ม ตอนจบอยู่ที่มือในสภา ไม่ใช่เนื้อหาที่นำมาอภิปราย
เป็นเกมกดดันให้ นายกฯอภิสิทธิ์ จำยอม ปิดตาข้างหนึ่ง ไม่ไปขัดคอผลประโยชน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อแลกกับ “มือในสภา” ที่เป็น “ซีกรัฐบาล” อย่างที่ ประธานชัย ชี้ให้เห็น ถ้าพวกเขาไม่ยกมือให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีทันที ลำพังเสียงประชาธิปัตย์ไม่พออยู่แล้ว เล่นกดดันกันตรงๆอย่างนี้แหละ พ่อแม่ พี่น้องคนไทยเอ๋ย.
“ลม เปลี่ยนทิศ”